นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศ เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ–เที่ยวบิน-ความมั่นคงทางอาหาร ดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศ เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ–เที่ยวบิน-ความมั่นคงทางอาหาร ดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศ เชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ–เที่ยวบิน-ความมั่นคงทางอาหาร ดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

นายกฯ หารือทูตบังกลาเทศฯ เดินหน้าเชื่อมโยงคมนาคมทางเรือ–เที่ยวบิน และความมั่นคงทางอาหาร ผลักดันไทยเป็นสะพานเชื่อม ASEAN–BIMSTEC สร้างโอกาสและเสถียรภาพของภูมิภาค 

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายฟัยยาซ มูรชิด กาซี  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตบังกลาเทศฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างไทยกับบังกลาเทศตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง โดยมองความร่วมมือไทย–บังกลาเทศไม่เพียงในมิติทวิภาคี แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลักดันความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป


 
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้
 
1. ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการเริ่มต้นเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับบังกลาเทศ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยมุ่งหวังให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

2. ด้านการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการขนส่งระหว่างท่าเรือระนองของไทยกับท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ นอกจากนี้ ฝ่ายบังกลาเทศยังสนใจให้มีการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับเมืองจิตตะกอง เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเดินทาง และการเชื่อมโยงระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ

3. ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ในปี 2568 ประเทศไทยให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากบังกลาเทศมากกว่า 140,000 คน และยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวบังกลาเทศ ขณะที่ฝ่ายบังกลาเทศเน้นย้ำความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวบังกลาเทศ

4. ด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในมิติการเกษตรและสาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืน


 
5. ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อผลสำเร็จของการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทยกับบังกลาเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ฝ่ายบังกลาเทศยังได้ชื่นชมความพยายามและผลการดำเนินงานของไทยในการปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง
 
6. ความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMSTEC นายกรัฐมนตรียืนยันการสนับสนุนการดำรงตำแหน่งประธาน BIMSTEC ของบังกลาเทศในช่วงปี 2568 – 2570 อย่างเต็มที่ โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับสมาชิกทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน รวมถึงการผลักดัน “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ไทยมองบทบาทของประเทศในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่าง ASEAN กับ BIMSTEC เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การคมนาคม ห่วงโซ่อุปทาน และความมั่นคงของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMSTEC ไม่เพียงเป็นโอกาสของประเทศสมาชิกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงร่วมกันของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวอวยพรและแสดงความยินดีที่เอกอัครราชทูตบังกลาเทศฯ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ พร้อมเน้นย้ำการสานต่อความร่วมมือทวิภาคีไทย–บังกลาเทศ บนพื้นฐานความสัมพันธ์อันดีและวิสัยทัศน์ร่วมกันในการส่งเสริมความเชื่อมโยงและเสถียรภาพของภูมิภาค

ทรงศักดิ์ เมิน เสรีพิศุทธ์ จ่อลงพื้นที่เขากระโดง ป้องนายกฯ ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ทรงศักดิ์ เมิน เสรีพิศุทธ์ จ่อลงพื้นที่เขากระโดง ป้องนายกฯ ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ทรงศักดิ์ เมิน เสรีพิศุทธ์ จ่อลงพื้นที่เขากระโดง ป้องนายกฯ ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

‘ทรงศักดิ์’ เมิน ‘เสรีพิศุทธ์’ ลงพื้นที่เขากระโดง มอง แค่อยากเป็นข่าว ยัน รัฐธรรมนูญคุ้มครองประชาชน เหตุถือโฉนดที่รัฐออกให้ ป้อง “นายกฯ”ไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน หลังถูกขู่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญฟันจริยธรรม

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งจับตระกูลชิดชอบ เนื่องจากรุกที่ดินพื้นที่เขากระโดง ว่า เขาเป็นคนไทยไปไหนก็ได้ ส่วนใครยึดพื้นที่เขากระโดงตนยังไม่ทราบ เพราะคนที่อยู่ส่วนใหญ่มีกรรมสิทธิ์ มีโฉนดที่รัฐออกให้ เพราะออกโดยกรมที่ดิน และรัฐธรรมนูญถือว่าคุ้มครองสิทธิ์ ดังนั้นคนที่อยู่ถือว่าอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นคนที่จะมาบอกว่าถือเอกสารเหล่านี้ไม่ชอบนั้น ต้องมีหน้าที่ไปพิสูจน์เพื่อหักล้าง

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ มีสิทธิ์ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาคงอยากลงไปดูเพื่อให้เกิดความชัดเจน 

เมื่อถามว่า มองการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า “ก็เป็นข่าวนะ”

เมื่อถามย้ำว่า พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกจากตำแหน่งเนื่องจากมองว่ามีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีไม่ดำเนินการเรื่องที่ดินเขากระโดง นายทรงศักดิ์ ย้อนถามกลับว่า นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี 

อธิบดีกรมราง เผยกล่องดำฟ้อง รถไฟชนรถเมล์ พนักงานขับเบรกกระชันชิด 100 เมตร แต่ไม่ทัน

อธิบดีกรมราง เผยกล่องดำฟ้อง รถไฟชนรถเมล์ พนักงานขับเบรกกระชันชิด 100 เมตร แต่ไม่ทัน

อธิบดีกรมราง เผยกล่องดำฟ้อง รถไฟชนรถเมล์ พนักงานขับเบรกกระชันชิด 100 เมตร แต่ไม่ทัน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ได้โฟนอินในสัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ กรณีรถไฟชนรถเมล์ บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง 

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ เปิดเผยว่า บริเวณเส้นสีเหลืองเป็นเส้นที่รถยนต์จะจอดไว้ไม่ได้ เมื่อเช้าได้เข้าไปตรวจจุดดูทั้งหมด รถยังจอดทับกันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ขอความร่วมมือประชาชน ให้ความระมัดระวัง สีเหลืองจอดล้ำไม่ได้ ตัวรถไฟออกมาทำร้ายท่านไม่ได้ ถ้าเราไม่ล้ำ ไม่จอดคร่อม เส้นสีเหลือง เราจะปลอดภัย

