กล้าธรรม เสริมทัพใหญ่! แบ่งงานรองหัวหน้าพรรค-ตั้งทีมโฆษกชุดใหม่

กล้าธรรม เสริมทัพใหญ่! แบ่งงานรองหัวหน้าพรรค-ตั้งทีมโฆษกชุดใหม่

กล้าธรรม เสริมทัพใหญ่! แบ่งงานรองหัวหน้าพรรค-ตั้งทีมโฆษกชุดใหม่

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“กล้าธรรม”เสริมทัพใหญ่ แบ่งงานรองหัวหน้าพรรคดูแลทุกภูมิภาค เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ดูแลคนไทยทั่วประเทศ พร้อมตั้งทีมโฆษกชุดใหม่ หวังสื่อสารเชิงรุก

19 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารที่ทำการพรรคกล้าธรรม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ สส.พรรคกล้าธรรม ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ครั้งแรก ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีการปรับโครงสร้างพรรคครั้งสำคัญ ทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทะเบียนพรรค รวมถึงรองหัวหน้าพรรค โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค เป็นผู้มอบหมายภารกิจอย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคช่วงเวลา 13.00 น. ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายให้รองหัวหน้าพรรคทั้ง 12 คน รับผิดชอบภารกิจขับเคลื่อนงานของพรรค ทั้งด้านการดูแลประชาชนและการบริหารพื้นที่ทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็นโซนภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคตะวันตก ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีรองหัวหน้าพรรค 7 คน ดูแลในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน ยังมีรองหัวหน้าพรรคอีก 5 คน รับผิดชอบงานในลักษณะ “คลัสเตอร์” ตามภารกิจสำคัญของประเทศ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแบ่งเบาภารกิจการทำงานของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เป้าหมายของพรรคกล้าธรรม คือการขยายจำนวนสมาชิกพรรคและเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พรรคสามารถทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบจัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนประจำพรรคกล้าธรรม” ภายในอาคารที่ทำการพรรค เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามาร้องเรียนปัญหาและสะท้อนความเดือดร้อนได้โดยตรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมสถานที่และระบบการทำงานอย่างเป็นทางการ

นายอรรถกร ระบุว่า ศูนย์ดังกล่าวจะมี ดร.ธนินท์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ พร้อมทีมงานคอยรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เพื่อให้พรรคสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พร้อมกันนี้ พรรคกล้าธรรมยังมีการปรับทีมโฆษกพรรคชุดใหม่ ตามข้อเสนอของ นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารกับประชาชน และสะท้อนจุดยืนของพรรคในประเด็นต่างๆ อย่างรอบด้าน

สำหรับทีมโฆษกพรรคชุดใหม่ ประกอบด้วย นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก , น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง , น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร , นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี และ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายอรรถกร กล่าวว่า ทีมโฆษกชุดใหม่จะร่วมกันสื่อสารจุดยืนของพรรคในประเด็นสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการ สิทธิสตรี และสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงจะทำหน้าที่สะท้อนเสียงของประชาชน และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในประเด็นที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง

“พรรคกล้าธรรมจะพยายามทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนพี่น้องประชาชน และสื่อสารสิ่งที่พรรคตั้งใจทำเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มที่” นายอรรถกร กล่าว

สิริพงศ์ เผยนายกฯ สั่งคมนาคม เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปมรถไฟชนรถเมล์

สิริพงศ์ เผยนายกฯ สั่งคมนาคม เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปมรถไฟชนรถเมล์

สิริพงศ์ เผยนายกฯ สั่งคมนาคม เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปมรถไฟชนรถเมล์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

“สิริพงศ์”เผย”นายกฯ”สั่ง”คมนาคม” เร่งเคลียร์ทุกข้อสงสัยปม”รถไฟชนรถเมล์” แจงไม่มีใบอนุญาตจาก”กรมรางฯ”ไม่ใช่ประเด็นเอาผิด”คนขับรถรถไฟ” เหตุเป็น”กฎหมายใหม่”อยู่ระหว่างดำเนินการ เผยเงินเยียวยาไม่ต้องเข้า ครม. เคาะผู้เสียชีวิตได้ 2.39 ล้าน บาดเจ็บ 1 ล้าน

19 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ ว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม คือกรณีเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น นายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย เนื่องจากแต่ละวันจะมีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีคำถามจากภาคสังคมเข้ามา จึงสั่งการให้กระทรวงคมนาคมรีบสรุปประเด็นต่างๆ เช่น พนักงานขับรถไฟอยู่ในห้องขับหรือไม่ การที่พนักงานขับรถไฟเสพยาเกิดความบกพร่องส่วนใดบ้าง เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติด ทั้งหมดนี้ขอให้ดำเนินการตรวจสอบให้ครบถ้วน

ทั้งนี้ ในส่วนของเงินเยียวยาไม่ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเป็นส่วนของกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการ ซึ่งมีส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จะนำมาจากกองทุนต่างๆ โดยคดีนี้กรณีผู้เสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 2,390,000 บาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บวงเงินสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้รายงานนายกรัฐมนตรี ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว น่าจะสรุปผลได้ในวันนี้ และนำรายงานได้ไม่เกินวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.)

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องใบอนุญาตขับรถไฟนั้น ไม่ใช่ว่ากรมการขนส่งทางรางไม่ออกใบอนุญาต แต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง เป็นกฎหมายใหม่ที่ต้องมีการดำเนินการซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา และมีเวลา 120 วัน ซึ่งจะทยอยทำเรื่อยๆ แต่หากเอาเฉพาะกรณีนี้ยังไม่มีการยืนยันตัวเองกับกรมราง และมีบางส่วนที่ทยอยทำ แต่ในทางปฎิบัติบุคคลนี้มีใบขับขี่ของการรถไฟฯที่ออกให้ อย่างไรก็ตาม ใบอนุญาตที่ออกจากกรมรางจะไม่ใช้เป็นส่วนในการพิจารณาโทษของกรณีนี้ หมายความว่าความผิดฐานไหนก็ดำเนินการในฐานนั้น แต่เรื่องที่กรมรางยังไม่ออกใบอนุญาตเพราะกฎหมายยังมีเวลาอีก 60 วัน จึงจะไม่นำเรื่องนี้มาร่วมพิจารณาด้วย

เมื่อถามถึงกรณีตรวจพบสารเสพติดของพนักงานขับรถไฟดังกล่าว รมช.คมนาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจจะพูดเรื่องทักษะเป็นหลัก แต่ในอนาคตจะต้องมีการพูดคุยเรื่องสารเสพติดด้วย

เมื่อถามว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย บอกว่าอัตรากำลังน้อยจะต้องเพิ่มอัตรากำลังอย่างไรหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ต้องดูเรื่องโครงสร้าง เพราะน่าจะปี 2540 กว่าๆ ที่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การลดขนาดของภาครัฐ มีการกำหนดอัตราเกษียณ และอัตราทดแทน ซึ่งในอดีตอาจมองว่ามีอัตรามากเกินไปต่อภาระหน้าที่ หากดูในข้อเท็จจริงจะมีการตั้งคำถามเยอะแยะ แต่ถ้าดูว่าตรงไหนมีปัญหาหรือขาดอะไร ค่อยไปดูตรงนั้น ซึ่งผู้ว่ารฟท.มีการเสนอปรับโครงสร้างเข้ามาแล้ว ส่วนจะปรับปรุงหรือเพิ่มอัตราได้หรือไม่ต้องดูก่อน และต้องคุยกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ด้วย เพราะงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด จึงต้องดูว่าจะใช้เป็นอัตรากำลัง อัตราจ้างเหมา หรือลักษณะของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยซึ่งมีหลายวิธี

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทาสีใหม่แล้วตามจุดตัดทางเชื่อมต่างๆ โดยเฉพาะจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างจุดเกิดเหตุก็ทาสีเรียบร้อย การเช็คสภาพจราจรก็เรียบร้อยดี

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวขยายความถึงกรณีที่ให้คำจำกัดความว่ารางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากกรณีว่ามีชายคนหนึ่งไปยืนปัสสาวะบนรางรถไฟจนถูกชนบาดเจ็บว่า รถไฟยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่รางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย

“ไม่ใช่ปวดปัสสาวะ แล้วจะสามารถเข้าไปปัสสาวะบนรางรถไฟได้ ไม่ใช่ว่าอยากเดินเล่น ก็เข้าไปเดินเล่นบนรางรถไฟ แบบนั้นไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะตรงที่ไม่ใช่ทางเชื่อม ซึ่งเป็นจุดที่รถไฟวิ่งตามปกติ จึงขอฝากประชาชนไว้ด้วย คำที่บอกว่ารางรถไฟรางรถไฟไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าไม่ปลอดภัยกับผู้โดยสาร แต่หมายความว่าไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะเข้าไป เหมือนกับการข้ามถนน เพราะถนนก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย สำหรับคนที่เดินข้ามแบบไม่ระวัง” รมช.คมนาคม กล่าว

เมื่อถามถึงการประสานงานกับตำรวจจราจรเรื่องการให้สัญญาณไฟจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ใกล้กับแยก จะต้องมีการหารือถึงการบริหารจัดการร่วมกันหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้ตำรวจก็มีความเข้มข้นเรื่องนี้อยู่แล้ว พร้อมยอมรับว่าความเข้มข้นอาจลดน้อยลงบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นปกติ คือช่วงที่การจราจรแออัด จะต้องทำให้เข้มข้นเป็นปกติ ล่าสุดทราบว่าบริเวณจุดตัดทางรถไฟหลายจุด รวมถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ได้มีการทาสีสัญลักษณ์บนถนนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณจุดตัดที่มีความเสี่ยงสูง

เมื่อถามว่า จะต้องมีการเพิ่มขนาดของไม้กั้นและเสริมความแข็งแรง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการพิจารณาอยู่ รวมทั้งจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบ แต่อาจจะยังไม่ใช่ในระยะเวลาอันใกล้ เพราะเป็นขั้นตอนตามระบบราชการ แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือการบริหารจัดการบุคคล ซึ่งระหว่างที่กำลังรองบประมาณ ก็ยังมีสถาบันนวัตกรรมราง ที่ก่อนหน้านี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เชื่อมโยงกับ AI และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเชื่อมโยงกับสัญญาณไฟจราจร ส่วนเรื่องรางรถไฟที่จะต้องเป็นระบบอัตโนมัติ จะเป็นขั้นตอนการดำเนินการระยะกลาง อาจต้องใช้เวลา 1 – 2 ปี

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

19 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ดังนี้

1.การให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้ง Mr. Izmir Kamarudin ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (Deputy Chief Executive Officer, DCEO) ขององค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย แทนรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารฯ เดิม ที่รัฐบาลมาเลเซียเสนอขอเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 30 กันยายน 2571 ซึ่งเป็นการนับวาระต่อเนื่องตามกำหนดเดิม ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2.การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ)

2.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย วันทนียกุล)

ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นางสาวปรานอม จันทร์ใหม่ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นักวิชาการสหกรณ์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ (นักวิชาการสหกรณ์ทรงคุณวุฒิ) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

4.การเสนอชื่อผู้แทนประเทศไทยสมัครรับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ 

1.เห็นชอบการเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งรองผู้อำนวยการใหญ่ (Deputy Director General: DDG) และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (Assistance Director General: ADG) ของ WIPO

2.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำและส่งหนังสือแจ้งชื่อผู้สมัคร (Letter of Nomination) ถึง WIPO ตามช่องทางที่ WIPO กำหนด เพื่อเสนอชื่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่ง DDG และ ADG ของ WIPO ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

5.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1.นางสาวเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์

2.นายเสก นพไธสง ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

7.การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ แต่งตั้ง นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8.การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้งนางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

9.ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2570 เพื่อให้การบริหารราชการของกรมการขนส่งทางรางเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของส่วนราชการ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

10.การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยแทน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงาน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายสถาพร ใจอารีย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) ในคณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทนนายรัตนะ สวามีชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการ) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

12.ผลการสรรหากรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจำนวน 1 คน ได้แก่ นางวรวรรณ ชิตอรุณ ตามที่คณะกรรมการการสรรหาบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการฯ ได้คัดเลือกแล้ว เพื่อแต่งตั้งแทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

13.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1.นายพินิตเมธ ทีฆธนานนท์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

2.นางจิดาภา สุนทรธนากุล ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

14.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.นายอริญชัย ซูสารอ

2.นายศาสตรา ศรีปาน

3.นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

15.การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายบุญแก้ว สมวงศ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

แรมโบ้ โผล่อวย สุชาติ คนจริง เป็นลูกผู้ชาย หัวใจใหญ่กว่าตับ กล้ายอมรับ หลังรุดขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอก จากเหตุวิวาทะระหว่างสัมภาษณ์ กรณีข่าวคอร์รัปชันในหน่วยงานที่กำกับ 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นายเสกสกล อัตถาวงศ์”แรมโบ้ อิสาน” อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมนายสุชาติ กรณีที่ได้ไปพบสื่อทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจ และขอโทษสื่อ หลังจากให้สัมภาษณ์ประเด็น ผลโพล ของ กกร. โดยมองว่าการให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าวนายสุชาติ พูดในภาพรวมใหญ่ โดยไม่มีเจตนาที่จะไม่เห็นด้วยกับผลโพล หรือไม่มีเจตนาที่จะพูดไม่ดีกับสื่อมวลชน  

“รัฐมนตรี สุชาติ ถือเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น รวมถึงผลโพล เพื่อนำไปปรับปรุงอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังมีความตั้งใจในการทำงานสูง มีคาดหวังที่จะแก้ไขปัญหาในกระทรวง หรือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้สำเร็จ”

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนการที่พูดกับสื่อทำเนียบ ทันทีที่รู้ว่าคำพูดไม่เหมาะสมก็รีบลงไปขอโทษสื่อถึงรังนกกระจอกทันที ทำให้เห็นว่านายสุชาติมีสปิริตสูง ดังนั้นไม่อยากให้พี่น้องสื่อมวลชนเข้าใจผิด คนที่ได้คบ รู้จัก หรือสัมผัสตัวตนที่แท้จริงจะรู้จักนิสัยใจคอว่ารมว.สุชาติ เป็นคนพึ่งพาอาศัยได้ ช่วยเหลือทุกปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อน ไปพึ่งพาไม่มีผิดหวังถือเป็นรมต.ขวัญใจประขาชนคนหนึ่ง  จนคนทั่วไปและชาวชลบุรีตลอดจนเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกคนชื่นชมว่าคือ นักเลงตัวจริงเสียงจริง จนได้รับฉายาว่า “ลูกผู้ชาย หัวใจใหญ่กว่าตับ”เพราะมีความจริงใจกับทุกคน  การที่ออกมายอมรับและขอโทษสื่อ ท่านถูกต้องแล้วและต้องขอบคุณสื่อที่เข้าใจและให้อภัยรัฐมนตรี

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

นายกฯ มอบ ปกรณ์ ประสาน ป.ป.ช.จัดการทุจริตตามนโยบาย

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องการปราบปรามการทุจริต นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประสานกับสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ป.ป.ช.) โดยเรื่องนี้นายกฯยืนยันว่าเป็นนโยบายหลัก และการปราบปรามสแกมเมอร์ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก 

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วุฒิสภาไฟเขียว ส่งข้อสังเกตจี้รัฐบาล แก้ปมรถไฟชนรถเมล์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

“วุฒิสภา”ไฟเขียว ชงข้อสังเกต-แนวทางแก้ปัญหา เหตุ”รถไฟชนรถเมล์” ให้”รัฐบาล”พิจารณา

19 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟ กับถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันนที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย นายวุฒิชาติ กัลยานมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ และญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ซึ่งเป็นวิกฤตความปลอดภัย และการเยียวยา โดย นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.เป็นผู้เสนอ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ไขต่อไป

โดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น สื่อต่างชาติตีข่าวไปทั่วโลก ตั้งคำถามถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง หาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานไม่ได้ โดยวิจารณ์ความหละหลวมประเทศไทยอย่างหนัก ส่วนแนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้า กทม.ชั้นในนั้น ตนขอคัดค้านอย่างหนัก เป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานใน กทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และผู้เสนอญัตติได้กล่างสรุปญัตติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบทั้ง 2 ญัตติ และส่งข้อสังเกตพร้อมข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว ชี้ หากภาคธุรกิจอยู่ได้ เกิดการสร้างงาน-สร้างรายได้ มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน 4 ด้านหลัก 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ให้ความสําคัญมาก และยืนยันกับประชาชนว่าการรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ ไม่ได้ทําไปเพื่อนักธุรกิจ แต่ถ้าภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ก็จะนําไปสู่การสร้างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของผู้ประกอบการนายกฯได้นํามาสั่งการในครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานกําหนดกรอบ ว่าได้มีการดําเนินการขับเคลื่อนตามข้อเสนอนั้นอย่างไร ภายในทุกๆ 30 วัน และ 60 หรือ 90 วัน ตามเป็นระยะ ผ่านกลไกครม.เศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)

โดยนายกฯเน้นย้ำ 4 ด้าน คือ 1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด ได้มอบหมายให้สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ(สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก 2. ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเอไอ และดิจิตอล ได้มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงานผลักดันตามข้อเสนอแนะ 3. การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ด้านสุขภาพ ดิจิตอล เกษตรสมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น โดยเรื่องนี้ให้กระทรวงการคลัง และสํานักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เป็นหน่วยงานหลัก และ 4. เรื่องการลดอุปสรรคการอนุญาต รวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์ ได้มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ( ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เข้าไปดําเนินการ 

ศธ.ขานรับ ครม. สั่งแก้ปมโรงเรียนกั๊กใบจบเด็กค้างค่าเทอม สกัดหลุดนอกระบบ

ศธ.ขานรับ ครม. สั่งแก้ปมโรงเรียนกั๊กใบจบเด็กค้างค่าเทอม สกัดหลุดนอกระบบ

ศธ.ขานรับ ครม. สั่งแก้ปมโรงเรียนกั๊กใบจบเด็กค้างค่าเทอม สกัดหลุดนอกระบบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

ศธ.รับลูก ครม. สกัดเด็กหลุดออกนอกระบบ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนไม่แจกใบจบเพราะค้างค่าเทอม

19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้เด็กสามารถนำเอกสารไปรายงานตัวเพื่อศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้อย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Drop Out เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และเพื่อคุ้มครองสิทธิในการศึกษาของเด็กและเยาวชนตามที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลื่อนฟังคำพิพากษารอบ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น 11 ส.ค.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลื่อนฟังคำพิพากษารอบ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น 11 ส.ค.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลื่อนฟังคำพิพากษารอบ 2 คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็น 11 ส.ค.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯเลื่อนฟังคำสั่งคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งครั้งที่ 2 หลัง กกต.ส่งหนังสือชี้แจงพร้อมพยานหลักฐาน ให้โจทก์ตรวจสอบนัดฟังคำสั่งอีกครั้ง11 สิงหาคม

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้อง คดีหมายเลขดำ อท. 31/2569 ที่ ร.อ. ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก และ เลขาฯ กกต. รวม 8 คน ฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2569 มาตรา 69, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172

โดยกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 มีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ดด้านล่างซ้ายของบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริต ทั้งยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จำเป็นด้วย ทำให้โจทก์รวมถึงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่เป็นความลับ

โดยศาลได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าสำนักงานกกต. มีหนังสือจัดส่งคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยให้โจทก์ตรวจสอบหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากประสงค์จะทำคำคัดค้านให้ยื่นเข้ามาภายใน 15 วัน หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจ 

ทั้งนี้ ศาลให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 11 สิงหาคม นี้ เวลา 09.30 น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้่ศาลได้มีคำสั่งเลื่อนการฟังคำสั่งจากวันที่ 17 มีนาคมมาเป็นวันที่ 19 พฤษภาคมก่อนที่ศาลจะเลื่อนอีกเป็นครั้งที่ 2 มาฟังคำสั่งในเดือนสิงหาคมนี้

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

นายกฯ สั่งทบทวนฟรีวีซ่า ชี้ต้องทําให้เกิดระบบ หลังเป็นช่องทางของผู้ไม่หวังดี 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องการยกเลิกฟรีวีซ่า ซึ่งวีซ่าทุกประเภทที่ประเทศไทยออกให้กับประเทศอื่นๆ มีความแตกต่าง เช่น 15 วัน 60 วัน และ Visa on Arrival (VOA) หรือวีซ่าที่ชาวต่างชาติสามารถขอรับได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยการให้วีซ่าในลักษณะต่าง ๆ ด้านดีก็มี สามารถเอื้ออํานวยดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่มาตรการฟรีวีซ่าที่เราใช้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราเห็นว่ามันเป็นช่องให้เกิดผู้ไม่หวังดี เข้ามาในช่องนั้ นายกรัฐมนตรีจึงมีดำริว่าต้องทบทวนและดูอีกรอบหนึ่ง ทําให้เป็นระบบ โดยในช่วงเย็นนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดที่กระทรวงการต่างประเทศ