“โค้ชฮง” อดีตกุนซือเกาหลีใต้ ถูกสภาฯ ไต่สวนหนัก เหตุทีมชาติตกรอบแรกฟุตบอลโลก

"โค้ชฮง" อดีตกุนซือเกาหลีใต้ ถูกสภาฯ ไต่สวนหนัก เหตุทีมชาติตกรอบแรกฟุตบอลโลก

30 ก.ค. 2569 13:13 น.

“โค้ชฮง” อดีตกุนซือเกาหลีใต้ ถูกสภาฯ ไต่สวนหนัก เหตุทีมชาติตกรอบแรกฟุตบอลโลก

“ฮง มยอง-โบ” อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเกาหลีใต้ และอดีตนายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ถูกไต่สวนอย่างหนัก ในการเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการด้านกีฬาของรัฐสภาเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารสมาคมฟุตบอล รวมถึงสาเหตุที่ทีมชาติเกาหลีใต้ตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2026

คณะกรรมาธิการด้านกีฬาแห่งรัฐสภาเกาหลีใต้ ดำเนินการไต่สวนวันนี้ (30 ก.ค.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงานของสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหาร และผลงานอันน่าผิดหวังของทีมฟุตบอลชายในศึกฟุตบอลโลก 2026

ผู้ที่ถูกเชิญเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน ได้แก่ ชุง มง-กยู อดีตนายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม และ ฮง มยอง-โบ อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติชาย ที่ประกาศลาออกทันทีหลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งนี้มี อี แจ-จอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปไตย (DP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เป็นประธานคณะกรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการระบุว่า การไต่สวนไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ต้องการตรวจสอบระบบบริหารงานของ KFA ทั้งหมด รวมถึงกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอน และแนวทางการกำกับดูแลวงการฟุตบอลเกาหลีใต้ในระยะยาว

อี แจ-จอง กล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับชาวเกาหลีใต้มายาวนาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนตั้งคำถามอย่างมากเกี่ยวกับความโปร่งใสของสมาคมฟุตบอล และต้องการเห็นการปฏิรูปองค์กรอย่างจริงจัง โดยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เกาหลีใต้จบอันดับในรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานชนะ 1 นัด แพ้ 2 นัด ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายได้

ชุง มง-กยู ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้นาน 13 ปี กล่าวขอโทษต่อประชาชนและแฟนฟุตบอลสำหรับผลงานของทีมชาติ รวมถึงข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่เขาบริหารองค์กร เขาระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้พยายามพัฒนาวงการฟุตบอลเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ แต่ยอมรับว่าผลงานในฟุตบอลโลกและประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสร้างความผิดหวัง พร้อมเผยว่าจะกลับไปทุ่มเทให้กับการบริหารธุรกิจของตนและทำงานเพื่อสังคมต่อไป

ด้าน ฮง มยอง-โบ กล่าวขอโทษแฟนบอล พร้อมยอมรับว่าไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ตามความคาดหวัง อดีตกุนซือทีมชาติเกาหลีใต้ยืนยันว่า พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดตามที่ตนทราบ และจะไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการไต่สวน คือกระบวนการแต่งตั้งฮง มยอง-โบ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนเมื่อปี 2024 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้เคยสอบสวนว่า สมาคมฟุตบอลอาจไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการคัดเลือกที่เหมาะสม

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า ฮงไม่ได้ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่ได้รับการทาบทามจาก อี อิม-แซง ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคในขณะนั้น ระหว่างพบกันที่ร้านเบเกอรี่ใกล้บ้าน เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอับอายกับกระบวนการแต่งตั้งหรือไม่ ฮงตอบว่า ขณะได้รับข้อเสนอ เขาเชื่อว่าทางสมาคมได้ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง และยืนยันว่าไม่เคยร้องขอสิทธิพิเศษใด ๆ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือข้อกล่าวหาว่าสมาคมฟุตบอลให้ความสำคัญกับศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) มากเป็นพิเศษ เนื่องจากชุง มง-กยู ก็เป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้

ชุงชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง มีการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติชายทั้งหมด 25 คน แต่มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่จบจากมหาวิทยาลัยโคเรีย ส่วนหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติหญิงกว่า 20 คน ไม่มีผู้ใดจบจากสถาบันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจเช่นนั้น และกล่าวขอโทษต่อสังคม

ภายหลังความล้มเหลวในฟุตบอลโลก กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้จัดตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปฟุตบอลเกาหลี (K-Football Innovation Committee) เพื่อศึกษาแนวทางปฏิรูประบบบริหารของสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้และยกระดับธรรมาภิบาลของวงการฟุตบอล

หนึ่งในประธานร่วมของคณะกรรมการชุดดังกล่าว คือ พัค จี-ซอง อดีตกัปตันทีมชาติเกาหลีใต้ และ รยู ซึง-มิน ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกและกีฬาเกาหลี โดยรยูเข้าร่วมการไต่สวนในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่พัคไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

การไต่สวนครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อวงการฟุตบอลเกาหลีใต้ หลังทีมชาติทำผลงานต่ำกว่าความคาดหวัง และเสียงเรียกร้องจากสังคมให้ปฏิรูประบบบริหารของสมาคมฟุตบอลอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของแฟนบอลและยกระดับฟุตบอลเกาหลีใต้ในอนาคต.