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ยืนยันว่า ถ้ารถเมล์คาอยู่ ไม้กั้นลงไม่ได้อยู่แล้ว ตราบใดไม้กั้นไม่ลงรถไฟวิ่งเข้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะสัญญาณไฟ ก็จะห้ามเอาไว้ว่าข้ามเข้ามา พนักงานรถไฟต้องโบกธงสีแดงห้ามอีก เคสนี้คนขับรถไฟฝ่าทั้งสัญญาณไฟและธงสีแดงน่าจะเกิดจากสารเสพติด จุดตัดทางรถไฟทั้งประเทศกว่าพันจุดอยู่ภายใต้กฎนี้

ส่วนกรณีกล่องดำของรถไฟคือบันทึกความเร็ว คนขับรถไฟใช้เบรกฉุกเฉินเพียงแค่ 100 เมตร ความเร็วจาก 34 กม./ชม. เหลือ 28 กม./ชม. ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งไม่ทันแน่นอน ซึ่งกล่องดำจะบอกแค่ความเร็วเท่านั้น ซึ่งจะคำนวณระยะ ความเร็วได้ แต่ที่แน่ๆ รถควรจะหยุด แต่มันมีความเร็วผิดตั้งแต่ต้นแล้ว

การแก้ปัญหาในระยะยาวทาแยกต่างระดับ รถไฟอยู่ใต้ดิน ถนนอยู่ข้างบน แก้ปัญหาทั้งหมดใน 4 ปี เรื่องการทำอุโมงค์ ครม.อนุมัติไปเมื่อปี 59 แต่การรถไฟยังไม่ได้สร้าง ต้องสำรวจพื้นที่รับฟังประชาชน ทำทั้งหมดใน กทม. ซึ่งมีทั้งหมด 20 จุด จุดนี้อันตรายสุด ระยะกลางต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ถ้าไม้กั้นไม่ลง ล้อรถไฟไม่หมุน ความปลอดภัยต้องมีหลายชั้น แต่กรณีนี้หละหลวมทุกชั้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้น ขอความร่วมมือประชาชน สีเหลืองอย่าเข้าเด็ดขาด เข้าไปไม่ได้ ต้องช่วยกันรณรงค์ ใครล้ำเส้นเหลืองต้องจับปรับโทษสูง ติดกล้องวงจรปิด ส่งลงโทษทางกฎหมาย ปรับปรุงสัญญาณจราจร ให้เชื่อมกับระบบรถไฟ

ขอบคุณข้อมูล : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ

ไม่เกี่ยวแลนด์​บริดจ์ ทรงศักดิ์​ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน สแกนเข้มต่างชาติใช้นอมินี

ไม่เกี่ยวแลนด์​บริดจ์ ทรงศักดิ์​ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน สแกนเข้มต่างชาติใช้นอมินี

ไม่เกี่ยวแลนด์​บริดจ์ ทรงศักดิ์​ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน สแกนเข้มต่างชาติใช้นอมินี

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

‘ทรงศักดิ์​’ เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชน​ ยัน​ ไม่เกี่ยวจัดสรรพื้นที่แลนด์​บริดจ์ บอก สั่งสแกนต่างชาติ​ใช้นอมินีถือครองที่ดิน​ ลั่น หากผิดดำเนิน​การตามกฎหมายทันที

วันที่ 18 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 10.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์​ ทอง​ศรี​ รองนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหน่วยงาน​ที่​เกี่ยวข้อง​เข้าร่วมอย่างพร้อม​เพียง​ พร้อมกล่าวในช่วงต้น​ ว่า​ เป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่เด่นแห่งชาติซึ่งเป็นการประชุม ครั้งที่ 1/2569 หรือเป็นการประชุมครั้งแรกของตน สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน การนโยบายการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นหลักประกันสำคัญของครอบครัวในการดำเนินชีวิต ถ้าประชาชน​อยู่บนที่ดิน​ ที่มีความมั่นใจว่าถูกต้อง​ เขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

ทรงศักดิ์​ ทอง​ศรี​

โดยนายทรงศักดิ์​ กล่าวก่อนการประชุม​ ยืนยันว่า​เป็นเพียงจัดสรรที่ดินของรัฐ​ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์​ให้ประชาชนได้ทำกิน​ ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรที่ดินในโครงการแลน​ด์บริดจ์​​ โดยเป้าหมายการจัดสรรที่ดินต้องดูตัวเลข​ของหน่วยงานของเจ้าของที่ดิน​ พร้อมดูเรื่องการส่งเสริมการเพราะปลูกและพัฒนาสินค้า​ 

เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาชาวต่างชาติใช้นอมินีถือครองที่ดิน นายทรงศักดิ์​ กล่าวว่า​ ที่ดินนั้นบุกรุกและกรณีที่ดินถูกต้องแต่มีนอมินีเข้าไปถือครอง​ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่หากพบว่ากระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย 

ทรงศักดิ์​ ทอง​ศรี​

เปิดปูม ‘บิ๊กหยม’ แคนดิเดทผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนซี้ ‘จักรทิพย์’

เปิดปูม 'บิ๊กหยม' แคนดิเดทผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนซี้ 'จักรทิพย์'

เปิดปูม ‘บิ๊กหยม’ แคนดิเดทผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนซี้ ‘จักรทิพย์’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

เริ่มทยอยเปิดตัวเพิ่มขึ้น สำหรับว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ล่าสุด “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช จ่อเปิดตัวเป็นตัวแทนพรรคเศรษฐกิจ หลัง “บิ๊กแป๊ะ” เพื่อนซี้ปฏิเสธลงสนาม
พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กหยม” ไม่ใช่คนใหม่ในสนามการเมืองเสียทีเดียว เพราะเคยดำรงตำแหน่งระดับเลขาธิการพรรคคนแรกของพรรคไทยภักดีมาแล้ว

