จริงใจ ไม่จิงโจ้! อนุทิน นำสส.ภูมิใจไทยยื่น ร่างฯแก้ไข รธน. โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ ปชช.

จริงใจ ไม่จิงโจ้! อนุทิน นำสส.ภูมิใจไทยยื่น ร่างฯแก้ไข รธน. โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ ปชช.

จริงใจ ไม่จิงโจ้! อนุทิน นำสส.ภูมิใจไทยยื่น ร่างฯแก้ไข รธน. โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ ปชช.

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

‘อนุทิน’ นำสส.ภูมิใจไทยพรึ่บตบเท้ายื่น ‘ร่างฯแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ประชาชน ยันจริงใจแน่นอน ไม่จิงโจ้ หวังปิดจ็อบได้กติกาประเทศใหม่ในรบ.นี้ ด้าน ’ปธ.รัฐสภา‘ พร้อมดันบรรจุระเบียบวาระ

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยสส.ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันลงชื่อ190คน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยเนื้อหาในร่างฯของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกลไกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ให้เป็นไปตามผลการลงประชามติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8ก.พ.69 ทั้งนี้ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคหลักที่เสนอร่างฯเข้ามา ตนในฐานะประธานรัฐสภา พร้อมที่จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระตามขั้นตอน เพื่อให้สมาชิกได้มีการพิจารณาต่อไป 

ด้านนายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราได้มายื่นร่างฯฉบับนี้เป็นไปตามเจตนารมย์ของพรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้นการรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ตามเสียงประชามติที่เป็นเอกฉันท์ประสงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา พรคคภูมิใจไทยจึงตอบสนองความต้องการประชาชน ด้วยความที่เราเป็นพรรคของประชาชนทุกคน เป็นพรรคแรกที่ได้ยื่นร่างฯสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา อยากให้ทุกคนรับทราบเจตนารมย์ ความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยด้วย ตามที่มีคนกล่าวหาว่าเราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น 

“วันนี้เราได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาใดๆ เรามาที่นี่เพราะประชาชนบอกให้มา ไม่ใช่มาเพราะว่าบิดเบือนข้อกล่าวหาที่มีคนกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ตั้งใจ หรือไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่าเราเป็นพรรคแรกที่มา” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าร่างฯที่ยื่นเข้ามามั่นใจว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา(สว.)หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะก่อนกล่าวว่า เรายื่นให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระ แล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นทั้ง2สภาฯคือผู้ที่จะกำหนดทิศทางว่าผลของการพิจารณาร่างฯจะเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่าในสัปดาห์หน้าพรรคประชาชนจะยื่นร่างฯเข้ามาเช่นกัน พรรคภูมิใจไทยจะรับร่างฯของพรรคประชาชนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอดูร่างฯของพรรคประชาชนก่อน ยังไม่เห็น ส่วนสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างฯในนามพรรคการเมือง ไม่ได้ยื่นในนามคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้น เพราะเราเป็นพรรคการเมือง รับฟังประชาชนเป็นปราการด่านแรก รัฐบาลมาจากพรรคการเมือง พรรคการเมืองมาจากประชาชน เราก็ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ยึดตามทำนองคลองธรรมทุกอย่าง

เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้หารือกับพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ว่ามีแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่มีการหารือเบื้องต้น ทุกพรรคสามารถยื่นร่างฯเสนอ เราก็มาดูว่าตรงไหนถ้าเป็นเจตนารมย์ร่วมกัน เป้าหมายร่วมกัน เป็นประโยชน์กับประเทศ และประชาชนเราก็พร้อมสนับสนุน ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น 

เมื่อถามว่าหากพรรคอื่นมีการเสนอให้มีการเลือกสสร.โดยอ้อมจะพอยอมรับได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว้า เดี๋ยวว่ากัน ทุกอย่างต้องมาจากความเห็นร่วมของสส.ทุกคน ตรงนี้มันเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนด้วย เราต้องรับฟังเสียงของสส.ทุกคนที่สะท้อนเสียงประชาชนออกมา ส่วนจะกังวลหรือไม่หากพรรคร่วมฯเห็นต่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจะนำมาเป็นข้อต่อรองทางการเมืองนั้น เราทำทุกอย่างให้ดีที่สุด สิ่งที่ไม่กังวลเลยคือสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคนมีเจตนารมย์ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ตอบสนองความเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ารัฐบาลนี้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง นายอนุทิน กล่าวว่า มาอยู่ตรงนี้ยังไม่จริงอีกหรือ จริงจังแน่นอน ไม่มีจิงโจ้

ปชน.ไม่ถอย! ยื่น 6 ร่าง กม.กลับสภาอีกครั้ง พริษฐ์ หวัง ส.ว.ให้ร่างแก้ม.256 ผ่านวาระ 1

ปชน.ไม่ถอย! ยื่น 6 ร่าง กม.กลับสภาอีกครั้ง พริษฐ์ หวัง ส.ว.ให้ร่างแก้ม.256 ผ่านวาระ 1

ปชน.ไม่ถอย! ยื่น 6 ร่าง กม.กลับสภาอีกครั้ง พริษฐ์ หวัง ส.ว.ให้ร่างแก้ม.256 ผ่านวาระ 1

