ปกรณ์ ถกเข้ม! งบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ หลังพบข้อร้องเรียน ลั่น!ทำให้กระจ่างไม่ว่ากรณีใด

19 สิงหาคม 2569 เวลา 12:10 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณี การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤติน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่และบริเวณโดยรอบ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดย นายปกรณ์ กล่าวก่อนประชุมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ และบริเวณโดยรอบเมื่อประมาณวันที่ 19-21 พ.ย.68 ที่เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่จนกระทั่งรัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 25 พ.ย.68 มีผู้ประสบภัย 800,000 กว่าคน และมีผู้ที่ได้รับความเสียหายจำนวนมากและมีผู้เสียชีวิต สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำในช่วงเวลานี้คือ การช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีการร้องเรียนเกิดขึ้นว่า มีการใช้งบประมาณส่วนกลางโดยไม่ชอบ นายปกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจจึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชุดนี้ขึ้นมา ช่วยกันดูแลตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย ว่าเป็นไปตามข้อที่มีการร้องเรียนหรือไม่ และผลเป็นอย่างไรบ้าง ใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง และมีข้อสงสัยในการใช้งบประมาณรายจ่ายในหลายกรณี ในเบื้องต้น ครม.มีมติอนุมัติงบกลางเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.68 ตั้งไว้ 30 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และหลังจากนั้นได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ แต่ในการปฏิบัตินั้นต้องดูว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และในสถานะที่มีความจำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้น ได้มีการยกเว้นกฎเกณฑ์ต่างๆ อะไรหรือไม่ จะต้องมีการตรวจสอบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจหน้าที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา ตนคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดการกระจ่างให้เกิดขึ้นให้ได้ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใด

น้ำท่วม, น้ำท่วมหาดใหญ่, ปกรณ์นิลประพันธ์, ฟื้นฟูน้ำท่วม

มท.4 เร่งขยายผล ขบวนการสวมสิทธิ์ต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน รับมี จนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกรุง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:51 น.

มท.4 เร่งขยายผล ขบวนการสวมสิทธิ์ต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน รับมี จนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกรุง ก่อนขยายทั้งประเทศ ลั่น!เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดงเพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบ ที่มีการกังวลว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไร ว่า จากที่มีการจับกุม 7 หมายจับ ที่สน.ดินแดง ปรากฏว่าเราไปพบเจอความผิดปกติทางทะเบียน ว่ามีการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรหมายเลข 7 ผิดปกติ หลังจากการตรวจสอบของฝ่ายปกครอง รวมถึงกรุงเทพมหานคร ในปี 2567 จึงได้มีการสอบสวน แล้วออกหมายจับ จึงนำไปสู่การจับกุมเมื่อวานที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วเกิดได้อย่างไรก็ต้อง ยอมรับโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่ก็มีส่วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการขอย้ายเข้ามาในพื้นที่ แล้วเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะปล่อยปละละเลย หรือมีการทุจริตอย่างไรทางตำรวจจะไปว่ากัน อย่างห้องหนึ่งห้องถ้าเอะใจหน่อยว่ามีการย้ายเข้ามาตั้ง 60 คน ถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ ห้องแค่ 30 กว่าตารางเมตร ฉะนั้น ถ้าพบเจอแบบนั้นก็ต้องดำเนินการ

เมื่อถามว่า จะสาวไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการออกหมายจับทั้ง 7 ราย มีส่วนของนายหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ส่วนของเจ้าของบ้านและส่วนของเจ้าหน้าที่ ทั้ง 3 กลุ่ม 7 ราย กำลังดำเนินการในชั้นของตำรวจ

เมื่อถามว่า ที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของการย้ายเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยส่วนนี้จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ในขั้นแรกเราดำเนินคดีอยู่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครก็ให้ออกไว้ก่อน รวมถึงตั้งสอบวินัยร้ายแรง และการดำเนินคดีของตำรวจก็ทำ ซึ่งหลังจากนี้ให้มีการคุยกัน ว่าดุลพินิจหรือการรับแจ้ง ที่มีความผิดปกติอะไรเพิ่มเติม จะมีการประสานให้รายงานผู้บังคับบัญชา เพิ่มเติมด้วย

เมื่อถามว่า จะมีการประสานกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพราะตัวนายหน้าระบุว่ามีการทำลักษณะนี้ในทุกเขต นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มี และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากเมื่อวานที่เราไปโฟกัสที่ดินแดงและจากตรงนั้นจะสามารถขยายผลได้ และตามข้อมูลที่เราตรวจสอบมาหากไปดูในแฟลตดินแดง ตามทะเบียน จะต้องมีเด็กที่เป็นต่างด้าวอยู่ ร่วม 1,000 คน ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ชื่ออยู่แล้ว เพื่อไปออกบัตรสวมสิทธิ์ และการขยายผลตอนนี้ได้ให้มีการสแกนทั้งพื้นที่ ซึ่งทางกรุงเทพฯก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งร่วมการทำงาน และไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้

ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตทางทะเบียน ไม่ใช่แค่เรื่องการสวมบัตรอย่างเดียว ยังรวมไปถึงเรื่องของการแจ้งเกิดเท็จ เรื่องพ่อทิพย์ในลักษณะแบบนี้ด้วย ก็คิดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ แล้วจะขยายผลได้เพิ่มเติม

“มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วย เพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตามไปด้วย”

เมื่อถามว่า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อถามว่า เขาสามารถมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มันไม่ทั้งหมดแต่หลักๆ ก็เป็นเรื่องของการขอสัญชาติในอนาคต

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,มหาดไทย,สวมสิทธิ์ต่างด้าว,ต่างด้าว,

รองปลัด มท. ให้ความมั่นใจ! สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่น ผ่านการรับรองหลาย คกก. เผยเคลียร์ อบจ.ลำพูน แล้ว เผือกไม่ได้ร้อน อุ่นแล้ว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:43 น.

รองปลัด มท. ให้ความมั่นใจ! สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่น ผ่านการรับรองหลาย คกก. ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องกังวล บอกจะได้เห็นใบคะแนนวันประชุม ตอนนี้เป็นเอกสารลับเผยแพร่ไม่ได้ หวั่นถูกฟ้อง เผยเคลียร์ อบจ.ลำพูน แล้ว เผือกไม่ได้ร้อน อุ่นแล้ว เย็นลงเยอะ

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แสดงความกังวลเรื่องการเพิกถอนข้าราชการที่ทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นว่า ตนมั่นใจว่า ได้ความครบและความรอบคอบของขั้นตอนที่เราทำกันมาตั้งแต่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) รับรองผลคะแนนที่ถูกต้องเอาไปเข้าคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้รับรองผลคะแนนที่ถูกต้อง ถ้าถามว่า คะแนนทั้งหมดมาจากไหน ข้อเท็จจริงคือ มีการตรวจคะแนนอยู่แล้วโดยบริษัทคู่สัญญาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อันนี้คือ หน้าที่เขาเลย แต่คะแนนที่ถูกต้องไม่เคยถูกนำมาใช้แค่นั้นเอง วันที่เกิดเรื่อง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ไปเจอบัญชีเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคะแนนที่ถูกต้อง ซึ่งมีมีบัญชีเดียว

นายนิรัตน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย มีความห่วงกังวล อยากให้ตนให้ความมั่นใจกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่อยู่ในพื้นที่ว่า บัญชีนี้มาจากไหน ซึ่งมาจากการตรวจของบริษัทคู่สัญญาของ มศว แม้ทาง มศว กับ สถ.จะประสบปัญหาบ้าง แต่การตรวจจากบริษัทที่ถูกต้องเริ่มต้นกระดุมเม็ดที่หนึ่งต้องถูกก่อน เมื่อเกิดเรื่อง ป.ป.ช.ได้เอาบัญชีไปใช้ขยายผลการไต่สวน เพราะฉะนั้น เป็นบัญชีเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลางก็ใช้บัญชีเดียวกัน เอาไปตรวจและรับรองบัญชีนี้มาเลย เท่านั้นยังไม่พอ สถ.ได้นำบัญชีเดียวกันนี้มาสอบทานด้วยมือ ข้างหนึ่งเป็นเครื่อง ข้างหนึ่งเป็นมือบุคคล เราสอบทานใช้เวลาเป็นสิบกว่าวันกว่าจะเสร็จ ฉะนั้น ทำมา 4 รอบแล้วโดยบัญชีเดียวกัน

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ความถูกต้องของบัญชีวันนี้ ผู้มีหน้าที่รับรองถูกต้อง หลังจากนั้นมีขั้นตอนรับรองโดยคณะกรรมการชุดต่างๆ กสถ. ก.กลาง ได้ทำแล้ว จะส่งโดยเป็นเอกสารลับจาก ก.กลางไปยัง ก.จังหวัดทุกจังหวัด ก.จังหวัดรับแล้วจะนัดประชุม ซึ่งใน 1 จังหวัดจะมี 3 ก. ได้แก่ ก.อบต. ก.เทศบาล และก.อบจ. โดยแต่ละจังหวัดจะนัดประชุม ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. ไม่เกินวันที่ 28 ส.ค. โดยผู้ที่เป็นกรรมการซึ่งจะเห็นบัญชีเอกสาร ซึ่งตนเรียนว่า การมีความกังวลเป็นเรื่องปกติ เพราะยังไม่เห็นอะไรเลย แต่ท่านจะได้เห็นในที่ประชุม เพราะมันเป็นเอกสารลับ ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล หรือเปิดเผยทั่วไป เนื่องจากต้องปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเหมือนกัน แต่เอกสารรับรองที่ส่งไปจะมีทั้งใบคะแนนที่ตรวจสอบ ทุกคนมีตรงนี้มั่นใจได้ว่า ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ละจังหวัดมีการรายงานกลับเข้ามาหรือยังว่า มีการเพิกถอนไปถึงไหนแล้ว นายนิรัตน์ กล่าวว่า มี การเพิกถอนจะไปมีผลในวันที่ 31 ส.ค. แต่การรายงานกลับมาจะเป็นการรายงานเรื่องการประชุม ก.จังหวัด เช่น ที่ จ.ลำพูน นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน วันก่อนซึ่งท่านกังวลเนื่องจากยังไม่เห็นตัวเอกสารว่า มีใบคะแนนหรือไม่ ตนบอกไปว่า มี เพียงแต่ท่านจะเห็นในวันที่ประชุม ซึ่ง จ.ลำพูนประชุมไปเมื่อวันที่ 18 ส.ค. พอประชุมท่านก็ร้องอ๋อว่า ครบแล้ว มั่นใจแล้ว แต่จะบอกว่า ที่ตนส่งเป็นเผือกร้อนไปให้ผู้บริหารท้องถิ่นปลายทาง ต้องบอกว่า มันอุ่นลงแล้ว มันเย็นลงเยอะแล้ว ด้วยการกลั่นกรองอย่างรอบคอบและตรวจอย่างละเอียดของ กสถ. ก.กลาง และ สถ.

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า สิ่งที่แต่ละพื้นที่กังวล เนื่องจากยังไม่เห็นผลใบคะแนนจริงใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยังไม่เห็น จะเห็นวันประชุม เพราะว่า ใบคะแนนจริงของคนทั้งหมดหลายหมื่นคน เราเอามาแปะลงเพจเผยแพร่ทั่วไปไม่ได้ บางคนเขาจะฟ้องเอา นี่คือ สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ ไปเอาคะแนนของแต่ละคนมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ถูกฟ้องแน่นอน ตนไม่ทำ แต่ในที่ประชุมสามารถเอาขึ้นมาดูกันได้ แต่เป็นการประทับตราลับ

ทุจริตสอบท้องถิ่น,ท้องถิ่น,นิรัตน์พงษ์สิทธิถาวร,รองปลัดมหาดไทย,

ครูใหญ่ วืดประกันรอบ 8 ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:34 น.

19 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” เป็นครั้งที่ 8 คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร แม้เข้าเกณฑ์ได้นิรโทษกรรม

วานนี้ (18 ส.ค. 2569) ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในระหว่างพิจารณาคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 ซึ่งเขาถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หลังจากทนายความยื่นขอประกันตัวในช่วงเช้า โดยระบุคำสั่งเป็นตราปั๊มว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ศาลอาญาได้ยกคำร้องขอประกันตัวอรรถพลและจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แม้ทั้งคู่ได้ประกันตัวในคดีชุมนุมที่อำเภอภูเขียวซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทั้งคู่ต้องติดอุปกรณ์ดังกล่าวระหว่างถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ในวันที่ 18 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลอาญาอีกครั้ง โดยยื่นเฉพาะอรรถพล นับเป็นการยื่นประกันในคดีนี้เป็นครั้งที่ 8 โดยเสนอหลักประกันจำนวน 200,000 บาท โดยคำร้องขอประกันตัวฉบับนี้ ได้ระบุโดยสรุปว่า

ในคดีนี้ อรรถพลถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 มาตราเดียว พร้อมข้อหาอื่น เช่น ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ไม่ได้ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112

การกระทำที่ถูกกล่าวหามาจากการเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะ และการแสดงออกทางการเมือง ระหว่างวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ซึ่งปัจจุบัน “ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมือง ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

การกระทำที่ถูกกล่าวหาของอรรถพล เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (1 ม.ค. 2548 – 16 ก.ค. 2568) และไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นที่จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ถูกฟ้องก็ถูกบัญญัติไว้ในบัญชีแนบท้ายของกฎหมาย

ดังนั้น เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ คดีในส่วนของอรรถพลจะต้องถูกจำหน่ายออกจากศาล ผู้ร้องจึงขอให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างนี้ โดยจำเลยยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาลอย่างเคร่งครัด

ต่อมา 17.23 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องระบุ “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 8 มาแล้วหลายครั้ง โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง” ลงนามผู้สั่งโดย ชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา

ทั้งนี้ คำสั่งมีลักษณะเป็นตราปั๊มข้อความที่มีเนื้อหาอยู่แล้ว ให้เติมรายละเอียดข้อความเกี่ยวกับคดีเพียงเล็กน้อย

สำหรับคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญามีนัดสืบพยานต่อไปในวันที่ 28 ส.ค., 1-4 ก.ย. นี้

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/85658

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน,อรรถพลบัวพัฒน์,ครูใหญ่,คดีชุมนุม,19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร,

นายกฯสั่งด่วน! ช่วยน้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว กำชับดูแลศูนย์พักพิง-อาหารต้องมีคุณภาพ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:17 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา12.55 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติราชการที่ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดน่าน จนทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ต้องส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) เตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ว่า ตนได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว และได้สั่งการให้ทีมช่วยเหลือจากทุกส่วนราชการลงพื้นที่ดำเนินการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่กำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในส่วนของภาคเหนือนั้นมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่และตัวท่านเองก็กำลังจะเดินทางลงไปบัญชาการด้วยเช่นกัน

นายอนุทิน ระบุว่า การทำงานจะเป็นไปในรูปแบบการสั่งการแบบบูรณาการ โดยนายยศชนันท์สามารถสั่งการในนามคณะรัฐมนตรีได้ทันที เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามข้อสั่งการในการช่วยเหลือกรณีน้ำท่วมอย่างเป็นเอกภาพ ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านซึ่งไปราชการนอกพื้นที่ ก็กำลังเร่งเดินทางกลับไปบัญชาการเหตุการณ์ที่จังหวัดแล้ว

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ นายอนุทินเปิดเผยว่า ได้พูดคุยโทรศัพท์กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และได้รับทราบว่าขณะนี้ได้มีการประกาศให้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ภัยพิบัติเรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเบิกจ่ายงบประมาณในพื้นที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผ่านส่วนกลาง พร้อมกันนี้ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงขึ้นแล้ว โดยตนได้เน้นย้ำให้ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

“ได้เน้นย้ำไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารการกิน บอกเลยว่าไม่เอาเหมือนตอนหาดใหญ่ ที่ข้าวเต็มกล่องแต่มีปีกไก่ชิ้นเล็กๆ อยู่ 2 ชิ้น แบบนั้นยังไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอส่งกำลังใจจากประเทศออสเตรเลียไปยังพี่น้องชาวจังหวัดน่านทุกคน พร้อมระบุว่าขณะนี้ทั้งทางกองทัพและทุกภาคส่วนได้ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถแล้ว ส่วนเรื่องการเยียวยานั้นจะเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ หากน้ำท่วมติดต่อกัน 3 วัน ก็จะมีการจ่ายค่าเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย และหากบ้านเรือนได้รับความเสียหาย รัฐบาลก็จะมีงบประมาณเข้าไปดูแลซ่อมแซมให้เป็นรายหลังคาเรือนต่อไป ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะสามารถควบคุมได้

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

ผู้นำออสเตรเลีย-ไทย ชื่นมื่น ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ออสซี่ย้ำหนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD

19 สิงหาคม 2569 เวลา 09:51 น.

ผู้นำออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วมหลังหารือทวิภาคีเต็มคณะ ชื่นมื่นการเยือนระดับนายกฯ ในรอบ 14 ปี ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ออสซี่ย้ำหนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD พร้อมขอบคุณช่วยป้อนน้ำมันอากาศยานช่วงวิกฤต ด้านนายกฯ ชูจับมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ดัน สวทช.จับมือวิจัยออสเตรเลีย รับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ที่อาคารรัฐสภา กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดการแถลงข่าวร่วมภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ

โดย นายแอนโทนี ได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ออสเตรเลียมีต่อไทยในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติฉบับใหม่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยจะจัดการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันในทุกสองปี

ในด้านเศรษฐกิจ ออสเตรเลียและไทยได้ตกลงกระชับความร่วมมือผ่านแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลก นายแอนโทนีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบรับว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ไร้พรมแดน ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะใช้แถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่นี้จัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของไทย และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมบทบาทของชุมชนชาวไทยในออสเตรเลีย รวมถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าไทยจะสานต่อความร่วมมือกับออสเตรเลียอย่างแน่นแฟ้นผ่านกลไกอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย และขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียอีกครั้งที่ให้การสนับสนุนไทยในการผลักดันเข้าสู่โออีซีดีอย่างเต็มกำลัง

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

เปิดภารกิจนายกฯ อนุทิน นำทัพ 9 บริษัทชั้นนำไทย พบผู้นำออสเตรเลีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 08:11 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และคณะผู้แทนระดับสูงของไทย ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่องในการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยภารกิจตลอดทั้งวันมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความร่วมมือระดับทวิภาคีในหลายมิติ

พิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติและการหารือทวิภาคีในช่วงเช้าเวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย (Parliament House) เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยมีนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Hon. Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายในพิธีมีการยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

จากนั้นในเวลา 09.50 น. ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (Cabinet Room) ก่อนที่จะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on deepening economic engagement) ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน ณ Prime Minister’s Courtyard นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้เข้าพบและหารือกับนายแองกัส เทย์เลอร์ (The Hon. Angus Taylor MP) ผู้นำฝ่ายค้านของออสเตรเลียอีกด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้นำภาคเอกชนไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย จำนวน14 คน จาก 9 บริษัท ได้แก่

1.บริษัท RATCH Australia จำกัด ได้แก่ นายพุฒิกานต์ เอารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ นางสาว Hilda Luong Community Engagement Advisor

2. บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้แก่ ดร. ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร และ ดร. ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการบริษัท และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

3.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

4.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม

5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายธนรัตน์ ชัยสิริ ประธานกรรมการบริหาร (Executive Director) และ นายCraig Gillard CEO and Managing Director

6. กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ได้แก่ นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจองค์กร

7.บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แก่ นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) นาย Cameron Leggatt Chief Executive Officer, Frasers Property Australia และ นาย Ian Barter: Managing Director Australia, Frasers Property Industrial

8. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นาย Craig Hooley Chief Operating Officer, Minor Hotels Australasia

และ 9. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายไวธยางค์ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศ

ในช่วงบ่าย เวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (Government House) เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะนางแซม มอสติน (H.E. the Hon. Ms. Sam Mostyn AC) ผู้สำเร็จราชการฯ และในเวลา 14.20 น. ได้เดินทางไปร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานสงครามเครือรัฐออสเตรเลีย (Australian War Memorial) เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวออสเตรเลียที่เสียชีวิตในสงคราม

เวลา 14.55 น. คณะฝ่ายไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO) โดยได้เข้าดูงานที่ห้องปฏิบัติการฝ้าย (Cotton Lab) และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงค์ (Letter of Intent) ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับ CSIRO

ต่อมาในเวลา 15.35 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังวัดธัมมธโร เพื่อกราบนมัสการและถวายผ้าไตรแด่เจ้าอาวาส พร้อมถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมปลูกต้น Magnolia รุ่น “Inspiration” ไว้เป็นที่ระลึก

ปิดท้ายภารกิจของวันในเวลา 18.35 น. นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ณ บ้านพักประจำตำแหน่ง (The Lodge) ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดการเยือนในครั้งนี้

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

พริษฐ์ สวน โสภณ ไม่มีใคร หมกมุ่น คดีศักดิ์สยาม แต่กลัวท่านปธ. หมกเม็ด ตัดตอนให้ไปไม่ถึงศาล เหตุเป็นแผลใหญ่ระบอบน้ำเงิน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

พริษฐ์ สวนกลับ โสภณ ยันไม่มีใคร หมกมุ่น คดีศักดิ์สยาม แต่กลัวท่านประธาน หมกเม็ด ตัดตอนเรื่องนี้-ฮั้วสว.ไปไม่ถึงศาล เหตุเป็นแผลใหญ่ของระบอบสีน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ถึงประธานรัฐสภาโสภณ ซารัมย์: ไม่ได้มีใคร “หมกมุ่น” กับเรื่อง ป.ป.ช. และคดีศักดิ์สยาม แต่เราเพียงกังวลว่าท่านประธานจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ]

วันนี้ ผมเห็นประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ ให้สัมภาษณ์โดยแนะนำไม่ให้เรา “หมกมุ่น” กับคำร้องที่ฝ่ายค้านและ สว. บางส่วน ยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมย้ำว่า ไม่ใคร “หมกมุ่น” กับเรื่องนี้ แต่เรากังวลว่าท่านจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล

– ท่านบอกว่าท่าน “ทำเหมือนในอดีต” แต่ในอดีตครั้งล่าสุด ประธานมงคล (ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น) ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาล, แต่ในกรณีนี้ ผ่านไปแล้ว 74 วัน ประธานโสภณ กลับทำได้เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง

– ท่านบอกว่าท่านต้องการให้คณะกรรมการทำงานอย่างเป็น “อิสระ” แต่ท่านกลับจิ้มเลือกกรรมการเองทั้งหมดทุกคนแบบผูกขาด แถมยังปกปิดรายชื่อกรรมการจนทำให้การทำงานของคณะกรรมการ กลายเป็น “อิสระจากประชาชนในการตรวจสอบ”

– ท่านบอกว่าท่านต้องการให้การพิจารณามีความรอบคอบ แต่ท่านกลับยังไม่กำหนดหรือรับประกันว่าจะมีการเชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้อง เข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการะหว่างการพิจารณา

– ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ยื้อเวลา แต่ท่านกลับไม่กำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ว่าคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมา จะต้องดำเนินการและเสนอความเห็นต่อท่านภายในกี่วัน

ทางวิปฝ่ายค้านเราได้ทำหนังสือไปถึงท่านประธานโสภณตั้งแต่เดือนที่แล้ว (22 ก.ค.) เพื่อขอให้ท่าน (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม แต่มาถึงวันนี้ เรายังไม่ได้รับคำตอบใดๆจากประธานโสภณ

หากเรากังวลว่า กกต. จะตัดตอนคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล เช่นไร

เราก็ควรกังวลว่า ประธานรัฐสภา จะตัดตอนเรื่อง ป.ป.ช. และศักดิ์สยาม ให้ไปไม่ถึงศาล เช่นนั้น

เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นบาดแผลขนาดใหญ่ ที่ระบอบสีน้ำเงินคงต้องทำทุกวิถีทางให้เรื่องไปไม่ถึงศาล”

คดีศักดิ์สยาม, นายกฯ, ป.ป.ช., พริษฐ์, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, โสภณ

ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 07:34 น.

ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดวงหารือกลุ่มเล็ก ต่อยอดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ลาน Ceremonial Forecourt ด้านหน้าอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนนำนายกรัฐมนตรีเข้าสู่พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ลาน Ceremonial Forecourt โดยมีการยิงสลุต 19 นัด จากนั้นนายกรัฐมนตรีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติออสเตรเลีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายจะแนะนำคณะทางการของแต่ละฝ่าย โดยพิธีต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลียเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสมุดเยี่ยม ณ โถง Marble Foyer และร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ตามธรรมเนียมการต้อนรับแขกต่างประเทศระดับสูงของออสเตรเลีย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้มีความแน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงหารือประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับออสเตรเลียในมิติต่าง ๆ ต่อไป

นายกฯ, อนุทิน, ออสเตรเลีย, แนวหน้าออนไลน์

หมอตุลย์ นัดรวมพล ยื่นหนังสือ กกต. วันนี้ 10 โมง จี้ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 229 ราย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 07:28 น.

19 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เรียนพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักความเป็นธรรมทุกท่าน ทุกท่านคงทราบดีเรื่องการทุจริตการเลือก สว. (ฮั้ว สว.) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สอบสวนมา 2 ปีแล้ว อนุสอบสวนชุดที่ 26 มีมติว่าเห็นควรส่งฟ้อง 229 คน ขั้นตอนต่อไป กกต.จะต้องยื่นต่อศาลฎีกา แต่ กกต.กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 กลับมีมติไม่ฟ้องใครเลย อันขัดกับหลักฐานที่สังคมรับรู้ และ กกต.อาจสั่งไม่ฟ้อง ดังนั้น เพื่อเรียกร้องให้ กกต.ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ผมและเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านมาร่วมกันยื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ อาคาร B (ประตูด้านทิศตะวันออก) 

กกต, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ตุลย์สิทธิสมวงศ์, หมอตุลย์, ฮั้วสว.