ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

ศุภจี ยันเอกชนเซ็นเอ็มโอยูนำเข้า ข้าวโพดGMO สหรัฐฯ 1 ล้านตัน ไม่กระทบเกษตรกรไทย ชี้ มีมาตรการปกป้องราคา-กรอบนำเข้าไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ย้ำ ไม่ได้สั่งเข้ามาเพิ่ม

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  กล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรกลุ่ม ชาวไร่ข้าวโพดแสดงความกังวลและร้องเรียนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีมีการเตรียมนำเข้าข้าวโพดGMO จากประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ล้านตัน ว่า เรื่องข้าวโพดไม่มีข้อกังวล เพราะสถานการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลพบว่ามีความต้องการใช้ 20 กว่าล้านตัน แต่เฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตัน ซึ่งกำลังการผลิตมีเพียง 5 ล้านตัน ฉะนั้นขาดจากการผลิตในประเทศอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งต้องมีการใช้วัสดุทดแทน อาทิ ปลายข้าว รำข้าว และมันเส้นจาก รวมถึงนำเข้าจากประเทศอาเซียนและเพื่อนบ้าน ซึ่งมีกติกาที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันไม่สามารถนำเข้าจากทางกัมพูชาได้ และการนำเข้าจากพม่าก็ลดน้อยลงด้วย เพราะเราควบคุมเรื่องการเผา รวมถึงเราประมาณ 1.5 ล้านตัน และอีกส่วนหนึ่งนำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก(WTO)  1 ล้านตัน และกรณีที่มีการเซ็นสัญญาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือเอกชนของไทย เนื่องจากกิจการอาหารสัตว์มีความกังวลว่า ห่วงโซ่ในการทำอาหารสัตว์จะได้รับผลกระทบ เพราะมีปริมาณไม่เพียงพอ ฉะนั้นเขาจึงไปเซ็นเอ็มโอยู 1 ล้านตัน ซึ่งไม่ใช่สัญญาซื้อขาย และการเซ็นเอ็มโอยู โดยไม่ใช่สัญญาซื้อขาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก และมีข้อกำหนดว่าถ้าหากมีการขาดแคลนถึงจะต้องมีการนำเข้า ยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้เป็นการ นำเข้าเพิ่มขึ้นแต่อยู่ในกรอบของWTO  ฉะนั้นไม่ต้องกังวลตรงนั้น 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า การนำเข้าเรามีมาตรการปกป้องเกษตรกรอยู่แล้วว่าจะต้องซื้อในประเทศก่อนจึงจะนำเข้าได้ และมีการกำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 พร้อมยกตัวอย่างว่าหากผลิตในประเทศได้ 5 ล้านตัน ถึงจะนำเข้าได้ประมาณ 1.5  ล้านตัน รวมถึงมีการควบคุมเรื่องของราคาขั้นต่ำไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบในเรื่องของราคา ย้ำว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการสั่งเข้ามาเพิ่ม

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

“บิ๊กเกรียง”เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปี จังหวัดชายแดนใต้ แนะเปลี่ยนผลระดมกึ๋น เป็น”ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “22 ปี จชต. : ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เป็นเพียงวันเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่คือเรื่องราวของชีวิต ความหวัง และบทเรียนราคาแพงที่ประชาชนในพื้นที่และทุกภาคส่วนต้องเผชิญร่วมกัน การเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้อนมองความเจ็บปวดในอดีต แต่มีเป้าหมายสำคัญในการถอดรหัสเพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน ผ่านวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.การบูรณาองค์ความรู้ โดยการหลอมรวมความมั่นคงด้านการทหารเข้ากับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากสันติสุขจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากประชาชนยังมีความยากจน ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่พูดคุย เพื่อเปลี่ยนเสียงของความขัดแย้งและความหวาดระแวงให้เป็นความไว้วางใจ 3.การส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีเข็มทิศที่แม่นยำในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกำหนดอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้

รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวต่อว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังเพียงแค่เอกสารสรุปผลการประชุมเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือ “จุดเปลี่ยน” ที่จับต้องได้ นั่นคือ “ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อเปลี่ยนผลการระดมสมองให้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” เป็นนโยบายที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจเนื้อหาและเจตนารมณ์ของนโยบายอย่างถ่องแท้ เพื่อให้การขับเคลื่อนแก้ปัญหามีเอกภาพและบังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

“ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และเราเป็นจุดเริ่มต้นของวันนั้น ขอบคุณคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, มหาวิทยาลัยรังสิต และภาคีเครือข่ายทุกสถาบัน ที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขร่วมกัน” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

โปรดเกล้าฯ ยก 5 วัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง

โปรดเกล้าฯ ยก 5 วัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง

โปรดเกล้าฯ ยก 5 วัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

20 พฤษภาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกวัดราษฎร์ จำนวน 5 วัด เป็นพระอารามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ดังนี้

1.วัดอโศการาม อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115881.pdf)

2.วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115882.pdf)

3.วัดป่าแสงอรุณ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115883.pdf)

4.วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115884.pdf)

5.วัดสาลโคดม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115885.pdf)