ที่มา Yonhap

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับอย่างน้อย 8 ราย โปแลนด์ส่งเครื่องบินรบป้องกันน่านฟ้า

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับอย่างน้อย 8 ราย โปแลนด์ส่งเครื่องบินรบป้องกันน่านฟ้า

30 ก.ค. 2569 12:42 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มยูเครน ดับอย่างน้อย 8 ราย โปแลนด์ส่งเครื่องบินรบป้องกันน่านฟ้า

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ทั่วยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย รวมเด็กหญิงวัย 5 และ 12 ปี บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ขณะที่โปแลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต ต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นลาดตระเวนเพื่อปกป้องน่านฟ้าจากภัยคุกคามใกล้ชายแดน

กองทัพรัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลและอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ต่อหลายพื้นที่ของยูเครนในช่วงเช้ามืดวันนี้ (30 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคของยูเครน โดยเกิดแรงระเบิดหลายครั้งในกรุงเคียฟ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อาคารและพื้นที่หลายแห่ง ทางการกรุงเคียฟยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 2 ราย ขณะที่เขตทางตะวันออกของเมืองมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 5 คน

ความสูญเสียรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองคริฟวีริห์ บ้านเกิดของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เมื่อขีปนาวุธพิสัยใกล้แบบ อิสกันเดอร์-เอ็ม (Iskander-M) พุ่งตกใส่บ้านพักของครอบครัวหนึ่ง เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ราย รวมถึงเด็กหญิงอายุ 5 ปี และ 12 ปี อีกทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 คน พร้อมเตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงค้นหาผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ที่เมืองลวีฟ ทางตะวันตกของยูเครน ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ขีปนาวุธรัสเซียสร้างความเสียหายให้กับอาคารที่พักอาศัยอย่างน้อย 2 แห่ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 15 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง ส่วนภูมิภาคโปลตาวาทางตะวันออก มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย หลังโดรนโจมตีคลังสินค้า

ด้านกองทัพโปแลนด์ประกาศส่งเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าขึ้นปฏิบัติการ พร้อมยกระดับความพร้อมของระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบเรดาร์ เพื่อป้องกันน่านฟ้าของประเทศ ท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียที่เกิดขึ้นใกล้ชายแดน

กองทัพโปแลนด์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการป้องกันเชิงรุก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาจลุกลามเข้าสู่น่านฟ้าของประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)

ก่อนเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ได้เตือนว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรตะวันตกเร่งสนับสนุนระบบป้องกันขีปนาวุธเพิ่มเติม เซเลนสกีกล่าวว่า ความปลอดภัยของชาวยูเครนขึ้นอยู่กับความพร้อมของพันธมิตรในการจัดหาอาวุธป้องกันภัยทางอากาศ โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบแพทริออต ซึ่งยูเครนกำลังขาดแคลนอย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีเดินทางเยือนสหรัฐ และเปิดเผยว่าได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเห็นชอบในหลักการที่จะให้ยูเครนได้รับสิทธิ์ผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า โดรนของยูเครนได้โจมตีคลังสินค้าของบริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ Wildberries ในเมืองเพนซา ทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และต้องอพยพประชาชนราว 200 คน

บริษัท Wildberries ระบุว่า ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบ หลังคลังสินค้าหลายแห่งตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยความเสียหายได้กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยหลายหมื่นรายที่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจ

สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนดำเนินต่อเนื่องนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งโจมตีพลเรือน

อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติระบุว่าเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีพลเรือนเสียชีวิตในยูเครนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 สะท้อนถึงความรุนแรงของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ความพยายามผลักดันการเจรจาสันติภาพจะยังดำเนินอยู่ก็ตาม.

ที่มา Reuters / AFP

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนักอิหร่าน ตอบโต้พยายามโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนักอิหร่าน ตอบโต้พยายามโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

30 ก.ค. 2569 11:30 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนักอิหร่าน ตอบโต้พยายามโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนและเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะ “ตอบโต้เต็มกำลัง” ด้านสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามไปยังอิรักและอียิปต์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 22.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน หลังใช้เวลาปฏิบัติการราว 2 ชั่วโมง CENTCOM ระบุว่า ได้โจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หลายสิบแห่งทั่วอิหร่าน โดยเป้าหมายประกอบด้วย ศูนย์บัญชาการทางทหาร, ฐานขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), ระบบเฝ้าระวังและป้องกันชายฝั่ง และขีดความสามารถด้านปฏิบัติการทางทะเล

กองทัพสหรัฐระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ความพยายามของอิหร่านในการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนและเรือในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธทั้งหมดได้สำเร็จ

ก่อนการโจมตีไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ถึงเวลาที่สหรัฐฯ จะตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน “ตอนนี้ถึงตาของเราแล้ว เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังย้ำว่าสหรัฐยังคงเปิดกว้างต่อการหาทางออกผ่านการเจรจากับรัฐบาลอิหร่าน หากมีโอกาสบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านยืนยันว่า ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน รวมถึงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมปฏิเสธข้อเสนอของโอมานที่เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ด้านกองกำลัง IRGC ระบุว่า การโจมตีมีเป้าหมายที่ฐานทัพอากาศและศูนย์บัญชาการของสหรัฐฯ ในจอร์แดน รวมทั้งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเรือเหล่านั้นเดินเรือผ่านเส้นทางที่ “ไม่ปลอดภัยและผิดกฎหมาย”

ก่อนหน้าการโจมตีอิหร่านหนึ่งวัน สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้เปิดปฏิบัติการร่วมกันเป็นครั้งแรก โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนในภาคตะวันออกของอิรัก กองกำลัง Popular Mobilisation Forces (PMF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดเผยว่า มีสมาชิกเสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน และบาดเจ็บอีก 32 คน รัฐบาลอิรักประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการโดยประสานงานกับรัฐบาลอิรัก

สำนักข่าวหลายแห่งยังรายงานว่า รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบียได้เข้าพบรองประธานาธิบดีสหรัฐ เจดี แวนซ์ เพื่อขอให้รัฐบาลวอชิงตันหลีกเลี่ยงการขยายสงครามไปยังเยเมนและการโจมตีเพิ่มเติมต่อกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเกือบ 8% ในระหว่างวัน ก่อนอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

แม้ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้น แต่ข้อมูลการเดินเรือเบื้องต้นระบุว่า เรือบรรทุกสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันหลายสิบลำยังคงเดินทางผ่านทะเลแดง ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากสงครามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน โดยในขณะนั้นประธานาธิบดีทรัมป์เคยระบุว่า ปฏิบัติการจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงดังกล่าวล่มลงจากการสู้รบรอบใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และจนถึงขณะนี้ ความขัดแย้งได้ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ห้า ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามอาจขยายวงกว้างจนดึงประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว.

ที่มา BBC / Reuters

หนุ่มฝรั่งเศสวัย 19 ถูกปรับ 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดเครื่องขายน้ำส้ม

หนุ่มฝรั่งเศสวัย 19 ถูกปรับ 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดเครื่องขายน้ำส้ม

30 ก.ค. 2569 10:58 น.

หนุ่มฝรั่งเศสวัย 19 ถูกปรับ 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดเครื่องขายน้ำส้ม

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับวัยรุ่นชาวฝรั่งเศส 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 15,600 บาท ฐานก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดดูดน้ำจากเครื่องจำหน่ายน้ำส้มอัตโนมัติ iJooz แล้วนำกลับไปวางในช่องจ่ายหลอด ก่อนโพสต์ลงอินสตาแกรมจนกลายเป็นไวรัล ส่งผลให้บริษัทต้องเปลี่ยนหลอดใหม่ทั้งหมด แม้ไม่มีผู้ใดนำหลอดดังกล่าวไปใช้งานก็ตาม

ศาลสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันนี้ (30 ก.ค.) สั่งปรับนายดิดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน มักซีมีเลียง ชาวฝรั่งเศสวัย 19 ปี เป็นเงิน 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 16,500 บาท) หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ จากกรณีถ่ายคลิปเลียหลอดดูดน้ำของเครื่องจำหน่ายน้ำผลไม้อัตโนมัติ iJooz แล้วนำกลับไปวางไว้ในช่องจ่ายหลอด นอกจากนี้ ศาลยังนำข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหายอีก 1 กระทง มาพิจารณาประกอบการตัดสินคดีด้วย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากนายมักซีมีเลียงไปฝึกซ้อมชกมวยที่อาคารโกลด์ฮิลล์ เซ็นเตอร์ จากนั้นได้ซื้อน้ำจากเครื่อง iJooz ก่อนหยิบหลอดออกมา เลียหลอดประมาณครึ่งหนึ่ง แล้วนำกลับไปวางในช่องจ่ายหลอด พร้อมถ่ายคลิปวิดีโอไว้ หลังจากนั้น เขาหยิบเครื่องดื่มของตนเอง นำหลอดที่เลียแล้วกลับไปใช้เอง และเดินออกจากบริเวณดังกล่าว ก่อนตัดต่อคลิปและเผยแพร่ลงในบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัว

คลิปดังกล่าวถูกบันทึกหน้าจอโดยผู้ติดตามคนหนึ่ง ก่อนส่งต่อให้สื่อมวลชน จนกลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างความวิตกกังวลในสังคม

อัยการระบุว่า แม้จะไม่มีประชาชนนำหลอดที่ปนเปื้อนไปใช้งาน แต่บริษัท iJooz จำเป็นต้องเปลี่ยนหลอดทั้งหมด 500 หลอด ภายในเครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 5 ดอลลาร์สิงคโปร์

ทั้งฝ่ายอัยการและฝ่ายจำเลยเห็นพ้องกันว่า โทษปรับเป็นบทลงโทษที่เหมาะสม โดยอัยการพิจารณาถึงอายุของจำเลยและพฤติการณ์ของคดี ส่วนฝ่ายจำเลยเคยพิจารณาขอให้ศาลลงโทษด้วยการคุมประพฤติหรือมาตรการฟื้นฟูในชุมชน แต่ติดปัญหาด้านผู้ปกครองที่ต้องทำหน้าที่ดูแล เนื่องจากบิดาทำงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ

ทนายความของจำเลยย้ำว่า ไม่มีผู้ใดใช้หลอดที่ถูกเลีย และคลิปดังกล่าวเดิมตั้งใจเผยแพร่เฉพาะในกลุ่มผู้ติดตามบนอินสตาแกรมเท่านั้น แต่มีผู้บันทึกหน้าจอและส่งต่อให้สื่อ จนกลายเป็นประเด็นสาธารณะ

ทนายยังระบุว่า ลูกความรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง และตระหนักแล้วว่าการกระทำที่เคยมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่น กลับส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสังคม ขณะที่ครอบครัวได้ตักเตือนให้รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และพร้อมชำระค่าปรับตามคำพิพากษา

ด้านผู้พิพากษา เคลลี โฮ ระบุว่า โดยหลักแล้ว ผู้กระทำผิดที่มีอายุน้อยเช่นนี้อาจเหมาะสมกับมาตรการคุมประพฤติหรือบทลงโทษในชุมชนมากกว่า แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดด้านการดูแลและปัญหาทางปฏิบัติ จึงเห็นว่าโทษปรับเป็นทางออกที่เหมาะสม และมีคำสั่งปรับตามจำนวนที่ฝ่ายจำเลยเสนอ

สำหรับความผิดฐานก่อความเดือดร้อนในที่สาธารณะ ตามกฎหมายสิงคโปร์ มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ที่มา CNA

ยอดเสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 28 ศพ

ยอดเสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 28 ศพ

30 ก.ค. 2569 10:47 น.

ยอดเสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 28 ศพ

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นคร่าชีวิตแล้ว 28 ราย เจ้าหน้าที่หลายร้อยนายยังเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายใต้ซากห้างอิออนในจังหวัดคุมาโมโตะ ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นครัวเรือนไร้ไฟฟ้าและน้ำประปา 

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ขนาด 7.1 ที่เขย่าจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เพิ่มขึ้นเป็น 28 ราย แล้ว ตามการเปิดเผยของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.)

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวรวมผู้เสียชีวิตที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับเหตุแผ่นดินไหวหรือไม่

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายร้อยนายยังคงระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากของ ห้างสรรพสินค้าอิออน ในเมืองคาชิมะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งพังถล่มหลังเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่

รายงานระบุว่า หลังเกิดแผ่นดินไหว ห้างอิออนได้อพยพผู้คนออกจากอาคารทั้งหมด แต่ราว 50 นาทีต่อมา ได้เกิดเหตุระเบิดรุนแรงจนตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีพนักงานจำนวนเท่าใดที่ยังติดอยู่ภายในอาคารในขณะเกิดระเบิด

ภาพจากภายในซากอาคารเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยในชุดสีส้มและหมวกนิรภัยสีขาว ค่อย ๆ เดินฝ่าซากโครงเหล็กที่บิดงอ สายไฟที่ห้อยระโยงระยาง และเศษเพดานที่ถล่มลงมา เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต

นอกจากเหตุที่ห้างอิออนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ราย จากเหตุปล่องควันของโรงงาน Nippon Paper Industries ในเมืองยัตสึชิโระพังถล่ม และยังมีผู้สูญหายอีก 4 ราย

แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วเกาะคิวชู บ้านเรือนจำนวนมากพังเสียหาย สะพานได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้หลายจุด

