นายกฯประชุมสมช. ด้าน ไชยชนก เผยถก 3 วาระลับ/ไทย-กัมพูชา

นายกฯประชุมสมช. ด้าน ไชยชนก เผยถก 3 วาระลับ/ไทย-กัมพูชา

นายกฯประชุมสมช. ด้าน ไชยชนก เผยถก 3 วาระลับ/ไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

20 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.07 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ , นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าร่วมด้วย

โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายไชยชนก ถึงวาระการประชุมในวันนี้มีวาระอะไรบ้าง โดยนายไชยชนก กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “มี 3 วาระ แต่เป็นความลับ ต้องรอให้การประชุมเสร็จก่อน แล้วนายกฯ จะเป็นผู้แถลง” เมื่อถามว่า ในที่ประชุมมีวาระเรื่องไทย-มาเลเซีย และไทย-กัมพูชา หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า “มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไทย-กัมพูชา

พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

พรรคส้ม ร้อน! อัดรัฐบาลกระทำการมิบังควร

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

20 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความระบุว่า [ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ]

ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล

แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้

มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า “คลุกวงใน” กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ

ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร

ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร

ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ

และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ

หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?

พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ

องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด 5 เจ้าหน้าที่ภูเก็ต ช่วยราชการส่วนกลาง เซ่นปมส่วยหาดป่าตอง

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด 5 เจ้าหน้าที่ภูเก็ต ช่วยราชการส่วนกลาง เซ่นปมส่วยหาดป่าตอง

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด 5 เจ้าหน้าที่ภูเก็ต ช่วยราชการส่วนกลาง เซ่นปมส่วยหาดป่าตอง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

อธิบดีปกครอง สั่งเด้งกราวรูด ปลัดจังหวัด-นอภ.-ป้องกันจว. 5รายในจ.ภูเก็ต มาช่วยราชการส่วนกลาง เปิดทางสอบข้อเท็จจริง ป้องยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เซ่นพิษปม สถานบันเทิง-ปชช. ในพื้นที่แสดงจุดยืนต้านส่วย ร้องรัฐแก้ปัญหา ใบอนุญาต-รีดไถ เด้งรับนโยบาย อนุทิน ล้างบาง ผู้มีอิทธิพล 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1512/2569 เรื่อง ให้ข้าราชการช่วยราชการ โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการร้องเรียนของประชาชนและตัวแทนผู้ประกอบการสถานบันเทิงในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานราชการนั้น

เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และเพื่อให้กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปโดยรวดเร็ว สร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และลดผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงมีคำสั่งให้ข้าราชการช่วยราชการที่กรมการปกครองเป็นการประจำ จำนวน 5 ราย ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 24 มิถุนายน 2569 ดังนี้

1. นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ให้ช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการฝึกอบรม ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และพนักงานฝ่ายปกครอง รวมถึงสนับสนุนงานหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

2. นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต ให้ช่วยราชการที่สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการบริหารและพัฒนาการปกครองท้องที่ รวมถึงการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และคณะกรรมการหมู่บ้าน

3. นางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง ให้ช่วยราชการที่กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ เสนอแนะนโยบาย จัดทำแผน มาตรการ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติราชการของกรมการปกครอง

4. นายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้ ให้ช่วยราชการที่กองการสื่อสาร กรมการปกครอง ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการสื่อสารระหว่างจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5. นายดนัย สุขสกุล ป้องกันจังหวัดภูเก็ต ให้ช่วยราชการที่สำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง ทำหน้าที่ช่วยอำนวยการด้านงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กิจกรรมของกรม รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากอธิบดีกรมการปกครองไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 ราย เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หลังผู้ประกอบการและพนักงานสถานบันเทิงในพื้นที่ซอยบางลา หาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต รวมตัวแสดงจุดยืนคัดค้านการรีดไถและการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่

ทั้งยังสอดรับกับกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลบุกรุกพื้นที่สาธารณะหาดฟรีดอม จ.ภูเก็ต  เมื่อวันที่ 10 พค.ที่ผ่านมา โดยต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบด้วย

เปิดโผนักการเมือง เปิดกรุนาฬิกา มูลค่าแพงระยับ อัปเดตล่าสุดใครครองแชมป์?

เปิดโผนักการเมือง เปิดกรุนาฬิกา มูลค่าแพงระยับ อัปเดตล่าสุดใครครองแชมป์?

เปิดโผนักการเมือง เปิดกรุนาฬิกา มูลค่าแพงระยับ อัปเดตล่าสุดใครครองแชมป์?

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

วงการการเมืองไทยนั้นไม่เคยสิ้นไร้สีสัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวาทกรรมหรือนโยบายเด็ดๆ แต่สิ่งที่กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ทุกยุคสมัยคือไอเทมแฟชั่นบนเรือนร่างของบรรดานักการเมืองระดับบิ๊กเนม โดยเฉพาะ “นาฬิกาข้อมือ” ที่มักจะเป็นจุดโฟกัสสายตาของนักสืบโซเชียลอยู่เสมอ เพราะเครื่องบอกเวลาบนข้อมือไม่ได้มีไว้แค่ดูเวลา แต่ยังสะท้อนถึงความมั่งคั่งที่บางเรือนมีมูลค่าสูงกว่าคฤหาสน์เสียอีก!

