เท้ง ยังไม่หยุด ปล่อยวาทกรรมใหม่ ‘ดันฟ้าขึ้นสูง’

เท้ง ยังไม่หยุด ปล่อยวาทกรรมใหม่ 'ดันฟ้าขึ้นสูง'

เท้ง ยังไม่หยุด ปล่อยวาทกรรมใหม่ ‘ดันฟ้าขึ้นสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

“หัวหน้าพรรคส้ม‘ จี้ ’อนุทิน‘ ทบทวนกรณี ’องคมนตรี‘ ร่วมประชุม ’บอร์ดภัยพิบัติชาติ‘ ติงจะโหนฟ้าลงมาต่ำไม่ได้ ชี้อะไรที่ผิดอยู่แล้วในอดีต ไม่ใช่ข้ออ้างจะบอกว่าทำต่อไป ปัดตอบ หาก ’ปชน.‘ เป็นรบ. จะรื้อยกเลิก อ้างคงจะวางบทบาทให้เหมาะสม 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีและการทำงานฝ่ายบริหารในการเข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า เราต้องการสิ่งที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในส่วนนี้ ซึ่งเราเองมีการสื่อสารไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าจริงๆการกระทำแบบนี้ของตัวนายกฯ อาจจะไม่มีความเหมาะสม ตนเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองค์การมนตรีเข้าร่วม ดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ตนคิดว่าต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

”มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าทางพรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็นความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง แล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เป็นหลักการพื้นฐานของประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบนี้ และตนก็มีความคิดเห็นว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี  นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ อีกหนึ่งกรณีเช่นเดียวกันก็คือพอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง 

“ถ้าเราคงระบอบการปกครองในประเทศนี้ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมั่นคงสถาพร การที่จะทำให้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพึงกระทำ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าการประชุมนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ ที่รัฐสภาเองก็ผ่านงบประมาณไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกๆ โครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริ หรือโครงการใดๆ ก็ตาม ตราบใดที่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดรับรับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกโครงการย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ผู้ได้และผู้เสีย  สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ควรมาอยู่ตรงกลางระหว่างข้อคิดเห็นที่อาจมีความขัดแย้งในสังคมในส่วนนี้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง 

เมื่อถามว่าในโพสต์ของพรรคประชาชนใช้คำว่าละเมิดหลักการ เพราะว่ามีการให้ข้อสั่งการ แต่ตามรายงานข่าวองคมนตรีมาสังเกตการณ์ หรือให้ข้อเสนอแนะ เหตุใดถึงใช้คำว่าข้อสั่งการ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่เราต้องระมัดระวังเรื่องของสายตาประชาชนหรือสายตาของสาธารณะ ที่มองเข้ามา นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ทุกอย่างที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าตกลงแล้ว องคมนตรีหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะหรือไม่ การที่มีภาพปรากฏว่ามาร่วมประชุม สำหรับตนก็อาจจะสร้างข้อท้วงติงเช่นนั้นได้ และเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้เกิดภาพเช่นนี้ถูกถ่ายทอดออกไป ทั้งนี้ พรรคประชาชนคงใช้ทุกเวทีอย่างการแถลงข่าวในวันนี้ก็เป็นเวทีหนึ่งที่พยายามจะส่งตรงไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนมีโอกาสเป็นรัฐบาล จะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตัวแทนจากพรรคประชาชนเองเป็นนายกรัฐมนตรีเราคงจะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม 

“หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าเป็นอำนาจพิเศษหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในมุมหนึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำลงไป เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแบบนี้ ไม่ควรเลยที่ต้องมีการจัดประชุมร่วมกันแบบนี้ จริงๆนายกรัฐมนตรีเป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่มีอำนาจในการเข้าไปปรึกษากับองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง แล้วคำปรึกษาต่างๆเหล่านั้น นายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์มาถ่ายทอด หรือแม้แต่กับองคมนตรีด้วย รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ออกมาถ่ายทอดว่าตัวท่านหรือองคมนตรีมีข้อคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะอาจจะส่งผลกระทบถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ถ่ายทอดออกไปว่าเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเอง สิ่งนี้จะเป็นหลักการที่ถูกต้องที่สุดในระบอบการปกครองแบบบ้านเรา

เมื่อถามว่ามีการประชุมตั้งแต่ช่วงปี 2560 แล้ว พรรคประชาชนเพิ่งทราบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้เพิ่งทราบ แต่ยุครัฐบาล คสช. ที่อาจจะไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากนัก แต่วันนี้ ในเมื่อตัวนายกรัฐมนตรีก็อ้างตลอดเวลาว่าพร้อมทำตามเจตจำนงของประชาชน พร้อมเดินหน้าการทำรัฐธรรมนูญ อยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังไม่เข้าใจหลักการในข้อนี้ ตนคิดว่าล้มเหลวอย่างยิ่ง 

“ถ้าอะไรที่ผิดอยู่แล้วในอดีต ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะบอกว่าทำต่อไป เรื่องนี้เป็นหลักการที่ทุกคนเห็นร่วมกันอยู่แล้ว” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่ากังวลเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่กระทบเรื่องข้อกฎหมายเนื่องจากคดี 44 สส. เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไข ม.112 แต่เรื่องนี้เป็นการแสดงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการในระบบการปกครองในบ้านเรา แต่ ตนคิดว่าการเข้ามาทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทน ถ้าเราเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เราก็มีหน้าที่ในการส่งเสียงเรียกร้อง ถึงแม้ตัวตนจะมีความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมายอยู่ จะเอาความเสี่ยงของตัวเองมาปิดปากตัวเองไม่ให้พูดในสิ่งที่ถูกต้อง ตนก็คิดว่าน่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังในการทำหน้าที่ของพวกเรา

ณัฐพงษ์ สับ ร่าง รธน.ภูมิใจไทย ขัดหลักการ 3 ข้อ ส่อล็อกสเปกเปิดทาง‘ผูกขาด’

ณัฐพงษ์ สับ ร่าง รธน.ภูมิใจไทย ขัดหลักการ 3 ข้อ ส่อล็อกสเปกเปิดทาง‘ผูกขาด’

ณัฐพงษ์ สับ ร่าง รธน.ภูมิใจไทย ขัดหลักการ 3 ข้อ ส่อล็อกสเปกเปิดทาง‘ผูกขาด’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

’ณัฐพงษ์‘ สับ ‘ร่างแก้ไข รธน.ฉบับภูมิใจไทย’ ขัดหลักการ 3 ข้อ ล็อกสเปกเปิดทาง ‘ผูกขาด’ ถาม ‘กล้าธรรม’ อยู่ ‘ฝ่ายค้าน’ จริงหรือไม่ ขอไม่วิจารณ์แทน เมินเซ็น MOA รอบ 2  หากเคลียร์ ‘ภท.’ ไม่จบ โอดไม่มีอำนาจต่อรองใคร จ่อ เตรียมยื่น ‘ร่างฯฉบับพรรคส้ม’ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้าน 20% หลายฝ่ายจึงมองพรรคกล้าธรรมอาจโหวตให้กับร่างของพรรคภูมิใจไทยว่า ขณะนี้หน้าที่ของพวกเราคือพยายามเรียกร้องหลักการ 3 ข้อ คือ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ 2.ไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง 3.ไม่เพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราต้องส่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ไปให้ทุกพรรคการเมือง และพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะลงชื่อให้กับทุกร่างของทุกพรรคที่สอดคล้องกับ 3 หลักการดังกล่าว แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องใช้สัดส่วนของฝ่ายค้าน 20% แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่า พรรคกล้าธรรมที่อยู่ฝ่ายค้านและเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ ตนก็ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์แทนพรรคกล้าธรรมได้ แต่ก็ขอส่งข้อเรียกร้องไปถึงพรรคกล้าธรรมเช่นเดียวกัน เหมือนกับทุกพรรคการเมืองอยากให้คงหลักการ 3 ข้อนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วอ้างว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนคิดว่าไม่ถูก เจตจำนงของประชาชนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือกติกาสูงสุดที่สร้างความโปร่งใสประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นถ้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปตาม 3 หลักการนี้ จึงจะเป็นการเดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเข้ากับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นรายละเอียดของร่างภูมิใจไทยบ้างแล้ว ต้องบอกว่าขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ เช่น การที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่าง ส่วนที่บอกว่าไม่มีการผูกขาดแม้จะเขียนไว้ว่าเป็นไปตามสัดส่วนพรรคการเมือง แต่แยกสัดส่วน สส. และสว. 