นอกจากนี้ยังเคยได้รับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ด้วย

บิ๊กหยม เกิดวันที่ 6 ตุลาคม 2501 ย่านสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี หลังจบการศึกษาระดับมัธยมจาก ภปร.ราชวิทยาลัย ก็เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 36 (นรต.36) รุ่นเดียวกับ บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. โดยถือเป็นเพื่อนซี้กันเพราะเป็นนักกีฬารักบี้ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกันตลอดระยะเวลา 4 ปี

หลังจากจบการศึกษา พล.ต.ท.ชาญเทพ ไปเริ่มต้นชีวิตราชการในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญประกอบด้วย รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 และเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง น.1

ในสนามการเมือง บิ๊กหยม รับเป็นเลขาธิการพรรคไทยภักดีคนแรก เมื่อปี 2565 แต่ต่อมาได้ขอลาออก โดยบอกว่าอยากกลับไปทำสวนทำไร่ อย่างไรก็ตามเมื่อปี่กลองชิงชัยสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 เริ่มบรรเลง ก็มีข่าวว่า พรรคเศรษฐกิจจะส่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ลงสมัคร แต่เมื่อบิ๊กแป๊ะปฏิเสธ ก็ปรากฏชื่อ “บิ๊กหยม พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” เพื่อนรักลงสมัคร ในนามพรรคเศรษฐกิจ โดยจะเปิดตัวเร็วๆนี้ ซึ่งคอการเมืองคาดว่าคงได้รับการสนับสนุนจากบิ๊กแป๊ะ อย่างเต็มตัว

ชำแหละโศกนาฏกรรมกลางกรุง เปลือยรอยรั่ว รถไฟขยี้รถเมล์

ชำแหละโศกนาฏกรรมกลางกรุง เปลือยรอยรั่ว รถไฟขยี้รถเมล์

ชำแหละโศกนาฏกรรมกลางกรุง เปลือยรอยรั่ว รถไฟขยี้รถเมล์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.40 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ช่วงถนนอโศก-ดินแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างรถไฟบรรทุกสินค้า ขบวนที่ 2126 ซึ่งเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบังมุ่งหน้าไปยังชุมทางบางซื่อ กับรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์ ขสมก.) ปรับอากาศสาย 206 ที่วิ่งให้บริการในเส้นทางเมกาบางนา-บางเขน

ความรุนแรงของการชนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่แรงกระแทกเท่านั้น แต่เนื่องจากจุดที่หัวรถจักรพุ่งเข้าชนรถเมล์นั้น ตรงกับตำแหน่งของถังก๊าซ NGV ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถพอดี แรงปะทะจึงส่งผลให้เกิดการระเบิดและมีเพลิงลุกไหม้ตัวรถโดยสารอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทันที นอกจากนี้ แรงชนยังได้กวาดเอารถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่จอดรอสัญญาณจราจรอยู่บริเวณใกล้เคียงให้ได้รับความเสียหายพังยับเยินไปอีกหลายคัน เปลวไฟที่ลุกโชนได้สร้างความตื่นตระหนกและนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ความสูญเสียและบาดแผลที่ฝากไว้

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตยืนยันจำนวน 8 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้โดยสารที่ติดอยู่ภายในรถเมล์คันดังกล่าว สภาพร่างของผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงจนไม่สามารถระบุตัวตนด้วยตาเปล่าหรือตรวจสอบลายนิ้วมือได้ ทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ จึงต้องเร่งดำเนินการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) จากญาติผู้สูญหาย เพื่อนำมาเปรียบเทียบและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ก่อนที่จะสามารถส่งมอบร่างคืนให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนาได้

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 32 ราย ซึ่งมีทั้งผู้โดยสารบนรถเมล์ พนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร พนักงานขับรถไฟ รวมถึงประชาชนที่สัญจรอยู่บริเวณนั้น ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้ถูกเร่งกระจายตัวนำส่งไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูด้วย บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นบาดแผลทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบาดแผลทางจิตใจอันลึกซึ้งของผู้ประสบเหตุทุกคน ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เฉียดตายอย่างกะทันหัน

เจาะลึกสาเหตุโศกนาฏกรรม

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ พบว่าเกิดจากหลายปัจจัยที่เข้ามาประกอบกันพอดี ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  1. สภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก: ในช่วงเวลาเกิดเหตุ บริเวณแยกอโศก-ดินแดงมีปริมาณรถสะสมเป็นจำนวนมาก ทำให้รถเมล์สาย 206 ต้องจอดติดสัญญาณไฟจราจรในลักษณะ “จอดคร่อมอยู่บนรางรถไฟ” เมื่อขบวนรถไฟกำลังจะแล่นผ่าน รถเมล์คันดังกล่าวจึงไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนตัวออกจากบริเวณจุดตัดทางรถไฟได้ทันเวลา
  2. ระบบไม้กั้นและสัญญาณเตือน: จากรายงานพบว่า เมื่อมีรถยนต์จอดติดค้างกีดขวางอยู่บนแนวรางรถไฟ ระบบเครื่องกั้นทางรถไฟจึงไม่สามารถเลื่อนพาดลงมาปิดถนนได้อย่างสมบูรณ์ ตามหลักการทำงาน หากไม้กั้นไม่ปิดลงมา ระบบก็จะไม่ส่งสัญญาณไฟอนุญาตให้ขบวนรถไฟแล่นผ่านไปได้
  3. ข้อจำกัดของขบวนรถไฟ: ขบวนรถที่ประสบเหตุเป็นรถไฟบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลและต้องการระยะเบรกที่ยาวไกลมาก เมื่อพนักงานขับรถไฟไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทันในระยะกระชั้นชิด จึงทำให้หัวรถจักรพุ่งเข้าชนรถเมล์ที่จอดขวางอยู่อย่างจัง
  4. ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสารเสพติด: ประเด็นที่สร้างความตกตะลึงให้แก่สังคมคือ ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพนักงานขับรถไฟไปตรวจร่างกาย และพบว่ามี “สารเสพติด” อยู่ในปัสสาวะ ซึ่งปัจจัยนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสติสัมปชัญญะ ประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่

การดำเนินคดีและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ในด้านการดำเนินการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับพนักงานขับรถไฟในฐานความผิด “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส” นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญตัวเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมไม้กั้นรถไฟมาสอบปากคำอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความรับผิดชอบด้วย ทางด้านกรมการขนส่งทางรางได้มีคำสั่งด่วนที่สุด ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สั่งพักงานพนักงานขับรถไฟและพนักงานคุมไม้กั้นทันที พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นอกจากนี้ ยังออกคำสั่งบังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” หรือต้องเป็นศูนย์เท่านั้น ในการตรวจคัดกรองสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

สำหรับการเยียวยานั้น ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้บาดเจ็บและสั่งการอย่างเด็ดขาด ให้หน่วยงานต้นสังกัดทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดูแลรับผิดชอบและชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตในระดับ “สูงสุด” เท่าที่จะทำได้

โดยในเบื้องต้น ขสมก. ยืนยันว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาสูงสุดรายละ 1.5 ล้านบาทจากประกันภัย พร้อมเงินสมทบเพิ่มเติมจาก ขสมก. อีก 30,000–50,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บจะได้รับการดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายและติดตามสิทธิอันพึงได้ของผู้ประสบเหตุทุกราย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินเรื่องเรียกร้องสิทธิอย่างโดดเดี่ยว

ชำแหละ “รูรั่ว” ของระบบผ่านทฤษฎีชีสสวิส (Swiss Cheese Model)

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของความบกพร่องหลายระดับ ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้นำเสนอการวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ผ่าน ทฤษฎี Swiss Cheese Model (แบบจำลองชีสสวิส) โดยอธิบายว่า ในระบบใหญ่ๆ จะมี “ชั้นป้องกัน” หลายชั้น เหมือนแผ่นชีสที่วางเรียงกัน แต่ละชั้นจะมี “รูรั่ว” ของตัวเอง ในวันเกิดเหตุ รูรั่วเหล่านี้บังเอิญมาเรียงตรงกันพอดี ตั้งแต่การจราจรที่ติดขัด รถเมล์ค้างบนราง สัญญาณไฟที่ไม่สอดคล้อง ระบบเตือนภัยที่ไม่สามารถหยุดเหตุได้ ไปจนถึงรถไฟสินค้าที่เบรกไม่ทัน ทำให้ความผิดพลาดทะลุผ่านทุกชั้นป้องกันจนกลายเป็นหายนะ

สอดคล้องกับ นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้หยิบยกทฤษฎี Swiss Cheese Model มาอธิบายเช่นกัน โดยระบุว่าระบบคมนาคมที่ปลอดภัยต้องมีด่านป้องกันถึง 5 ชั้น ตั้งแต่กฎจราจรห้ามหยุดทับเส้นทแยงเหลือง, ระบบไม้กั้นและสัญญาณเตือน, ระบบอาณัติสัญญาณที่ไม่อนุญาตให้รถไฟผ่านหากทางไม่โล่ง, การควบคุมจราจรในพื้นที่คอขวด, ไปจนถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการแยกรถไฟออกจากถนน แต่ปัญหาคือระบบเหล่านี้พังพินาศและถูกปล่อยปละละเลยมานาน

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ เจาะลึกความบกพร่องในแต่ละจุด

นอกเหนือจากทฤษฎีชีสสวิสแล้ว ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายท่านได้ออกมาชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วในมิติต่างๆ ดังนี้:

  • รอยรั่วด้านวิศวกรรมจราจร (Gridlock Trap): นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ชี้ว่าสภาพการจราจรบริเวณนั้นคือ “กับดักรถติด” (Gridlock Trap) ที่รถขยับไม่ได้ ปัญหาหลักคือประเทศไทยไม่มี “สัญญาณไฟจราจรกักรถ” (Pre-Signals) ตั้งอยู่ก่อนถึงรางรถไฟอีกหนึ่งชั้นเพื่อเคลียร์พื้นที่บนรางให้ว่าง 100% ตลอดเวลาแบบในต่างประเทศ
  • รอยรั่วด้านระบบอาณัติสัญญาณ: ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (เอ้) หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ตั้งคำถามเชิงวิศวกรรมความปลอดภัยว่า หากไม้กั้นปิดไม่สนิท ระบบอาณัติสัญญาณหรือระบบบังคับสัมพันธ์ (Interlocking) ย่อมต้องไม่ส่ง “สัญญาณไฟวาบๆ” อนุญาตให้รถไฟผ่านไปได้ คนขับรถไฟควรเห็นสัญญาณหยุดและต้องชะลอรถ จึงต้องเร่งตรวจสอบกล่องดำของรถไฟว่าระบบทำงานปกติหรือไม่ และคนขับอยู่ในสภาพพร้อมทำงานหรือไม่
  • รอยรั่วด้านพฤติกรรมและการบังคับใช้กฎหมาย: นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ มองว่าการที่ ขสมก. อ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจากรถติดนั้น เป็นการลดน้ำหนักความผิด เพราะตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามจอดรถในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟ รถติดจึงไม่ใช่ใบอนุญาตให้เอารถขึ้นไปค้างบนราง ด้าน นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ เสนออย่างดุเดือดว่าควรยึดใบขับขี่ผู้ที่จอดรถคารางรถไฟตลอดชีวิต และเรียกร้องให้ตำรวจรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งกล้องจับปรับอย่างจริงจังเสียที
  • รอยรั่วด้านโครงสร้างและความรับผิดชอบของรัฐ: นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้มุมมองทางกฎหมายว่า แม้รถไฟจะมี “สิทธิทาง” (Right of Way) แต่ไม่ได้หมายความว่ารถไฟชนอะไรก็ไม่ผิด หากพิสูจน์ได้ว่าระบบไม้กั้นของรัฐขัดข้อง หรือพนักงานขับรถไฟมีความประมาท (เช่น กรณีพบสารเสพติด) รัฐก็อาจตกอยู่ในฐานะ “ต่างประมาททั้งคู่” และต้องร่วมรับผิดชอบ