อันดับ 1 ทักษิณ ชินวัตร ภาพจำหลักร้อยล้าน หากจะพูดถึงความสุดทางด้านมูลค่าเรือนเดี่ยว นาทีนี้ไม่มีใครล้มแชมป์อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างแน่นอน ข้อมูลนี้ไม่ได้มาจากการยื่น ป.ป.ช. ในอดีต แต่มาจากเหตุการณ์ที่ท่านเดินทางกลับสู่แผ่นดินไทยเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2566 สิ่งที่สะดุดตาผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาทั่วโลกคือ Patek Philippe รุ่น Grandmaster Chime Ref. 6300G บนข้อมือ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดในโลกและผลิตจำนวนจำกัด สนนราคาป้ายอาจจะอยู่ที่ราวร้อยล้านบาท แต่มูลค่าการซื้อขายจริงในตลาดนักสะสมพุ่งทะยานไปแตะระดับ 200 – 300 ล้านบาท เรียกว่าเป็นที่สุดของความหรูหราแห่งยุค

อันดับ 2 แพทองธาร ชินวัตร กรุสมบัติ 162 ล้านบาท อัปเดตล่าสุดปี 2567 ตามมาติดๆ กับข้อมูลที่เพิ่งเปิดเผยล่าสุดในปี 2567 ของนายกรัฐมนตรีหญิง แพทองธาร ชินวัตร ทันทีที่ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินตอนเข้ารับตำแหน่ง จุดที่สร้างความฮือฮาสุดๆ คือเธอครอบครองนาฬิกาหรูมากถึง 75 เรือน รวมมูลค่าสูงถึง 162 ล้านบาท! เจาะลึกลงไปจะพบว่าแบรนด์ลูกรักของเธอคือ Patek Philippe ที่มีถึง 29 เรือน ร่วมด้วย Audemars Piguet และ Rolex ถือเป็นกรุนาฬิกานักการเมืองที่มูลค่ารวมสูงที่สุดเท่าที่มีการยื่นทรัพย์สินในปัจจุบัน

อันดับ 3 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จุดเริ่มต้นเทรนด์นักสืบนาฬิกาปี 2560 แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2560 โดยเริ่มต้นจากแสงแดดแยงตาจน “บิ๊กป้อม” ต้องยกมือขึ้นบัง เผยให้เห็นนาฬิกา Richard Mille RM 029 ราคาในขณะนั้นถูกประเมินไว้ที่ราวๆ 3.5 – 4 ล้านบาท ก่อนที่ชาวเน็ตจะขุดพบนาฬิกาหรูสลับสับเปลี่ยนกันใส่กว่า 20 เรือน มูลค่ารวมในตลาดตอนนั้นสูงหลายสิบล้านบาท นำไปสู่วลีระดับตำนาน “ยืมเพื่อนมา” ที่ยังคงถูกหยิบยกมาพูดถึงจนถึงปัจจุบัน

อันดับ 4 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตแชมป์กรุนาฬิกา 40 ล้าน หากย้อนกลับไปดูข้อมูลเชิงลึกจากสำนักข่าวอิศราที่เคยรวบรวมสถิติไว้ในปี 2560 ตำแหน่งแชมป์นักการเมืองที่มีมูลค่านาฬิกาสูงสุดจากการยื่น ป.ป.ช. ในยุคก่อนหน้านั้น ตกเป็นของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก โดยแจ้งครอบครองนาฬิกา 10 เรือน มูลค่ารวม 40 ล้านบาท (เฉลี่ยเรือนละ 4 ล้านบาท) แม้จะเป็นข้อมูลในอดีต แต่ก็เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้เห็นว่าความหรูหราคู่ข้อมือกับการเมืองไทยนั้นมีมาอย่างยาวนาน

อันดับ 5  สุชาติ ชมกลิ่น ไวรัลล่าสุดชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เมื่อภาพการแถลงข่าวของนายสุชาติ ชมกลิ่น กลายเป็นไวรัลที่ทำเอาหลุดโฟกัสกันทั้งโซเชียล โดยจังหวะที่เจ้าตัวพนมมือไหว้ขอโทษผู้สื่อข่าวหลังเกิดกรณีปะทะคารมพร้อมวลีฮิต “มึงรู้จักกูน้อยไป” เพจเฟซบุ๊ค iremixbeer ได้ตั้งข้อสังเกตและถอดรหัสไอเทมบนข้อมือว่าอาจเป็น Patek Philippe รุ่น Chronograph 40mm Stainless Steel, Blue Dial (Ref. 5980/1A-001) ซึ่งนาฬิกาหน้าปัดน้ำเงินสุดแรร์เรือนนี้ ถูกประเมินราคาซื้อขายในตลาดว่าอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 4,000,000 บาทขึ้นไป ประกายความหรูหราบนข้อมือสวนทางกับบรรยากาศตึงเครียด ทำเอาชาวเน็ตตาโตจนต้องหันมาวิเคราะห์ราคากันพัลวัน

การเปิดกรุสมบัติเรือนเวลาของเหล่านักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการยื่นทรัพย์สินล่าสุด หรือภาพข่าวที่ถูกจับตา ล้วนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้สังคมเสมอ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นสีสันทางการเมืองที่เชื่อมโยงถึงความโปร่งใสที่ประชาชนให้ความสนใจไม่เคยเปลี่ยน!

