ฝ่ายค้านตีปี๊บซักฟอก พ่นศึกน้ำลาย หมายหัวถล่มลูกเทพ ไอติมโวลั่นมีหมัดเด็ด ภท.โต้คืนอย่าดีแต่ปาก ขอดูหลักฐานคดีฮั้วสว. 53นักกม.จี้กกต.ส่งศาล

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

“ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ”ค่ายปชน.   ยืนยันปลายสิงหาคมนี้ ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายแน่นอนเน้นบริหารงานทุจริตผิดพลาด ทั้งโกงสอบท้องถิ่น โยงฮั้วสว.ย้ำฝ่ายค้านมีหมัดเด็ด ทั้งปักหมุดถล่มลูกเนวิน ปม  TH-PASSPORT  ด้าน “จตุพร พรหมพันธ์”ชี้การเมืองครึ่งหลังสิงหา เดือดแน่ ฟันธงฝ่ายค้านโค่นรัฐบาลไม่ลง

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569  นายพริษฐ์   วัชรสินธุ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านรับรู้ร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมแล้วว่า เราจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ โดยเมื่อเปิดประชุมสภาช่วงปลายเดือนสิงหาคม จะประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกรอบเนื้อหา เวลา และบุคคลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เราจะเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ

              เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้มีการวางกรอบประเด็นคร่าวๆ ไว้หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงจะเป็นในขั้นตอนถัดไปที่จะมีการแลกเปลี่ยนกรอบเนื้อหากัน แต่ในส่วนของพรรคประชาชนตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุม เราได้ให้โจทย์ สส.ไปหาข้อมูลเพื่อเสนอประเด็นที่คิดว่าสมควรที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งขณะนี้ สส.ของพรรคก็มีการส่งข้อมูลเข้ามาที่ส่วนกลางของพรรคอย่างต่อเนื่อง

             นโยบายทุจริตผิดพลาด

              นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนคิดว่าประเด็นที่จะอภิปรายส่วนหนึ่งคงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ผิดพลาดหรือมีข้อครหาเรื่องการทุจริตที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีโกงสว. การสอบท้องถิ่น TH-Passport และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และบางส่วนอาจจะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ปรากฏต่อสาธารณะ แต่ขณะนี้สส.ในพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบว่าจากวันนี้จนถึงวันอภิปรายจริง จะมีประเด็นอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารที่ผิดพลาดหรือข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐบาลที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่

                โวแหลกมีหมัดเด็ด

            เมื่อถามว่า ทุกการอภิปรายฝ่ายค้านจะมีหมัดเด็ดเสมอ ครั้งนี้จะมีอีกใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า “ครับ” เราก็ทำเต็มที่ และตนคิดว่าท้ายที่สุดคนที่จะตัดสินก็คือประชาชน ฉะนั้น ขอให้รอดูวันอภิปรายจริง แล้วให้ประชาชนเป็นคนตัดสินดีกว่า

            เมื่อถามถึง กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่ามั่นใจ หากฝ่ายค้านถามอะไรก็พร้อมที่จะตอบนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า “ต้องรอดูว่าจะสามารถตอบคำถามที่จะถูกอภิปรายในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้จริงหรือไม่ แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากนายกฯ อนุทินบอกว่าถามอะไรก็ตอบได้หมด หากตอบได้จริง เหตุใดในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา เราไม่เคยเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดในสภาแม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้น หวังว่าในสมัยประชุมสภาที่จะมาถึงนี้ เราจะเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดตามหน้าที่ที่ควรจะทำบ้าง“

               นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และหวังว่าจะเป็นการตอบกระทู้สดที่ไม่ใช่แค่กระทู้สดของรัฐบาลที่มีการเตรียมคำถามไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อชงคำถามให้กัน แต่จะมาตอบกระทู้ของฝ่ายค้านด้วยที่จะเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศในฐานะนายกฯ และการบริหารภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

              เชื่อหนูกังวลซักฟอก

            ต่อข้อถามว่า นายอนุทินระบุอีกว่าหากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะไม่มีผลงาน ในส่วนนี้จะทำให้ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านเพิ่มเติมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคิดว่านายอนุทินควรกังวลคือผลงานรัฐบาลมากกว่า เพราะหลายเรื่องเราเห็นว่าเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตอนรับตำแหน่งนายอนุทินบอกว่ารู้สึกอับอายในคะแนนความโปร่งใสของประเทศตามดัชนีสากล แต่ตั้งแต่บริหารมาตนเห็นว่าปัญหาการทุจริตยิ่งแต่จะหนักหนาสาหัสขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อครหาเกี่ยวกับการโกงสว. การโกงสอบท้องถิ่น หรือปัญหาข้อครหาในการทุจริตอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจเราก็เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีการกู้เงินผ่านกลไกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ในปริมาณที่สูง ซึ่งต้องรอดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

              “ฉะนั้น ผมคิดว่าให้คุณอนุทินกังวลเรื่องผลงานรัฐบาลดีกว่า มาแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานของฝ่ายค้าน แต่หากพูดในฐานะฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเราวางบทบาทเราเป็นสองบทบาทคู่ขนานกันเสมอ คือ การตรวจสอบรัฐบาลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อีกบทบาทที่เราวางไว้ว่าเป็นบทบาทของฝ่ายค้านคือการผลักดันแก้ไขกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน“ นายพริษฐ์ กล่าว

