อิหร่านอ้าง สมาชิกกองกำลัง IRGC ดับ 4 นาย หลังสหรัฐฯ-ซาอุฯ โจมตีในอิรัก

อิหร่านอ้าง สมาชิกกองกำลัง IRGC ดับ 4 นาย หลังสหรัฐฯ-ซาอุฯ โจมตีในอิรัก

30 ก.ค. 2569 03:55 น.

อิหร่านอ้าง สมาชิกกองกำลัง IRGC ดับ 4 นาย หลังสหรัฐฯ-ซาอุฯ โจมตีในอิรัก

ทางการอิหร่านอ้างว่า การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียในอิรักเมื่อวันพุธ ทำให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเสียชีวิต 4 นาย

นายฮัสซัน กามารี รองผู้ว่าราชการจังหวัดมาร์กาซี ฝ่ายกิจการการเมือง ความมั่นคง และสังคม ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทางการอิหร่าน (IRNA) ว่า สมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) 4 นาย เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียในประเทศอิรักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 ธ.ค. 2569)

นายกามารีระบุว่า ทหารทั้ง 4 นายกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในพิธีแสวงบุญ “อาร์บาอีน” (Arbaeen) ในจังหวัดดิยาลา ทางตะวันออกของอิรัก ก่อนจะถูกสังหาร

ทั้งนี้ พิธีอาร์บาอีนถือเป็นวันสิ้นสุดช่วงเวลาไว้อาลัย 40 วัน เพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิตของอิหม่ามฮุสเซน พระนัดดาของศาสดามูฮัมหมัดในศาสนาอิสลาม เมื่อช่วงศตวรรษที่ 7

ด้านนาย คารีม อัล-คินานี โฆษกพันธมิตรกลุ่มติดอาวุธ “ฮาเชด อัล-ชาบี” (Hashed al-Shaabi) หรืออีกชื่อคือ “กองกำลังระดมประชาชน” (Popular Mobilization Forces – PMF) เปิดเผยว่า มีผู้แสวงบุญชาวอิหร่านเสียชีวิต 6 รายจากการโจมตีดังกล่าว

“ไม่ว่าพวกเขาจะมีอาชีพอะไรในอิหร่านก็ตาม ทั้ง 6 คนนี้เดินทางเข้าประเทศอิรักในฐานะผู้แสวงบุญ ไม่ใช่ในฐานะนักรบหรือที่ปรึกษาตามที่มีการกล่าวอ้าง” นาย อัล-คินานี กล่าว

ตามรายงานของ PMF เหตุโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียในช่วงเช้าวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 32 ราย

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียประกาศร่วมมือกับสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในอิรักเมื่อวันพุธ หลังจากช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธในอิรักส่งโดรนโจมตีโรงงานน้ำมันดิบในซาอุดีอาระเบียหลายครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟป่าลามยุโรปตอนใต้ นักดับเพลิงเสียชีวิต 2 ศพในกรีซ

ไฟป่าลามยุโรปตอนใต้ นักดับเพลิงเสียชีวิต 2 ศพในกรีซ

30 ก.ค. 2569 02:55 น.

ไฟป่าลามยุโรปตอนใต้ นักดับเพลิงเสียชีวิต 2 ศพในกรีซ

หลายประเทศในยุโรปตอนใต้กำลังเผชิญไฟป่าอย่างหนัก โดยล่าสุดมีนักดับเพลิงเสียชีวิตในกรีซแล้ว 2 ศพ หลังจากถูกไฟป่าโอบล้อม ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกใหม่ที่เคลื่อนเข้ามาซ้ำเติม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ก.ค. 2569 ว่า หลายประเทศในพื้นที่ยุโรปตอนใต้ กำลังเผชิญกับวิกฤตไฟป่ารุนแรงซึ่งซ้ำเติมด้วยคลื่นความร้อนระลอกใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายราย อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย และต้องสั่งอพยพประชาชนเป็นจำนวนมาก

ที่ประเทศกรีซ นักดับเพลิง 2 นายเสียชีวิตบนเกาะครีต (Crete) หลังจากถูกไฟป่าโอบล้อมบริเวณเมืองเรธิมโน (Rethymno) ขณะที่ลมกระโชกแรงส่งผลให้แนวไฟป่ามีระยะทางยาวถึง 15 กิโลเมตร จนต้องเร่งอพยพหลายหมู่บ้าน