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.ฝรั่งเศส องค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทย-ฝรั่งเศส ทีมประเทศไทย เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่สายตานานาประเทศ

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค.2569 

โฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนในครั้งนี้พบหารือกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วน ได้แก่

1. ระดับผู้นำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบกับนายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ (working dinner) ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้หารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกัน พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน พลังงาน คมนาคม การทหาร และอากาศยาน

2. องค์การระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือที่ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปลายปีนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ

3. ภาคเอกชนฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับคณะนักธุรกิจฝรั่งเศสภายใต้สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมทั้งพบปะภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้เข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

4. ทีมประเทศไทย ภาคเอกชนไทย และชุมชนไทยในฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความเห็นในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมทั้งพบปะชุมชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรม เอกลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฝรั่งเศส รวมถึงภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ไทยในระดับสากล

ศิริโชค ลุยฟ้อง ป.ป.ช. ปมดองสำนวนคดี ณัฏฐ์ชนน เกือบ 2 ปี

ศิริโชค ลุยฟ้อง ป.ป.ช. ปมดองสำนวนคดี ณัฏฐ์ชนน เกือบ 2 ปี

ศิริโชค ลุยฟ้อง ป.ป.ช. ปมดองสำนวนคดี ณัฏฐ์ชนน เกือบ 2 ปี

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

20 พฤษภาคม 2569 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ผมยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ๒ ราย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค ๑ สระบุรี ข้อหา : ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.๑๕๗

───────────────────
ฟ้องใคร?
① นายสุทธิ กลีบสัตบุตร
พนักงานไต่สวนผู้เชี่ยวชาญ สำนักงาน ป.ป.ช.
เจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
② นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ประธาน ป.ป.ช.
ผู้กำกับดูแลสำนักที่รับผิดชอบสำนวน

───────────────────
คดีนี้คืออะไร?
ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.เขต ๗ สงขลา พรรคภูมิใจไทย ทั้งทางอาญาและจริยธรรมร้ายแรง ตั้งแต่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗
แต่นับถึงวันนี้ เกือบ ๒ ปีแล้ว สำนวนยังไม่แล้วเสร็จ อ้างแค่ว่า “กำลังสอบพยานเพิ่ม ๒ ปาก”

───────────────────
ที่น่าตั้งคำถามที่สุด — Inside Information
[????] ๑๗ ก.ค. ๖๗ → ป.ป.ช. มีมติชี้มูล (ยังไม่รับรองรายงานการประชุม)
[????] ๓ ส.ค. ๖๗ → นายณัฏฐ์ชนนยื่นขอทบทวนมติ ← ยื่นดักก่อน
[????] ๑๔ ส.ค. ๖๗ → สำนักไต่สวนนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อรับรองรายงานการประชุม
[????] ๒๑ ต.ค. ๖๗ → ป.ป.ช. ประชุมพิจารณาคำร้อง มติ ๕ ต่อ ๑ ให้สอบพยานเพิ่ม ๒ ปาก
[????] ๒ ม.ค. ๖๘ → ป.ป.ช. แถลงข่าวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
[????] พ.ค. ๖๙ → วันนี้ เกือบ ๒ ปีหลังมติ ต.ค. สำนวนยังไม่เสร็จ
นายณัฏฐ์ชนนรู้ผลมติก่อนรายงานการประชุมได้รับการรับรอง ๑๑ วัน และก่อนประชาชนจะรู้เกือบ ๖ เดือน
เขารู้ได้อย่างไร?

───────────────────
กฎหมายพูดไว้ชัด
พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา ๔๗–๔๘ กำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช. และเลขาธิการต้องกวดขันให้การไต่สวนเสร็จ ภายในกรอบสูงสุด ๒+๑ ปี
การสอบพยานเพียง ๒ ปาก ใช้เวลาเกือบเท่ากับกรอบคดีใหม่ทั้งคดี
ประธาน ป.ป.ช. ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่ากฎหมายกำหนดอะไรไว้ แต่กลับไม่กำกับดูแล

───────────────────
เปรียบเทียบให้เห็นชัด
คดี ๔๔ สส.ก้าวไกล ปม ม.๑๑๒
→ ป.ป.ช. ชี้มูล ๙ ก.พ. ๖๙
→ ยื่นศาลฎีกา ๙ เม.ย. ๖๙
→ ใช้เวลา ๒ เดือน
คดีนายณัฏฐ์ชนน
→ ป.ป.ช. ชี้มูล ๑๗ ก.ค. ๖๗
→ ถึงวันนี้ พ.ค. ๖๙
→ เกือบ ๒ ปี ยังไม่เสร็จ
คดีประเภทเดียวกัน เวลาต่างกันราวฟ้ากับดิน

───────────────────
การฟ้องคดีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
แต่เป็นการยืนยันว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและการละเว้นของตน
#ปปช #ม157 #ศาลอาญาทุจริต #สงขลา #ณัฏฐ์ชนน