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“ปชน.” ไม่ถอย ยื่น 6 ร่างกฎหมายกลับเข้าสภาฯ อีกครั้ง หลัง ครม.ไม่ยืนยันร่างค้างจากสภาชุดก่อน ด้าน “ไอติม” เผย ยื่นร่างม.256 ไม่เกินสัปดาห์หน้า หวัง สว.ให้ผ่านวาระ 1 เหมือนรอบที่แล้ว 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงยืนยันเจตนารมณ์ของพรรคประชาชน ว่า จะมีการยื่นร่างกฎหมายกลับเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาฯ ที่เป็นร่างกฎหมายค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นชัดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีมติยืนยันจึงทำให้โครงร่างทั้ง 6 ร่างดังกล่าวตกลงไป ทางเราจึงได้มีการอภิปรายถึงเหตุผลว่าเหตุใด 6 ประเด็นดังกล่าวควรจะได้ไปต่อในวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ในคำชี้แจงของรัฐบาลยังไม่สมเหตุสมผล พวกเราจึงมาแถลงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะยื่นร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยจะมีร่างที่เรายื่นร่างเดิมกลับไปโดยไม่มีการปรับปรับปรุงเนื้อหา แต่อาจจะมีบางร่างที่มีการปรับปรุงเนื้อหาเล็กน้อยเพิ่มเติมก่อนที่จะยื่นเข้าไป โดยกฎหมายที่มีการยื่นกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างพ.ร.บ. โรงงาน ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า ร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทั้ง 6 ร่าง ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจสังคมการเมือง และมีร่างกฎหมายของภาคประชาชนหลายฉบับที่ได้ผ่านกระบวนการฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว และหวังว่าในการประชุมสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม 3 วัน จะมีวันสำหรับการพิจารณากฎหมายของสส. โดยเฉพาะไม่ใช่แค่ของครม. ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ทางประธานสภาฯ เคยให้ไว้ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ 

เมื่อถามว่าขณะนี้ พรรคประชาชนมีการยกร่างแก้ไขสมบูรณ์แล้วหรือยัง และกรณีคูหาเลือกตั้งมีรายละเอียดอย่างไร นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้จะมีการถกเถียงกัน แต่ยืนยันว่า การเปิดคูหาคือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่าง เนื่องจากเรามองคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อพื้นฐานหลักการประชาธิปไตย และขัดคําวินิจฉัยฉบับก่อนของศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ํา ในการระบุไม่ให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างโดยตรง

นายพริษฐ์ ย้ำว่า การมีคูหาจะเป็นกลไกที่ทําให้เนื้อหาของรัฐรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถออกแบบวิธีการบรรจุการพิจารณาวาระหนึ่งของรัฐสภาได้ ส่วนรายละเอียดนั้น จะมีการยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า

ส่วนเงื่อนไขเสียง สว. นายพริษฐ์ ย้ำว่า เราไม่มีแนวคิดในการไปเพิ่มอํานาจให้กับ สว. แต่เราปฏิบัติกับ สส.และ สว.เท่าเทียมกัน คราวที่แล้วเรากําหนดแค่กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา 

เมื่อถามถึงการกําหนดไทม์ไลน์ของพรรคภูมิใจไทย จะถือว่าเป็นการบีบพรรคการเมืองอื่นให้รีบยื่นร่างเข้ามาหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า การยื่นร่างเป็นเพียงขั้นตอนแรก เราพร้อม แต่ตัวร่างน่าจะเสร็จสมบูรณ์ และพร้อมยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า เรื่องกรอบเวลาเป็นขั้นตอนของสภาฯ ที่ต้องมีการนัดประชุม ผ่านการกรรมาธิการ วาระสอง วาระสาม

ส่วนเสียง สว.ในวาระหนึ่ง ก็ต้องไปว่ากันในการพิจารณาของรัฐสภา อาจจํากันได้เนื้อหาร่างพรรคประชาชนปลายปี 68 วาระที่หนึ่งนั้น ก็มีความสอดคล้องกับหลักการที่เราพูดไว้ และไม่เห็นเหตุผลอันใดที่ สว.จะลงมติแตกต่างจากคราวก่อน 

นายกฯเอาจริง! ถกร่วมภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบคอร์รัปชัน เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย

นายกฯเอาจริง! ถกร่วมภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบคอร์รัปชัน เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย

นายกฯเอาจริง! ถกร่วมภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบคอร์รัปชัน เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯถกภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบทุจริตคอรัปชัน สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐไม่ต้องกั๊ก หลังเคยเจอกับตัวขอข้อมูลได้ไม่ครบ ลั่นพบ ’รมต.-นายกฯ‘ ผิดยื่นหน่วยงานตรวจสอบ เชื่อมีหลักฐานแน่โจรย่อมทิ้งร่องรอย บอกไม่เห็นด้วยCPI ทำสถิติจากความรู้สึกกระทบการเมือง ทำปท.เสียหาย

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 09. 10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ – เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายมานะ นิมิตรมงคล  ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้แทนประธานสภาหอการค้าและผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐและ คณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน(กกร.) 

โดยนายกฯกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ในฐานะที่ตนเป็รหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการ เห็นว่าสมควรที่จะรับฟังและศึกษาให้ ความเห็นของทุกท่านเพิ่มเติม ในการหาทางแก้ปัญหาป้องกันปราบปรามในเรื่องของการทุจริตคอรัปชันต่อไป แต่ขอกราบเรียนย้ำให้ท่านได้รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอรัปชันเชิงโครง โดยเสนอปฏิรูปกระบวนการอนุมัติอนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชนและยังเลยไปไปถึงประชาคมโลกด้วยในระดับนานาชาติ

นายกฯ กล่าวว่า ล่าสุดตอนนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย(CPI) ซึ่งตรงนี้ตนยังไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ในส่วนของภาครัฐตนขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ปฏิบัติตามกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และให้มีการสนับสนุนในทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน เห็นว่าเราปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ปลอดการทุจริตคอร์รัปชัน

“ผมเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่ก็มีข้อยกเว้นข้อมูลนี้ให้ได้ ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ข้อมูลนี้ให้ได้แค่เสี้ยวเดียว ครึ่งเดียว  ผมได้แจ้งนายปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมดไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว แม้มีข้อยกเว้นก็เข้าไปแก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิดๆปิดๆ เฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ส่วน ที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิดอย่างนี้ต้อง จะแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการคอร์รัปชั่น  ซึ่งผมบ่นกับเลขาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไปศาล ไปป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายเรื่องของกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆ ซึ่งถ้าเขาทำและออกวัดออกมาเป็นความสำเร็จแปลว่ามันต้องมีการตรวจสอบกลับไป โจรย่อมทิ้งร่องรอยผมคิดว่าเราเจอเป็นเคสๆ เน้นเป็นเคสๆ เน้นให้เต็มที่และผมเชื่อว่าตรงนั้น ท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูล ให้แหล่งข่าวต่างๆที่จะสามารถทำให้สอบไปถึงต้นตอได้“นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า แต่การที่จะไปวัดจากการสอบถาม ตนขอกราบเรียนตรงๆว่าวันนี้ท่านมาถามตนในฐานะเป็นประชาชนทั่วไปไม่ใช่นายกฯ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง อาศัยบริการสาธารณะจากภาครัฐ อาศัยสาธารณูปโภคจากภาครัฐ และอ่านข่าวมาโดยตลอดเป็นเวลา 10 ปีว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร ถามว่านายอนุทินคิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชันไหม คำตอบคือมีถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน ฉะนั้นตรงนี้มันทำให้การรับรู้ รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไข และไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทย มีความเปราะบางพอสมควรในการที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ ซึ่งตนคิดว่ามันมีผลกระทบมากมายหลายประการ มีผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนาๆประเทศทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นทางการเมืองการลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศของไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่สามารถมาลงทุนได้และมีความมั่นใจสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มันมีความเสียหาย

ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564

ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน  โพสต์ผ่านเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” ระบุว่า ด่วน! วันนี้ (20 พ.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดี ม.112 โตโต้ ปิยรัฐ โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ไม่รอลงอาญา

โดยคดีดังกล่าวศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้สืบเฉพาะพยานโจทก์ และได้ตัดการสืบพยานจำเลยแม้จำเลยจะคัดค้าน และต่อมาได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์มีความน่าสงสัยก็ตาม

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการยื่นคำขอขอประกันตัว และปล่อยตัวชั่วคราว

โพสต์โดยทีมงาน สส.ปิยรัฐ จงเทพ  20 พ.ค. 69

#โตโต้ปิยรัฐ #พรรคประชาชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

ปธ.สภาหอการค้าไทย รับคุยกับ สุชาติ ประจำ บอกพวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

ปธ.สภาหอการค้าไทย รับคุยกับ สุชาติ ประจำ บอกพวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

ปธ.สภาหอการค้าไทย รับคุยกับ สุชาติ ประจำ บอกพวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

”พจน์“ รับ คุยกับ ”สุชาติ” ประจำ บอก พวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุได้มีการโทรศัพท์หานายพจน์แต่วันแรกที่ผลสำรวจหน่วยงานรัฐส่อทุจริตรับสินบนออกมาว่า “โอ้ย คุยกันประจำอยู่แล้ว” 

เมื่อถามย้ำว่า เคลียร์กันแต่วันแรกใช่หรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า พวกกันๆ ไม่มีอะไร ก่อนนายพจน์กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า พวกกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีอะไร

ไชยชนก ยัน ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยวแก้ รธน. ไม่รู้มีเจตนาสื่ออย่างไร หลัง ปดิพัทธ์ เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง

ไชยชนก ยัน ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยวแก้ รธน. ไม่รู้มีเจตนาสื่ออย่างไร หลัง ปดิพัทธ์ เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง

ไชยชนก ยัน ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยวแก้ รธน. ไม่รู้มีเจตนาสื่ออย่างไร หลัง ปดิพัทธ์ เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

“ไชยชนก” ยัน “เนวิน” ไม่เกี่ยวแก้รธน. หลัง “ปดิพัทธ์” เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง ด้าน “ภราดร” ถาม “หมออ๋องคือใคร”

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ระบุถึงการเสนอร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลว่าไม่ต้องเสียเวลา แต่ให้แต่งตั้งนายเนวิน และครอบครัว มาเขียนเลยก็ได้ ว่าตนไม่แน่ใจว่ามีเจตนาสื่ออย่างไร ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามีความตั้งใจที่จะทำออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ รับประกันได้ว่าตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการร่างแต่อย่างใด แต่มีทีมงานที่มีประสบการณ์ และมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนขอแสดงความคิดเห็นประมาณนี้ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ยิ้มหลังสื่อถามถึงประเด็นดังกล่าว ก่อนถามกลับว่า ”หมออ๋องเป็นใคร“ ก่อนผู้สื่อข่าวจะตอบว่าเป็นอดีตรองประธานสภาฯ คนที่ 1 นายภราดร จึงยิ้มก่อนร้อง ”อ๋อ ครับ“

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ แก่ ศศิพัชร สินสโมสร อดีต ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละชีวิตปกป้องนักเรียน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ แก่ ศศิพัชร สินสโมสร อดีต ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละชีวิตปกป้องนักเรียน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ แก่ ศศิพัชร สินสโมสร อดีต ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละชีวิตปกป้องนักเรียน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้วายชนม์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย ให้แก่ นางศศิพัชร สินสโมสร อดีตผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสงขลา สตูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เนื่องจากขณะที่ยังมีชีวิตได้ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจนได้รับอันตรายถึงแก่ความตาย โดยได้ปกป้อง ดูแลให้ความช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งครูและนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของตน และยอมเสียสละตนเป็นตัวประกันแทนครูและนักเรียน เป็นเหตุให้ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ .ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประวัติ ผอ ศศิพัชร แม่พิมพ์ผู้ล่วงลับ สละชีพปกป้องลูกศิษย์จนวินาทีสุดท้าย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ppkschool.ac.th, เฟซบุ๊ก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์, เฟซบุ๊ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล, เฟซบุ๊ก หนูน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ

‘รู้จักกูน้อยไป’พ่นพิษ! หมอเดชา ชี้คนแบบนี้​ แถวสุพรรณ​บุรี ไม่มีใครนับถือ​ ไม่ใช่​ นักเลง-สุภาพบุรุษ ตัวจริง​

‘รู้จักกูน้อยไป’พ่นพิษ! หมอเดชา ชี้คนแบบนี้​ แถวสุพรรณ​บุรี ไม่มีใครนับถือ​ ไม่ใช่​ นักเลง-สุภาพบุรุษ ตัวจริง​

