นำรอยยิ้มกลับมาสู่คนกรุงเทพฯ สกลธี โพสต์หนุน เจมส์ อนุชา นั่งผู้ว่าฯ กทม.

นำรอยยิ้มกลับมาสู่คนกรุงเทพฯ สกลธี โพสต์หนุน เจมส์ อนุชา นั่งผู้ว่าฯ กทม.

นำรอยยิ้มกลับมาสู่คนกรุงเทพฯ สกลธี โพสต์หนุน เจมส์ อนุชา นั่งผู้ว่าฯ กทม.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

วานนี้ 27 พฤษภาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล โพสต์เปิดตัวและสนับสนุน อนุชา บูรพชัยศรี เป็นว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายพัฒนาพัทยาและกรุงเทพฯ ให้เป็น เมืองฟ้า AND MORE ที่มีความสะดวก สะอาด สบาย เพื่อนำรอยยิ้มกลับมาให้คนกรุง พร้อมกางโปรไฟล์ประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ““สิ่งที่เราจะดำเนินการเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองฟ้าอมร เป็นเมืองฟ้า AND MORE หรือ การที่จะทำให้กรุงเทพฯมีความสะดวก สะอาด สบาย เราจะดำเนินการเต็มที่ และพวกเราจะนำรอยยิ้มกลับมาสู่คุณคนกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง”

สกลธี ภัททิยกุล

“เจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี

ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์

อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร 2 สมัย

อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 สมัย

อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

อดีตโฆษกรัฐบาล ดูน้อยลง”

สกลธี ภัททิยกุล

หลังจากที่โพสต์ของ นายสกลธี ภัททิยกุล ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในหลากหลายแง่มุม เช่น

“ควรละวางเรื่องโพรไฟล์บ้างค่ะ มันฉาบฉวย”

“เลือกคุณอนุชาเป็นผู้ว่าฯกทม.ค่ะ เก่ง มีประสบการณ์ ดี สุจริต”

“ทำไมจั๊มไม่ลงอีกคะ? ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยค่ะ ขอขจัดข้อข้องใจเรื่องนี้ก่อน มิเช่นนั้นไปต่อไม่ได้ค่ะ”

“เสียดาย ดร.โจ ครับ”

สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล
สกลธี ภัททิยกุล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sakoltee Phattiyakul

หาทางแก้จุดตัดมรณะ อนุทินสั่งด่วน เยียวยาเหยื่อขั้นสูงสุด

หาทางแก้จุดตัดมรณะ  อนุทินสั่งด่วน  เยียวยาเหยื่อขั้นสูงสุด

หาทางแก้จุดตัดมรณะ อนุทินสั่งด่วน เยียวยาเหยื่อขั้นสูงสุด

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หาทางแก้จุดตัดมรณะ อนุทินสั่งด่วน เยียวยาเหยื่อขั้นสูงสุด เหตุรถไฟชนรถเมล์ แจ้งข้อหาหนักพขร. พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ เผยยังเจ็บสาหัสอีก2

นายกฯเยี่ยมผู้บาดเจ็บเหตุรถไฟชนรถเมล์ สั่ง ร.ฟ.ท.-ขสมก.เยียวยาเหยื่อสูงสุด เผยผู้ประสบเหตุสภาพจิตใจย่ำแย่ คนขับรถไฟ-รถเมล์ เสียใจ-ร่ำไห้ จี้หามาตรการแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย อาจใช้การขุดอุโมงค์ ส่วน รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ติดตามใกล้ชิด ด้านตร.สอบเข้ม จ่อเอาผิดคนขับรถไฟข้อหาหนัก ขณะที่ พฐ.เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต เทียบดีเอ็นเอญาติ คาดผลตรวจเสร็จสิ้นภายใน 19 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ รพ.คามิลเลียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นางศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และผู้บริหารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้าเยี่ยมผู้ประสบเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน แยกอโศก-ดินแดง กทม.เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย โดยนายกฯ ได้พูดคุยกับ นพ.นัฐพล กาฬปักษี ผอ.แพทย์ รพ.คามิลเลียน เกี่ยวกับอาการของผู้บาดเจ็บ 6 ราย จากนั้นจึงเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ทั้งที่ห้องไอซียู และห้องพักผู้ป่วย ซึ่งนายกฯ ได้นำกระเช้าผลไม้ เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บทั้งหมด

ผู้บาดเจ็บรักษาตัว6รายสาหัส2

สำหรับผู้บาดเจ็บ 6 ราย มีอาการสาหัส 2 ราย คือนายณัฐดนัย โชคสกุลทรัพย์ อายุ 42 ปี ผู้โดยสาร และ นางสุภากรณ์ จันศร อายุ 38 ปี พนักงานเก็บค่าโดยสาร ส่วนที่เหลือ คือนายลาภิศ ทองบุญ อายุ 56 ปี คนขับรถโดยสาร นายสยมพร สวนกูล อายุ 46 ปี คนขับรถไฟ นายอภิชาติ มีชูนึก อายุ 41 ปี คนขับจักรยานยนต์ และหญิงต่างชาติ Miss Khoeurn Mol อายุ 50 ปี เป็นผู้โดยสารรถกระบะ ขณะที่ผู้บาดเจ็บซึ่งเข้ารับการรักษาที่ รพ.ดังกล่าว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ รวมผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ที่เข้ารักษาที่ รพ.แห่งนี้ ทั้งหมด 24 คน

นายกฯสั่งการให้เยียวยาสูงสุด

นายกฯ กล่าวว่า ได้ให้แนวทางทาง ขสมก.และ รฟท.เนื่องจากผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต้องเผชิญเหตุการณ์หลังจากใช้บริการขนส่งสาธารณะของรัฐ จึงให้ข้อคิดทั้งสองหน่วยงาน ว่าไม่ได้ให้บริการฟรี แต่เก็บค่าโดยสาร ทั้งสองหน่วยงานต้องดูแลเยียวยาอย่างเต็มที่สูงสุด เท่าที่จะทำได้ ส่วนเรื่องประกันหากได้มาก็เป็นการสมทบเพิ่มไป ส่วนความคืบหน้าทางคดี ขอให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ทราบว่ามีการอายัดตัวทั้งพนักงานขับรถไฟ และรถประจำทาง ซึ่ง รมว.คมนาคม ได้เร่งสืบหาสาเหตุแล้ว

เผยผู้ประสบเหตุสภาพจิตใจแย่

ส่วนเรื่องของสภาพจิตใจผู้ประสบเหตุ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครมีสภาพจิตใจดีสักคน เป็นเหตุที่เกิดขึ้นฉับพลันและมีความรุนแรง มีความรู้สึกบาดเจ็บทางจิตใจทุกคน ซึ่งจะต้องเยียวยา ทั้งสภาพร่างกายและทางใจด้วย ตนได้ไปเยี่ยมทั้งผู้โดยสารรถเมล์ พนักงานขับรถ และรถกระบะ ที่ได้รับบาดเจ็บ มีสภาพจิตใจแย่มาก เขารู้สึกสำนึก ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น จึงต้องฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้กลับมา ส่วนเรื่องคดีความ ก็ว่าไปตามขั้นตอนกฎหมาย