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง ชู ไตรมาส​ 4 GDP ขยับ 2.5.% ทั้งที่ประมาณการไว้แค่ 0.3 % ลั่น หากหยุดทำ ปัญหาหมุนกลับแน่ จึงต้องเดินหน้าเชิงรุกตัดตอนก่อนเกิดวิกฤต ด้าน กระทรวงพาณิชย์ ลมใต้ปีกช่วยเต็มที่ เตรียมแจกคูปองลดค่าครองชีพ 100 บาท 4 มิ.ย.นี้ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของฝ่ายค้านที่ให้วินิจฉัย​  พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้งานรัฐบาลสะดุดหรือไม่ ว่า ไม่มีความกังวล เราตั้งใจทำอะไร เรารู้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพายุเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้อาจจะเห็นว่า GDP ของประเทศดูดี แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว GDP ถูกประมาณการไว้อยู่ที่ 0.3% รัฐบาลพยายามทำกิจกรรมทุกอย่าง อย่าง Quick big win ซึ่งกระทรวงพาณิชย์แม้จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ แต่ก็ช่วยผลักดันเต็มที่  ทำให้ GDP ขยับตัวขึ้นมา 2.5 % ในไตรมาสที่ 4 เป็นเหมือนลมใต้ปีก พอมาที่เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ จะเห็นว่าการส่งออกดีมาก เป็นประวัติการณ์​ ดังนั้น ไตรมาสที่ 1 ที่เกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มาที่เดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่เต็มรูปแบบ ทุกอย่าง ยังเหมือนลมส่งมา GDP ยังขึ้นอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือไม่ได้ทำอะไรต่อ จะหมุนกลับมา ไม่สามารถพยุงกลับขึ้นมาได้เหมือนเดิม 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า วิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานคือ ทำก่อนที่จะเกิด เพราะหากเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วของประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ จึงพยายามต้องป้องกันตัดตอนไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น

นางศุ​ภจี ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทย ว่า  ถือว่ากระแสตอบรับดี กระทรวงพาณิชย์ มีการสำรวจความพึงพอใจอยู่ตลอด ซึ่งการทำงานเป็นลักษณะบูรณาการร่วมกันทุกกรม ในกระทรวงพาณิชย์ เพราะความตั้งใจที่ทำโครงการนี้ มาจากวิกฤตน้ำมัน และกระทบค่าครองชีพของประชาชน จึงหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาถูก เข้าถึงได้ เป็นทางเลือกให้กับประชาชน 

ทั้งนี้ วันที่ 4 มิถุนายน จะมีคูปองให้กับคนซื้อของ  สามารถนำไปลดราคาได้ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

อธิบดีกรมราง ตอกโซเชียล ยันรถไฟต้องมีระยะเบรคเป็นกิโลเมตร บอก 100 เมตร รถยนต์ก็ทำไม่ได้

อธิบดีกรมราง ตอกโซเชียล ยันรถไฟต้องมีระยะเบรคเป็นกิโลเมตร บอก 100 เมตร รถยนต์ก็ทำไม่ได้

อธิบดีกรมราง ตอกโซเชียล ยันรถไฟต้องมีระยะเบรคเป็นกิโลเมตร บอก 100 เมตร รถยนต์ก็ทำไม่ได้

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

กมธ.คมนาคม ถกเข้มเหตุรถไฟชนรถเมล์  ด้าน อธิบดีกรมราง ยันระยะเบรคปลอดภัยเป็นกิโลเมตร แนะโซเชียลลองไปถาม Chat GPT หรือเด็กมัธยมดู ที่บอกว่าเบรกได้ใน 100-200 เมตรแล้วเอาอยู่ ทำได้จริงหรือไม่ ยกน้ำหนักหัวจักรหลายตัน ขนาดรถยนต์ก็ทำไม่ได้ ด้าน ตำรวจ ฝากการบ้าน เพิ่มมาตรการจัด-จับ-ปรับ ผู้ฝ่าฝืน ด้าน นิกร ข้องใจมาตรฐานคัดกรอง พนักงานขับรถ ซัดถ้าตรวจฉี่ปีละครั้ง ไม่ต้องมีก็ได้ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการคมนาคม ที่มีนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อหารือเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางที่แยก โดยมีนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง, นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมขนส่งทางราง, นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก, นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท., นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก., พล.ต.ต. ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พ.ต.อ.กำพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพ.ต.อ. อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน เข้าชี้แจง

โดยเริ่มประชุม ผกก.สน.มักกะสันได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายศุภณัฐ ได้ถามถึงภาพ CCTV เพื่อจะนำมาไล่ดูในที่ประชุม แต่ ผกก.สน.มักกะสันชี้แจงว่าภาพกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานในสำนวน ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ ส่วนภาพที่เปิดเผยตามหน้าสื่อ ตนไม่ทราบว่ามาจากไหน แต่ยืนยันว่าไม่ได้มาจากตำรวจ 

ด้านอธิบดีกรมขนส่งทางราง เปิดเผยว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ ได้มีการเก็บพยานหลักฐานและมีการประสานกับพนักงานสอบสวน เบื้องต้นได้มีคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเป็นต้องหาสาเหตุและหาวิธียกระดับความปลอดภัย ซึ่งเราจะสอบพรุ่งนี้ (21 พ.ค. 2569) ในช่วงบ่าย และตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขนส่งทางรางที่ออกมาใหม่ ทำให้เบื้องต้น ทางกรมขนส่งทางรางได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ที่มีความผิดแล้ว เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตและผู้ประสบอุบัติเหตุจำนวนมาก แล้วจะส่งรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาให้ กมธ.ภายหลัง