นอกจากบนเกาะครีตแล้ว กรีซยังเผชิญไฟป่าบนเกาะปาโรส (Paros), เกาะเลสบอส (Lesbos) และเมืองทริฟีเลีย (Trifylia) บนแผ่นดินใหญ่ด้วย

ส่วนที่สเปน พวกเขากำลังเผชิญไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงที่เขตบูร์โกฮอนโด (Burgohondo) ของเมืองอาบีลา ซึ่งล่าสุดเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วกว่า 43,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 268,000 ไร่) ส่งผลให้ยอดรวมพื้นที่ถูกไฟไหม้ในสเปนปีนี้สูงเกิน 207,000 เฮกตาร์แล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้บางจุด โดยเริ่มอนุญาตให้ประชาชนนับหมื่นคนในพื้นที่กรุงมาดริด, โทเลโด, อาบีลา และกัสเตยอน กลับเข้าบ้านเรือนได้แล้ว แต่ยังมีไฟป่าที่เมืองลาบัลด์อูอิโซ (La Vall d’Uixó) ที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 15 ศพ

ด้านทางการฝรั่งเศสประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีส้มใน 16 จังหวัดทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยอาจมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 41 องศาเซลเซียส พร้อมลมแห้งที่อาจทำให้ไฟป่าที่สงบลงแล้วกลับมาปะทุใหม่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องวางมาตรการพิเศษเพื่อคุ้มกันโรงงานผลิตวัสดุอันตรายสำหรับขีปนาวุธและจรวด ในจังหวัดฌีรงด์ (Gironde) ด้วย

ส่วนที่ตุรกี เหตุไฟป่าในจังหวัดมูลา (Muğla) ส่งผลให้ต้องปิดทางหลวงสายหลักซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองเฟทิเย (Fethiye) กับเมืองอันตัลยา (Antalya) และอพยพคนออกจากโรงพยาบาลบางส่วน

ที่โปรตุเกส ไฟป่ายังคงโหมกระหน่ำในเขตบียาเรอัล (Vila Real) ทางตอนเหนือ เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังโรงงานบำบัดน้ำเสียและคลังแก๊สใกล้เมืองวัลปาโซส (Valpaços) อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ภาวะความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังทำให้ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในฤดูร้อนถี่ขึ้น ขาดแคลนน้ำ และเกิดไฟป่าที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

OpenAI ยอมรับ AI ที่หลุดจากแซนด์บ็อกซ์ ลอบแฮกบริษัทอื่นด้วย

OpenAI ยอมรับ AI ที่หลุดจากแซนด์บ็อกซ์ ลอบแฮกบริษัทอื่นด้วย

30 ก.ค. 2569 00:04 น.

OpenAI ยอมรับ AI ที่หลุดจากแซนด์บ็อกซ์ ลอบแฮกบริษัทอื่นด้วย

OpenAI ออกมายอมรับว่า กรณี AI agent หลุดจากระบบปิด หรือ แซนด์บ็อกซ์ ในบริษัทแล้วไปเจาะระบบบริษัทอื่น แท้จริงแล้ว AI ตัวนี้ไปเจาะระบบมากกว่า 1 บริษัทอย่างที่เคยเชื่อกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ก.ค. 2569 ว่า จากกรณี AI agent (เอไอ เอเจนต์) หรือระบบ AI ที่สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ ของบริษัท OpenAI ที่หลุดออกจากระบบปิด (Sandbox) ระหว่างการทดสอบเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ล่าสุด OpenAI ยอมรับว่า AI ตัวนี้ไปแฮกเข้าระบบของบริษัทอื่นๆ ด้วย นอกเหนือจากบริษัท Hugging Face ที่เคยเชื่อว่าเป็นเหยื่อเพียงรายเดียว

OpenAI ระบุว่า AI ที่หลุดไปตัวนี้ ไปพบข้อมูลการเข้าสู่ระบบที่หลุดอยู่บนโลกออนไลน์ และล็อกอินเข้าใช้บัญชีออนไลน์อีก 4 บัญชีของ 4 บริการที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ

ต้นเหตุของการโจมตีนี้เกิดจากการที่ AI พยายามหาคำตอบของ “ข้อสอบแฮกเกอร์” ที่ OpenAI ตั้งไว้ จึงเจาะระบบเพื่อหาคำตอบเอง โดยกรณีของ Hugging Face ถือเป็นกรณีที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