                แย้มร่างกม.ฝ่ายค้าน50ฉบับ

            นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีร่างกฎหมายที่เสนอโดยสส.พรรคฝ่ายค้านประมาณ 40-50 ฉบับ ซึ่งมีการเสนอเข้าไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างการรอพิจารณา ฉะนั้น ตนจึงหวังว่าวิปรัฐบาลจะให้ความร่วมมือกับวิปฝ่ายค้านในการทำให้สมัยประชุมหน้ามีการเพิ่มวันประชุมสภาสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของ สส. และภาคประชาชนเป็นการเฉพาะ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสัญญาที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยแสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ซึ่งก็หวังว่าประธานสภาฯ จะพูดแล้วทำ และทางวิปรัฐบาลก็จะให้ความร่วมมือ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในหลายด้าน อาทิ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ร.บ.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พ.ร.บ.แรงงาน เป็นต้น

                เชื่อปธ.รัฐสภาไฟเขียว

             “หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากประธานสภาฯ และประธานวิปรัฐบาลให้เราได้มีการเพิ่มวันประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส.และภาคประชาชน เพราะหากไม่มีการกระทำเช่นนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามข้อบังคับคือร่างกฎหมายของสส.จะถูกแซงคิวโดยร่างของ ครม.เสมอ ซึ่งจะทำให้ร่างกฎหมายที่เรายื่นเข้าไปไม่ได้มีโอกาสที่จะถูกพิจารณาในสภา“ นายพริษฐ์ กล่าว

              เมื่อถามว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 มองว่าฝ่ายค้านจะลงมติเป็นเอกภาพหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกันว่าจะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านไหนร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจบ้าง แล้วจะเป็นการยื่นกรอบเนื้อหาอะไร ยื่นอภิปรายใครบ้าง คาดหวังให้พรรคร่วมฝ่ายค้านแม้อาจจะมีความเห็นหรือนโยบายบางเรื่องที่อาจจะเห็นต่างกัน แต่ก็หวังว่าจะมีจุดร่วมกันในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่

                หลังสิงหาการเมืองเดือด

 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยประเมินสถานการณ์ช่วงครึ่งหลังเดือนสิงหาคมว่า ปัจจัยคำตัดสินคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะเป็นจุดพลิกเปลี่ยนสถานะการเมืองของรัฐบาลได้มากกว่ากรณีฮั้ว สว.อีกทั้งคาดว่า ช่วงครึ่งหลังเดือนสิงหาคม สถานการณ์อยู่ที่สองปัจจัยชี้นำ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสินใจการฮั้ว สว.อย่างไร และจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่ โดย กกต.ระบุจะตัดสินใจก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้ สถานการณ์ปั่นป่วนเริ่มก่อหวอดขึ้นช่วงศาล รธน.นัด 26 ส.ค.นี้ เพื่อไต่สวนพยาน 5 ปากของ กกต.ในกรณีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดฝ่าฝืน รธน.ทำให้การใช้สิทธิ์เป็นความลับหรือไม่

                “หลังการไต่สวนวันที่ 26 ส.ค.แล้ว ศาล รธน.ยังจะติดใจอะไรอีกหรือไม่ ถ้าไม่มี ต้องนัดฟังตำวินิจฉัย โดยมีข้อสังเกตว่า ถ้ากรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดไม่มีอะไรแล้ว คงไม่ทิ้งเวลาให้นานเหมือนขณะนี้ ถ้าคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบจะเป็นเรื่องพังกระดานการเมืองทั้งกระดาน”

ขณะเดียวกันการวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะสะเทือนถึงท่าทีการเมืองของฝ่ายค้านในสมัยประชุมสภาครั้งหน้าที่จะเปิดในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เพราะถ้าฝ่ายค้านเห็นว่า ศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยแล้ว คงต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ส่วนการยื่นอภิปรายฯ หลังคำตัดสินของศาล ฝ่ายค้านคงจบเช่นกัน

                การเมืองเอาแน่นอนไม่ได้

            นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่นอนทางการเมืองไม่ได้นั้น ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งสองทางคือ ถ้าศาลนัดสินว่าบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดยังเป็นความลับ สถานการณ์ก็ปกติ แต่ถ้าตัดสินว่า ไม่เป็นความลับแล้วย่อมพังทั้งกระดานการเมืองของสภาล่าง 500 สส. ดังนั้น การวินิจฉัยของศาล รธน.คือการกำหนดเกมหักเหทางการเมืองในวันข้างหน้า

              “ถ้าคำตัดสินว่า ไม่เป็นความลับ สถานการณ์การเมืองจะตึงกันอีกแบบ ต้องเลือกตั้งกันใหม่ สิ่งสำคัญหลังเลือกตั้งใหม่ย่อมยากจะคาดคเนว่า อะไรจะเกิดและไม่เกิดขึ้น ซึ่งประเทศไทยจะให้คำตอบ 100% ไม่ได้อยู่แล้ว”

อีกทั้งประเมินถึงการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลว่า ในอดีตไม่มีการชุมนุมใดจัดการรัฐบาลได้ อย่างมากทำให้เกิดเหตุการณ์อื่นตามมา เช่นมีการยึดอำนาจ หรือมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีการวินิจฉัยของศาล รธน.แล้ว สถานการณ์อื่นจะจัดการรัฐบาลได้ยากมาก การชุมนุมในอดีตมีคนออกมาเต็มถนนยังเล่นงานรัฐบาลไม่ได้เลย ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านก็เช่นกันไม่เคยมีครั้งใดล้มรัฐบาลได้ ส่วนการฮั้ว สว. ฝ่ายค้านกำหนดเปิดเผยข้อมูลทุกสัปดาห์จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม โดยข้อมูลส่วนใหญ่นำมาจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และมีข้อมูลบางส่วนมาจากชุดที่ 36 ผสมด้วย ดังนั้น ข้อมูลการพูดของฝายค้านไม่ได้ทำให้ กกต.หวั่นไหว เพราะ ฝ่ายค้านนำข้อมูลของ กกต. มาพูดให้ กกต.ฟัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่รู้และกอดไว้เป็นปีๆ แล้ว

                 “กรณีฮั้ว สว.ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กกต. ถ้าส่งฟ้องทุกฝ่ายในคราวเดียวกัน โดยยื่นต่อศาลฎีกา ถ้าไม่ส่งฟ้องเลย กกต.ไปยากเหมือนกัน ผมเชื่อว่า กกต.เขามีคำตอบของตัวเองแล้ว และได้ออกแบบ กำหนดแผนไว้แล้ว ซึ่ง คำตอบของ กกต.คนจะรับกันไหวหรือเปล่า โดยกรณีนี้ถ้าว่ากันแฟร์ๆ ไม่เหลือสักคน เพียงแต่จะผิดกันอย่างไรเท่านั้น”

                วิจารณ์หนูกราบทักษิณ

          ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ก้มกราบตักทักษิณ ชินวัตร ในงานศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย นายจตุพร กล่าวว่า เป็นท่วงทำนองคนนอบน้อมคนถ่อมตัวของนายอนุทิน และทำให้สังคมลืมเรื่องปืน การพกปืน รุมวิจารณ์เจ้าบ้านใช้ปืนยิงโจรเข้าบ้านผิด แล้วมาตามเรื่องกราบตักกันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติการใช้ชีวิตของนายอนุทิน แต่ถูกโยงถึงกรมสรรพากรอาจรอมชอมการเก็บภาษี 1.7 หมื่นล้านกับทักษิณ การวิจารณ์กรณีกราบตักทักษิณ สะท้อนถึงสังคมเห็นอะไรของนายอนุทิน ก็ขวางหูขวางตาไปหมด แล้วพร้อมบวกได้ทุกเมื่อ ดังนั้น แสดงให้เห็นความคนสนใจของสังคมที่มีต่อนายกฯ ย่อมเปลี่ยนเรื่องวิจารณ์ได้ทุกขณะตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต

           “เทพไท”ถามหาจุดยืนเพื่อไทย

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง ระบุว่า ถามจุดยืน“เพื่อไทย” ต่อการฮั้ว สว.ถ้าพูดถึงปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีอยู่หลายปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการเมืองของประเทศไทย ที่จำเป็นจะต้องระดมทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมมือกันตรวจสอบแก้ไข และทำให้ความจริงปรากฏขึ้น คือ ปัญหาการฮั้วส.ว.หรือการโกงสว.ซึ่งในขณะนี้พรรคการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้จัดเวทีเสวนาและเปิดโปงขบวนการทุจริตการโกงส.ว.หรือการฮั้วสว.ตั้งแต่ภาค1จนถึงภาค4 และภาคต่อไปอีก

ล่าสุด มีการจัดเวทีเสวนาของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในทุกเวทีที่จัดการเสวนา จะมีพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียงทยอยเปิดโปง ให้เห็นกันมากขึ้น มีพรรคการเมืองหลายพรรคร่วมมือกันตรวจสอบ กดดันให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้พิจารณามีมติสั่งฟ้องคดีการฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. ต่อศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ไม่นับพรรคฝ่ายค้านพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนตรวจสอบเรื่องนี้ รวมไปถึงภาคประชาชนหลายองค์กร เช่น กลุ่มไอลอร์ และกลุ่มคปท. รวมไปถึงกลุ่มการเมืองที่ขับเคลื่อนในสังคมอีกหลายกลุ่มเช่นกัน

แต่ที่น่าแปลกใจคือ บทบาทของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีจุดยืนในการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. ในสมัยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนล่าสุดได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำไมจึงลดบทบาท ไม่กล้าจะขยับ ไม่กล้าจะเคลื่อนไหว และไม่กล้าจะแสดงความเห็นใดๆที่เกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.เลย แม้ว่าพรรคเพื่อไทยพรรคร่วมรัฐบาล โดยมารยาทคงจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวในนามพรรค แต่ในนามตัวบุคคล ก็น่าจะเห็นบทบาทของคนที่เคยเป็นตัวหลัก ในการขับเคลื่อนการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. อย่างนายภูมิธรรม เวชชยชัย ที่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและเคยเป็นประธานบอร์ดDSI ได้ร่วมมือกับพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือDSI ขับเคลื่อนตรวจสอบคดีโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.มาโดยตลอด แต่วันนี้พรรคประชาชาติ ก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นหัวหน้าพรรค ได้ใช้สิทธิ์ส่วนตัว ออกมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนและเปิดโปงขบวนการโกงส.ว.และฮั้วส.ว.อย่างเปิดเผย

 จึงเรียกร้องมายังนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่เคยขับเคลื่อนเรื่องการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.คู่กับพ.ต.อ.ทวี สอดสอง ในอดีตที่ผ่านมา ได้ออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงท่าทีจุดยืนเกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.ด้วย  เพราะขบวนการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว. เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ ต้องร่วมมือกันแก้ไข และดำเนินการตรวจสอบการการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว. เพื่อไม่ให้กลุ่มการเมืองใด กลุ่มการเมืองหนึ่งกินรวบการเมืองของประเทศ และกินรวบกระดานการเมืองทั้งหมดโดยการผูกขาด หรือเรียกกันว่า เป็นการรวบอำนาจ หรือรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญ

ซักฟอก, ฝ่ายค้าน, ไอติม-พริษฐ์

ตบหน้าฉาดใหญ่ โพลจี้จัดการฟอกเงิน ซัดหมดศรัทธาต่อก.ม.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

‘สวนดุสิตโพล’เผยผลสำรวจประชาชน หมดศรัทธาต่อกฎหมาย จี้รัฐฟันตัวการใหญ่ กวาดล้างแก๊งฟอกเงิน-ภัยทางการเงินให้สิ้นซาก พบเคยเห็นโฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย

                เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่าง 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์ โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร้อยละ 42.57

                ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 และเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อป้องกันและแก้ปัญหานี้ ร้อยละ 78.80

                ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งมีประสบการณ์ โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นการบังคับใช้กฎหมายภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

                ด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม”และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อประชาชนร้อยละ 76.11 มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่างกฎหมายที่มีอยู่กับกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริงยิ่งร้อยละ 64.55 เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล

                รวมทั้งเสียงประชาชนร้อยละ78.80เรียกร้องให้จัดการตัวการใหญ่ชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึงผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงิน ที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

                ท้ายที่สุด หลักนิติธรรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมายแต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนือเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายทางสู่การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทางอย่างยั่งยืน

ฟอกเงิน, ภัยการเงิน, สวนดุสิตโพล

นพดล เสนอรัฐบาล รื้อระบบปืนทั้งประเทศ หลังพบ 8 บทเรียนโลก ชี้ กฎหมายเข้มอย่างเดียวเอาไม่อยู่

16 สิงหาคม 2569 เวลา 21:54 น.

นพดล เสนอรัฐบาล รื้อระบบปืนทั้งประเทศ หลังพบ 8 บทเรียนโลก ชี้ กฎหมายเข้มอย่างเดียวเอาไม่อยู่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา
กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความเรื่อง 8 บทเรียนผลข้างเคียงและความล้มเหลวของนโยบายคุมปืนในต่างประเทศ โดยมีเนื้อหา ดังนี้ 

จากการทบทวนหลักฐานต่างประเทศ ผมเห็นว่า โจทย์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “นโยบายควบคุมอาวุธปืน (Gun Control Policy) ดีหรือไม่ดี” แต่คือ “นโยบายควบคุมปืนออกแบบครบระบบหรือไม่” เพราะหลายประเทศพบว่า ต่อให้กฎหมายเข้ม ถ้าออกแบบผิดจุด บังคับใช้ไม่ทันตลาดมืด เทคโนโลยีใหม่ หรือพฤติกรรมของอาชญากร ผลที่ได้อาจต่ำกว่าที่คาด สร้างภาระต่อคนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และทำให้รัฐรู้สึกว่ากำลังควบคุมปัญหา ทั้งที่ความเสี่ยงจริงย้ายไปอยู่นอกระบบ

ผมสรุปเป็น “8 บทเรียน ผลข้างเคียงและความล้มเหลวของนโยบายควบคุมอาวุธปืน (Gun Control Policy) ต่างประเทศ” ที่ประเทศไทยน่าจะนำมาพิจารณาปรับใช้ในบริบทของสังคมไทย

  1. คุม “ปืนถูกกฎหมาย” แต่ตลาดมืดยังอยู่ — ปัญหาไม่ได้หาย แค่ย้ายที่

นี่เป็นข้อจำกัดที่ชัดมากในหลายประเทศ กฎหมายอาจลดการเข้าถึงปืนในตลาดถูกกฎหมายได้ แต่หากอาชญากรยังเข้าถึงปืนผ่านการลักลอบข้ามแดน การขโมย ผู้ซื้อแทน หรือการผลิตผิดกฎหมาย ความรุนแรงอาจยังดำรงอยู่

แคนาดาเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ รัฐบาลตรึงตลาดปืนพกสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเพิ่มมาตรการสกัดการลักลอบตามพรมแดน เพิ่มบทลงโทษการค้าอาวุธ และตั้งกลไกประสานงานกับสหรัฐฯ เพราะรัฐบาลเองยอมรับว่าการลดแหล่งปืนภายในอาจทำให้อาชญากรหันไปพึ่งปืนลักลอบและการผลิตผิดกฎหมายมากขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย อย่าประเมินความสำเร็จจากจำนวนใบอนุญาตที่ลดลงอย่างเดียว ต้องดูว่า ปืนเถื่อนเข้าสู่ตลาดลดลงหรือไม่ ผมจึงเสนอหลักว่า “คุมปืนมีทะเบียนหนึ่งระบบ ต้องมีระบบทำลายตลาดปืนเถื่อนอีกหนึ่งระบบเดินคู่กัน”

  1. อาชญากรปรับตัวเร็วกว่ากฎหมาย — คุมปืนชนิดหนึ่ง อาจเกิดปืนรูปแบบใหม่

ในยุโรปมีปืนบางชนิดที่เดิมทำขึ้นเพื่อยิงเสียงดังหรือส่งสัญญาณ และในบางประเทศสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คนร้ายนำปืนเหล่านี้ไปดัดแปลงให้ยิงกระสุนจริงได้ จึงกลายเป็นช่องทางให้ปืนที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลายเป็นอาวุธที่ใช้ก่ออาชญากรรมและมีปฏิบัติการยึดอาวุธลักษณะนี้จำนวนมาก

นี่เป็นตัวอย่างสำคัญว่า กฎหมายอาจนิยาม “ปืน” ได้ทันเมื่อวาน แต่ตลาดอาชญากรรมกำลังสร้าง “ปืนแห่งอนาคต” สำหรับไทยจึงต้องคิดถึง ปืนดัดแปลง ปืนแบลงก์ ชิ้นส่วนสำคัญ ปืนประกอบเอง ปืนพิมพ์สามมิติ
กระสุนและชิ้นส่วนที่ซื้อแยกแล้วนำมาประกอบ ไม่ใช่ควบคุมเฉพาะอาวุธสำเร็จรูปเท่านั้น

“อย่าคุมแค่กลุ่มประเภทของปืน แต่ต้องตามคุมทุกศักยภาพในการทำให้สิ่งหนึ่งเป็นอาวุธปืนร้ายแรง”

  1. กฎหมายเข้ม แต่ซับซ้อนเกินไป — ประชาชนไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่ก็ใช้ไม่ตรงกัน

บทเรียนจากอังกฤษคือ กฎหมายยิ่งมากไม่ได้แปลว่าจะยิ่งปลอดภัย หากกฎหมายหลายฉบับซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย และตามเทคโนโลยีไม่ทัน สุดท้ายประชาชนสับสน เจ้าหน้าที่ก็อาจใช้กฎหมายไม่ตรงกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่มีกฎหมายมาก แต่ต้องมีกฎหมายที่ชัด ทันสมัย และใช้ได้จริง

นิวซีแลนด์ก็พบปัญหาคล้ายกัน หลังจากแก้กฎหมายหลายครั้งอย่างเร่งด่วนภายหลังเหตุร้าย กฎสะสมจนซับซ้อนและผู้ใช้บางกลุ่มเข้าใจยาก รัฐบาลจึงเดินหน้ารื้อเขียน Arms Act ใหม่ทั้งระบบเพื่อให้กฎหมายง่ายขึ้นและสอดคล้องกัน

บทเรียนสำหรับประเทศไทย การปฏิรูปปืนไม่ควรทำด้วยการ “เพิ่มกฎหมายทีละชั้น” จนประชาชน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และร้านปืนตีความต่างกัน ควรมีแผนผังกฎหมายปืนแห่งชาติ (Firearms Regulatory Map) หรือ ตอบได้ชัดว่า ใครอนุญาต ใครตรวจสอบ ใครเพิกถอน ใครเก็บข้อมูล ใครติดตามปืน ใครรับแจ้งสูญหาย ใครสาวถึงต้นทางเมื่อปืนเข้าสู่คดี

  1. ออกกฎหมายหลังเหตุใหญ่เร็วเกินไป — อาจ “แก้สิ่งที่เห็น” แต่ไม่ใช่ “สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุ” นี่เป็นความเสี่ยงที่ทุกประเทศต้องระวัง เหตุสะเทือนขวัญมักสร้างโอกาสทางนโยบาย (policy window) ทำให้สังคมพร้อมรับมาตรการใหม่ แต่ข้อเสียคือรัฐบาลอาจรีบออกมาตรการเพื่อแสดงการตอบสนอง ก่อนจะทำการวิเคราะห์เหตุปัจจัย ว่าเหตุเกิดจากอะไรจริง

สหรัฐฯ ให้บทเรียนว่า ห้ามปืนบางชนิด ไม่ได้แปลว่าจะหยุดความรุนแรงทั้งหมด เพราะคนร้ายอาจเปลี่ยนไปใช้ปืนชนิดอื่น การคุมปืนจึงต้องมองทั้งคน ปืน ตลาด และความเสี่ยง ไม่ใช่มองแค่ชนิดของปืน ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนกฎหมายมีผล ผู้ผลิตและผู้ซื้อสามารถปรับพฤติกรรม โดยมีการเร่งผลิตอาวุธก่อนการห้าม ซึ่งทำให้ผลระยะสั้นของกฎหมายเปลี่ยนไป

บทเรียนสำหรับไทยคือ หลังเหตุยิงใหญ่ รัฐควรทำ การทบทวนเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างเป็นระบบ ทุกคดีใหญ่ โดยถามให้ครบว่า ปืนมาจากไหน ถูกหรือผิดกฎหมาย เจ้าของคือใคร ผู้ก่อเหตุเข้าถึงอย่างไร มีสัญญาณเตือนมาก่อนหรือไม่ หน่วยงานใดมีข้อมูล ข้อมูลเชื่อมกันหรือไม่ จุดไหนของระบบล้มเหลว แล้วจึงออกมาตรการให้ตรงจุดแห่งความล้มเหลวนั้น

  1. คุมคนที่อยู่ในระบบมากเกินไป แต่ใช้ทรัพยากรน้อยกับคนที่อยู่นอกระบบ

นี่เป็นข้อวิจารณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และควรรับฟังโดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมดในกระบวนการพิจารณากฎหมายของแคนาดา มีข้อกังวลจากสมาชิกรัฐสภาว่า นโยบายบางส่วนอาจสร้างภาระต่อเจ้าของปืนถูกกฎหมาย ขณะที่ปัญหาปืนลักลอบจากสหรัฐฯ และอาชญากรรมองค์กรยังเป็นภัยหลักในบางพื้นที่     

นิวซีแลนด์เองจึงพยายามสร้างสมดุลใหม่ โดยยังยืนยันความปลอดภัยสาธารณะ แต่ทำให้ระบบเข้าใจง่ายขึ้น แยกหน่วยงานกำกับดูแลอาวุธปืนออกจากตำรวจ และสร้างกลไกอุทธรณ์การระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาต

บทเรียนสำหรับไทย ใช้หลักการควบคุมบนฐานของความเสี่ยง

คนเสี่ยงต่ำ → กำกับอย่างเหมาะสม
คนหรือปืนเสี่ยงสูง → ตรวจเข้ม
ปืนเถื่อน → ปราบและสาวถึงเครือข่าย
พื้นที่เสี่ยงสูง → เพิ่มมาตรการ
พฤติการณ์เตือน → ประเมินทันที

แทนที่จะใช้มาตรการเดียวกับทุกคน

  1. ทะเบียนปืนดี แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบ ไม่เชื่อม หรือไม่ทันเวลา ก็กลายเป็น “ฐานข้อมูลที่มีแต่ใช้ไม่ได้”

นิวซีแลนด์เป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ระบบการลงทะเบียนอาวุธปืน เริ่มปี พ.ศ. 2566 และมีการทบทวนว่าระบบสร้างประโยชน์ต่อความปลอดภัยจริงหรือไม่ ผลทบทวนปี พ.ศ.2568 สนับสนุนให้เดินหน้าต่อ แต่ยังเสนอให้ปรับการติดตามประเมินผลและการรายงานข้อมูลปฏิบัติการ

ตรงนี้มีบทเรียนสำคัญมากสำหรับไทย คือ ทะเบียนไม่ใช่เป้าหมาย แต่การตรวจย้อนกลับได้ (traceability) ต่างหากคือเป้าหมาย ฐานข้อมูลที่ดีต้องตอบได้ภายในเวลาสั้น ๆ ว่า ปืนกระบอกนี้เป็นของใคร → ซื้อเมื่อไร → โอนหรือยัง → แจ้งหายหรือไม่ → เคยเข้าสู่คดีหรือไม่ → เชื่อมกับปืนกระบอกอื่นหรือเครือข่ายใด

ถ้าต้องโทรถามกันหลายหน่วยงานและรอเอกสารหลายวัน แสดงว่า ระบบยังไม่ใช่ระบบข่าวกรองอาวุธปืนแห่งชาติ  (National Firearms Intelligence System)

  1. คุมปืนแต่ไม่คุม “การรั่วไหล” — ปืนถูกกฎหมายอาจกลายเป็นปืนอาชญากรรม

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาวุธปืน ‘สูญหาย ถูกขโมย หรือรั่วไหลออกจากระบบที่ถูกกฎหมาย’ ไปสู่บุคคลหรือเครือข่ายที่ไม่มีสิทธิครอบครอง จึงให้ความสำคัญกับการทำเครื่องหมายประจำอาวุธ การจัดเก็บประวัติ การเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และการติดตามย้อนกลับว่าอาวุธแต่ละกระบอกมาจากไหนและผ่านมือใครบ้าง ดังนั้นคำถามที่ประเทศไทยควรถามทุกปีไม่ใช่เพียง “มีปืนเถื่อนกี่กระบอก?” แต่ต้องถามว่า “ปืนเถื่อนของวันนี้ อดีตเคยเป็นปืนถูกกฎหมายหรือไม่?”  ถ้าใช่ ต้องหาจุดรั่วว่า ถูกขโมย? แจ้งหายเท็จ? ซื้อแทน? โอนนอกระบบ? เจ้าหน้าที่หรือคลังอาวุธรั่ว? นำเข้าถูกต้องแต่หลุดออกตลาดมืด? นี่อาจเป็นหนึ่งใน KPI สำคัญที่สุดของนโยบายปืนไทยในอนาคต

  1. กฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถทดแทน “ระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ”

นี่เป็นข้อจำกัดสำคัญของการควบคุมอาวุธปืน เพราะคนคนหนึ่งอาจได้รับอนุญาตให้มีปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาหลายปี แต่สถานการณ์ชีวิต พฤติกรรม และระดับความเสี่ยงของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น การตรวจสอบเพียงครั้งเดียวในวันที่ขออนุญาตจึงอาจไม่เพียงพอ

ประเทศอย่างแคนาดาและนิวซีแลนด์จึงพัฒนากลไกที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่า ผู้ได้รับอนุญาตยังเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการครอบครองอาวุธปืนหรือไม่ มีระบบแจ้งเตือนเมื่อปรากฏพฤติการณ์ที่อาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยง และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงสามารถนำกลับมาประกอบการพิจารณาใบอนุญาตได้

กล่าวโดยสรุป 8 บทเรียนจากต่างประเทศกำลังบอกเราว่า รัฐบาลไทยใช้จังหวะนี้ทบทวน “ระบบบริหารอาวุธปืนของประเทศไทยทั้งระบบ” ตั้งแต่การอนุญาต การครอบครอง การเก็บรักษา การพกพา การโอน การสูญหาย การเพิกถอน การปราบปืนเถื่อน การติดตามย้อนกลับ ตลอดจนการสร้างระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ โดยดึงตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เจ้าของปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย และภาคประชาชนเข้ามาร่วมออกแบบระบบที่ทั้งปลอดภัย เป็นธรรม และปฏิบัติได้จริง

นพดล, รัฐบาล, อาวุธ, แนวหน้าออนไลน์

ไม่ได้พึ่งแค่ทุ่น! มท.3 การันตีระบบเตือนภัยสึนามิไทยปลอดภัย แจ้งเตือนทันเวลาแน่นอน

16 สิงหาคม 2569 เวลา 20:43 น.

ไม่ได้พึ่งแค่ทุ่น! มท.3 การันตีระบบเตือนภัยสึนามิไทยปลอดภัย SOP รัดกุม ทันเวลาแน่นอน

เมื่อวันที่ 16ส.ค.2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ทุ่นตรวจวัดสึนามิบางจุดไม่ส่งข้อมูล จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวล โดยย้ำว่า ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยสึนามิของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาทุ่นเพียงอย่างเดียว และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก

นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ทุ่นตรวจวัดสึนามิเป็นเพียง หนึ่งในเครื่องมือของระบบเฝ้าระวังสึนามิของประเทศไทย การที่ทุ่นบางจุดไม่ส่งข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าระบบเตือนภัยหยุดทำงาน เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบและข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์จากหลายด้าน ทั้ง ข้อมูลแผ่นดินไหว สถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากเครือข่ายและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน หรือ SOP สำหรับวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ หากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่ามีความเสี่ยงและจำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีช่องทางในการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึง ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว

“ผมขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกครับ ระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น แต่เป็นการทำงานร่วมกันของข้อมูลหลายแหล่ง หลายหน่วยงาน และหลายขั้นตอน เพื่อให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที”

นายเจเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันติดตาม ตั้งคำถาม และให้ข้อมูลในประเด็นดังกล่าว เพราะการที่ประชาชนช่วยกันให้ความสนใจเรื่องภัยพิบัติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรู้และความตื่นตัวให้กับสังคม โดยเฉพาะ ภัยสึนามิซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและทุกคนควรมีความรู้และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

“สำหรับกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง การประเมินสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้ทุกคนมีสติ ไม่ตื่นตระหนก แต่พร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

สึนามิ, เตือนภัย, แนวหน้าออนไลน์

ลุ้น!! โผนายพลใหญ่ เข้าบอร์ดกลั่นกรอง 21 ส.ค.นี้

16 สิงหาคม 2569 เวลา 19:31 น.

ลุ้น!! โผนายพลใหญ่ เข้าบอร์ดกลั่นกรอง 21 ส.ค.นี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ขยับเป็น ผบช.กมค.

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 มีรายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการพิจารณารายชื่อข้าราชการตำรวจหรือ “บอร์ดกลั่นกรอง” ที่มี รองผบ.ตร. และตัวแทน ก.พร. เป็นคณะกรรมการบอร์ดกลั่นกรองเข้าร่วมประชุมพิจารณารายชื่อผู้ที่เหมาะสมที่ผ่านการพิจารณาระดับ บช.ระดับ รองผบ.ตร. จนถึง ผบช. หรือ “โผนายพลใหญ่” วันที่ 21 สค. รายงานว่า ปีนี้ตำแหน่งนายพลระดับรองผบ.ตร.- ผบก.ว่าง 156 ตำแหน่ง รองผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วยผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 18 ตำแหน่ง รองผบช.ว่าง 40 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 89 ตำแหน่ง ระดับ รองผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง มีการเลื่อนผู้ช่วยผบ.ตร. ตามลำดับอาวุโส พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช. และ พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง มีการเลื่อนผบช.ตามลำดับอาวุโส พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. และพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ระดับ ผบช. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.นรต.รุ่น 46 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศรัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.ศัดดิ์รพะ เพรียวพานิช ผบช.รร.นรต.นรต.รุ่น 43 อยู่ที่เดิม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูนสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกมาคุมหน่วยหลัก ผบช.สตม. พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 ขยับมาเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ท.พงษ์ สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร.ขยับขึ้นตรง ผบช.ทท. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขยับมาเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ.8) เป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 แรงดันดีขึ้นตรงผบช.ภ.4 พล.ต.ท.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบช.กมค.นรต.รุ่น 44 เป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช. ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รองผบช.สกพ.ขึ้น ผบช.สกพ. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 ขยับเป็น ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส.นรต.รุ่น 50 เป็น ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก.นรต.รุ่น 45 เป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบข.สยศ. ขึ้น ผบช.สยศ. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ. 3 นรต.รุ่น 42 ถูกโยกเป็น จตร.(สบ.8) ช

ตำรวจ, แต่งตั้ง, แนวหน้าออนไลน์, โผตำรวจ

นายกฯ เตรียมบินเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. ดึง 14 บิ๊กเอกชนขยายการค้า-ลงทุน

16 สิงหาคม 2569 เวลา 19:20 น.

นายกฯ เตรียมบินเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. นี้ มุ่งยกระดับความสัมพันธ์สู่ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดึง 14 บิ๊กเอกชนขยายการค้า-ลงทุน

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–22 ส.ค.2569 นี้ เพื่อต่อยอดความสัมพันธ์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจการลงทุนสำหรับการเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 17–20 ส.ค.2569

ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีในรอบ 14 ปี ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลีย ในปี 2570

ทั้งนี้ นายกฯ จะเดินทางไปยังนครซิดนีย์และกรุงแคนเบอร์รา โดยมีกำหนดการสำคัญในการพบหารือทวิภาคีกับนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย พร้อมร่วมลงนามความตกลงและแถลงข่าวร่วมกัน ตลอดจนเข้าเยี่ยมคารวะนาง Sam Mostyn ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ รวมถึงหารือกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ ในออสเตรเลียยังมีวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยนายกฯ จะกล่าว ปาฐกถาที่ Lowy Institute พบผู้บริหารพร้อมเยี่ยมชมบริษัท Canva และเยี่ยมชมองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ตลอดจนพบปะชุมชนไทยใน Thai Town และเยี่ยมชมวัดธัมมธโร ซึ่งประเด็นหลักที่ไทยจะผลักดันในการหารือครั้งนี้ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง กลาโหม การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และนวัตกรรม

หลังจากนั้น ในวันที่ 20–22 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และจะมีการลงนามปฏิญญาร่วมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ในการเยือนนิวซีแลนด์ นายกฯ จะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการตามประเพณีเมารี และจะหารือทวิภาคีกับนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ( MOU)

โดยไทยเตรียมผลักดันการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมฯ ไทย–นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026–2030 การค้าการลงทุน การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการผลักดันให้กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ นอกจากนี้ยังมีกำหนดการเยี่ยมชมบริษัท NZAero เพื่อดูงานด้านเครื่องบินเล็กด้วย

การเดินทางเยือนทั้งสองประเทศในครั้งนี้ รัฐบาลได้นำคณะภาคเอกชนชั้นนำของไทย 14 บริษัทร่วมเดินทางไปด้วย อาทิ ไทยเบฟเวอเรจ, กัลฟ์, Minor Group, บี.กริม เพาเวอร์, กลุ่มมิตรผล, บ้านปู, ปตท., กลุ่มเซ็นทรัล, CPF และ SCG เพื่อร่วมกิจกรรม Business Networking ที่ออสเตรเลีย และกิจกรรม Business Breakfast รวมถึง Working Lunch กับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯ, ภารกิจนายกฯ, แนวหน้าออนไลน์

โฆษก รบ.เพิ่งตื่น!! ตำหนิใช้ AI สร้างภาพชุมนุมหน้าทำเนียบฯ

16 สิงหาคม 2569 เวลา 18:50 น.

โฆษก รบ.เพิ่งตื่น!! ตำหนิใช้ AI สร้างภาพชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ยันรัฐบาลฟังเสียงปชช.

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ภาพที่ทำให้เข้าใจว่ามีประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นความจริง และบางโพสต์แพลตฟอร์มระบุชัดว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI อยากขอให้ช่วยกันตรวจสอบก่อนแชร์ เพราะการสร้างภาพหรือข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ได้ทำให้การแสดงออกทางการเมืองและการตรวจสอบรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ แต่กลับทำให้ประชาชนสับสน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลฟังเสียงประชาชน และไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ ตรงกันข้าม รัฐบาลพร้อมเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอบทุกคำถามและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเป็นผู้ตัดสินด้วยตัวเอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.21 น.

“อนุทิน”บอกเจอ”ทักษิณ” ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ ชี้คนคุ้นเคยทั้งนั้น ย้ำทำงานร่วม”เพื่อไทย”ราบรื่น-เข้าขากันดี

14 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 21.30 น.ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการพบกันของ 4 นายกรัฐมนตรี คือ นายอนุทิน , นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงท้ายก่อนที่นายทักษิณจะเดินทางกลับ ปรากฏภาพนายอนุทินกราบที่ตักของนายทักษิณ

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเจอนายทักษิณก็ต้องกราบอยู่แล้ว เพราะถือเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณตั้งแต่ปี 2547 และเป็นรัฐมนตรีลำดับท้าย ที่นายทักษิณได้ให้ความเมตตา ส่วนได้พูดคุยเรื่องอะไรกับนายทักษิณ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยอะไร เพียงแต่ถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสเจอกับ น.ส.แพทองธาร และ นายสมชาย ที่เป็นคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าเป็นการเจอกันของ 4 นายกรัฐมนตรี รู้สึกดีใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ทุกคนมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

ส่วนการเจอกันจะทำให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่นขึ้นอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า ราบรื่นมาโดยตลอด และตอนนี้ในรัฐบาลก็มี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าคลัสเตอร์ของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ทำงานเข้าขากันได้ดี (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์)

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.10 น.

14 สิงหาคม 2569 จากกรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เหตุ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ประชาสัมพันธ์ปฏิทินการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2569 เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และวันที่ 20 กันนยายน 2569 เป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ล่าสุด แกนนำกลุ่มผึ้งหลวง ได้เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ ว่า ทางกลุ่มผึ้งหลวง มีมติส่ง นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ซึ่งเป็นหลานชายของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในนามกลุ่มผึ้งหลวง

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย เจ้าภาพได้เชิญ 4 นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกับครอบครัวกัลป์ตินันท์ โดยไม่ได้ร่วมภาพร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะมารับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัว ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าถ่ายภาพ โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินมาชวนนายอนุทิน เข้าไปรับประทานอาหารร่วมกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งนายอนุทินนั่งตรงกลางโต๊ะ โดยมีนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร นั่งขนาบข้าง รวมถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ด้วย

จากนั้น นายอนุทินได้เดินมาส่งนายทักษิณขึ้นรถยนต์ โดยได้พูดคุยกันสั้นๆ โดยนายทักษิณ ถามว่า “ท่านนายกฯ ไปไหนต่อ” นายอนุทิน กล่าวว่า “เดินทางกลับครับ” ก่อนที่นายทักษิณจะขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ โดยนายอนุทินได้เข้าไปกราบที่ตักนายทักษิณ

– 006