‘รู้จักกูน้อยไป’พ่นพิษ! หมอเดชา ชี้คนแบบนี้​ แถวสุพรรณ​บุรี ไม่มีใครนับถือ​ ไม่ใช่​ นักเลง-สุภาพบุรุษ ตัวจริง​

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุว่า 

จากกรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)   แสดงอาการไม่พอใจ หลังถูกนักข่าวถามถึงปมไม่ตรวจสอบ กรมควบคุมมลพิษ จากกรณีคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจว่าเป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาท ก่อนจะเดินแหวกกลางวง สัมภาษณ์ชนไหล่กับผู้สื่อข่าวแล้วหันมาพูดว่า “รู้จักกูน้อยไป” ซึ่งเวลาต่อมานายสุชาติ ก็ได้ออกมาขอโทษนักข่าวดังกล่าวแล้ว

 นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  วันนี้มีเหตุการณ์​ที่เป็นไวรัล​ และยืนยันความถูกต้องของคำสอน​ เกี่ยวกับ​การสู้รบ

นั่นคือ… “รู้​เขา​ รู้เรา​ รบร้อยครั้ง​ ชนะร้อยครั้ง​ -​ไม่รู้เขา​ ไม่รู้เรา​ รบร้อยครั้ง​ แพ้ร้อยครั้ง” เหตุการณ์​ที่เป็นไวรัล​นั้น​ คือ​เหตุการณ์​ระหว่าง​ คุณ​สุชาติ​ ชมกลิ่น​ กับ​ คุณ​วิษณุ​ นุ่นทอง คุณ​สุชาติ​ ชม​กลิ่น​ เป็น​ รมว​ ก.ทรัพยากรธรรมชาติ​และ​สิ่ง​แวดล้อม​ ที่นักข่าวรู้จักกันดี ส่วน​ คุณ​วิษณุ​ นุ่นทอง​ เป็นกรรมการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์​แห่งประเทศไ​ทย เป็นนักข่าวอาวุโส​ ที่แม้แต่คุณ​ทักษิณ​ฯ​ ขณะเป็นนายกฯ​ ยังให้เกียรติ​ไปในงานแต่งงาน

แต่คุณสุชาติฯ​ คงไม่รู้จักคุณวิษณุ​ฯ​ จึงใช้คำพูดที่กลายเป็นไวรัล​ (ภาพด้านซ้าย) เพราะไม่พอใจคำถามของคุณวิษณุ​ฯ​ จึงแสดงความไม่พอใจทั้ง​ วจีกรรม​ และ​ กายกรรม วจีกรรม​ คือคำพูด…”มึงรู้จักกูน้อยไป” ส่วน​ กายกรรม​ คือ การเดินชนไหล่คุณ​วิษณุ​ฯ คุณ​สุชาติ​ฯ​ คงรู้จัก​คุณ​วิษณุ​ฯ​ จากใครบางคน​ จึงได้กลับมาขอโทษ​ 

นอกจากคำขอโทษ​แล้ว​ คุณ​สุชาติ​ฯ​ ยังขอให้คุณ​วิษณุ​ฯ​ ถือว่าคุณ​สุชาติ​ฯ​ เป็นน้องด้วย เรียกได้ว่า​ หากเป็นการสู้รบ​ คุณสุชาติฯ​ ก็เป็นฝ่าย​ “พ่ายแพ้” คุณ​วิษณุ​ฯ​ แบบ​ “หมดรูป” เพราะ​ แม้ว่าจะลงทุนถึงขนาด​ ยกมือไหว้​ขอโทษ​ ขอเป็นน้อง​ ก็​ยังไม่ทำให้คนรู้สึกเห็นใจ ดูได้จาก​ ผลการสำรวจความเห็น​คนไทย 3​ แหล่ง​ ผลออกมาชัดเจน​ (ภาพขวาล่าง) คนไทยส่วนใหญ่​เห็นว่า​ การกระทำของคุณสุชาติ​ฯ​ ไม่เหมาะสม​ ทั้งๆที่​ ขอโทษแล้ว เนื่องจาก​ พฤติกรรม​ของคุณสุชาติ​ฯ​ นั้น​ คนไทยมีคำเรียกว่า…. ​ “ตบหัว​ แล้วลูบหลัง” การเดินชนใหล่โดยจงใจ​ การใช้คำว่า​ “มึง” และ​ “กู” ต่อหน้าคนอื่น​ ถือเป็นการ​ “ตบหัว”

ส่วนการยกมือไหว้​ กล่าวคำขอโทษ​ และขอลดตัวลงเป็น​ “น้อง”… คือการ​ “ลูบหลัง” น่าสงสัยว่า​ หากคุณ​สุชาติ​ฯ​ ไม่รู้ (ภายหลัง)​ ว่าคุณวิษณุ​ฯ​ เป็นใครแล้ว​ จะขอโทษ​ใหม จะยกมือไหว้และขอเป็นน้อง​ หรือไม่​…. ที่ขอโทษ​ เพราะสำนึกผิด​ หรือเพราะกลัวอะไร ที่ผ่านมา​ ผมไม่รู้​จัก​ “ตัวตนที่แท้” ของคุณสุชาติฯ​  แต่วันนี้​ ผมเชื่อว่าได้รู้จัก​ (มาก)​ แล้ว และผมรู้สึก​ “ไม่นับถือ” ความเป็น​ “ตัวตนที่แท้” ของคุณสุชาติ​ฯ​ ที่ผมเพิ่งรู้จัก เหตุผลที่ผมรู้สึก​ “ไม่นับถือ” มิได้เกิดจาก​ เห็นว่าคุณ​สุชาติ​ฯ​ เป็นฝ่ายแพ้​ ในเหตุการณ์​นี้ แต่เกิดจาก​ “ความไม่ชัดเจน” ในการวางฐานะ​ “ตัวตน” ของคุณสุชาติ​ฯ​ เอง