จากบรรยายสรุปของ Hugging Face ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่หลุดมาตัวนี้ ทำงานด้วยความเร็วสูงและลองใช้กรรมวิธีนับพันวิธีพร้อมกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อย่างไรก็ตาม มันแสดงพฤติกรรมที่แฮกเกอร์มนุษย์จะไม่ทำ เช่น ทำขั้นตอนซ้ำๆ และสร้างคำสั่งที่ไร้สาระ รวมถึงไม่กลบเกลื่อนร่องรอย

อย่างไรก็ตามแม้จะมีความผิดพลาด แต่มันสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ทันที และใช้เทคนิคระดับสูงจนเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจพบ และใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการขับไล่ AI ออกจากระบบ โดยต้องยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานใหม่ถึง 1 ใน 3 ส่วน

องค์กรพันธมิตรความปลอดภัยคลาวด์ (CSA) ซึ่งมีหน้าที่สร้างและพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานระบบคลาวด์ เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับภาพยนตร์ Jurassic Park ที่ว่า “ไดโนเสาร์มักหาทางออกได้เสมอ” โดย เอไอ เอเจนต์ เหล่านี้มีเป้าหมายที่ชัดเจน ปรับตัวได้ดี และทำงานด้วยความเร็วของเครื่องจักรจนระบบป้องกันแบบเดิมรับมือได้ยาก

CSA ระบุว่า AI เคยมีพฤติกรรม “หลุดควบคุม” มาแล้ว เช่น ในเดือนกันยายน 2567 ที่ ChatGPT รุ่นก่อนหน้าเคยแหกระบบจำกัดเพื่อหาคำตอบมาแล้ว แต่มันเกิดขึ้นแค่ภายในระบบของ OpenAI เอง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าพฤติกรรมหลุดการควบคุมของ AI กำลังกลายเป็น “เรื่องปกติ” ไม่ใช่ความผิดปกติ และฝ่ายป้องกันต้องรีบปรับตัวรับมือกับฝูง AI เอเจนต์ที่ทำงานอย่างกัดไม่ปล่อย

ด้าน OpenAI ระบุว่าจะเปิดเผยผลการสอบสวนฉบับเต็มในเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นบทเรียนให้แก่วงการพัฒนา AI และความปลอดภัยไซเบอร์ทั่วโลก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ชี้ว่า สภาพแวดล้อมการทดสอบของ OpenAI หละหลวมเกินไปจนทำให้ AI หลุดออกมาได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังไม่สามารถควบคุมเทคโนโลยีของตนเองให้ปลอดภัยได้ 100%

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า OpenAI อาจใช้ข่าวนี้เพื่อโชว์ศักยภาพของ AI ตนเองว่ามีความก้าวหน้าสูงมาก เพื่อสกัดคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่มีโมเดล AI ล้ำหน้าอย่าง Mythos และบริษัทดาวรุ่งจากจีนอย่าง Moonshot ในช่วงที่ OpenAI กำลังเผชิญแรงกดดันและเตรียมนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อุบัติเหตุคร่าชีวิต “เกลน แฮนซาร์ด” ศิลปินรางวัลออสการ์

อุบัติเหตุคร่าชีวิต “เกลน แฮนซาร์ด” ศิลปินรางวัลออสการ์

29 ก.ค. 2569 23:11 น.

อุบัติเหตุคร่าชีวิต “เกลน แฮนซาร์ด” ศิลปินรางวัลออสการ์

เกลน แฮนซาร์ด ศิลปินนักแต่งเพลงชาวไอริช ผู้เคยคว้ารางวัลออสการ์ เสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัย 56 ปี หลังประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ในกรุงดับลิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเกลน แฮนซาร์ด ศิลปินชาวไอร์แลนด์ เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม เสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัย 56 ปี จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ บนถนน โลเวอร์ โร้ด (Lower Road) ในเขต ลูแคน (Lucan) ทางตะวันตกของกรุงดับลิน เมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. วันพุธที่ 29 ก.ค. 2569

สถานการณ์แวดล้อมเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายแฮนซาร์ดยังไม่ชัดเจน โดยตำรวจระบุว่า นี่เป็นเหตุรถชนที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะเพียงคันเดียว พร้อมเรียกร้องให้ผู้เห็นเหตุการณ์เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ สายอาชีพของนายแฮนซาร์ดเริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรีเปิดหมวกข้างถนน ก่อนจะรับบท “Outspan Foster” ในภาพยนตร์เรื่อง The Commitments (2534), เป็นนักร้องนำวงร็อก The Frames, วงดูโอ The Swell Season และมีผลงานอัลบั้มเดี่ยวที่เคยเข้าชิงรางวัลแกรมมี สาขาอัลบั้มเพลงโฟล์คยอดเยี่ยม ในปี 2559 ด้วย

เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม ในปี 2551 จากเพลง “Falling Slowly” ในภาพยนตร์อินดี้เรื่อง Once ซึ่งเขาร่วมแสดงและแต่งเพลงร่วมกับ มาร์เกตา เออร์โกลวา

นายแฮนซาร์ดยังเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมเปิดหมวกระดมทุนในคืนวันคริสต์มาสอีฟกลางกรุงดับลินตั้งแต่ปี 2553 เพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้านผ่านองค์กร Dublin Simon Community ซึ่งดึงดูดศิลปินชื่อดังมากมายมาร่วมงาน เช่น โบโน และ ซิเนด โอคอนเนอร์

มูลนิธิ Dublin Simon Community ออกมาระบุว่ารู้สึก “ใจสลาย” กับข่าวการจากไปของนายแฮนซาร์ด พร้อมยกย่องเขาว่าเป็นทั้งอัจฉริยะทางดนตรี และผู้ยิ่งใหญ่ผู้ต่อสู้เพื่อคนไร้บ้านด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง

ด้านนายกรัฐมนตรี ไมเคิล มาร์ติน กับประธานาธิบดี แคทเธอรีน คอนเนลลี แห่งไอร์แลนด์ ต่างออกมาร่วมแสดงความเสียใจ และยกย่องนายแฮนซาร์ดว่าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ร่วมสร้างสรรค์ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของไอร์แลนด์

เพื่อนนักแสดง และเพื่อนศิลปินหลาย รวมถึงนักแสดงจากเรื่อง The Commitments ต่างโพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปก่อนวัยอันควรของนายแฮนซาร์ด ขณะที่มีการเปิดให้ร่วมลงชื่อแสดงความอาลัยทั้งทางออนไลน์ และที่ Mansion House หรือที่พำนักของนายกรัฐมนตรีในกรุงดับลินด้วย

อนึ่ง นายแฮนซาร์ดเพิ่งมีลูกชายวัย 3 ขวบ โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ว่าการมีลูกได้เปลี่ยนโลกทั้งใบของเขาไปในทางที่ดีที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่นจะตอบโต้อย่างหนัก หลังอิหร่านโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

ทรัมป์ลั่นจะตอบโต้อย่างหนัก หลังอิหร่านโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

29 ก.ค. 2569 22:10 น.

ทรัมป์ลั่นจะตอบโต้อย่างหนัก หลังอิหร่านโจมตีฐานทัพในจอร์แดน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง หลังเตหะรานยิงมิสไซล์เข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังระอุ ทั้งซาอุดีอาระเบีย อิรัก และกบฏฮูตี

เมื่อวันพุธที่ 29 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาให้คำมั่นว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้อิหร่านอย่างรุนแรง หลังจากอิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายเตหะรานอ้างว่า สหรัฐฯ ยังโจมตีดินแดนของพวกเขาบริเวณใกล้ชายแดนอิรัก

“เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก พวกเขาโดนอัดน่วมแน่” ผู้สื่อข่าวของ Fox News อ้างคำพูดของทรัมป์ โดยเสริมว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ใช้คำสบถเพื่อย้ำเน้นความสำคัญของคำพูดเขาว่า “เราจะอัดพวกมันให้เละเลย”

ก่อนหน้านี้ กองทัพจอร์แดนออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาสกัดมิสไซล์ของอิหร่านได้ 5 ลูก ขณะที่กองทัพอิหร่านระบุว่า พวกโจมตีโดยมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ และย้ำว่า ตราบใดที่ภัยคุกคามต่อรัฐอิสลามอิหร่านยังอยู่ การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป

การโจมตีของอิหร่านทำให้ความหวังว่าจะเกิดการเจรจา หลังจากทั้งสองฝ่ายระงับการโจมตีที่ดำเนินต่อเนื่องมานาน 2 สัปดาห์ พังทลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 5% ทันที เนื่องจากความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันทั่วโลก

ในวันเดียวกันนี้ ซาอุดีอาระเบียประกาศร่วมมือกับสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในอิรัก หลังจากช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธในอิรักส่งโดรนโจมตีโรงงานน้ำมันดิบในซาอุดีอาระเบียหลายครั้ง

การโจมตีของซาอุฯ กับสหรัฐฯ ส่งผลให้นักรบของพันธมิตรกลุ่มติดอาวุธ “ฮาเชด อัล-ชาบี” (Hashed al-Shaabi) เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ ส่วนรัฐบาลอิรักออกมาประณามว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย ขณะที่นายทรัมป์อ้างว่าได้ประสานงานกับรัฐบาลอิรักแล้ว

ขณะเดียวกัน อิสราเอลออกมากล่าวหากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนว่า ใช้โดรนโจมตีรถทหารของพวกเขา ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า พวกเขาโจมตีและสกัดเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำที่พยายามเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต และยืนยันว่า พวกเขาควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ พร้อมเตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง ซึ่งสหรัฐฯ คัดค้านอย่างรุนแรง

ด้านกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกองกำลังตัวแทนของอิหร่าน ยืนยันว่ามาตรการปิดล้อมทางทะเลที่พวกเขาบังคับใช้ในทะเลแดง ส่งผลต่อท่าเรือและเรือของซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่พวกเขาเคยแสดงให้เห็นมาแล้วว่า สามารถคุกคามการเดินเรือผ่านเส้นทางน้ำสายนี้ได้อย่างมาก ในช่วงที่สงครามในกาซากำลังดุเดือด

ขณะที่รัฐมนตรีของรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ กล่าวหากลุ่มกบฏฮูตีว่า พยายามจัดตั้งระบบเก็บค่าธรรมเนียมเรือผ่านทางในทะเลแดงและช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบีย ภายใต้การสนับสนุนของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“ว่านไฉ” แจ้งข่าวเศร้า พบร่าง “ฮลุน โซโล่” แล้ว หลังขาดการติดต่อที่จอร์เจีย

"ว่านไฉ" แจ้งข่าวเศร้า พบร่าง "ฮลุน โซโล่" แล้ว หลังขาดการติดต่อที่จอร์เจีย

29 ก.ค. 2569 20:04 น.

“ว่านไฉ” แจ้งข่าวเศร้า พบร่าง “ฮลุน โซโล่” แล้ว หลังขาดการติดต่อที่จอร์เจีย

สุดเศร้า “ว่านไฉ อาสาพาไปหลง” โพสต์แจ้งข่าว พบร่าง “ฮลุน โซโล่” แล้ว หลังขาดการติดต่อตั้งแต่เดินทางไปจอร์เจีย ส่วนรายละเอียดขอให้ทางครอบครัวเป็นคนแจ้ง

ความคืบหน้ากรณีการตามหา “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์ดังสายท่องเที่ยว ขาดการติดต่อ หลังเดินทางไปถ่ายคอนเทนต์ที่ประเทศจอร์เจีย พี่ชายเผยคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 13 ก.ค. 69 นั้น (ครอบครัวประกาศตามหา “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์ดัง ขาดการติดต่อ หลังเดินทางไปจอร์เจีย)

ล่าสุด วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่า ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง หรือ ว่านไฉ AF5 เจ้าของรายการท่องเที่ยวช่องยูทูบ “อาสาพาไปหลง” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยประสานงาน และแจ้งข่าวการติดตามค้นหา “ฮลุน โซโล่” ได้มีการโพสต์อัปเดตข้อความผ่านทางโซเชียล ระบุว่า “ผมพบร่างฮลุนแล้ว ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวฮลุน ด้วยนะครับ ผมแจ้งทางครอบครัวน้องแล้ว รายละเอียดขอให้ทางครอบครัวเป็นคนแจ้งนะครับ“

ว่านไฉ โพสต์แจ้งข่าวเศร้า ยืนยันพบร่าง ฮลุน โซโล่
ว่านไฉ โพสต์แจ้งข่าวเศร้า ยืนยันพบร่าง ฮลุน โซโล่

อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

29 ก.ค. 2569 16:38 น.

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลประชากรล่าสุด พบจำนวนประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 120 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปี หลังจำนวนการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตยังสูงกว่าจำนวนการเกิดอย่างมาก ส่งผลให้ประชากรลดลงเกือบ 920,000 คนในปีเดียว ด้านจำนวนชาวต่างชาติในประเทศเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด สะท้อนการพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงาน

กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น  ได้เปิดเผยข้อมูลทะเบียนราษฎร์พื้นฐาน ณ วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า จำนวนประชากรที่มีสัญชาติญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 119,736,483 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปีที่ประชากรชาวญี่ปุ่นลดต่ำกว่าระดับ 120 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ประชากรคนสัญชาติญี่ปุ่นลดลงมากถึง 916,744 คน ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในสถิตินับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบมาตั้งแต่ปี 1968