‘กมธ.คมนาคม สภาฯ’ ขยับ เรียก ‘กรมฯราง-ขสมก.-การรถไฟ-ตำรวจ’ ถกเหตุ รถไฟชนรถเมล์

‘กมธ.คมนาคม สภาฯ’ ขยับ เรียก ‘กรมฯราง-ขสมก.-การรถไฟ-ตำรวจ’ ถกเหตุ รถไฟชนรถเมล์

‘กมธ.คมนาคม สภาฯ’ ขยับ เรียก ‘กรมฯราง-ขสมก.-การรถไฟ-ตำรวจ’ ถกเหตุ รถไฟชนรถเมล์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

‘กมธ.คมนาคม สภาฯ’ ขยับเรียก ‘กรมฯราง – ขสมก. – การรถไฟ – ตำรวจ’ ถกเหตุ ‘รถไฟชนรถเมล์’ ยันต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้ หากประเด็นยังไม่จบ สามารถเรียกประชุมได้อีก

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกมธ.ฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ที่บริเวณจุดตัดถนนอโศก – ดินแดงว่า วันนี้ (20 พ.ค.) ที่ประชุมมาครบทุกหน่วยงาน โดยมีนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง, รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก, การรถไฟ, ตำรวจนครบาล, รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้กำกับสน.มักกะสัน และผอ.ขสมก.

นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า วันนี้ต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้ทั้งหมด และล่าสุดตนเองเห็นว่าพนักงานขับรถอยู่บนรถ และอยู่ที่ด้านหน้าด้วย ซึ่งต้องหาข้อเท็จจริงว่าข้อสรุปแล้วเป็นอย่างไร และระบบการทำงานอาณัติสัญญาณไฟ เรามีระบบว่ามาตรฐานความปลอดภัยที่เพียงพอหรือไม่ ที่จะทำให้คนขับรถรู้ก่อนล่วงหน้า ว่ามีอุปสรรคอยู่ด้านหน้า นอกจากการโบกธงแดงแล้ว จะมีมาตรการอื่นหรือไม่ และค่อยมาขยายในประเด็นอื่นเพิ่มเติมในส่วนของภาพรวมปัญหาการจราจร อุบัติเหตุในพื้นที่ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนข้อเท็จจริง จะสะท้อนอะไรบ้างนั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นข้อเท็จจริง คือระยะทางในการเบรคตั้งแต่ 2 กิโลเมตร ถึง 200 เมตร ต้องหาข้อเท็จจริงร่วมกัน ว่าสุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร เพราะวันนี้ต้องบอกว่า เสียดายที่เราไม่ได้เชิญสหภาพมา เพราะด้วยเวลาที่จำกัด แต่หากมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกันเพิ่มเติม ก็คงต้องเชิญทางสหภาพมาด้วยว่าปัญหาของบุคลากรการรถไฟเองก็ดี จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม

เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ นายศุภณัฐ กล่าวว่า เรามีหนังสือของทางสหภาพที่ออกแถลงการณ์ออกมาอยู่แล้ว ก็คงนำหนังสือมาเปิดให้คณะกรรมาธิการทุกคนได้ดู และดูว่าทางหน่วยงานจะชี้แจงรายละเอียดอย่างไร คงต้องนำมาสื่อสาร และตรวจสอบกับสหภาพเพิ่มเติมด้วย

เมื่อถามว่ามีโอกาสที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นทางกรมการขนส่งทางรางอยู่แล้ว โดยทั่วไปคณะกรรมการไม่ได้มาเองอยู่แล้ว จะส่งฝ่ายเลขาฯ คือหน่วยงานราชการ อธิบดีกรมการขนส่งทางรางมา และก็เป็นคนแถลงตลอดอยู่แล้ว รวมถึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบด้วย คงแถลงรายละเอียดต่างๆได้ครบถ้วน และหากประเด็นยังไม่จบ หรือมีเพิ่มเติม เราสามารถนัดครั้งใหม่ได้ 

ชาญชัย ส่งคำแจงศาลรธน. ชี้ กกต. มัดตัวเอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สืบถึงคนลงคะแนนได้

ชาญชัย ส่งคำแจงศาลรธน. ชี้ กกต. มัดตัวเอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สืบถึงคนลงคะแนนได้

ชาญชัย ส่งคำแจงศาลรธน. ชี้ กกต. มัดตัวเอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สืบถึงคนลงคะแนนได้

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“ชาญชัย”ส่งคำชี้แจงศาลรธน.”คดีบาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้ง  เผยคำชี้แจง กกต. มัดตัวเองยอมรับสืบย้อนถึงตัวผู้ลงคะแนนได้  แถมพิมพ์บัตรผิดเงื่อนไขTOR ที่ห้ามสแกน-ถ่ายเอกสาร //มองคนคุมกฎทำผิดเอง กลายเป็นระบบเลือกตั้งทำลายปชต. ขอศาลฯเรียก “สมชัย” จำลองเหตุ การณ์ เชื่อศาลพิจารณารอบคอบ

