เผยอิหร่านเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าจากจีน 400 ชุด

เผยอิหร่านเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าจากจีน 400 ชุด

29 ก.ค. 2569 12:17 น.

เผยอิหร่านเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าจากจีน 400 ชุด

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าว 3 ราย ระบุว่า อิหร่านเตรียมรับมอบระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่าที่ผลิตในจีนชุดแรก จากจำนวน 400 ชุด ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 60-70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งฟื้นฟูศักยภาพการป้องกันทางอากาศระยะใกล้ หลังระบบป้องกันหลักถูกโจมตีเสียหายหนักในสงครามกับสหรัฐฯ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลง 3 รายว่า อิหร่านเตรียมได้รับมอบระบบขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบประทับบ่า (MANPADS) ที่ผลิตในจีนชุดแรกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดซื้ออาวุธมูลค่า 60-70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,100-2,450 ล้านบาท

แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการจัดซื้อระบบ MANPADS จำนวน 300-400 ชุด ประกอบด้วยขีปนาวุธรุ่น QW-12 และ FN-16 ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดสำหรับยิงจากบ่า ใช้โจมตีเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ที่บินในระดับต่ำ

การจัดซื้อครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่านในการเสริมสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ นับตั้งแต่เกิดสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงการขีปนาวุธ โดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน พร้อมเผยให้เห็นข้อจำกัดในการปกป้องฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านยุทธศาสตร์

ตามข้อมูลของแหล่งข่าว สัญญาจัดซื้อดังกล่าวลงนามผ่านบริษัท Zhongqing Baoshang International Investment ซึ่งมีสำนักงานในฮ่องกง และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฝ่ายอิหร่านกับผู้ผลิตอาวุธของจีน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่า “ข้อมูลที่เผยแพร่ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง” พร้อมยืนยันว่าจีนมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพและการยุติความขัดแย้งมาโดยตลอด ขณะที่บริษัทตัวกลางยังไม่ได้ตอบข้อซักถามของสื่อ

ด้านกองทัพปากีสถานก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าปากีสถานจะมีบทบาทในการลำเลียงอาวุธจากจีนสู่อิหร่าน โดยยืนยันว่าข่าวดังกล่าว “เป็นการคาดเดาและไม่เป็นความจริง”

แม้แหล่งข่าวระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงแล้ว แต่กำหนดเวลาการส่งมอบ จำนวนอาวุธ และรายละเอียดการดำเนินงานยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แผนเบื้องต้นระบุว่า การขนส่งอาวุธจะเริ่มจากเมืองอุรุมชี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกของจีน ก่อนผ่านปากีสถานเข้าสู่อิหร่าน แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขนส่งทางอากาศหรือทางบก

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า ระบบ MANPADS มีความสำคัญต่อการป้องกันประเทศ เนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ใช้กำลังพลจำนวนน้อย และกระจายกำลังป้องกันพื้นที่สำคัญได้รวดเร็วกว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประจำที่ จึงเหมาะสำหรับป้องกันฐานทัพ โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากการโจมตีของโดรนหรืออากาศยานที่บินต่ำ

แม้นักวิเคราะห์จะมองว่า QW-12 มีประสิทธิภาพด้อยกว่ารุ่นใหม่อย่าง QW-18 และ QW-19 แต่ยังคงมีศักยภาพเพียงพอในการเสริมชั้นการป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในยุโรปและตะวันออกกลางเปิดเผยว่า อิหร่านยังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดซื้อระบบ QW-18 และ QW-19 เพิ่มเติมจากจีนด้วย

รายงานยังระบุว่า อิหร่านได้พยายามหาเส้นทางลำเลียงอาวุธและชิ้นส่วนทางทหารจากจีนผ่านเส้นทางภาคพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสกัดกั้นและลดความเสี่ยงในการขนส่ง

ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์สเคยรายงานว่า อิหร่านอยู่ระหว่างการเจรจากับจีนเพื่อจัดซื้อ ขีปนาวุธต่อต้านเรืออีกโครงการหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการเจรจาดังกล่าวบรรลุข้อตกลงแล้วหรือไม่

การจัดซื้ออาวุธครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า แม้อิหร่านจะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการนำเข้าอาวุธจากนานาชาติมาอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลเตหะรานยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางทหาร ทั้งผ่านการผลิตภายในประเทศและการพึ่งพาผู้จัดหาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านกลาโหมกับจีนที่มีแนวโน้มแน่นแฟ้นมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

คาด “ไต้ฝุ่นดอลฟิน” เตรียมทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวไปทางญี่ปุ่น

คาด "ไต้ฝุ่นดอลฟิน" เตรียมทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวไปทางญี่ปุ่น

29 ก.ค. 2569 11:48 น.