ต่อมา นายทยากร ชี้แจงลำดับเหตุการณ์ในระดับวินาทีว่า จากภาพในกล้องวงจรปิดพบว่า เวลา 15.35.01 น. เจ้าหน้าที่ได้โบกธงแดง เวลา 15.35.24 น. พนักงานเก็บธงแดงในขณะที่รถสัญจรอยู่ โดยจะเห็นรถประจำทางที่เกิดเหตุอยู่บนทางรถไฟด้วย จากนั้นเวลา 15.35.39 น. จะเห็นพนักงานโบกธงเดินมาที่ซุ้มบริเวณสถานี ซึ่งสันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่เอื้อมมือผ่านหน้าต่างซุ้ม เพื่อควบคุมไม้กั้นและอาณัติสัญญาณต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่บอกว่าจะให้รถไฟเข้ามาได้หรือไม่ สันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปกดปุ่ม ก่อนที่ เวลา 15.35.44 น. เป็นเวลาที่รถไฟมาถึงแล้ว จะเห็นพนักงานยืนหันหลังอยู่ โดยที่ไม่ทราบว่ารถไฟฝ่าสัญญาณเข้ามา ซึ่งเวลา 15.35.45 น. รถไฟได้พุ่งชนรถโดยสารเกิดประกายไฟทันที  แล้วเวลา 15.35.47 น.  เกิดเพลิงลุกไหม้ และเวลา 15.35.48 น. รถโดยสารถูกลากติดไปกับรถไฟ เวลา 15.35.52 น. จะพบว่าบริเวณท้ายรถจักรมีพนักงานอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นพนักงานรักษารถอยู่ด้านหลัง ต่อมาเวลา 15.36.00 น. รถไฟก็หยุด 

นายศุภณัฐ จึงถามว่า หากมีการเอื้อมไปกดปุ่ม หมายความว่าระยะเวลากดปุ่มกับระยะเวลาที่รถไฟมาถึงช่วงซุ้ม มีแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ปกติจะมีวิธีการอื่นที่จะแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ รวมถึงท่านบอกว่ามีสัญญาณก่อนหน้านั้น ประมาณ 50 เมตร เป็นสัญญาณเดียวกับระบบไฟหรือไม่ หรือมีสัญญาณที่จะอยู่ไกลกว่านั้น เพราะระยะทางในการเบรก มีการถกเถียงกันว่าเป็นระยะ 200 เมตรบ้าง 2 กิโลเมตรบ้าง ถ้าสัญญาณอยู่แค่ 50 เมตร อย่างไรก็เบรกไม่ทัน

จากนั้น นายณัฐพล สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ถามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการบูรณาการร่วมกันหรือไม่ในการทำงาน ทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ รฟท. ขณะที่นายสุรเชษฐ์  ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามว่า มีแผนผังอะไรอยู่ตรงไหนหรือไม่ เช่น  ป้ายสัญญาณห่างกี่เมตร และไทม์ไลน์เหตุการณ์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับประเด็นที่มีการถกเถียงกันในสังคม ที่อธิบดีกรมการขนส่งทางรางได้ออกมาให้ข่าวว่า รถไฟต้องใช้ระยะเวลาทางการเบรกเยอะ ยิ่งมีการขนของมาก จะใช้ระยะประมาณ 2 กิโลเมตร 

ขณะที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) บอกว่า ระยะเบรกอยู่ที่  200 เมตรก็พอ  ซึ่งทางวิศวกรรมคงจะคำนวณได้ หากมีแผนผังแสดงจะได้รู้ว่าระยะการเบรกที่ปลอดภัยควรอยู่ที่เท่าไหร่ ประเด็นที่ 2 กรณีอธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจง เรื่องคำสั่งกระทรวงคมนาคม เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการออกมา 2 ส่วน เพื่อนำความเห็นที่หลากหลาย นำไปสู่การเสนอแนะแก้ไข และที่จริงแล้ว มี พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่มีคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนอุบีติเหตุที่ตรงกับเหตุการณ์นี้ ทำไมจึงไม่ใช้ หรือกำลังจะใช้ รวมถึงอยากให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางขยายความว่า การใช้โครงสร้างอำนาจตามที่รัฐมนตรีสั่งการมาเป็นคำสั่ง กับโครงสร้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ที่ถูกต้องผ่านสภา มีผลดีผลเสียต่างกันอย่างไร ไม่เช่นนั้น จะร่าง พ.ร.บ.มาทำไม ประเด็นสุดท้าย ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และอยู่บนรถเมล์ จึงต้องสอบถาม ขสมก. ว่าการใช้รถเมล์ NGV มีผลหรือไม่กับการที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในลักษณะนี้

ด้านนายนิกร กล่าวอย่างดุเดือดว่า ตนรับไม่ได้เลย เพราะไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นเรื่องบุคคล เพราะเรื่องนี้เคยศึกษามาแล้วในสภาชุดที่ 25 เราสื่อสารเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน เราตรวจสอบเรื่องรถไฟด้วย เหตุการณ์ที่รถไฟชนคน น้อยมากที่จะเขตเกิดในเขตเมือง  รถไฟขนสินค้านี้ เหมือนจะมาผิดเวลาด้วยซ้ำ คำถามคือในระยะที่ผ่านมา 2-3 ปีนี้ เหตุการณ์แบบนี้ในเขตเมืองหลวงมีกี่กรณี  ตนไม่เห็นด้วยอยู่แล้วที่คนขับรถเมล์ไปคร่อมเลน ก็ไม่เห็นด้วย แต่โอกาสที่จะหยุดเป็นไปไม่ได้ เราเคยศึกษามาหมดแล้ว ถ้ายกระดับก็ค่าใช้จ่ายสูง ถ้าลงดิน น้ำก็ท่วม