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายชาญชัย  อิสระเสนารักษ์ อดีตผู้สมัคร สส.นครนายก  นำคำชี้แจงในฐานะพยานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มี QR code และ Barcode ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  นายชาญชัย  กล่าวว่า ศาลให้ชี้แจงใน 5 ประเด็น เช่น ได้พบเห็นการใช้บาร์โค้ดในวันเลือกตั้ง แล้วทำอย่างไร  การพิสูจน์ว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่ลับอย่างไร และให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม 

ซึ่งตนได้ทำคำชี้แจงและยื่นต่อศาล โดยประเด็นพบเห็นการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พบตั้งแต่วันเลือกตั้ง และผิดสังเกตตั้งแต่วันนั้น ซึ่งตนได้ตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 เห็นบัตรเลือกตั้งมาทุกครั้งไม่เคยมีบาร์โค้ด  และที่น่าสนใจ คือ ประเด็นที่ กกต.ชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยยอมรับว่าบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนถึงต้นตอได้  ซึ่งก็เป็นข้อความที่ยืนยันเป็นข้อยุติว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ  ประเด็นทั้งหมดศาลจะได้มีการพิจารณาและหลังจากนี้ก็จะนำคำชี้แจงดังกล่าวไปส่งให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยในฐานะผู้ร้อง 

ส่วนหลักฐานเพิ่มเติมที่ยื่นต่อศาลฯ ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเรียกนายสมชัย  ศรีสุทธิยากร  อดีต กกต.และคณะ มาพิสูจน์ต่อศาลในเชิงประจักษ์ ว่าบัตรเลือกตั้งหากสแกนแล้วสามารถสืบไปถึงต้นตอผู้ลงคะแนนได้  โดยตนยังได้ส่งตัวอย่างเอก สารในอดีตที่เคยเรียกจาก กกต.และศาลยุติธรรมมีคำพิพากษามาให้กับศาลรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญสามารถเรียกจาก กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิสูจน์อีกครั้งได้จะเป็นประโยชน์ ศาลจะได้เห็นกับตาว่าข้อท้วงติงของนักวิชาการและคนที่ประสบกับเหตุทุจริตการเลือกตั้งว่าบัตรเลือกตั้งนี้ไม่เป็นความลับและเป็นอันตราย 

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่ได้จากการชี้แจงของ กกต.ที่ยื่นให้กับผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ ข้อที่ 2 เรื่องการทำ TOR  จัดซื้อจัดจ้างในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งระบุว่าห้ามไม่ให้ผู้รับจ้างทำบัตรที่สามารถสแกนได้ และถ่ายเอกสารได้ ซึ่งเท่ากับว่า กกต.ทำผิดวิธีจัดซื้อจัดจ้าง  ตนก็ได้เขียนให้ศาลพิจารณาด้วย เพราะเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของ กกต.ที่ผิดพลาด  โดยขอให้ศาลเรียก TOR และเอกสาร 20 รายการที่ตนอ้างถึงมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อศาลจะได้เห็นว่ากระบวนการจัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเพราะอะไร

นายชาญชัย  ยังระบุอีกว่าตามเงื่อนไข TOR  ระบุห้ามจัดทำบัตรเลือกตั้งที่สามารถสแกนได้แต่ในการเลือกตั้งมีการสแกนบัตรแล้วทราบถึงผู้ลงคะแนน  จึงตรงกันข้ามกับ TOR  ฉะนั้นคนที่รับบัตรแล้วนำมาให้ประชาชนทั้งประเทศทั้งประเทศได้ลงคะแนน จึงเป็นบัตรที่ผิด TOR  ผิดเงื่อนไขการจ้าง และเป็นความผิดพลาดของ กกต.และบัตรนี้เป็นหลักฐานที่สามารถสืบค้นไปได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน

เมื่อถามว่า กกต.ได้ชี้แจงผู้ตรวจการแผ่นดินถึงเงื่อนไขการสแกนบัตรที่จะสามารถสืบค้นถึงผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ว่าเป็นอย่างไร นายชาญชัย กล่าวว่า  กกต.ยอม รับว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลงและมีกฎหมายให้อำนาจ   ส่วนตัวเห็นว่าเรามีกฎหมายห้ามซื้อเสียง แต่เราก็ไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงได้  ตนเคยฟ้องศาลให้นำบัตรมาทั้งหมด ได้มาทั้งบัตรที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้  เรารู้ทันทีว่าใครเลือกใคร กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนี้ถามว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เป็นคนแจกบัตรรู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนรับบัตร หมายเลขอะไร และถ้าคนทุจริตมานั่งเฝ้าตอนที่ขานคะแนน ก็จะทราบว่าบัตรนี้เป็นของใครลงคะแนน  ซึ่งตนได้เขียนชี้แจงบรรยายแต่ละขั้นตอนให้ศาลได้เห็น

“วิธีการแบบนี้เรารู้มานานแล้วว่าถ้ามีการไปใส่รหัสในบัตรจะสามารถสืบเสาะได้  ฉะนั้นถ้าบอกว่ากฎหมายทำให้เข้าไม่ถึง  จริงๆรู้ตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้ว  เชื่อว่าศาลต้องการข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดมาก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ถ้าการเลือกตั้งไม่สุจริต ยุติธรรมและเปิดเผยความลับได้ ระบบจะเสียหาย  ไม่มีใครเชื่อถือ  ระบบการเลือกตั้งจะกลายเป็นระบบที่ทำลายประชาธิปไตย  และผู้ที่ทำลายระบบการเลือกตั้งคือผู้ที่ควบคุมการเลือกตั้งเอง “นายชาญชัยกล่าวพร้อมกล่าวขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และขอบคุณผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ส่งเรื่องนี้มายังศาล เพราะการชี้แจงของ กกต.ที่ส่งไปยังผู้ตรวจฯทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น ตรงกับที่เรารู้อยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะฟังจากปากของ กกต.ว่าจะแก้เรื่องนี้อย่างไร ที่ทำพลาดไปแล้ว

สภาไฟเขียว ร่าง กม.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาต ยืนตาม สว.แก้ไข

สภาไฟเขียว ร่าง กม.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาต ยืนตาม สว.แก้ไข

สภาไฟเขียว ร่าง กม.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาต ยืนตาม สว.แก้ไข

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

‘สภาฯ’ ไฟเขียว ‘ร่างกม.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาตฯ’ ยืนตาม ‘สว.’ แก้ไข ด้าน ‘พริษฐ์’ ถามหาความจริงใจจาก ‘อนุทิน’ ปม ‘สินบนใบอนุญาต’ หลังพบ ‘ขู่ฟ้อง’ แทนที่จะรีบออกกฎหมายลูกปิดช่อง ‘คอร์รัปชัน’

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ…. ด้วยเสียงเห็นชอบ 435 เสียง  ไม่เห็นด้วย 1 เสียง 

ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเป็นฉบับที่ สภาฯ ที่ 26 ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม จึงส่งคืนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมายังสภา เพื่อพิจารณาต่อไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137  (3)  เมื่อที่ประชุมสภาฯ เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาถือว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และจะได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 81 ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการลงมติ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เสนอโดยสภาฯชุดที่ผ่านมาโดยพรรคประชาชนและร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีสาระคือทบทวนระบบขอใบอนุญาตให้รวดเร็ว ปิดช่องการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ในส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพียง 1 มาตรา คือ มาตรา  23 นั้นสามารถยอมรับได้ เพราะเป็นเพียงการเชื่อม 2 นวัตกรรมทางกฎหมาย ให้อำนาจบางอย่างกับรัฐบาลให้ออกพระราชกฤษฎีกาได้ แต่ต้องส่งให้สภาฯ เพื่อทักท้วงภายในกรอบ 30-60 วัน แต่หากไม่มีการทักท้วงสามารถประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาให้ผลบังคับใช้ได้ หากสภาฯ หรือ สว. ไม่ทักท้วงเนื้อหาตามกรอบเวลา และหากสภาฯ เห็นชอบ จะทำให้ร่างกฎหมายบังคับใช้ได้เร็ว และรัฐบาลจะได้อำนาจรื้อระบบใบอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส

“อดสงสัยไม่ได้ นายกฯ ใส่ใจงานสภาฯ เพราะร่างกฎหมายที่ริเริ่มโดยฝ่ายค้านหรือรัฐสภาชุดก่อน เพราะหากใส่ใจจริง เมื่อถูกถามหน่วยงานเรียกรับสินบนจากใบอนุญาตต่างๆ นายกฯ ควรดำเนินการทันที ใช้ประโยชน์จากร่างพ.ร.บ.เพื่อทบทวนกระบวนการขอใบอนุญาตที่รวดเร็วและโปร่งใส ควรตอบได้ทันทีว่า เตรียมกฎหมายลูกไว้กี่ฉบับ เพื่อทำให้นำร่างกฎหมายมาใช้ประโยชน์ได้จริง แต่สิ่งที่เห็นคือ นายกฯ ขู่ฟ้องคนทำแบบสำรวจและโยนบาปให้รัฐบาลชุดก่อน ทั้งที่นายกฯ อยู่ในรัฐบาลมาทุกยุค รวมถึงล่าสุด บอกว่าคนอื่นรู้จักตนเองไม่ได้ ทั้งที่นายกฯเองมากกว่าที่รู้จักประโยชน์ของกฎหมายไม่ดีเพียงพอและไม่รู้จะนำร่างกฎหมายอำนวยความสะดวก มาบังคับใช้เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แก้ปัญหาสินบนจากการเรียกรับใบอนุญาตอย่างไร” นายพริษฐ์ กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอว่า หลังจากที่ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่าน ขอให้สภาฯ ตั้งคณะทำงานยกร่างหรือกำหนดแนวทางว่าข้อบังคับต่อกรณีที่สภาฯ จะต้องพิจาณาพระราชกฤษฎีกาตามร่างกฎหมายดังกล่าวที่รัฐสภาเสนอ เพราะตนเข้าใจว่าในร่างกฎหมาย ที่ให้รัฐบาลส่งร่างพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการอนุญาตให้สภา พิจารณาภายใต้กรอบเวลา  30-60 วัน อาจต้องเสนอญัตติและการพิจารณา 

โดยนายโสภณ ชี้แจงต่อนายอภิสิทธิ์ว่า สภาฯ ได้เตรียมการเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยหากครม.เสนอพระราชกฤษฎีกาให้สภาฯ ประธานสภาฯ ต้องแจ้งให้ทราบ และหากผู้ใดมีประเด็นเสนอญัตติต่อสภาเพื่อให้พิจารณา ว่าจะมีมติทักท้วงหรือไม่

พลอยทะเล ฟาดกลับ พริษฐ์ คิดก่อนพูด! ปมวิจารณ์รัฐบาล ห้ามรถไฟเข้าเมือง

พลอยทะเล ฟาดกลับ พริษฐ์ คิดก่อนพูด! ปมวิจารณ์รัฐบาล ห้ามรถไฟเข้าเมือง

พลอยทะเล ฟาดกลับ พริษฐ์ คิดก่อนพูด! ปมวิจารณ์รัฐบาล ห้ามรถไฟเข้าเมือง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“พลอยทะเล” แจง “พริษฐ์” วิจารณ์แนวคิดแก้ไขปัญหาการเดินรถไฟ “คิดตื้นเกินไป” ขอให้กลับไปคิดวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อนพูด ย้ำชัดสั่งการ “ศึกษา” จัดระเบียบขนส่งสินค้า-คน เป้าหมายกำจัดจุดตัดบนดินอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชน

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) โดยระบุว่า รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ามาใจกลางเมืองเลยนั้น เป็นแนวคิดที่อาจจะ “คิดตื้นเกินไป” ขาดความรอบคอบ และเป็นการผลักภาระทั้งหมดให้กับประชาชน รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม ขอชี้แจงว่าความเข้าใจดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งนี้ ขอย้ำว่ารัฐบาลได้สั่งการทันทีให้ดำเนินการ “ศึกษา” แนวทางการบริหารจัดการเส้นทางอย่างเป็นระบบ ทั้งในส่วนของ “รถไฟขนส่งสินค้า” และ “รถไฟขนส่งคน” โดยมีเป้าหมายปลายทางสูงสุดคือ การลดและกำจัดจุดตัดทางรถไฟระดับดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้หมดไป

การแก้ปัญหาไม่ได้ใช้วิธี “ห้ามรถไฟทุกชนิดเข้าเมือง” แบบเหมารวมตามที่ฝ่ายค้านเข้าใจ แต่เน้นการบริหารจัดการเพื่อให้สังคมและทุกฝ่ายเข้าใจถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง โดยแยกการบริหารจัดการออกเป็น 2 ส่วนหลักให้ชัดเจน ดังนี้

ส่วนที่ 1: การบริหารจัดการแยกระบบระหว่าง “รถไฟขนส่งสินค้า” และ “รถไฟขนส่งคน”

การแก้ปัญหาไม่ได้ใช้วิธี “ห้ามรถไฟทุกชนิดเข้าเมือง” แบบเหมารวมอย่างที่ฝ่ายค้านเข้าใจคลาดเคลื่อน แต่กระทรวงคมนาคมมีการจัดระเบียบตามประเภทการใช้งาน โดยแบ่งระยะเวลาการดำเนินการ ดังนี้

1. รถไฟขนส่งสินค้า (Freight Trains) ในระยะเร่งด่วน  กระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปศึกษาแนวทางการใช้สถานีนอกพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า เช่น ลาดกระบัง บ้านภาชี และนครปฐม ซึ่งจะลดขบวนรถไฟเข้าเมืองได้ทันที 10 ขบวน/วัน แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินรถสินค้าเข้ามายังพื้นที่ชั้นใน จะจัดเวลาการเดินรถให้อยู่ในช่วงเวลากลางคืนทั้งหมด พร้อมจัดการเดินรถให้สอดคล้องกับการใช้ไม้กั้นรถไฟร่วมกับสัญญาณไฟจราจร ส่วนในระยะยาว จะเร่งรัดการพัฒนาวงแหวนรอบกรุงเทพมหานครรอบที่ 3 เพื่อให้รถสินค้าที่มีปลายทางไม่ใช่ กทม. สามารถบายพาส (Bypass) ไปยังทิศทางต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเข้าพื้นที่ชั้นใน รวมถึงจัดตั้งศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) จากทางรางไปยังรูปแบบอื่นๆ เช่น ทางถนนและทางน้ำ ตามพื้นที่ต่าง ๆ บนเส้นทางวงแหวนฯ

2. รถไฟขนส่งคน / ผู้โดยสาร (Passenger Trains) เป้าหมายสูงสุดของกระทรวงคมนาคม คือ “ต้องไม่มีจุดตัดระดับดินในพื้นที่ กทม. ทั้งหมด” แต่ในระหว่างที่รอการก่อสร้างโครงสร้างต่างระดับให้แล้วเสร็จ กระทรวงฯ ได้กำหนดมาตรการดังนี้:

• ระยะเร่งด่วน: บังคับใช้กฎเหล็ก “หากไม้กั้นยังไม่ลงมาปิดกั้น รถไฟจะไม่เคลื่อนขบวนโดยเด็ดขาด” โดยประสานพนักงานจราจรให้บังคับใช้ไฟสัญญาณจราจรให้รถหยุดก่อนถึงจุดตัด และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง เมื่อได้รับสัญญาณเตือนรถไฟ ขอให้ “หยุดรถหลังเส้นเหลือง” เพื่อให้ไม้กั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์

• ระยะกลาง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ รฟท. ใช้เวลา 3 เดือนในการศึกษาแนวทาง 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจุดตัดทางรถไฟ โดยใช้เทคโนโลยีและ AI ประมวลผลการกั้นการจราจร (เช่น แผงกั้นอัตโนมัติ) ควบคู่กับสัญญาณไฟจราจร 2. การกำหนดจุดหยุดรถไฟทางไกลที่สถานีชานเมือง (เช่น ตลิ่งชัน, ลาดกระบัง) ก่อนเข้ากรุงเทพฯ โดยกระทรวงฯ จะดูแลเรื่องค่าโดยสารร่วมต้องไม่เพิ่มขึ้น และรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่านระบบตั๋วร่วม “เฉพาะกลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย” ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด

• ระยะยาว: เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับในส่วนที่เป็น Missing Link (ช่วงพญาไท-ยมราช-สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) เพื่อกำจัดจุดตัดระดับดินในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในให้หมดไปอย่างถาวร

ส่วนที่ 2 คำชี้แจงต่อข้อเสนอ 3 ประการของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รัฐบาลขอชี้แจง ดังนี้

ข้อ 1. เรื่องการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเด็ดขาด (ฝ่ายค้านเสนอให้เอาผิดผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง) รัฐบาลเห็นด้วยและได้สั่งการดำเนินการทันทีแล้ว ปัจจุบันกล้องวงจรปิด (CCTV) บริเวณจุดตัดมีความพร้อมสมบูรณ์ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อดำเนินการออกใบสั่งและลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด ส่วนมาตรการเสริม กระทรวงคมนาคมจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยกำกับดูแล ควบคู่กับการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายร้ายแรงหากฝ่าฝืนกฎจราจร (เช่น การจอดทับเส้นเหลือง หรือฝ่าไม้กั้น)

ข้อ 2. เรื่องการรื้อและออกแบบวิศวกรรมจราจรบริเวณจุดตัดใหม่ (ฝ่ายค้านเสนอให้แก้ปัญหาเชิงกายภาพ) กระทรวงฯ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น กทม.) ในการปรับปรุงสัญญาณไฟจราจรบริเวณจุดตัดให้สอดคล้องกับรอบการเดินรถของรถไฟแล้ว สำหรับมาตรการขั้นเด็ดขาด นอกเหนือจากการแก้เชิงวิศวกรรม กระทรวงคมนาคม ได้บังคับใช้มาตรการ “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พนักงานขับรถไฟจะไม่มีสิทธิ์นำขบวนรถผ่านจุดตัดหากระบบไม้กั้นขัดข้อง นี่คือการตัดความเสี่ยงที่เห็นผลทันที

ข้อ 3. เรื่องการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดจุดตัด (ฝ่ายค้านเสนอให้เร่งสร้างสะพานข้าม/อุโมงค์ทางลอดทั่ว กทม.) นั้น มีเป้าหมายตรงกัน คือการนำ “จุดตัดระดับดิน” ออกไปให้หมด แต่วิธีการบริหารจัดการระหว่างทางต่างกันซึ่งตามข้อเสนอของนายพริษฐ์ หากเร่งสร้างสะพานข้ามหรืออุโมงค์ในจุดตัดที่เหลืออยู่ทั่ว กทม. พร้อม ๆ กัน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “การปิดพื้นผิวจราจร” ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาจราจรติดขัดอย่างมหาศาลและยาวนานหลายปี สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างหนัก กระทรวงคมนาคมได้ใช้แนวทางแบบ “มหภาค” มีแผนแม่บทด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนกว่า คือการเร่งผลักดันโครงการ Missing Link และวงแหวนรอบที่ 3 ตามที่กล่าวไปข้างต้น ควบคู่ไปกับการใช้การ “ปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถ (Rerouting)” จะส่งผลลัพธ์ต่อการปรับพฤติกรรม นำระบบ “ตั๋วร่วม” มาใช้ และย้ายจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า/ผู้โดยสาร ซึ่งจะทำให้รถไฟวิ่งผ่านจุดตัดในเมืองน้อยลงจนหมดไปในที่สุด โดยไม่ต้องสร้างปัญหาการก่อสร้างบนถนนเพิ่ม ถือเป็นการแก้ปัญหาภาพรวมอย่างยั่งยืนถาวรกว่าการตามแก้ปัญหาเฉพาะจุด

“รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคมมุ่งแก้ไขปัญหาผ่านการคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อบริหารจัดการเส้นทางและทรัพยากรที่มีอยู่  ลดจุดตัดระดับดินให้เร็วที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการก่อสร้างที่สร้างผลกระทบ ต่อการจราจรทางถนน รัฐบาลยินดีรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของทุกฝ่าย รัฐบาลมุ่งเน้นออกแบบนโยบายครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความปลอดภัย ความรวดเร็ว และผลกระทบระหว่างทางต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด การที่นายนายพริษฐ์ ออกมาพูดว่าแนวคิดแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เป็นแนวคิดที่อาจจะ “คิดตื้นเกินไป” ขอให้กลับไปคิดวิเคราะห์ก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา แนวคิดของรัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เป็นการการผลักภาระทั้งหมดให้กับประชาชน” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