คาด “ไต้ฝุ่นดอลฟิน” เตรียมทวีกำลังเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น เคลื่อนตัวไปทางญี่ปุ่น

พายุไต้ฝุ่นดอลฟิน ไต้ฝุ่นลูกที่ 13 ของปีนี้ มีแนวโน้มยกระดับขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นในวันที่ 30 ก.ค. นี้ และอาจขึ้นแท่นเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีกำลังลมแรงที่สุดของปีนี้  โดยกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใกล้กับหมู่เกาะมาร์แชลล์ในมหาสมุทรแปซิฟิก ความเร็วลมสูงสุดขณะเกิดพายุ 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดเคลื่อนตัวเข้าใกล้น่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในช่วง 5 วันข้างหน้า 

ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วมของกองทัพเรือสหรัฐฯ (JTWC) รายงานความคืบหน้าล่าสุดของ “พายุไต้ฝุ่นดอลฟิน” (Dolphin) พายุลูกที่ 13 ของญี่ปุ่น ในเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งขณะนี้กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มจะกลายเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่เริ่มฤดูกาลพายุปี 2026

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ห่างจากเกาะเวก ไปทางใต้-ตะวันออกเฉียงใต้ ราว 715 กิโลเมตร ในช่วง 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา พายุได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น จัดให้พายุดอลฟินเป็น “พายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงมาก” โดยมีความกดอากาศที่ศูนย์กลาง 955 เฮกโตปาสคาล และความเร็วลมสูงสุดขณะเกิดพายุ 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดการณ์ว่าพายุจะยังคงเคลื่อนตัวในทิศทางนี้ต่อเนื่องไปอีก 4 วัน ข้างหน้า ภายใต้อิทธิพลของระบบความกดอากาศสูงบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ทั้งนี้ รายงานระบุว่าพายุลูกล่าสุดในลุ่มน้ำแปซิฟิกตะวันตกนี้ จะยังไม่ส่งผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อพื้นที่แผ่นดินใดๆ อย่างน้อยจนถึงช่วงสิ้นสุดสัปดาห์นี้

เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคมไต้ฝุ่นดอลฟินได้กลายเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ทวีความรุนแรงเร็วที่สุดในลุ่มน้ำแปซิฟิกตะวันตก นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นโนรู เมื่อปี 2022 โดยภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ความเร็วลมเฉลี่ยต่อเนื่อง 1 นาทีของพายุเพิ่มขึ้นราว 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สะท้อนกระบวนการเพิ่มความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ พายุได้เข้าสู่ช่วงทวีความรุนแรงอย่างกะทันหันจนยกระดับเป็นพายุระดับ 3  ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม โดยในขณะนั้น ความเร็วลมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพายุที่พัฒนาตัวเร็วที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ศูนย์ JTWC คาดการณ์ว่า สภาพแวดล้อมทางอุตุนิยมวิทยาที่เอื้ออำนวยจะส่งผลให้ไต้ฝุ่นดอลฟินทวีความรุนแรงขึ้นอีก จนกลายเป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” โดยคาดว่าความเร็วลมสูงสุดจะพุ่งสูงถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

กระบวนการทวีความรุนแรงอย่างมหาศาลนี้ อาจทำให้ไต้ฝุ่นดอลฟินทำลายสถิติแซงหน้าไต้ฝุ่นซินลากู ขึ้นเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในโลกของปีนี้ หรือมีความรุนแรงเทียบเท่ากับไต้ฝุ่นเนพาร์ตัก ในปี 2016 ในฐานะพายุหมุนเขตร้อนประจำเดือนกรกฎาคมที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21

ความรุนแรงของพายูลูกนี้อาจเฉียดใกล้ระดับของไต้ฝุ่นวันดา ในปี 1956 ซึ่งเป็นพายุเดือนกรกฎาคมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์.

