รุทธพล ย้อนอดีตเคยจับพ่อ ทนายอั๋น คดีค้ายา ลั่นทำไปตามหน้าที่ ติงเลิกใช้คำไม่สุภาพ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:10 น.

รุทธพล ย้อนอดีตเคยจับพ่อ ทนายอั๋น คดีค้ายา ลั่นทำไปตามหน้าที่ ติงเลิกใช้คำไม่สุภาพ เช่นไอ้หอกหัก ย้อนถ้าโดนถ้ามีคนมาด่าลูกไอ้ขี้คุก จะเป็นอย่างไง

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้หยุดดองคดีที่ดินเขากระโดงว่า คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม คดีเขากระโดงเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านมา หากยื่นหนังสือผ่านดีเอสไอโดยไม่ผ่านทางกระทรวง ซึ่งตนไม่ทราบ แต่หากตนทราบเรื่อง ก็จะกำชับให้ดีเอสไอเร่งดำเนินการ

เมื่อถามว่าทนายอั๋นมีความขัดแย้งอะไรกับรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่มี แต่หากเป็นในอดีตเมื่อนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ตนรับราชการตำรวจ เคยจับพ่อทนายอั๋นและเพื่อนครูเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และก็ทราบว่าแม่ทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเลย ซึ่งขณะนั้นตนเป็นตำรวจอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และไม่ทราบว่าเหตุใดทนายอั๋นจึงมาพูดทำร้ายตนว่าไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเรื่องคดีเขากระโดง ดังนั้นขอยืนยันว่า งานในกระทรวงทำตามระบบ หากมีการเร่งรัดมาที่ตัว ก็จะดำเนินการอยู่แล้ว

“ระหว่างที่ทนายอั๋นไปยื่นเรื่องคดีเขากระโดงที่ดีเอสไอ มีการพูดจาที่ไม่เหมาะสม จะพูดถึงใครก็จะต้องมี #ไอ้หอกหัก ผมคิดว่าไม่สุภาพ ผมยกตัวอย่าง ถ้าทนายอั๋นทำ มีคน #ทนายอั๋นลูกไอ้ขี้คุก อย่างนี้ ผมก็คิดว่าเขาก็คงไม่สบายใจ ซึ่งผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น กลัวว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ซึ่งผมไม่สนับสนุนเลย จึงอยากให้สื่อสารกันดี ๆ หากทวงถาม ผมก็ดำเนินการให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว จะให้พูดอีกกี่ครั้ง ก็จะบอกว่าหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่”

พล.ต.ท. รุทธพล ยังกล่าวอีกว่า ทนายอั๋นเคยระบุว่าตนคือแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตนอยากให้ไปเรียนรู้ระบบงานและระบบหนังสือของกระทรวงก่อน เวลาที่เป็นจริงจะได้ไม่โชว์โง่ ให้พี่น้องสื่อมวลชนและสังคมทราบ

คดีเขากระโดงทนายอั๋นระบบราชการรัฐมนตรี

นายกฯ แจงโยกย้าย ‘เลขาฯ สมช.’ ยันเลือกคนเหมาะสมกับงาน ปัดข่าว ฮ.ยิงใส่ประชาชน แม่ทัพภาค 4 ยืนยันแล้ว

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:47 น.

“นายกฯ”แจงโยกย้ายตำแหน่งเลขาฯ สมช. ยันเลือกคนเหมาะสมกับงาน ไม่ตอบเรื่องขอตัว เสธ.ทบ. จาก ผบ.ทบ. พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน ย้ำแม่ทัพภาค 4 ยืนยันแล้วไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการทาบทามพล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ให้มานั่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เพื่อมาดูเรื่องสถานการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายคนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เขาเหมาะสมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่าได้ทาบทามขอตัวพล.อ. ชัยพฤกษ์ จากพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้มาช่วยงานใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี ” พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มี

กระทรวงมหาดไทยอนุทิน ชาญวีรกูลเลขาฯ สมช.