เร่งหามาตรการแก้ปัญหาจุดตัด

เมื่อถามว่าจุดตัดทางรถไฟลักษณะนี้มีหลายแห่ง จะต้องวางมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ นายอนุทิน กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการสอบสวน ซึ่งยังไม่เห็นผลการสอบสวน แต่น่าเชื่อว่าจะมีวิธีการหรือมีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว เพราะทั้งสองแยก มีรถติดตลอดเวลา จากการย้อนดูภาพวงจรปิดในหลายๆ ครั้ง ก็พบว่ารถไฟหยุด เมื่อมีสิ่งกีดขวางเส้นทาง อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้ จะต้องหาวิธีเพื่อลดจำนวนจุดตัด ซึ่งจุดที่เกิดเหตุเหลืออีกนิดเดียวก็จะถึงมักกะสันแล้ว

ต่อข้อถามว่าจะมีมาตรการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า อย่าไปไกลถึงตรงนั้น ขอให้ผลการสอบสวนออกมาก่อน ถึงจุดหนึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนเส้นทาง หากคิดเร็วๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ว่าจะมีการประมาทเลินเล่อ เช่น การขุดอุโมงค์ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นแยก จะต้องไปดูจุดตัด ทั้งจุดตัดเพชรบุรี นานา ก่อนถึงสถานีมักกะสัน เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้แล้ว ได้ให้แนวทางการ รฟท.ว่าจะต้องดำเนินการ จะพึ่งพาดุลยพินิจของนายสถานี หรือผู้ให้สัญญาณอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ไม่ยอมรับความเสี่ยงผิดพลาด

“เราจะไม่รับความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ จำเป็นต้องมีการดำเนินการหาทางเลี่ยง ส่วนตัวเลขความชัดเจนเงินเยียวยาสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ได้ให้แนวทาง ได้พูดคุยกับผู้บริหารสองหน่วยงาน ทั้ง รฟท.และ ขสมก.จะต้องชดเชย เพราะความรับผิดชอบเกิดขึ้นกับทั้งสองหน่วยงาน ก็ใช้มาตรการที่มากขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้” นายอนุทิน กล่าว

มีรายงานว่าในระหว่างนายกฯ เข้าเยี่ยมพนักงานขับรถไฟ และรถโดยสารประจำทาง ทั้งสองคนร้องไห้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดการพูดคุย

ตร.แจ้งข้อหาหนักคนขับรถไฟ

ด้าน พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผกก.สน.มักกะสัน เปิดเผยว่า ทางพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับคนขับรถไฟ ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส ส่วนข้อหาอื่นๆ รวมถึงบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง หากรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำในรายละเอียดเสร็จสิ้น ก็จะพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป

เค้นสอบคนคุมไม้กั้นทางรถไฟ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวคนควบคุมไม้กั้นรถไฟจุดเกิดเหตุ มาสอบปากคำอย่างละเอียดตั้งแต่คืนวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าทางตำรวจได้สอบปากคำในรายละเอียดเพิ่มเติม และบันทึกปากคำไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนความชัดเจนในการดำเนินการหลังจากนี้ จะรอการชี้แจงจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งหลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวคนควบคุมไม้กั้นรถไฟ ไม่ได้ควบคุมตัวไว้ ขณะที่บุคคลอื่นขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีการแจ้งข้อหาใครเพิ่มเติม

เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์คนตาย

อีกด้านหนึ่ง พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ว่าได้ตรวจพิสูจน์หาสาเหตุและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้รอผลตรวจดีเอ็นเอ และรอญาติมาเก็บตัวอย่าง เพื่อเปรียบเทียบ สำหรับความยากง่ายนั้นเนื่องจากผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้ทั้งหมด ไม่สามารถดูด้วยตาเปล่าแล้วระบุได้ว่าเป็นใคร ลายนิ้วมือก็ตรวจไม่ได้ ฟันบางส่วนก็ถูกไฟไหม้ จึงตรวจได้แค่ดีเอ็นเอ

พฐ.เก็บDNA8ร่าง-3ชิ้นส่วน

พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีทั้งหมด 8 ร่าง กับอีก 3 ชิ้นส่วน เพิ่งเก็บดีเอ็นเอ ต้องรอผลการตรวจเกรดดีเอ็นเอ หากจะยืนยันได้ ต้องมีญาติมาเปรียบเทียบ ซึ่งวันเดียวกันนี้ ญาติหลายคนเริ่มมาเก็บตัวอย่างแล้ว แต่ยังไม่ครบ โดยเก็บตัวอย่างแล้ว 4 ครอบครัว คาดว่าจะยืนยันรายชื่อผู้เสียชีวิตให้กับญาติได้ภายในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ โดยต้องรอกระบวนการยืนยันชื่อจากพนักงานสอบสวน จากที่เราส่งไปว่าผลตรวจมีความสัมพันธ์กัน ส่วน 3 ชิ้นส่วนที่พบเป็นไปได้ว่าอาจเป็นร่างผู้เสียชีวิตร่างใดร่างหนึ่ง เพราะร่างไม่ได้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลตรวจดีเอ็นเอ

เก็บตัวอย่างDNAกับครอบครัว

พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวต่อว่า ครอบครัวสามารถเข้ามาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ได้ทุกวัน ถ้าเข้ามาเร็ว ผลการเปรียบเทียบก็จะออกได้เร็ว โดยฝั่งของผู้เสียชีวิต ผลจะออกในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ซึ่งตนไม่มีข้อมูลว่าครอบครัวที่เข้ามาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ แบ่งเป็นครอบครัวของชาวเมียนมา และชาวไทย กี่ราย พร้อมย้ำว่า ไม่มีความลำบากในการตรวจพิสูจน์ แต่ด้วยความที่บาดแผลถูกไฟไหม้เยอะ ทำให้บางอย่างตรวจไม่ได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แต่เรามีดีเอ็นเอ ซึ่งมั่นใจว่าสามารถตรวจได้หมด

ญาติผู้สูญหายรุดไปรพ.ตำรวจ

ที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกัน มีญาติผู้สูญหายจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางครั้งนี้ ซึ่งไม่ปรากฏรายชื่อผู้บาดเจ็บ เข้ามาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ก่อนจะใช้ยืนยันเอกลักษณ์บุคคล โดยส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่า ญาติที่สูญหาย ขึ้นรถโดยสารคันเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน จึงสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ ก่อนจะส่งมอบร่างให้ครอบครัวรับไปประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีมูลนิธิร่วมกตัญญู นำร่างไปส่งยังปลายทาง ทุกราย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ป้าเอี้ยงคุยโทรศัพท์ก่อนสายตัด

ขณะเดียวกัน นางศิริลักษณ์ (สงวนนามสกุล) ญาติของป้าเอี้ยง อายุ 66 ปี แม่บ้าน รพ.แห่งหนึ่ง ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ และคาดว่าเป็นหนึ่งในผู้โดยสารรถโดยสารประจำทางคันเกิดเหตุ เปิดเผยว่า ตอนที่เห็นข่าวครั้งแรกไม่ได้เอะใจ แค่ดูผ่านๆ แต่พอตอนเช้า พี่สาวส่งคลิปมาให้ดูอีกรอบ จึงสังเกตดูแล้วรีบติดต่อรุ่นน้องที่อยู่ปากซอยที่พัก ขอดูคลิปวงจรปิด เพราะป้าออกจากบ้านไปช่วงประมาณ 08.00 น.ของวันเกิดเหตุ แต่ไม่แน่ชัดว่าไปขึ้นรถโดยสารประจำทางช่วงไหน แต่ป้ายังติดต่อไม่ได้ ทั้งนี้ การตรวจพิสูจน์ต้องเป็นคนในครอบครัวโดยสายเลือด นอกจากนี้ช่วงที่คุยโทรศัพท์กับป้าครั้งสุดท้าย ก็มีเสียงตกใจและสายก็ตัดไป