หากนับรวมประชากรทั้งหมดที่อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ จะมีจำนวนอยู่ที่ 123,767,642 คน ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 563,048 คน

สาเหตุสำคัญของการลดลงของประชากรมาจากปรากฏการณ์ “การลดลงตามธรรมชาติ” ที่จำนวนการเกิดต่ำกว่าการตาย โดยในส่วนของชาวญี่ปุ่นนั้น มีจำนวนการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพียงประมาณ 670,467 คน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,593,475 คน ส่งผลให้อัตราการลดลงตามธรรมชาติเฉพาะคนสัญชาติญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 923,008 คน และเป็นการขยายตัวของการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 18 แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามผลักดันนโยบายเพิ่มอัตราการเกิดมาโดยตลอดก็ตาม

เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่าจากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น มีเพียง “กรุงโตเกียว” เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีจำนวนคนสัญชาติญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.09 ส่วนอีก 46 จังหวัดที่เหลือมีจำนวนชาวญี่ปุ่นลดลงทั้งหมด โดยจังหวัดที่มีอัตราการลดลงของประชากรรวมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอากิตะ ที่ลดลงร้อยละ 1.88 ตามมาด้วย จังหวัดยามางาตะ และ จังหวัดอาโอโมริ ลดลงร้อยละ 1.62 ทั้งสองแห่ง

ในทางกลับกัน จากการที่ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก รัฐบาลจึงได้ค่อยๆ เปิดรับแรงงานและชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้นอีก 353,696 คน รวมเป็น 4,031,159 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติประชากรต่างชาติในปี 2013

ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาตินั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นใน “ทุกจังหวัด” ทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติสูงสุด ได้แก่ ฮอกไกโด ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.89, โอกินาวา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.36) และ โออิตะ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.90) นอกจากนี้ สัดส่วนของชาวต่างชาติที่อยู่ในวัยทำงาน ยังสูงถึงร้อยละ 86.17 ของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สถิติด้านเด็กเกิดใหม่ที่เป็นชาวต่างชาติในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 22,835 คน ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ที่ 9,109 คน

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองการปกครอง โดยจากการประเมินของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน พบว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำของประชากรต่อจำนวน สส. 1 คนในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ขยายกว้างขึ้นสูงสุดถึง 2.139 เท่า โดยมีเขตเลือกตั้งถึง 16 เขตที่มีความเหลื่อมล้ำเกิน 2 เท่า ส่วนในการเลือกตั้งวุฒิสภา ช่องว่างความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงถึง 3.091 เท่า และมีถึง 3 เขตเลือกตั้งที่มีความเหลื่อมล้ำเกิน 3 เท่า ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องความเท่าเทียมในการเลือกตั้งในอนาคต.

ที่มา KYODO NEWS / news.yahoo.co.jp

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

29 ก.ค. 2569 15:23 น.

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

ซาอุดีอาระเบียร่วมกับสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 4% จากความกังวลต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในพื้นที่ภาคตะวันออกของอิรัก เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนมากกว่า 30 ครั้งในช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการโจมตีที่ได้รับคำสั่งจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)

CENTCOM ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีคือฐานลำเลียงอาวุธและศูนย์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านและเครือข่ายตัวแทนยุติการโจมตี มิฉะนั้นสหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการทางทหารเพิ่มเติม

แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เปิดเผยชื่อกลุ่มเป้าหมาย แต่กองกำลังระดมพลประชาชนอิรัก (PMF) ซึ่งเป็นเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่รวมหลายกลุ่มซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยืนยันว่ามีนักรบของตนเสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน พร้อมประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การยกระดับความรุนแรงที่อันตราย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัก

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลหลายลูกโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธทั้งหมดได้สำเร็จ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าเป้าหมายคือฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดน

นอกจากนี้ สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าอิหร่านยังคง “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์”

ด้านกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ก่อนการโจมตีร่วมกับสหรัฐฯ กองทัพสามารถยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับหลายลำที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานและคลังน้ำมันในภาคตะวันออกของประเทศ โดยระบุว่าโดรนดังกล่าวถูกส่งมาจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก

ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านหยุดชะงักชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมี “การเจรจาที่เป็นมิตรอย่างมาก” แม้รัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นก็ตาม

การโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เดินทางเยือนกรุงวอชิงตันและเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคและความพยายามป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์ที่กลับมาตึงเครียดส่งผลให้ตลาดพลังงานทั่วโลกตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4.3% แตะ 87.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.2% อยู่ที่ 82.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 624 นาย โดย 417 นาย ได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีทางทหารกับสหรัฐฯ โดยตรง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างยิ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

รัสเซียออกหมายจับ “พาเวล ดูรอฟ” ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

รัสเซียออกหมายจับ "พาเวล ดูรอฟ" ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

29 ก.ค. 2569 15:06 น.

รัสเซียออกหมายจับ “พาเวล ดูรอฟ” ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

หน่วยความมั่นคงรัสเซียตั้งข้อหาและออกหมายจับสากลต่อนายพาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” โดยกล่าวหาว่าปล่อยให้แพลตฟอร์มถูกใช้ประสานงานก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมในรัสเซีย หลังไม่ยอมลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ดูรอฟและเทเลแกรม ยังไม่มีความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

หน่วยความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (FSB) ประกาศว่า ได้ตั้งข้อหานายพาเวล ดูรอฟ (Pavel Durov) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ “เทเลแกรม” ในข้อหา “เอื้อประโยชน์ต่อการก่อการร้าย” พร้อมออกหมายจับสากลเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี

FSB ระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดจากการที่เทเลแกรมไม่ดำเนินการลบข้อมูลและเนื้อหาที่ทางการรัสเซียระบุว่า ถูกใช้โดยหน่วยข่าวกรองของยูเครน รวมถึงองค์กรที่รัสเซียจัดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรง เพื่อใช้วางแผนและประสานงานในการก่อวินาศกรรม การก่อการร้าย การสังหารหมู่ และปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ภายในรัสเซีย

จนถึงขณะนี้ ทั้งดูรอฟและบริษัทเทเลแกรมยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาของรัฐบาลรัสเซีย

เทเลแกรมซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันรับส่งข้อความที่เข้ารหัสข้อมูลและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยบริษัทระบุว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านบัญชี และถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในรัสเซีย ยูเครน และอีกหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียพยายามจำกัดการใช้งานเทเลแกรมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้ MAX Messenger ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสื่อสารที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ดูรอฟ วัย 41 ปี เกิดที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย แต่ปัจจุบันถือสัญชาติฝรั่งเศสและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังย้ายออกจากรัสเซียเมื่อหลายปีก่อน

ก่อนก่อตั้งเทเลแกรม เขาเป็นผู้ก่อตั้ง VKontakte (VK) เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “เฟซบุ๊กของรัสเซีย” แต่ต้องขายหุ้นทั้งหมดและถอนตัวจากบริษัทในปี 2014 ท่ามกลางแรงกดดันจากทางการรัสเซีย

การดำเนินคดีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างดูรอฟกับรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพยายามกดดันให้เทเลแกรมส่งมอบข้อมูลผู้ใช้งานแก่รัฐ และเคยใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงแอปพลิเคชันหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทางการรัสเซียยังกล่าวหาว่าเทเลแกรมถูกใช้เป็นช่องทางในการรับสมัครชาวรัสเซียให้เข้าร่วมปฏิบัติการก่อวินาศกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองของยูเครน และระบุว่าดูรอฟเพิกเฉยต่อการลบข้อมูลที่ถูกจัดว่าเป็นเนื้อหาต้องห้าม

ขณะเดียวกัน ดูรอฟยังเผชิญการสอบสวนในประเทศฝรั่งเศส จากข้อกล่าวหาว่าเทเลแกรมไม่มีมาตรการเพียงพอในการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มเพื่อกระทำความผิด และไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ดูรอฟปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเทเลแกรมไม่ได้กระทำผิดกฎหมายและดำเนินงานภายใต้หลักการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

นักวิเคราะห์มองว่า การออกหมายจับสากลครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามล่าสุดของรัฐบาลรัสเซียในการเพิ่มแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงดำเนินต่อไป และการเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์ของรัฐบาลมอสโก.

ที่มา Reuters/ AFP

มาเลเซียบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน “ฟอเรสต์ ซิตี้” จับผู้ต้องหา 335 คน ชาวจีนกว่า 300 ราย

มาเลเซียบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน "ฟอเรสต์ ซิตี้" จับผู้ต้องหา 335 คน ชาวจีนกว่า 300 ราย

29 ก.ค. 2569 12:56 น.

มาเลเซียบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใน “ฟอเรสต์ ซิตี้” จับผู้ต้องหา 335 คน ชาวจีนกว่า 300 ราย

ตำรวจรัฐยะโฮร์ของมาเลเซียเปิดปฏิบัติการบุกทลายเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ 2 กลุ่มในโครงการฟอเรสต์ซิตี้ จับกุมผู้ต้องหาได้ 335 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวจีนกว่า 309 คน พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก พบพฤติกรรมตุ๋นลงทุนคริปโตฯ-หลอกให้รัก เผยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แห่ย้ายฐานเข้าประเทศ หลังหลบการปราบปรามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตำรวจรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า สามารถทลายเครือข่ายแก๊งหลอกลวงออนไลน์ได้ 2 กลุ่ม ในพื้นที่โครงการฟอเรสต์ซิตี้ (Forest City) เมืองอิสกันดาร์ปูเตรี และจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 335 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

พลตำรวจตรี อับดุล ราฮามาน อาร์ซัด ผู้บัญชาการตำรวจรัฐยะโฮร์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม โดยผู้ต้องหามีอายุระหว่าง 20-58 ปี ประกอบด้วย ชาวจีน 309 คน ชาวอินโดนีเซีย 19 คน ชาวเมียนมา 4 คน และชาวมาเลเซีย 3 คน ในจำนวนนี้ มีผู้ต้องหา 159 คน ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดีเมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.)

ตำรวจยืนยันว่าเครือข่ายอาชญากรรมทั้งสองกลุ่ม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “Network School” ซึ่งเป็นชุมชนดิจิทัลโนแมดที่ถูกทางการรัฐยะโฮร์สั่งยุติการดำเนินงานในฟอเรสต์ซิตี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น อพาร์ตเมนต์ 27 ห้อง และบ้านพัก 5 หลัง ภายในโครงการฟอเรสต์ซิตี ซึ่งเป็นเมืองพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ริมชายฝั่งขนาดใหญ่ จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ 313 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 1,557 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 17 เครื่อง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ก่อเหตุอีกหลายรายการ รวมถึงรถยนต์อเนกประสงค์ Mazda CX-8 จำนวน 1 คัน

ตำรวจระบุว่า เครือข่ายแรกมีผู้ต้องหา 279 คน ทำหน้าที่หลอกลวงในรูปแบบ “โรแมนซ์สแกม” หรือการหลอกให้รัก และชักชวนลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลปลอม โดยมีเหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีนและอินโดนีเซีย

ส่วนเครือข่ายที่สอง มีผู้ต้องหา 56 คน ในจำนวนนี้ 54 คนเป็นชาวต่างชาติ ใช้วิธีแอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางาน ก่อนหลอกให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีปลอม นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ต้องหาบางรายไม่มีเอกสารเดินทางหรือใบอนุญาตพำนักในมาเลเซียที่ถูกต้อง

ตำรวจได้เปิดสำนวนสอบสวน 23 คดี ครอบคลุมความผิดฐานฉ้อโกงและพำนักในประเทศโดยผิดกฎหมาย ในจำนวนนี้ มี 14 สำนวน ที่ส่งให้อัยการแล้ว และมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 194 คน โดยผู้ต้องหาอีก 35 คน จะถูกนำตัวขึ้นศาลแขวงยะโฮร์บาห์รูในวันพุธ ขณะที่อีก 9 สำนวนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานอัยการ

ผู้บัญชาการตำรวจรัฐยะโฮร์ระบุว่า ผู้บงการตัวจริงของเครือข่ายทั้งสองยังคงหลบหนี และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัว โดยประสานความร่วมมือกับตำรวจสากล 

ทางการมาเลเซียแสดงความกังวลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังพบแนวโน้มที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ กำลังย้ายฐานปฏิบัติการจาก กัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม พลตำรวจเอก โมฮัมหมัด คาลิด อิสมาอิล ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซีย เคยออกมาเตือนว่า กลุ่มแก๊งข้ามชาติกำลังฉวยโอกาสจากนโยบายยกเว้นวีซ่าของมาเลเซีย เพื่อเข้ามาใช้เป็นฐานในการก่ออาชญากรรม

ก่อนหน้านั้น ตำรวจมาเลเซียได้จับกุมผู้ต้องหา 187 คน ในพื้นที่หุบเขากลัง (Klang Valley) พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 58 ล้านริงกิต โดยผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รวมถึงชาวญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ ลาว และเมียนมา

ทางการมาเลเซียยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานกับกรมตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มการตรวจสอบการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติ และสกัดการใช้มาเลเซียเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป.

ที่มา CNA