นายนิกร ถามต่อว่า ได้มีการคัดกรองเจ้าหน้าที่และตรวจวัดแอลกอฮอล์ตรวจกันแบบไหน ท่านตรวจด้วยความถี่แค่ไหน เพราะเท่าที่ทราบเขาเสพมา ตอนหลังมีฉี่ม่วง รายละเอียดที่ท่านเสนอเองด้วยซ้ำว่าจะต้องมีการตรวจสอบกันอย่างต่อเนื่อง มีความถี่แค่ไหน อย่างไร ตรวจครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตนทราบว่ามีการตรวจปีละครั้ง แต่เขาเสพมากี่วันแล้ว นอกจากนี้ สภายังเสนอให้มีการตรวจสอบผ่านกล้องวงจรปิดในขบวนรถ ได้ดำเนินการหรือไม่ เหตุการณ์นี้เป็นความผิดปกติของมนุษย์ ถ้าตรวจสอบปีละครั้งไม่ต้องมีก็ได้ 

“กล้องที่ได้ส่วนใหญ่เป็นกล้องหน้ารถ  กฎหมายเกี่ยวกับรัฐสภากับรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟในอดีต เคยเสนอติดตั้งวงจรปิดในจุดเสี่ยง เพื่อรักษาความปลอดภัยในการป้องปราม เราต้องใช้ CCTV  ใช้ตำรวจเฝ้าไม่ได้ มีหรือไม่ เพราะเราเสนอไปยังรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ตอบรับมาแล้ว จะทำเสร็จภายใน 1-2 ปี ตั้งแต่ปี 2563 คำถามคือได้ออเดอร์สภาไป มีการติดตั้งแค่ไหน อย่างไร ที่ท่านบอกว่าใช้คนชะโงกดูอย่างเดียวไม่ได้ สัญญาณมันควรจะมี ไม่ใช่หันหลังให้ขบวนรถ ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในลักษณะนี้แถวนั้นหรือที่ตรงไหนในกทม. หรือไม่” นายนิกร กล่าว 

ทำให้ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจงถึงสาเหตุที่ พ.ร.บ.ขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ทำไมไม่นำคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุ และอุบัติการณ์มาใช้ เป็นเพราะว่า ถูกบัญญัติไว้ในส่วนที่หนึ่ง มาตรา 75 ที่ให้มีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ซึ่งจะไม่ใช่คนของกระทรวงคมนาคม แต่จะเป็น คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านการขนส่งทางราง ด้านวิศวกรรมด้านวิทยาศาสตร์ ด้านกฎหมาย และสภาคุ้มครองผู้บริโภค เพราะต้องการให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีความโปร่งใสจริง ๆ เพราะขนาดตนเองเป็นอธิบดี ยังเป็นได้แค่เลขานุการ เป็นคณะกรรมการไม่ได้ ทำให้เป็นคนนอกทั้งหมดมาเป็นกรรมการ แต่ทั้งนี้การตั้งคณะกรรมฯ ต้องตั้งตามระเบียบที่ ครม.กำหนด ซึ่งต้องรอ ครม.จึงอาจทำให้ช้า โดยคาดว่า เดือนหน้าจะได้คณะกรรมการฯ 

ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจตามกฎหมาย มีการคุ้มครองพยานทุกคน เช่น พนักงานสอบสวน หรือศาลฯ จะขอข้อมูลไปก็ขอไม่ได้ เพื่อจะให้ผู้ที่ถูกสอบสวนพูดความจริงออกมา โดยที่พยานหลักฐานทั้งหมดคณะกรรมการฯ จะไม่ให้ใครทั้งนั้น เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยที่ไม่มีใครปกปิดข้อมูล เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุฯ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หาคนผิด เพราะคนผิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว 

ขณะที่ รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงถึงสาเหตุที่เสาสัญญาณอยู่ห่างเพียง 50 เมตร ว่า ปัจจุบัน รฟท.ใช้ระเบียบข้อบังคับ พ.ศ.2549 ซึ่งจะบัญญัติระเบียบต่าง ๆ เช่น ท่าของสัญญาณรถไฟ ท่าของสัญญาณมือของนายสถานี หรือพนักงานกั้นถนนที่ปรากฏตามข่าว ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อบังคับของการรถไฟที่ใช้อยู่ แม้เสาจะอยู่ระยะ 50 เมตร แต่ต้องมีระยะมองเห็น 500 เมตร ซึ่งตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่พนักงานขับรถใช้ในการทำงาน ยืนยันว่าตำแหน่งป้ายหรือเสาสัญญาณต่าง ๆ เป็นไปตามระเบียบ เพื่อรองรับการเบรกของรถไฟ ครบทุกประเด็น 

ส่วนคำถามที่ว่า ตำแหน่งของตัวสัญญาณไฟ เครื่องกั้นถนนมีหรือไม่นั้น โดย เครื่องกั้นทางรถไฟจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ ประเภทที่มีพนักงานควบคุม และประเภทที่ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งสถานที่เกิดเหตุเป็นช่องจราจรที่มีขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถใช้เครื่องกั้นถนนแบบอัตโนมัติได้

ด้าน พ.ต.อ. กำพล ชี้แจงเรื่องการจัดการปัญหาจราจรว่า ที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติระหว่างกัน แต่ไม่ได้มีมาตรฐานในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ทุกครั้งที่รถไฟมา ซึ่งหากมีรถค้างคารางรถไฟ เจ้าพนักงานจะมีการใช้วิทยุสื่อสารประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อยู่ที่แยกอโศก-เพชรบุรี เพื่อขอให้เร่งสัญญาณไฟให้รถขาเข้าสามารถพ้นจากรางได้ เป็นข้อปฏิบัติ แต่ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ทำต่อเนื่องกันมาระหว่างผู้ปฏิบัติ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ เพื่อให้มีมาตรฐานมากขึ้น ตนได้ไปพูดคุยกับพนักงานคุมไม้กั้นและผู้ใต้บังคับบัญชาว่าต่อไปนี้ ทุกเช้าหรือตอนบ่าย ซึ่งจะมีการเปลี่ยนผลัดกัน ตำรวจและพนักงานควบคุมไม้กั้น ต้องสื่อสารกัน ต้องรู้ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างกัน หากวิทยุสื่อสารไม่สามารถติดต่อได้ อย่างน้อยก็มีโทรศัพท์โทรหากันได้

“ส่วนมาตรการระยะสั้นตอนนี้ เราระดมตำรวจ สน.ดินแดงและมักกะสัน ในจุดที่มีปัญหามาสนับสนุนจุดที่มีปัญหามาก จุดที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยใช้มาตรการจัด จับ ปรับ จัดการจราจร จับกลุ่มผู้ฝ่าฝืน และปรับเงิน บังคับใช้กฎหมาย”พ.ต.อ. กำพล กล่าว

จากนั้น รักษาการผู้ว่าการ รฟท. ชี้แจงเรื่องการเบรกอีกรอบว่า น้ำหนักบรรทุกไม่รวมตัวขบวน 1,136 ตัน เส้นทางดังกล่าวเป็นเขตชั้นเมืองภายใน การรถไฟมีการจำกับความเร็วเอาไว้ มีการปักป้ายจำกัดความเร็วสูงสุดในเส้นทางที่เกิดเหตุสามารถเดินได้ที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนผลอ่านแถบความเร็วจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประกอบสำนวนคดีอีกครั้ง

รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวต่อว่า ส่วนตำแหน่งก่อนที่จะเข้าพุ่งชน ขบวนรถไฟออกจากคลองตันความเร็วเริ่มที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีการวิ่งผ่านเครื่องกั้นโดยตลอดความเร็วเฉลี่ย 30 ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตำแหน่งก่อนเกิดเหตุ 118 เมตร ความเร็วที่ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกราฟความเร็วตก น่าจะเป็นการสั่งห้ามเบรกฉุกเฉิน ลงมาอยู่ที่ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตำแหน่งที่ชนกับรถเมล์ เป็นตำแหน่งกิโลเมตรที่ 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ประมาณ 80 เมตร ห่างจากจุดที่เกิดอุบัติเหตุ

ขณะที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีระยะเบรกน้ำหนักตัวรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ 1100 ตัน หากคิดว่าเราจะหยุดรถขนาดนี้ได้ภายใน 100 เมตรเราลองเอาตัวไปอยู่ตรงกลางทางรถไฟแล้วลองให้ขบวนนี้หยุด เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง อันนี้พูดด้วยความรู้สึก แต่ในทางทฤษฎีที่บอกว่าจะหยุดได้ แต่ในความเป็นจริงต้องมีการใช้เบรกฉุกเฉิน ซึ่งไม่ได้ใช้ตลอดเวลา  เวลาที่ขบวนรถหยุดจะต้องมีระยะเบรก และการใช้เบรกฉุกเฉินมีโอกาสที่ขบวนรถไฟจะโครงเครง และตกรางได้ ดังนั้น กรณีฉุกเฉินจะใช้ในเหตุจำเป็นที่จะชน จึงมีการกำหนด Emergency brake หรือเบรกฉุกเฉิน จะไม่ใช่กรณีปกติที่รถไฟจะเบรกด้วยวิธีนี้ เขาจะค่อยๆ เบรกเพื่อป้องกันไม่ให้รถไฟตกราง 

อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวอีกว่า ในกรณีรถไฟสินค้าความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในกรณีที่วิ่งในเขตกรุงเทพฯ ไม่ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น ภายใต้สภาวะของรถบรรทุกปกติทั่วไป ต้องพิสูจน์กันอีกทีว่า จะเบรกได้เท่าไหร่กันแน่ เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ในเชิงทฤษฎีเราอาจจะคิดว่าเบรกได้ประมาณนั้น แต่ความเป็นจริงทางกรมฯ เป็นผู้ควบคุมระยะเบรกปลอดภัย ไม่ใช่ระยะเบรกทางทฤษฎี ต้องอาศัยเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่อยู่ๆ จะให้เบรกได้เลย ต้องค่อยๆ เบรก ไม่เช่นนั้น ก็มีโอกาสที่รถไฟจะตกรางสูง 

อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวด้วยว่า อีกทั้งตัวหัวรถจักรมีอายุ 30 ปี ส่วนแคร่เบรกรถไฟ มีตัวเบรกที่ทั้งสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ แต่ละแคร่มีน้ำหนัก 18 ตัน คูณไป 20 แคร่ ส่วนหัวรถจักรมีน้ำหนัก 80 ตัน กว่าการสั่งเบรกจะไปถึงแคร่สุดท้าย จะสั่งเบรกไปทีแคร่ ไม่ใช่เบรกพร้อมกันทุกตัว จากหัวรถจักรไปถึงแคร่ทุกแคร่ จนล้อหยุดก็ใช้เวลาหลายวินาทีพอสมควรดังนั้นต้องทดเรื่องนี้เข้าไปใน ระยะห่างปลอดภัย 

“ในทางทฤษฎี หรือที่มีการเถียงกันในโซเชียลว่ามันเบรกได้ แต่เราลองเอาวิจารณญาณ หรือ ส่งเข้าไปถาม Chat GPT ง่ายๆ ก็ได้หรือลองให้เด็กมัธยมคำนวณดูว่ามันจะหยุดได้ภายใน 100 เมตร 200 เมตรได้หรือเปล่า แต่ในแง่ของกรมการขนส่งทางรางเราคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่สูงที่สุด ดังนั้นระบบเบรกจะต้องเป็นกิโลเมตร ไม่ใช่จะบอกว่าเบรก 100 เมตรแล้วจะเอาอยู่ ขนาดรถยนต์ยังเบรกไม่ค่อยจะอยู่เลย 100 เมตร“ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุ

นายศุภณัฐ กล่าวว่า สมมติรถไฟจะเข้าจอดที่สถานี และอีก 35 กิโลเมตรจะถึง จะเริ่มกดเบรกที่กิโลเมตรที่เท่าไหร่ รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงว่ารถไฟมีระยะเบรกหลายประเภท และมวลของขบวนรถไฟแต่ละขบวนไม่เท่ากัน ซึ่งฝ่ายความปลอดภัยของ รฟท. ได้กำหนดระยะเบรกไว้ที่ 1,000 เมตร เป็นระยะที่ต้องมองเห็นเสาสัญญาณและให้บวกระยะเวลาการตัดสินใจ ซึ่งการใช้เบรกฉุกเฉินของรถไฟ กรณีเลวร้ายที่สุดต้องอยู่ในระยะ 750 เมตร 

รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงต่อว่า เนื่องจากเสาสัญญาณเสมอระดับทาง มีท่าให้สัญญาณอยู่ 2 ท่า คือ ท่าระวัง กับท่าอนุญาต ไม่ได้มีท่าห้าม ซึ่งไม่เหมือนไฟเขียว-ไฟแดง เพราะเสาสัญญาณเสมอระดับทางไม่มีไฟแดง มีแต่ไฟสีเหลืองและสีเขียวเท่านั้น ส่วนท่าอนุญาตจะมีไฟวาบ 5 ดวง หมายความเครื่องกั้นถนนได้ทำการปิดแล้ว ซึ่งหากพนักงานขับรถไฟไม่เห็นไฟวาบ 5 ดวง ก็ต้องอยู่ในท่าระวัง คือพร้อมหยุด 

ฉัตรชัย เผยมติ สมช. เคาะส่งออกน้ำมันเครื่องบิน-ขยายขึ้นทะเบียนคนไร้สัญชาติ-คุมเข้มสินค้าชายแดน

ฉัตรชัย เผยมติ สมช. เคาะส่งออกน้ำมันเครื่องบิน-ขยายขึ้นทะเบียนคนไร้สัญชาติ-คุมเข้มสินค้าชายแดน

ฉัตรชัย เผยมติ สมช. เคาะส่งออกน้ำมันเครื่องบิน-ขยายขึ้นทะเบียนคนไร้สัญชาติ-คุมเข้มสินค้าชายแดน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

“ฉัตรชัย”เผยมติที่ประชุม สมช.เคาะส่งออกน้ำมันเครื่องบินให้เวียดนาม-ฟิลิปปินส์ หลังไทยมีน้ำมันเกินสต๊อก ชี้ถ้ามีเหตุจำเป็น ขาดแคลนในประเทศสามารถระงับได้ พร้อมสั่งกระทรวงมหาดไทย ต่อเวลา 1 ปีขยายขึ้นทะเบียนคนไร้สัญชาติ ด้านกระทรวงกลาโหม เตรียมออกประกาศควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน

20 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวภายหลังการประชุม สมช.ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรการในการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีมติระงับการส่งออกน้ำมันไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้น เมียนมา และลาว ซึ่งวันนี้ที่ประชุมได้รับข้อพิจารณาจากกระทรวงพลังงาน ว่า ขณะนี้มี 2 ประเทศ ที่ขอประเทศไทยช่วยส่งออกน้ำมัน คือ ประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่มีความสัมพันธ์อันดี และมีการร้องขอมาเป็นน้ำมันเจ็ตเอวัน (Jet A-1) ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบิน และได้มีการพิจารณากับกระทรวงพลังงานแล้วเห็นว่า การส่งออกน้ำมันดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อการใช้น้ำมันในประเทศของเรา เพราะเป็นน้ำมันเครื่องบิน ไม่ใช่น้ำมันอื่นๆ และเป็นการดีด้วยซ้ำที่จะช่วยลดสต๊อกที่เกินสต๊อกอยู่ในขณะนี้ จะทำให้พวกเราสามารถดำเนินการเรื่องน้ำมันได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องนี้อยู่ภายใต้อำนาจของกระทรวงพลังงาน ถ้าถึงจุดหนึ่งขาดแคลนขึ้นมากระทรวงพลังงาน โดยอธิบดีพลังงานก็จะต้องรีบรายงาน และมีอำนาจในการระงับการส่งออกได้ ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้น้ำมัน