ญาติป้ารับกังวลใจ-เครียดมาก

นางศิริลักษณ์ กล่าวยอมรับว่า ตอนนี้มีความกังวลใจและรู้สึกเครียดเป็นอย่างมาก เพราะตนอยู่กับป้าตั้งแต่เด็ก และป้าก็เป็นเสาหลักของครอบครัว ตอนนี้ครอบครัวยังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อถามว่าปกติแล้วป้าจะขึ้นรถเมล์สาย 206 หรือไม่ นางศิริลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่รู้ว่าปกติป้าจะเดินทางด้วยรถเมล์เป็นบางครั้ง เพราะต้องออกไปหาหมอ เวลาออกไปร้านนวดก็จะออกไปร้านนวดไกลๆ

“ภาวนาว่าขอให้ไม่ใช่ป้าเรา และตอนนี้ลูกชายของป้า กำลังขับรถมาจากอุดรธานี ตอนแรกก็ไม่กล้าบอกเขา พอเขาถามว่าจะไปตามหาป้าที่ไหน ก็ได้เล่าไปเพียงคร่าวๆ และเขาถามว่ามีคลิปใช่ไหม ขอดูคลิปหน่อย เลยส่งคลิปไป หลังจากนั้นเขาก็โทรฯ กลับมา และร้องไห้โฮออกมา” นางศิริลักษณ์ กล่าว

คมนาคมสั่งรฟท.-ขสมก.สอบ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า นายกฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มศักยภาพ และเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต เพื่อส่งร่างกลับคืนครอบครัวโดยเร็วที่สุด และสั่งการให้เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมสั่งการให้ รฟท.และ ขสมก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสืบหาสาเหตุของอุบัติเหตุ เพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความสูญเสียขึ้นซ้ำรอยอีก

รมช.คมนาคมลงพื้นที่ตรวจ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้ร่วมกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการ รฟท.นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก.ลงพื้นที่ติดตามกรณีที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยประสานกับกู้ภัย รพ.และตำรวจ เพื่อเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้ครบถ้วน นอกจากนี้ให้ประสานงานโดยตรงกับบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด และระบบกองทุนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เร่งรัดกระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เยียวยาแก่ผู้สูญเสีย ซึ่งกรอบวงเงินเบื้องต้น กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต กรอบวงเงินชดเชยและเยียวยารายละ 1,500,000 บาท กรณีผู้ประสบภัยได้รับบาดเจ็บ ค่าช่วยเหลือเยียวยาส่วนแรก รายละ 80,000 บาท ไปจนถึงกรอบวงเงินชดเชยสูงสุดรายละ 500,000บาท สำหรับผู้เสียชีวิต ขสมก.ได้เร่งติดตามผลการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอย่างใกล้ชิด และเร่งติดต่อประสานญาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเร่งรัดขั้นตอนการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

สามารถฉะรถไฟชนรถเมล์

ขณะที่นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีใจความว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องโชคร้าย แต่คือสัญญาณเตือนขั้นรุนแรงที่บ่งบอกว่าระบบความปลอดภัยในชีวิตคนไทยกำลังมีรอยรั่วที่ต้องได้รับการปะผุเร่งด่วน ชีวิตของประชาชนที่ก้าวเท้าออกจากบ้านใช้ระบบขนส่งสาธารณะต้องได้รับความปลอดภัย ขอเรียกร้องรัฐบาล ต้องเร่งแก้ไขปัญหาไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหาย โดย 3 ประเด็นเร่งด่วน คือเยียวยาอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที , ตรวจสอบความจริงอย่างโปร่งใส และปฏิรูปรอบจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งตนจะเกาะติดอย่างใกล้ชิด เพื่อทวงคืนความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน

ทหารบุกไล่พ้นเส้นแดง แฉเล่ห์เขมร ให้ชาวบ้านมาทำเกษตร

ทหารบุกไล่พ้นเส้นแดง  แฉเล่ห์เขมร  ให้ชาวบ้านมาทำเกษตร

ทหารบุกไล่พ้นเส้นแดง แฉเล่ห์เขมร ให้ชาวบ้านมาทำเกษตร

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทหารบุกไล่พ้นเส้นแดง แฉเล่ห์เขมร ให้ชาวบ้านมาทำเกษตร ฝ่าฝืนเอ็มโอยู43ชัดเจน

ทหารกกล.บูรพาเจรจาให้ชาวบ้านฝั่งกัมพูชางดทำการเกษตร ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ควบคู่ประสานแม่กองสนามเข้าสำรวจพื้นที่ ยืนยันเดินหน้ารักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่1ได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพา เมื่อ 16 พ.ค.69 เวลา 10.00น.  โดย ฉก.โคกสูงและชุดควบคุมทหารพรานที่12 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชาวกัมพูชา นำรถไถมาเตรียมทำการเกษตร ในพื้นที่ระหว่าง จต.ส.42-จต.ส.44 บ.อ่างศิลา ต.โนนหมากหมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยชุดควบคุมทหารพรานที่12 ได้จัดกำลังพลทำการตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านกัมพูชาเข้ามาไถแปลงเตรียมทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตเส้นแดง (เลยเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์) เข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยและพบว่ามีทหารฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 จึงนำกำลังทหารพรานเข้าเจรจา พร้อมทั้งเปิดจีพีเอสชี้พิกัดแนวเขตเส้นแดงและเส้นน้ำเงิน ให้ทหารกัมพูชาทราบว่าชาวบ้านกัมพูชากำลังละเมิด MOU 43 ในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิ์ของทั้งสองประเทศ และกำลังรุกล้ำเกินแนวเส้นสีแดง ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย อย่างชัดเจนจึงประสานให้แจ้งหยุดปฏิบัติการต่างๆที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อ้างสิทธิ์พร้อมนำข้อมูลไปชี้แจงผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายให้รับทราบ

ผลการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เบื้องต้นให้ชาวกัมพูชายกเลิกและยุติการทำแปลงเกษตรดังกล่าว จนกว่าข้อตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้ชาวบ้านฝ่ายไทยที่ได้รับผลกระทบให้เข้าใจสถานการณ์ และดำเนินการประสานแม่กองชายแดนเข้ามาสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการปักปันเขตแดนต่อไป ทั้งนี้ กองทัพภาคที่1 ขอยืนยันว่า จะดำรงภารกิจในการปกป้องอธิปไตย รักษาผืนแผ่นดินไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มความสามารถในทุกมิติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนอย่างดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดนัดโคกระบือ บ้านสวาย ม.8 ตำบลราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ บรรยากาศสุดคึกคักเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายวัวควาย รวมไปถึงนายฮ้อยต่างเดินทางมาซื้อ-ขายวัว-ควายกันอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น ผู้คนจำนวนมากนับพันคน โดยมีทั้งในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และต่างจังหวัด รวมไปถึงนายฮ้อยอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม-มาเลเซียเดินทางมาซื้อวัวควายในครั้งนี้ ที่ชาวบ้านนำมาขายประมาณ 2500-3,000 ตัว ในขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้เดินลงพื้นที่ตรวจสอบดูการซื้อขายโคกระบือภายในตลาด พบว่ามีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่เดินทางมาจากแทบทั่วทุกจังหวัดในโซนอีสานใต้

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในเขตพื้นที่ชายแดนของจังหวัดสุรินทร์ เช่นอำเภอกาบเชิง อำเภอพนมดงรัก อำเภอสังขะ อำเภอบัวเชด ต่างเดินทางนำวัวควายมาขาย โดยมีนายฮ้อยเดินทางมาซื้อกันถึงที่ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามกับชาวบ้านที่อยู่ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงสาเหตุในกรณีที่นำวัวควายมาขายในครั้งนี้

ชาวบ้านในพื้นที่ติดชายแดน เล่าว่า วันนี้ตนนำวัว 16ตัว ซึ่งเป็นสมบัติที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้มาขายในตลาดนัดโคกระบือแห่งนี้ เนื่องจากว่าสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด เดี๋ยวเขมรก็ยิงปืนขู่ เดี๋ยวก็มีข่าวเขมรยั่วยุเห็น สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตนเองจึงต้องเตรียมความพร้อมหาเงินสำรองเกรงว่าจะมีการปะทะรอบที่3เกิดขึ้น จะได้ตั้งหลักทัน ไหนจะทั้งเรื่องค่าครองชีพขึ้นสูงค่าน้ำมันแพงตนคิดว่า ถ้ามีประการปะทะรอบ3เกิดขึ้นจริงๆ รอบนี้อาจจะลำบากกว่ารอบก่อน ตนเองจึงอยากขอบคุณตลาดนัดซื้อขาย โค-กระบือบ้านสวายแห่งนี้ ที่เปิดให้ชาวบ้านได้นำวัวควายมาขาย และมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ส่วนตนเองจะต้องสำรองเงินไว้ก่อน เกรงว่าถ้าเหตุการณ์ปะทะรอบ3 เกิดขึ้นจริงจะได้ตั้งหลักได้ทันท่วงที

ด้านชาวบ้านอีกคน เล่าว่า ปกติตนเองประกอบอาชีพทำนาและปลูกมันอยู่ติดกับแนวชายแดนอำเภอพนมดงรัก ซึ่งหลังจากที่มีการสู้รบกันรอบที่2 ตนเองมีความหวาดระแวงกลัวทั้งระเบิดตกค้าง กลัวทั้งโดนทหารเขมรมาจับ กลัวหลายอย่าง ทั้งทำนาไม่ไม่คุ้มทุนทำได้ปีละครั้ง จึงได้ทิ้งไร่นาหาอาชีพใหม่ทำไปก่อน ถ้าไม่ทำก็อดตายคนชายแดนต้องสู้ วันนี้ได้นำวัวที่ตนเองมี และวัว-ควายที่ซื้อจากชาวบ้านมาขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวและเตรียมเงินไว้ใช้ในยามสถาการณ์วิกฤต วันนี้เอามา 11 ตัว เป็นการการสร้างรายได้ในยุคลำบากของึนชายแดน ขอบคุณตลาดนัดวัวควายแห่งนี้ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านคนรากหญ้าได้มีโอกาสสร้างอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

อุ้มกกร.ชนรัฐ ฝ่ายค้านถล่มนายกฯ

อุ้มกกร.ชนรัฐ ฝ่ายค้านถล่มนายกฯ

อุ้มกกร.ชนรัฐ ฝ่ายค้านถล่มนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วิโรจน์” ได้ทีอัดหน่วยงานรัฐใช้อำนาจข่มขู่ภาคเอกชน หลังกกร.ออกมากางโพลทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมผิดหวังการแสดงท่าของ “นายกฯ-สุชาติ”เป็นปรปักษ์ปราบโกง จี้เร่งแก้กฎหมายป.ป.ช.ขณะที่รัฐบาลออกโรงโต้ ปชน. ยืนยันไม่เคยให้ท้ายฟ้องปิดปาก แต่เป็นสิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงเช่นเดียวกับประชาชนหากเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐที่รับสินบนมากที่สุด10 อันดับ แต่หน่วยงานรัฐที่ถูกพาดพิงเตรียมจะฟ้องกลับเอกชน

โดยนายวิโรจน์ ระบุตอนหนึ่งว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง

อัดหน่วยงานรัฐวางอำนาจข่มขู่กกร.

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตัวเอง ตนเชื่อว่า กกร.พร้อมจะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว

“ข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร.บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร.ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่ารัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ”นายวิโรจน์ กล่าว

ผิดหวังนายกฯ-เฮ้งปรปักษ์ปราบโกง

พร้อมระบุว่า ที่น่าผิดหวังอย่างมากก็คือการที่นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร.

นายวิโรจน์ ระบุต่อไปว่า ที่น่าผิดหวังไปกว่าคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมาก

ประกาศพร้อมยืนเคียงข้าง กกร.

“อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งในมาตรา 131-135ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ”นายวิโรจน์กล่าว

ทั้งนี้ ตนขอให้กำลังใจและพร้อมยืนเคียงข้างกกร.รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หรือACTตนยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

รบ.โต้’ปชน.’หาว่าฟ้องปิดปาก

ด้านน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอกสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมากล่าวโจมตีนายกฯในลักษณะให้ท้ายหน่วยงานรัฐฟ้องปิดปาก กกร.ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการตรวจสอบภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจมีการตีความที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง

น.ส.ลลิดา ชี้แจงว่านายกฯ ไม่เคยสนับสนุนให้มีการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งผู้เปิดโปงข้อมูลหรือปิดกั้นการตรวจสอบ แต่ได้อธิบายหลักการพื้นฐานว่า หากมีการกล่าวหาหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง จนสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานหรือบุคคล หน่วยงานนั้นย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียงและข้อเท็จจริงของตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

“การใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้ององค์กร ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการฟ้องปิดปากโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เจตนา และพยานหลักฐานในแต่ละกรณี”น.ส.ลลิดา กล่าว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า นายกฯได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลหรือดัชนีบางประเภทที่จัดทำโดยองค์กรภายนอก เป็นการสะท้อน “ความรู้สึก” หรือ perception จากแบบสอบถาม ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการสะท้อนความคิดเห็นของสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมาย หรือเป็นหลักฐานที่สามารถชี้ชัดว่าหน่วยงานใดกระทำผิดได้ทันทีการนำข้อมูลเชิง perception ไปสรุปว่าหน่วยงานใดทุจริตโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และการทำงานขององค์กรได้เช่นกัน

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสหรือความรู้สึก อาทิ การขยายผลจับกุมและปลดนายอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการจัดระเบียบและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน

“รัฐบาลไม่เคยให้ท้ายคนผิด และเมื่อมีหลักฐานชัดเจนก็ได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบ กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

และว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน แต่การสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่รอบด้าน เพื่อสร้างบรรยากาศการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม

‘พท.’เร่งหาแนวทางแก้รธน.