“ตั้งคำถามได้ว่าตอนนี้มีกลุ่มการเมืองใดกำลังครอบครองเสียงข้างมากในสว.อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น 2 ใน 7 ก็จะเป็นคนของก็จะเป็นคนของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง บวกกับเสียงของกลุ่มนั้นในสภาล่าง จาก 500 คน ซึ่งบวกเลขออกมาก็เกินครึ่ง จึงเท่ากับว่านี่เป็นการผูกขาดหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าว 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ขัดหลักการไม่เพิ่มอำนาจให้ สว. ต้องบอกว่ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การแก้ไขร่างเพราะฉะนั้น ไม่ได้ตัดอำนาจ สว. แต่ปฏิเสธการเพิ่มอำนาจใหม่ ซึ่งในร่างของพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ และกังวลว่าจะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง 

เมื่อถามว่าสุดท้ายจะตีตกร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่กระบวนการในสภาสิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้นในการต่อรองทางการเมืองจะทำอย่างไรให้ร่างที่มองว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการมากที่สุดผ่านวาระ 1 เพื่อเข้าไปต่อรองกันในชั้นกรรมาธิการซึ่งเป็นวาระ 2 ดังนั้นในส่วนการตัดสินใจลงมติขอดูบริบททางการเมืองในอนาคตก่อนว่าการเจรจาระหว่างวิป และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ละพรรคการเมืองที่เสนอเข้ามามีหน้าตาเป็นอย่างไรจึงจะตอบได้ว่าจะลงมติอย่างไร 

เมื่อถามว่ามีโอกาสเซ็น MOA ฉบับที่ 2 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราคงไม่มีอำนาจไปต่อรองให้ใครมาเซ็น MOA ด้วย จากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันทุกคนแสดงความเป็นห่วง ว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในสถาบันการเมืองในระบบที่ค่อนข้างที่จะแผ่อิทธิพลได้ครอบคลุม ทั้งสส. สว. และองค์กรอิสระ ดังนั้นวิธีการเดียวของพวกเราคือเอาหลักอิงประชาชนให้ได้มากที่สุด เอาข้อเรียกร้องสู่สาธารณะทำความเข้าใจกับประชาชน กระบวนการร่างธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการยื่นแก้ไขมาตรา 256 หมวด 15/1 สุดท้ายก็ต้องไปทำประชามติ ดังนั้นร่างที่จะผ่านสภาส่อให้เห็นว่า จะเป็นร่างที่ผูกขาดไม่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินสามารถคว่ำร่างได้ในอนาคต

เมื่อถามถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลไม่ต้องเสียเวลา แต่ให้แต่งตั้งนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวมาเขียนรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงความเห็นของนายปดิพัทธ์ ที่หลายคนอาจมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนั้น แต่ตนขอย้ำใน 3 หลักการ เรื่องใด ๆ ก็ตามที่สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ รวมถึงร่างพรรคประชาชนจะเป็นการการันตีได้ว่าจะเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ไม่ได้ผูกขาดกับมือคนใดคนหนึ่ง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ตาม ทั้งนี้คาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน จะแล้วเสร็จ และจะยื่นต่อประธานสภาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

คำนูน จี้ ยกเลิกชั้นความลับ มติครม.เกี่ยวMOU44 ย้อนหลัง เป็นต้นแบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ

คำนูน จี้ ยกเลิกชั้นความลับ มติครม.เกี่ยวMOU44 ย้อนหลัง เป็นต้นแบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ

คำนูน จี้ ยกเลิกชั้นความลับ มติครม.เกี่ยวMOU44 ย้อนหลัง เป็นต้นแบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่นชมมติคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่ตัดสินใจ “ยกเลิกชั้นความลับ” ในมติการยกเลิก MOU 44 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมเสนอให้รัฐบาลขยายผลเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส โดยระบุว่า “ยกเลิกชั้นความลับ

สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ขอให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลแบบโปร่งใส ไม่กั๊ก เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอให้ทำจริง และทำอย่างรอบด้าน เป็นเรื่องทำไม่ยาก ทำได้ทันที แต่ช่วยบ้านเมืองได้มากจริง ๆ เรื่องป้องกันทุจริตก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องการตรวจสอบความคิด วิธีคิด และการตัดสินใจ รวมทั้งพัฒนาการความเป็นมาของนโยบายสำคัญต่าง ๆ ก็สำคัญมากเช่นกัน ขอย้ำอีกครั้ง ณ ที่นี้ว่าขอชื่นชมคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่มีมติ “ยกเลิกชั้นความลับ” ในการตัดสินใจมีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU 44 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อยู่ในมติข้อ 3

คำนูณ สิทธิสมาน

การยกเลิกชั้นความลับทำให้เอกสารที่ประทับตรา “ลับมาก” หลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ โดยเฉพาะหนังสือ ที่ กต 0803/286 ลงวันที่ 26 เมษายน 2569 จากกระทรวงการต่างประเทศถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่อง “แนวทางการดำเนินการในการเจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” ความยาว 6 หน้า A 4 เป็นประโยชน์มากในการศึกษากรณีการยกเลิก MOU 44 และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ประชาชนสามารถเปิดอ่านได้อย่างสะดวกจากเพจ “ค้นหามติคณะรัฐมนตรี” ระบบเปิดของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)

ท่านจะเห็นว่าเมื่อยกเลิกชั้นความลับแล้ว เจ้าหน้าที่จะขีดฆ่าตรา ”ลับมาก“ บนและล่างของเอกสารแต่ละแผ่น แล้วลงนามกำกับไว้ การนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีนั้นมีกฎหมายและระเบียบกำกับไว้อย่างเข้มงวด หน่วยงานที่เสนอต้องลำดับความเป็นมา ข้อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีในอดีตที่เกี่ยวข้อง และความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เฉพาะมติคณะรัฐมนตรีในอดีตที่เกี่ยวข้องนั้นเรายังสามารถย้อนกลับไปค้นหาดูได้ ซึ่งถ้าไม่มีชั้นความลับแล้ว เราจะได้เอกสารความเป็นมาต่าง ๆ มาประกอบการศึกษาอีกเป็นปึก น่าเสียดายที่เรื่องราวของ MOU 44 ที่เป็นมติคณะรัฐมนตรีในอดีตน่าจะยังคงไม่มีการยกเลิกชั้นความลับ จึงไม่สามารถค้นหาจากระบบเปิด “ค้นหามติคณะรัฐมนตรี” ของสลค.ได้ ถ้ายกเลิกชั้นความลับในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มกราคม 2566 ที่มีอยู่รวมทั้งหมด 35 หน้า จะเกิดประโยชน์อีกมาก

คำนูณ สิทธิสมาน

เพราะจะทำให้ได้เห็นหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่ กต 0803/658 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประทับตรา “ลับที่สุด” ในหนังสือนี้จะแสดงร่างข้อตกลงลับที่สุดที่กัมพูชาเสนอมาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 และลำดับความเป็นมาของเรื่อง ตลอดจนเหตุผลที่เสนออย่างแข็งขันว่าไทยไม่ควรตอบรับและลงนาม นอกจากนั้นก็มีมติคณะรัฐมนตรีอีกหลายครั้งในช่วงปี 2557 – 2565 และปี 2552 รวมทั้ง 2544 หรือครั้งอื่น ๆ ที่ผมไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า

ถ้านำทั้งหมดมาเรียงกัน เราจะพบเห็นและเข้าใจเรื่องราวได้กระจ่าง และ “รู้จัก” คนได้มากขึ้น จะได้เห็นทั้งความเป็นมาของเรื่อง ความสอดคล้อง ความย้อนแย้ง และความเข้าใจหรือไม่เข้าใจของผู้กำหนดนโยบายในอดีต รวมทั้งความคงเส้นคงวาของหน่วยงานต้นเรื่องอย่างกระทรวงการต่างประเทศ

คำนูณ สิทธิสมาน

ที่พูดอย่างนี้ได้ เพราะได้อ่านมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มกราคม 2566 และหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศวันที่ 26 ธันวาคม 2565 แล้วในฐานะกรรมาธิการศึกษา MOU ของวุฒิสภา กรรมาธิการได้ขอมติคณะรัฐมนตรีครั้งต่าง ๆ ไปยังสลค. เพื่อมาศึกษา ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งก็ได้มา แต่สลค.ท่านประทับตรา “ลับ”, “ลับมาก” และ “ลับที่สุด” ลงบนเอกสารเหล่านั้นที่ปริ้นท์ออกมาในกระดาษพิเศษมีลายน้ำว่าใช้ได้เฉพาะในกิจการของคณะกรรมาธิการเท่านั้น เมื่อเอกสารมาถึงสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจึงต้องทำตามระเบียบที่เกี่ยวกับเอกสารลับ กรรมาธิการอ่านได้อย่างเดียว โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดู และเก็บโทรศัพท์มือถือก่อนทุกครั้ง ผมขอใช้สิทธิอ่านอยู่ 5-6 ครั้ง ครั้งหนึ่ง ๆ ก็ครึ่งวัน เพราะเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจมาก ก็ยังมีประโยชน์มาก ๆ เพราะสามรถนำมาประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการได้ แต่จะมีประโยชน์มากกว่านี้ ถ้าได้มีการเปิดเผยเป็นการทั่วไป เป็นไปได้ไหมที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะมีมติยกเลิกชั้นความลับของมติคณะรัฐมนตรีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ MOU 44 แล้วนำสรรพเอกสารเข้าสู่ระบบเปิดของสลค.

แล้วใช้กรณีนี้เป็นต้นแบบของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส เชียร์ครับ !

คำนูณ สิทธิสมาน 21 พฤษภาคม 2569 #ยกเลิกชั้นความลับ#MOU44#ลับมาก#ลับที่สุด”

คำนูณ สิทธิสมาน
คำนูณ สิทธิสมาน
คำนูณ สิทธิสมาน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn

ไม่ใช่แค่ข้าวสาร! ‘ศุภจี’กางแผนพลิกโฉมข้าวไทย ดัน ‘New Rice Economy’ ยกระดับ Big Data-AI นำร่องอยุธยา

ไม่ใช่แค่ข้าวสาร! ‘ศุภจี’กางแผนพลิกโฉมข้าวไทย  ดัน ‘New Rice Economy’ ยกระดับ Big Data-AI นำร่องอยุธยา

ไม่ใช่แค่ข้าวสาร! ‘ศุภจี’กางแผนพลิกโฉมข้าวไทย ดัน ‘New Rice Economy’ ยกระดับ Big Data-AI นำร่องอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Suphajee Suthumpun” ระบุว่า เกือบหนึ่งเดือนแล้ว หลังจากลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 วันนั้นไปเป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และได้พบกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัด จำนวนกว่า 200 รายค่ะ 

การไปพบเกษตรกรถึงแหล่ง “อู่ข้าวอู่น้ำ” ในวันนั้น ทำให้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ ให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์จริงที่พี่น้องเกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ 

ปัจจุบันพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤต” ต้องเจอทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก  ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ ที่ไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทย แต่เป็นวิกฤติร่วมของโลก

สิ่งที่เราต้องทำ คือ การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้ระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูงสุด และเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างแม่นยำ และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ในระยะยาว

สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่งเป็นโครงการนำร่อง ให้เข้าถึงอุปกรณ์ อาทิ เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ 

“การแปรรูป” ที่เรากำลังพูดถึง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ และที่สำคัญ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

ในส่วนของปลายน้ำ ซึ่งเป็นงานของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง เราเดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ด้วยการพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับใช้ติดตามสถานการณ์ทั้งผลผลิตและความต้องการในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต วางแผนการตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เรายังได้นำแนวคิด “New Rice Economy” มาผลักดันเป็นนโยบายระดับประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างข้าวไทย โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการเน้นปริมาณ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ข้าวประณีต” ที่ไม่ได้มองข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เป็นไลฟ์สไตล์ เพราะข้าวไทยมีรสสัมผัสและกลิ่นเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง “ข้าวประณีต” จะเจาะลึกถึงรสสัมผัสเฉพาะตัวของข้าวนั้นๆ 

เราคัดเลือกสายพันธุ์พิเศษที่หายากหรือมีเอกลักษณ์ จากกว่า 5,000 สายพันธุ์ในไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวฮาง ข้าวเบายอดม่วง (โปรตีนสูง) ข้าวไร่ดอกข่า (โอเมก้า 9) นำมายกระดับด้วยบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม และมีการเล่าเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีมากค่ะ

ผ่านมาถึงวันนี้ เราเดินหน้าไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้าง “Big Data ข้าว” เชื่อมข้อมูลร่วมกันระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมพัฒนา Dashboard เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและทันเวลา โดยจะเริ่มนำร่องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ

กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะยกระดับระบบดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ และในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์เตรียมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการข้าวจากตลาดโลก เพื่อประเมินศักยภาพตลาด วิเคราะห์ข้อจำกัดทางการค้า และกำหนดกลยุทธ์เชิงรุก ให้การส่งออกข้าวไทยสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เรามีแผนต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบความร่วมมือในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขยายการดำเนินงานสู่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI ให้สามารถติดตามสถานการณ์ผลผลิต และบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานได้แบบเรียลไทม์อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการผลิต การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการกำหนดมาตรการเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์

จากจุดเริ่มต้นที่เรามีโอกาสลงพื้นที่พบกับพี่น้องเกษตรกรชาวนาโดยตรงในวันนั้น ได้รับฟังปัญหาทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาเชิงโครงสร้างจากทุกท่าน ถึงวันนี้อยากเรียนว่า บางเรื่องเราลงมือทำได้ทันที แต่ทุกเรื่องทุกปัญหาของพวกท่านจะถูกนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อดำเนินการในระยะต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ

สุดท้าย ขอถือโอกาสนี้ นำภาพเก่าเมื่อครั้งยังทำงานภาคเอกชน และมีโอกาสได้ลงมือปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวผลผลิตมาฝากทุกท่านด้วยนะคะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

21 พฤษภาคม 2569

ผมไม่ใช่นักการเมืองแบบที่คุ้นเคย อนุชา โพสต์ เปิดใจ ร่ายยาวสไตล์การทำงานก่อนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ

ผมไม่ใช่นักการเมืองแบบที่คุ้นเคย อนุชา โพสต์ เปิดใจ ร่ายยาวสไตล์การทำงานก่อนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ

ผมไม่ใช่นักการเมืองแบบที่คุ้นเคย อนุชา โพสต์ เปิดใจ ร่ายยาวสไตล์การทำงานก่อนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยที่มาของสไตล์การทำงานที่เน้นการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า โดยระบุว่าตัวตนของเขาถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์การกู้วิกฤตหนี้สินบริษัทของครอบครัวในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีในการเจรจาปรับโครงสร้างจนสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี 2550 เพื่อนำประสบการณ์นี้มาใช้แก้ปัญหาให้สังคม โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “หลายคนมักจะถามผมว่า “ทำไมสไตล์ของอนุชา ถึงดูไม่เหมือนนักการเมืองแบบที่เราคุ้นเคยกัน?”