ข้อเสนอแนะและทางออกเพื่ออนาคต

จากความสูญเสียครั้งนี้ หลายภาคส่วนได้ออกมาเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  1. การปรับปรุงทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน
    • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เร่งทบทวนความปลอดภัยและเครื่องหมายจราจร เช่น เส้นทแยงเหลือง ในจุดตัดทางรถไฟทั่วกรุง พร้อมมองแผนระยะยาวว่าอาจต้องก่อสร้างทางยกระดับแบบถนนวิภาวดีรังสิต หรือพิจารณาทำถนนลอดใต้ดิน (อุโมงค์ทางลอด)
    • นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน และ นายจิรวัฒน์ จังหวัด ต่างเสนอให้เร่งรัดโครงการทางรถไฟส่วนขาด หรือรถไฟฟ้าสายสีแดง (Missing Link) เพื่อยกระดับทางรถไฟและล้างบางจุดตัดระดับดินในเขตเมืองชั้นใน
  2. การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงและบูรณาการเทคโนโลยี
    • ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิ เสนอให้จัดทำ “แผนที่จุดเสี่ยงระดับประเทศ” (National Rail Crossing Risk Map) แบบเรียลไทม์ และยกระดับใช้ AI Camera ตรวจจับยานพาหนะ พร้อมใช้มาตรการ “Quick Win” ภายใน 90 วัน เช่น การทาสีชะลอความเร็ว เพิ่มไฟส่องสว่าง และตรวจเช็กไม้กั้นทั่วประเทศ
    • ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เสนอให้ใช้ “ค่าตัวคูณควบจราจร” (TM – Traffic Moment) มาประเมินความเสี่ยงของจุดตัดทั่วประเทศที่มีกว่า 2,300 แห่ง หากค่า TM สูงเกิน 100,000 ควรดำเนินการสร้างเป็นทางต่างระดับทันที
  3. การแก้ปัญหาที่พฤติกรรมของบุคลากร
    • กรมการขนส่งทางราง ได้ตอบสนองต่อกรณีที่ตรวจพบสารเสพติดในพนักงานขับรถไฟ โดยออกคำสั่งด่วนบังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” สั่งให้ รฟท. ตรวจคัดกรองสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทุกผลัด
  4. การจัดตั้งองค์กรสอบสวนอุบัติเหตุอิสระ

นายวัส ติงสมิตร และ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ต่างเรียกร้องให้ประเทศไทยมี “องค์กรสอบสวนอุบัติเหตุอิสระ” (คล้าย NTSB ของสหรัฐอเมริกา) เพื่อทำหน้าที่สืบสวนหาสาเหตุเชิงวิศวกรรมความปลอดภัยอย่างเป็นกลาง นำไปสู่การถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงระบบ มากกว่าการตั้งคณะกรรมการเพื่อปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปในที่สุด

บทเรียนราคาแพง

โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ที่แยกมักกะสัน ไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะข่าวอุบัติเหตุร้ายแรงรายวัน แต่ควรเป็น “เสียงระฆังเตือนสติ” ครั้งสำคัญที่ปลุกให้ทุกภาคส่วนตื่นขึ้นมาตระหนักถึงความหละหลวมของมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ เพราะสิทธิในการเดินทางอย่างปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ

การกล่าวคำแสดงความเสียใจ หรือการจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุการณ์ เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการลงมือ “ปฏิรูปโครงสร้าง” อย่างจริงจัง เพื่ออุดรอยรั่วของระบบ และสร้างความมั่นใจว่า โศกนาฏกรรมเช่นนี้จะถูกบันทึกไว้เป็น “ครั้งสุดท้าย” และคนไทยจะไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงดวงทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อใช้ระบบขนส่งสาธารณะอีกต่อไปครับ

กมธ.คมนาคมเรียกหน่วยงานชี้แจง เหตุรถไฟชนรถเมล์ 20 พ.ค.นี้

กมธ.คมนาคมเรียกหน่วยงานชี้แจง เหตุรถไฟชนรถเมล์ 20 พ.ค.นี้

กมธ.คมนาคมเรียกหน่วยงานชี้แจง เหตุรถไฟชนรถเมล์ 20 พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

‘กมธ.คมนาคม สว.’ เรียกหน่วยเกี่ยวข้องแจงข้อเท็จจริงเหตุรถไฟชนรถเมล์ถนนอโศก-ดินแดง 20พ.ค.นี้ หนุนทำอุโมงค์-ทางยกระดับ สางแก้ปัญหา ‘จุดตัด’ ชี้ปฏิเสธความผิดไม่ได้หลังพบคนขับรถไฟฉี่ม่วง 

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ.คมนาคม เพื่อพิจารณากรณีเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนรถโดยสารสาธารณะ ที่แยกอโศก เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า มีการออกหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมการขนส่งทางราง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรพื้นที่สน.มักกะสัน มาให้ข้อมูลในวันที่ 20 พ.ค. นี้ เวลา 13.00 น. ส่วนจะมีการตั้งประเด็นอะไรในการสอบถามนั้น เราจะถามว่าทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎหมายจราจรแล้วหรือไม่ อย่างไร เช่นการที่รถจะไปจอดค่อมรางรถไฟ ซึ่งมีกฎหมายรองรับอยู่ โดยเป็นข้างละ 5 เมตรจากรางรถไฟจะต้องไม่มีสิ่งใดไปกีดขวางอยู่ซึ่งเป็นระเบียบของการรถไฟ 

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีแนวทางการแก้ไขให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืนหรือไม่ อย่างไร นายวุฒิชาติ กล่าวว่า คงไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เราต้องร่วมกัน เนื่องจากเป็นการใช้ทางสาธารณะร่วมกัน ฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น ทาง รฟท. คงต้องมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นในเรื่องด้านความปลอดภัย รวมถึงรถทั้งหลายไม่ใช่แค่รถเมล์ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย รักษากฎหมาย 