ไทยก้าวสู่อีกขั้นด้านความมั่นคงวัคซีน อย. รับรอง HPV 9 สายพันธุ์- Botulinum Antitoxin ผลิตเองครั้งแรก

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:28 น.

ไทยก้าวสู่อีกขั้นด้านความมั่นคงวัคซีน อย. ขึ้นทะเบียนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ – Botulinum Antitoxin หนุนไทยสู่ศูนย์กลางวัคซีนอาเซียน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 09.45 น. ที่บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์แสดงผลสัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

นายกรัฐมนตรีได้รับฟังวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนความสำเร็จก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนและชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านวัคซีนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ 1.) โครงการความร่วมมือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) ชนิด 9 สายพันธุ์ ได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และ 2.) โครงการวิจัย พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์ Botulinum Antitoxin ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

สำหรับวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ สถาบันวัคซีนแห่งชาติขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัท INNOVAX ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต (ปี 2567–2569) โดยบริษัทฯ ได้จัดส่งวัคซีน HPV 2 สายพันธุ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ในปริมาณ 800,000 โดสต่อปี ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนสำหรับเด็กที่มีสิทธิ์แต่ยังไม่ได้รับวัคซีนได้ครอบคลุม 3 ปีการศึกษา หรือประมาณ 1.2 ล้านคน ขณะที่เซรุ่มโบทูลินัม (TRCS BOTULINUM ANTITOXIN) ได้ร่วมกับสถานเสาวภา สภากาชาดไทย พัฒนาจนผลิตชนิด Bivalent (AB) ได้เองเป็นครั้งแรกของไทยและอาเซียน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มความพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉินและเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์สำรอง Botulinum Antitoxin ระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิกอาเซียนและภูมิภาคใกล้เคียงในอนาคต

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนของประเทศ (Program Management Unit: PMU) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ตั้งแต่ปี 2565 มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนและชีววัตถุสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน ให้ประเทศไทยมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงด้านวัคซีนของอาเซียน

HPV 9 สายพันธุ์ทำเนียบรัฐบาลวัคซีนวัคซีนแห่งชาติ

อนุทิน เผยหลังถกความมั่นคงสางไฟใต้ เป็นไปด้วยดี รอมีมาตรการออกมา

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:05 น.

นายกฯเผยถกความมั่นคงสางไฟใต้เป็นไปด้วยดี รอมีมาตรการออกมา ขณะที่รมต.ลาประชุม 3 คน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร นายกฯตอบว่า ก็ดี

เมื่อถามว่าจะมีแนวทางมาตรการออกมาหรือไม่นายกฯกล่าวว่า “ใช่ครับ”

เมื่อถามต่อว่าวันเดียวกันนี้ จะมีการนำเรื่องสถานการณ์ภาคใต้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีรัฐมนตรีลาประชุม 3 คน คือ

1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว. ต่างประเทศ

2.นายนิกร โสมกลาง รมว. พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

3.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช. ศึกษาธิการ

อนุทินไฟใต้

ครม.โยกย้ายล็อตใหญ่ 20 บิ๊กมหาดไทย รองเซมเบ้ ผงาดอธิบดีปภ. ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นั่งอธิบดีสถ.

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:55 น.

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้าย ‘บิ๊กมหาดไทย’ ล็อตใหญ่ 20 ตำแหน่ง ด้าน ‘เซมเบ้’ ผงาด อธิบดี ปภ. ด้าน ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นั่ง อธิบดี สถ. ผู้ว่าฯเมืองคอน ขึ้นอธิบดีกรมที่ดิน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 20 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไป

ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ครอบคลุมตำแหน่งระดับ รองปลัดกระทรวง, อธิบดีกรม, ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรายชื่อสำคัญดังนี้

1. ระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (4 ราย)

1.นายจำเริญ แหวนเพ็ชร จาก ผวจ.สุรินทร์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2.นายนัฐพล นราดิศร จาก ผวจ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

3.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ จาก ผวจ.นครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

4.น.ส.อโรชา นันทมนตรี จาก ผวจ.นครปฐม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

2. ระดับอธิบดีกรม และผู้ตรวจราชการกระทรวง (5 ราย)

1.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผลจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

2.นายสมชาย ลีหล้าน้อย จาก ผวจ.นครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน

3.นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

4.นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์จาก อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

5.นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

3. ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด (11 ราย) ประกอบด้วย

1.นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จาก ผวจ.จันทบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา

2.นายทศพล เผื่อนอุดม จากผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เชียงใหม่

3.น.ส.ฉัตรประอร นิยม จาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา ย้ายไปเป็น ผวจ.ตราด

4.นายภาสกร บุญญลักษม์ จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตาก

5.นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร จาก ผวจ.สุพรรณบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.นครราชสีมา

6.นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จาก ผวจ.มหาสารคาม ย้ายไปเป็นผวจ.นครสวรรค์

7.นายเอกวิทย์ มีเพียร จาก ผวจ.ปทุมธานี ย้ายไปเป็น ผวจ.บุรีรัมย์

8.น.ส.ธนียา นัยพินิจ จาก ผวจ.พิจิตร ย้ายไปเป็น ผวจ.ปทุมธานี

9.นายชาธิป รุจนเสรี จาก ผวจ.กำแพงเพชร ย้ายไปเป็น ผวจ.สระแก้ว

10.นายพิริยะ ฉันทดิลก จาก ผวจ.ตราด ย้ายไปเป็น ผวจ.สุพรรณบุรี

11.นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุดรธานี

กระทรวงมหาดไทยสิงห์คลองหลอดอธิบดี ปภโยกย้ายมหาดไทย

ครม.ไฟเขียว ตั้ง กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ นั่งผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:47 น.

ครม.ไฟเขียว ตั้ง“กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ”นั่งผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติคนใหม่

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนาย กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) นั่งผู้อำนวยการสขช.คนใหม่ แทนนาย ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ สขช.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายฐนัตถ์ แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ครมผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ด่วน! ครม.โยก ฉัตรชัย บางชวด พ้นเลขา สมช. นั่งปลัดสำนักนายกฯ คนใหม่

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:21 น.

ครม. โยก “ฉัตรชัย” จากเลขาฯสมช. นั่งปลัดสำนักนายกฯ คนใหม่

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ นายฉัตรชัย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เมื่อปี 67 ปัจจุบันเหลืออายุราชการอีก 1 ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 70

ฉัตรชัย บางชวดเลขา สมช.

ศิริกัญญา จี้จับตา เงินกู้ 4 แสนล้านไร้แผนชัด รักชนก ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์ เอื้อผู้รับเหมาเก่า

25 สิงหาคม 2569 เวลา 12:05 น.

‘ศิริกัญญา’ จี้จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานไร้แผนชัด ด้าน ‘ศุภโชติ’ แฉโครงการไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ หวั่นเป็นช่องผันเงินสู่ทุจริต อัดโฆษณาไว้ก่อนคิดโครงการทีหลัง ขณะที่ ‘รักชนก’ ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์ เอื้อผู้รับเหมารายเก่า

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯ ว่า พ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชียวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฎแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานนี้ได้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไรกับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก. และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชิญชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตาม การคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลเราพบความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง เช่นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อกและอาจจะมีการล็อกรหัส สินค้าในบางประเภทเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่าเราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ไม่ตรงปกเช่น โครงการสินเชื่อนโยบายติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ที่นายเอกนิติ นิติฑัณประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยพูดเอาไว้ แต่จากการประชุมกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ล่าสุดที่ผ่านมาเราได้มีการเชิญหน่วยงาน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้งสองการเข้ามาชี้แจง โดยทั้งสองการไฟฟ้าชี้แจงตรงกันว่า 1 ล้านเรือนนั้นเป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เนื่องจากติดข้อจำกัดทางด้านเทคนิคคือโครงข่ายไฟฟ้าของเรามีศักยภาพไม่มากพอ หรือแม้แต่กำลังการผลิตติดตั้งที่มีการกำหนดไว้ว่า จะติดตั้งขั้นต่ำ 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน แต่ทางสองการไฟฟ้าได้มีการชี้แจงไว้ว่าตัวเลขนี้ก็ยังไม่นิ่ง โดยตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้

นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า รวมถึงเงินอุดหนุนที่มีตามหน้าข่าวมีการปรากฏว่า จะมีการสนับสนุนเงิน 5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งก็ยังเป็นตัวเลขที่ไม่นิ่งอยู่เช่นเดียวกันและอาจจะมีการลดลงไปเหลือ 3 หมื่นบาทต่อราย ขณะที่แพ็กเกจพ่วงอย่างการผ่อนผ่านบิลค่าไฟ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาชี้แจงว่าประชาชนจะสามารถผ่อนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟได้ สามารถหักเงินได้อัตโนมัติเงินที่ประหยัดในแต่ละบิลจะถูกนำไปจ่ายค่าติดตั้งโซลาร์ได้โดยตรง การไฟฟ้าก็ชี้แจงเช่นเดียวกันว่าไม่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ในปัจจุบันเพราะการไฟฟ้าไม่สามารถนำเงินไปจ่ายกับธนาคารได้โดยตรง

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่าโครงการที่เกิดขึ้นในด้านพลังงานนี้เป็นโครงการที่ค่อนข้างจะฉาบฉวยและมองว่าโครงการ 2 แสนล้านบาทนี้ หากนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากกว่า ส่วนโครงการที่ไม่ตรงปกคือโครงการของกระทรวงคมนาคมที่มีการตั้งงบประมาณว่าจะมีการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวีถึง 4 พันล้านบาท ซึ่งตอนแรกนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีการตั้งเป้าว่าจะมีการเปลี่ยนรถสาธารณะ 8 หมื่นคัน ครอบคลุมประเภทรถ 7 ประเภท แต่ต่อมานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ออกมาบอกว่า กำลังอัปเดตและหารือกับกระทรวงการคลังอยู่ และล่าสุดที่มีการชี้แจงใน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ตอนนี้กรมสองส่งทางบกได้มีการเน้นย้ำว่ารถ 7 ประเภทอาจจะเหลือแค่แท็กซี่เท่านั้น เพราะมีวิธีการจัดการที่ค่อนข้างง่ายกว่ารถประเภทอื่น

“ซึ่งจะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างจะไม่ตรงปก ที่ตอนแรกมีการเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกัน” นายศุภโชติ กล่าว

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกโครงการที่ตนคิดว่าไม่มีเนื้อ เพราะไม่ค่อยมีรายละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งเราถาม ก็ยิ่งตอบคำถามไม่ได้ เช่นโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตามหน้าข่าวเราจะเห็นว่ามีการจัดทำคำของบก้อนนี้ไปประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท เช่น กรมชลประทานที่มีการเสนอแผนงานว่าจะพัฒนาโครงการแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยมีการตั้งของบไว้ 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมีการสอบถามในห้องกมธ. ก็พบว่าไม่มีรายละเอียดและจะเป็นซื้อปั๊มน้ำ และติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น

“เรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่ที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน 2 แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชัน” นายศุภโชติ กล่าว

ขณะที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม กมธ.ฯ อีก โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ ได้บอกว่าต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญส่งคำพิพากษาไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุม จึงตั้งข้อสังเกตว่าท่านไม่อยากที่จะมาพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังหรือไม่ สุดท้ายทำให้ต้องมีการบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลอยากประชุมร่วมกับเราเมื่อไหร่ หากเปิดสมัยประชุมแล้วจะต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจังว่าจะมีการประชุมเกิดขึ้นหรือไม่

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา

”หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลาย 1 หมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อนผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ ไม่รู้ก่อนก็จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. เครือข่ายสีน้ำเงินแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่“ น.สรักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สิ่งที่รับทราบจากข้าราชการ ซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้ว จากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่ละหลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั้ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่า
มอก. เดิมมีกี่เจ้า และช่วงที่มีงบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้ มอก.อยู่ รับเละ หรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับ มอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสแทรกกระบวนการต่างๆอย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่าอาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร ทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา

พรรคประชาชนพลังงานรักชนกศิริกัญญา

คุก 1 ปี 6 เดือน ‘นัท ธีรเมธ’ คดี ม.112 รอลงอาญา 2 ปี

25 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กกรณี นัท ธีรเมธ เกี่ยวกับ คดี ม.112 ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “คดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี”

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

หลังจากที่โพสต์ของ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ส้ม=สวิงกิ้ง”

“ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

“สม ปากบอกปกป้องแต่การกระทำมันไม่ใช่”

แชต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, tlhr2014.com

นัท ธีรเมธม.112เด็กพิเศษ

พรรคประชาชน ประณามเหตุรุนแรงภาคใต้ ชง 5 ข้อรัฐทบทวนระบบข่าวกรอง-ความมั่นคง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:57 น.

พรรคประชาชน ประณามคนก่อเหตุรุนแรงภาคใต้ ชง 5 ข้อรัฐทบทวนระบบข่าวกรอง – ความมั่นคง นำสู่การป้องกันเหตุ ควบคู่การเจรจาสันติภาพ ‘เท้ง’ ย้ำเป็นหน้าที่รัฐให้ข้อมูลจริง หลังเจอวิจารย์ สส.พรรค พูดเบี่ยงประเด็น เจ้าหน้าที่รัฐยิงวัยรุ่น

วันที่25 สิงหาคม 2569  ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมครม.เงา ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สืบเนื่องมาจากวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา คืนเดียว มีเหตุระเบิดและวางเพลิงรวมกัน 51 จุด และยังมีเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากวันนั้นด้วย ตนและพรรคประชาชน ขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ก่อความไม่สงบ

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึง 51 จุด รวมถึงตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการใช้งบประมาณกว่า 7 แสนล้านบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นพรรคประชาชนคิดจึงมีข้อเสนอ 5 ข้อที่อยากให้ฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงกลับไปทบทวนคือ 1. ระบบข่าวกรองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเหตุ จะต้องเปลี่ยนจากระบบข่าวกรองในเชิงรับรู้เหตุการณ์ ไปสู่การป้องกันเหตุ คือรับรู้ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง แลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานและส่งถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันเหตุและการท่วงที 2. ระบบข่าวกรองต้องสร้างความไว้วางใจจากประชาชนให้ได้ เพราะการข่าวจากชุมชนและประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องสร้างความมั่นใจจากภาครัฐว่า ให้ข้อมูลข่าวสารแล้วจะต้องมีความปลอดภัย เราจึงต้องทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

3. ต้องทำให้หน่วยงานความมั่นคงมีการแลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายข่าวกรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราต้องทำให้ข้อมูลความมั่นคงถูกแลกเปลี่ยนและนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ 4.การข่าวชายแดนต้องเชื่อมโยงกับการสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านกับต่างประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวระหว่างบุคคล เครือข่าย การเคลื่อนไหวและเส้นทางที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุข้ามพรมแดน และ 5. การพูดคุยสันติภาพต้อง ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ รัฐบาลต้องทำให้ช่องทางการพูดคุยเรื่องนี้มีความต่อเนื่อง มีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถพูดถึงต้นเหตุของการเมือง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียในชายแดนภาคใต้มีส่วนร่วม ไม่ปล่อยให้กระบวนการสันติภาพเป็นแค่เรื่องของรัฐบาลกับคู่เจรจาแค่สองฝ่าย ที่สำคัญการพูดคุยไม่ใช่การให้ความชอบธรรมกับการก่อเหตุ ในทางตรงกันข้าม การพูดคุยเป็นกระบวนการทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง คือทำให้การใช้เหตุความรุนแรงมีความเบาบางลง ไม่ใช่ว่าการใช้กำลังจะเป็นช่องทางเดียวในการแก้ไขปัญหา

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้กฎหมายพิเศษรัฐบาลควรมีการประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการใช้มาตรการอย่างต่อเนื่องและกำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจนในการปรับระดับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ย้ำว่าเหตุการณ์ 51 จุดในคืนเดียวไม่ควรนำไปสู่คำตอบที่ว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มกำลังทหาร จะต้องเพิ่มการใช้อำนาจพิเศษจะต้องเพิ่มด่านตรวจเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องการทบทวนระบบความมั่นคงทั้งระบบที่หมายถึงระบบข่าวกรองการวิเคราะห์การประเมินสถานการณ์การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานการทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชนตลอดจนการทำงานร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน พรรคประชาชนเชื่อว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องไม่วัดจากกำลังพลหรือจำนวนเจ้าหน้าที่อย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการป้องกันเหตุ ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อรัฐและความสามารถในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมืองและสันติวิธีเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่ามีสส.ของพรรคประชาชน พูดถึงการ เจ้าหน้าที่ทำกับประชาชนเพื่อเบี่ยงเบนการกระทำของผู้ก่อเหตุ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชน ซึ่งหนึ่งใน 5 ข้อที่เราส่งข้อเสนอให้รัฐบาลทบทวนวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้นั้นคือการสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อใจจากประชาชนในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะนำมาสู่ผลที่จะได้ดังกล่าว ดังนั้นตนจึงไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่า ตกลงแล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร เพราะตนก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จึงอยากให้รัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด

เมื่อถามต่อว่าสส.ในพรรค และเพจ พรรคประชาชนนราธิวาส นำเสนอต่างๆทำให้ถูกโจมตีว่าพรรคประชาชน ว่าเป็นพรรคประชาชน BRN จะกระทบ ต่อคะแนน ความนิยมของพรรคหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนพิจารณาว่าหากปิดหน้าปิดชื่อก่อน แล้วถ้าการเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ไม่ว่าจะฝ่ายใด โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นจากผู้ก่อเหตุความไม่สงบเป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันประณาม แต่ขณะเดียวกันการแก้ไขที่จะเกิดผลสำเร็จได้ต้องสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจกับประชาชนดังนั้นผู้ใช้อำนาจรัฐจะต้องใช้อำนาจรัฐอย่างถูกต้อง ไม่ว่าใครเป็นผู้ตั้งคำถามเพราะมีการใช้อำนาจรัฐที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจขึ้น ซึ่ง ทุกคนก็ควรออกมาส่งข้อสังเกตได้ แต่มองอีกมุมหนึ่ง ไม่ว่าใครที่ควรออกมาตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตได้ ในฐานะส.สในฐานะตัวแทนประชาชน ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องสะท้อนข้อมูลให้ครบทุกด้าน ดังนั้นตนไม่อยากให้มองเป็นประเด็นการโจมตีทางการเมืองว่า ใครอยู่กลุ่มไหน อย่างไร ตนคิดว่าคนที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องที่สุด ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนมากที่สุดคือหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีมีการระบุว่า มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์เข้าใส่กลุ่มวัยรุ่นเรื่องนี้สะท้อนถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เจ้าหน้าที่หรือไม่เพราะข้อมูลนี้ยังไม่ตรงกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่านี่เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ตนอยากจะชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้วอาจจะมีความ เข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ ตนยังไม่ได้บอกว่าเป็นความเข้าใจถูกหรือความเข้าใจผิดเพราะตอนนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ถูกตีแผ่ออกมา แต่ตราบใดที่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ก็จะนำมาสู่ข้อกล่าวหากันไปกันมาไม่ว่าจากประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ หรือการชี้แจงของหน่วยงานรัฐที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นเชื่อใจ ก็จะเกิดปัญหาแบบนี้เรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญในตอนนี้หน้าที่รัฐบาลคือการให้ความจริงกับประชาชน