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางของพรรคเพื่อไทยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพูดคุยในคณะทำงานของพรรคฯ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมอยู่ด้วยในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางของพรรคฯ ว่าเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรต่อ ใน 2ประเด็นใหญ่ คือตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้ร่างแบบเดิมของพรรคฯ ที่ให้แต่ละจังหวัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบหรือไม่ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้เลือกโดยตรง ไม่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยึดหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกบุคคลมาเป็น สสร. หรือจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

เตรียมขอเสียงหนุนเสนอร่าง

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นคือเรามี สส. 74 เสียง ต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถึง 1 ใน 5 ซึ่งเชิงหลักการเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวมต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรคิดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ดังนั้นใครคิดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยหลักการไปได้ เป็นผลดีกับการปฏิรูปการเมืองจะขอความร่วมมือในการลงชื่อ แต่ทั้งหมดต้องหารือกันก่อนถึงจะมีผลสรุปออกมาว่าพรรคฯจะดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ตรวจสอบจากคณะผู้บริหารเข้าใจว่าจะให้เดินหน้าต่อ

ปชน.รำลึก34 ปีพฤษภา 35

วันเดียวกันที่ ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค และ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ เขต 31 พรรคประชาชน ร่วมงานรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภา 2535

โดยนายวิโรจน์ วางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ในฐานะตัวแทนผู้นำฝ่ายค้าน ความตอนหนึ่งว่า ตนเคยมีความเชื่อว่าเมื่อสังคมได้เห็นความสูญเสียและมีบทเรียนจากความรุนแรงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2535 การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อมาในปี 2549 และ 2557 ก็ทำให้ตน และประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าประเทศจะไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้ว

สบช่องปลุกกระแสแก้รธน.

“เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นนั้นมักจะล็อกการแก้ไขเอาไว้ และเมื่อสักวันหนึ่งที่พวกเขาติดหล่มไม่สามารถแก้ไขได้ จากเงื่อนไขที่ตนเองได้สร้างเอาไว้ พวกเขาก็อาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อทำรัฐประหารอีก ดังนั้นในการต่อสู้ระยะยาว เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายแบบนี้ ประชาชนจะต้องอดทนและร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาอีกครั้งให้ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อีกครั้ง”นายวิโรจน์ กล่าว

‘ศุภมาส’ผู้แทนรัฐบาลร่วมพิธี

ขณะที่น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาล เข้าร่วมพิธีวางมาลาและพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม โดย กล่าวว่า รัฐบาลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานรำลึกเหตุการณ์สำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งสะท้อนถึงพลังและเจตจำนงของประชาชนในการยึดมั่นหลักนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงของประชาชน

ผู้แทนรัฐบาลกล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ แต่คุณค่าและบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมยังคงมีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของเหตุผล ความเข้าใจ และการรับฟังซึ่งกันและกัน

ย้ำเจตนารมณ์สร้างพื้นที่ปรองดอง

น.ส.ศุภมาสกล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศโดยยึดหลักไม่ใช้ความรุนแรง เน้นการพูดคุย สร้างความปรองดอง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติ เคารพความเห็นต่าง และธำรงไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานมีพิธีวางมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเสวนา “May Talk ความหวังประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทเรียนทางการเมืองและแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาชน ญาติวีรชน และองค์กรประชาธิปไตยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

ชัชชาติลาออก มีผล18พ.ค.นี้

ชัชชาติลาออก  มีผล18พ.ค.นี้

ชัชชาติลาออก มีผล18พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชัชชาติลาออก มีผล18พ.ค.นี้ บิ๊กหยมเปิดตัว สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

“ชัชชาติ” ประกาศลาออกผู้ว่าฯกทม. 18 พฤษภาคม เตรียมบินร่วมงานปริญญาลูกชาย พร้อมลงสมัครสมัย 2 ในนามอิสระ ด้าน “พล.ต.ท.ชาญเทพ หรือบิ๊กหยม” อดีตรองผบช.น.เตรียมลงสนามชิงเก้าอี้ในนามอิสระ

เมื่อวันที่ 17พฤษภาคม2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ระหว่างเตรียมตัววิ่งตรวจงาน City run ในช่วงเช้ามืดวันที่ 17พฤษภาคม69 บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร โดยกล่าวว่า ตนจะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ในวันที่ 18พ.ค.เวลา 17.00 น.ส่วนเหตุผลที่ต้องลาออก เพราะต้องเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจาก “แสนดี” (บุตรชาย) จะรับปริญญาครั้งสุดท้ายและอยากให้ไปร่วมแสดงความยินดีในช่วงปลายสัปดาห์พอดี จึงจำเป็นต้องเดินทาง ซึ่งจริงๆ แล้วตนจะหมดวาระในวันที่ 21พ.ค.หากเดินทางไปโดยไม่ลาออกก่อน ก็จะมีเรื่องของการตั้งผู้รักษาการแทน ซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมา ตนจึงตัดสินใจลาออกและประกาศลงสมัครผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 ให้ชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่มีการหาเสียง

สรุปประเด็นสำคัญ3ข้อ คือ ลาออกวันที่ 18พ.ค.เวลา 17.00น.ลงสมัครรับเลือกตั้งต่อในนามอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ ยืนยันทำงานให้กับทุกคนเหมือนเดิม กรณีมีกระแสข่าวว่า การลาออกอาจทำให้วันเลือกตั้งผู้ว่าฯและสก.เป็นคนละวันกันจนเปลืองงบประมาณนั้น ความจริงแล้วได้คุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องระบุว่า วันเลือกตั้งจะยังคงเป็นวันเดียวกัน เพราะวันวาระห่างกันเพียง 3วัน จึงไม่เสียงบประมาณเพิ่มเติม ขออย่าหลงเชื่อข่าวที่ไม่ถูกต้อง โดยวันเลือกตั้งจะเป็นวันเดียวกันตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีต ผบช.น.ยุครัฐบาล พลเอกประยุทธ์ เปิดเผยว่า ตนและทีมงานจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ภายใน2-3 วันนี้ ส่วนว่าจะลงในนามพรรคเศรษฐกิจหรือจะลงสมัครในนามอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง จะรอคุยกันให้ชัดเจนภายในเย็นวันนี้ 17พ.ค.ที่นัดหมายกันหารือกันไว้อีกหนึ่งรอบ โดยตอนนี้ยังมีบางเรื่องไม่ลงตัวแต่แค่เล็กน้อยเป็นเรื่องแนวทางการบริหารงาน

ถามว่าตกลงแล้วยืนยันได้ไหมว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯกทม. พล.ต.ท.ชาญเทพ ออกตัวว่า ยังไม่ขอยืนยันดีกว่า รอวันเปิดตัว คือตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการวบรวมทีมงานที่จะลงสมัครสก. ทีมงานที่จะเปิดตัวเป็นทีมรองผู้ว่าฯกทม. และการคุยกันเรื่องนโยบาย เพื่อคุยกันให้ตกผลึก แต่ไม่เกินวันที่ 25 พ.ค.นี้

เมื่อถามว่า หากลงสมัครผู้ว่าฯกทม.จะมีอะไรเป็นจุดขายในการหาเสียง พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า ที่ผ่านมา นโยบายกรุงเทพฯ ก็เลือกกันซ้ำซากแต่สุดท้ายแก้ปัญหาไม่ได้อย่างเรื่องปัญหาจราจร ล่าสุดก็เกิดกรณีอุบัติเหตุที่แยกมักกะสัน รถไฟชนรถเมล์ แล้วก็ปัญหาฝุ่น น้ำท่วม ปัญหารถสาธารณะ