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนสนับสนุนแนวคิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่าต่อไปจุดตัดทางรถไฟที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ควรพิจารณาว่าเป็นยกระดับหรืออุโมงค์ไปเลยในอนาคต ซึ่งจะได้ในเรื่องความปลอดภัย และลดปัญหาการจราจรติดขัดที่เกิดขึ้นจากเวลาที่รถไฟมา เพราะรถไฟขบวนค่อนข้างยาว และกั้นก็ใช้เวลานาน ฉะนั้น ปัญหาพวกนี้ต้องมาดูวิธีการแก้ปัญหาทางด้านความปลอดภัย รวมถึงวิธีการที่จะลดการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วย 

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นวัวหายล้อมคอกหรือไม่ นายวุฒิชาติ กล่าวว่า จริงๆ หน่วยงานรถไฟตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟมีโครงการเกี่ยวกับรณรงค์เข้มงวดระเบียบการจราจร แต่ใช้งบประมาณค่อนข้างเยอะ จึงมีการปรับจัดอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เชื่อว่าหากไปค้นคลิปในอดีตจะเห็นได้ว่ารถไฟจะจอดรอจนกว่าจะเคลียร์พื้นที่จราจร เสร็จเรียบร้อย รถไฟจึงจะสามารถเดินทางผ่านได้ แต่กรณีนี้ต้องดูสาเหตุว่าเหตุใดเบรคก่อนถึงจุดตัดระยะ 100 เมตร ทั้งที่ผ่านจุดแยกมาหลายจุด

เมื่อถามว่าหากทุกคนเข้มงวดเรื่องของกฎระเบียบวินัย จะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้และไม่จำเป็นต้องขุดอุโมงค์หรือทำทางอื่น   นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ในอนาคตหากมียานพาหนะเพิ่มขึ้น การจราจรก็จะแน่นขึ้น ยอมรับว่าหากเข้มงวดจริงๆ กว่ารถไฟจะผ่านได้แต่ละขบวน เคยจับดูใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 นาที หรือบางครั้งหากรถไฟจะต้องสวนกัน อาจจะต้องใช้เวลา 20 นาที โดยเห็นว่าการสะสมของปริมาณรถยนต์ใช้บนทางสาธารณะค่อนข้างมาก ดังนั้นอนาคตก็จะต้องนำมาพิจารณาด้วย ถึงแม้ว่าทุกคนจะช่วยกันในเรื่องรักษาวินัยการจราจรเป็นอย่างดีแล้ว แต่บางทีเรื่องของการลดความติดขัดด้านการจราจรก็มีความจำเป็น

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า สมัยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟในเรื่องนี้พยายามแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ได้ติดต่อหน่วยงานถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่เพียงเฉพาะกรุงเทพมหานคร แต่ยังดูแลในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งเห็นด้วยกับดำริของนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหา ในบริเวณจุดตัดรถไฟ

เมื่อถามถึงผลการตรวจคนขับรถรถไฟว่ามีปัสสาวะสีม่วง และไม่ได้รับใบอนุญาต ทางการรถไฟจะต้องชี้แจงอย่างไร นายวุฒิชาติ กล่าวว่า แยกเป็น 2 ประเภท 1. ประเด็นฉี่สีม่วงปฏิเสธไม่ได้ หากมีการเสพสารเสพติด ซึ่งมีความผิดจริง 2. เรื่องของใบอนุญาต พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง เพิ่งจะผ่านในการบังคับใช้ โดยยังไม่แน่ใจว่าในท้ายของ กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการภายในระยะเวลาเท่าไหร่ เพราะสมัยก่อนรถไฟก็จะเดินรถ และมีมาตรฐานในการอบรมเจ้าหน้าที่

นายวุฒิชาติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันก็จะสอบถามเรื่องของผลวิเคราะห์จากกล่องดำเพราะจะมีข้อมูลบันทึกเรื่องของการสื่อสาร อาจจะไม่ละเอียดเหมือนกล่องดำบนเครื่องบิน แต่จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการสื่อสาร ว่า พนักงานกั้นรถไฟตีสัญญาณธงแดง ตามที่ได้เห็นในคลิป คืออันนั้นรถไฟไม่สามารถผ่านได้อยู่แล้ว 

สัมพันธ์ปึกแผ่น 60 ปี นายกฯ หารือทูตเปรูฯ เชื่อมโยงโลจิสติกส์และการค้า FTA

สัมพันธ์ปึกแผ่น 60 ปี นายกฯ หารือทูตเปรูฯ เชื่อมโยงโลจิสติกส์และการค้า FTA

สัมพันธ์ปึกแผ่น 60 ปี นายกฯ หารือทูตเปรูฯ เชื่อมโยงโลจิสติกส์และการค้า FTA

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯ หารือทูตเปรูฯ  ชื่นชมบทบาทกระชับสัมพันธ์ไทย–เปรู ครบรอบ 60 ปี เชื่อมโยงโลจิสติกส์และการค้า FTA ใกล้ปิดดีล

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.69.เวลา 09.00 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตเปรูฯ ได้หารือกันอย่างเป็นกันเอง โดยเอกอัครราชทูตเปรูแสดงความประทับใจต่อประเทศไทยและชื่นชมความร่วมมือที่ไทยมอบให้แก่เปรูมาโดยตลอด พร้อมทั้งกล่าวว่า ไทยและเปรูมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–เปรู รวมทั้งกระชับความร่วมมือในหลากหลายมิติ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเด็นหลักในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายต่างยินดีต่อความคืบหน้าในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–เปรู และหวังว่าจะสามารถเร่งรัดการเจรจาเพื่อให้มีการลงนามได้ภายในปีนี้

ด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่า ไทยและเปรูต่างเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการเกษตร จึงเห็นพ้องว่ายังมีโอกาสขยายความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมากในอนาคต โดยนายกรัฐมนตรีพร้อมยินดีให้ใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญเพื่อป้อนอาหารสู่เปรู รวมถึงภูมิภาคอเมริกาใต้

อนุทิน ชาญวีรกูล

ด้านโลจิสติกส์ เอกอัครราชทูตเปรูฯ ได้กล่าวถึงโครงการท่าเรือชางไก (Chancay Port) ซึ่งประเทศไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างอเมริกาใต้กับอาเซียน โดยมีประเทศไทยเป็นประตูสำคัญของภูมิภาค