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ 2 ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางหลักเกณฑ์การให้สถานะการแก้ไขปัญหาสัญชาติของบุคคล กับบุคคลที่อพยพมาประเทศไทยอย่างยาวนาน เป็นมติตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.67 ซึ่งให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยรับคำร้องในการพิจารณากำหนดสถานะให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุคคลไร้ชนชาติ และรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีระยะเวลารับคำร้องตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.68 – 30 มิ.ย.69 ยอดจำนวนทั้งหมดของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาการไร้สัญชาติจำนวน 480,000 คน กระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ตามวงรอบประมาณกว่า 100,000 คน ซึ่งที่ประชุม สมช.เห็นชอบให้มีการขยายการรับคำร้อง เพื่อกำหนดสถานะตามหลักเกณฑ์เดิมไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 30 มิ.ย.69 – 30 มิ.ย.70 เพื่อให้กลุ่มที่ได้ทำทะเบียนไว้เดิม ได้ยื่นคำร้องซึ่งกระบวนการจะจบที่อำเภอ และอนุมติโดยนายอำเภอ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหากพบว่ากลุ่มคนที่ไม่มารายงานตัว หรือหายไปจากระบบ ได้มีมติให้กรมการปกครองตรวจสอบทางทะเบียนและปรับตัวเลขในทะเบียนที่ถูกต้องทางกฎหมาย ถ้ายังไม่มีการรายงานตัวก็จะมีมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งเข้าใจบางส่วนมีการหายไปตามทะเบียน เช่น เสียชีวิต ซึ่งกระทรวงมหาดไทยต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกำหนด

นายฉัตรชัย กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้ามติ สมช.ในการออกมาตรการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเดิม สมช.เคยมีมติระงับการส่งออกสินค้า ได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมให้ดำเนินการออกเป็นกฎหมาย เป็นพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามแนวการควบคุมสินค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเราใช้กฎหมายฉบับนี้ในการควบคุมสินค้า โดยกระทรวงกลาโหมได้มีประกาศออกมาแล้ว ล่าสุดกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการแล้ว โดยได้มีการจัดทำประกาศผ่านความเห็นชอบ ครม.ไปแล้ว ล่าสุด รมว.กลาโหมได้ลงนามในประกาศ ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ในการกำหนดมาตรการในการควบคุมพื้นที่ทางด้านเมียนมา และกัมพูชา ตามบริเวณจังหวัดตามแนวชายแดน โดยกำหนดประเภทสินค้าจำนวนต่างๆ ในการควบคุมการส่งออกบริเวณแนวชายแดน นอกเหนือจากที่เคยกำหนดไว้เดิมตามความจำเป็น

สมชัย ลบโพสต์ทันควัน! หลังถูกเตือนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

สมชัย ลบโพสต์ทันควัน! หลังถูกเตือนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

สมชัย ลบโพสต์ทันควัน! หลังถูกเตือนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“สมชัย”ลบโพสต์ทันควัน! คำถาม”ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” หลังถูกเตือนส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ยันรับทราบ รับปฏิบัติ

20 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งเตือนไปยัง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที กรณีโพสต์ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ร้องเรียนในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งได้จัดทำคำชี้แจงยื่นมายังศาลรัฐธรรมนูญนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล)

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ของนายสมชัย ก็ได้โพสต์ภาพเอกสารข่าวดังกล่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุข้อความว่า “รับทราบ รับปฏิบัติครับ ได้แก้ไข โดยลบโพสต์ในอดีตทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย โปรดงดวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ในคอมเมนท์ด้วย”

ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

ศาล รธน.เตือน สมชัย-ธนารัตน์ ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ด ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ศาล รธน.ส่งหนังสือเตือน”สมชัย-ธนารัตน์” ระวังโพสต์ประเด็นไต่สวนปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส่อเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

20 พฤษภาคม 2569 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 มีบุคคลทำการเผยแพร่เอกสาร ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ร้องเรียนในเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 จัดทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก และมีการแสดงความคิดเห็นในโพสเฟซบุ๊กชื่อ “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” (https://www.facebook.com/somchaivision) และเฟซบุ๊กชื่อ “Thanarat Kuawattanaphan” (https://www.facebook.com/earthchie) นั้น

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีหนังสือแจ้งให้บุคคลที่ทำการเผยแพร่เอกสารข้างต้น ทราบแล้วว่ากรณีนี้เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวอาจกระทบต่อกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ควรระมัดระวังการกระทำให้อยู่ภายใต้กรอบของเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เพื่อมิให้เป็นการกระทำที่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 38 และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 10

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสาระสำคัญของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 38 กำหนดว่าศาลมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามาหรือจะเข้ามาในที่ทำการศาล หรือบริเวณที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่สวนของศาล หรือในกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลใด หรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว

ส่วนสาระสำคัญของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 10 กำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลหรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย

โดยข้อ 11 ระบุว่าผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือคำสั่งของศาลตามข้อ 10 ให้ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 39

นายกฯ ปัดตอบ ปม ศิริกัญญา จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้

นายกฯ ปัดตอบ ปม ศิริกัญญา จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้

นายกฯ ปัดตอบ ปม ศิริกัญญา จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

“นายกฯ”เผยภาพรวมประชุม สมช.”โอเคทุกอย่าง” ไม่ตอบปม”ศิริกัญญา”จับโป๊ะรัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้กับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

20 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก่อนเวลา โดยให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมต่อ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ระบุว่ารัฐบาลสอดไส้ใช้เงินกู้กับโครงการประจำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายกฯ กล่าวเพียงว่า ให้ไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนี้กำลังประชุม เดี๋ยวก็ลงมา

ส่วนภาพรวมการประชุม สมช.เป็นไปด้วยดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ดีมากครับ โอเคทุกอย่าง”

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลมาถูกทาง! นักวิชาการ เจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.37 น.

นักวิชาการเจาะลึกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ชี้รัฐบาลมาถูกทาง เร่งช่วยเหลือประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ชมรัฐบาลอ่านขาด ไม่ยึดเลข GDP แต่มองความเป็นจริง

20 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือมาตรการเติมวงเงินบัตรสวัสดิการและคนละครึ่งพลัส 60/40 ที่รัฐบาลเตรียมเริ่มใช้ในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า แม้นโยบายลักษณะดังกล่าวอาจถูกมองในทางการเมืองเช่นเดียวกับมาตรการแจกเงินของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา แต่หากมองผ่านมุมเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ จะพบว่านี่คือ “เกมประคองประเทศ” ท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งในรอบหลายปี

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า โลกในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาเงินเฟ้อ แต่กำลังเผชิญ “สงครามต้นทุนชีวิต” ทั้งจากราคาพลังงาน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงกระแทกจากเศรษฐกิจมหาอำนาจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานรากโดยตรง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่ยืนมองประชาชนเผชิญปัญหาอยู่ข้างสนาม แต่คือรัฐที่ลงมาอยู่ในสนามเดียวกับประชาชน เข้าใจปัญหาและเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“สิ่งที่น่าสนใจของไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน แต่อยู่ที่ปรัชญาเบื้องหลังนโยบาย ที่พยายามเปลี่ยนจากรัฐแจกเงินแบบเดิม ไปสู่รัฐที่ออกแบบการฟื้นเศรษฐกิจร่วมกับประชาชน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

พร้อมอธิบายว่า โมเดลร่วมจ่าย 60/40 ซึ่งรัฐช่วย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ถือเป็นแนวคิดที่มีความน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง เพราะทำให้ประชาชนไม่ได้อยู่ในสถานะ “ผู้รอรับ” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น “หุ้นส่วน” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาครัฐ เป็นการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบร่วมกันต่อประเทศในช่วงวิกฤต

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า จุดแข็งสำคัญของนโยบายประเภทนี้ คือเม็ดเงินที่ลงไปถึงคนระดับฐานรากมักถูกใช้จ่ายทันที ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในระบบออมทรัพย์ แต่จะหมุนเข้าสู่ร้านอาหารตามสั่ง ร้านโชห่วย ตลาดสด ร้านกาแฟขนาดเล็ก หรือบริการในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เงินสามารถหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการดังกล่าวสะท้อนภาพ “รัฐดิจิทัลแบบไทย” ได้อย่างชัดเจน เพราะแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กำลังพัฒนาไปไกลกว่าแค่แอปใช้จ่ายเงิน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของรัฐ ทั้งในฐานะกระเป๋าเงินดิจิทัล ฐานข้อมูลเศรษฐกิจ และเครื่องมือบริหารนโยบายแบบ Real-time

“รัฐไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากระบบราชการยุคแฟ้มเอกสาร ไปสู่รัฐอัลกอริทึมสมัยใหม่ ซึ่งหลายประเทศกำลังพยายามทำ แต่ไทยกลับเดินมาได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า โจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการออกแบบให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงช่วยระยะสั้น แต่ต้องสามารถสร้างงาน พยุงเอสเอ็มอี และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้จริง โดยเสนอว่า รัฐบาลอาจพิจารณาเพิ่มแรงจูงใจพิเศษ หากประชาชนนำสิทธิไปใช้กับร้านค้าชุมชน วิสาหกิจท้องถิ่น หรือผู้ประกอบการไทยรายเล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่เฉพาะห้างค้าปลีกหรือแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่

รวมถึงเสนอให้รัฐใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายแบบรายพื้นที่ เพื่อออกแบบมาตรการเฉพาะจุดในอนาคต แทนการใช้นโยบายแบบหว่านทั้งประเทศ โดยมองว่าในโลกยุคใหม่ 

“นโยบายที่ดี ไม่ใช่นโยบายที่เสียงดังที่สุด แต่คือนโยบายที่แม่นยำที่สุด”

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจไม่ใช่นโยบายที่เปลี่ยนประเทศได้ในชั่วข้ามคืน แต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก ความแข็งแรงของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงตัวเลข GDP แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วเพียงใด ในวันที่คนตัวเล็กกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพอย่างหนัก