รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ คล้ายทฤษฎี ชีสสวิส ซัดมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ คล้ายทฤษฎี ชีสสวิส ซัดมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ คล้ายทฤษฎี ชีสสวิส ซัดมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟสินค้าชนรถเมล์ เกิดจากรูรั่วระบบปลอดภัยหลายชั้นเรียงมาตรงกันพอดีเหมือนทฤษฎี ชีสสวิส เหน็บมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร เสนอ 3 ทางออกเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุรถไฟสินค้าชนกับรถโดยสารประจำทางที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ใต้แนวรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (16 พ.ค.) ว่า ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกคนปลอดภัยและกลับมาแข็งแรงโดยเร็ว วันนี้ตนไม่อยากให้สังคมมองว่าอุบัติเหตุบดขยี้กันกลางกรุงครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ความผิดพลาดเฉพาะหน้าของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง โศกนาฏกรรมทางคมนาคมขนาดใหญ่แบบนี้ มักเกิดจากรูรั่วหลายชั้นของระบบความปลอดภัยที่มันบังเอิญเรียงมาตรงกันพอดี หรือที่ในทางสากลเรียกว่าทฤษฎี “Swiss Cheese Model” 

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตามหลักการแล้ว ระบบคมนาคมที่ปลอดภัยต้องมีด่านป้องกันถึง 5 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 กฎจราจร ที่ห้ามรถทุกชนิดหยุดค้างบนราง ซึ่งจุดนี้ก็มีการตีเส้นทแยงเหลืองห้ามหยุดไว้แล้ว เพราะไม่ใช่พื้นที่รอคิว ชั้นที่ 2 ไม้กั้นและสัญญาณเตือน ที่ต้องสมบูรณ์แบบ จากคลิปเหตุการณ์ได้ปรากฎชัดเจนว่ามีเสียงเตือน ชั้นที่ 3 ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟ หากไม้กั้นไม่ลงหรือทางไม่โล่ง รถไฟไม่ควรได้รับอนุญาตให้ผ่าน ชั้นที่ 4 การควบคุมจราจร พื้นที่มักกะสันรถแน่นเป็นคอขวด ควรมีกล้องตรวจจับหรือเจ้าหน้าที่คอยสแตนด์บาย และ ชั้นที่ 5 การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการแยกรถไฟออกจากถนนอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะทุบ สร้างทางยกระดับ หรือทำทางลอด ปัญหาคือวันนี้ระบบบ้านเราพังพินาศ รูรั่วพวกนี้ปล่อยทิ้งขว้างจนคนกรุงเห็นจนชินตา ทั้งรถติดคาทางรถไฟ ไม้กั้นเสีย รถไฟขนสินค้าลากผ่านกลางใจเมือง จนความชินชาเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีใครคิดจะสะกิดแก้

“จุดตัดมักกะสันตรงนี้ มีทางออกเชิงโครงสร้างที่จะจบปัญหาโคตรคลาสสิกนี้ได้อยู่แล้ว นั่นคือโครงการ Missing Link รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงหัวหมาก–มักกะสัน–พญาไท–บางซื่อ ที่จะช่วยล้างบางจุดตัดระดับดินในเขตเมืองชั้นในให้ราบคาบ แต่ที่โครงการล่าช้าเป็นเต่าคลาน เพราะดันไปผูกติดทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จึงทำให้ความปลอดภัยของชีวิตคนเมือง ต้องถูกจับเป็นตัวประกันและผูกโยงไว้กับความล่าช้าของเมกะโปรเจกต์หมื่นล้าน แถมโครงการวงแหวนรถไฟรอบกรุงเทพฯ เช่น ช่วงสุพรรณบุรี–บ้านภาชี ที่จะช่วยเบี่ยงรถไฟสินค้าออกไปนอกเมือง ก็ยังขาดวิ่นไม่สมบูรณ์ รถไฟสินค้าเลยยังต้องมาวิ่งผ่าหัวใจเมืองแบบนี้” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

นายจิรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่มักกะสันไม่ใช่แค่เรื่องมานั่งชี้หน้าหาคนผิดชุ่ยๆ แต่เราต้องตั้งคำถามขยี้ไปที่ต้นตอว่า ปัญหาที่แหกปากพูดกันมา 20 ปี ทำไมถึงยังไม่แก้ มัวแต่รอๆๆ ผูกโครงการรวมกันมั่วซั่ว พอโครงการหนึ่งล่ม ทุกอย่างก็ล่มปากอ่าวพังครืนไปหมด ตนจึงขอเสนอ 3 แนวทางด่วนที่สุดคือ 1.อุดรูรั่วระยะสั้น ผูกสัญญาณไฟจราจรกับระบบรถไฟ (Interlocking) เพื่อระบายรถยนต์ออกจากรางให้เกลี้ยงก่อนรถไฟมา 2.เร่งคลอด Missing Link สายสีแดง แยกงานความปลอดภัยออกมาทำก่อน อย่าไปรอรถไฟ 3 สนามบิน และ 3. ลุยวงแหวนรถไฟรอบกรุง ดันรถไฟสินค้าออกไปนอกเมืองเสียที ถ้าไม่คิดจะแก้ให้เด็ดขาด วันนี้ก็จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่มีคนต้องสังเวยชีวิต อย่างไรก็ตาม ถ้าโครงสร้างรัฐยังพึ่งไม่ได้ ความปลอดภัยต้องเริ่มตระหนักจากตัวเองก่อน อย่างน้อยคนที่จะปลอดภัยก็คือตัวเราเอง

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 370/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

​โดยสาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว ระบุว่าเพื่อให้การบริหารราชการในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังนี้

1.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการ

2.นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย

​1.ให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ข้อคิดเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนติดตามการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการต่างๆ เพื่อสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีฯ ให้สัมฤทธิ์ผล

2.เชิญหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ความเห็น หรือข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

​3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ประธานคณะกรรมการมอบหมายได้

4.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย

​ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (สั่ง ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

ปชน.ร่วมรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังปชช.ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

ปชน.ร่วมรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังปชช.ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

ปชน.ร่วมรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังปชช.ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

พรรคประชาชนรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังประชาชนร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค และ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ เขต 31 พรรคประชาชน ร่วมงานรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภา 2535 

โดยนายวิโรจน์ วางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ในฐานะตัวแทนผู้นำฝ่ายค้าน ความตอนหนึ่งว่า ตนเคยมีความเชื่อว่าเมื่อสังคมได้เห็นความสูญเสียและมีบทเรียนจากความรุนแรงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2535 การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อมาในปี 2549 และ 2557 ก็ทำให้ตน และประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าประเทศจะไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นนั้นมักจะล็อกการแก้ไขเอาไว้ และเมื่อสักวันหนึ่งที่พวกเขาติดหล่มไม่สามารถแก้ไขได้ จากเงื่อนไขที่ตนเองได้สร้างเอาไว้ พวกเขาก็อาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อทำรัฐประหารอีก ดังนั้นในการต่อสู้ระยะยาว เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายแบบนี้ ประชาชนจะต้องอดทนและร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาอีกครั้งให้ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อีกครั้ง

สุดท้ายนี้ ตนขอร่วมไว้อาลัยและรำลึกถึงการเสียสละของวีรชนทุกคนในเหตุการณ์พฤษภา 2535 ซึ่งในวันนั้นการเสียสละของพวกเขา ได้ก่อให้เกิดคุณูปการที่สำคัญ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่วีรชนของเราได้เสียสละไว้ จะทำให้ประชาชนทุกคนในวันนี้ได้ตระหนักและนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้อีกครั้ง
 

โฆษกปชป. ชง 3 ทางออก หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว

โฆษกปชป. ชง 3 ทางออก หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว

โฆษกปชป. ชง 3 ทางออก หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

โฆษก ปชป. หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว ชง 3 ทางออกเพิ่มทางเลือกคุมกำไรโรงกลั่น รีด ภาษีลาภลอย แทนกู้

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพิจารณาออกพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า การกู้เงินจำนวนดังกล่าวแม้ด้านหนึ่งจะเป็นการเติมเม็ดเงินให้ประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นการสร้างภาระผูกพันระยะยาว โดยมีการประเมินกันว่าหากมีการกู้เงินในวงเงินนี้ ประชาชนอาจได้รับเงินอัดฉีดรายคนในระดับหนึ่ง แต่จะต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงคนละประมาณ 6,000 บาท ขณะเดียวกัน การออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน ยังทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและถ่วงดุลอำนาจจากระบบสภาผู้แทนราษฎร