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเปรูฯ สำหรับการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–เปรู พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต่อไป โดยย้ำว่าเอกอัครราชทูตฯ จะยังคงเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทยเสมอ และยินดีต้อนรับกลับมาเยือนไทยในทุกโอกาส

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

รัฐบาล ปัดตอบไทม์ไลน์ แก้รธน. หวั่นก้าวก่าย ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’

รัฐบาล ปัดตอบไทม์ไลน์ แก้รธน. หวั่นก้าวก่าย ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’

รัฐบาล ปัดตอบไทม์ไลน์ แก้รธน. หวั่นก้าวก่าย ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

‘รัฐบาล’ ปัดตอบไทม์ไลน์ แก้รธน. อ้างจะก้าวก่าย ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ ยันพร้อมหนุนรื้อกติกาประเทศ-การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกช่องทาง

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ตั้งถามกรณีกรอบเวลาและแนวทางการยื่นเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเป็นการแสดงความจริงใจและการเคารพเจตนำจงของประชาชนผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69

ทั้งนี้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเสนอร่างแก้ไขไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่โดยชอบของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยฐานะแกนนำรัฐบาลจะทำตามผลประชามติ  21.6 ล้านเสียง ซึ่งพรรคจะประชุมในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) และพิจารณาเนื้อหาเป็นประเด็นหลัก โดยหากสส.เห็นชอบ จะเดินหน้าเข้าชื่อ  1 ใน 5 เพื่อยื่นร่างแก้ไขต่อรัฐสภา

“รัฐบาลไม่สามารถกำหนดไทม์ไลน์ของการพิจารณาของรัฐสภาได้ เพราะไม่ทราบว่าผ่านวาระหนึ่งหรือไม่ และเมื่อได้ตั้งกรรมาธิการแล้ว จะใช้เวลาเมื่อใดรัฐบาลตอบไม่ได้ แต่รัฐบาลจะทำทุกกระบวนการตามที่เป็นอำนาจหน้าที่ เช่น การเร่งรัดทำประชามติครั้งที่สอง ให้ดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด หรือกระบวนการใดๆที่รัฐบาลเข้าไปมีส่วนร่วมตามกฎหมาย พร้อมกับสนับสนุนฝ่ายนิติบัญญัติให้แก้ไข ผมขอย้ำว่าไทม์ไลน์รัฐบาลไม่สามารถก้าวล่วงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติได้” นายภราดร กล่าว

จากนั้นนายนรเศรษฐ์ ตั้งคำถามต่อว่ารัฐบาลจะให้หลักประกันอย่างไรต่อการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่และทำให้รัฐธรมนูญมีความชอบธรรมและให้ประชาชนเป็นเจ้าของได้

นายภราดร ชี้แจงว่า ยืนยันว่าการมีส่วนร่วมของปรระชาชนต้องไม่ใช่ผ่านคูหาเลือกตั้ง แต่คือทำให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 3 วินาทีเข้าคูหากากบาท ส่วนจะทำอะไรได้หรือไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อระวังและประคองการแก้ไัฐธรมนูญเป็นไปโดยชอบและไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐบาลจะใช้ทุกกลไกและเครือข่ายหากรัฐสภาร้องขอเพื่อขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนเกิดจากความเห็นและความคิดที่แตกต่างหลากหลายของประชาชน ในทุกประเด็นทั้งที่เห็นตรงกันหรือไม่ตรงกันหรือไม่ โดยจะเป็นบทสุปของรัฐธรรมนูญของประชาชนที่จะเกิดขึ้น

รัฐต้องวางระบบที่ดี พริษฐ์ กาง 5 ข้อเสนอแนะ ลดความสูญเสียจากคนไม่กี่คน

รัฐต้องวางระบบที่ดี พริษฐ์ กาง 5 ข้อเสนอแนะ ลดความสูญเสียจากคนไม่กี่คน

รัฐต้องวางระบบที่ดี พริษฐ์ กาง 5 ข้อเสนอแนะ ลดความสูญเสียจากคนไม่กี่คน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.37 น.

วันนี้ 18 พฤษภาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างต่อกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นบริเวณแยกมักกะสัน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “[ หากเราไม่ต้องการให้เหตุการณ์ที่มักกะสันเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐมีหน้าที่วาง “ระบบที่ดี” ที่ขจัด ลงโทษ ลดแรงจูงใจ และลดความเสียหายต่อส่วนรวม จาก “พฤติกรรมที่ไม่ดี” ของคนไม่กี่คน ]

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความรู้สึกเจ็บปวดร่วมกันต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์บริเวณแยกมักกะสัน และเราทุกคนเป้าหมายร่วมกันที่ต้องการไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับใครอีกในอนาคต จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานข่าวตลอด 1 วันที่ผ่านมา ผมคิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธ ว่า “พฤติกรรม” ของผู้ขับขี่ยานพาหนะ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง “คนขับรถเมล์” ที่จอดรถคร่อมทางรถไฟและเขตห้ามหยุด และฝั่ง “คนขับรถไฟ” ที่ถูกตรวจว่ามีสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ตอนเกิดเหตุ

พริษฐ์ วัชรสินธุ

“พฤติกรรมที่ไม่ดี” เหล่านี้สมควรถูกวิจารณ์ แต่ผมอยากชวนทุกคนมองเพิ่มเติม ว่าหากเราไม่ต้องการให้ พฤติกรรมที่ไม่ดีของคนไม่กี่คน มาสร้างความสูญเสียกับคนอื่น สิ่งหนึ่งที่เราทำร่วมกันได้ คือการออกแบบ “ระบบที่ดี” ซึ่งย่อมหมายถึง ระบบที่มีประสิทธิภาพในการทำให้คนเปลี่ยนจากพฤติกรรมที่ไม่ดีมาเป็นพฤติกรรมที่ดี หรืออย่างน้อย ทำให้พฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น ไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อคนอื่นได้

ตัวอย่างของการสร้าง “ระบบที่ดี” เพื่อกำจัด “พฤติกรรมที่ไม่ดี”

1. หากเราไม่ต้องการให้คนขับรถฝ่าฝืนกฎจราจรเพราะความมักง่าย เราต้องมี “ระบบ” ในการตรวจจับและลงโทษผู้กระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้ได้จริง – เช่น การเพิ่มกล้อง AI หรือการออกโครงการรางวัลนำจับเพื่อระบุผู้กระทำผิด / การปรับปรุงกระบวนการออกใบสั่งให้ทำออนไลน์ได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องส่งจดหมาย (จากข้อมูลที่หน่วยงานแจ้ง กมธ. ในปี 2568 ตำรวจออกใบสั่งได้เพียง 10% ของจำนวนการฝ่าฝืนกฎจราจรทั้งหมด ที่ถูกระบุได้โดยกล้อง AI ใน กทม.)

พริษฐ์ วัชรสินธุ

แฟ้มภาพ

2. หากเราต้องการลดแรงจูงใจของคนขับรถในการฝ่าฝืนกฎจราจร เราต้องมี “ระบบ” วิศวกรรมจราจรที่ออกแบบเส้นทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้คนขับรถสามารถเดินทางได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องฝ่าฝืนกฎจราจร – เช่น ในแยกที่เกิดเหตุ เราจะเห็นว่าหากรถเมล์ทำถูกกฎจราจร รถเมล์จะไม่สามารถขับข้ามทางรถไฟและเขตห้ามหยุดได้เลย จนกว่าจะไม่มีรถเลี้ยวซ้ายจาก ถนนกำแพงเพชร 7 เข้าถนนอโศก-ดินแดง เหลืออีกแล้ว (ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก ด้วยปริมาณจราจรที่ใช้เส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน – รายละเอียด: https://www.facebook.com/photo/?fbid=10225543038561942&set=a.1018085431514)

3. หากเราต้องการลดการฝ่าฝืนกฎจราจรที่อาจเกิดขึ้นจากความสับสนโดยไม่ได้ตั้งใจของคนขับรถ เราต้องมี “ระบบ” ที่ออกแบบสัญญาณจราจรที่เชื่อมโยงกัน และสื่อสารกับผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยความชัดเจน เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าต้องทำอย่างไรหากต้องการปฏิบัติตามกฎจราจร – เช่น หากระบบไฟเขียว-ไฟแดง ไม่เชื่อมโยงกับระบบไม้กั้น ผู้ขับรถอาจได้รับสัญญาณที่ไม่ชัดเจน (เช่น ไฟจราจรขึ้นเป็นสีเขียว แต่กลับมีสัญญาณไฟ-สัญญาณเสียงจากไม้กั้น)

พริษฐ์ วัชรสินธุ

แฟ้มภาพ

4. หากเราต้องการไม่ให้พฤติกรรมการเสพสารเสพติด สร้างผลเสียต่อคนอื่นในสังคม เราต้องมี “ระบบ” ที่เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสารเสพติดของผู้ขับขี่ยานพาหนะ (เช่น รถไฟ รถเมล์) พร้อมบทลงโทษที่เข้มงวดในการระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ที่เกี่ยวข้อง – เช่น แม้ล่าสุด ทางกรมขนส่งทางรางได้เพิ่มมาตรการในการตรวจเจ้าหน้าที่เรื่องสารเสพติดและแอลกอฮอล์ (ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง) แต่หากระบบดังกล่าวมีมาก่อนหน้านี้ คนขับรถไฟที่เกิดเหตุอาจถูกคัดกรองออกได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ

5. หากเราต้องการทำให้ความเสี่ยงที่ใครจะถูกกระทบจากพฤติกรรมที่ไม่ดีของคนที่จุดตัดระหว่างทางรถไฟและถนน เหลือศูนย์จริงๆ เราต้องมี “ระบบ” ที่ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานหรือทบทวนผังเมือง เพื่อลดจุดตัดรถยนต์-รถไฟในใจกลางเมือง (เช่น โครงการทางรถไฟส่วนขาด (Missing Link) – รายละเอียด: https://www.facebook.com/pravinvongvuth/posts/pfbid02TnQe47E7gHHWKSKhdTWknVyGnuGCxHAgZgGvnDfFt1hMy4bfd71cYmf847YjT9ehl)

พริษฐ์ วัชรสินธุ

ดังนั้น หากเรายึดเป้าหมายที่เรามีร่วมกันในการทำทุกทางเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับใครอีกในอนาคต รัฐจึงมีหน้าที่ในการวาง “ระบบที่ดี” เพื่อขจัด ลงโทษ ลดแรงจูงใจ หรือลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวม จาก “พฤติกรรมที่ไม่ดี” ของคนไม่กี่คน”

หลังจากที่โพสต์ของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวเน็ตและผู้ติดตามเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก เช่น

“สวัสดีเช้าวันทำงานค่ะ ส ส พริษฐ์ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ”

“ปัญหานี้เป็นมานานมากแล้วครับ พฤติกรรมและจิตสำนึกในการคำนึงถึงความปลอดภัยการใช้เส้นทางการเดินทางร่วมกัน ผิดทั้งหมดในทุกภาคส่วน นอกจากรถไฟ รถเมล์ ผู้ใช้ยานพาหนะที่ชอบฝ่าฝืน แล้วจะต้องชี้ความผิดไปถึงหน่วยงานอื่นด้วย เช่น หน่วยงานดูแลรับผิดชอบด้านคมนาคม หน่วยงานออกแบบระบบถนนเส้นทางจราจร ตำรวจจราจร”

“เห็นด้วยค่ะv

“ถ้ายังไม่ทำระบบที่ดี ก็เห็นภาพข่าวแล้วว่ามีรถโดยสารประจำทางขับขึ้นไปติดคร่อมอยู่บนรางรถไฟเหมือนเดิม แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเพียง 1 วัน ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีการถอดบทเรียนอะไรเลย”

“ความเจริญจะสูงกว่าภูเขาแน่ๆครับ”

พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ วัชรสินธุ

ขอขอบคุณข้อมูลบและภาพจาก เฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