“อย่างกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ มันก็คือเรื่องของการจราจร กับการรถไฟฯ คนไทย ก็เหมือนเดิม เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่รักษากฎหมาย ไม่เคารพระเบียบวินัย ส่วนการจราจรของการรถไฟ ทางการรถไฟก็มีการควบคุมอยู่แล้วในการปล่อยรถ แต่นิสัยคนไทยยังไม่เห็นวิ่งมา ก็จะขอให้ผ่านไปให้ได้ก่อน ส่วนประสบการณ์สมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็สามารถนำมาใช้ในการทำงานนี้ได้เช่นการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นการรถไฟฯ และตำรวจนครบาลในพื้นที่ซึ่งมีรถไฟวิ่งตัดผ่าน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเทพฯ”

สำหรับ พล.ต.ท.ชาญเทพ หรือ บิ๊กหยม เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองและในวงการสีกากีเช่น อดีตรองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ -รองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 -ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง -ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี ผู้บังคับการตำรวจน้ำ-รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล -รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด -รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล-ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7- ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1และเกษียณในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ส่วนตำแหน่งทางการเมืองมีเช่น อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยุคคสช. -อดีตเลขาธิการพรรคไทยภักดีตอนเลือกตั้งปี2566 เป็นต้น นอกจากนี้ เคยเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการบริหารกิจการ บริษัทและปัญหาการทุจริต บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 ที่มี นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นต้น

รบ.ตั้งเป้า6เดือนเห็นผล รับลูกเจ้าสัว ชงข้อเสนอเข้าครม.

รบ.ตั้งเป้า6เดือนเห็นผล  รับลูกเจ้าสัว  ชงข้อเสนอเข้าครม.

รบ.ตั้งเป้า6เดือนเห็นผล รับลูกเจ้าสัว ชงข้อเสนอเข้าครม.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ตั้งเป้า6เดือนเห็นผล รับลูกเจ้าสัว ชงข้อเสนอเข้าครม. โต้ครหาเอาใจนายทุน

เผยนายกฯเตรียมนำข้อเสนอเอกชนจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้าครม.แปลงสู่การขับเคลื่อน มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน ขณะที่นักวิชาการชี้งานนี้น้ำพึ่งเรือเสือพี่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย ด้านโพลเผย ปชช.กังวลเรื่องหนี้กู้เงิน 4 แสนล้าน หวังรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นายกรัฐมนตรี มีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม

เจ้าสัวช่วยกระจายรายได้

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ 1. การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน 2.ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว 3.ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว 4.จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่

5.รัฐบาลรับทราบปัญหา SME โดยเฉพาะรายย่อย (ไมโครSME)) มีที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานได้อย่างยั่งยืน

สอดคล้องกับนโยบายรัฐ

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาล หารือร่วมกับภาคธุรกิจ ว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ”

แก้ศก.โดยลำพังไม่ได้

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

“วามสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่รัฐยอมทุน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ออกแบบนโยบาบใหม่

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่ ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

อย่าให้เกิดขึ้นมาบ่อย

นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

แจงเลี้ยงข้าวเจ้าสัวคุมค่า

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีอาจารย์ประจำหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า รัฐบาลใจใหญ่ เลี้ยงอาหารเย็นเจ้าสัว เมื่อ 15 พ.ค. ทั้งที่ต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขอถามว่างานเลี้ยงเย็นเมื่อวานใช้งบไปเท่าไหร่

โดย นางสาวพลอยทะเล ชี้แจงว่า งบสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารค่ำผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการใช้งบดำเนินงานของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนภารกิจนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่นำมาใช้ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ค่าครองชีพพุ่งสูง

‘สวนดุสิตโพล’ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เผยแพร่เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้ามากที่สุด ร้อยละ 77.97 รองลงมาคือ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78 และมองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน–สิงหาคม) อาจจะแย่ลง ร้อยละ 46.89 ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม

กังวลเงินกู้4แสนล้าน

สำหรับเรื่องที่กังวล มากที่สุด ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44 เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่า ร้อยละ 33.16 ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างคาดหวัง

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลงและยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด

ทำไม่ได้ก็ไม่ไว้วางใจ

ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน” เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคล และภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่

ในอีกมิติหนึ่ง ผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมือง เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง 

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กรณีข่าว กกร.(3 เสาหลักภาคเอกชนไทย หอการค้า-อุตสาหกรรม-ธนาคาร) มีผลสำรวจสมาชิกว่าด้วยการ “ทุจริตคอร์รัปชั่นของหน่วยงานราชการ” นั้น

ในฐานะนายกรัฐมนตรี สามารถแสดงออกได้ 2 แนวทาง ประมาณนี้

แนวที่ 1 – เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องความรู้สึกที่สะสมมาจากในอดีต ถ้าหน่วยงานเขาฟ้องผู้ทำแบบสำรวจก็ช่วยไม่ได้นะ กล้ากล่าวหาก็ต้องพร้อมรับผิดชอบ

แนวที่ 2 – ขอยอมรับว่าการทุจริตในหน่วยราชการยังเป็นปัญหา เป็นอุปสรรคต่อประเทศ ขอขอบคุณสำหรับแรงกระตุ้นจากภาคเอกชนให้ผมได้ตื่นตัว ผมจะกำชับทุกกระทรวง กรม กอง พร้อมมีมาตรการป้องกัน และในอีก 6 เดือนข้างหน้า ขอให้มาสำรวจอีกครั้ง ผมยืนยันว่าจะต้องดีขึ้น

ขอให้ประชาชนคนไทยลองตามข่าวดูเอาเองครับว่า นายกฯ ของเราไปแนวไหน!? “

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเต็มที่ทุกราย

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเต็มที่ทุกราย

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเต็มที่ทุกราย

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.20 น.

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ แยกอโศก-ดินแดง พร้อมย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ ผนึกหน่วยงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคใช้บริการสาธารณะเต็มที่ทุกราย

เมื่อวันนี้ 17 พ.ค.2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบเหตุ จากกรณีรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ มักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลเพชรเวช  โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีคณะของการรถไฟแห่งประเทศไทย และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมด้วย 

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและสิทธิของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาเต็มที่ เมื่อช่วงค่ำวานนี้นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เกิดเหตุด้วยตนเอง และในวันนี้ได้เดินทางเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ พร้อมรับฟังปัญหาจากผู้ประสบเหตุ เพื่อนำสู่กระบวนการเยียวยาอย่างเร่งด่วน

“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกรายฟื้นตัวโดยเร็ว วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี มอบหมานให้ดิฉันเยี่ยมผู้ประสบเหตุจำนวนหกราย เราขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ในส่วนของดิฉันที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ดิฉันได้สั่งการให้ตั้งทีมเฉพาะกิจในเรื่องนี้ทันที โดยทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเยียวยาถึงมือพี่น้องประชาชนเร็วที่สุด ผู้เสียหายและครอบครัวไม่ต้องเดินเรื่องเอง รัฐบาลและ สคบ. จะเดินเรื่องให้” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ สคบ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายและครอบครัวเป็นการเฉพาะ 2. ให้คำปรึกษาด้านสิทธิผู้บริโภคบริการสาธารณะ ทั้งสิทธิเยียวยาและสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัย 3. ส่งต่อเรื่องและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และ 4. ติดตามผลการเยียวยาให้ครบถ้วน พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อผู้เสียหายเป็นระยะ

ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว หรือต้องการคำปรึกษาเรื่องสิทธิผู้บริโภคในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รถไฟชนรถเมล์ : ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย

อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางกรุงเทพฯ จนมีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” แต่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ของระบบคมนาคมและความปลอดภัยสาธารณะของไทย เพราะในเมืองหลวงที่มีทั้งเทคโนโลยี งบประมาณ และหน่วยงานจำนวนมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ปัญหาไม่ใด้อยู่แค่คนขับหรือเจ้าหน้าที่ แต่สะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่จุดตัดทางรถไฟที่ยังเสี่ยง ระบบบริหารที่แยกส่วน ต่างหน่วยต่างทำ ไปจนถึงการพัฒนาเมืองที่ไม่สัมพันธ์กับระบบความปลอดภัย ขณะที่หลายประเทศทยอยยกเลิกจุดตัดระดับเดียวไปนานแล้ว ไทยยังมีจุดเสี่ยงจำนวนมากทั่วประเทศ

สิ่งที่น่ากังวลคือ วัฒนธรรมการบริหารแบบ “แก้หลังเกิดเหตุ” มากกว่าป้องกันก่อนเกิดเหตุ ทุกครั้งหลังเกิดโศกนาฏกรรม เรามักเห็นการตั้งกรรมการ ตรวจสอบ และเยียวยา แต่ไม่ค่อยเห็นการปฏิรูประบบจริงจัง ทั้งที่วันนี้โลกมี AI ระบบเซนเซอร์ และ Big Data ที่สามารถช่วยวิเคราะห์และป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้าได้แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครผิด” แต่คือ “ประเทศไทยจะยกระดับระบบความปลอดภัยสาธารณะอย่างไร” เพราะชีวิตประชาชนไม่ควนถูกฝากไว้กับความเคยชิน ความเสี่ยง และโชคชะตาอีกต่อไป หากยังไม่ปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โศกนาฏกรรมแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อีกในวันข้างหน้า”

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายฝังไมโครชิปฟรี

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายฝังไมโครชิปฟรี

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายฝังไมโครชิปฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.16 น.

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายจูงใจคนเลี้ยงนำสัตว์ฝังไมโครชิปฟรี-มีส่วนลดทำประกันสัตว์เลี้ยง เสนอเพิ่มศูนย์พักพิง 3-4 เท่า เชื่อมรับเลี้ยงสัตว์ ลดภาระคนเมือง-หมาแมวจรถูกทิ้ง

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 ที่บ้านเพื่อน Cafe & Creative Space เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครฯ พรรคประชาชน กรุงเทพมหานครฯ จัดกิจกรรมเสวนาและนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์จร ของทีมผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ (กทม.) พรรคประชาชน โดยมี นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. พรรคประชาชน, น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายอริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน ร่วมวงเสวนาพร้อมด้วย น.สพ.กรชิต สุวรรณ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ และผู้ก่อตั้ง Happy Howl – Dog Training and Behavioural เป็นแขกรับเชิญร่วมในงานเสวนาวันนี้

โดยนายชัยวัฒน์ ระบุว่าคนไทยมักเคยชินกับสัตว์จร ประเทศไทยมีคนใจดีเยอะ เห็นสัตว์จรก็สงสารป้อนข้าวให้จนสัตว์จรมาอาศัยอยู่แถวนั้น ขณะเดียวกันสัตว์เลี้ยงจำนวนมากเมื่อคนเลี้ยงไปแล้วเริ่มป่วย บางกรณีเสียค่าใช้จ่ายเยอะ คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะเลี้ยงดูรักษาต่อหลายคนก็มักนำไปปล่อยจนกลายเป็นสัตว์จร ที่เมื่อผสมพันธุ์กับสัตว์จรตัวอื่นก็เพิ่มปริมาณขึ้นมา เกิดเป็นวัฏจักรวนเวียนจน กลายเป็นปัญหารบกวนการใช้ชีวิตของคนในเมือง คุ้ยขยะหาอาหาร หรือสัตว์จรบางตัวก็มีพฤติกรรมดุร้าย 

สิ่งที่ต้องกลับมาคิดในการทำนโยบาย คือวัฏจักรวงจรของสัตว์จรเหล่านี้มาจากไหน จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้ และ กทม. จะสนับสนุนการดูแลคนและสัตว์เลี้ยงในฐานะที่เป็นครอบครัวของคนที่เลี้ยงสัตว์ได้อย่างไร กลไกที่พรรคประชาชน กทม. เสนอคือการทำประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง ซึ่ง กทม. ในฐานะที่เป็นคนดูแลเมือง สามารถนำมาใช้พร้อมๆ ไปกับกลไกที่จะดูแลและลดปัญหาสัตว์จรควบคู่กันไปได้ 

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า กลไกสำคัญของนโยบายนี้ คือการให้คนเลี้ยงสัตว์นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน โดยมีสิ่งจูงใจคือการได้ฉีดวัคซีนพื้นฐานฟรี ทำหมันให้ฟรี พร้อมฝังไมโครชิปให้ และมีส่วนลดในการทำประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้กทม. มีลักษณะเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อเชื่อมคนเลี้ยงสัตว์กับคนที่รับประกันสุขภาพสัตว์ คนที่นำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียนฝังไมโครชิปกับ กทม. ก็เหมือนกับการแจ้งเกิด จะทำให้ กทม. รู้ว่าตอนนี้มีจำนวนสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ ขณะเดียวกันผู้เลี้ยงสัตว์ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ กทม. จะจัดสรรให้

กทม. ปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดในการจัดการปัญหาสัตว์จรเยอะมาก ทั้งด้วยงบประมาณที่จำกัดและศูนย์พักพิงสัตว์จรที่มีอยู่น้อยมาก การจูงใจให้คนเลี้ยงสัตว์มาแจ้งเกิด นอกจากคนเลี้ยงจะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แล้ว กทม. จะยังได้จำกัดและลดปัญหาสัตว์จร อีกทั้งเมื่อเวลาสัตว์เลี้ยงหายก็จะสามารถติดตามได้ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคประชาชน กทม. ยังมีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลสัตว์จร ให้สามารถดูแลได้เพิ่มขึ้นอีกราว 3-4 เท่า และอีกสิ่งหนึ่งที่ กทม. สามารถทำได้เลย ก็คือเวลามีคนอยากหาสัตว์ไปเลี้ยง ก็อาจมารับจากศูนย์พักพิงสัตว์จรได้ โดยทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น จัดทำข้อมูลโปรไฟล์สัตว์แต่ละตัวในศูนย์มาให้เลือก ให้คนสามารถเข้ามาดูเบื้องต้นก่อนที่จะเข้ามาติดต่อดูตัวจริง หากตัดสินใจที่จะเลี้ยงก็เข้ากระบวนการฝังชิปและรับไปเลี้ยง ซึ่งจะเป็นการลดจำนวนของสัตว์ที่ศูนย์จะต้องดูแลได้ด้วย

กทม. จะเป็นที่ที่ดูแลทั้งคนเมืองและสัตว์เลี้ยงของคนเมือง ไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสร้างผลกระทบที่ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตลำบาก ดูแลแก้ปัญหาทั้งสัตว์เลี้ยงที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และแก้ปัญหาสัญจรแบบครบวงจรไปพร้อมกันด้วย

ส่วนนายอริย์ธัช ระบุว่า หนึ่งในปัญหาสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจากการที่ตนได้เข้าไปเห็นในพื้นที่ชุมชน พบว่าถ้าเป็นบ้านมีรั้ว คนเลี้ยงมักจะมีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะดูแลได้ ไม่กระทบเพื่อนบ้านเท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นพื้นที่ชุมชนที่บ้านติดกันและมีพื้นที่จำกัด หลายคนจะเริ่มมีปัญหาในการดูแล โดยเฉพาะความเจ็บป่วย โรคติดต่อ และอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากกว่า ภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นโจทย์สำคัญประการหนึ่งสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ใน กทม. การนำไปรักษาครั้งหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องการเดินทางที่ยาก การเข้าถึงการรักษาก็ยาก ค่ารักษาก็เป็นเรื่องยาก

สำหรับคนเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก จึงไม่ใช่แค่การที่สัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านแล้วจบปัญหา แต่ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดูแลด้วย ถ้าไม่มีกลไกหรือนโยบายมาดูแลสัตว์เลี้ยงระบบปิดที่อยู่ในบ้านให้ดี ไม่นานสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นสัตว์จรข้างนอกก็ได้ เพราะคนเลี้ยงดูแลไม่ไหวแล้ว

นายอริย์ธัช กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันศูนย์พักพิงสัตว์จรที่เขตประเวศก็กำลังรับดูแลสัตว์อยู่เต็มจำนวน ซึ่งคนที่อยากเลี้ยงสัตว์หลายคนสามารถไปเลือกรับเลี้ยงจากศูนย์แห่งนี้ได้ สิ่งที่พรรคประชาชน กทม. คิดเป็นนโยบายเกี่ยวกับสัตว์จรและสัตว์เลี้ยงออกมา ส่วนหนึ่งจะยังเป็นการส่งเสริมปัจจัยให้กับผู้ที่อยากเลี้ยงสัตว์ ที่เมื่อวันหนึ่งตัดสินใจที่จะรับสัตว์มาดูแลแล้ว จะมีประกันมาลดค่าใช้จ่ายในการรักษา เมื่อบวกกับการฝังชิพและทำหมัน โอกาสที่คนเลี้ยงจะปล่อยสัตว์เลี้ยงกลายไปเป็นสัตว์จรอีกครั้งก็จะน้อยลง 

ทางด้าน น.ส.รักชนก ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ตนได้พบเวลาเข้าชุมชน ก็คือการได้เจอหมาแมวที่เป็นสัตว์จรเยอะมาก มีคนให้อาหารแต่ไม่มีใครรับเป็นเจ้าของ สิ่งที่มักพบเจอคือหมาแมวจรจัดเมื่อไม่มีเจ้าของที่มาดูแลเป็นกิจลักษณะ ไม่มีการฉีดวัคซีนหรือทำหมัน สุดท้ายก็จะผสมพันธุ์กันแล้วขยายจำนวนไปเรื่อยๆ ในชุมชนที่ติดกับวัดปัญหายิ่งหนัก เมื่อมีพื้นที่ให้หมาแมวมารวมตัวกัน หลายคนก็จะรู้สึกว่าถ้าจะเอามาปล่อยอีกสักตัวก็น่าจะไม่เป็นไร คนจึงมักเอาหมาแมวมาปล่อยที่วัด จนเป็นการเพิ่มสัดส่วนของหมาแมวจรจัดไปโดยปริยาย

นโยบายของพรรคประชาชน กทม. จึงเป็นการเสนอแรงจูงใจให้คนนำสัตว์เลี้ยงมาฝังไมโครชิป โดยนอกจากการทำหมันฟรีและฉีดวัคซีนฟรีที่มีอยู่แล้ว ผู้เลี้ยงสัตว์ยังจะสามารถเลือกที่จะทำประกันสัตว์เลี้ยงกับผู้รับประกันที่ กทม. จัดหามาให้ได้ ปัจจุบันมีประกันสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว แต่ผู้เลี้ยงสัตว์หลายรายมักเห็นว่าราคาสูงเกินไปหรือมีหลายแพ็คเกจเกินไป กทม. จะทำรายการมาให้เลยว่าเลี้ยงสัตว์อะไร แล้วมีแพ็คเกจอะไรให้บ้างโดยมีส่วนลดให้

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในปัจจุบันมีภาคประชาสังคมจำนวนมากที่รับสัตว์มาเลี้ยงดูชั่วคราว และประกาศหาคนสนใจที่จะมารับไปเลี้ยงถาวร ซึ่ง กทม. สามารถเป็นผู้เชื่อมต่อกับภาคประชาสังคมที่มีสัตว์ในการดูแลจำนวนมากได้ รวมทั้งการให้การสนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติหรือระเบียบที่จะเอื้อให้เอกชนหรือภาคประชาสังคมที่ดูแลสัตว์ในลักษณะนี้ได้ หรืออาจจะรวมไปถึงการประสานกับรัฐบาลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่รับสัตว์จากศูนย์ดูแลเหล่านี้ไปเลี้ยง สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ศูนย์พักพิงที่เป็นภาคเอกชนและประชาสังคมมีการจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น โดยมี กทม. เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ การทำโปรไฟล์ ลดจำนวนสัตว์ที่รับดูแลอยู่อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ น.สพ.กรชิต ระบุว่า ในมิติที่มากกว่าการทำหมันซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุไปแล้ว ผู้ที่คิดนโยบายอาจจะต้องพิจารณาถึงต้นเหตุด้วย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตัดสินใจอยากรับสัตว์มาเลี้ยง ที่ควรจะต้องมีองค์ความรู้ประมาณหนึ่ง อย่างกรณีของศูนย์พักพิงสัตว์ที่เขตประเวศ อาจทำโมเดลโดยให้ผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์ ได้ทดลองมีประสบการณ์ในการดูแลสัตว์โดยตรง ซึ่งอาจช่วยชะลอในการตัดสินใจของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้มีแต่ภาพที่สวยงามอย่างเดียว

โดยที่ กทม. อาจทำเช็คลิสต์ในการประเมินว่าคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ที่จะมารับจากศูนย์ดูแลสัตว์มีความพร้อมแค่ไหน โดยอาจนำเอไอใช้ในการช่วยประเมินด้วย หากประเมินแล้วคนที่สนใจเลี้ยงสัตว์ได้คะแนนที่ไม่มากพอ ก็อาจช่วยชะลอการตัดสินใจของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์แต่ไม่มีความพร้อมได้ ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาสัตว์จรได้ในระดับหนึ่ง

น.สพ. กรชิต กล่าวต่อไปว่า อีกโมเดลหนึ่งที่น่าสนใจคือที่ประเทศญี่ปุ่น มีโรงเรียนสอนสุนัขเพื่อคนตาบอด เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนและนักเรียนเข้ามาศึกษาว่าสุนัขใช้ชีวิตอย่างไรหรือต้องดูแลอย่างไรบ้าง ถ้าศูนย์พักพิงสัตว์อย่างที่เขตประเวศสามารถจัดกิจกรรมเช่นนี้ได้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนใน กทม. ได้เหมือนกัน ว่าถ้าคนอยากเลี้ยงสัตว์จะต้องเจออะไรบ้าง ไม่ใช่แค่อยากเลี้ยงก็เลี้ยงเลย