บ้างก็บอกว่าผมดูเรียบๆ ไม่หวือหวา ไม่ค่อยชอบชนหรือทะเลาะกับใคร… ผมอยากจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังครับ ว่าตัวตนและวิธีทำงานของผมในทุกวันนี้ มันถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ชีวิตและการสู้กับ “วิกฤต” ในอดีตอย่างไร ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทเครื่องจักรกลหนักและวิศวกรรมก่อสร้างของครอบครัวเรา ซึ่งตอนนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินมหาศาลจากการลอยตัวค่าเงินบาท ในฐานะลูกชายที่เพิ่งเรียนจบและทำงานข้างนอกได้ไม่นาน ผมต้องกลับมารับไม้ต่อเพื่อช่วยคุณพ่อแก้ปัญหานี้

อนุชา บูรพชัยศรี

ผมใช้เวลากว่า 7 ปีเต็มๆ ในการเจรจาหนี้ ปรับโครงสร้างองค์กร และนำบริษัทฯเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการอย่างอดทน วันนั้นสิ่งที่ผมยึดมั่นไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการ “เจรจา” และหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (Win-Win) จนในที่สุดเราสามารถปลดหนี้ นำบริษัทฯออกจากตลาด และส่งต่อธุรกิจที่มั่นคงและเป็นระบบให้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร เพื่อให้คุณพ่อได้พักผ่อนอย่างหมดห่วง “นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางการเมืองตั้งแต่ปี 2550” เพราะในอดีต ธุรกิจของเราต้องดีลกับงานโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้ผมเห็นกลไกนโยบายและการทำงานของรัฐ และเข้าใจหัวอกของคนทำธุรกิจเอกชนมาตลอด เมื่อผมสามารถ “ปลดล็อกวิกฤตหนี้” ของครอบครัวได้สำเร็จ ผมจึงตั้งปณิธานว่า ผมอยากใช้ความรู้และประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแก้ปัญหาและ “ปลดล็อกวิกฤต” ให้กับคนอื่นๆ ในสังคมบ้าง

ผมเดินหน้าลุยงานกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ในฐานะสส.เขตในกรุงเทพมหานคร 2 สมัย รับผิดชอบพื้นที่ที่มีตั้งแต่ความเจริญมากที่สุด จนถึงปัญหาของชุมชนแออัดที่หนักหนาสาหัสมากที่สุด และต่อมาได้รับมอบหมายให้เป็น ประธานคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ผมก็นำทักษะการปรับโครงสร้างหนี้ในอดีต มาประสานความร่วมมือกับธนาคารของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ และหน่วยงานกำกับต่างๆ จนสามารถช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาของไทยไปได้เป็นจำนวนมาก

อนุชา บูรพชัยศรี

สำหรับผม “ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทมฯ” หน้าที่หลักที่สำคัญที่สุดคือ “การประสานงาน” กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเรามีปัญหาซับซ้อนและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งภาครัฐ เอกชน และคนต่างพรรคการเมือง ดังนั้นสิ่งที่ กทม. ต้องการไม่ใช่คนที่เข้ามาเพื่อสร้างความขัดแย้ง หรือคนที่จะมาชนกับทุกฝ่ายเพื่อเอาคะแนนเสียง แต่เราต้องการ “นักบริหารงานมืออาชีพ” ที่กล้าเผชิญหน้ากับวิกฤต สามารถประสานงาน นั่งคุยกับทุกคนด้วยเหตุผล เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง โดยไม่ต้องคิดว่าใครจะได้หน้าหรือได้คะแนนนิยม

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าเราตั้งใจจริง ผลลัพธ์ของงานจะทำหน้าที่พูดแทนตัวเราเอง ผมพร้อมแล้วครับ ที่จะนำประสบการณ์จากการบริหารวิกฤตธุรกิจ และทักษะการประสานงานตลอดชีวิตการทำงาน มารับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ เพื่อขับเคลื่อนเมืองหลวงของเราให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ติดตามช่องทาง : https://www.tiktok.com/@iamjamesanucha #ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร #ผู้ว่ากทม #พรรคประชาธิปัตย์ #เจมส์อนุชา #กรุงเทพเมืองฟ้าอมรandmore #ประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #อนุชาบูรพชัยศรี ผลิตสื่อโดย พรรคประชาธิปัตย์ 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้”

อนุชา บูรพชัยศรี

หลังจากโพสต์ของ อนุชา บูรพชัยศรี เผยแพร่ออกไป ได้รับความสนใจจากชาวโซเชียลเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง เช่น

“ประสบการณ์ของคุณอนุชาได้หลอกหลอมรวมการเจรจาและการประสานงานไว้ถึงกระดูกแล้วล่ะแบบนี้ เชียร์ครับ”

“รอติดตามผลงานและแนวคิดใหม่ๆ นะครับ เชื่อว่าความแตกต่างจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นครับ”

“การที่หน่วยงานหรือองค์กรสามารถทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้แบบนี้จะเป็นผลประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด”

“สู้ๆครับเจมส์เจองานหนักหน่อยคู่แข่งน่ากลัว”

“เพราะเจอปัญหาด้วยตัวเองเลยเข้าใจเป็นอย่างดี”

“กำลังใจครับ”

“เลือกค่ะ”

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อนุชา บูรพชัยศรี

หมอเดชา ฟาดเดือด!!! ซัดพรรคประชาชนไร้ข้อมูล หรือมี อคติ ปมองคมนตรีร่วมประชุมภัยแล้ง

หมอเดชา ฟาดเดือด!!! ซัดพรรคประชาชนไร้ข้อมูล หรือมี อคติ ปมองคมนตรีร่วมประชุมภัยแล้ง

หมอเดชา ฟาดเดือด!!! ซัดพรรคประชาชนไร้ข้อมูล หรือมี อคติ ปมองคมนตรีร่วมประชุมภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.58 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุว่า  วันนี้​มีข่าวที่กลายเป็นไวรัลอีกแล้ว​ แต่คราวนี้เกิดจาก​ แถลงการณ์​ของพรรคประชาชน

เริ่มจากการประชุม กองบัญชาการ​ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย​แห่งชาติ​ (บกปภ.ช)​ มีคณะองคมนตรี​เข้าร่วมสังเกตุ​การณ์​ เพื่อให้กำลังใจและคำแนะนำ​ ในการรับมือภัยแล้ง พรรคประชาชนเห็นว่า​ “เป็นสิ่งไม่ปกติ​และแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เป็นเรื่อง”มิบังควร”

โดยตีความว่า​ สถาบันกษัตริย์​ ได้เข้ามาแทรกแซง​การทำงานของรัฐบาล​ แต่ไม่เอ่ยตรงๆ เลี่ยงใช้คำว่า “รัฐบาล​กำลังทำการมิบังควร​ เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตย​ ” แทน

เรื่องนี้​ คนไทยส่วนใหญ่​กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องดี​ ที่คณะองคมนตรี​ ​ห่วงใยปัญหา​ภัยแล้ง จึงเข้ามาร่วม​ “ให้กำลังใจและคำปรึกษา” เพื่อให้​ บกปภ.ช.​ ทำงานแก้ปัญหา​ภัยแล้งได้ดี เพราะเกิดปรากฏการณ์​ “ซูเปอร์​เอลนีโญ​” ที่คาดว่าจะเกิดวิกฤติ​ร้อนแล้ง​ (ภาพล่างขวา) ก่อนปีนี้ คณะองคมนตรี​ ก็เข้าร่วมประชุมกับ​ บกปภ.ช.​ ต่อเนื่องมาหลายปี​ (ภาพล่างซ้าย) ซึ่งพรรคประชาชน​ไม่เคยออกมาแสดงความเห็น​ แต่ปีนี้กลับเห็น​ว่า​… “เป็นเรื่องไม่ปกติ” ที่รับไม่ได้เลย​ ก็คือ​ การให้ข้อมูล​ (ผิดๆ)​ ว่า​เหตุการณ์​นี้…”แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เพราะตั้งแต่ปี​ 2562​ คณะองคมนตรี​เข้าร่วมประชุม​ทุกปี​ เว้นปี​ 2564 และ​ 2566​ เท่านั้น

สรุปว่า คณะองคมนตรี​เข้าร่วมประชุม​มาแล้ว​ 6​ ปี​ จึงไม่ใช่…” แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”พรรคประชาชนเป็นองค์กร​การเมืองที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลสูง​ น่าจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ดีเพราะ​ ข้อมูลการเข้าร่วมประชุม​ บกปภ.ช.​ ของคณะองคมนตรี​นั้น​ หาได้ไม่ยากเลยการที่พรรคฯ​ แถลงเป็นทางการว่า… “เป็นสิ่งที่ไม่ปกติ​ และแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

จึงทำให้เข้าใจได้ว่า​ เกิดจากสาเหตุ 2​ ประการหลัก​ คือ….ประการแรก​ เกิดจากความไม่รู้​ หรือไม่พยายามหาข้อมูล​ให้มากพอ​ ก่อนแถลงการณ์ หรือ​ ประการที่สอง​ เกิดจาก​ “อคติ” ที่มีกับรัฐบาลนี้…. หรือกับ​ สถาบันพระมหากษัตริย์

‘สนธิญาณ’ สยบดรามา! กางหลักฐานองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. ทำมาตั้งแต่ปี 62 ย้ำอย่าโยงการเมือง

'สนธิญาณ' สยบดรามา! กางหลักฐานองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. ทำมาตั้งแต่ปี 62 ย้ำอย่าโยงการเมือง

‘สนธิญาณ’ สยบดรามา! กางหลักฐานองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. ทำมาตั้งแต่ปี 62 ย้ำอย่าโยงการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.39 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานสถาบันทิศทางไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  ปกติผมไม่ค่อยได้ออกความเห็นในเรื่องข่าวสารผ่าน Facebook โดยเฉพาะข่าวลึกๆลับๆ ซึ่งในแต่ละวัน มักจะมีข่าว ผ่านหูผ่านตาผม อยู่เสมอไม่ออกความเห็นเพราะเห็นว่าข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน  แต่เมื่อเห็นข่าวคณะองคมนตรีประชุมร่วมกับนายกฯ ล่าสุดคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๖๙ ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.)แล้ว

มีการตีความข่าวดังกล่าวให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกที่ไม่ชอบรัฐบาลก็บอกว่าเป็นสัญญาณแรง ที่สถาบันฯส่งถึงรัฐบาล พวกที่เชียร์รัฐบาลก็บอกว่านี่คือรูปแบบที่สถาบันฯ สนับสนุนรัฐบาล พวกส้ม บอกว่าสถาบันฯแทรกแซงการเมือง ว่ามุมไหนสถาบันฯข้อเสียหายทั้งสิ้น ทั้งๆที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทย 

ทันทีที่เห็นข่าวนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจเลยได้กราบเรียนถาม ข้อเท็จจริงจาก“ท่านองคมนตรี”ที่อยู่ในที่ประชุมวันนั้นด้วย

ได้ความว่าการทำงานระหว่างคณะองคมนตรี กับรัฐบาล ในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้น ได้เริ่มอย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่เมื่อปี ๖๒ โดยพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวได้เชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เข้าเฝ้าพร้อมคณะองคมนตรี ที่รับผิดชอบดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมูลนิธิดังกล่าวนี้ก่อตั้งขึ้นมา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เพื่อดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งวันนี้ มีนายพลากร สุวรรณรัฐ เป็นนายกมูลนิธิ และมีพลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร

ซึ่ง“ ท่านองคมนตรี”ได้เล่าว่า ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวกับพลเอกประยุทธ์ และพลเอกอนุพงษ์ว่า “ จะขออนุญาตให้องคมนตรีซึ่งรับผิดชอบดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่ทั่วประเทศ ประสานงานกับรัฐบาลเพื่อที่จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาคนไทย”

หลังจากวันนั้นบรรดาคณะองคมนตรีซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ต่าง ๆ ก็ได้ทำงานประสานกับบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ เมื่อมีความเดือดร้อนของประชาชนเกิดขึ้น เหตุผลที่ต้องดำเนินการในรูปแบบนี้เพราะเมื่อพี่น้องประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน ก็มักจะมีการถวายฎีกาแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาเป็นจำนวนมาก และฎีกาเหล่านี้ก็จะได้รับการดูแลด้วยดีเมื่อได้มีการทำงานร่วมกันระหว่างองคมนตรีกับรัฐบาลผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด

“ ท่านองคมนตรี” ยินดีให้ผมเผยแพร่เรื่องนี้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของพี่น้องประชาชน และผมเองอยากจะยกพระบรมราโชวาท ที่พระราชทานแก่คณะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้บริหารโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิ ฯ ผู้โดยเสด็จพระราชกุศล และผู้มีอุปการคุณต่อมูลนิธิ ฯ ในโอกาสที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ฯ ก่อตั้งมาครบ ๖๐ ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

วันพุธ ที่ ๒๓ สิงหาคม ๖๖ ความว่า

“การดำเนินงานของมูลนิธิ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว แก่ผู้ประสบสาธารณภัย และผู้ได้รับผลกระทบนั้น 
มีผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์มาช้านาน นับเป็นอนุสรณ์สำคัญ ของความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน”

หวังว่าเรื่องดราม่าทั้งหลายจะยุติลง
และจะได้เข้าใจบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อพี่น้องประชาชนคนไทย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยธรรม
๒๐ พฤษภาคม ๖๙ ดูน้อยลง

ปภ.แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560

ปภ.แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560

ปภ.แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

วันที่ 21 พฤาภาคม 2569 จากกรณีคณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใยในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569

โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางในการรับมือสาธารณภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการปกติ โดยคณะองคมนตรีได้มาสังเกตการณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของ บกปภ.ช. และถ่ายทอดข้อมูลสาธารณภัยที่ท่านองคมนตรีหลายท่านได้ประสบในพื้นที่ให้แก่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทราบ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการทำงานเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

ภท.ชิงยื่นร่างแก้ไขรธน. อนุทินลุยเอง คุยฟุ้งทำจริง-ไม่มีจิงโจ้

ภท.ชิงยื่นร่างแก้ไขรธน. อนุทินลุยเอง คุยฟุ้งทำจริง-ไม่มีจิงโจ้

ภท.ชิงยื่นร่างแก้ไขรธน. อนุทินลุยเอง คุยฟุ้งทำจริง-ไม่มีจิงโจ้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.ชิงยื่นร่างแก้ไขรธน. อนุทินลุยเอง คุยฟุ้งทำจริง-ไม่มีจิงโจ้ คปท.บี้คดีหุ้นศักดิ์สยาม

“อนุทิน”นำสส.ภูมิใจไทยยื่นร่างฯแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประธานสภาฯ โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมณ์ประชาชน ยันจริงจังแน่นอน ไม่จิงโจ้ ปธ.รัฐสภาพร้อมบรรจุเข้าวาระด้าน“คปท.”ยื่นพรรคร่วมฝ่ายค้าน ชงประธานสภาฯส่งศาลฎีกา ตั้งคณะไต่สวนอิสระสางคดี‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้น

เมื่อเวลา 10.30น.วันที่ 20 พฤษภาคม2569 ที่รัฐสภา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันลงชื่อ190คน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ต่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยเนื้อหาในร่างฯของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกลไกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ให้เป็นไปตามผลการลงประชามติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69

ทั้งนี้ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคหลักที่เสนอร่างฯเข้ามา ตนในฐานะประธานรัฐสภา พร้อมที่จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระตามขั้นตอน เพื่อให้สมาชิกได้มีการพิจารณาต่อไป

ยัน’ภท.’มุ่งแก้รธน.ตามเสียงปชช.

นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เรามายื่นร่างฯฉบับนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้นการรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ตามเสียงประชามติที่เป็นเอกฉันท์ประสงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา พรรคภูมิใจไทย จึงตอบสนองความต้องการประชาชน ด้วยความที่เราเป็นพรรคของประชาชนทุกคน เป็นพรรคแรกที่ได้ยื่นร่างฯสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา อยากให้ทุกคนรับทราบเจตนารมย์ ความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยด้วย ตามที่มีคนกล่าวหาว่าเราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น วันนี้เราได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาใดๆ เรามาที่นี่เพราะประชาชนบอกให้มา ไม่ใช่มาเพราะว่าบิดเบือนข้อกล่าวหาที่มีคนกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ตั้งใจ หรือไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่าเราเป็นพรรคแรกที่มา

รอฟัง2สภาจะพิจารณาผ่านหรือไม่

เมื่อถามว่าร่างฯที่ยื่นเข้ามามั่นใจว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา(สว.)หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะก่อนกล่าวว่า เรายื่นให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระ แล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นทั้ง2สภาฯคือผู้ที่จะกำหนดทิศทางว่า ผลของการพิจารณาร่างฯจะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า สัปดาห์หน้าพรรคประชาชนจะยื่นร่างฯเข้ามา พรรคภท.จะรับร่างฯพรรคปชน.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอดูร่างฯของพรรคปชน.ก่อน สาเหตุที่พรรคภท.ยื่นร่างฯในนามพรรคการเมือง ไม่ได้ยื่นในนามคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น เพราะเราเป็นพรรคการเมือง รับฟังประชาชนเป็นปราการด่านแรก รัฐบาลมาจากพรรคการเมือง พรรคการเมืองมาจากประชาชน เราก็ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ยึดตามทำนองคลองธรรมทุกอย่าง

ร่างไหนทำเพื่อชาติ-ปชช.พร้อมหนุน

เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้หารือกับพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ว่ามีแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่มีการหารือเบื้องต้น ทุกพรรคสามารถยื่นร่างฯเสนอ เราก็มาดูว่าตรงไหนถ้าเป็นเจตนารมณ์ร่วมกัน เป้าหมายร่วมกัน เป็นประโยชน์กับประเทศ และประชาชนเราก็พร้อมสนับสนุน ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น

เมื่อถามว่า หากพรรคอื่นมีการเสนอให้มีการเลือกสสร.โดยอ้อมจะพอยอมรับได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว้า เดี๋ยวว่ากัน ทุกอย่างต้องมาจากความเห็นร่วมของสส.ทุกคน ตรงนี้มันเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนด้วย เราต้องรับฟังเสียงของสส.ทุกคนที่สะท้อนเสียงประชาชนออกมา ส่วนจะกังวลหรือไม่หากพรรคร่วมฯเห็นต่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจะนำมาเป็นข้อต่อรองทางการเมืองนั้น เราทำทุกอย่างให้ดีที่สุด สิ่งที่ไม่กังวลเลยคือสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคนมีเจตนารมย์ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ตอบสนองความเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ลั่นภท.เราทำจริงจัง-ไม่มีจิงโจ้

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่รัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง นายอนุทิน กล่าวว่า มาอยู่ตรงนี้ยังไม่จริงอีกหรือ จริงจังแน่นอน ไม่มีจิงโจ้

คปท.จี้ตั้งกก.อิสระสอบหุ้นศักดิ์สยาม

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ละพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย รับหนังสือจากเครือข่ายนักศึกษาปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ขอให้รวบรวมรายชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกคำร้อง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซุกหุ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเราไม่ได้ติดขัดที่จะใช้อำนาจของสมาชิกรัฐสภาในการตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยฝ่ายค้านได้เขียนคำร้องไว้แล้ว ย้ำว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านทำงานด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน อะไรที่เป็นประโยชน์ของประเทศ เราคบกันได้เสมอ แต่เรามีจุดยืนบางอย่าง เช่น การระมัดระวังการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่อาจจะขยายอำนาจ

ปชน.กำลังยกร่างคำร้องส่งปธ.สภา

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนกำลังยกร่างคำร้องฉบับนี้ รวมถึงคำร้องฉบับก่อนที่เคยส่งไปในสภาฯชุดที่26 เพื่อให้ประธานสภาฯ คนใหม่วินิจฉัยมูลเหตุเพิ่มเติม ทั้งนี้เนื่องจากมีภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่บางส่วนส่งข้อมูลมาให้เพิ่มเติม จึงต้องมีการพิจารณาประกอบ โดยคาดว่าจะยื่นต่อประธานสภาได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือนมิ.ย.นี้ ทั้งนี้ หน้าที่ของ ป.ป.ช.ไม่ใช่พิพากษาหรือวินิจฉัย นั่นเป็นหน้าที่ของศาล แต่หน้าที่ของ ป.ป.ช.เปรียบเสมือนกับเจ้าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอัยการ ไต่มูลและเอามูลที่ค้นพบไปส่งศาล ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีมูลที่ ป.ป.ช.ควรส่งเข้าสู่ศาลให้ศาลได้เป็นผู้วินิจฉัย

3พรรคหนุนต้องทำให้กระจ่างชัด

ด้าน นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดและได้ทำงานร่วมกันในพรรคฝ่ายค้าน กรณีที่ ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยามนั้น ไม่ตรงกันกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี ได้ร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน ยื่นเรื่องนี้ไปยังประธานสภาฯ นอกจากนี้พระประชาชนที่จะมีการยื่นแยกในประเด็นในกรณีคดีของนายศักดิ์สยาม เพิ่มเติม นอกจากนี้ คปท.ได้ยื่นให้ติดตามการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้ว

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เราจะพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ แม้เราจะมีข้อจำกัดคือเรามี 1 เสียง แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมลงโลงไปด้วยกัน ซึ่งในวิปฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าจะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ ฉะนั้น ยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนลงชื่อ

ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า พรรคเสรีรวมไทยหาเสียงพูดชัดเจนว่า“โกงเจอกู”ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านจึงต้องทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ยอมให้ใครมาทำผิดกฎหมาย โดยเรื่องของ คปท.มีทั้งเรื่องคดีของนายศักดิ์สยาม และหุ้นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งต้องดำเนินกาให้เป็นไปตามคำพิพากษา ดังนั้นเราพร้อมที่จะสนับสนุนและลงชื่อ

นายณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยืนยันว่าไม่ได้ติดขัดที่จะใช้อำนาจของสมาชิกรัฐสภาในการตรวจสอบองค์กรอิสระซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าตราบใดที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศเราก็คบกันได้เสมอ แต่ในเรื่องจุดยืนบางอย่าง เช่น การระมัดระวังในการขยายอำนาจขององค์กรอิสระ ล้ำเขตแดนตัวแทนของประชาชนซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาชนก็ระวังเสมอ

ปชน.ไม่ถอยยื่น6ร่างกม.เข้าสภาฯ

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงยืนยันเจตนารมณ์ของพรรคประชาชน ว่า จะมีการยื่นร่างกฎหมายกลับเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาฯ ที่เป็นร่างกฎหมายค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นชัดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีมติยืนยันจึงทำให้โครงร่างทั้ง 6 ร่างดังกล่าวตกลงไป ทางเราจึงได้มีการอภิปรายถึงเหตุผลว่าเหตุใด 6 ประเด็นดังกล่าวควรจะได้ไปต่อในวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ในคำชี้แจงของรัฐบาลยังไม่สมเหตุสมผล พวกเราจึงมาแถลงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะยื่นร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยจะมีร่างที่เรายื่นร่างเดิมกลับไปโดยไม่มีการปรับปรับปรุงเนื้อหา แต่อาจจะมีบางร่างที่มีการปรับปรุงเนื้อหาเล็กน้อยเพิ่มเติมก่อนที่จะยื่นเข้าไป โดยกฎหมายที่มีการยื่นกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างพ.ร.บ. โรงงาน ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า ร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สัปดาห์เข้าหน้ายื่นร่างแก้ไขรธน.

เมื่อถามว่า ขณะนี้ พรรคประชาชนมีการยกร่างแก้ไขสมบูรณ์แล้วหรือยังและกรณีคูหาเลือกตั้งมีรายละเอียดอย่างไร นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้จะมีการถกเถียงกัน แต่ยืนยันว่า การเปิดคูหาคือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่าง เนื่องจากเรามองคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อพื้นฐานหลักการประชาธิปไตย และขัดคําวินิจฉัยฉบับก่อนของศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ํา ในการระบุไม่ให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างโดยตรง

นายพริษฐ์ ย้ำว่า การมีคูหาจะเป็นกลไกที่ทําให้เนื้อหาของรัฐรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถออกแบบวิธีการบรรจุการพิจารณาวาระหนึ่งของรัฐสภาได้ ส่วนรายละเอียดนั้น จะมีการยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า

นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย ลุยปราบคอร์รัปชั่น นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน

นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย ลุยปราบคอร์รัปชั่น นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน

นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย ลุยปราบคอร์รัปชั่น นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯลั่นโจรย่อมทิ้งร่องรอย ลุยปราบคอร์รัปชั่น นั่งหัวโต๊ะถกรัฐ-เอกชน ไฟเขียวไม่ต้องกั๊กข้อมูล พบรมต.ขี้ฉ้อให้ยื่นเชือด

เอาจริงปราบโกง!นายกฯ ประชุมบูรณาการ“ภาครัฐ-เอกชน”ยกระดับลุยสางปราบทุจริตคอร์รัปชัน สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐ ไม่ต้องกั๊ก หลังเคยเจอกับตัว ขอข้อมูลได้ไม่ครบ ลั่นพบ“รมต.-นายกฯ”ผิด ยื่นหน่วยงานตรวจสอบ เชื่อมีหลักฐานแน่ “โจรย่อมทิ้งร่องรอย”ชี้ไม่เห็นด้วย CPI ทำสถิติจากความรู้สึกกระทบการเมืองทำปท.เสียหายขอบคุณภาคเอกชนสะท้อนการทุจริต อุปสรรคเรื้อรัง“ปกรณ์”เผยนายกฯสั่งทำรายงานศึกษาปิดช่องโหวทุจริต แย้มเอกชนชงปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง“ปธ.หอการค้าไทย”ระบุนายกฯมอบนโยบายลุยสางคอร์รัปชั่น เตรียมส่งข้อมูลคพ.22 พ.ค.นี้ ประธาน TDRI ชงรบ.4มาตรการยกระดับความโปร่งใส เน้นเปิดเผยข้อมูล ไม่ฟ้องปิดปากปชช.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 09. 10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้แทนประธานสภาหอการค้าและผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐและ คณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน(กกร.)

นายกฯถกภาครัฐ-เอกชนปราบทุจริต

โดยนายกฯกล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการ เห็นว่าสมควรที่จะรับฟังและศึกษาให้ความเห็นของทุกท่านเพิ่มเติมในการหาทางแก้ปัญหาป้องกันปราบปรามในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นต่อไป แต่ขอกราบเรียนย้ำให้ท่านได้รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นเชิงโครงโดยเสนอปฏิรูปกระบวนการอนุมัติอนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชนและยังเลยไปไปถึงประชาคมโลกด้วยในระดับนานาชาติ

สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐไม่ต้องกั๊ก

นายกฯ กล่าวว่าล่าสุดตอนนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมและยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย(CPI)ซึ่งตรงนี้ตนยังไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ ในส่วนของภาครัฐตนขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ปฏิบัติตามกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และให้มีการสนับสนุนในทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน เห็นว่าเราปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่น

พร้อมระบุว่าตนเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่ ก็มีข้อยกเว้นข้อมูลนี้ให้ได้ ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ข้อมูลนี้ให้ได้แค่เสี้ยวเดียว ครึ่งเดียว ผมได้แจ้งรองนายกฯปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมดไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว แม้มีข้อยกเว้น ก็เข้าไปแก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิดๆปิดๆเฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ส่วน ที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิดอย่างนี้ต้อง จะแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการคอร์รัปชั่น

ลั่นพบรมต.-นายกฯผิดยื่นตรวจสอบ

นายกฯกล่าวอีกว่าตนบ่นกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)ว่าปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไปศาล ไปป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต

เชื่อมีหลักฐาน‘โจรย่อมทิ้งร่องรอย’

“เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย เรื่องของกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆซึ่งถ้าเขาทำและออกวัดออกมาเป็นความสำเร็จ แปลว่ามันต้องมีการตรวจสอบกลับไป โจรย่อมทิ้งร่องรอย ผมคิดว่าเราเจอเป็นเคสๆ เน้นเป็นเคสๆ เน้นให้เต็มที่และผมเชื่อว่าตรงนั้น ท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูล ให้แหล่งข่าวต่างๆที่จะสามารถทำให้สอบไปถึงต้นตอได้“นายกฯ กล่าว

ชี้สถิติกระทบความเชื่อมั่นปท.

นายกฯกล่าวต่อว่าแต่การที่จะไปวัดจากการสอบถามตนขอเรียนตรงๆว่าวันนี้ท่านมาถามตนในฐานะเป็นประชาชนทั่วไปไม่ใช่นายกฯไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง อาศัยบริการสาธารณะจากภาครัฐ อาศัยสาธารณูปโภคจากภาครัฐและอ่านข่าวมาโดยตลอดเป็นเวลา 10 ปีว่า การเมืองไทยเป็นอย่างไร ถามว่านายอนุทินคิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชั่นไหม คำตอบคือ มี ถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน ฉะนั้น ตรงนี้มันทำให้การรับรู้ รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไขและไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทย มีความเปราะบางพอสมควรในการที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศ ที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ ซึ่งตนคิดว่ามันมีผลกระทบมากมายหลายประการมีผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้ กระทบต่อความเชื่อมั่นของนาๆประเทศ ทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นทางการเมืองการลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศของไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่สามารถมาลงทุนได้ และมีความมั่นใจสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มันมีความเสียหาย

เผยนายกฯสั่งศึกษาปิดช่องโหว่ทุจริต

เวลา10.30น.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน พื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่าวันนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมในกรณีที่ภาคเอกชน มีผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐโดยนายกฯได้ให้นโยบายว่า จริงๆแล้วเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการต่อต้านการทุจริต เพราะประเทศจะไปข้างหน้าไม่ได้เลยถ้าเรามีเรื่องเหล่านี้อยู่ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนจะไม่มี

“โดยนายกฯให้ความสำคัญและให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่กันอย่างไรและตนได้ให้นโยบายต่อไปว่าให้เอาข้อมูลในประเด็นต่างๆเข้าไปทำการสำรวจ ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยไปศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่บ้างที่อาจจะก่อให้เกิดประเด็นการคอรัปชั่น เหล่านี้ได้ให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วนำเสนอทำเป็นรายงาน นำเสนอคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตที่รัฐบาลตั้งขึ้น เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น”รองนายกฯ ระบุ

แย้มเอกชนชงปรับปรุงกม.ลำดับรอง

นายปกรณ์กล่าวอีกว่า เรื่องการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาอยู่ใน6หรือ7กลุ่มธุรกิจในวันที่ 10 มิถุนายน ภาคเอกชนจะเสนอข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตและพอเสนอมาแล้วจะนำมารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเว็ปไซต์ law.go.th และเมื่อได้ความคิดเห็นเป็นอย่างไรแล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ได้นำสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขจะได้ไม่เกิดช่องโหว่ต่างๆในเรื่องนี้ที่เป็นครหากันอีก

“วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาคเอกชนจะรับทราบถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จริงๆทุกหน่วยงานเข้าใจหมดแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายประจำซึ่งจะต้องรับข้อมูลไปปฏิบัติ”นายปกรณ์ย้ำ

รัฐบาล-เอกชนร่วมยกระดับปราบโกง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยในที่ประชุมนายกฯตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption:กกร.และเครือข่าย 6ประการพร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายในโดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล(open data) การบูรณาการข้อมูลรวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต นายกฯยังได้ชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไป-ตรงมา

โดยข้อเสนอทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย 1.การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน 2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจและภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล 3.ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชั่น การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้ 4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ 5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time 6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล

เดินหน้าขับเคลื่อนกลไกทุกภาคส่วน

โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก“Open Government”ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนได้แสดงความขอบคุณนายกฯและรัฐบาลที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชื่นชมการตอบสนองที่รวดเร็วหลังได้รับรายงานข้อร้องเรียนโดยสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นระดับความรวดเร็วที่ภาคเอกชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน ทุกภาคส่วนต่างยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมโดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับระบบกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(OECD)

สร้างระบบให้โปร่งใสทั้งประเทศ

โดยนายกฯกล่าวเปิดการประชุมมอบให้ทุกหน่วยงานยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการดังนี้1.ให้ทุกหน่วยงานไปตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด 2.ให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับงานที่ต้องให้บริการพี่น้องประชาชนให้ลดขั้นตอนให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด และที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ 3.ให้ทุกหน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ และเร่งสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าหน่วยงานของท่านปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

นายกฯมอบนโยบายสางคอร์รัปชั่น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย พร้อมด้วย นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอจี)กล่าวภายหลังร่วมประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

โดยนายพจน์กล่าวว่าขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการคตท.ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องการทุจริตถือว่ารัฐบาลมีแอ็กชั่นที่เร็วมาก เรารู้สึกดีใจ หลังจากที่เรามีการเซ็ตอัปของกกร.ร่วมกับหน่วยงานวิชาการ ทั้ง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทีไอเจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดทำลักษณะข้อมูลเชิงวิชาการและข้อเท็จจริง โดยนายกฯได้มอบนโยบายว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง และจะร่วมมือกันทางภาครัฐและเอกชน

พร้อมร่วมทุกองค์กรปราบโกง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีบางช่วงที่นายกฯระบุว่าหากมีข้อมูลให้นำส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบ นายพจน์กล่าวว่า กระบวนการเหล่านี้มีอยู่แล้วเพียงแต่เชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำให้เกิดความมั่นใจกับเอกชนว่า การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะปลอดภัยซึ่งคณะกรรมการกกร.ได้คุยกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)ทั้งหมดแล้ว พร้อมจะร่วมมือกันฝากสื่อมวลชนว่าทุกๆอย่างที่คณะกรรมการกกร.ร่วมมือกันทำผลประโยชน์สุดท้ายตกกับชาติและประชาชน

ยันไม่ได้เจาะลึกจ้องเอาผิดใคร

เมื่อถามว่าข้อมูลที่ส่งให้จะเป็นหลักฐานที่จะสามารถนำไปดำเนินการเอาผิดหน่วยงานได้ใช่หรือไม่ นายพจน์ย้อนถามว่า“เอาผิดใครล่ะ”เมื่อสักครู่ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ว่าแบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับเวิลด์แบงก์และโออีซีดี ซึ่งเป็นแบบสอบถามว่ามีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเอาผิดใคร ย้ำว่าการทำข้อมูลนี้เพื่อให้เห็นว่ามีปัญหาว่ามีการทุจริต แต่เป็นเรื่องอดีต ต้องเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามอีกว่าหลังจากนี้จะมีการทำแบบสำรวจซ้ำอีกหรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า จะทำทำไมเพราะรัฐบาลตั้งแล้ว เราต้องจับมือกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยต้องหลุดพ้นให้ได้กับเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะไม่ใช่แค่เอกชนกับเศรษฐกิจ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องของประเทศชาติและสังคม หากคอร์รัปชั่นยังฝังรากลึก คนยังไม่ตระหนักถึงปัญหา ส่วนตัวมองว่า จะเดือดร้อนลูกหลาน เราต้องสร้างค่านิยมใหม่

เตรียมส่งข้อมูลให้คพ.ศุกร์22นี้

เมื่อถามว่าที่กรมควบคุมมลพิษขอข้อมูลเรื่องผลการสำรวจ แต่กกร.ยังไม่ได้ส่งให้นั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่าได้นัดหมายกับกรมควบคุมมลพิษแล้วว่าจะส่งให้ภายในวันที่22พ.ค.ขณะนี้ร่างเอกสารไว้ครบแล้ว ตนขออนุญาตชี้แจงเพื่อความชัดเจนที่กรมควบคุมมลพิษขอมาเป็นการขอข้อมูลขั้นตอนกระบวนการในการทำแบบสอบถาม เพราะฉะนั้น เวลาส่งคำชี้แจง จะเป็นเรื่องของการสำรวจแบบสอบถาม กระบวนการเก็บข้อมูลซึ่งก็บอกกับหลายกรมชัดเจนแล้วว่ากกร.มีกระบวนการอย่างไร เราเก็บแบบเป็นมุมกว้างโดยยึดโครงการที่ทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.)และเวิลด์แบงก์ พร้อมทำการเสวนาบนเวทีสาธารณะ เพราะฉะนั้นเป็นโครงที่เราทำเพื่อชี้ช่องว่างมันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้เจาะว่าขั้นตอนไหนของหน่วยงานนี้เป็นอย่างไรแต่ในอนาคตพร้อมร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการดำเนินงานเชิงรุก ที่จะเจาะลึกว่า หน่วยงานไหนมีขั้นตอนใดที่ผิดพลาด ก็จะเจาะลึกได้เป็นรายกรณี ขอย้ำว่าไม่ได้จะส่งข้อมูลให้ แต่พร้อมที่จะให้มาประสานขอข้อมูล ซึ่งแต่ละคำขอที่ขอมาเป็นขั้นตอนกระบวนการทำงาน

ชี้เป็นโอกาสดีนำข้อมูลสกัดทุจิต

ด้านนายพิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สถาบันจะมีการจัดเวิร์กช็อป ถือเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประโยชน์ในการศึกษาและหาทางแก้ไขเพื่อป้องกันการทุจริต และย้ำว่าผลการสำรวจชี้ให้เห็นความจริงรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็นชุดความจริงที่จะไปดำเนินคดีได้ แต่มีประโยชน์อย่างมากที่ทำให้คนในระบบมองเห็นปัญหาและนำมาวิเคราะห์ในแต่ละขั้นตอนการทำงาน จะต้องมีการทบทวนอย่างไรบ้าง

TDRIเสนอรบ.4ยกระดับมาตรการ

ขณะที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายหลังเข้าร่วมการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่าวันนี้ได้เสนอ 4 แนวทางที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในการยกระดับความโปร่งใสของประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล ได้แก่ 1.รัฐบาลควรเปิดชุดข้อมูลที่ช่วยต่อต้านคอร์รัปชั่นจำนวน 25 ชุด ตามมาตรฐานของธนาคารโลก ซึ่งมีการระบุชัดเจนจากธนาคารโลกแล้วว่า ควรเปิดเผยข้อมูลชุดใดให้สาธารณะรับทราบบ้าง 2.รัฐบาลควรทำกิโยติน กฎหมาย เพื่อทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะขั้นตอนการขอใบอนุญาตและการอนุมัติที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดดุลพินิจและการทุจริต

เน้นเปิดข้อมูล/ไม่ฟ้องปิดปากปชช.

3.รัฐบาลควรนำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขนาดใหญ่ โดยจัดให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบ ซึ่งมาตรการนี้เคยมีการดำเนินการมาแล้วแต่ขาดความต่อเนื่องในบางช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงควรนำกลับมาบังคับใช้อย่างจริงจังอีกครั้ง4.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับนโยบายคุ้มครองประชาชนผู้ให้เบาะแส โดยรัฐบาลควรวางแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐไม่ฟ้องร้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสการทุจริต หากข้าราชการหรืออธิบดีเกิดความไม่พอใจส่วนตัว ต้องดำเนินการฟ้องร้องในนามส่วนบุคคล ไม่ใช่ใช้หน่วยงานหรือกรมไปฟ้อง นอกจากนี้ ควรมีการปรับภาระการพิสูจน์ให้สูงขึ้นตามมาตรฐานของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องเพื่อปิดปากประชาชนได้โดยง่าย

“การดำเนินงานควรเน้นการป้องกันมากกว่าการปราบปรามเนื่องจากปริมาณการทุจริตมีจำนวนมากจนไม่สามารถจับกุมได้หมดแต่การป้องกันด้วยการเปิดเผยข้อมูลการใช้ข้อตกลงคุณธรรมและการทำกิโยตินกฎหมายจะช่วยลดปัญหาได้ดีกว่า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม หากทำสำเร็จทั้ง 4 เรื่องนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีโอกาสเข้าเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะเป็นการเริ่มต้นทำงานที่ถูกทางตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก”นายสมเกียรติย้ำ