พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

“พรรคเศรษฐกิจ”ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต “คริส”ยันเป็นพรรคฝั่งรัฐบาลแต่ไม่อวย ขอยึดหลักโปร่งใสไม่เกรงใจใคร ชม“นายกรัฐมนตรี”แสดงความกล้า พรรคเศรษฐกิจก็ขอช่วยด้วย

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดย นายคริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรค แถลงข่าวกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาเปิดเผยถึง 10 หน่วยงานราชการที่ทุจริตคอร์รัปชันสูง ว่า เรื่องนี้พรรคเศรษฐกิจติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากประเด็นการแถลงโต้ตอบของกรมควบคุมมลพิษ วันนี้เราขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพรรคเศรษฐกิจเล็งเห็นและรับรู้ถึงความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ในการปราบทุจริต

“วันนี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศแสดงความกล้าหาญที่จะเดินหน้า ผมจึงเรียนทุกท่านว่าพรรคเศรษฐกิจพร้อมที่จะตอบรับและสนับสนุนความตั้งใจนี้ด้วย โดยจะจับมือร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนต่างๆ ทั้งที่อยู่ในพรรคและนอกพรรค ในการเดินหน้าตรวจทุจริต 10 หน่วยงานดังกล่าวอย่างเข้มข้น ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม” นายคริส กล่าว

นายคริส กล่าวอีกว่า เราพร้อมที่จะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลที่พร้อมตรวจสอบ หลายคนตั้งคำถามว่าอยู่ฝั่งรัฐบาลแบบนี้ เราจะตรวจสอบกันเองได้อย่างไร ตนขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งเงื่อนไขต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีหรือเก้าอี้ใดๆ เราไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปกป้อง เราไม่มีพันธะกับกลุ่มทุนหรือผลประโยชน์มืด วันนี้ ด้วยสถานะที่พรรคเศรษฐกิจร่วมรัฐบาลอยู่ ตนเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถตรวจสอบหน่วยงานเหล่านี้ได้จริง การเป็นพรรครัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเราต้องหาได้เชียร์รัฐบาลในทุกเรื่อง เรื่องที่ถูกต้องเราพร้อมสนับสนุน เรื่องไหนที่มีการทุจริต เรายินดีที่จะเข้าไปตรวจสอบ

“เรายึดมั่นในหลักการโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เกรงใจใคร ถ้าพ่อแม่พี่น้องท่านใดที่พบเบาะแสในการทุจริต หน่วยงานอื่นก็ได้ ขอให้ส่งข้อมูลของท่านมาบอกพวกเราว่าท่านเจอปัญหาใด” นายคริส กล่าว

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้ กม.เคร่งครัด แก้บุกรุกที่ดินสาธารณะ แนะ กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้ กม.เคร่งครัด แก้บุกรุกที่ดินสาธารณะ แนะ กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้ กม.เคร่งครัด แก้บุกรุกที่ดินสาธารณะ แนะ กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้กฎหมายเคร่งครัด แก้ปัญหาบุกรุกที่ดินสาธารณะในพื้นที่ แนะส่วนกลาง กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู เหตุรู้รายละเอียดมากกว่า เตรียมอัปเดตคำนิยาม ผู้มีอิทธิพล ให้ชัดก่อนทำบัญชีแดง เผยปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติกร่างดีขึ้น หลังเชิญสถานกงสุลในภูเก็ตหารือ 

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 เวลา 13.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นช่วงการนำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวสรุปปัญหาต่างๆ ที่พบในพื้นที่ จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ โดยมีความเห็นตรงกันว่าต้องมีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม, การบริหารจัดการที่ดิน และการกระจายอำนาจ ซึ่งที่ดินที่เป็นการบุกรุกโดยนายทุน และใช้ประชาชนบังหน้า ต้องจัดการด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนปัญหาที่ดินสาธารณะในพื้นที่ทั่วๆ ไปที่ไม่ได้รุนแรง ในระดับจังหวัดน่าจะรับมืออยู่ แต่พื้นที่ที่มูลค่าสูง เช่น จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี มีความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อที่จะครอบครองสูง ตรงนี้หน่วยงานส่วนกลางต้องลงมาในพื้นที่ จะปล่อยให้หน่วยงานระดับจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปชนอย่างเดียว ตนก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงวันไหน 

นายนิรัตน์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป่าไม้ รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องลงพื้นที่มาจัดการเองด้วย เพราะรายละเอียดทั้งหมดอยู่กับหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่หน้างานจะดูตามเอกสารตามเนื้อผ้า ขณะที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจในจังหวัด จะดำเนินการตามเอกสารหมายศาลของคดีได้เท่านั้น หากลงลึกกว่านั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาดู

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องผู้อิทธิพล ซึ่งฝ่ายตำรวจขอให้มีการอัปเดตคำนิยามของผู้มีอิทธิพลให้ชัดเจน เพื่อประกอบการจัดทำฐานข้อมูล และบัญชีแดง จะได้ดำเนินการต่อไป ที่สำคัญจะต้องไม่ให้โตไปกว่านี้ เพราะถ้าโตจะจัดการลำบาก จากนั้นจะเป็นขั้นตอนดำเนินการปราบปราม และคุ้มครองพยานตามขั้นตอนของฝ่ายความมั่นคง ในส่วนของปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคใต้อาจจะไม่หนักเท่าไหร่ แต่ต้องมีการจัดตั้งกลไกแก้ปัญหาให้ลึกลงไปถึงระดับอำเภอ ซึ่งฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครองเห็นตรงกันในเรื่องนี้

นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ ปัญหาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ถ้าพื้นที่ทั่วไปจะมองในมิติของนักท่องเที่ยวถูกทำร้าย แต่ในภาคใต้มีเพิ่มในมิตินักท่องเที่ยวถูกทำร้ายโดยคนไทยกับนักท่องเที่ยวเริ่มมีพฤติกรรมทำร้ายหรือสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดหนาแน่น เช่น จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และ พังงา วิธีแก้ไขคือต้องควบคุมธุรกิจ และกิจกรรมเสี่ยงในบางกิจกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น ธุรกิจรถเช่าที่ต่างชาติเช่ารถแล้วขับ ตรงนี้ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงเสนอให้มีกฎหมาย รวมถึงเรือหรือกิจกรรมทางน้ำที่ไม่มีกฎหมายรองรับจะต้องเร่งให้ออกกฏหมาย และต้องพัฒนาระบบซีซีทีวีแบบเรียลไทม์ 

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือกับสถานทูต และสถานกงสุล เพื่อให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฏหมายไทย โดยช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเชิญสถานกงสุลทั้งหมดในภูเก็ตมาพูดคุยถึงภาพรวม รวมถึงการเจาะลึกเฉพาะชาติที่มีความน่ากังวล เป็นการขอพูดคุยแบบจริงจัง รวมถึงบังคับใช้กฎหมายโดยที่ไม่มีการประนีประนอม ซึ่งเป็นการพูดคุยกันชัดเจนว่าจะมีการดำเนินคดีโดยไม่ห่วงเรื่องการท่องเที่ยว แล้วถ้าความผิดร้ายแรงจะถูกส่งกลับประเทศ หากถึงขั้นจำคุกจะถูกแบล็คลิสต์ ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้เริ่มนิ่ง ขณะนี้แทบไม่กระเพื่อม หลังจากเราดำเนินการอย่างจริงจัง

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“สำนักเลขาสภาฯ”ออกโรง งัดข้อมูลสิทธิประโยชน์”กองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภา” ด้าน”การตรวจสุขภาพประจำปี-ค่าเทอมบุตรเรียนนานาชาติ” แจง”หมอวรงค์”กังขามากเกินเหตุ ลามขยายวงโลกโซเชียลทำเข้าใจผิดไปไกล ยันรวมกับ”ค่ารักษาพยาบาลอื่น”หักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 1.3 แสนบาทต่อปี กางเรทส่งลูกเรียน 13,200-25,000 ต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม เป็นไปตาม”กรมบัญชีกลาง”กำหนด

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนรษฎร แถลงชี้แจงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของการจ่ายเงินในการรักษาพยาบาล (การตรวจสุขภาพประจำปี) และการจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (กรณีบุตรศึกษาโรงเรียนนานาชาติ) ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในการจ่ายเงินฯตรวจสุขภาพประจำปี ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า ภายในวงเงินไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากไป ข้อเท็จจริงคือ คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา แสดงความเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามในส่วนของการตรวจสุขภาพประจำปีว่าการตรวจสุขภาพประจำปีในเชิงป้องกัน จะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้มากกว่าการจ่ายเงินเพื่อการรักษาพยาบาลโดยไม่เกินอัตรา 130,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้น ในวงเงินดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะการตรวจสุขภาพอย่างเดียว แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ด้วย การตรวจสุขภาพประจำปีทำได้ครั้งเดียว รวมกับวงเงินค่ารักษาพยาบาลด้วย หากการตรวจรักษาพยาบาลมีราคาเท่าไหร่ ก็จะไปหักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 130,000 ต่อปี

โฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อสังเกตเรื่องการจ่ายเงินให้การศึกษาบุตรที่ศึกษาโรงเรียนนานาชาติ ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้เต็มจำนวน เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปไม่เหมาะสมนั้น ข้อเท็จจริงคือ การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ พ.ศ.2556 ข้อ 45 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่กค 0422.3/ว 257 ลงวันที่ 8 มิ.ย.2559 สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรสำหรับโรงเรียนนานาชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่รับเงินอุดหนุน หรือไม่รับเงินอุดหนุน และศึกษาอยู่ระดับชั้นใด ซึ่งจะได้รับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนี้ ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ในเรทที่ไม่รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 13,200 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 15,800 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือหลักสูตร ปวช.หรือเทียบเท่าไม่เกิน ไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา และระดับปริญญาตรีไม่เกิน 25,000 ต่อปีการศึกษา

“พอบอกว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ ก็มองว่ามีค่าเล่าเรียนสูง กองทุนให้สิทธิประโยชน์เป็นหลักแสน คือไม่ใช่ เราให้ได้ไม่เกินอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด คือตั้งแต่ 13,200 – 25,000 บาทต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม ถือเป็นอัตราที่เหมาะสม และระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมก็ไม่ได้แตะตรงนี้ เป็นการให้ตามหลักเกณฑ์ และปรับตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดมา ยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเติมเต็ม เพื่อเสริมการอภิปรายของสมาชิกที่ต้องการให้แก้ไขระเบียบ แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบ และเพื่อความโปร่งใสในเรื่องการติดตามการบริหารกองทุนอดีตผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ อยากให้ข้อมูลที่สื่อสารออกไปยังประชาชน เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความเข้าใจด้วย” นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ นพ.วรงค์ สื่อสารออกไป อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดขยายเป็นวงกว้าง จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวว่า เราทำความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการเบิกจ่ายของกรมบัญชีกลาง ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส่ ตามหลักธรรมาภิบาล ส่วนที่ นพ.วรงค์ ปูดระเบียบออกมานั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯ ที่จะมี กมธ.กิจการสภาฯ คอยสกรีนให้อีกชั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับบริหาร ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นหน่วยธุรการ มีหน้าที่เบิกจ่ายตามมติของคณะกรรมการฯ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

คริส มององคมนตรีร่วมประชุมกับรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การแทรกแซงการเมือง ยกตัวอย่าง อังกฤษก็ทำโยนถาม พรรคประชาชน ใช้มาตรฐานอะไรถึงเปิดประเด็นทางสังคม

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองคมนตรีร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า เรื่องนี้ในสายตาของพวกเรา ตนไม่เห็นว่า การที่องคมนตรีมาประชุมร่วมกับทางรัฐบาลนั้นจะเป็นการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในสายตาของพวกเรามองว่าระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันรวมถึงองคมนตรีสามารถที่จะให้คำแนะนำ สามารถมีความเป็นห่วง อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นการบริหารของรัฐบาลอยู่แล้ว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์มีการเจอกันอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องถามกลับไปที่พรรคที่นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาบนสังคม ว่าวันนี้ท่านนำมาตรฐานใด จากประเทศใดมากล่าวหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหาของการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตย เพราะในสายตาของพรรคเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมาก” นายคริส กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการร้องเรียน ไปยังหน่วยงานอื่นๆ หรือไม่ นายคริส กล่าวว่า ทางพรรคเศราฐกิจคิดว่าเรื่องแบบนี้มีวิธีการจัดการอยู่ 2-3 วิธี ตนมองว่า ส่วนสำคัญไม่ใช่เรื่องของศาล แต่เป็นเรื่องของประชาชน วันนี้แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาแล้วให้ประชาชนตัดสิน ว่าประชาชนไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งในมุมมองพรรคเศรษฐกิจก็เป็นแบบที่กล่าวไปแล้ว

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพลายมือของตนเองพร้อมข้อความสำคัญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงความคืบหน้าการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกลายเป็นกระแสความร้อนแรงบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนถึงกับตาลุกวาวเมื่อเห็นสิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เขียนเอาไว้บนกระดาษ โดยมีข้อความว่า “ประชุมสร้างความร่วมมือ ผวจ และผู้การตำรวจเพื่ออำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและป้องกัน ปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ระหว่าง กระทรวงยุติธรรม มหาดไทย ตำรวจ”

พร้อมกันนี้ในภาพลายมือที่โพสต์ยังปรากฏข้อความที่เน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิชิตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ลงวันที่ 21 พ.ค. 69 ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

หลังจากโพสต์ของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล เผยแพร่ออกไปบนโลกโซเชียล ชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ถกเถียงและแสดงความคิดเห็นกันสนั่นหวั่นไหว เช่น

“ยุคของท่านไม่มีอันธพาลแล้วมังคะ อุ่นใจค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“ยาเสพติดตัวทำลายเยาวชน ถ้าไม่ปราบ แรงงานไทยและพลเมืองจะคุณภาพต่ำกว่าประเทศอื่นๆ”

“เขียนใครก็เขียนได้…ลดค่าน้ำมันหน่อยซิ”

“แลท่านผู้นำมั่นใจเหลือเกินนะครับว่าทำได้ เล่นเอาขนลุกเลยผม “

“สุดยอดเลยค่ะนายก”

“ชื่นชมค่ะ”

“ช่วยปฏิรูปกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารให้เร็วๆนี้หน่อยให้บังคับใช้ปีหน้าพอดีผมต้องเลือกปีหน้าแล้ว”

“จะเก็บภาพนี้ไว้ถือว่าเป็นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม

ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม

ทนายอั๋น-สว.สำรอง หอบหลักฐานแชตไลน์ วางแผน ฮั้ว สว. ร้อง กกต. ทวงถามความยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

‘ทนายอั๋น’พร้อมกลุ่มสว.สำรอง ยื่นหนัง สือถึง กกต. เปิดหลักฐานแชทไลน์ วาง แผนฮั้วการเลือก สว. ทวงถามความยุติธรรม  อ้างข้อมูลอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีการล้มคดี

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.)นายภัทรพงศ์ ศุภัก ษร หรือ ทนายอั๋น ทนายความและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมสมาชิกวุฒิสภาสำรอง หรือ สว.สำรอง 20 คน นำข้อมูลหลักฐานการสนทนาผ่านแอพลิเคชันไลน์  เส้นทางการเงิน มามอบให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พร้อมยื่นหนังสือทวงถามความยุติธรรม และความคืบหน้าคดีฮั้วเลือก สว.

นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า วันนี้นำหลักฐาน ที่เชื่อได้ว่าในการเลือกสว. ปี 2567 มีกลุ่มบุคคลวางแผนเพื่อล็อกการโหวต และคัดเลือกคนสมัคร ของกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นกลุ่มของอาชีพบุคลากรทางการแพทย์ มีผู้ร่วมเป็นสมาชิกอยู่ประมาณ 10 คน โดยมีการนัดพบพูดคุย วางแผนกันผ่านแอพลิเคชันไลน์ ก่อนการเลือกสว. ซึ่งการวางแผนดังกล่าวมีตัวละครสำคัญ คือ แพทย์คนหนึ่ง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข   โดยหลังจากที่มีการวางแผนคัดคนในกลุ่มแอปพลิเค ชันไลน์ ก็พบว่าสมาชิกของกลุ่มไลน์ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่ง สว. เกือบทั้งหมด ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งสาเหตุที่ตัวเองเดินทางมายื่นหลักฐานและยื่นหนังสือถึง กกต. ในวันนี้เพราะส่วนตัวเชื่อว่ามีความพยายามจะล้มคดีนี้ทำให้ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษในอีกประมาณ 4 สัปดาห์

ด้าน นายโกเมท เกิดสมบัติ ตัวแทนผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาปี 2567  เปิดเผยว่า ตัวเองเชื่อว่ากระบวนการฮั้วเลือกสว. นั้นมีอยู่จริง เพราะ มีหลักฐานเส้นทางการเงิน เริ่มตั้งแต่กระบวนการรับสมัครในระดับอำเภอ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พบพิรุธเส้นทางการเงินระหว่างผู้สมัครในระดับอำเภอเชื่อมโยงไปจนถึงระดับจังหวัด 3 คน และทั้ง 3 คน สังกัดพรรคการเมืองกลุ่มสีน้ำเงิน

พร้อมกันนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มสว.สำรอง ยังเรียกร้องให้ กกต.ทำคดีนี้โดยคำนึงถึงความโปร่งใส สุจริตโดยคำนึงถึงพยานหลักฐานเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของการเป็นองค์อิสระ

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต

ชาดา ไทยเศรษฐ์ เยือน ลองนาคาเฟ่ คาเฟ่บ้านดินสุดอาร์ต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

21 พฤษภาคม 2569 “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เยี่ยมชม “ลองนาคาเฟ่” คาเฟ่บ้านดินผสมเปเปอร์มาเช่ ใช้วัสดุรีไซเคิลจากกระบวนการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ต่อยอดแนวคิดรักษ์โลก พร้อมแต่งเติมสีสันด้วยงานวาด “โคกหนองนาโมเดล” เพิ่มการเรียนรู้ที่ บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

“วันวิชิต”ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส”กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ แนะรัฐใช้โอกาส 4 เดือน วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต

21 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ” ที่มีเป้าหมายทั้งการช่วยเหลือประชาชนฐานราก และการเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศไปพร้อมกัน

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้ตัวเลขมหภาคหลายด้านจะเริ่มฟื้นตัว ทั้ง GDP การส่งออก หรือภาคการลงทุน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดระดับชีวิตประจำวัน จะพบว่ายังมี “ความฝืดเคือง” ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เราอย่าไปมองแค่ตัวเลข GDP หรือยอดส่งออกเป็นสารัตถะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และชีวิตจริงของประชาชนด้วย เพราะตัวเลขภาพใหญ่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวจะกลับมามีกำลังซื้อเหมือนเดิมแล้ว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการ “เติมความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจำนวนมากเลือกเก็บเงินและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนช้าลง

“ผมจำได้ว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโครงการคนละครึ่ง ส่วนในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็มีมาตรการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งสองช่วงมันช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง มันทำให้คนรู้สึกอยากใช้เงิน กล้าจับจ่ายมากขึ้น และเมื่อเงินเริ่มหมุน ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มคึกคัก” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

พร้อมอธิบายว่า การใช้จ่ายของประชาชนจะนำไปสู่การเร่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และการบริโภคในระบบ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดต่อจากนี้ คือ “หลังครบ 4 เดือนแล้วจะเดินต่ออย่างไร” เพราะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการต่อยอดเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

“เงินก้อนนี้จะสะพัดแน่นอน และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือ หลังจาก 4 เดือนนี้ รัฐบาลจะต่อยอดอย่างไรให้การอัดฉีดรอบนี้ กลายเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วจบไป เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องมีแผนอนาคตรองรับต่อจากมาตรการระยะสั้นด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ทูตรัสเซียพบ รมว.กลาโหม เดินหน้าความร่วมมือทางทหาร

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเข้าพบหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคง ดังนี้

“เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เข้าพบหารือกับ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เอกอัครราชทูตได้แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสการเข้ารับตำแหน่ง และได้แสดงความพร้อมในการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับทวิภาคีต่อไป ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรมาโดยตลอดระหว่างรัสเซียและไทย โดยในปี พ.ศ. 2570 นี้ จะเป็นปีครบรอบ 130 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและไทย 

ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารและเทคนิคการทหารเพื่อหาแนวทางในการขยายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ รวมถึงการเยี่ยมเยือนระหว่างกัน การเข้าเทียบท่าเรือของกองทัพเรือ ความร่วมมือกันด้านการศึกษาวิชาทหารและการฝึกบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือภายใต้กรอบของอาเซียน (ASEAN)

19 мая 2026 года Посол России в Таиланде Е.Ю.Томихин провёл встречу с Министром обороны Таиланда А.Бунтхамтярэном.

Посол поздравил главу оборонного ведомства Таиланда с назначением на должность и подтвердил настрой российской стороны на дальнейшее укрепление двустороннего взаимодействия. Стороны отметили традиционно дружественный характер российско-таиландских связей, которые в 2027 году отметят 130-летие установления дипломатических отношений.

Состоялся обстоятельный обмен мнениями по вопросам развития сотрудничества в военной и военно-технической сферах. Были обсуждены перспективы расширения контактов между профильными ведомствами двух стран, включая обмен визитами, заходы кораблей военно-морских сил в порты, взаимодействие в области военного образования и подготовки кадров, а также сотрудничество в рамках профильных механизмов #АСЕАН.”

ข้อความ รัสเซียไทยถกความร่วมมือด้านการทหาร
เอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย
การทูตรัสเซียไทยกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง
ไทยรัสเซียหารือความร่วมมือทางทหารในกรอบอาเซียน

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก.ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นอย่ากลัวเป็นเด็กนาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

สุรเชษฐ์ บี้ รมช.คมนาคม สั่ง ขรก. ระดับสูง หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวปฏิบัติของ ก.พ. ปมทำสัญญาเอื้อเอกชน ย้ำอย่ากลัวเด็กนาย ด้าน สิริพงศ์ บอกพร้อมรับข้อมูล และจะทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ทำได้

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระกระทู้ถามสด  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามต่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส ที่เชื่อว่าจะมีค่าส่วนต่าง และคิดเป็นความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐเปลี่ยนระบบการแข่งขันจากการแข่งขันด้านราคา เพื่อเอื้อให้เด็กนาย เป็นการให้คะแนนโดยมีคะแนนจิตพิสัยด้วย ทั้งนี้ ปี2563 บริษัทบีทีเอส ชนะ โดยรัฐจะใช้เงินอุดหนุน 9,675 ล้านบาท แต่พบการล้มประมูล และจัดแข่งขันใหม่ในปี2565 ที่บริษัทแบมชนะซึ่งรัฐต้องใช้เงินอุดหนุน 78,288 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างถึง 68,613 ล้านบาท ซึ่งในกรณีดังกล่าวพบข้อพิรุธอาทิ  คือการเปลี่ยนเกณฑ์ที่มีผลต่อการแพ้หรือชนะการประมูล การยกเลิกการประมูลโดยเรื่องคาศาลเมื่อปี2563 กีดกันการแข่งขันในปี2565 โดยไม่ให้บีทีเอสเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่มี2ราย นอกจากนั้นมีประเด็นคุณสมบัติต้องห้ามของกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัทอื่นเป็นคู่เทียบหลอกทั้งที่เดินรถไม่เป็น และการคิดราคากลางที่ผิดเพี้ยน

“หากแข่งขันจริงประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่หากเขาฮั้วกันประชาชนจะซวย ขอให้จับตาสายสีม่วงที่จะแบ่งตอนกัน ไม่มีแข่งขันจริงเพราะมีเด็กนายคุมอยู่ และรู้แล้วว่าใครจะได้ในสายสีม่วง ขณะที่สายสีส้มนั้นมีข่าวว่าเคลียร์กันได้และไม่ดำเนินคดี ความซวยจะตกที่ประชาชน และอาจจะเกิดการเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นได้ในสายสีส้มในอนาคต ทั้งนี้มีประเด็นการฟ้องร้องคดีอาญามาตรา 157 ของเจ้าหน้าที่ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว เมื่อ 25 ก.ย.68 ซึ่งรัฐมนตรีทราบหรือไม่และทราบตั้งแต่เมื่อใด และจะดำเนินการอย่างไรกับบอร์ดรฟม.” นายสุรเชษฐ์ ซักถาม

นายสุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการกำหนดรายละเอียดของสัญญาที่ระบุว่า จะมีการปรับขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีที่ 11 ค่าโดยสารจากราคา 17-50 บาท จะปรับเป็น 23-83 บาท ดังนั้นจะสั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไรหรือปล่อยให้ไปหากินต่อ ที่อาจกลายเป็นปัญหาซ้ำรอยที่รัฐต้องมาซื้อสัมปทานคืนในอนาคตได้ 

โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า ในส่วนของคดีความต่างๆ นั้น ศาลได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะคดีแรกที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การแก้ไขเกณฑ์ RFP และการยกเลิกการประมูลครั้งแรกนั้น เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใด ส่วนการประมูลครั้งใหม่ที่ถูกฟ้องว่าเกณฑ์ RFP มีลักษณะกีดกันนั้น ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชี้ให้เห็นว่าดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนคดีที่นายสุรเชษฐ์เป็นผู้ฟ้องเองนั้น ศาลปกครองกลางก็ไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีออกไป เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนต่างสิทธิประโยชน์ที่บริษัทชี้ว่าดีกว่าผู้ชนะการประมูลนั้น ข้อเท็จจริง เอกสารและข้อมูลของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบด้านเทคนิค จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

ทั้งนี้นายสุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ถือว่ารับทราบอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ในจำเลย 7 คนในคดีเป็น บอร์ดรฟม.แต่มีอธิบดีที่ปัจจุบันในสังกัดนายสิริพงศ์ จะทำอย่างไร อย่าลืมว่านายกฯ เคยบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ดังนั้นขอให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางปฏิบัติจาก ก.พ. ให้ข้าราชการที่ร่วมกระทำความเสียหายต่อประเทศที่ยังไม่เกษียณหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่  โดยนายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหลังจากนี้จะนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่าที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการได้ และจะนำข้อกังวลนี้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่กำกับดูแล ยืนยันว่า ข้อมูลที่เสนอมาจะไม่หายไปไหน นอกจากดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมแล้ว ในเรื่องของค่าโดยสารต่างๆ จะปรับปรุงเพื่อให้เป็นภาระของประชาชนให้น้อยที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในตอนท้ายนายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ผมไม่อยากให้ท่านโดน มาตรา 157 เสียเอง ทั้งที่ควรจะทำ แต่ไม่ทำ แล้วควรปิดชื่อถือพฤติกรรม โดยไม่ต้องกลัวว่าเป็นเด็กนายหนู เด็กพี่เนต่างๆ เพราะจะสร้างความเสียหายกับรัฐ ทั้งนี้ผมแสดงให้ปรากฎในสภาฯ ว่าจะนำเอกสารที่พูดถึงฉบับเต็มและแนวทางปฏิบัติของ ก.พ. ให้ถึงมือรมช.คมนาคม เพื่อส่งไปให้ รมต.ที่รับผิดชอบ รวมถึงบางตำแหน่งที่อยู่ในความรับผิดชอบ”