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้พิจารณาบริบทเชิงเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตที่ประเทศไทยจำเป็นต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงิน จะพบความแตกต่างด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Stability) อย่างชัดเจน คือในวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวรุนแรงติดลบติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส หนี้เสีย (NPLs) ในระบบสถาบันการเงินสูงถึง 52% และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับวิกฤตจากการปกป้องค่าเงินบาท ส่วนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551-2552) GDP ติดลบ 7.1% ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวหดตัวอย่างรุนแรง อัตราการว่างงานพุ่งสูง และเงินคงคลังอยู่ในภาวะตึงตัว และวิกฤตโควิด-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อประคองผู้ประกอบการและรักษาการจ้างงาน

อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญภาวะชะลอตัว แต่ตัวเลขชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกยังขยายตัว 1.5% ภาคการส่งออกเติบโต 19% ภาคการท่องเที่ยวขยายตัว 7.2% และล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ยังคงสะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ดังนั้น ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในขณะนี้จึงไม่ใช่ “วิกฤตทางการคลัง” (Fiscal Crisis) แต่เป็น “วิกฤตเชิงต้นทุน” (Cost Crisis) ของภาคการผลิตและค่าครองชีพ

“การที่รัฐบาลระบุว่าจะกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่ง 2 แสนล้านบาทแรกเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ อาจกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลังเพื่อใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน สิ่งที่ควรทำเร่งด่วนในวันนี้คือการเปิดเจรจากับผู้ประกอบการและโรงไฟฟ้าเพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายและโครงสร้างค่าไฟ รวมถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระประชาชนโดยไม่ต้องกู้เงินจนชนเพดานและลดทอนความมั่นคงทางการคลัง” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวด้วยว่า ตนขอเสนอ 3 ทางออกเชิงนโยบาย เพื่อทดแทนการสร้างหนี้สาธารณะ และต้องการให้รัฐบาลนำเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ มาใช้บริหารจัดการต้นทุนพลังงานและขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือโครงการไทยช่วยไทย ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินนอกงบประมาณ ได้แก่ 1.เข้าบริหารจัดการกำไรส่วนเกินกลุ่มพลังงาน จากผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ผ่านมา สะท้อนว่าได้รับประโยชน์ส่วนต่างจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินไป รัฐบาลจึงควรพิจารณาจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะสามารถดึงราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต้นๆ ได้ทันที และจะช่วยลดต้นทุนเกี่ยวเนื่อง ทั้งก๊าซหุงต้ม เม็ดพลาสติก และค่าขนส่ง

ขณะที่ 2.โอนงบประมาณค้างท่อ จากการประเมินในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คาดว่ามีงบประมาณค้างท่อจากหน่วยงานภาครัฐที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายจริงกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาเกลี่ยเพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพได้ และ 3.ตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หากรัฐบาลประเมินว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริง ควรดำเนินการปรับลดหรือตัดงบประมาณในโครงการพัฒนาของกระทรวงต่าง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในศกนี้ออกไปก่อน เพื่อนำงบประมาณมาสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

นายกฯสั่งเยียวยาสูงสุด! เหตุรถไฟชนรถเมล์ มองอนาคตเล็งเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

นายกฯสั่งเยียวยาสูงสุด! เหตุรถไฟชนรถเมล์ มองอนาคตเล็งเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

นายกฯสั่งเยียวยาสูงสุด! เหตุรถไฟชนรถเมล์ มองอนาคตเล็งเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

“นายกฯ”สั่งการรถไฟ-ขสมก.เยียวยาสูงสุด ทั้งผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตเหตุรถไฟชนรถเมล์ เผยผู้บาดเจ็บมีสภาพจิตใจย่ำแย่ คนขับรถไฟ-รถเมล์รู้สึกสำนึก เร่งหามาตรการจุดตัดทางรถไฟป้องกันเหตุซ้ำ มองอนาคตอาจเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

17 พฤษภาคม 2569 ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บจากเหตุรถไฟชนรถประจำทาง และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงคมนาคมและประกันภัย ว่า ตนได้ให้แนวทางทาง ขสมก.และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตต้องเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้หลังใช้บริการขนส่งสาธารณะของรัฐ ซึ่งตนได้ให้ข้อคิดกับทั้งสองหน่วยงานว่าไม่ได้ให้บริการฟรีแต่เก็บค่าสาร ดังนั้น ทั้งสองหน่วยงานต้องให้การดูแลและเยียวยาอย่างเต็มที่ สูงสุดเท่าที่สองหน่วยงานจะทำได้ ส่วนเรื่องประกันหากได้มาก็เป็นการสมทบเพิ่มไป

สำหรับความคืบหน้าของคดีนั้น ตนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งทราบว่ามีการอายัดตัวทั้งพนักงานขับรถไฟ และรถประจำทาง โดยทางการรถไฟ และ ขสมก. รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเร่งทำการสอบสวนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนสภาพจิตใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครมีสภาพจิตใจที่ดีสักคน เป็นเหตุที่เกิดขึ้นฉับพลันและมีความรุนแรง มีความรู้สึกบาดเจ็บทางจิตใจทุกคน ซึ่งจะต้องเยียวยา ทั้งสภาพร่างกายและทางใจด้วย ตนได้ไปเยี่ยมทั้งผู้โดยสารรถเมล์ พนักงานขับรถ และรถกระบะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสภาพจิตใจทั้งคนขับรถเมล์และรถไฟ โดยเฉพาะสภาพจิตใจคนขับรถเมล์ และกระเป๋ารถเมล์ มีสภาพจิตใจแย่มาก ซึ่งเขาก็รู้สึกสำนึก ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ณ ขณะนี้จะต้องทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ มีกำลังใจที่จะฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาก่อน ส่วนเรื่องคดีความก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

เมื่อถามว่า จุดตัดทางรถไฟในลักษณะนี้มีหลายแห่ง จะต้องวางมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ นายอนุทิน กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการสอบสวน ซึ่งตนยังไม่เห็นผลการสอบสวน แต่น่าเชื่อว่าจะมีวิธีการ หรือมีมาตรการที่ป้องกันอยู่แล้ว เพราะทั้งสองแยกมีรถติดตลอดเวลา ซึ่งจากการย้อนดูภาพวงจรปิดในหลายๆ ครั้งก็พบว่า รถไฟหยุด เมื่อมีสิ่งกีดขวางเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้ จะต้องหาวิธีเพื่อลดจำนวนจุดตัด ซึ่งจุดที่เกิดเหตุเหลืออีกนิดเดียวก็จะถึงมักกะสันแล้ว ซึ่งเป็นปลายทาง

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า อย่าไปไกลถึงตรงนั้น ตนคิดว่าขอให้ผลการสอบสวนออกมาก่อน ถึงจุดหนึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนเส้นทาง หากคิดเร็วๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ว่าจะมีการประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม เช่น การขุดอุโมงค์ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นแยก โดยจะต้องไปดูจุดตัด ทั้งจุดตัดเพชรบุรี นานา ก่อนถึงสถานีมักกะสัน เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้แล้ว ตนได้ให้แนวทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่าจะต้องมีการดำเนินการ จะพึ่งพาดุลยพินิจของนายสถานี หรือผู้ให้สัญญาณอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งเราจะไม่รับความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ จำเป็นต้องมีการดำเนินการหาทางเลี่ยง

ส่วนตัวเลขความชัดเจนเงินเยียวยาสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ตนได้ให้แนวทาง ได้พูดคุยกับผู้บริหารสองหน่วยงาน การรถไฟ และ ขสมก.จะต้องชดเชย เพราะความรับผิดชอบเกิดขึ้นกับทั้งสองหน่วยงาน ก็ใช้มาตรการที่มากขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้

ทั้งนี้ มีรายงานว่าระหว่างนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยม พนักงานขับรถไฟและรถประจำทาง ทั้งสองคนร้องไห้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดการพูดคุย

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

“เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

“เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

“การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

2 รายยังสาหัส! นายกฯรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ เหตุรถไฟชนรถเมล์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“นายกฯ”รุด รพ.คามิลเลียน เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บเหตุรถไฟชนรถเมล์ เผยผู้บาดเจ็บ 2 ใน 6 คือกระเป๋ารถเมล์-ผู้โดยสารรถเมล์ ยังสาหัสอยู่ไอซียู

17 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.20 น.ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , ผู้บริหารของการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้บริหารของ ขสมก. เดินทางเยี่ยมผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์

โดยทันทีที่นายอนุทิน เดินทางมาถึง ได้พูดคุยกับสอบถาม นพ.นัฐพล กาฬปักษี ผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลคามิลเลียน และ บาทหลวงเปโตร ภควี เส็งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคามิลเลียน ถึงอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 6 คน โดยผู้สื่อข่าวสังเกตว่าสีหน้าของนายกฯ ค่อนข้างกังวล ก่อนจะเดินขึ้นลิฟต์ โดยมีคณะแพทย์พาไปเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่พักรักษาตัวทั้งที่อยู่ในห้องไอซียู และห้องพักปกติ

สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลขณะนี้จำนวน 6 คน โดยมี 2 คน เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส คือ นายณัฐดนัย โชคสกุลทรัพย์ อายุ 42 ปี ผู้โดยสารรถเมล์ กับ นางสุภากรณ์ จันศร อายุ 38 ปี พนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์ ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู

นอกจากนั้นคือ นายลาภิศ ทองบุญ อายุ 56 ปี คนขับรถเมล์ , นายสยมพร สวนกูล อายุ 46 ปี คนขับรถรถไฟ , นายอภิชาติ มีชูนึก อายุ 41 ปี คนขี่รถจักรยานยนต์ และหญิงต่างชาติ Miss Khoeurn Mol อายุ 50 ปี เป็นผู้โดยสารรถกระบะ ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือทางโรงพยาบาลอนุญาตให้กลับบ้านได้ จากจำนวนผู้ประสบอุบัติเหตุที่เข้ารักษา 24 คน

ทั้งนี้ นายกฯ ได้นำกระเช้าผลไม้เยี่ยมผู้ป่วยมามอบให้กับผู้ที่บาดเจ็บด้วย รวมถึงกระทรวงคมนาคมก็มีกระเช้าเครื่องดื่มสุขภาพมามอบให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ขณะเดียวกันมีตัวแทนจากบริษัทประกันภัยได้มาในวันนี้ด้วยเพื่อมาดูเรื่องเงินเยียวยาต่างๆ

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

ทภ.1 ส่งทหารพรานเผชิญหน้าเจรจาเขมร สั่งหยุดรุกที่ดินไทยชายแดนสระแก้ว ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ทภ.1 โดย กกล.บูรพา เจรจาให้ชาวบ้านฝั่งกัมพูชางดทำการเกษตร ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ควบคู่ประสานแม่กองสนามเข้าสำรวจพื้นที่ ยืนยันเดินหน้ารักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา เมื่อ 16 พ.ค.69  เวลา 10.00 น. โดย ฉก.โคกสูงและชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชาวกัมพูชา นำรถไถมาเตรียมทำการเกษตร ในพื้นที่ระหว่าง จต.ส.42 – จต.ส.44 บ.อ่างศิลา ต.โนนหมากหมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

โดย ชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 ได้จัดกำลังพลทำการตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านกัมพูชาเข้ามาไถแปลงเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตเส้นแดง (เลยเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์) เข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยและพบว่ามีทหารฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 จึงนำกำลังทหารพรานเข้าเจรจา พร้อมทั้งเปิดจีพีเอสชี้พิกัดแนวเขตเส้นแดงและเส้นน้ำเงิน ให้ทหารกัมพูชาทราบว่าชาวบ้านกัมพูชากำลังละเมิด MOU 43 ในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ของทั้งสองประเทศ และกำลังรุกล้ำเกินแนวเส้นสีแดง ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย อย่างชัดเจนจึงประสานให้แจ้งหยุดปฏิบัติการต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อ้างสิทธิ์พร้อมนำข้อมูลไปชี้แจงผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายให้รับทราบ

ผลการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เบื้องต้นให้ชาวกัมพูชายกเลิกและยุติการทำแปลงเกษตรดังกล่าว จนกว่าข้อตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฝ่ายไทยที่ได้รับผลกระทบให้เข้าใจสถานการณ์ และดำเนินการประสานแม่กองชายแดนเข้ามาสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการปักปันเขตแดนต่อไป 

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอยืนยันว่าจะดำรงภารกิจในการปกป้องอธิปไตย รักษาผืนแผ่นดินไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มความสามารถในทุกมิติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างดีที่สุด.

พลอยทะเล โต้ พิชาย ยันงบเลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัวคุ้มค่า แนะเอาเวลาไปสร้างผลงาน

พลอยทะเล โต้ พิชาย ยันงบเลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัวคุ้มค่า แนะเอาเวลาไปสร้างผลงาน

พลอยทะเล โต้ พิชาย ยันงบเลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัวคุ้มค่า แนะเอาเวลาไปสร้างผลงาน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“พลอยทะเล”โต้”พิชาย” ยันงบเลี้ยงอาหารเย็น”เจ้าสัว”คุ้มค่า รัฐบาลใช้รอบคอบ แนะเอาเวลาสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อสังคม

17 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “รัฐบาลใจใหญ่ เลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัว เมื่อ 15 พ.ค. ทั้งที่ต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขอถามว่างานเลี้ยงเย็นเมื่อวานใช้งบไปเท่าไหร่?”

โดย นางสาวพลอยทะเล ชี้แจงว่า งบสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารค่ำผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการใช้งบดำเนินงานของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนภารกิจนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่นำมาใช้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การจัดเลี้ยงอาหารค่ำผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริง เพื่อเป็นเวทีให้น้องนักศึกษาภาคการโรงแรม ได้แสดงฝีมือ แสดงศักยภาพปฏิบัติงานจริง โดยอาหารในงานเลี้ยงวันดังกล่าว ไม่ได้จัดอาหารหรูหรา เน้นเสิร์ฟอาหารแบบไทยฟิวชัน (Thai Fusion Set) ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งมุ่งนำเสนอเพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาบริโภควัตถุดิบภายในประเทศ อันจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรไทยมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ใช้บริการจัดเลี้ยงจากโรงแรมชื่อดัง และไม่ได้จัดเลี้ยงแบบฟุ่มเฟื่อยอย่างที่เป็นกังวล แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ตรง เสริมสร้างความมั่นใจให้น้องนักศึกษาภาคการโรงแรม และเป็นเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า คำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับอย่างรอบคอบ ขอให้ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา อย่าเป็นกังวลใจ หากเรื่องงบประมาณจัดเลี้ยงฯ กวนใจ ขอให้ท่านใช้เวลาไปสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อสังคมมากๆ จะได้มีเวลาทำประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

ไผ่ ลิกค์ ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ปชช.ทั้งปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“ไผ่ ลิกค์”ลั่น!พร้อมลุย แก้ปัญหาเดือดร้อน ทั้ง”ปากท้อง-น้ำกินน้ำใช้”ของพี่น้องประชาชน หลังนั่งควบ 2 ตำแหน่งใหญ่ใน กมธ.สภาฯ

17 พฤษภาคม 2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดตนเองได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาฯ 2 คณะสำคัญ ซึ่งตรงกับปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนโดยตรง 2 เรื่อง คือ เรื่องน้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกษตรกรต้องมีน้ำทำกิน โดยได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ รองประธานกรรมาธิการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คนที่ 1

“ผมจะใช้ตำแหน่งนี้ เข้าไปแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และระบบชลประทานอย่างจริงจัง พี่น้องเกษตรกรต้องมีน้ำใช้ทำมาหากินตลอดปี ไม่ต้องทนแบกรับความเสี่ยงอีกต่อไปครับ”

นอกจากนี้ ตนเองยังได้รับหน้าที่รองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่ 2 ซึ่งยุคนี้ภัยเงียบเยอะมาก ทั้งกลโกงออนไลน์ สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือการถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้น จากนี้ไป นพร้อมใช้กลไกสภาฯ เป็นเกราะป้องกันและเป็นกระบอกเสียงปกป้องสิทธิ์ของพี่น้องทุกคน ใครเดือดร้อน เรื่องโดนโกง ตนเองพร้อมลุยให้เต็มที่ หากใครถูกโกง ถูกเอาเปรียบ ทักหาตนได้ทันที

“ตำแหน่งใหม่คือความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพี่น้องประชาชน พี่น้องเดือดร้อนเรื่องน้ำ หรือถูกเอาเปรียบเรื่องสินค้าและบริการ ทัก inbox หาเพจผมได้ตลอดเวลา ไผ่ ลิกค์ พร้อมลุยเพื่อทุกคนครับ”