ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่ากลับมาแรงขึ้นอีก คลื่นความร้อนระลอก 4 จ่อเข้า

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่ากลับมาแรงขึ้นอีก คลื่นความร้อนระลอก 4 จ่อเข้า

29 ก.ค. 2569 03:13 น.

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่ากลับมาแรงขึ้นอีก คลื่นความร้อนระลอก 4 จ่อเข้า

เหตุไฟป่าบางจุดในฝรั่งเศสในพื้นที่ที่เคยถูกไฟไหม้ไปแล้ว กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่คลื่นความร้อนระลอกใหม่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ไฟป่าในหลายประเทศของยุโรป

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัด ฌีรงด์ (Gironde) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังทำงานอย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวกำลังเตรียมรับมือกับคลื่นความร้อนระลอกที่ 4 ของฤดูร้อนนี้ ซึ่งจะเข้ามาในวันพุธ (29 ก.ค.) โดยคาดว่าจะทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

โฆษกสมาพันธ์นักดับเพลิงแห่งชาติฝรั่งเศสระบุว่า สถานการณ์นี้ตอนนี้เปรียบเหมือน “ดาวิดต่อสู้กับโกไลแอท” โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 4 นายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการส่งเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 นายเข้าควบคุมเพลิงในพื้นที่ฌีรงด์

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ฌีรงด์ ระบุว่าพบจุดไฟป่าปะทุขึ้นใหม่ 14 จุดในพื้นที่ที่เคยถูกไฟไหม้ไปแล้ว โดยไฟป่าได้ทำลายบ้านเรือนไปแล้วราว 240 หลัง

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังดำเนินการจับกุมชายวัย 23 ปีในจังหวัด วาร์ (Var) ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางเพลิง ที่นำไปสู่เหตุไฟป่า ซึ่งเขาอาจได้รับโทษจำคุกถึง 15 ปี อนึ่ง นับตั้งแต่ 6 ก.ค.จนถึงตอนนี้ มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่าไปแล้วกว่า 184 คน

ส่วนสถานการณ์ที่เมืองบอร์โด ไฟป่าได้ลุกลามเข้าประชิดโดยอยู่ห่างออกไปเพียง 15 กม. ทำให้ถึงแม้ว่าตัวเมืองยังไม่ตกอยู่ในอันตรายโดยตรง แต่ตัวเมืองเต็มไปด้วยควันไฟและเถ้าถ่าน ร้านค้าและร้านอาหารต้องปิดประตู และนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

จนถึงตอนนี้ ทางการฝรั่งเศสสั่งอพยพประชาชนที่เสี่ยงอันตรายจากไฟป่าไปแล้วกว่า 220,000 คน รวมประชาชนประมาณ 4,000 คน ในพื้นที่ตั้งแคมป์ใกล้ชายฝั่งเมือง “ลากาโน” (Lacanau) ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับคำสั่งอพยพ แต่อยู่ไม่ไกลจากไฟป่า ได้รับการแจ้งเตือนให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเนื่องจากมลพิษทางอากาศที่รุนแรง

อีกด้านหนึ่ง ประเทศสเปนกำลังเผชิญกับอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส โดยมีประชาชนมากกว่า 70,000 คน ได้รับคำสั่งให้อพยพตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าในตอนนี้บางส่วนจะเริ่มกลับบ้านได้แล้ว เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น

ที่โปรตุเกส เจ้าหน้าที่ดับเพลิงราว 400 นายกำลังเร่งดับไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุด บริเวณเมือง “กวาร์ดา” (Guarda) ทางตอนเหนือและตะวันออกของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เคนยาเร่งสืบสวน หลังช้างป่าตายปริศนา 14 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ

เคนยาเร่งสืบสวน หลังช้างป่าตายปริศนา 14 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ

29 ก.ค. 2569 01:24 น.

เคนยาเร่งสืบสวน หลังช้างป่าตายปริศนา 14 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ

ทางการเคนยากำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุการตายของช้างป่า 14 ตัว ที่ถูกพบบริเวณอุทยานแห่งชาติในภาคใต้ของประเทศ โดยยังไม่ฟันธงว่า สาเหตุเกิดจากโรค, สารพิษ หรืออย่างอื่นกันแน่

สำนักข่าว บีบีซี (BBC) รายงานเมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศเคนยาเปิดฉากการสืบสวนอย่างเร่งด่วน หลังจากมีช้างป่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 14 ตัว ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ “อัมโบเซลี” (Amboseli) ทางตอนใต้ของประเทศ

องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งเคนยา (KWS) เปิดเผยกับ บีบีซี ว่า ผู้เชี่ยวชาญกำลังเข้าตรวจพิสูจน์ซากช้าง และได้ส่งตัวอย่างเนื้อเยื่อไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบว่าสาเหตุการตายเกิดจากโรคระบาด, การได้รับสารพิษ หรือจากปัจจัยอื่นกันแน่

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติ อัมโบเซลี และพื้นที่โดยรอบเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ระบบนิเวศอัมโบเซลี” ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ครอบคลุมชายแดนติดกับประเทศแทนซาเนีย และมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความสมบูรณ์ของสัตว์ป่า

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่มีช้างตายในคราวเดียวมากขนาดนี้ หลังจากที่พวกเขาสามารถปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ได้อย่างเด็ดขาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทาง KWS ระบุว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ไปที่สาเหตุการตายเพียงสาเหตุเดียว โดยซากช้างที่พบมีทั้งช้างต่างช่วงอายุและต่างเพศกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโขลงเดียว หรือกลุ่มประชากรช้างเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นายดันแคน วานยามา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารขององค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า พบซากช้างตามจุดต่างๆ กระจายอยู่รอบอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี ในระยะห่างตั้งแต่ 15 ถึง 30 กิโลเมตรจากแนวเขตอุทยาน

อนึ่ง จากข้อมูลขององค์กร Amboseli Trust for Elephants ซึ่งคอยติดตามการเคลื่อนย้ายของสัตว์ในพื้นที่ ระบุว่า นี 2568 มีประชากรช้างอาศัยอยู่ในระบบนิเวศอัมโบเซลีมากกว่า 2,000 ตัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีคุยทรัมป์เรื่องระบบป้องกัน “แพทริออต” หวังฟื้นการเจรจายุติสงคราม

เซเลนสกีคุยทรัมป์เรื่องระบบป้องกัน “แพทริออต” หวังฟื้นการเจรจายุติสงคราม

28 ก.ค. 2569 23:49 น.

เซเลนสกีคุยทรัมป์เรื่องระบบป้องกัน “แพทริออต” หวังฟื้นการเจรจายุติสงคราม

ผู้นำยูเครนเปิดเผยว่า ได้เข้าพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันอังคาร และได้พูดคุยกันเรื่องการจัดหาระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” และการฟื้นฟูกระบวนการทางการทูตเพื่อยุติสงคราม

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับการจัดหาระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแพทริออต (Patriot) สำหรับกรุงเคียฟ รวมถึงการฟื้นฟูแนวทางการทูต ในระหว่างการ “พบปะที่ดี” ที่ทำเนียบขาว

“ขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่เราได้ทำร่วมกันเพื่อปกป้องชีวิตของชาวยูเครนและผลักดันสันติภาพให้คืบหน้า” เซเลนสกีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ภายหลังการพูดคุยกับนายทรัมป์

ในการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันเกี่ยวกับใบอนุญาตสำหรับการผลิตระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่นายทรัมป์เคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ตลอดจนการจุดประกายความพยายามทางการทูตอีกครั้งเพื่อยุติสงครามในยูเครน หลังกระบวนการหยุดชะงักไปเพราะการปะทุของสงครามอิหร่าน

“มันเป็นเรื่องสำคัญที่กระบวนการทางการทูตจะต้องได้รับการฟื้นฟูใหม่อีกครั้ง โดยทีมงานของพวกเราจะจัดเตรียมรายละเอียดสำหรับการติดต่อสื่อสารในขั้นตอนต่อไป” เซเลนสกีกล่าว

นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนยังแสดงความเสียใจต่อทรัมป์เนื่องในวันพิธีศพของวุฒิสมาชิก ลินด์เซย์ เกรแฮม พร้อมทั้งยกย่องว่าเกรแฮมเป็น “มิตรแท้ของยูเครน” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมอิสราเอลอ้าง สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้โจมตีภาคพลังงานของอิหร่าน

กลาโหมอิสราเอลอ้าง สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้โจมตีภาคพลังงานของอิหร่าน

28 ก.ค. 2569 22:55 น.

กลาโหมอิสราเอลอ้าง สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้โจมตีภาคพลังงานของอิหร่าน

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้อิสราเอลโจมตีเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เพราะเกรงว่าจะจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานไปทั่วโลก

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวที่งานประชุมซึ่งจัดโดยสถานีโทรทัศน์ Channel 14 ของอิสราเอลว่า สหรัฐอเมริกากำลังขัดขวางไม่ให้ประเทศของเขาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เนื่องจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน

“เรามีความต้องการอย่างยิ่งที่จะโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยังไม่ยินยอมในขณะนี้” นายคัตซ์กล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลวอชิงตันมีความกังวลว่าการโจมตีดังกล่าวอาจกระตุ้นให้อิหร่านทำการตอบโต้ประเทศข้างเคียง และจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันทั่วโลก

นายคัตซ์ยืนยันด้วยว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ปฏิบัติการโดยใช้พื้นที่ของอิสราเอลเป็นจุดออกเดินทางเพื่อไปโจมตีอิหร่าน “ชาวอิหร่านกำลังยิงใส่ทุกประเทศในภูมิภาค ยกเว้นประเทศเดียว นั่นคือรัฐอิสราเอล พวกเขารู้ดีว่าเครื่องบินรบและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงของอเมริกาบินขึ้นจากที่นี่เพื่อไปดำเนินการโจมตี”

นายคัตซ์ย้ำด้วยว่า อิสราเอลจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากอิหร่านโจมตีเข้าใส่พวกเขาโดยตรง “หากอิสราเอลถูกโจมตี เราจะตอบกลับด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เราเคยโจมตีอิหร่านมาแล้วสองครั้ง และเราก็พร้อมที่จะโจมตีเป็นครั้งที่สาม”

ถ้อยแถลงของนายคัตซ์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะพบกันที่ทำเนียบขาวในวันอังคาร ซึ่งนับเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายคัตซ์ยังยอมรับว่า มีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างทั้งสองประเทศเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินยุทธศาสตร์ต่ออิหร่าน

“สหรัฐฯ มีผลประโยชน์ในอิหร่านที่นอกเหนือไปจากผลประโยชน์ของอิสราเอล” เขากล่าว “ในขณะนี้ เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เรามีสหรัฐอเมริกา คอยดูว่าสหรัฐฯ จะทำอย่างไรต่อไป จะกลับมาร่วมการรบ หรือเลือกที่จะดำเนินการในรูปแบบอื่น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้างในคุมาโมโตะระเบิด-พังถล่ม สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้างในคุมาโมโตะระเบิด-พังถล่ม สูญหายหลายสิบราย

28 ก.ค. 2569 21:48 น.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้างในคุมาโมโตะระเบิด-พังถล่ม สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหวขนาด 7.1 เขย่าเกาะคิวชู สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะเกิดการระเบิดและพังถล่ม ทำให้มีผู้สูญหายหลายสิบราย และคาดว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งอาคารพังทลาย ไฟฟ้าดับ และมีผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้ติดค้างอยู่ใต้ซากอาคารอีกหลายสิบราย

ที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall) ในเมืองคาชิมะ ของจังหวัดคุมาโมโตะ เกิดระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุหลังแผ่นดินไหว ทำให้ชั้น 2 ของอาคารพังลงมา และส่งผลให้ผนังด้านหนึ่งพังทลายลงมาทั้งแถบ มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย และมีคนงาน 20–30 คนสูญหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ความเสียหายที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall)
ความเสียหายที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall)

ขณะเดียวกัน ที่โรงงานของบริษัท “นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์” (Nippon Paper Industries) ปล่องไฟของโรงงานพังถล่ม ทำให้มีผู้สูญหายหลายรายเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า กำแพงหินบางส่วนของปราสาทคุมาโมโตะได้รับความเสียหายและพังทลายลงมาด้วย

ตามรายงานของ “คิวชู อิเล็กทรอนิก พาวเวอร์” ผู้ให้บริการไฟฟ้าบนเกาะคิวชู ระบุว่า แผ่นดินไหวทำให้บ้านเรือน 48,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมอย่าง KDDI และ Docomo ระบุว่า บริการโทรศัพท์มือถือของพวกเขาขัดข้องเนื่องจากการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า และสายส่งไฟฟ้าล้มเหลว

แผ่นดินไหวยังทำให้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่บนถนนสายหลักหลายสาย บริษัทผู้ให้บริการรถไฟ “เจอาร์ คิวชู” (JR Kyushu) สั่งระงับบริการรถไฟของตนเอง รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ส่วนสนามบินคุมาโมโตะ สั่งปิดรันเวย์ ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือถูกยกเลิก

กำแพงปราสาทคุมาโมโตะพังทลายบางส่วน
กำแพงปราสาทคุมาโมโตะพังทลายบางส่วน

ด้านบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ชั้นนำ เช่น ทีเอสเอ็มซี (TSMC), โซนี่, ฟูจิฟิล์ม, โตเกียว อิเล็กตรอน และ ฮอนด้า สั่งอพยพพนักงานและระงับการทำงานในโรงงานพื้นที่คุมาโมโตะชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว

สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นยืนยันว่า ไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่เกาะคิวชู

หลังเกิดแผ่นดินไหว นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินความเสียหาย และมีการอพยพประชาชนประมาณ 300,000 คนไปยังศูนย์พักพิง และส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ขณะที่การประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิถูกยกเลิกแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีคำเตือนให้เฝ้าระวังคลื่นสึนามิสูงสุด 1 เมตร

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนให้ระวังอาฟเตอร์ช็อกและดินถล่มตลอดช่วงสัปดาห์นี้ รวมถึงเตือนประชาชนเรื่องโรคลมแดด (Heatstroke) เนื่องจากสภาพอากาศอาจสูงถึง 34°C ในขณะที่ไฟฟ้ายังดับอยู่

สะพานที่เมืองยัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มบางส่วน
สะพานที่เมืองยัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มบางส่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“โสมสุ มาทำไม” อินฟลูฯ ดัง เล่านาทีเกิด “แผ่นดินไหวญี่ปุ่น” บอกน่ากลัวมาก

"โสมสุ มาทำไม" อินฟลูฯ ดัง เล่านาทีเกิด "แผ่นดินไหวญี่ปุ่น" บอกน่ากลัวมาก

28 ก.ค. 2569 21:43 น.

“โสมสุ มาทำไม” อินฟลูฯ ดัง เล่านาทีเกิด “แผ่นดินไหวญี่ปุ่น” บอกน่ากลัวมาก

อินฟลูเอนเซอร์ดัง “โสมสุ มาทำไม” เล่านาทีเกิด “แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น” บอกน่ากลัวมาก-โยกแรงที่สุดในชีวิต

ภายหลังจากเกิดเหตุ แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู แรงสั่นสะเทือนพุ่งสูงระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราวัดชินโดะของญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิสูง 1 เมตร บริเวณชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ ให้ประชาชนเร่งอพยพขึ้นที่สูง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ขณะที่ โสมสุ อินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังจากการทำคลิปวิดีโอแนว ชีวิตคู่ และความน่ารักกุ๊กกิ๊กกับแฟนหนุ่ม เจ้าของช่อง โสมสุ มาทำไม ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น พร้อมระบุข้อความ “แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นแรงมาก”

โดยในคลิปดังกล่าว โสมสุกำลังซื้อของอยู่ในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ก่อนเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้เห็นข้าวของบางส่วนตกลงที่พื้น พร้อมสีหน้าตกใจอย่างมากของอินฟลูเอนเซอร์คนดังกล่าว พร้อมเล่านาทีเกิดแผ่นดินไหว บอกน่ากลัวมาก เป็นการเจอแผ่นดินไหวที่โยกแรงสุดในชีวิต.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก โสมสุ มาทำไม

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

28 ก.ค. 2569 17:08 น.

เมียนมาผ่านกฎหมายปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทษประหารผู้บังคับเหยื่อทำงานสแกมเมอร์

รัฐสภาเมียนมาภายใต้การหนุนหลังของกองทัพ ผ่านร่างกฎหมายต้านอาชญากรรมทางออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” สำหรับผู้ที่ก่อเหตุหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้ความรุนแรง หรือทรมานเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ออนไลน์ ตลอดจนกรณีที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต หวังลดแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ

รัฐสภาเมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลที่นำโดยกองทัพ มีมติเห็นชอบ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ โดยกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ลักพาตัว กักขัง ทรมาน หรือใช้ความรุนแรงบังคับให้บุคคลทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นประธานาธิบดี หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม

นายอ่อง ลิน ด่วย ประธานรัฐสภาเมียนมา ประกาศการผ่านร่างกฎหมายระหว่างการถ่ายทอดสดจากกรุงเนปิดอว์ ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอาย ชาน เปิดเผยว่า บทลงโทษประหารชีวิตยังคงอยู่ในกฎหมายฉบับสุดท้าย โดยสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากร่างที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม

ร่างกฎหมายกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี จนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต สำหรับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน กักขัง หรือปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์

นอกจากนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับ โทษประหารชีวิต ขณะที่ผู้ดำเนินการหรือบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รวมถึงผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านสกุลเงินดิจิทัล อาจถูกลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งกลุ่มอาชญากรรมใช้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ทั้งการหลอกให้รัก การลงทุนปลอม และการหลอกลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี

แม้อุตสาหกรรมดังกล่าวดึงดูดแรงงานที่สมัครใจเข้าทำงานจำนวนมาก แต่มีชาวต่างชาติหลายพันคนที่ถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ก่อนถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้หลอกลวงเหยื่อผ่านระบบออนไลน์

รัฐบาลเมียนมาเผชิญแรงกดดันจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุในรายงานล่าสุดว่า ปฏิบัติการปราบปรามของหลายประเทศ รวมถึงเมียนมา ไม่ได้ทำให้เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ยุติการดำเนินงาน แต่เพียงทำให้กลุ่มอาชญากรรมย้ายฐานไปยังพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะในกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ชายแดนของเมียนมาและลาว

รายงานยังระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมที่มีต้นกำเนิดจากจีนยังคงเป็นกำลังหลักในการบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา กัมพูชา และลาว โดยในพื้นที่สู้รบของเมียนมา กลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐบางส่วนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบอาชญากรรมดังกล่าวเช่นกัน

ที่ผ่านมา ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ เช่น KK Park และ ชเวโก๊กโก่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย ถูกเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานไปยังกัมพูชาแทน

นางนาว ยูซานา วาห์ สมาชิกวุฒิสภาเมียนมา ยอมรับว่า การปราบปรามยังเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายกลุ่มติดอาวุธและองค์กรต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายนี้

ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำการรัฐประหารเมื่อปี 2021 โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซู จี จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 คน ตามการประเมินของหลายองค์กรติดตามสถานการณ์

แม้หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะเคยประกาศลดโทษประหารชีวิตทั้งหมดในเดือนเมษายน แต่กฎหมายฉบับใหม่กลับเปิดทางให้มีการใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งกับความผิดเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลต่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค.

ที่มา AFP 

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

28 ก.ค. 2569 15:21 น.

ญี่ปุ่นแผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่า จ.คุมาโมโตะ เตือนสึนามิ 1 เมตร

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู แรงสั่นสะเทือนพุ่งสูงระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราวัดชินโดะของญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิสูง 1 เมตร บริเวณชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ ให้ประชาชนเร่งอพยพขึ้นที่สูง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เมื่อเวลา 16.27 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 โดยมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนวัดได้สูงสุดที่ระดับ 7 ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่น (Shindo Scale) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของมาตราดังกล่าว ที่เมืองอูกิ และเมืองฮิกาวะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ

นอกจากนี้ ยังมีหลายพื้นที่ในจังหวัดคุมาโมโตะที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนระดับ 6+ ได้แก่ เขตมินามิของเมืองคุมาโมโตะ เมืองยัตสึชิโระ เมืองอูโตะ เมืองมิซาโตะ และเมืองมาชิกิ ขณะที่เมืองคามิอามาคุสะ เมืองโคชิ เมืองโอสึ หมู่บ้านนิชิฮาระ เมืองมิฟุเนะ และเมืองอาชิกิตะ รับรู้แรงสั่นสะเทือนระดับ 6-

ภายหลังเกิดแผ่นดินไหว JMA ได้ประกาศ คำเตือนภัยสึนามิ สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ โดยคาดว่าคลื่นสึนามิอาจมีความสูงได้ถึง 1 เมตร และอาจขึ้นฝั่งในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า มีความเป็นไปได้ว่าคลื่นสึนามิได้เริ่มเคลื่อนเข้าสู่บางพื้นที่แล้ว พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งอพยพขึ้นสู่ที่สูงหรืออาคารที่ปลอดภัยโดยทันที และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายฝั่งจนกว่าทางการจะยกเลิกคำเตือน

นอกจากนี้ ยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงสูงสุดระดับ 4 เมื่อเวลาประมาณ 16:39 น., 16:59 น., 17:18 น. และ 17:27 น.

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่นกล่าวว่า มีรายงานผู้บาดเจ็บหลายราย อาคารพังถล่ม และไฟไหม้ หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ “เรากำลังประเมินขอบเขตของการบาดเจ็บและความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ฉันได้รับแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บหลายรายแล้ว” และกล่าวว่า “เกิดไฟฟ้าดับและเกิดไฟไหม้ในบางพื้นที่ ถนนและสะพานได้รับความเสียหาย และอาคารพังถล่ม”

นอกจากนี้ ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากเกิดแผ่นดินไหว เจ้าหน้าที่ของ NHK ในพื้นที่ซึ่งสวมหมวกนิรภัยได้รายงานสดทางโทรทัศน์ว่าการสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไป โดยห้องข่าวสั่นอย่างรุนแรงจนยากที่จะยืนอยู่ได้ “การสั่นสะเทือนยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ผมพูดอยู่ รวมถึงตัวผมเองด้วย อาจมีบางคนที่รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง” และกล่าวว่า “เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้น การสั่นสะเทือนรุนแรงมากจนผมยืนไม่ไหว โปรดระวังความเป็นไปได้ที่การสั่นสะเทือนอาจยังคงดำเนินต่อไปหลังจากนี้”

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายร้ายแรง แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบผลกระทบต่ออาคาร ถนน ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ประสบภัย

บริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ กล่าวว่าในภูมิภาคคุมาโมโตะ มีครัวเรือนและสถานที่ประมาณ 45,000 แห่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก็นไคในจังหวัดซากะ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เซนไดในจังหวัดคาโกชิมะ นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าระดับรังสีรอบๆ โรงไฟฟ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนบริษัทรถไฟคิวชู กล่าวว่าได้ระงับการให้บริการรถไฟทุกขบวน รวมถึงรถไฟชินคันเซ็นสายคิวชู เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว

ศาสตราจารย์ทาคุยะ นิชิมูระ จากสถาบันวิจัยป้องกันภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยเกียวโต ผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกแผ่นดินไหว กล่าวว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในเขตแนวรอยเลื่อนฮินางุ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016 บริเวณนี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตั้งแต่แผ่นดินไหวคุมาโมโตะ เนื่องจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ตื้น จึงเชื่อว่าบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง”

จากนั้นเขากล่าวเสริมว่า “สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าแนวรอยเลื่อนฮินางุทั้งหมดเคลื่อนตัวในแผ่นดินไหวครั้งนี้หรือไม่ หรือยังมีส่วนที่ยังไม่แยกออกไปทางใต้ หากยังมีส่วนที่ยังไม่แยกออกไป ก็มีความเป็นไปได้ที่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน คล้ายกับแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016”

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลัก 4 แผ่น ในบริเวณ “วงแหวนแห่งไฟ”  ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้งในแต่ละปี และคิดเป็นประมาณ 18% ของแผ่นดินไหวทั่วโลก

ประเทศยังคงมีบทเรียนครั้งใหญ่จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 เมื่อปี 2011 ซึ่งก่อให้เกิดสึนามิขนาดใหญ่ คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนสูญหายราว 18,500 คน รวมถึงก่อให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และทำให้รัฐบาลต้องประกาศคำเตือนพิเศษเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 หรือสูงกว่า แม้จะยกเลิกคำเตือนดังกล่าวหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็ตาม

ทางการญี่ปุ่นยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด.

ที่มา NHK / AFP

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

28 ก.ค. 2569 14:31 น.

ญี่ปุ่นจับชายวัย 61 ปี เปิดวิทยุ-เล่นกีตาร์เสียงดังต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำเพื่อนบ้านป่วยนอนไม่หลับ

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมชายวัย 61 ปี ในเมืองเกียวโต หลังถูกกล่าวหาว่าเปิดวิทยุและเล่นกีตาร์ไฟฟ้าด้วยเสียงดังตลอดทั้งวันทั้งคืนต่อเนื่องนานกว่า 7 ปี จนเพื่อนบ้านหลายรายมีอาการนอนไม่หลับ ซึมเศร้า และหูอื้อ แม้ตำรวจจะเคยตักเตือนหลายครั้งแต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนเข้าตรวจค้นและยึดกีตาร์ไฟฟ้าหลายสิบตัวพร้อมอุปกรณ์ขยายเสียง

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจจังหวัดเกียวโต ได้ทำการจับกุม นายคาซุนาริ โยโกอิ ชายว่างงานวัย 61 ปี ในเขตนิชิเคียว เมืองเกียวโต เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลังจากเปิดเสียงรบกวนระดับดังสนั่นเป็นเวลานานหลายปี จนทำให้ผู้คนในชุมชนเกิดอาการป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

รายงานระบุว่า นายโยโกอิได้เปิดวิทยุเครื่องทรานซิสเตอร์ทิ้งไว้ริมหน้าต่างที่เปิดกว้าง ส่งเสียงดังออกไปทางถนนตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการปิด แม้กระทั่งในเวลาที่เขาไม่ได้อยู่อาศัยในบ้าน นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงค่ำ เขาจะซ้อมดีดกีตาร์ไฟฟ้าสายฮาร์ดร็อกอย่างหนักผ่านตู้แอมป์ขยายเสียง

ผลจากการวัดระดับเสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ระดับความดังพุ่งสูงถึง 80 ถึง 90 เดซิเบล ซึ่งถือว่าดังเทียบเท่ากับบรรยากาศภายในขบวนรถไฟใต้ดินที่กำลังวิ่งอยู่ 

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2017 แม้ตำรวจจะได้รับแจ้งเหตุและส่งเจ้าหน้าที่มาตักเตือนนายโยโกอิอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเขามักจะยอมเบาเสียงลงเพียงชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดเสียงดังรบกวนตามเดิมอีกครั้ง ความเดือดร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนักของเพื่อนบ้านอย่างน้อย 4 ราย ซึ่งเป็นผู้สูงอายุวัยตั้งแต่ 60 ถึง 80 ปี

โดยผู้ร่วมชุมชนวัย 80 กว่าปี และชายวัย 67 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็น โรคซึมเศร้าและโรคนอนไม่หลับ ส่วนผู้สูงอายุวัย 76 ปี ป่วยเป็นภาวะความผิดปกติทางการนอนหลับ ขณะที่หญิงเพื่อนบ้านอีกรายหนึ่งเริ่มมีอาการเสียงดังในหู หรือหูดับฉับพลันตั้งแต่ช่วงเมษายนปีที่แล้ว หนึ่งในเพื่อนบ้านวัย 60 กว่าปีระบุว่า “มันทรมานมาก เพราะสารพัดเสียงมั่วซั่วไปหมดตีกันตลอดทั้งวันทั้งคืน”

เนื่องจากพฤติกรรมดื้อแพ่งและสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างชัดเจน ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายโยโกอิ และบ้านของภรรยาของเขาที่แยกกันอยู่ โดยสามารถยึดของกลางรวมได้ถึง 76 รายการ ประกอบด้วยกีตาร์ไฟฟ้า 49 ตัว (47 ตัวจากบ้านนายโยโกอิ และ 2 ตัวจากบ้านภรรยา), แอมป์ขยายเสียง 19 เครื่อง, เครื่องเล่นวิทยุเทป 5 เครื่อง, แมนโดลิน 1 ตัว, ลำโพง 1 เครื่อง และเครื่องเล่นซีดีอีก 1 เครื่อง

เบื้องต้น ในระหว่างการสอบสวน นายโยโกอิยอมรับว่าตนเองเป็นผู้เปิดวิทยุและเล่นกีตาร์ส่งเสียงดังจริง แต่ปฏิเสธข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยอ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ข้อกล่าวหาที่ว่าเสียงของผมทำให้คนอื่นล้มป่วยนั้นไม่เป็นความจริง” ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป.

ที่มา Mainichi / JapanToday

อินเดียสั่งแบนคำ “เครื่องดื่มชูกำลัง” บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

อินเดียสั่งแบนคำ "เครื่องดื่มชูกำลัง" บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

28 ก.ค. 2569 13:09 น.

อินเดียสั่งแบนคำ “เครื่องดื่มชูกำลัง” บนฉลากเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง บีบ บ.ใหญ่ปรับภายใน 90 วัน

ทางการอินเดีย ออกคำสั่งบังคับให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงทุกราย รวมถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Pepsi, Red Bull, Monster, Hell Energy และ Reliance ยุติการใช้คำว่า “เครื่องดื่มชูกำลัง” (Energy Drink) หรือข้อความสื่อความหมายคล้ายกันบนฉลากสินค้าภายใน 90 วัน หลังเห็นว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการเพิ่มพลังและบำรุงร่างกายอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) เดินหน้ากวาดล้างการตลาดเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีนสูงอย่างจริงจัง โดยยืนยันคำสั่งให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ ทั้ง Pepsi, Red Bull, Monster Beverage, Hell Energy รวมถึง Reliance ของมหาเศรษฐี มูเกช อัมบานี ลบคำว่า “Energy Drink” (เครื่องดื่มชูกำลัง) หรือข้อความระบุประเภทสินค้าในลักษณะเดียวกันออกจากฉลากและสื่อโฆษณาโดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลอินเดียเปิดเผยว่า ในการประชุมปิดลับร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม นายราจิต ปุนฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ FSSAI ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งจากภาคเอกชนอย่างแข็งกร้าว โดยระบุว่าหากผู้ประกอบการกังวลเรื่องผลกระทบทางธุรกิจหรือยอดขาย ก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลได้ตามสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปในที่ประชุมระบุว่าภาคอุตสาหกรรมยินยอมที่จะปฏิบัติตาม และทางการได้กำหนดกรอบเวลาให้ปรับเปลี่ยนฉลากให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน

ความเคลื่อนไหวของ FSSAI เกิดขึ้นหลังจากที่หน่วยงานได้ออกหนังสือแจ้งเตือนระบุว่า ในประเทศอินเดีย ไม่มีการรับรองหรือกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำหรับหมวดหมู่ “เครื่องดื่มชูกำลัง” ดังนั้น การอ้างสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์สามารถ “ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ” หรือ “ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียทั่วไป” จึงถือเป็นการให้ข้อมูลที่เข้าข่ายหลอกลวงและบิดเบือนความจริงต่อผู้บริโภค

คำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน เนื่องจากธุรกิจเครื่องดื่มกลุ่มนี้สร้างจุดขายจากการโฆษณาเน้นการเพิ่มพลังงานฉับไว เช่น สโลแกนระดับโลกอย่าง “Red Bull ให้ปีกแก่คุณ” หรือแคมเปญของเป๊ปซี่ในอินเดียที่โปรโมตเครื่องดื่มแบรนด์ Sting ว่าเปรียบเสมือนส่งสายฟ้าแลบเข้าสู่ร่างกายเพื่อส่ง “พลังงานที่ปลุกกระแสไฟ”

สมาคมเครื่องดื่มแห่งอินเดีย (IBA) ได้ส่งหนังสือลับถึง FSSAI เพื่อแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่การควบคุมนี้อาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแบรนด์ และเรียกร้องให้ใช้แนวทางกำกับดูแลแบบรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน แต่ทางการยังคงเดินหน้ามาตรการดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

ตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ในอินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เป๊ปซี่เปิดตัวแบรนด์ Sting ในปี 2017 โดยเน้นขายในขวดพลาสติกราคาเพียง 20 รูปี (ราว 8-9 บาท) จนได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี และผู้บริโภคในพื้นที่ชนบท ข้อมูลจาก Euromonitor คาดการณ์ว่า ยอดขายในอินเดียจะพุ่งสูงถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2028 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ซึ่งเติบโตเร็วกว่าทั้งสหรัฐฯ และจีน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณคาเฟอีน น้ำตาล และทอรีน ในระดับสูง ได้สร้างความกังวลให้แก่นักวิชาการด้านสาธารณสุขทั่วโลก เช่นเดียวกับในอังกฤษที่เตรียมห้ามขายเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงแก่เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในเดือนเมษายนปีหน้า หรือในบางภูมิภาคของปากีสถานที่บังคับให้เปลี่ยนไปใช้คำว่า “เครื่องดื่มกระตุ้นร่างกาย” แทน

ในรัฐราชสถาน ทางตอนเหนือของอินเดีย เจ้าหน้าที่ได้เริ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเข้าตรวจยึดขวดและกระป๋องเครื่องดื่ม Sting, Campa Energy และ Red Bull จำนวนหลายพันชิ้น พร้อมออกหนังสือสั่งการไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ทั้ง Amazon, Flipkart, Blinkit และ Swiggy Instamart ให้ระงับการโปรโมตหรือใช้คำว่า “Energy Drink” บนหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันโดยทันที.

ที่มา Reuters / Telegraph India