เริ่มจาก​ “ตัวตน” ที่เข้มแข็ง​ ดุดัน​ ในคำพูด​และการกระทำ​ ( กู-มึง…. เดินชนใหล่) กลายเป็น​ อ่อนแอ​ และนุ่ม​นิ่ม​ ในคำพูด​และการกระทำ​ ช่วงหลัง​ (  ผม-พี่… ยกมือไหว้) คนประเภทนี้​ แถวบ้านผม​ (สุพรรณ​บุรี)​ ไม่มีใครนับถือ​ หรืออยากคบค้าสมาคม​ด้วย เพราะ​ คนแบบนี้​ ไม่ใช่​ “นักเลง” จริง….. และคงไม่ใช่​ “สุภาพบุรุษ” ตัวจริง​ ด้วยเหมือนกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

วิษณุ นุ่นทอง สื่อมืออาชีพ ที่ สุชาติ รู้จักน้อยไป

รอมฎอนทัวร์ลงอีก หลังโพสต์ถาม สมัครอส.เสียเงินเท่าไหร่

รอมฎอนทัวร์ลงอีก หลังโพสต์ถาม สมัครอส.เสียเงินเท่าไหร่

รอมฎอนทัวร์ลงอีก หลังโพสต์ถาม สมัครอส.เสียเงินเท่าไหร่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.08 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “สมัครเป็น อส.ที่ชายแดนใต้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้างครับ?”

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก๊มีคนเข้ามาคอมเมนต์สนั่น ในเฟซบุ๊กของ รอมฎอน ปันจอร์ อาธิ อ่านเม้นท์แล้ว โดนทุกดอก 555 , ถ้าตั้งใจจะเป็นจริงๆ ฉลามขวด 10 บาทเองคับอาแบ ,  เรียนฝึกยิงปูน วางถังแก๊ส ฟรี ได้ที่โรงเรียน สมัครฟรีเรียนฟรีมีโควต้า ใจถึง หน่วยก้านดี

ว่าหน่วยงานอื่นเเต่ทำไมเข้าตัวเองวะงง55 , เป็น สส. แลกไก่มากี่ตัว ,ลองไปสมัครดูซิ ถามหาวิมานอะไร , เสียค่าน้ำผึ้งป่า1ขวดหรือเป็ด2ตัว, หาสาระไม่ได้เลยหมอนี่,จริงรึป่าวที่ สส.มาโพสต์ ถ้าเขามีเงินขนาดนั้น เขาจะมาเป็นทหารพรานเหรอครับ ผมถามหน่อย,

, ทุกวันนี้คุณรอมฎอนก็เป็น อส. อยู่นะเท่าที่ผมเห็น, อย่าพยายามมาเปิดประเด็นให้เป็นเรื่องด้อยค่า ลดความน่าเชื่อถือหรือทำลายหน่วยงานราชการเลย เอาเวลาไปดูเปอร์มูดอร์ให้อยู่เป็นที่เป็นทางดีกว่าน่ะ, ท่านจะสมัครหรอครับ,คอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเอกฉันท์555,

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว ลั่นรู้จักน้อยไป หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว  ลั่นรู้จักน้อยไป  หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว ลั่นรู้จักน้อยไป หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว ลั่นรู้จักน้อยไป หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต สุดท้ายวิ่งโร่ไหว้ขอโทษ คปท.บุกยื่นทวงภาษีแม้ว

“สุชาติ”ยัวะเดินชนไหล่นักข่าวพูดไม่ดีกับสื่อ หลังปะทะคารมถูกจี้ถามปมไม่ตั้งคกก.ตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษปมเรื่องสินบน เจ้าตัวนั่งไม่ติด ปรี่ออกจากห้องประชุมครม.เข้ายกมือไหว้พร้อมขอโทษนักข่าวรัวๆแจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ รับเจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน ด้านนักข่าวบอกไม่ติดใจ ขอมองข้ามเรื่องเล็กน้อยขณะที่ คปท.บุกทำเนียบฯยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีเรียกภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ”ทักษิณ”1.7หมื่นล้าน ขู่ฟ้องล้มละลาย หากไม่ชำระ

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน ระบุกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่มี มูลค่าสินบน เฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาท

สุชาติลั่นปกป้องคนในสังกัด

โดยกล่าวว่าต้องเข้าใจว่าการทำโพลหรือการวิจารณ์สามารถทำได้หมด แต่ถ้าทำโพลแล้วมีผลกระทบ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเสียขวัญกำลังใจ โดยที่ไม่มีข้อมูล หลักฐาน ถามว่าจ่ายเพื่ออะไรและทุจริตแล้วได้อะไร คุณต้องการอะไรจากเขา สำหรับตนในฐานะหัวหน้าครอบครัว ก็ต้องปกป้อง ตนมีหน่วยงานที่ต้องควบคุมทั้งหมด 9 กรม เหมือนมีลูก 9 คน เราเลี้ยงลูกมา ทำไมเราจะไม่รู้ว่าลูกเราคนไหนเป็นอย่างไร การจะตีลูกเราต้องมีหลักฐาน ถ้าจะมาฟ้องลูก เราก็ต้องมีหลักฐานว่าลูกเราเกเรอย่างไร ถึงจะตีหรือลงโทษลูกเราได้ หรือถ้ามีการดำเนินคดีทางกฎหมาย ก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับกรมควบคุมมลพิษหลังจากเป็นข่าววันแรก ตนได้ให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้ชี้แจง

มอบปลัดทส.ประสานกกร.

“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัววันนี้ได้มอบให้พี่สาวคนโตคือ ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นผู้ปกครองไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์ และกระจ่าง โดยประสานกับทางกกร.ให้นำข้อมูล มาชี้แจงกับทางปลัดกระทรวง ทส.ตอนนี้ถือเป็นหน้าที่ปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นหัวหน้าราชการ นิสัยผม สไตล์ผมก็คือไม่ใช่ว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่ผมกำลังบอกว่าโพลที่ออกมาชี้ว่าคนนั้นทุจริต คนนี้ทุจริต แต่ถ้าโพลชี้นำว่า ครอบครัวของสื่อมวลชนหรือของใครเป็นครอบครัวที่ดี แย่ สื่อมวลชน จะรับได้หรือไม่ ไม่มีใครรับได้หรอก ต้องเอาหลักฐานมาดู นี่คือ สิ่งที่ผมจะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของเรา ถ้าผิด ก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ามีคนมาบอกว่า ลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรอ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่า ลูกเราเป็นอย่างไร” นายสุชาติ กล่าว

ยันไม่เคยให้ท้ายขรก.ที่ไม่ดี

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่ไม่ดี สังเกตได้ว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งกรรมการสอบ ให้ออกไม่รู้กี่คน ตั้งแต่ตนมาอยู่ เพียงไม่กี่เดือน เอาออกหมด ไม่ว่าใครทำผิด ใครที่ทำให้ทรัพยากรเสียหาย ร่วมมือกับนายทุน ตนเอาออกหมด ส่วนกรณีนายกฯตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นคณะทำงานประสานทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต้องบอกว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของคนทำงาน

กรมไม่มีหน้าที่ออกใบอนุญาต

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องฟ้องเพื่อเรียกหลักฐานมาดู นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า ฟ้อง แต่อธิบดีได้บอกแล้วว่าได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปขอหลักฐานที่ว่า มีการจ่ายเงินเพื่อต้องการอะไรจากกรมควบคุมมลพิษ เพราะกรม ไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกรมวิชาการไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต หรือให้คุณ ให้โทษที่จะให้เปิดโรงงานได้ มันไม่มี

ย้ำเป็นการเมืองบางกลุ่มฉกฉวย

เมื่อถามว่าพอมีข่าวนี้ออกมาควรจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า“มันเป็นเรื่องการเมือง กลายเป็นว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มหยิบยกเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นและขยายความว่า เราไม่ยอมรับ ซึ่งมันไม่ใช่ ต้องแยกประเด็นก่อน

“สมมุติมีโพลๆหนึ่งทำโพลว่า สส.พรรคใดที่มีคดีเยอะที่สุด แล้วถ้าผลออกมาว่า เป็นพรรคของคุณ คุณยอมรับหรือไม่ คุณก็ไม่ยอมรับ เพราะโพลไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันเป็นการถามและให้ขีดคำตอบมันเป็นกูเกิล”

ข้องใจทำไมไม่ตั้งกก.ตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ควรมีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า แน่นอน แต่อันดับแรก ตนได้ให้อธิบดีชี้แจงแล้ว ทุกกรมต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี เมื่อวันหนึ่งลูกบอกว่าแม่เขาไม่ได้ทำ เราเลี้ยงลูกก็รู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร เราปกป้องลูกเราก่อน ถ้าปกป้องเสร็จก็ต้องบอกคนที่ว่า ลูกเราให้เอาหลักฐานมาหน่อย เดี๋ยวเราจะตีลูกเราเอง

เมื่อถามอีกว่าทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก่อน ทำไมถึงออกมาพูดว่า ไม่ยอมรับโพลดังกล่าวนายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงทส.ชี้แจงแล้ว เราเลี้ยงลูกมา 9คน ตนรู้ว่า ลูกเรานิสัยอย่างไร ถ้าลูกคุณนิสัยอย่างนี้ เมื่อรู้คุณก็ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่คุณรู้ว่าลูกคุณไม่มีอำนาจอะไรเลย แล้วมาว่าลูกคุณว่า ขี้ขโมย คุณจะตีลูกคุณเลยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจึงย้อนว่ามันคนละอย่างกัน รัฐมนตรีจะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน นายสุชาติ ตอบว่า ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหน่วย มีคนมาว่าลูกน้องคุณ คุณต้องปกป้องลูกน้องคุณก่อน

เหมือนไม่ยอมรับตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายเดิมจึงบอกว่าอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และบอกว่า ปกป้องลูกน้องก่อน แสดงว่า ไม่ใช่นักบริหารแล้ว มันต้องตรวจสอบ นายสุชาติ จึงตอบว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงตรวจสอบแล้ว

ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่าปัญหาคือท่าทีของรัฐมนตรีที่ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับโพลเลยมันเหมือนกับว่ารัฐมนตรีไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าเรารู้ว่า หน่วยงานเรา เป็นหน่วยงานวิชาการ ซึ่งหน่วยงานวิชาการ มันจะให้คุณให้โทษกับใครได้ การชี้แจงมันหมายความว่า เราทำผิดหรือ

กระทุ้งกกร.ต้องเปิดหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายเดิมถามอีกว่าสิ่งที่รัฐมนตรีพูดเหมือนว่าไม่เห็นด้วยกับกกร.นายสุชาติ จึงย้อนถามว่าแล้วคุณจะแนะนำอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่าไม่ได้แนะนำ เพียงแต่บอกว่า เรื่องนี้ควรมีการตรวจสอบก่อนแต่ถ้ามีข่าวปุ๊บ แล้วรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเลย มันจะเป็นปัญหาว่า เราไม่ยอมรับกระบวนการ นายสุชาติ ตอบว่า ตนก็ให้อธิบดีชี้แจงก่อนให้คนออกมาชี้แจงทั้งหมดก่อน ตนมาพูดหลังจากที่กรมชี้แจงไปแล้ว ที่ไม่ออกมาชี้แจงก่อนเพราะตนไม่รู้อำนาจหน้าที่ทั้งหมดผู้สื่อข่าวรายเดิมยังถามย้ำว่า แต่การชี้แจงมันไม่ใช่การตรวจสอบ มันเหมือนเป็นการออกมาพูดเฉยๆ นายสุชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบก็ต้องให้ กกร.เอาหลักฐานออกมาว่า ที่ทำโพลมาว่า รับเงินในข้อหาได้ใบอนุญาต หรือใบอะไร

ต่อสายปธ.หอการค้าฯขอหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวจึงย้อนถามว่าสรุปว่า ท่านไม่ได้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ก่อนชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถามว่า“ผมถาม ผมโทรไปถามพี่พจน์ (พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย) ให้เอาหลักฐานมา ผมโทรไปเอง ถามเขาดูว่าจริงมั้ย ผมเป็นคนชัดเจน”

เมื่อถามอีกว่าที่บอกว่าให้รายงานกับปลัดกระทรวงคือให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงเรียกกกร.มาในวันนี้ให้เอาหลักฐานเอกสารมาดู ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ทำให้นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า “ตั้งแต่วันแรกเลย ผมโทรหาพี่พจน์ ไปถามดูว่า โทรไปจริงมั้ย คนอย่างผมไม่มีถอยหรอก โทรถามเลย เอาหลักฐานมาพี่พจน์ รู้จักกันต้องรู้จักนิสัยกัน”

โยนให้สอบถามทางปลัดทส.

เมื่อถามว่าทางกกร.จะเอาหลักฐานไปให้ปลัดกระทรวงทส.วันนี้ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ ต้องคุยกับปลัดกระทรวงเอง เพราะมอบให้ปลัดกระทรวงไปแล้วเนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ปลัดกระทรวงเป็นผู้ปกครองหน้าที่ของปลัดกระทรวงไปว่าเอา เพราะตนไม่ได้เป็นคนตั้งข้าราชการซี 8 ซี 9 เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เป็นคนตั้ง ตนเป็นคนตั้งอธิบดีเสนอเข้าครม.ตนถึงรู้นิสัยว่าอธิบดีแต่ละคนเป็นอย่างไรแต่ถ้าเป็นข้าราชการข้างล่าง ปลัดกระทรวงก็ไปจัดการ ไปค้นหามา

‘เฮ้ง’ยั้วะเดินชนไหล่นักข่าว-พูดไม่ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น สีหน้านายสุชาติแสดงออกถึงความไม่พอใจ และเดินแหวกวงสัมภาษณ์ตรงจุดที่ผู้สื่อข่าวรายที่จี้ถามหลายคำถามโดยระหว่างนั้นมีการเดินชนไหล่กับผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวด้วย ทำให้ผู้สื่อข่าวรายนั้นถึงกับพูดว่า“เดินชนกันอย่างนี้เลยหรอ”ขณะที่นายสุชาติได้หันมาพูดว่า“มึงรู้จักกูน้อยไป” ก่อนเปลี่ยนไปขึ้นทางตึกบัญชาการ 2 (เดิมขึ้นทางตึกบัญชาการ 1)

นั่งไม่ติดติดต่อขอโทษนักข่าว

ต่อมา เวลา11.45น.หลังจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและปะทะคารมกัน เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1.30 ชั่วโมง นายสุชาติ ให้ทีมงานประสานติดต่อไปยังสื่อมวลชนคนดังกล่าวเพื่อที่จะขอโทษและพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนที่นายสุชาติจะเดินลงมาจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี แม้การประชุมยังไม่เสร็จสิ้นเพื่อมาหานักข่าวคนดังกล่าวที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

ทันทีเจอหน้าไหว้ขอโทษรัวๆ

ทันทีที่มาถึงนายสุชาติได้ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษกับนักข่าวคู่กรณี พร้อมบอกว่า“ขอโทษครับพี่”และจับมือพร้อมกับนั่งลงพูดคุยเคลียร์ใจนายสุชาติกล่าวว่า“ผมขอโทษ สิ่งที่พี่แนะนำ ผมน้อมรับไว้ต้องขอโทษอีกครั้ง เพราะเรามองกันคนละมุม”นักข่าวคนดังกล่าว ตอบไปว่า“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ ตอนแรกคิดว่ารัฐมนตรีจะเดินมาคุยเพราะทุกครั้งหลังสัมภาษณ์จะเป็นแบบนี้ที่สัมภาษณ์ในวงและออกมาคุยกันได้ อยากให้รัฐมนตรีอย่าไปติดใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ”

พูดไม่ดี‘เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ’

นายสุชาติกล่าวว่า“ต้องขอโทษ ด้วยความที่เรามีความตั้งใจในการทำงาน ตอนแรกเราก็ได้ให้แก้ไขปัญหา ชี้แจงในเรื่องที่ถูกต้อง และต้องขอโทษจริงๆที่พูดกับพี่ไม่ดี เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ ขอให้ถือว่าผมเป็นน้องของพี่ สิ่งที่ผมพูดไป อาจจะมีข้อมูลอีกด้าน เราอาจจะฟังมาจากคนข้างนอกหมด เมื่อกี้นั่งประชุมครม.ก็คิดว่าลงมาขอโทษพี่ดีกว่า และได้ให้ทีมงานประสานมา ขอให้พี่ให้อภัย ผมก็แล้วกัน ก็ผิดพลาดกันได้ ยืนยันมีความตั้งใจ ผมมาย้อนฟังถึงคำถามของพี่ ก็รู้ว่าพี่หวังดี เราก็ไม่สบายใจ ต้องขอโทษพี่จริงๆด้วยความเคารพที่ผ่านมาสื่อมวลชนทุกท่าน ผมไม่เคยไม่ให้สัมภาษณ์ใครแต่บังเอิญว่าเรามุ่งหวังคาดหวังแบบนี้ อาจจะทำให้กระทบกระทั่งน้ำใจกันก็ขอโทษจริงๆ”

ยอมรับเจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน

ก่อนที่นายสุชาติยกมือไหว้อีกครั้งและยกมือไหว้ไปที่สื่อมวลชนก่อนบอกว่า“ขอโทษสื่อมวลชนทุกคน”ขณะที่นักข่าวคนเดิมกล่าวว่า ตนไม่ได้ติดใจอะไร นายสุชาติกล่าวต่อว่า“ขอบคุณพี่ๆที่ให้คำแนะนำ ยอมรับว่า เราทำงานอยู่ มาเจอเรื่องนี้เราก็เฟลเหมือนกัน ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนยกมือไหว้อีกครั้งและจับมือกับนักข่าวคนดังกล่าวก่อนกลับขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

‘วิโรจน์’ได้ทีกรีด‘เฮ้ง’ฉุนสื่อ

ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังเกิดเหตุการณ์ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงอาการไม่พอใจสื่อมวลชนที่จี้ถามเรื่องกรมควบคุมมลพิษถูกระบุว่าเป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนสูงสุด โดยนายวิโรจน์ ระบุว่า “ที่เขารู้จักคุณน้อยเกินไป เพราะเขาอาจจะไม่อยากรู้จักคนอย่างคุณก็ได้นะครับ ขอให้กำลังใจ กกร.และสื่อมวลชนที่กรุณาเกาะติดกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยไม่หวั่นไหวต่อท่าทีของนายสุชาติ ชมกลิ่น ครับ”

‘เฮ้ง’แจ้งดำนินคดี’ไอซ์’โพสต์กล่าวหา

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.12 น. ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จโดยกล่าวหาว่า ปม“คนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน”ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 โดยมีพ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ยันข้อมูลเท็จ บิดเบือนโจมตีการเมือง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯกล่าวว่าข้อมูลที่โพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริง และเป็นข้อมูลเท็จ ปั่นกระแสมุ่งโจมตีทางการเมือง สร้างความเสียหาย เมื่อคดีอยู่ในอำนาจศาล ตนไม่ขอให้ความเห็นให้ไปสอบถามจากทีมทนายความตนเพราะเสียเวลาในการทำงาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทุกอย่างชี้แจงได้ การปั่นกระแส มุ่งโจมตีทางการเมือง นำเรื่องสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงปี 2563-2566

ตนยืนยันว่าไม่เคยมีความประพฤติสันดานโกง หรือไปพัวพันรับสินบน ทั้งเป็นอำนาจหน้าที่ ปปช.ตรวจสอบ ตนพ้นตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยทุจริต และไม่ได้เป็นคนชั่วเรืองอำนาจ ครองเมือง เจตนาโพสต์ยึดโยงข้อมูลเก่า เป็นการจงใจให้เกิดความเสียหายกระทบเป็นวงกว้าง ตนใช้สิทธิฟ้องปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ให้ไปอ่านสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง อย่ามั่ว ทำให้สังคมสับสน

คปท.บุกทำเนียบฯยื่นนายกฯ-คลัง

วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วม ประมาณ 40 คน นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล,นายนัสเซอร์ยีหมะ,น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง (ทนายมิ้นท์) และนางกรองแก้ว วัฒนกุล เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง

เร่งบังคับเรียกภาษีฯแม้ว1.7หมื่นล.

โดยมีข้อเรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ขอให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ คณะผู้ชุมนุมระบุว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (คดีทางแพ่ง) ซึ่งยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร ส่งผลให้คำสั่งเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำนวนกว่า 17,600 ล้านบาท มีผลผูกพันทางกฎหมาย และต้องมีการชำระคืนแก่รัฐ

โดยเครือข่ายฯระบุว่าหลังศาลมีคำพิพากษาผ่านมากว่า 9 เดือน ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการติดตามหนี้ภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงช่วงกลางปี 2570ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดระยะเวลาบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบังคับคดีโดยด่วน หากพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

หากไม่ชำระขู่ฟ้องล้มละลาย

นอกจากนี้ในอีกประเด็น ทางเครือข่ายฯยังขอให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการบังคับคดีภาษีดังกล่าวอย่างเคร่งครัดโดยระบุว่าปัจจุบันมีการบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดหนี้ทั้งหมด พร้อมย้ำให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการเร่งรัดยึดทรัพย์และติดตามหนี้ ก่อนหมดอายุความในช่วงกลางปี 2570 และหากพบว่าทรัพย์สินไม่เพียงพอ ให้พิจารณาดำเนินการฟ้องล้มละลายโดยทันที

โสภณเซ็นยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสส.-สว.

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา(ก.ร.)แถลงผลการประชุม ก.ร.ว่าที่ประชุมก.ร.มีมติให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สส. สว.และกรรมาธิการ (กมธ.)ของสภาฯ หรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ลงนามอนุมัติขึ้นค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินการของสส.และสว. ทั้งนี้เข้าใจว่าการอนุมัติดังกล่าวในตอนนั้นยังไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจแต่สภาปัจจุบันในยุคของตนเห็นว่าการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าวไม่เหมาะสมโดยระเบียบดังกล่าวตนสามารถใช้อำนาจประธานรัฐสภายกเลิกได้และจะให้กลับไปใช้ค่าตอบแทนเดิมที่มีอยู่

ตั้งคณะกก.อิสระศึกษารายละเอียด

นายโสภณกล่าวอีกว่านอกจากนั้น มติก.ร.ยังได้ตั้งคณะกรรมการอิสระโดยมี พล.ต.อ.ประสิทธิ์ ทำดี กรรมการ ก.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายสภาฯเป็นประธานกรรมการและมีผู้ทรงคุณวุฒิจากสส. และสว. รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงบประมาณ ก.พ. กฤษฎีกา และมีบุคคลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือเป็นกรรมการร่วม เพื่อให้พิจารณาในรายละเอียดว่าควรยกเลิกผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ จำนวนผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ ประจำตัว สส. สว. จำนวนกี่คนที่สามารถช่วยปฏิบัติงานได้ โดยไม่เป็นภาระ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยให้เวลาศึกษาภายใน 90 วัน โดยให้ทันเดือน ต.ค. นี้

“เพื่อสร้างความจริงให้ปรากฎต่อสิทธิที่มากมาย จึงตั้งกรรมการอิสระเพื่อพิจารณาและนำเสนอให้สังคมทราบว่า ต่อไปจะมีผู้ช่วยดำเนินงานของฝ่าย สส.สว. กี่คนตามความเหมาะสม ต่อการขับเคลื่อนงานของสส. หรือ สว.รวมถึงการพิจาณาสิทธิประโยชน์ของผู้ช่วยทำงานของ สส. สว. เช่นเงินเดือนที่เหมาะสม โดยผมกำชับให้นำมาตรฐานของประเทศอื่นที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาพิจารณาด้วย” นายโสภณ กล่าว