“ฟีฟ่า” เตรียมขายหุ้นธุรกิจฟุตบอลโลก 4.2 พันล้านดอลลาร์ “ยูฟ่า” เดือดชี้ “ขายจิตวิญญาณฟุตบอล”

"ฟีฟ่า" เตรียมขายหุ้นธุรกิจฟุตบอลโลก 4.2 พันล้านดอลลาร์  "ยูฟ่า" เดือดชี้ "ขายจิตวิญญาณฟุตบอล"

29 ก.ค. 2569 11:06 น.

“ฟีฟ่า” เตรียมขายหุ้นธุรกิจฟุตบอลโลก 4.2 พันล้านดอลลาร์ “ยูฟ่า” เดือดชี้ “ขายจิตวิญญาณฟุตบอล”

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เปิดเผยแผนจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อบริหารสิทธิทางการค้าของฟุตบอลโลกและทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ พร้อมเสนอขายหุ้น 20% ให้แก่นักลงทุนภายนอก หวังระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 1.4 แสนล้านบาท ขณะที่ยูฟ่าและหลายฝ่ายออกโรงคัดค้านอย่างรุนแรง มองว่าเป็นการนำ “จิตวิญญาณของฟุตบอล” ไปแสวงหาผลกำไร

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ประกาศว่า มีแผนจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในชื่อ FIFA Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารจัดการด้านธุรกิจ สิทธิทางการค้า และการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก รวมถึงทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ของฟีฟ่า โดยตั้งเป้าประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมเสนอขายหุ้นส่วนน้อยให้แก่นักลงทุน เพื่อระดมทุนสูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท ภายในปีนี้

ฟีฟ่าระบุว่าจะยังคงถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุม FFE อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านการกำกับดูแลฟุตบอล การจัดการแข่งขัน ปฏิทินการแข่งขัน ตลอดจนกฎระเบียบและการตัดสินใจด้านกีฬา โดยนักลงทุนภายนอกจะไม่มีบทบาทในการบริหารองค์กร

ฟีฟ่าระบุว่า เงินทุนที่ได้รับจะถูกนำไปขยายการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้สมาคมฟุตบอลสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ สามารถลงทุนใน FFE ได้ครั้งละ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ของบริษัท ซึ่งฟีฟ่าเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มงบพัฒนาฟุตบอลทั่วโลกให้เกิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 4 ปีข้างหน้า เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ฝึกสอน ทีมชาติ ฟุตบอลเยาวชน และฟุตบอลหญิง

จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่ากล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล หน้าที่ของฟีฟ่าคือทำให้ผลประโยชน์ดังกล่าวกระจายไปสู่ทุกภูมิภาคของโลกอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่า “นี่คือการทำให้ฟุตบอลเป็นของทุกคน”

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดย สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ออกแถลงการณ์ระบุว่า แผนนี้ “ก้าวข้ามเส้นที่องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลไม่ควรก้าวข้าม” พร้อมย้ำว่า “จิตวิญญาณและการกำกับดูแลฟุตบอลไม่ใช่ทรัพย์สินที่นำมาซื้อขายได้ และฟุตบอลไม่ใช่สิ่งที่ฟีฟ่ามีสิทธิ์ขาย”

ยูฟ่ายังเรียกร้องให้สมาคมฟุตบอลแห่งชาติ ลีก สโมสร นักเตะ แฟนบอล และรัฐบาลทั่วโลกจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่มีความโปร่งใสว่าใครจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากดีลดังกล่าว

ด้าน เซ็ปป์ แบลตเตอร์ อดีตประธานฟีฟ่าซึ่งเคยมีความขัดแย้งกับอินฟานติโน วิจารณ์ว่าความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผู้นำฟีฟ่ากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลุกลามมาสู่ผลประโยชน์ทางการเงิน พร้อมระบุว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์ขายเกมฟุตบอลของพวกเรา”

ขณะเดียวกัน แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และแฟนบอลเอฟเวอร์ตัน ก็ออกมาคัดค้านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินค้าเพื่อการลงทุน แต่เป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นของแฟนบอล ไม่ใช่ของนักลงทุน

รายงานระบุว่า กลุ่มนักลงทุนที่อยู่ระหว่างการหารือกับฟีฟ่าประกอบด้วย Thrive Eternal ซึ่งก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงธนาคาร JPMorgan Chase ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของโครงการ

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ The Times และ Financial Times รายงานว่า อินฟานติโนอาจได้รับตำแหน่งกรรมาธิการของ FFE หลังพ้นวาระประธาน FIFA ในปี 2574 และอาจได้รับผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แต่ฟีฟ่าปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าไม่เคยมีการหารือเรื่องดังกล่าว

นักวิเคราะห์มองว่า หากแผนนี้ได้รับการอนุมัติ อาจนำไปสู่แรงกดดันให้ ฟุตบอลโลก และ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ขยายจำนวนทีม หรือจัดแข่งขันบ่อยกว่าปัจจุบันที่จัดทุก 4 ปี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่นักลงทุน

ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาฟีฟ่าจำนวน 38 คน และการรับรองจากสมาคมฟุตบอลสมาชิก ก่อนจะมีผลบังคับใช้ โดยฟีฟ่าระบุว่าจะเสนอแผนนี้เข้าสู่การพิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางความขัดแย้งที่สะท้อนรอยร้าวระหว่างฟีฟ่ากับยูฟ่า ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Reuters

ชาวกานาร่วมอาลัย “ชายที่สูงที่สุดของประเทศ” เสียชีวิตในวัย 33 ปี

ชาวกานาร่วมอาลัย "ชายที่สูงที่สุดของประเทศ" เสียชีวิตในวัย 33 ปี

29 ก.ค. 2569 11:06 น.

ชาวกานาร่วมอาลัย “ชายที่สูงที่สุดของประเทศ” เสียชีวิตในวัย 33 ปี

ชาวกานาจำนวนมาก ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ ซูเลมานา อับดุล ซาเหม็ด ชายที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น ชายที่สูงที่สุดในกานา หลังเสียชีวิตในวัย 33 ปี ในฐานะ “ยักษ์ใจดี” ผู้เป็นที่รักของชุมชน

ซูเลมานา อับดุล ซาเหม็ด ชายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ชายที่สูงที่สุดในกานา เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 33 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและผู้คนที่รู้จักเขา

ซูเลมานาเสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลในเมือง ทามาเล หลังเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อจากแผลที่ขา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านบ้านเกิด กัมบากา ราว 160 กิโลเมตร

ญาติของเขา ซูเลมานา อับดุล คูดุส ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจมาก ตั้งแต่เขาเสียชีวิตก็ยังมีผู้คนเดินทางมาที่บ้านไม่ขาดสาย เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น”

ซูเลมานาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคมาร์แฟน ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของร่างกาย ทำให้แขน ขา และอวัยวะต่าง ๆ ยาวผิดปกติ

เมื่อ BBC วัดส่วนสูงของเขาในช่วงปลายปี 2022 เขามีความสูงถึง 7 ฟุต 4 นิ้ว หรือประมาณ 223 เซนติเมตร และเชื่อว่าก่อนเสียชีวิตเขาอาจมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นอีก

ซูเลมานาเล่าว่า เขาไม่ได้ตัวสูงผิดปกติตั้งแต่เด็ก แต่เริ่มมีอาการเมื่ออายุ 22 ปี ขณะทำงานในร้านขายเนื้อที่กรุงอักกรา เมืองหลวงของกานา

เขาเริ่มสังเกตว่า ลิ้นขยายใหญ่ขึ้นจนหายใจลำบาก ก่อนที่ร่างกายทุกส่วนจะค่อย ๆ โตขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดแพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคมาร์แฟน

อาการดังกล่าวทำให้เขาต้องละทิ้งความฝันในการเป็นคนขับรถเมื่อประมาณ 9 ปีก่อน และย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิด

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าเมื่อก่อนเขาเล่นฟุตบอลเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เป็นคนแข็งแรง แต่ตอนนี้แม้แต่การเดินระยะสั้น ๆ ก็ยังทำไม่ได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซูเลมานาประสบปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จนกระทั่ง อิบราฮิม มาฮามา นักธุรกิจชื่อดัง และน้องชายของประธานาธิบดี จอห์น มาฮามา เข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมดที่โรงพยาบาลทามาเล และเพิ่งอัปเดตแผนการรักษาของเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้แพทย์จะระบุว่าเขาตอบสนองต่อการรักษาได้ดี แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของแผลติดเชื้อที่ขา

การเสียชีวิตของอาวูเชสร้างความตกใจให้กับคนทั้งหมู่บ้าน เพราะเขาเป็นผู้ทำให้ หมู่บ้านกัมบากา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ด้านครอบครัวเปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจจัดพิธีฝังศพที่เมืองทามาเล แทนการนำร่างกลับไปยังหมู่บ้านกัมบากา เนื่องจากเกรงว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ จะไม่สามารถรองรับผู้คนจำนวนมหาศาลที่ต้องการเดินทางมาร่วมไว้อาลัยได้.

ที่มา :BBC

ทรัมป์สั่งแบน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน” ห้ามนำเข้าอเมริกา อ้างเสี่ยงสอดแนม-คุกคามความมั่นคง

ทรัมป์สั่งแบน "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน" ห้ามนำเข้าอเมริกา อ้างเสี่ยงสอดแนม-คุกคามความมั่นคง

29 ก.ค. 2569 08:48 น.

ทรัมป์สั่งแบน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน” ห้ามนำเข้าอเมริกา อ้างเสี่ยงสอดแนม-คุกคามความมั่นคง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์ขั้นสูงที่ผลิตในต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน ชี้เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสอดแนม ขโมยข้อมูล

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์ขั้นสูงที่ผลิตในต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน โดยให้เหตุผลว่าอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมเตือนว่าหุ่นยนต์เหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสอดแนม ขโมยข้อมูล หรือถูกควบคุมจากระยะไกลโดยรัฐบาลต่างชาติ

มาตรการดังกล่าว ซึ่งประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครอบคลุมหุ่นยนต์ขั้นสูงทุกประเภท ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และหุ่นยนต์สี่ขา ซึ่งหลายรุ่นผลิตโดยบริษัทจีนที่กำลังแข่งขันกับสหรัฐฯ อย่างดุเดือดในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกจากนี้ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ยังประกาศห้ามนำเข้า อินเวอร์เตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ โดยระบุว่าอาจเป็นช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เบรนดัน คาร์ ประธาน FCC กล่าวว่า หน่วยงานกำลังดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญของสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง

FCC ระบุว่าอินเวอร์เตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศอาจเปิดช่องให้ผู้ผลิตสามารถปิดระบบจากระยะไกล ขโมยข้อมูล เปิดทางให้มีการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์โดยรัฐบาลต่างชาติ

ส่วนหุ่นยนต์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ ก็ถูกมองว่าอาจถูกใช้เพื่อสอดแนมประชาชนอเมริกัน เพิ่มศักยภาพด้านข่าวกรองของต่างชาติ หรือแม้แต่ถูกยึดการควบคุมจากระยะไกล หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะมีผลเฉพาะ หุ่นยนต์และอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ ที่จะนำเข้าในอนาคตเท่านั้น โดยไม่กระทบต่อสินค้าที่เคยได้รับอนุญาตให้นำเข้าหรือวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้

อุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกบรรจุไว้ใน Covered List หรือบัญชีสินค้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับแรงกดดันต่อจีน ท่ามกลางสงครามการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษีสูงต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน จนแทบไม่สามารถเข้าสู่ตลาดอเมริกาได้ รวมถึงจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ประสิทธิภาพสูงไปยังจีน เพื่อชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI และการทหารของปักกิ่ง

ขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังเตือนว่า บริษัท AI ของจีนอาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตร หากพบว่ามีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลจีนยืนยันว่า ความก้าวหน้าด้าน AI ของประเทศเกิดจาก การวิจัย พัฒนา และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การลอกเลียนเทคโนโลยีของชาติอื่น

ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Unitree, UBTech และ AgiBot ได้เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับใช้งานในโรงงาน บ้าน และภาคบริการ พร้อมเร่งทำตลาดก่อนคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่าง Tesla ของอีลอน มัสก์ และ Boston Dynamics.