ล่าสุด เช้าวันพฤหัสบดี ยังมีบ้านเรือนและสถานประกอบการกว่า 22,670 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันพุธระบุว่า มีบ้านเรือนราว 84,000 หลัง ประสบปัญหาน้ำประปาหยุดไหล

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นยังเผยให้เห็นประชาชนจำนวนมากต่อแถวซื้อน้ำดื่มและน้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะเดียวกัน พื้นที่ประสบภัยยังเผชิญ อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง และสภาพอากาศร้อนจัด โดยคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ทางการออกประกาศเตือนความเสี่ยงจากโรคลมแดด 

แม้สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) จะวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ที่ 6.8 แต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังคงประเมินขนาดไว้ที่ 7.1

ญี่ปุ่นตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่น บริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ” จึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก โดยคิดเป็นประมาณ 18% ของแผ่นดินไหวทั้งหมดทั่วโลก

จังหวัดคุมาโมโตะเคยเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปี 2559 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชน 273 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 2,800 คน

ส่วนเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ขนาด 9.0 นอกชายฝั่งญี่ปุ่น ยังคงเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมประมาณ 18,500 คน อีกทั้งยังก่อให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะอีกด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลื่นร้อนถล่มเยอรมนี เมืองโคโลญจน์พ่นละอองน้ำทั่วจัตุรัส ช่วยคนหนีอากาศเดือด

คลื่นร้อนถล่มเยอรมนี เมืองโคโลญจน์พ่นละอองน้ำทั่วจัตุรัส ช่วยคนหนีอากาศเดือด

30 ก.ค. 2569 08:45 น.

คลื่นร้อนถล่มเยอรมนี เมืองโคโลญจน์พ่นละอองน้ำทั่วจัตุรัส ช่วยคนหนีอากาศเดือด

เมืองโคโลญจน์ของเยอรมนี นำที่พ่นละอองน้ำมาติดตั้งตามพื้นที่สาธารณะ ช่วยประชาชนคลายร้อน หลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนคลื่นความร้อน คาดอุณหภูมิในหลายพื้นที่จะพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส

ภาพจากจัตุรัส รูดอล์ฟพลัทซ์ แสดงให้เห็นประชาชนจำนวนมากเดินเข้าไปยืนรับละอองน้ำจากสปริงเกลอร์เพื่อคลายร้อน ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ขณะที่นักท่องเที่ยวบริเวณมหาวิหารโคโลญจน์ต่างกางร่ม สวมหมวก และหาวิธีป้องกันแสงแดด

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองโคโลญจน์กับบริษัท RheinEnergie ผู้ให้บริการด้านพลังงานและน้ำประปา ภายใต้โครงการ “Cooling Cologne” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากคลื่นความร้อน โดยจะติดตั้งสปริงเกลอร์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอากาศร้อนเป็นพิเศษ และเปิดใช้งานเฉพาะวันที่กรมอุตุนิยมวิทยาเยอรมนีประกาศเตือนภัยความร้อนอย่างเป็นทางการ

โครงการ Cooling Cologne เปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025 เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายสร้างพื้นที่สาธารณะที่ช่วยลดความร้อน บรรเทาความเครียดจากอุณหภูมิสูง และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในช่วงฤดูร้อน

นอกจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงแล้ว ภาพจากบริเวณริมแม่น้ำไรน์ยังเผยให้เห็นระดับน้ำที่ลดลงอย่างชัดเจนจากภาวะภัยแล้ง จนเรือหลายลำต้องแล่นผ่านร่องน้ำที่ตื้นกว่าปกติ สะท้อนผลกระทบของสภาพอากาศร้อนและฝนที่ตกน้อยในหลายพื้นที่ของเยอรมนีในช่วงฤดูร้อนปีนี้.

ที่มา : The canadian press

ทรัมป์ทุ่มงบ 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ยกเครื่องสนามบินดัลเลส ตั้งเป้าสู่สนามบินดีที่สุดของโลก

ทรัมป์ทุ่มงบ 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ยกเครื่องสนามบินดัลเลส ตั้งเป้าสู่สนามบินดีที่สุดของโลก

30 ก.ค. 2569 08:00 น.

ทรัมป์ทุ่มงบ 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ยกเครื่องสนามบินดัลเลส ตั้งเป้าสู่สนามบินดีที่สุดของโลก

ทรัมป์ประกาศแผนปรับปรุงสนามบินดัลเลสครั้งใหญ่ ทุ่มงบ 22,500 ล้านดอลลาร์ ยกเลิกใช้รถรับส่งผู้โดยสาร เตรียมสร้างระบบรถไฟรับส่งแทน เพื่อยกระดับสนามบินให้กลายเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดของโลก

ทรัมป์ประกาศโครงการดังกล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ (29 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น) โดยจะใช้งบประมาณมูลค่า 22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.1 แสนล้านบาท พร้อมกล่าวว่า สนามบินดัลเลสถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่แย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เขาจะทำให้มันกลายเป็นสนามบินที่ดีที่สุด ซึ่งในฐานะอดีตนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เขารู้สึกตื่นเต้นกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก

ทรัมป์ระบุว่า สนามบินดัลเลสเป็นประตูหลักสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ จึงถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะมีสนามบินที่ดีที่สุดในโลก โดยเริ่มต้นจากเมืองหลวงของประเทศ

ด้าน ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการนี้จะยุติการใช้งานรถรับส่งผู้โดยสารแบบเคลื่อนที่ หรือ “People Movers” ซึ่งถูกวิจารณ์มาอย่างต่อเนื่องว่าหน้าตาเหมือนรถในหนัง Star Wars เคลื่อนที่ช้าและไม่สะดวก โดยจะสร้างระบบรถไฟรูปตัวยูแทน

โดยแผนพัฒนาครั้งนี้จะประกอบด้วย

  • ระบบรถไฟรับส่งผู้โดยสารแบบใหม่รูปตัวยู (U-shaped passenger train)
  • อุโมงค์สำหรับผู้โดยสารเดินเชื่อมระหว่างอาคาร
  • ทางเดินเลื่อน (Moving Walkways) เพิ่มเติม
  • การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารครั้งใหญ่

ด้านสก็อตต์ เคอร์บี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์สกล่าวว่า อาคารผู้โดยสารปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 45 ปีก่อน โดยตั้งใจให้เป็นเพียงอาคารชั่วคราว แต่กลับถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน โดยเขารอวันนี้มานาน วันที่อเมริกาจะได้สร้างสนามบินที่ดีที่สุดในโลก

ดัฟฟีชี้แจงว่า โครงการนี้จะใช้งบประมาณ 22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการระดมทุนและการออกพันธบัตร โดยได้รับการสนับสนุนจาก Metropolitan Washington Airports Authority ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารสนามบิน รวมถึงสายการบินที่ให้บริการที่สนามบินดัลเลส ไม่ใช่งบประมาณจากรัฐบาลกลาง

เขาระบุว่า ขณะนี้ยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุญาตด้านต่าง ๆ แต่คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในช่วง ฤดูใบไม้ผลิปี 2027

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้โครงการจะยังต้องได้รับความเห็นชอบบางส่วนจากสภาคองเกรส แต่โดยรวมได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงแผนปรับปรุงระบบควบคุมการจราจรทางอากาศของสหรัฐฯ โดยระบุว่าระบบปัจจุบันมีอายุเกือบ 50 ปี และล้าสมัย

เขาอ้างถึงเหตุเฮลิคอปเตอร์ชนเครื่องบินเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า หากมีระบบควบคุมการบินที่ทันสมัย เหตุการณ์เช่นนั้นอาจป้องกันได้ เพราะระบบแจ้งเตือนจะทำงานล่วงหน้าหลายนาที

โครงการปรับปรุงสนามบินดัลเลสถือเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายโครงการที่ทรัมป์ผลักดันเพื่อสร้างผลงานถาวรในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ปี 2029 โดยก่อนหน้านี้เขาได้เดินหน้าสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่ภายในทำเนียบขาว และมีแผนก่อสร้างซุ้มประตูชัยขนาดใหญ่ใกล้อนุสรณ์สถานลินคอล์นอีกด้วย.

ที่มา : AP

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นคร่าแล้ว 14 ศพ เผชิญอาฟเตอร์ช็อกเกิน 100 ครั้ง

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นคร่าแล้ว 14 ศพ เผชิญอาฟเตอร์ช็อกเกิน 100 ครั้ง

30 ก.ค. 2569 06:16 น.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นคร่าแล้ว 14 ศพ เผชิญอาฟเตอร์ช็อกเกิน 100 ครั้ง

ผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 14 ศพแล้ว รวมชายชาวเวียดนาม ขณะที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมามากกว่า 100 ครั้งแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงตามมาอีก

สำนักข่าว เจแปนทูเดย์ รายงานในวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดในเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 14 ศพแล้ว ในขณะที่ผู้ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงเกือบ 8,800 คน

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ระบุในวันพุธว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน” (Aeon) ในเมืองคาชิมะ ซึ่งเกิดเหตุระเบิดขึ้นหลังแผ่นดินไหว (คาดว่าอาจเกิดจากแก๊สรั่ว) ขณะที่ประธานบริษัท อีออน ระบุว่าลูกค้าอพยพออกได้ทัน แต่มีพนักงานเสียชีวิต 3 ราย ถูกพบในสภาพไม่ตอบสนอง 1 ราย และยังสูญหายอีก 3 ราย

ขณะเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตอีก 5 ศพที่โรงงานผลิตกระดาษของบริษัท “นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์” ในเมืองยัตสึชิโระ ของจังหวัดคุมาโมโตะ หลังจากปล่องไฟของโรงงานพังถล่มลงมา โดยยังมีผู้สูญหายอีก 4 ราย ขณะที่ผู้ประสบภัยที่ทีมกู้ภัยนำตัวออกจากซากบ้านที่พังทลายในเมืองเดียวกันนี้ ถูกประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหายในเหตุโรงงานกระดาษพังถล่ม
เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหายในเหตุโรงงานกระดาษพังถล่ม

นอกจากนั้น กระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามเปิดเผยว่า มีเด็กฝึกงานด้านเทคนิคชาวเวียดนามเสียชีวิต 1 ราย โดยชายคนนี้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดคุมาโมโตะภายใต้โครงการฝึกงานด้านเทคนิคเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเสียชีวิตหลังจากถูกเครนพังลงมาทับที่โรงงานที่เขาทำงานอยู่

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เผยว่าได้ส่งกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ราว 4,600 นาย ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการกู้ภัยแล้ว รวมถึงมีตำรวจอีกหลายร้อยนายและทีมกู้ภัยฉุกเฉินจากกรุงโตเกียวร่วมปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย

ในขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนเรื่องความเสี่ยงจากโรคลมแดด (Heatstroke) ทั้งต่อผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่กู้ภัย เนื่องจากอุณหภูมิในพื้นที่พุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส

ด้านผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ รถไฟชินคันเซ็นสายคิวชูส่วนใหญ่ยังคงหยุดให้บริการ โดยเปิดวิ่งได้เพียงบางช่วง ขณะที่สายการบิน เจแปน แอร์ไลน์ส กับ ออลนิปปอนแอร์เวย์ส ต้องยกเลิกเที่ยวบินรวม 13 เที่ยวบิน

หลังเกิดแผ่นดินไหว มีบ้านเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้สูงสุดราว 48,000 หลัง ก่อนจะค่อยๆ กู้คืนมาได้เหลือประมาณ 34,000 หลัง บริษัทขนส่งอย่าง “ซางาวะ เอ็กซ์เพรส” กับสำนักงานไปรษณีย์ญี่ปุ่น ก็ต้องหยุดให้บริการในหลายพื้นที่บนเกาะคิวชู

โรงงานของบริษัท ฮอนด้า และ โตเกียว อิเล็กตรอน ในเกาะคิวชูยังคงต้องปิดทำการชั่วคราว ขณะที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ สาขาคิวชู ประกาศระงับการทำงานชั่วคราวในโรงงาน 3 แห่ง เนื่องจากปัญหาด้านการขนส่ง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันอังคารจนถึงตอนนี้ มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วมากกว่า 100 ครั้ง พร้อมประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังแผ่นดินไหวความรุนแรงสูงสุดระดับ 7 (ตามมาตราของญี่ปุ่น) ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์นี้

สะพานทางด่วนในเมืองยัตสึชิโระ ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว
สะพานทางด่วนในเมืองยัตสึชิโระ ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว

ทั้งนี้ จังหวัดคุมาโมโตะเคยเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตมากมายมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน โดยเป็นแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งที่ห่างกันไม่ถึง 2 วัน

ในครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.5 (เทียบเท่าระดับ 7 ตามมาตราญี่ปุ่น) ขึ้นในเวลา 21.30 น. วันที่ 14 เม.ย. 2559 ที่เมืองมาชิกิ จากนั้นในเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 16 เม.ย. หรือเพียง 28 ชั่วโมงต่อมา ก็เกิดแผ่นดินไหวหลักของจริงตามมา โดยมีขนาด 7.3 ถล่มเมืองมาชิกิและหมู่บ้านนิชิฮาระ มีผู้เสียชีวิตรวม 278 ศพ

ต่อมา คณะกรรมการวิจัยแผ่นดินไหวของรัฐบาลได้จัดให้ความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 7 ภายใน 30 ปีข้างหน้า บริเวณส่วนใต้ของรอยเลื่อนฮินากุ อยู่ในระดับ “ความเสี่ยงสูงสุด”

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาอยู่นอกชายฝั่งใกล้กับรอยเลื่อนดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ในตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารอยเลื่อนดังกล่าวกลับมาระเบิดพลังรุนแรงอีกครั้งจริงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday , nhk

ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

30 ก.ค. 2569 05:22 น.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้ตามเดิมก่อน ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูง แม้ว่าเดือนล่าสุดจะชะลอตัวลงบ้างก็ตาม

เมื่อวันพุธที่ 29 ก.ค. 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติอย่างไม่เป็นเอกฉันธ์ให้คงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเอาไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ตามเดิม นับเป็นการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5

กรรมการ FOMC จำนวน 9 คน เห็นชอบให้คงดอกเบี้ย แต่มีกรรมการ 3 คน ลงคะแนนเสียงคัดค้าน โดยเสนอให้ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดได้ยากที่มีกรรมการเห็นต่างมากถึง 3 เสียงภายใต้การนำของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่อย่างนาย เควิน วอร์ช

สาเหตุหลักที่ทำให้คณะกรรมการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยคือ อัตราเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างหนักตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยได้รับแรงกดดันจาก “สงครามอิหร่าน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมัน พลังงานโลก และราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่นๆ

แม้เงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคเดือนมิถุนายนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% เมื่อคิดแบบปีต่อปี แต่ก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ 2% ของเฟดมายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอีกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กรรมการหลายคนของเฟดระบุว่า ความอดทนต่อปัญหาเงินเฟ้อเริ่มหมดลงแล้ว แม้ว่าเงินเฟ้อเดือนล่าสุดจะช่วยให้เฟดมี “จังหวะหายใจ” และตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ก่อน

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า เงินเฟ้อเปรียบเสมือนสิ่งที่กัดกร่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด และมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากสถานการณ์เงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมาย 2%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

30 ก.ค. 2569 04:49 น.

อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกปมต้นกำเนิดโควิด

อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ไม่ตอบคำถาม หลังถูกซักฟอกประเด็นเรื่องต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันพยายามหาทางเอาผิดเขาในข้อหาปกปิดข้อมูล

เมื่อวันพุธที่ 29 ก.ค. 2569 ดร.แอนโทนี เฟาชี อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายโรคติดต่อของสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภารัฐรีพับลิกัน ในข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก และ ดร.เฟาชีตัดสินใจใช้สิทธิ์ในการไม่ตอบคำถาม ตามคำแนะนำของทนายความ

ดร.เฟาชีในวัย 85 ปี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามหลายข้อโดยใช้สิทธิ์ตาม บทแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ (Fifth Amendment) ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลปฏิเสธการให้การที่อาจเป็นโทษแก่ตนเองในทางอาญา

เฟาชีระบุว่าเกรงว่าฝั่งพรรครีพับลิกันจะนำคำให้การภายใต้คำสาบานไปใช้หาช่องทางดำเนินคดีกับเขาในข้อหา “ให้การเท็จ” แม้เขาจะเคยได้รับอภัยโทษล่วงหน้าจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งคุ้มครองเขาในช่วงปี 2557-2568 แต่การให้การใหม่ครั้งนี้หรือคดีในระดับรัฐยังอาจถูกนำมาใช้ฟ้องร้องเขาได้

ทั้งนี้ ฝั่งรีพับลิกัน โดยเฉพาะ สว.แรนด์ พอล กล่าวหา ดร.เฟาชีว่าพยายามปกปิดต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเขาเคยเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าไวรัสหลุดมาจากห้องแล็บเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่กลับออกมาให้ข่าวต่อสาธารณชนว่าเกิดจากธรรมชาติ

อนึ่ง จากบันทึกของเฟาชีที่เปิดเผยในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามองความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง (ธรรมชาติ และ ห้องแล็บ) แต่ต่อมาเริ่มมั่นใจว่าเกิดจากธรรมชาติมากกว่า โดยบันทึกไว้ว่า “แม้จะเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีความเป็นไปได้เท่าๆ กัน”

ดร.เฟาชีกล่าวในการให้การว่า สว. แรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการจะพาเขาเข้าคุกให้ได้ การเรียกตัวมาครั้งนี้จึงเป็นเพียงการจับผิดคำพูด

ช่วงหนึ่งของการพิจารณาข้อกล่าวหา ทนายความของเฟาชีพยายามพูดแทรกระหว่างที่ สว. พอล ซักถาม จึงถูกสั่งให้ออกจากห้องประชุม ซึ่งทางทนายระบุว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและเป็น “การแก้แค้นส่วนตัว”

สว. พอล เตรียมผลักดันมติที่อาจสามารถลงโทษ ดร.เฟาชีได้ฐาน “ขัดขืนอำนาจรัฐสภา” ในสัปดาห์หน้า ขณะที่อัยการรัฐฟลอริดา ซึ่งอยู่ฝ่ายรีพับลิกันก็ประกาศเปิดการสอบสวน ดร.เฟาชีเพิ่มเติมด้วย

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตี ดร.เฟาชีว่า “เป็นบ้า” และพยายามปกป้องประเทศจีน ทั้งที่ตัวเขาเชื่อมาตลอดว่า ต้นตอของโควิด-19 มาจากห้องทดลอง

ส่วนพรรคเดโมแครตออกมาปกป้องเฟาชี โดยชี้ว่าการซักถามครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “วางกับดัก” ให้เฟาชีตกเป็นจำเลยทางกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc