อนุทิน สั่ง มทภ.4 ตรวจสอบให้ชัดเจน ปมยิงจาก ฮ. รับการข่าวต้องปรับอีกเยอะ หลังเหตุป่วนใต้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:23 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 13.46 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะลงพื้นที่ด้วยตัวเองหรือไม่ ว่า ถ้าตนลงไปจะทำความลำบากให้กับเจ้าหน้าที่เปล่าๆ แต่การสั่งการให้แนวทางปฏิบัติเตรียมความพร้อมของผู้เกี่ยวข้อง ได้มารายงานและหารือ และนำไปสู่การปฏิบัติ

เมื่อถามว่า กรณีมีการระบุว่าเจ้าหน้าที่ยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนถามแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านก็ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีเหตุเช่นนี้ แต่หากต้องการให้สบายใจตนจะกำชับให้แม่ทัพภาค 4 ดำเนินการให้ชัดเจน เพราะของพวกนี้โกหกไม่ได้ ผู้บาดเจ็บยังมีชีวิต การพิสูจน์วิถีกระสุน ปืนที่นำมาใช้ สามารถพิสูจน์หลักฐานในทางวิทยศาสตร์ได้ ก็เป็นไอเดียที่ดี ตนจะให้แม่ทัพภาค 4 ดำเนินการ ตนจะแจ้งให้ดำเนินการ

เมื่อถามว่า การเรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง ที่ผ่านมา มีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า วิธีการดำเนินการเป็นความลับทางราชการ แต่เป้าหมายและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสันติสุข ความปลอดภัยของประชาชน นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเรา เราจะทำทุกวิถีทาง โดยเน้นเรื่องชีวิตให้ปลอดภัยสูงสุด

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายโจมตีทหารใช้อาวุธสงครามเป็นการกระทำที่แรงเกินกว่าเหตุ นายกฯ กล่าวว่า หลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขามีหลักอยู่แล้วทำตามกรอบกฎหมายกำหนด เราไม่สามารถสรุปได้ว่าแต่ละจุด การปฎิบัติการตอบโต้หรือการป้องกันตัวเอง หรือการเข้าปราบปรามเพื่อยุติเหตุร้ายมันแตกต่างกัน ในทุกช่วงเวลาทุกพื้นที่ ทุกสถานที่ แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยึดถืออยู่เสมอ การดำเนินการภายใต้กรอบและสิ่งที่กฎหมายกำหนด ตนขอให้ความมั่นใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนไหน ที่จะทำนอกเหนือกฎหมายได้

เมื่อถามว่า การเกิดสถานการณ์ในพื้นที่กว่า 100 เหตุการณ์ภายใน3วัน จะมีการปรับมาตรการอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการข่าวต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ ตนได้แสดงความกังวลและห่วงใย ให้เขาได้รับทราบแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อธิบายกับประชาชนยาก เหตุที่เกิดขึ้นพร้อมพร้อมกันนับ10นับ100 ในห้วงสถานการณ์เดียวกัน เราจะบอกว่าเราไม่ทราบเลย ก็แสดงว่าประสิทธิภาพใช้ไม่ได้เลย ซึ่งเขาก็บอกว่าเขาทราบ เพียงแต่ว่าตอนที่เกิดเหตุในแต่ละจุด ก็มีการเตรียมการเป็นอย่างดีจากฝ่ายก่อการ สื่อก็เห็นว่าตนใช้ดุลพินิจ และอำนาจที่ตนมีอยู่ ในส่วนที่ตนทำได้ ทั้งปรับปรุงบุคลากร วิธีการ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ผบ.ตร. ผบ.ทบ. แม่ทัพภาคที่ 4 สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มา3-4 วันแล้ว เรามีแนวทางหาข้อสรุปเพื่อดำเนินการทุกวิถีทางทั้งการเจรจา การรักษากฎหมาย การเสริมกำลังเข้าไปให้เกิดความสงบเรียบร้อยดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน

เมื่อถามว่าอันนี้เป็นเหตุผลที่ต้องดึงทหารเข้ามาช่วยงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีเหตุผลหมด

เมื่อถามว่ากรณีมีการกล่าวอ้างว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน ต้องตรวจสอบหรือไม่ นายอนุทิน ตอบกล่าว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์หลักฐานได้ด้วยวิถีกระสุนและโชคดีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเสียชีวิต เราต้องเร่งดูแลเขาตรงนี้สามารถสอบถามเขาได้มีแพทย์ที่เป็นกลางมีจรรยาบรรณแพทย์กำหนดอยู่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า มีการรายงานนายกฯ ว่ามีการยิงลงจากเฮลิคอปเตอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า มีแต่การปฏิเสธว่าไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น ตนถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่มีแน่นะ ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ รู้ได้อย่างไรว่าไม่มี แม่ทัพภาคที่ 4 ก็แถลงข่าวไปแล้วโดยเป็นสิ่งเดียวกับที่รายงานมายังตน ถ้ามีอะไรนอกเหนือจากนี้คงไม่ใช้ไม่มีเหตุอะไรที่แม่ทัพภาคที่ 4 จะปิดบังประชาชน

เมื่อถามว่า นโยบายภาคใต้เราใช้การเมืองนำการทหาร หลังจากนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้ทหารนำการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครนำใครจับมือไว้แล้วไปด้วยกันสร้างความสงบให้บ้านเมืองทำงานด้วยกันสามัคคีกันร่วมมือกัน

3จังหวัดชายแดนใต้ชายแดนใต้อนุทิน ชาญวีรกูล

ครม.ไฟเขียว เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบ ทั้งเจ็บป่วย-มะเร็ง-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต-ชราภาพ-ว่างงาน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

คนทำงานที่เคยอยู่นอกความคุ้มครองเตรียมมีหลักประกันเพิ่ม! ครม.อนุมัติหลักการแก้กฎหมาย เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบ ทั้งเจ็บป่วย-มะเร็ง-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต-ชราภาพ-ว่างงาน คาดปี 2573 มีผู้ประกันตนเพิ่มกว่า 1.05 ล้านคน

25 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

การขยายความคุ้มครองครั้งนี้หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า สิทธิดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกจ้างสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มลูกจ้างต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำให้กลุ่มลูกจ้างดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมมีเวลาเตรียมความพร้อม ทั้งด้านระบบการส่งเงินสมทบและการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1,050,000 คน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

การปรับกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตน แต่เป็นการขยาย “หลักประกัน” ไปถึงคนทำงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ไปจนถึงลูกจ้างแผงลอยและลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ให้เข้าถึงความคุ้มครองเมื่อเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยชราได้มากขึ้น

ประกันสังคม,ม33,มาตรา33,คณะรัฐมนตรี,

ครม. ไฟเขียวงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมปี 69 ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

แจกเงิน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติงบกลาง 558,739,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพ เป็นกรณีพิเศษ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เสนอ และที่ ครม. มีมติเพิ่มเติม ดังนี้

กรณีที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำไม่เกิน 7 วัน ครัวเรือน ละ 9,000 บาท ขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 60,971 ครัวเรือน

แจกเงิน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กรณีที่อยู่อาศัยน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งยังไม่มีตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ

ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต จากอุทกภัยโดยตรง และดินโคลนถล่ม เยียวยารายละ 2 ล้านบาท ซึ่งที่ จ.น่าน มีทั้งหมด 5 คน

แจกเงิน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการจ่ายเงินเยียวยาจะต้องทำให้สะดวกที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาทำประชาคม เรื่องเอกสารไม่ต้องให้ประชาชนมายื่นเอกสารซ้ำซ้อน เป็นหน้าที่ของหน่วยราชการในประสานข้อมูลเป็นการภายในและดำเนินเรื่องในการอนุมัติเงิน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อยากจะให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ตอนนี้เริ่มดำเนินการไปแล้ว พบว่าการจัดตั้งกองทุนต้องใช้เวลาและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ เนื่องจากเวลานี้ มีฝนตก และอาจมีสถานการณ์อุทกภัย เพื่อให้การดูแลดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ปภ. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. นำระบบประกันภัยมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจะต้องไปพูดคุยและสรุปรูปแบบเพื่อนำมาเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่ จังหวัดสงขลา

ขอขอบคุณภาพจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ครมงบกลางน้ำท่วมเงินเยียวยาแจกเงิน

‘นิรัตน์’ รับเป็นเรื่องยาก กวาดบ้าน ‘สถ.’จบ ก่อนรับตำแหน่งใหม่ ยันจะทำดีที่สุด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

นิรัตน์ น้อมรับคำสั่ง ย้ายนั่ง อธิบดี ปภ. รับเป็นเรื่องยาก ย้ำกวาดบ้านสถ. จบก่อนรับตำแหน่งใหม่ แต่ยันจะทำให้ดีที่สุด

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ว่า ไม่ได้รับทราบมาก่อนล่วงหน้า แต่ตนเคารพการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนย้ำว่าพร้อมทำงาน

เมื่อถามว่า ภารกิจของ ปภ. ค่อนข้างหนักพอสมควร ในการบรรเทาสาธารณภัย มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพร้อมเสมอ

เมื่อถามว่า การโยกย้ายกรมในครั้งนี้ กังวลหรือไม่ว่าจะส่งผลต่อการเดินหน้าสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และยังไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายนิรัตน์ยัง กล่าวถึงภารกิจของ สถ.ในการเดินหน้าสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น ว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรก คือการบริหารบัญชี เอาบัญชีที่ถูกต้องมาใช้ และส่งไปยัง ก จังหวัด เทศบาล อบต. อบจ. เพื่อให้เพิกถอนคนที่ไม่ได้มีคะแนนที่จะต้องบรรจุ แต่หลังจากนี้มีอะไรต่อก็ต้องมีการสังคายนาภายในกรมสถ. ซึ่งยังมีงานอีกเยอะที่ต้องทำ และจัดเตรียมส่งมอบให้กับอธิบดีคนใหม่ แต่เรื่องของการสอบทุจริต หน่วยงานหลักในการดำเนินการทางคดีอาญาคือสำนักๅลลงานป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะมอบให้ ตำรวจ หรือดีเอสไอ ก็แล้วแต่จะมอบ แต่ในฐานะที่เราดูแลบริหารกรม ถ้าเราเจออะไรที่เป็นความผิด จะยังคงทำต่อเนื่องทุกวันว่าจะต้องประสานหน่วยงานใดต่อไป

เมื่อถามว่า การกวาดบ้านในสถ. จะให้แล้วเสร็จก่อนที่จะย้ายกรมหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่จะทำให้ได้มากที่สุดและดีที่สุด

กระทรวงมหาดไทยนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรรองเซมเบ้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

อนุทิน ป้อง ทองเจือ ไม่เกี่ยวโกงสอบท้องถิ่น มั่นใจคนใกล้ตัว แต่ถ้ามีหลักฐานดำเนินคดีไม่มีเว้น พูดลอยๆ ไม่ได้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:56 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีชื่อ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรบ้าง ว่า ข้อเท็จจริงไม่มีการโยง เมื่อถามว่า นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว แจงต่อกรรมการธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ว่าได้รับการติดต่อนายทองเจือ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่ทราบในรายละเอียด ตนมั่นใจว่าคนใกล้ตัวตน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่หากวันไหนมีส่วนเกี่ยวข้องมีหลักฐาน ก็ถูกดำเนินคดีทุกรายไม่เว้นแม้แต่ใคร ต้องมีหลักฐาน อย่ามาพูดลอยๆ แบบนี้ไม่ได้

ทุจริตสอบท้องถิ่น,อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ทองเจือชาติกิจเจริญ,

เสธ.ปูด้วง จ่อนั่ง ‘เลขาฯ สมช.’ คนใหม่ แทน ‘ฉัตรชัย’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:53 น.

“ฉัตรชัย” ได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้ว ให้ไปนั่งปลัดสำนักนายกฯก่อนลาประชุม ครม. นายกฯดึง “เสธ.ปูด้วง”นั่งเลขาฯสมช.คนใหม่ รอประชุม สมช.เคาะชื่อ

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายวันนี้ ซึ่งมีการอนุมัติเห็นชอบตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะการโยกย้ายนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้นั้น ซึ่งปกติแล้วเลขาธิการ สมช.เป็นหัวหน้าส่วนราชการที่จะต้องเข้าประชุม ครม.ทุกครั้ง เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ครั้งนี้นายฉัตรชัยไม่ได้เข้าประชุม และได้ยื่นใบลาประชุมไว้ก่อนแล้ว ในขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันนายฉัตรชัยเพิ่งจะเข้าร่วมประชุมหน่วยงานความมั่นคงกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ มีรายงานว่า การโยกย้ายครั้งนี้ได้มีการแจ้งนายฉัตรชัยล่วงหน้าแล้วว่า จะให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับบุคคลที่ได้รับการทาบทามจากนายกฯให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่แทนนายฉัตรชัยคือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก โดยมีการพูดคุยผ่าน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเจ้าตัวยินดีและน้อมรับที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งนี้ โดยไม่ขัดข้องแต่อย่างใด โดยหลังจากนี้จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้วจึงจะนำมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอต่อที่ประชุม ครม.เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

คณะรัฐมนตรีฉัตรชัย บางชวดปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์

DSI แจ้ง กองปราบ ดำเนินคดีกลุ่มคนปล่อยสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ ยันกระทบกระบวนการยุติธรรม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

งานเข้าทีมแฉฮั้วสว.แล้ว!!”อธิบดีDSI” ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายเข้าร้องทุกข์ “กองปราบฯ” ดำเนินคดีกลุ่มคนนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนคดีฮั้ว สว. มาเผยแพร่ สร้างความเสียหายต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่ “โฆษกดีเอสไอ” เผยสาเหตุแจ้งความ ระบุหลังตรวจสอบพบข้อเท็จจริง ”เนื้อหาข้อมูลที่ถูกนำเสนอในสาธารณะ เป็นข้อมูลภายในแฟ้มสำนวนของดีเอสไอจริง“ พร้อมขอตำรวจกองปราบฯ ขยายผลหาต้นตอที่มาข้อมูลเอกสารหลักฐานในคดีดีเอสไอหลุดไปอยู่ในมือคณะบุคคลได้อย่างไร เบื้องต้นดีเอสไอแจ้งพฤติการณ์ดำเนินคดีประมวลกฎหมายอาญา ม.322 ม.323 และ ม.164

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่นำเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. มาเผยแพร่และปล่อยข้อมูลออกสู่ภายนอก ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ นั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมรับว่า วันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอ ไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคล ที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้ว สว. อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่ และเมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว ก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริง ๆ จึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะ ส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญา เพราะตามหลักการแล้ว การจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้น คดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้น

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสาร และข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติม ก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอก็พร้อมให้ความร่วมมือ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงอีกว่า เรายึดหลักความโปร่งใส โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอมาเปิดเผยต่อสาธารณะ และมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วน คือ 1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่ และ 2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้น เป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะใกล้วันที่ 28 ส.ค.69 ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้น โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร มันถือเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 “ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“, มาตรา 323 “ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“

กองปราบคนปล่อยสำนวนคดีดีเอสไอฮั้วสว.

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการ ไฟเขียวโยกย้าย 20 บิ๊ก มท. นั่ง รองปลัด-อธิบดี-ผู้ว่าฯ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

25 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประจำวันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569 ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 3 ราย ดังนี้

​1. นายประวิต เอราวรรณ์ ตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เกษียณอายุราชการ 1 ตุลาคม 2569)

2. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ​กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายประวิต เอราวรรณ์)

3. นายธนู ขวัญเดช ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นวาระที่สอง

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 10 ราย เพื่อทดแทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากขอลาออกทั้งคณะ ดังนี้ 1) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เป็นประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย 2) พลอากาศเอก คงศักดิ์ จันทรโสภา 3) นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) 4) นายมณเฑียร อินทร์น้อย 5) นายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ 6) นายยศพนต์ จันทร์สุขศรี 7) นายศิริวัฒน์ จิตตศิลป์ 8) นายเศรษฐรัชต์ เลือดสกุล 9) พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย 10) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อำนาจ จำรัสจรุงผล

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การรับโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ รับโอนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ โดยให้การแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

​​ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงมหาดไทย

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ดังนี้

​​1. นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

​​2. ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดภูเก็ต ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงมหาดไทย

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายยงยุทธ ชื้นประเสริฐ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติกร) ระดับสูง) สำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย ดังนี้

1. ให้นายจำเริญ แหวนเพ็ชร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

2. ให้นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

3. ให้นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

4. ให้นางสาวอโรชา นันทมนตรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครปฐม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

5. ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

6. ให้นายสมชาย ลีหล้าน้อย พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน

7. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

8. ให้นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมโยธาธิการและผังเมือง

9. ให้นายปิยะ ปิจนำ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบุรีรัมย์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

10. ให้นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดจันทบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา

11. ให้นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่

12. ให้นางสาวฉัตรประอร นิยม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด

13. ให้นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตาก

14. ให้นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา

15. ให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์

16. ให้นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบุรีรัมย์

17. ให้นางสาวธนียา นัยพินิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิจิตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี

18. ให้นายชาธิป รุจนเสรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกำแพงเพชร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสระแก้ว

19. ให้นายพิริยะ ฉันทดิลก พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี

20. ให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุดรธานี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9. เรื่อง คณะกรรมการต่างๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงกลาโหม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอขอปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิกำลังพลปฏิบัติราชการพิเศษของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยขอเพิ่ม “ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 หรือผู้แทน” เป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

10. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี สุวิชาญ ญาณกิตติกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) (ผู้แทนภาคเอกชน) ในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แทน นางสาวพิมพ์ภาวดี พหลโยธิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) (ผู้แทนภาคเอกชน) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้

1. พลตำรวจตรี ชาตรี สุขศิริ

2. นางสาวกรณิศ นพอมรบดี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอแต่งตั้ง นางสาวพุทธชาด วัฒนวิมลกร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) กองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ข้าราชการ,คณะรัฐมนตรี,ครม,แต่งตั้ง,มติคณะรัฐมนตรี,

โฆษก กอ.รมน. แจง มทภ.4 ไม่ได้ฟันธง เหตุเผา อบต.เกี่ยวการเมือง เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต ชี้งานการข่าวมี 2 ด้าน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

“โฆษก กอ.รมน.”แจง”มทภ.4” ไม่ได้ฟันธง เหตุเผา อบต.เกี่ยวการเมือง เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต ชี้งานการข่าวมี 2 ด้าน “รุก และรับ” ส่วนเชิงลึก แบบรู้ข้อมูล 100% เป็นเรื่องยาก ขณะที่เหตุเฮลิคอปเตอร์ยิงวัยรุ่น ยังต้องพิสูจน์หลักฐาน ขอให้รอผลสืบสวน-นิติวิทยาศาสตร์ ที่ไม่โกหก และเป็นกลาง แม้อาจจะช้า แต่ต้องไม่จับผิดตัว หวั่นเสียมวลชน พร้อมขอความเป็นธรรมให้ จนท.รัฐ อย่ายอมให้ไปเข้าทางผู้ก่อเหตุ

25 สิงหาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการเชื่อมโยงเหตุการณ์เผาที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลที่เกิดขึ้นว่า อาจจะเกิดจากฝ่ายการเมืองนั้น

โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนเข้าใจจากคำสัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเพียงมุมมอง และข้อสังเกต ส่วนข้อเท็จจริงนั้น ต้องมีการนำพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งการอยู่ในพื้นที่ก็จะต้องมีการตั้งข้อสังเกตไว้หลาย ๆ เรื่อง โดยเรื่องการเมืองก็เป็นข้อสังเกตหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่า ตรงนั้นคือ ข้อเท็จจริงว่า มีการสนับสนุน หรือเกี่ยวข้อง โดยส่วนใหญ่เนื้อหาที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ จะเป็นเพียงข้อสังเกต และข้อสันนิษฐานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในการสืบสวน และสอบสวนจริงๆ แล้ว ยังไม่สามารถตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งทิ้งได้ ส่วนกระบวนการที่ทำให้เป็นข้อเท็จจริงนั้น จะต้องผ่านการสืบสวนสอบสวน

โฆษก กอ.รมน.กล่าวอีกว่า ให้สังเกตดูว่า ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในการแถลงข่าวจะมีทั้ง 3 ฝ่ายมาร่วมแถลงข่าว เช่น ทหาร , ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งต้องมีทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว มาชี้แจงร่วมกัน

ส่วนจะมีการยกระดับในการดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนกองทัพบก จะต้องดูแลและครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพบก ก็เป็นส่วนหนึ่งของ กอ.รมน.ในการสนับสนุนกำลังพล ซึ่งความจริงแล้วต้องเป็นทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในการวางแผน และปรับไปตามสภาพแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันนี้อาจจะมีการเข้าใจว่า รูปแบบในการก่อเหตุ อาจจะไม่เหมือนกันในทุกครั้ง อย่างกรณีที่เกิดขึ้น จะมีการกระจายพื้นที่ในการก่อเหตุ โดยลักษณะการก่อเหตุ จะไม่ได้เน้นเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำยางรถยนต์มาเผาตามท้องถนน หรือจุดต่างๆ ซึ่งการก่อเหตุทุกครั้งประชาชนมักมาตำหนิทางเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไปเข้าทางผู้ก่อเหตุ โดยปัจจุบันการก่อเหตุดังกล่าว มีประชาชนมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่มากขึ้น ซึ่งไม่เหมือนในอดีต

เมื่อถามว่า ในเรื่องของการข่าวจะมีการทบทวนหรือไม่ หลังวันนี้ผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ขอให้ภาครัฐมีการทบทวน เพื่อป้องกันเหตุมากขึ้น โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า ในมุมของการข่าวเชิงลึก หรือ การข่าว A1 ซึ่งเป็นระดับการรับรู้ถึงวัน และเวลาการก่อเหตุ ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยาก แม้แต่ชาติมหาอำนาจ ก็ยังมีปัญหาการรับทราบข่าวเชิงลึกแบบ 100%

ส่วนการทำงานของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะแบ่งงานการข่าวเป็น 2 ระดับคือ การข่าวเชิงรุก และเชิงรับ ซึ่งงานการข่าวด้านเชิงรุกก็คือ การปิดล้อมตรวจค้น เป้าหมายต่างๆ ได้ เพราะเรามีงานด้านข่าวเรื่องของบุคคล ส่วนข่าวเชิงรับ เราต้องมีมวลชนเข้ามาช่วย ในการแจ้งข่าว ซึ่งตรงจุดนี้ กอ.รมน.ได้สร้างมวลชนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการทำมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ถือว่า มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะงานการข่าวต่างได้มาจากมวลชน

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในที่เกิดเหตุทำไมถึงไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ จึงอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า ในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ จะต้องมีการวิเคราะห์ พื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะเป็นภาพของฝ่ายปกครองเป็นหลัก ก็คือ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ และจะทำงานร่วมกับมวลชนในการหาข่าวสาร ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง กอ.รมน.ต้องนำสถานการณ์ดังกล่าว มาวิเคราะห์ในงานด้านการข่าวเพิ่มมากขึ้น เพราะการก่อเหตุ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องยอมรับว่า ทางกำลังพลของ กอ.รมน. ภาค 4 มีจำกัด ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงของการผลัดเปลี่ยนกำลัง ทำให้ผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงจังหวะนี้ในการก่อเหตุ ซึ่งเรื่องนี้ทาง กอ.รมน.จะนำมาวิเคราะห์ และป้องกันช่องว่างในการก่อเหตุนี้

เมื่อถามว่า การข่าวเชิงรับ ต้องพึ่งพามวลชน ซึ่งได้รับความร่วมมือดีหรือไม่ โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า การเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ของหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข (ฉก.สันติสุข) ได้เข้าไปในพื้นที่ แต่ยังไม่ได้เข้าไปเต็มตัว ซึ่งหลังเกิดเหตุ ก็ได้มาพูดคุย และได้ทำในส่วนต่าง ๆ ให้ลงพื้นที่ไปให้ครบ เพื่อช่วยในเรื่องของงานการข่าว โดยเราจะต้องสร้างความเข้มแข็งของมวลชนให้ไม่เกรงกลัวต่อฝ่ายตรงข้าม แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปยืนอยู่ทุกจุด เพราะในทุกสมรภูมิของโลกนี้ ก็ต้องใช้มวลชนในการหาข่าว และแจ้งข่าว

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกมากรณีเฮลิคอปเตอร์ ยิงใส่วัยรุ่น กลายเป็นดูเหมือนว่า ภาครัฐกำลังจะไปรังแกประชาชน อาจทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะให้ข้อมูล เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว เมื่อวานนี้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) ได้นำแพทย์ที่รักษาผู้บาดเจ็บมาแถลงข่าว ซึ่งจะเห็นว่า ทางการแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์ การถูกยิงไม่ได้เกิดจากอาวุธทำลายล้างสูง หรืออาวุธสงคราม เป็นเพียงแค่กระสุนปืนขนาด 9 มม. หรือ .22 มม. และความเป็นจริงกระสุนปืน ที่เข้ามาถูกผู้ได้รับบาดเจ็บ ตามมุม 30 องศา ซึ่งให้ไปดูข้อเท็จจริงว่า เฮลิคอปเตอร์ สามารถบินในระดับ 30 องศาได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ตนไม่อยากชี้แจงด้วยความรู้สึก แต่เราจะเอาความจริงที่ทางแพทย์ออกมาชี้แจง จะได้รู้ว่า กระสุนปืนที่ใช้ ไม่ใช่กระสุนจากอาวุธปืนสงคราม ซึ่งหากไม่ใช่กระสุนดังกล่าว ก็สามารถตัดเจ้าหน้าที่รัฐออกไปได้เลย และจากผลนิติวิทยาศาสตร์มุมยิงของปืน รวมถึงร่องรอยกระสุนปืนที่เข้า และออก จะผิดไปจากกระสุนจากอาวุธปืนสงคราม ที่เข้ารูเล็ก แล้วออกรูใหญ่

โฆษก กอ.รมน.กล่าวอีกว่า การยิงปืนจากเฮลิคอปเตอร์ หากใครที่ยิงปืนเป็น จะรู้ว่า ยิงได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นคนชำนาญปืนอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะปืนที่ติดอยู่กับเฮลิคอปเตอร์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหากยิ่งไปแล้ว กระสุนปืนต้องตกลงมาด้านล่าง ทั้งนี้ตนขอให้รอผลจากนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด จะได้ทราบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องพูดด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบไฟลท์บิน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เพราะการบินเฮลิคอปเตอร์ในเวลากลางคืนจะเป็นการบินลาดตระเวนเป็นหลัก จึงขอให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่บ้าง

อย่างไรก็ตามความคืบหน้าคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน และการเชิญบุคคลมาซักถาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำงานทุกวัน ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่เกิดเหตุ หรือการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งตำรวจจะเก็บรายละเอียดทั้งหมด จึงอยากขอให้รอดูผลการสอบสวน อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ต่าง ๆ นา ๆ เพราะการดำเนินการในแต่ละเรื่อง ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

“การสืบสวนสอบสวน อาจจะช้าไปบ้าง แต่ไม่ผิดตัวจะดีกว่า เพราะหากไปจับกุมผิดตัวมาจะมีปัญหาต่อเนื่อง แทนที่จะได้มวลชน อาจจะเสียมวลชน ขอให้เชื่อมั่นในระบบนิติวิทยาศาสตร์ของเราว่า จะไม่โกหก และเป็นกลาง” โฆษก กอ.รมน.กล่าว

เมื่อถามว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นมีการประเมินว่า เกิดจากการที่ภาครัฐไปกดดันจับกุมบุหรี่เถื่อน รวมถึงยาเสพติด ถือว่า ภาครัฐมาถูกทางแล้วหรือไม่ โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเกิดมาจากเรื่องดังกล่าวก็ได้ หรืออาจจะเป็นภัยแทรกซ้อนอื่น

ส่วนมูลเหตุการจูงใจที่ให้ผู้ก่อเหตุออกมาก่อเหตุครั้งนี้ โฆษก กอ.รมน.มองว่า อย่างแรกก็คือ ช่องว่างของการปรับเปลี่ยนกำลัง และมีการฝึกผู้ก่อเหตุ วัยรุ่นขึ้นมาใหม่ เพื่อจะยกระดับให้เป็น RKK จึงได้เข้ามาเริ่มก่อเหตุ และชักจูงเพื่อจะเข้าเป็น RKK และเป็นเรื่องของการดิสเครดิตภาครัฐ ซึ่งขอยืนยันว่า การก่อเหตุดังกล่าว เป็นการก่อกวน ไม่ได้หวังต่อชีวิต และทรัพย์สิน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน ซึ่งถือว่า มีแต่ผู้บาดเจ็บแต่ไม่มีผู้เสียชีวิต แสดงให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุได้ลดความรุนแรงลง เพราะหากผู้ก่อเหตุไปฆ่าผู้บริสุทธิ์ จะกลายเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ถ้าทำต่อทรัพย์สิน และเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นผู้ก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ตามการกระทำของผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ ได้กระทบต่อประชาชน ไม่ได้กระทบต่อภาครัฐ ขอยืนยันว่า สิ่งที่ผู้ก่อเหตุทำ มีผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟฟ้า , ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ผู้ก่อเหตุไปทำลาย

เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาเพิ่มกำลังพล ลงไปในพื้นที่หรือไม่ พล.ต. วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ก่อเหตุได้กระทำ และแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจ ในเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของแนวคิด ที่แสดงออกมา และการแสดงออกนั้น เป็นการแสดงออกโดยการใช้กำลัง และบางส่วนก็แสดงออกด้วยการสื่อสาร ซึ่งภาครัฐเห็นอยู่แล้ว หากจะให้เรามาฟันธงไปเลยว่า เกิดจากเหตุนั้น หรือเหตุนี้ คงยังพูดไม่ได้ แต่งานด้านการข่าว ได้เก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้แล้ว ซึ่งความจริงแล้วภาพรวมของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องของปัญหาการแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของภัยแทรกซ้อน ไม่ว่า จะเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการเมือง ซึ่งทุกอย่างเป็นแบบนั้นหมด และรูปแบบของการปฏิบัติ จะเชื่อมโยงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร

ทั้งนี้ ขอตั้งสังเกตว่า ลักษณะการก่อเหตุ มีลักษณะต่างคนต่างดำเนินการ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่หลากหลาย บางทีอาจจะไม่ได้เชื่อมโยงกับการสั่งการก็ได้ หรืออาจจะมีการสั่งการก็ได้ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้งานด้านการข่าว สามารถนำมารวบรวมเป็นข้อมูลได้

พลตรีธรรมนูญไม้สนธิ์,กอรมน,มทภ4,เผาอบต,ชายแดนภาคใต้,

ปกรณ์ ลุยเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ ถกสรุปผล-แนวทาง 27 ส.ค. ก่อนชง ครม. ย้อนพวกวิจารณ์ศึกษาเยอะแต่ไม่ทำ สุดท้ายต้องปัดฝุ่นทำเอง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:20 น.

“ปกรณ์”จ่อถกสรุปผลฟังความคิดเห็น-แนวทางเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ 27 ส.ค.นี้ ก่อนชง ครม. ย้อนพวกวิจารณ์ศึกษาเยอะแต่ไม่ทำเสียที สุดท้ายต้องนำสิ่งที่ติมาปัดฝุ่นลุยเอง พร้อมแก้กฎหมายลำดับรองหนุนภาคธุรกิจ ยันทำเร็วที่สุดหวังเข้า OECD ปี 72

25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของราชการพลเรือน ภายหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น ว่า วันที่ 27 ส.ค.นี้ จะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปข้อรับฟังความคิดเห็นและแนวทาง จากนั้นจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือว่าการดำเนินการนี้ทำเร็วที่สุดแล้ว เพราะคนที่พูดเยอะๆ พูดมาหลายปีไม่เห็นทำ แต่พอตนพูดแล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ศึกษามาหนาเป็นศอกแต่ไม่ทำเสียที ซึ่งตนก็นำสิ่งที่เขาพูดมาทำ

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองเพื่ออำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ จำนวน 58 เรื่อง ซึ่งมี 11 เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า 10 กว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะทยอยลงทีละเรื่อง และอยากให้ประชาชนเข้าไปช่วยการแสดงความคิดเห็น โดยตนทำในรูปแบบของตน เมื่อรับฟังความเห็นเสร็จ พอได้หลักการก็จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จากนั้นจึงเข้าที่ประชุม ครม.

เมื่อถามว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเอื้อต่อการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า มันคือการปรับโครงสร้างของประเทศ และเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐจากเดิมที่เป็นผู้กำหนด ให้แต่ละฝ่ายร่วมคิด ซึ่งตรงกับหลักการของ OECD ที่การคิดอะไรต้องมีข้อมูลหลักฐานสนับสนุน ไม่อยากให้ยกขึ้นมาลอยๆ ซึ่งตนจะพยายามทำเต็มที่เพื่อเข้าสู่สมาชิก OECD ให้ได้ตามเป้าภายในปี 2572

ปกรณ์นิลประพันธ์,เออร์ลี่รีไทร์,ข้าราชการ,