ที่มา : BBC

นายกฯญี่ปุ่นแถลงยอดรวมผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 13 ศพ ต้องระงับการเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน

นายกฯญี่ปุ่นแถลงยอดรวมผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 13 ศพ ต้องระงับการเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน

29 ก.ค. 2569 08:27 น.

นายกฯญี่ปุ่นแถลงยอดรวมผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเพิ่มเป็น 13 ศพ ต้องระงับการเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแถลงยืนยัน มีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรวม 13 ราย ขณะที่ทางการสั่งระงับการเดินรถชินคันเซ็นสายคิวชูบางส่วน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของรางและโครงสร้างพื้นฐาน

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวหลายระลอกที่จังหวัดคุมาโมโตะ ล่าสุดเพิ่มเป็น 13 ราย โดยตัวเลขดังกล่าวรวมผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับผลกระทบจากแผ่นดินไหวด้วย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุห้างระเบิด 3 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและประเมินความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัท Kyushu Railway Company (JR Kyushu) ประกาศระงับการให้บริการรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซ็นสายคิวชู ทุกขบวนตั้งแต่เที่ยวแรกของวันพุธ เพื่อดำเนินการตรวจสอบรางรถไฟและโครงสร้างพื้นฐาน หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดคุมาโมโตะ โดยการตรวจสอบความปลอดภัยจะเริ่มขึ้นในช่วงเช้าวันพุธ โดยหากผลการตรวจยืนยันว่ามีความปลอดภัย จะกลับมาเปิดให้บริการเดินรถทั้งขาไปและขากลับในเส้นทาง ระหว่างสถานีฮากาตะ และสถานีคุมาโมโตะ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เส้นทาง ระหว่างสถานีคุมาโมโตะ และสถานีคาโกชิมะ-ชูโอ จะยังคงงดให้บริการตลอดทั้งวัน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายของรางและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างละเอียด

การระงับเดินรถครั้งนี้เป็นผลกระทบล่าสุดจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งประเมินสถานการณ์รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา : NHK

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุห้างระเบิดหลังแผ่นดินไหวญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 3 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุห้างระเบิดหลังแผ่นดินไหวญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 3 ศพ

29 ก.ค. 2569 07:55 น.

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุห้างระเบิดหลังแผ่นดินไหวญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 3 ศพ

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุห้างระเบิดหลังแผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่น ล่าสุดเพิ่มเป็น 3 ศพ โดยรายที่ 3 มีภาวะหัวใจและปอดหยุดทำงานเฉียบพลันก่อนเสียชีวิต ขณะที่กู้ภัยช่วยคนติดภายในออกมาได้แล้ว 8 คน

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ห้างสรรพสินค้าอิออน มอลล์ ในจังหวัดคุมาโมโตะ ยังคงดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อช่วงเย็นวานนี้ ส่งผลให้เกิดแรงระเบิดและพื้นชั้น 2 ของอาคารพังถล่ม

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดคุมาโมโตะ ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ราย แล้ว โดยผู้เสียชีวิตรายล่าสุดมีภาวะหัวใจและปอดหยุดทำงานเฉียบพลันก่อนจะเสียชีวิต

ด้านเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดคุมาโมโตะ เปิดเผยว่า สามารถช่วยผู้ประสบภัยออกจากซากอาคารได้แล้ว 8 คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บปานกลาง 4 คน บาดเจ็บเล็กน้อย 1 คน และอีก 1 คนอยู่ในภาวะหัวใจและปอดหยุดทำงาน ขณะที่ทางการกำลังตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายและผู้ที่อาจยังติดอยู่ภายในอาคาร เนื่องจากข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน เหตุแผ่นดินไหวยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วจังหวัดคุมาโมโตะ โดยโรงงานกระดาษแห่งหนึ่งเกิดปล่องควันถล่ม มีผู้ถูกพบในภาวะหัวใจและปอดหยุดทำงาน 2 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 9 คน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลอย่างน้อย 45 แห่ง ได้รับความเสียหายจากไฟฟ้าดับ ระบบน้ำประปาขัดข้อง และระบบก๊าซทางการแพทย์เสียหาย ขณะที่ทางการเมืองคุมาโมโตะยังประกาศขอให้ประชาชน งดดื่มน้ำประปาและงดใช้น้ำประกอบอาหารชั่วคราว หลังพบว่าน้ำในบางพื้นที่มีความขุ่น จนกว่าจะยืนยันได้ว่าปลอดภัย

ขณะที่เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ยังทำให้โบราณสถานในยุคศตวรรษที่ 17 อย่างปราสาทคุมาโมโตะ ได้รับความเสียหาย โดยตัวกำแพงล้อมรอบปราสาทพังถล่มลงมาบางส่วนด้วย ส่วนความเสียหายในจุดอืื่นๆยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ด้านนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 3,600 นาย ลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจกู้ภัยและฟื้นฟู พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายและประเมินความเสียหายต่อเนื่อง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม หลังแผ่นดินไหวครั้งนี้วัดได้เบื้องต้น 7.1 แมกนิจูด แม้สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ จะประเมินไว้ที่ 6.8 แมกนิจูดก็ตาม.

ที่มา : BBC

กองทัพสหรัฐฯ อ้าง สกัดการโจมตีทีเผลอของอิหร่าน หลังหยุดยิงกันได้ไม่กี่วัน

กองทัพสหรัฐฯ อ้าง สกัดการโจมตีทีเผลอของอิหร่าน หลังหยุดยิงกันได้ไม่กี่วัน

29 ก.ค. 2569 06:30 น.

กองทัพสหรัฐฯ อ้าง สกัดการโจมตีทีเผลอของอิหร่าน หลังหยุดยิงกันได้ไม่กี่วัน

กองทัพสหรัฐฯ เผย สกัดการโจมตีทีเผลอของอิหร่านเอาไว้ได้ หลังจากทั้งสองฝ่ายเพิ่งหยุดยิงตอบโต้กันได้ไม่ถึง 4 วัน โดยยังไม่แน่ชัดว่า ทั้งสองฝ่ายจะกลับมายิงอาวุธเข้าใส่กันอีกครั้งหรือไม่

เมื่อคืนวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศว่า กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการสกัดกั้น “การโจมตีทีเผลอ” จากอิหร่าน ที่มุ่งเป้าไปยังกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“เมื่อเวลา 17:45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) ในวันนี้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวหลายลูกจากอิหร่าน ในความพยายามที่จะโจมตีทีเผลอใส่กองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง” CENTCOM โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดีย

“ขีปนาวุธทั้งหมดของอิหร่านถูกสกัดกั้นได้สำเร็จ กองกำลังสหรัฐฯ ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและมีความพร้อมในระดับสูง”

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับ CNN ว่า จากการประเมินในเบื้องต้น ขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านที่ถูกยิงมา มีจำนวนไม่เกิน 4 ลูก

ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 4 วัน หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านยุติการโจมตีตอบโต้กันเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากยิงปะทะต่อเนื่องถึง 13 คืนจนถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยยังไม่แน่ชัดว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลต่อการหยุดยิงของฝ่ายสหรัฐฯ อย่างไร

เมื่อวันจันทร์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งออกมาบอกว่า สหรัฐฯ ได้ระงับการโจมตีใส่อิหร่านแล้ว และฝ่ายอิหร่านมีความต้องการที่จะเจรจา อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงโต้ว่า “ขณะนี้เราไม่ได้มีการเจรจาใดๆ กับสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้าง-โรงงานถล่มดับแล้ว 2 ศพ สูญหายอีกหลายราย

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้าง-โรงงานถล่มดับแล้ว 2 ศพ สูญหายอีกหลายราย

29 ก.ค. 2569 06:10 น.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้าง-โรงงานถล่มดับแล้ว 2 ศพ สูญหายอีกหลายราย

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพที่ห้างสรรพสินค้าที่พังถล่มบางส่วนเพราะแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังพบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นอีกหลายรายที่โรงงานซึ่งได้รับความเสียหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ความพยายามในการกู้ภัยของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนในจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถูกแผ่นดินไหวถล่มเมื่อเวลา 16:27 น.วันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นบันทึกขนาดแผ่นดินไหวชั่วคราวได้ที่ 7.1 ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุในภายหลังว่าอยู่ที่ 6.8

ปฏิบัติการช่วยเหลือที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall) ในเมืองคาชิมะ ของจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเกิดระเบิดจนชั้น 2 ของอาคารพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว ยังคงดำเนินต่อไป โดยสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า พบผู้หญิงเสียชีวิตในจุดดังกล่าว 2 ศพ และพบผู้อยู่ในภาวะระบบหัวใจและปอดล้มเหลวพร้อมกันอีก 1 ราย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังพบผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) 2 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 9 คน หลังจากปล่องไฟพังถล่มลงมาที่โรงงานผลิตกระดาษของบริษัท “นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์” (Nippon Paper Industries) ในเมืองยัตสึชิโระ (Yatsushiro) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดคุมาโมโตะ

สำหรับความเสียหายโดยรวมในจังหวัดคุมาโมโตะ ประชาชนหลายหมื่นคนเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหล สถานพยาบาลอย่างน้อย 45 แห่ง ได้รับความเสียหาย ขณะที่กำแพงภายนอกของปราสาทเก่าแก่จากศตวรรษที่ 17 พังถล่มลงมา

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ได้ส่งเจ้าหน้าที่ 3,600 นายลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในการฟื้นฟูแล้ว และกล่าวว่าทีมงานจะทำงานอย่าง “ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งคืน” เพื่อประเมินและเฝ้าระวังความเสียหายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ด้านนาย ชินจิ คิโยโมโตะ จากกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ได้ขอให้ประชาชน “เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” สำหรับเหตุแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม เหมือนเมื่อปี 2559 ที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้งในช่วงไม่กี่วัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 278 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูพบทรัมป์ ยกเป็นการหารือที่ดีที่สุด จับมือสกัดนิวเคลียร์อิหร่าน

เนทันยาฮูพบทรัมป์ ยกเป็นการหารือที่ดีที่สุด จับมือสกัดนิวเคลียร์อิหร่าน

29 ก.ค. 2569 03:35 น.

เนทันยาฮูพบทรัมป์ ยกเป็นการหารือที่ดีที่สุด จับมือสกัดนิวเคลียร์อิหร่าน

เนทันยาฮูเผยว่า การพบปะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวครั้งนี้ เป็นหนึ่งในครั้งที่ดีที่สุด โดยทั้งสองหารือเรื่องความร่วมมือภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 นาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเนทันยาฮูระบุว่า นี่เป็น “หนึ่งในการหารือที่ดีที่สุด” ของทั้งสอง โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับอิหร่าน และด้านความมั่นคงอื่นๆ

“มันเป็นการหารือในเรื่องความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบ, การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ด้วยความเข้าใจในเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้แน่ใจว่า อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนเป้าหมายอื่นๆ” เนทันยาฮูกล่าวเป็นภาษาฮีบรูในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักงานของเขาภายหลังการประชุมลับกับนายทรัมป์

เนทันยาฮูเดินทางออกจากทำเนียบขาวเมื่อเวลา 12.25 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) หลังจากการพูดคุยเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 11.03 น. ตามรายงานของทำเนียบขาว โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย แต่ไม่เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์

ด้าน แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เรียกการหารือครั้งนี้ว่า “เป็นไปในเชิงบวกและมีประสิทธิผล”

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลซึ่งได้รับสรุปข้อมูลการประชุมระหว่างเนทันยาฮูและทรัมป์ ได้กล่าวย้ำในทิศทางเดียวกับทำเนียบขาวว่า “นี่เป็นการประชุมที่เป็นบวกมาก และดำเนินไปในบรรยากาศที่ดีร่วมกับสมาชิกระดับสูงของคณะรัฐมนตรี”

“เคมีที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีระหว่างผู้นำทั้งสองนั้นเด่นชัดมาก” เจ้าหน้าที่กล่าว พร้อมเสริมว่าผู้นำทั้งสองได้ย้ำถึงเป้าหมายร่วมกันว่า “ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม จะต้องไม่ยินยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด”

นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้หารือเรื่องหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ “ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่เคย รวมถึงโอกาสต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง” อีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn