ผอ.JIC ไทย สวนกัมพูชา ระบุนายกฯอนุทิน ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ไม่ใช่มาปักหลักเขต ชี้ใครให้อำนาจชี้เขตแดนฝ่ายเดียว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 18:24 น.

“ผอ.JIC ไทย”สวนกัมพูชา ระบุ”นายกฯอนุทิน”ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ไม่ใช่มาปักหลักเขต ชี้ใครให้อำนาจชี้เขตแดนฝ่ายเดียว ลั่น”กัมพูชากล่าวซ้ำๆ กี่ครั้ง”ก็ไม่ทำให้ข้ออ้างเป็นข้อยุติ

26 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงข้อกล่าวอ้างของกัมพูชา กรณีระบุว่านายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเข้าไปใน “ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา” และเรียกการเดินทางดังกล่าวว่า unauthorised visit โดยตั้งคำถามกลับว่า ใครเป็นผู้ให้อำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตัดสินเรื่องเขตแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าการกล่าวอ้างซ้ำๆ ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดนโดยอัตโนมัติ ว่า การที่กัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา” เป็นข้อกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา แต่ไม่ว่าจะแถลงหรือกล่าวซ้ำกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถทำให้ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดนได้โดยอัตโนมัติ

สำหรับการเดินทางของนายกรัฐมนตรีไทย เป็นการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง ไม่ใช่การปักหลักเขต ไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และไม่ได้ทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

“การเยี่ยมกำลังพลไม่ใช่การปักปันเขตแดน และคำว่า ‘unauthorised’ ที่ฝ่ายหนึ่งเขียนขึ้นเอง ก็ไม่ใช่คำตัดสินเรื่องอธิปไตย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

กรณีกัมพูชายืนยันว่ามีแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 รองรับ และอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดและปักปันไว้แล้วนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือเอกสารใดโดยไม่มีเหตุผล แต่ไม่ยอมรับการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหยิบหลักฐานเพียงบางส่วนขึ้นมาแล้วประกาศผลเรื่องเขตแดนแทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน

“หากมีความเห็นต่าง เรามี JBC มีผู้เชี่ยวชาญ มีเอกสาร มีหลักฐาน และมีกระบวนการสำรวจและปักปันที่ต้องดำเนินการร่วมกัน” ผอ.JIC กล่าว

ส่วนกรณีกัมพูชาอ้างข้อ 1 ของถ้อยแถลงร่วม GBC วันที่ 27 ธันวาคม 2568 และกล่าวหาว่าการเดินทางของนายกรัฐมนตรีไทยเป็นการยั่วยุที่อาจเพิ่มความตึงเครียด รวมถึงตั้งคำถามว่าไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยึดถือถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และต้องการให้ทุกฝ่ายอ่านและปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อความที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ถ้อยแถลงร่วมกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลัง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การยั่วยุ” กับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งรวมถึงการตรวจเยี่ยมกำลังพล การรับฟังสถานการณ์ และการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เท่ากับการเปิดฉากใช้กำลัง ไม่ได้เท่ากับการเปลี่ยนแปลงเขตแดน และไม่ได้หมายความว่าไทยต้องสละสิทธิในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่

“หากเราจะอ้างถ้อยแถลงร่วม ก็ควรใช้ถ้อยแถลงร่วมนั้นเพื่อลดความตึงเครียด ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างข้อกล่าวหาใหม่ ไทยพร้อมรักษาข้อตกลง และเราก็คาดหวังให้กัมพูชาปฏิบัติเช่นเดียวกัน” ผอ.JIC กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีกัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า คำว่า “ยึดครอง” เป็นคำที่มีน้ำหนักมาก และไม่ควรนำมาใช้เพียงเพื่อสร้างภาพทางการเมืองหรือสงครามข้อมูล

“หากฝ่ายหนึ่งสามารถประกาศเองว่านี่คือดินแดนของฉัน แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ผู้ยึดครอง’ ได้ทันที กลไกการเจรจาทวิภาคีอย่าง JBC รวมถึงกระบวนการสำรวจร่วมที่เราตกลงกันไว้ ก็คงไม่อาจทำหน้าที่แก้ไขความเห็นต่างได้อย่างที่ควรจะเป็น”

ผอ.JIC ย้ำว่า เรื่องเขตแดนต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง หลักฐาน กฎหมาย และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่คำกล่าวหาถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ พร้อมระบุว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ขณะเดียวกัน ไทยจะไม่ยอมให้การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเหตุผลบังคับให้ไทยละทิ้งหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประเทศ

“หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ ควรนำเข้าสู่ JBC นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด อย่าใช้สื่อแทนโต๊ะเจรจา อย่าใช้แถลงการณ์แทนหลักเขตแดน และอย่าใช้คำว่า ‘รุกราน’ เพื่อสร้างข้อสรุปก่อนที่กระบวนการเรื่องเขตแดนจะได้ทำงาน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่ต้องการดินแดนของใคร แต่ประเทศไทยก็จะไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวให้กลายเป็นข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมพูดคุย พร้อมพิสูจน์ด้วยหลักฐาน และพร้อมรักษาสันติภาพ แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเคารพซึ่งกันและกัน

กัมพูชา,ช่องอานม้า,ชายแดนไทยกัมพูชา,อนุทินชาญวีรกูล,ประภาสสอนใจดี,JIC,

อรรถวิชช์ ยื่น 2 ร่าง พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม-ปาล์มน้ำมัน รองรับเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 18:12 น.

26 สิงหาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึง พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา โดยระบุว่า ในวงเงินดังกล่าวมี 2 แสนล้านบาท ที่ต้องใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับ เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดการจากอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร แบตเตอรี่ และซากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงซากขยะที่ใช้แล้ว

ส่วนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มีเป้าหมายรองรับผลกระทบจาก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่กำหนดห้ามชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2569 เป็นต้นไป ซึ่งอาจกระทบราคาปาล์มน้ำมันราว 1 ใน 3 ของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อดูแลประชาชน โดยโครงสร้างของกฎหมาย จะเป็นการตั้งสำนักงานคล้ายกับสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งจากการขายผลปาล์มและการขายน้ำมันปาล์มที่ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

อรรถวิชช์สุวรรณภักดี,พรรครวมไทยสร้างชาติ,กากอุตสาหกรรม,ปาล์มน้ำมัน,เงินกู้2แสนล้าน,

รอมฎอน จี้ นายกฯ ตั้งคกก.อิสระ สอบข้อเท็จจริง ปม ปชช.นราธิวาส อ้างถูกยิงจาก ฮ.ทหาร

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:45 น.

รอมฎอน จี้ นายกฯ ตั้งคกก.อิสระสอบข้อเท็จจริง ปม ปชช.นราธิวาส อ้างถูกยิงจาก ฮ.ทหาร เตือนหากไม่คลี่คลายแบบโปร่งใส ยิ่งซ้ำวิกฤตศรัทธา- เพิ่มความหวาดระแวง

ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ และข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า ตนได้เดินทางลงไปในพื้นที่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ จึงได้เดินทางไปดูที่เกิดเหตุ และพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่หลายจุด แต่หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหา คือ การยิงเด็กวัยรุ่นที่ อบต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยมีการกล่าวหาว่ายิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ตนได้ลงพื้นที่ด้วย เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ตนได้โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เข้ามาตรวจสอบกรณีนี้ เพราะตนทราบข้อมูลมาจากคนในพื้นที่ และตรวจสอบจากผู้นำในพื้นที่นั้น ที่ยืนยันในเบื้องต้นว่ามีเหตุการณ์ยิงทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จากคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุนั้นบอกว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีอยู่ 2 มุมอย่างที่ตนได้บอก มุมของผู้ประสบเหตุ เป็นอีกมุมหนึ่งที่อ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ แม้พยานหลักฐานต่างๆ พยานแวดล้อมจะทำให้เกิดความสงสัย ทางเรื่องวิถีกระสุนและการบาดเจ็บ แต่นี่คือคำบอกเล่าจากผู้ประสบเหตุเอง กับอีกคำอธิบายหนึ่งมาจากหน่วยงานราชการทั้ง หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ที่มีการสื่อสารออกสู่สาธารณะ และรายงานนายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า ไม่มีการกราดยิงจากเฮลิคอปเตอร์ใดๆ เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ 10 ของ อ.จะแนะ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า ตนอยากสื่อสารถึงนายกฯ ว่า อยากให้ใช้อำนาจของท่านตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ควบคู่กับการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน เพราะเรื่องนี้หากความจริงไม่คลี่คลาย และได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือจากทุกฝ่ายจริงๆ ตนเกรงว่า ประเด็นปัญหาความจริงของหลายชุดเช่นนี้ จะเหมือนกับหลายกรณีก่อนหน้านี้ในชายแดนใต้ ที่ต่างคนต่างเล่าเรื่องกันไป ยิ่งทำให้เกิดความบาดหมาง หวาดระแวงต่อไปในอนาคต และแม้ว่าเมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายกฯ จะได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้ไปสอบสวนข้อเท็จจริงตรงนี้ แต่ตนอยากเสนอแนะว่า แม่ทัพภาคที่ 4 เอง ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อกรณีเช่นนี้ ตนอยากเห็นงานที่ริเริ่มโดยฝ่ายการเมือง และรัฐบาลเอง เพื่อยืนยันว่า การไต่สวนความจริงจะมีความโปร่งใส และความชอบธรรมมากพอ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า ในกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมีผู้รอดชีวิต ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 เดือนก่อน ที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่มีการพิสูจน์ทราบว่า ผู้ลงมือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนมีข้อกังขามากขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมตอนนี้ก็เดินกันไป แต่ระหว่างทางยังมีปัญหาอยู่ และกรณีนายกมลศักดิ์ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะกระบวนการยุติธรรมน่าจะเดินต่อไปได้ แต่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เหตุการณ์ที่ตากใบ ปี 47 มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และมีคำถามเยอะมาก ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลได้ใช้อำนาจตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และดึงเอาข้าราชการมาเป็นประธาน ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทำให้ได้รับความเชื่อถือ
ตนจึงอยากเห็นความใส่ใจการคลี่ปมปัญหาตรงนี้จากนายกฯ และจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ต่อไปด้วย ซึ่งในตอนนี้เนื่องจากมีผู้รอดชีวิต แตกต่างแม้ข้อเท็จจริงอาจมองเห็นแตกต่างกันว่ากระสุนมาจากไหน ใครเป็นผู้กระทำก็ว่ากันไป แต่คนที่มีอำนาจน้อยกว่าในเวลานี้คือประชาชนที่ประสบเหตุ และมีข้าราชการท้องถิ่นเป็นพยาน ที่แนะนำผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ตนจึงอยากให้รัฐบาลและทุกหน่วยงานให้หลักประกันที่มั่นใจว่า พวกเขาจะปลอดภัย และไม่ได้ถูกกดดันที่จะให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อหน้าสาธารณะ สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ในอนาคตหากนายกฯ จะตั้งขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่ากระสุนถูกยิงมาจากภูเขาหรือเนิน นายรอมฎอน กล่าวว่า จริง ๆ ในถนนเส้นนั้น ด้านขวาเป็นแม่น้ำสายบุรี มีความชันที่ลึกลงไป ส่วนด้านซ้ายเป็นเนินขึ้นไป เป็นป่ารก ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่จากประสบการณ์ของตนคงเป็นไปได้ แต่มันคงมืดและยากมาก ซึ่งไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ และถ้าการลอบยิงในลักษณะนี้มีความมุ่งหมายต่อเจ้าหน้าที่ที่ติดอาวุธ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่รอยกระสุนกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็นรอยเดียวเหมือนโดนกราดยิงมา และเราเห็นรอยเลือดใกล้ ๆ จุดนั้นที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพอผู้ประสบเหตุถูกยิงได้มีการคลานออกมาเพื่อหนี แต่ที่น่าสนใจผู้กำกับสภ.จะแนะ ได้บอกว่า หัวกระสุนเจอที่รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งน่าสนใจที่พยานหลักฐานมันชัดมากขึ้น

เมื่อถามว่ามีนักวิชาการออกมาระบุว่าจากร่องรอยของกระสุนนั้นน่าจะเป็นปืนพกมากกว่า นายรอมฎอน กล่าวว่า แน่นอน อาจมีข้อโต้แย้ง ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีกลไกที่เป็นอิสระ และมีความเชี่ยวชาญมากพอในการรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลอย่างหนึ่งที่ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก คือการยิงตัวเอง หรือการสร้างพยานหลักฐานต่างๆ ดังนั้นข้อโต้แย้งสมมุติฐานต่างๆเป็นทฤษฎี แต่ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงอย่างเดียว คือ ผ่านกระบวนการรวบรวมหลักฐานที่โปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงไม่แปลกที่จะมีทฤษฎีเหล่านั้น ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงผ่านกลไกที่เป็นอิสระมากพอ

“ถ้าถามจากใจผมนะ ตอนนี้แล้วกันผมว่าเขาถูกยิงแน่ ๆ จากมุมนั้น ส่วนจะมาจากเฮลิคอปเตอร์หรือไม่ก็ต้องเผื่อใจไว้แล้วกัน ไม่ 100% เพราะอย่างที่บอก ผมได้รับข้อมูลมาบางส่วน ไม่ได้เห็นภาพ รับรู้ผ่านโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ คือทำให้ผมเชื่อในระดับหนึ่ง ในโพสต์แรกของผมรู้ว่าทัวร์ลงแน่นอนและลงจริงๆ แต่ถ้าผมไม่พยายามสื่อสารถึงหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ไม่พยายามหาข้อยืนยัน ผมจะรู้สึกว่าเรื่องนี้จะเหมือนหลายเหตุการณ์ที่จะจมหายไป” นายรอมฎอน กล่าว  

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า จุดยืนของตนคือต้องการแก้ปัญหาภาพรวม เพื่อทวงถามรัฐบาล ตนไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ จากประสบการณ์ของตนถ้าปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไปตนว่าแย่แน่ๆ วิกฤติศรัทธาเกิดขึ้นอีกครั้งแน่ๆ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า สิ่งที่ตนเจอตอนนี้ความเห็นของคนในพื้นที่ กับความเห็นของคนที่ปั่นกันในโลกออนไลน์มีระยะห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตนเข้าใจอคติ หรือทรรศนะของคนที่มองความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในลักษณะเหมารวม การพยายามโจมตีทั้งตัวตนเอง และพรรคประชาชน ท้ายที่สุดทำให้เกิดทัศนะที่แตกต่างกัน ถ้าปล่อยทิ้งไปจะทำให้เกิดความรู้สึกบาดหมางมากยิ่งขึ้น 

นายรอมฎอน กล่าวว่า ในกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมีผู้รอดชีวิต ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 เดือนก่อน ที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่มีการพิสูจน์ทราบว่า ผู้ลงมือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนมีข้อกังขามากขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมตอนนี้ก็เดินกันไป แต่ระหว่างทางยังมีปัญหาอยู่ และกรณีนายกมลศักดิ์ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะกระบวนการยุติธรรมน่าจะเดินต่อไปได้ แต่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เหตุการณ์ที่ตากใบ ปี 47 มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และมีคำถามเยอะมาก ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลได้ใช้อำนาจตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และดึงเอาข้าราชการมาเป็นประธาน ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทำให้ได้รับความเชื่อถือ
ตนจึงอยากเห็นความใส่ใจการคลี่ปมปัญหาตรงนี้จากนายกฯ และจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ต่อไปด้วย ซึ่งในตอนนี้เนื่องจากมีผู้รอดชีวิต แตกต่างแม้ข้อเท็จจริงอาจมองเห็นแตกต่างกันว่ากระสุนมาจากไหน ใครเป็นผู้กระทำก็ว่ากันไป แต่คนที่มีอำนาจน้อยกว่าในเวลานี้คือประชาชนที่ประสบเหตุ และมีข้าราชการท้องถิ่นเป็นพยาน ที่แนะนำผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ตนจึงอยากให้รัฐบาลและทุกหน่วยงานให้หลักประกันที่มั่นใจว่า พวกเขาจะปลอดภัย และไม่ได้ถูกกดดันที่จะให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อหน้าสาธารณะ สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ในอนาคตหากนายกฯ จะตั้งขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่ากระสุนถูกยิงมาจากภูเขาหรือเนิน นายรอมฎอน กล่าวว่า จริง ๆ ในถนนเส้นนั้น ด้านขวาเป็นแม่น้ำสายบุรี มีความชันที่ลึกลงไป ส่วนด้านซ้ายเป็นเนินขึ้นไป เป็นป่ารก ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่จากประสบการณ์ของตนคงเป็นไปได้ แต่มันคงมืดและยากมาก ซึ่งไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ และถ้าการลอบยิงในลักษณะนี้มีความมุ่งหมายต่อเจ้าหน้าที่ที่ติดอาวุธ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่รอยกระสุนกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็นรอยเดียวเหมือนโดนกราดยิงมา และเราเห็นรอยเลือดใกล้ ๆ จุดนั้นที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพอผู้ประสบเหตุถูกยิงได้มีการคลานออกมาเพื่อหนี แต่ที่น่าสนใจผู้กำกับสภ.จะแนะ ได้บอกว่า หัวกระสุนเจอที่รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งน่าสนใจที่พยานหลักฐานมันชัดมากขึ้น

เมื่อถามว่ามีนักวิชาการออกมาระบุว่าจากร่องรอยของกระสุนนั้นน่าจะเป็นปืนพกมากกว่า นายรอมฎอน กล่าวว่า แน่นอน อาจมีข้อโต้แย้ง ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีกลไกที่เป็นอิสระ และมีความเชี่ยวชาญมากพอในการรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลอย่างหนึ่งที่ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก คือการยิงตัวเอง หรือการสร้างพยานหลักฐานต่างๆ ดังนั้นข้อโต้แย้งสมมุติฐานต่างๆเป็นทฤษฎี แต่ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงอย่างเดียว คือ ผ่านกระบวนการรวบรวมหลักฐานที่โปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงไม่แปลกที่จะมีทฤษฎีเหล่านั้น ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงผ่านกลไกที่เป็นอิสระมากพอ

“ถ้าถามจากใจผมนะ ตอนนี้แล้วกันผมว่าเขาถูกยิงแน่ ๆ จากมุมนั้น ส่วนจะมาจากเฮลิคอปเตอร์หรือไม่ก็ต้องเผื่อใจไว้แล้วกัน ไม่ 100% เพราะอย่างที่บอก ผมได้รับข้อมูลมาบางส่วน ไม่ได้เห็นภาพ รับรู้ผ่านโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ คือทำให้ผมเชื่อในระดับหนึ่ง ในโพสต์แรกของผมรู้ว่าทัวร์ลงแน่นอนและลงจริงๆ แต่ถ้าผมไม่พยายามสื่อสารถึงหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ไม่พยายามหาข้อยืนยัน ผมจะรู้สึกว่าเรื่องนี้จะเหมือนหลายเหตุการณ์ที่จะจมหายไป” นายรอมฎอน กล่าว  

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า จุดยืนของตนคือต้องการแก้ปัญหาภาพรวม เพื่อทวงถามรัฐบาล ตนไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ จากประสบการณ์ของตนถ้าปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไปตนว่าแย่แน่ๆ วิกฤติศรัทธาเกิดขึ้นอีกครั้งแน่ๆ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า สิ่งที่ตนเจอตอนนี้ความเห็นของคนในพื้นที่ กับความเห็นของคนที่ปั่นกันในโลกออนไลน์มีระยะห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตนเข้าใจอคติ หรือทรรศนะของคนที่มองความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในลักษณะเหมารวม การพยายามโจมตีทั้งตัวตนเอง และพรรคประชาชน ท้ายที่สุดทำให้เกิดทัศนะที่แตกต่างกัน ถ้าปล่อยทิ้งไปจะทำให้เกิดความรู้สึกบาดหมางมากยิ่งขึ้น

นราธิวาสรอมฎอนฮ.ทหาร

ไอซ์ ได้ทีลูบปาก! ซัดงบปกติลงพื้นที่สีน้ำเงินเพียบ เหน็บเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเทไปขนาดไหน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:36 น.

“ไอซ์”ได้ทีลูบปาก! จัดหนัก”งบประมาณปกติ”ลงพื้นที่”สีน้ำเงิน”เพียบ เหน็บกู้เงินมาจะลงไปอีกขนาดไหน แซะ”เอกนิติ”จำวันที่เป็น ขรก. แล้วนักการเมืองชั่วเอาโครงการยัดได้หรือไม่ ด้าน”รองประธานฯ”แตะเบรคอย่าใช้คำนักการเมืองชั่ว-เลว

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระเรื่องด่วนพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอยากจะถ่วงการตรวจสอบไส้ในของโครงการนี้หรือไม่ เพราะมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเงินส่วนหลัง 2 แสนล้าน ที่รัฐบาลบอกว่าจะเอามาเปลี่ยนถ่ายพลังงาน อาจจะไม่ได้เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่อาจจะฉาบหน้าด้วยคำพูดสวยหรู เอาไว้ฉาบหน้าสิ่งเน่าๆ เละๆ

น.ส.รักชนก กล่าวพร้อมทำมือ ว่าหลายคนกำลังทำแบบนี้ค่ะท่านประธาน ก่อนจะทำท่าถูมือ ลูบปาก และส่งเสียงซู้ด พร้อมระบุว่า ถ้าเงินก้อนนี้ใช้เมื่อไหร่อาจจะมีหลายคนที่ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เลยทีเดียว จะเป็นการเปลี่ยนเงินภาษีที่ประชาชน ไม่รู้จะต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายกันกี่ปี กลายไปเป็นเงินที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มทุนสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งตนก็เข้าใจดีว่าการที่จะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน

“วันนี้ก็เลยอยากจะหยิบยกหลักฐานเชิงประจักษ์ค่ะว่าสันดานในการหากินกับเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ งบกลาง เงินในกองทุนต่างๆ มันมีร่องรอย มีอาการ ที่ทำให้ดิฉันเป็นห่วงว่าเงิน 2 แสนล้านบาทของพวกเราเนี่ย สุดท้ายแล้วจะถูกใช้ไปหน้าตาแบบไหน” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า งบประมาณแผ่นดิน มักจะเป็นงบก่อสร้าง งบทำถนน สร้างตึก แต่ว่าปัจจุบันนี้กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่เรียกว่า “แตน แต่น แต๊น โซลาร์ค่ะท่านประธาน โซลาร์ปั๊ม โซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟท็อป คือคีย์เวิร์ดแห่งปีแห่งชาติเลยค่ะ”

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ร่องรอยที่ตนอยากจะเอาได้เห็นเป็นทีเซอร์ว่างบประมาณ 2 แสนล้านบาทถูกใช้ไปอย่างไร งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้งที่เพิ่งถูกอนุมัติไป 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 1,000 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเอาไปบริหารจัดการ ก้อนที่สอง แบ่งเป็น 5,000 และ 5,500 ล้านบาท เอาไปจัดซื้อจัดจ้างทำระบบน้ำบาดาลแจกทั่วประเทศ

ทำให้ นายพิชญุตม์ พอจิต สส.อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ไม่ได้พูดถึงเรื่องงบ 4 แสนล้านบาทเลย แต่ไปพูดเรื่องงบกลาง ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยครับ

จากนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตั้งสติฟังให้มันดีๆ ก่อน จับใจความให้มันดีๆ ว่าตนจะพูดอะไร ตนกำลังจะบอกว่าเวลาที่จะจัดสรรงบประมาณ เราต้องดูว่าก่อนหน้านั้น เขาใช้ไปรูปแบบไหน ท่านก็ใจเย็นๆ แล้วก็นั่งดู ตั้งสติให้มั่น แล้วก็ฟังให้มันจบก่อน

น.ส.รักชนก กล่าวว่า เงิน 5,500 ล้านบาทนะคะ ตนเอาไปพล็อตลงบนแผนที่ประเทศไทย โดยแบ่งตามเขตเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่างบไปอยู่ในสัดส่วนของ สส.เขตของพรรคภูมิใจไทย แล้วเป็นโครงการแก้แล้ง ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง ซึ่งช่วงหนึ่ง นายเลิศศักดิ์ ได้ตักเตือน น.ส.รักชนก ว่า ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นคนละวาระกัน เรากำลังจะมีการพิจารณางบประมาณในสัปดาห์ถัดไป เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านเข้าสู่เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน

จากนั้นได้มี สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงประธานให้ควบคุมการประชุมตามวาระ ก่อนที่ น.ส.รักชนก ตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนกำลังจะสื่อสาร ต้องใช้งบเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย

“ดิฉันกำลังจะชี้ให้เห็นว่างบ 5,500 ล้านบาท มันยังไปเทอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยขนาดนี้ ถ้า 2 แสนล้านบาท ท่านประธาน โอ้ ดิฉันไม่อยากจะคิดเลย 5,500 ล้านบาทยังจัดมาเป๊ะขนาดนี้ ถ้า 2 แสนล้านบาท คิดแล้วขนลุกเลย มันจะไม่เป็นสีน้ำเงินทั่วประเทศใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว

ต่อมา นายเลิศศักดิ์ ได้เตือน น.ส.รักชนก อีกรอบว่า ต้องขออภัยจริงๆ ต้องให้อยู่ในประเด็นที่เรากำลังพิจารณาอยู่ด้วย ที่ท่านเท้าความถึงเรื่องงบกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องเอาไว้ครั้งต่อไป

จากนั้น นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงช่วย น.ส.รักชนก บ้างว่า ตนก็ดูอยู่ว่าจังหวัดอ่างทองอยู่ในนั้นหรือไม่ ตนขอใช้สิทธิ์ประท้วงประธานตามข้อบังคับ ท่านประธานไม่ใช่ผู้วินิจฉัยว่าประเด็นนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ คนที่ตอบคำถามได้คือรัฐมนตรี

น.ส.รักชนก อภิปรายต่อไประยะหนึ่ง ถึงพื้นที่สีน้ำเงิน ที่ได้งบประมาณมากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนที่ นายณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย จะประท้วงว่า ตนตั้งใจมาฟังท่านรักชนก แต่ด้วยความเคารพ ก็พยายามฟังอยู่ ตนอยากเห็นท่านชำแหละ ชี้ให้เห็นว่างบ 2 แสนล้าน รวมถึงมีการถกเถียงกันเรื่องคำไม่สุภาพ

น.ส.รักชนก จึงกล่าวว่าคำไหนที่ไม่สุภาพก็ไม่ต้องบันทึกก็ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า KPI ในการวัด สส.ของรัฐบาลคือมี สส.ขึ้นมาประท้วงหลายคนเหลือเกิน นายณัฏฐ์ชนน จึงตอบว่า ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียง แต่อยากให้ท่านได้เข้าประเด็น

น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากจะบอกว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านดูเชื่อมั่นอย่างมากจริงๆ ว่า เงินก้อนนี้จะนำไปสู่อะไรบางอย่าง อย่างที่ท่านเชื่อ

“ดิฉันอยากถามว่า ท่านไปเอาความมั่นหน้ามั่นใจนี้มาจากไหน ท่านเคยลองหันกลับไปถามข้าราชการที่มานั่งฟังแทนท่าน ที่ร่วมประชุมหรือว่าร่วมชะตากรรมในโครงการนี้กับท่านหรือไม่ ท่านเคยลองหันไปถามเขาไหมว่า ตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ท่านยังจำความรู้สึกในวันที่ท่านเป็นข้าราชการ แล้วก็ถูกนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ เอาโครงการที่แปลกๆ ใส่มือ วันนั้นน่ะท่านรู้สึกอย่างไร ถ้าท่านยังมีสามัญสำนึก ดิฉันก็อยากจะให้ท่านปกป้องข้าราชการในกระทรวงการคลัง”

นายเลิศศักดิ์ จึงท้วงว่า นักการเมืองชั่วๆ เลวๆ ตนขอให้ท่านถอนคำนี้ก่อน ตนคิดว่าไม่เหมาะสม เป็นคำที่ไม่สุภาพ

“ท่านเอกนิติ ท่านเคยที่จะมาร่วมรัฐบาลนี้โดยที่วันแรกๆ ดิฉันก็ยังเชื่อว่าท่านยังยืนตั้งหลังตรง จะเข้ามาทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ แต่วันนี้ดิฉันตั้งคำถาม กระดูกสันหลังของท่านมันค่อยๆ ค่อยๆ เลื้อย ค่อยๆ คด หรือว่าท่านค่อยๆ ถอดมันออกหรือเปล่า แล้วสุดท้าย ท่านก็ถอดกระดูกสันหลัง ถอดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็รับใช้ระบบสีน้ำเงินนี้อย่างเต็มที่ไปเลยแบบนั้นหรือไม่นะคะ” น.ส.รักชนก กล่าว

ไอซ์รักชนก,รักชนกศรีนอก,พรรคประชาชน,งบประมาณ,

คุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.เพื่อไทย คดีทุจริตฮั้วประมูล สร้างสนามฟุตซอล 12 แห่ง 45 ล้าน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:09 น.

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ศาลฎีกา พิพากษาจำคุก สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.เพื่อไทย 3 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา พร้อมข้าราชการในพื้นที่ ทุจริตฮั้วประมูล สร้างสนามฟุตซอล 12 แห่ง 45 ล้าน แผ่นยางวัสดุอุปกรณ์คุณภาพต่ำ ใช้ปูพื้นสนามกลางแจ้งไม่ได้

26 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ 2/2567 หมายเลขแดงที่ อม.อธ. 4/2569 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง นางสมหญิง บัวบุตร อดีตสส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 1 นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 3.นายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัด จี โอ โอ ดี 5.นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์ 6.บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด 7.น.ส.พรเพ็ญ ภิรมย์กิจ 8.บริษัท วาย อีอี จำกัด 9.นายยี พณิชยา 10.บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด 11.น.ส.เบญจพันธ์ บุญบงการ และ 12.นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ เป็นจำเลยที่ 1-12 ราย

กรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 8 ถึง 12 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 5 ก.ย.2567 ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ รับอุทธรณ์วันที่ 9 มิ.ย.2568 และต่อมาจำเลยที่ 8 ถึง 11 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลมีคำสั่งอนุญาต
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของศาลฎีกามีคำพิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)เข้าไปกำหนดรายชื่อโรงเรียนในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตนให้ได้รับงบประมาณจำนวน 45 ล้านบาท อันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้สส.มีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเป็นความผิดตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 อีกบทหนึ่ง

ส่วนจำเลยที่ 2 กำหนดรายชื่อโรงเรียนตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองเพื่อให้สามารถนำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จำนวน 45,000,000 บาท ไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ในขณะที่เพิ่งเกิดอุทกภัยใหญ่ในประเทศ เพื่อให้ก่อสร้างสนามฟุตซอลเท่านั้น ทำให้โรงเรียน 12 แห่ง ไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมและที่ประสบอุบัติภัยตามความขาดแคลนที่แท้จริงได้

จำเลยที่ 3 ซึ่งมีอำนาจในการจัดสรรและอนุมัติงบประมาณ ได้กำหนดแบบประมาณการราคาวัสดุที่มีสินค้าของจำเลยที่ 9 – 11 แล้วให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้งบประมาณลงชื่อต่อๆ กัน โดยมีเจตนาให้โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณนำไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียนให้มีแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ของจำเลยที่ 10 และไม่ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ดำเนินการสืบราคามาตรฐาน ราคาตามท้องตลาด หรือราคาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหลังสุดภายในกำหนดเวลา 2 ปี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ทั้งที่สำนักตรวจเงินแผ่นดิน จ.อำนาจเจริญมีข้อทักท้วงมาแล้ว ต่อมาเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 5 ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนต่างๆ กำหนดราคาแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ขึ้นเอง โดยมีราคาเกินไปกว่าราคาท้องตลาดรวมประมาณ 24ล้านบาท ทั้งแผ่นยางไม่สามารถใช้กับสนามฟุตซอลกลางแจ้งได้ นอกจากนี้แบบประมาณการราคาวัสดุดังกล่าวมีการกำหนดรายชื่อหนังสือที่จำเลยที่ 9 – 11 เพิ่งจัดพิมพ์ขึ้น ซึ่งหนังสือดังกล่าวสามารถใช้งบดำเนินการในการจัดซื้อได้ แต่จำเลยที่ 3 กลับกำหนดให้มีหนังสือของจำเลยที่ 9 – 11 ถึง 6 รายการ ในการก่อสร้างสนามฟุตซอลซึ่งใช้งบลงทุนในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ และกีดกันบุคคลอื่นไม่ให้เข้าสู้ราคาได้โดยง่ายหรือที่เรียกกันว่า ล็อกสเปก ด้วยมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม

สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อปรากฏว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่ศาลฟังว่ามีการกระทำความผิดมีสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 รวมถึง 7 รายการ เพื่อไม่ให้การได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากแบบประมาณการราคาวัสดุ จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 จึงทำหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตนมีลักษณะเป็นการอำพรางเพื่อไม่ให้ตรวจสอบพบจำเลยที่ 9 – 11 ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าตามที่กำหนดใน TOR ในการประกวดราคา จำเลยที่ 5 ได้ว่าจ้างน้องสาวของจำเลยที่ 12 ให้ไปยื่นเอกสารประกวดราคาโดยตกลงจ่ายค่าจ้างในการยื่นซองโรงเรียนละ 2,000 บาท จากนั้นให้ผู้รับมอบอำนาจพร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารประกวดราคาตามรายชื่อโรงเรียนและเวลาที่จำเลยที่ 5 กำหนด

ทั้งนี้ จำเลยที่ 9 -11 ยังว่าจ้างบุคคลในการซื้อซองประกวดราคา โดยมีการระบุรายชื่อโรงเรียน รายชื่อครูและหมายเลขโทรศัพท์มอบให้เพื่อใช้ในการติดต่อ เมื่อซื้อซองประกวดราคาได้แล้วให้นำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 8 และที่ 11 ที่บ้านที่กรุงเทพมหานคร และให้ไปทำการเสนอราคาแข่งขัน โดยในการเสนอราคาจะได้รับการสั่งการจากจำเลยที่ 9 และที่ 11 ไว้แล้วว่าราคาสุดท้ายจะเป็นราคาเท่าไหร่ พฤติการณ์เป็นการตกลงว่าจ้างบุคคลให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนและร่วมกันเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจตามปกติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมีความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4

จำเลยที่ 12 เป็นผู้ชี้แจงการจัดซื้อจัดจ้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งในงบประมาณ 45ล้านบาท ที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ดแก่ผอ.โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณไปยังจำเลยที่ 3 โดยประสานงานกับผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยว่าได้ประสานงานกับโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้วให้ไปติดต่อได้เลย ในวันที่ชี้แจงมีการแจกแผ่นซีดีที่มีรายละเอียดในเรื่องการกำหนดราคาค่าก่อสร้างสนามฟุตซอลสูงกว่าราคาท้องตลาด

ต่อมาจำเลยที่ 3 และโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง นำข้อมูลตามแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียน อีกทั้งข้อมูลของจำเลยที่ 12 ได้รับการรับรองซ้ำโดยจำเลยที่ 3 นำมาทำแบบประมาณการราคาวัสดุรวมทั้งใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 อนุมัติรายการให้ตรงกับที่ได้รับข้อมูลมาจากจำเลยที่ 12 เป็นผลให้คณะกรรมการชุดต่างๆ ของโรงเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงมาถึงจำเลยที่ 12 คือแผ่นซีดีที่สอดคล้องกับแบบประมาณการราคาวัสดุที่จำเลยที่ 3 ทำขึ้นเป็นเอกสารราชการฉบับลงวันที่ 24 พ.ค. 2555 และ TOR ของแต่ละโรงเรียนซึ่งมีคุณลักษณะตรงกับสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 และตรงกับแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกถึง 7 รายการ การกระทำของจำเลยที่ 12 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 ตาม พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ให้จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ หากจำเลยที่ 3 ไม่ร่วมมือด้วยการทุจริตคดีนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และเมื่อเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 12 ตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 12 มีบทบาทสำคัญดำเนินการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ใช้ร่างขอบเขตงาน (TOR) โดยมิชอบ เป็นเหตุให้มีการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 4 เดือน, จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี, จำเลยที่ 5 ที่ 9 ที่ 11 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 12 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก, จำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี, ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 คนละ 14,978,333.33 บาท

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ถือเป็นที่ยุติแค่นี้แล้วคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่อาจดำเนินการใดๆ ได้อีก โดยจำเลยที่ศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา ก็ถูกนำตัวไปคุมขังตามคำพิพากษา

ศาลฎีกา,สมหญิงบัวบุตร,อดีตสสเพื่อไทย,ทุจริต,ฮั้วประมูล,สนามฟุตซอล,

แม่ทัพภาคที่ 2 เยือนลาว กระชับความร่วมมือความมั่นคงชายแดนไทย–ลาว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:06 น.

แม่ทัพภาคที่ 2 เยือนลาว กระชับความร่วมมือความมั่นคงชายแดนไทย–ลาว แลกเปลี่ยนข้อมูลรับมือยาเสพติด-สแกมเมอร์-ลักลอบเข้าเมือง สองฝ่ายเดินหน้าสร้างชายแดนสงบ มั่นคง และยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ นครหลวงเวียงจันทน์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงฝ่ายไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อพบปะและพัฒนาความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงของลาว

ในการเยือนครั้งนี้ คณะฝ่ายไทยได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารืออย่างเป็นทางการกับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว และหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–ลาว รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

ประเด็นสำคัญที่มีการหารือครอบคลุมปัญหายาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สินค้าหนีภาษี การกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ตลอดจนปัญหามิจฉาชีพและแก๊งสแกมเมอร์ โดยมุ่งประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การพบปะดังกล่าวยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำหน่วยทหารและชุดประสานงานของไทยและลาว ให้มีความคุ้นเคยและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนได้อย่างทันท่วงที

พล.ต.วันทอง บุดตะวง ได้ให้การต้อนรับคณะฝ่ายไทยอย่างสมเกียรติ พร้อมกล่าวชื่นชมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงการสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาวตลอดแนวลำน้ำโขง

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อและส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน พร้อมขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและหารือระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

สส.ชายแดนใต้ ผนึกกำลัง ยื่น 2 กมธ.สภาฯ เร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคสเฮลิคอปเตอร์ยิง ปชช.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 16:26 น.

“สส.ชายแดนใต้”ผนึกกำลัง ยื่น”2 กมธ.สภาฯ” เร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคส”เฮลิคอปเตอร์”ยิง ปชช. ด้าน”กมธ.ความมั่นคงฯ”นัดประชุมพิเศษ 27 ส.ค.นี้ เรียก 6 หน่วยงานแจงสถานการณ์ ขณะที่”กมธ.กระจายอำนาจฯ”เตรียมสอบข้อเท็จจริง-ความเสียหาย

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดย นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางรับมือสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นายซาการียา ในฐานะตัวแทน สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า จากสถานการณ์เมื่อวันที่ 22-24 ส.ค. เกิดเหตุความไม่สงบหลายรูปแบบและหลายพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดสงขลา ทำให้ได้รับความเสียหายสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบในมิติความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และสาธารณูปโภคของประชาชนโดยตรง

นายซาการียา กล่าวว่า ในนาม สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในพื้นที่และไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การเผาทำลายอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง รวมถึงรถขยะ รถดับเพลิง และยานพาหนะที่จำเป็นในการใช้งาน ตลอดจนการระเบิดและเผาทำลายร้านสะดวกซื้อของเอกชน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลในสถานการณ์ดังกล่าว

จากนั้น สส.ในพื้นที่ ได้หารือและทำหนังสือถึง กมธ. 2 คณะ ได้แก่ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ และ กมธ.การกระจายอำนาจฯ โดยขอให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงสถานการณ์และแนวทางป้องกัน รวมถึงขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้านในตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการบริการประชาชน

ด้าน นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า ได้มารับหนังสือจาก สส.ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ กมธ.เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามและหาข้อมูล โดยวันที่ 27 ส.ค.ได้นัดประชุมพิเศษในเรื่องนี้ และเชิญ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าร่วม รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจภูธรภาค 9

นายมณเฑียร กล่าวว่า ใน กมธ.ไม่มีพรรคการเมือง และจะร่วมมือกันทำงานเพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยมีพรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนมาร่วมทำงาน พร้อมเชิญชวนให้ร่วมกันหาข้อมูล เพราะไม่มีใครรู้พื้นที่ได้ดีกว่าคนในพื้นที่ หลังจากได้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.การกระจายอำนาจฯ กล่าวว่า ได้รับเรื่องจากนายซาการียาแล้ว และจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่เบี่ยงเบนจากการก่อความไม่สงบ โดยจากส่วนราชการอื่นกลับมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและเป็นผู้บริหารท้องถิ่น

นายคงกฤษ กล่าวว่า จะรับเรื่องไปพร้อมกับกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เพื่อทำงานร่วมกัน มีข้อมูลและบูรณาการร่วมกัน โดยจะนำเรื่องของ สส.สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกพรรคการเมืองมาพิจารณาให้เร็วที่สุด เพื่อสอบข้อเท็จจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมภายในเดือนนี้

ส่วน นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่ทราบกันดี และวันนี้เป็นที่น่ายินดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 13 เขตเลือกตั้ง พร้อม สส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คน ได้มายืนแถลงและแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไม่นิ่งดูดายและต้องการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี

นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า งบประมาณคงไม่ใช่ปัญหา เพราะหลายรัฐบาลได้จัดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา แต่สำคัญที่สุดคือต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับฟังฝ่ายนิติบัญญัติและเสียงของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกับหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ ไม่ควรถูกผลักให้อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่และฝ่ายนิติบัญญัติมาทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยที่ผ่านมา กมธ.หลายคณะได้ลงพื้นที่และรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดี และ สส.ทั้ง 13 เขตและ 1 บัญชีรายชื่อ ต้องการเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสงบ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่อื่นเข้าใจพี่น้องในพื้นที่ และใช้ความระมัดระวังในการรับฟังและบริโภคสื่อ ไม่ให้ร้ายหรือผลักคนในพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น เพราะคนในพื้นที่เกิดที่นั่นและต้องการอยู่ที่นั่นตลอดไป บนพื้นฐานที่ช่วยกันเพื่อความสงบเรียบร้อยของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,ไฟใต้,รัฐสภา,

แต่งตั้งตำรวจเป็นธรรม บิ๊กนา ชี้เก้าอี้มีจำกัด ทำถูกใจทุกคนไม่ได้ แต่คนเหมาะสมได้พิจารณาแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:47 น.

“บิ๊กนา”ยืนยัน แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ พิจารณารอบคอบ ยึดความเหมาะสม-ความสามารถและหลักเกณฑ์ ชี้ตำแหน่งมีจำกัด ย่อมไม่ถูกใจทุกคน แต่คนเหมาะสมได้พิจารณาแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ ผช.ผบ.ตร. – ผบก.วาระประจำปี 2569 โดยยืนยันว่า ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและพยายามทำให้ดีที่สุด โดยการพิจารณาใช้เวลานานถึง 14 ชั่วโมง พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งฯ พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและความสมดุลมากที่สุด

รอง ผบ.ตร.ระบุว่า ตำแหน่งที่มีอยู่มีจำนวนจำกัด จึงอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าจะพิจารณาจากความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ และหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ที่มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน

“เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ยืนยันว่าทำด้วยความเป็นธรรมที่สุด ทุกอย่างอาจไม่สามารถทำให้ถูกใจทุกคนได้ แต่พยายามทำให้ดีที่สุด คณะกรรมการพยายามพิจารณาให้เกิดความสมดุล เพราะตำแหน่งมีจำนวนจำกัด แต่ยืนยันว่าคนที่มีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน”

สำหรับการแต่งตั้งนายตำรวจระดับนายพลในวาระประจำปี 2569 ขณะนี้มีตำแหน่งว่างรวม 163 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบ.ตร. 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 6 ตำแหน่ง ผบช. 19 ตำแหน่ง รอง ผบช. 41 ตำแหน่ง และ ผบก. 94 ตำแหน่ง โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มี ผบ.ตร.เป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาไปแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ธนาชูวงศ์,บิ๊กนา,รองผบตร,แต่งตั้ง,โยกย้าย,ตำรวจ,

ดีเอสไอ โต้ฟ้องปิดปากกลุ่มบุคคลปล่อยหลักฐานคดีฮั้วสว. สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบต้นตอ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:32 น.

อธิบดีDSI โต้ฟ้องปิดปากกลุ่มปล่อยรั่วหลักฐาน’คดีฮั้ว สว.’สู่สาธารณะ แจงตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานแล้ว เพื่อตรวจสอบหาต้นตอที่มาเอกสารหลุด หลังรมว.ยุติธรรม เปรยอาจเกี่ยวข้องกับกองคดีฟอกเงินฯ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอเข้าร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม ตามฐานความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับภายในเอกสารราชการ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 มาตรา 323 และมาตรา 164 พร้อมแจ้งรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มคณะบุคคลที่มีการนำเอาเนื้อหาข้อมูลเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และฮั้ว สว. นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ว่า

ล่าสุดตนได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว เพื่อดูต้นตอที่มาการหลุดของเอกสารข้อมูลหลักฐานทางคดีว่าไปสู่สาธารณะได้อย่างไร รวมถึงกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติ ธรรมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเกี่ยวข้องกับกองคดีการฟอกเงินทางอาญาเช่นเดียวกัน ซึ่งการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปากแต่อย่างใด เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา เนื่องจากพยานเอกสารมันหลุดออกไปเช่นนั้น ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

DSIกระทรวงยุติธรรมฮั้ว สว.

กองทัพไทย เสนอโมเดล ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ พื้นที่ กกล.บูรพา-กปช.จต. ทำ หอตรวจการณ์-เสาตรวจการณ์ วางตลอดแนว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19 น.

“กองทัพไทย”เสนอโมเดล “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” พื้นที่”กกล.บูรพา-กปช.จต.”ทำ”หอตรวจการณ์-เสาตรวจการณ์”วางตลอดแนว ติดตั้งกล้อง-วางไฟเบอร์ออฟติกส์ เผยคืบหน้าต่อเนื่องสร้าง”ถนนตรวจการณ์-รั้วชายแดน”ระยะที่ 2 ภายใต้”กองทุนหทัยทิพย์”

26 สิงหาคม 2569 พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงข่าวภายหลัง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย ถึงความคืบหน้าการก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายใต้กองทุนหทัยทิพย์ ว่า โครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ ระยะที่ 2 หลักเขตที่ 52-59 ระยะทาง 8,380 กิโลเมตร

ความคืบหน้าล่าสุดได้ก่อสร้างถนน บริเวณหลักเขตแดนที่ 54-55 ระยะทาง 3.45 กิโลเมตร คืบหน้า 2.6 กิโลเมตร ขาดอยู่ 250 เมตร

ส่วนโครงการรั้วชายแดน ระยะที่ 2 จากหลักเขต 54-55 ระยะทาง 3.450 กิโลเมตร อยู่ระหว่างทำตอหม้อ เสา คืบหน้า 1.5 กิโลเมตร และ อยู่ระหว่างทำคานคอดิน ระยะทาง 460 เมตร

นอกจากนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ยังได้เสนอแนวคิด “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” ใน 2 พื้นที่ คือ กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว และ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ในพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างรั้วชายแดนได้ ที่เป็นลำคลองหรือสันเขา ว่า จะเป็นเสาสัญญาณ กล้องวงจรปิด ใช้ถ่ายทอดเข้ามา

พื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ราบ สามารถสร้าง “หอตรวจการณ์” ให้กำลังพลขึ้นไปตรวจการณ์ได้ มีถนนตรวจการณ์ แต่พื้นที่ จ.สระแก้ว ที่เป็นป่ารกทึบ และมีแนวคลอง จึงเสนอเป็น “เสาสัญญาณ” ซึ่งทั้งคู่จะวางเป็นแนว เว้นระยะ 400 เมตร และมีกอง บก.ควบคุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “หอตรวจการณ์” จะมีความสูง 20 เมตร ส่วน “เสาสัญญาณ” จะสูง 6 เมตร มีการติดตั้งกล้อง 3 ตัว ส่วนบริเวณแนวเส้นปฏิบัติการ-เส้นเขตแดน จะมีไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber Optic) ไว้ตรวจจับความเคลื่อนไหว

กองทัพไทย,รั้วชายแดน,ชายแดน,กองกำลังบูรพา,กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด,