ศุภจี นำทีมรัฐมนตรีลุยสุวรรณภูมิ เร่งแก้คอขวด ตม. เพิ่ม Auto Gate เป็น 33 สัญชาติ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:23 น.

“ศุภจี” นำทีมรัฐมนตรีลุยสุวรรณภูมิ เร่งแก้คอขวด ตม. เพิ่ม Auto Gate เป็น 33 สัญชาติ ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกถึงปลายทาง

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการยกระดับประสบการณ์และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือที่ห้อง CIP 1 อาคารผู้โดยสาร

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการเห็นปัญหาจริงที่ด่านหน้าของประเทศ เพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงสนามบิน แต่เป็นจุดแรกที่นักเดินทางสัมผัสประเทศไทย หากการเข้าเมืองใช้เวลานานหรือเกิดความไม่สะดวก ย่อมกระทบความประทับใจ ความเชื่อมั่น และรายได้ท่องเที่ยวทั้งระบบ

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นรายได้มูลค่าสูงของประเทศ และรัฐบาลต้องการให้รายได้นี้มีความมั่นคงมากขึ้น จึงต้องดูแลตั้งแต่ความสะดวก ความปลอดภัย การผ่าน ตม. การรับกระเป๋า การเดินทางออกจากสนามบิน ไปจนถึงประสบการณ์ระหว่างรอคิว

“วันนี้ไม่ได้มาดูเพียงว่าคิว ตม. ยาวเท่าไร แต่ต้องดูว่าอะไรแก้ได้ทันที อะไรต้องใช้งบประมาณ อะไรต้องแก้กฎหมาย และอะไรต้องวางแผนระยะยาว ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันแก้เป็นส่วน ๆ” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า มาตรการระยะสั้นต้องเน้นลดเวลารอคิว บริหารกำลังเจ้าหน้าที่ให้ตรงกับช่วงเที่ยวบินหนาแน่น เพิ่มพื้นที่พักคอย และขยายจำนวนสัญชาติที่ใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ หรือ Auto Gate เพื่อระบายผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงต่ำออกจากคิวตรวจเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังให้เร่งแก้ปัญหา Thailand Digital Arrival Card หรือ TDAC หลังพบว่านักท่องเที่ยวบางส่วนถูกเว็บไซต์ปลอมหลอกเรียกเก็บค่าบริการ ทั้งที่ระบบทางการไม่มีค่าธรรมเนียม จึงต้องประสานสายการบินให้แจ้งผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนเช็กอิน พร้อมสแกน QR Code ทางการให้ถูกต้อง

นางศุภจี กล่าวว่า อีกโจทย์สำคัญคือการทำให้ เวลารอไม่กลายเป็นประสบการณ์ลบ โดยอาจนำแนวคิด Hospitality มาใช้ เช่น ระบบคิวที่ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องยืนกดดันในแถวตลอดเวลา หรือกิจกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยระหว่างรอ เพื่อเปลี่ยนคอขวดให้เป็นจุดสร้างความประทับใจ

สำหรับระยะกลาง นางศุภจีระบุว่า ได้มอบให้นายสิริพงศ์หารือร่วมกับ ทอท. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ Satellite Terminal เป็นจุดตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม พร้อมแนวทางเชื่อมผู้โดยสารที่ผ่าน ตม. แล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อลดแรงกดดันจากโถงกลางของอาคารหลัก

ส่วนระยะยาวต้องเร่งแผน East Terminal เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสุวรรณภูมิ รองรับจำนวนนักเดินทางที่สูงขึ้น รวมถึงเตรียมระบบให้พร้อมก่อนมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวในปีหน้า เพราะเมื่อไทยต้องการยกระดับรายได้จากผู้มาเยือน ก็ต้องยกระดับบริการรองรับไปพร้อมกัน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มองว่าความประทับใจแรกของนักท่องเที่ยวเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามบิน หากต้องรอคิวในช่วงพีก การจัดการด้านกายภาพต้องเดินคู่กับการดูแลความรู้สึกของผู้โดยสาร โดยเตรียมหารือ ททท. นำการแสดงโขน หุ่นละครโจหลุยส์ หรือดนตรีพื้นบ้านมาสร้างบรรยากาศไทยในจุดที่เหมาะสม

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเร่งเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งขาเข้าและขาออก โดย ทอท.มีแผนปรับพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่มาเช็กอินก่อนเวลา และปรับบางพื้นที่เป็นพื้นที่กิจกรรมหรือเชิงพาณิชย์ เพื่อลดความแออัดในอาคารผู้โดยสาร พร้อมผลักดัน East Terminal และศึกษาการเปิด ตม. ที่ Satellite Terminal เป็นแผนระยะกลาง

พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผู้บังคับการกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 กล่าวว่า ตม.เตรียมขยาย Auto Gate ขาเข้าสำหรับชาวต่างชาติจากกลุ่มเดิม เป็น 33 สัญชาติ จากปัจจุบันที่รองรับบุคคลสัญชาติไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยคัดจาก Henley Passport Index สถิติการปฏิเสธเข้าเมืองต่ำ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงน้อย คาดเริ่มทันไฮซีซั่นปีนี้แน่นอน

พล.ต.ต.คธาธร กล่าวว่า ปัจจุบันช่วงโลว์ซีซั่น สุวรรณภูมิมีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ย 70,000-75,000 คนต่อวัน ช่วงพีก 14.00-17.00 น. มีผู้โดยสารเข้า ตม. 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง ส่วนไฮซีซั่นอาจเพิ่มเป็น 85,000-100,000 คนต่อวัน เจ้าหน้าที่จะจัดกำลังเต็มทุกช่องตรวจในช่วงหนาแน่น

สำหรับช่อง Auto Gate ใช้เวลาตรวจเฉลี่ย 24-30 วินาทีต่อคน หากไม่มีประเด็นด้านความมั่นคง โดยเมื่อระบบพร้อมเต็มที่คาดว่าจะช่วยให้ผู้โดยสารขาเข้าราว 50% ใช้ช่องอัตโนมัติได้ ขณะที่กลุ่มที่ต้องตรวจละเอียดจะยังผ่านเจ้าหน้าที่ตามมาตรฐานความมั่นคง

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือการใช้ประโยชน์พื้นที่รอบสนามบิน พื้นที่พักคอยผู้โดยสารต่อเครื่อง จุดบริการร้านค้าและอาหารขาเข้า การจัดระเบียบรถสาธารณะ การดูแลสายพานรับกระเป๋า การลาดตระเวนร่วมของตำรวจท่องเที่ยว การปราบไกด์เถื่อน และการใช้ CCTV กับศูนย์สั่งการอัจฉริยะดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวด้วย

นางศุภจี กล่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และผลลัพธ์ชัดเจน เรื่องใดทำได้ทันทีต้องเร่งทำ เรื่องใดต้องใช้โครงสร้างหรืองบประมาณต้องนำกลับไปวางแผนในระดับรัฐบาล เพื่อให้สุวรรณภูมิเป็นประตูประเทศที่สร้างความประทับใจ และรองรับ Visitor Economy ได้จริง

นักท่องเที่ยว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สุวรรณภูมิ

เกาหลีใต้ ส่งเครื่องยนต์ใหม่ ถึงไทย ทร. โชว์รับของ จ่อติดตั้งใน ‘เรือหลวงภูมิพล’ หลังเครื่องยนต์เก่าพัง

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:13 น.

“เกาหลีใต้” ส่งเครื่องยนต์ใหม่ ถึง “ไทย” ทร. โชว์รับของ จ่อติดตั้งใน เรือฟริเกตภูมิพล หลังเครื่องยนต์เก่าเจ๊ง “กมธ. ทหาร” ติดตามความคืบหน้า แก้ไขจุดบกพร่อง ก่อนเคาะอู่ต่อเรือลำใหม่

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร นำคณะกรรมาธิการตรวจเยี่ยม และศึกษาดูงานด้านกิจการทหารเพื่อความมั่นคง โดยมี พลเรือตรี สุมิตร ชอบสอาด เจ้ากรมแผนการช่าง กรมอู่ทหารเรือ ให้การต้อนรับ

นายเอกราช เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่อมาติดตามความคืบหน้าโครงการซ่อมบำรุงเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรับทราบว่า ผู้ปฏิบัติงานติดขัดการบริหารจัดการสิ่งใดบ้าง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการทหารก็ติดตามเรื่องฟริเกต ทั้งเรือใหม่ที่จะจัดหา และเรือที่ซ่อมบำรุงอยู่ แม้ว่า รายละเอียดแผนการซ่อมทำเป็น ความลับทางราชการ แต่ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ติดต่อมาเพื่อติดตาม ซึ่งพบว่า อยู่ในห้วงการดำเนินงานตามแผน และบางส่วนต้องรองบประมาณปี 2570 ส่วนสิ่งใดที่ติดขัดทางสภาก็พร้อมที่จะสนับสนุน และนำข้อมูลที่ได้รับจากทางหน่วย เพื่อนำไปผลักดันต่อไป

สำหรับสิ่งที่เป็นห่วงมากก็คือ ในเรื่องของการลงทุน ที่ตนอยากฝากไปถึงรัฐบาล และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า หากเราอยากเสริมสร้างศักยภาพประเทศ และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลก็ควรจะสนับสนุนให้กรมอู่ทหารเรือ มีแผนเตรียม และรองรับวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องของการต่อเรือ ซึ่งสิ่งที่เราขาดตอนนี้คือ สถานที่ในการต่อเรือให้ได้ 100% ดังนั้นหากไม่เริ่มวันนี้ และไปเริ่มอีก 5-6 ปีข้างหน้าก็ช้าไปแล้ว จึงต้องวางแผนเรื่องสถานที่ แผนการลงทุน เพื่อให้อนาคตไทยต่อเรือฟริเกตเองได้ หากมอง 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้พาไปดูการตรวจรับเครื่องยนต์เอ็มทียู (MTU) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ส่วนกรณีอาวุธต่อสู้อากาศยานระยะประชิด หรือ Phalanx Close-In Weapon System (CIWS) ยังไม่สามารถใช้การได้นั้น ทางกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ตามได้ซักถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะไม่อยากให้เกิดกับเรือฟริเกต ตามงบประมาณปี 2569 ที่กองทัพเรือจะคัดเลือก

ด้านพลเรือตรี สุมิตร ตอบคำถามกรณีอู่ราชนาวีฯ จะสามารถรองรับ Offset โครงการเรือฟริเกตที่กองทัพเรือจัดหา ลำที่ 1 ในปีงบประมาณ 2569 ได้หรือไม่ว่า ยังไม่ทราบว่า Offset เป็นอย่างไร จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าอู่พร้อมหรือไม่ แต่หากพูดถึงการสร้างเรือที่แห่งนี้เคยสร้างเรือมา 2 ลำ เรือหลวงกระบี่ และ เรือหลวงประจวบฯ ซึ่งเราก็มีองค์ความรู้พอสมควรในการสร้างเรือ

เรือฟริเกตภูมิพล, เรือหลวงภูมิพล

วีระ กังขา งบศาลยุติธรรม มีเงินสด-เงินฝากกว่า 3.7 หมื่นล้าน รองเลขาฯแจงยิบ 

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

‘วีระ’ กังขา ‘งบศาลยุติธรรม’ ทั้งเงินสด-เงินฝาก สูงลิ่ว ด้าน ‘ศาลฯ’ แจงเป็นเงินค่าธรรมเนียม-ค่าปรับ ต้องคืนเมื่อคดีสิ้นสุด ไม่ใช่รายรับ

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ. คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการของบประมาณของหน่วยงานศาล

โดยช่วงหนึ่งของการอภิปรายของกมธ. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ซักถามต่องบประมาณสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ขอจัดสรร 3.7หมื่นล้านบาท ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานมีเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด มากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งบการเงินที่เป็นเงินสด 48 ล้านบาท เงินทดลองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝาก 2.6หมื่นล้านบาท ฝากประจำ 689 ล้านบาท ฝากคลัง 9,520 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คล้ายกับเงินกระแสรายวันไม่มีดอกเบี้ย ทั้งนี้เงินสดที่หน่วยงานมีจะทำอย่างไรได้หรือไม่ที่จะนำออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ประเทศ เพื่อลดภาระทางงบประมาณ

จากนั้น นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า งบการเงินของศาลธุติกรรมรวมเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 3.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่เงินที่ศาลจะนำไปใช้ได้ เพราะเป็นส่วนที่ต้องคืนเมื่อพิจารณาคดีแล้วเสร็จ จึงไม่ใช่เงินรายรับของศาล แต่เป็นเงินที่ต้องคืน โดยเงินฝากที่มีระยะสั้น จำนวน 2.7หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมปรับ 907 ล้านบาท ของศาล 280 แห่ง และเป็นเงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน จำนวน 51 ล้านบาท ต้องรอนำส่งสิ้นนปีงบประมาณ

นายภพ ชี้แจงต่อว่าส่วนเงินจำนวนมากจะเป็นเงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความกำหนด และเป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาล ซึ่งไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล และไม่ใช่เงินค่าปรับ แต่เป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณา เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ เงินค่าทำเนียมอื่นๆ ที่รอศาลตัดสิน จึงเป็นเงินที่มีภาระที่ต้องคืนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลย โดยต้องรับชำระเงินไปเมื่อคดีเสร็จสิ้น

นายภพ ชี้แจงด้วยว่า อีกส่วนจะมีเงินฝากของคู่ความที่วางไว้เพื่อส่งคำคู่ความ ถือเป็นเงินรับฝาก จำนวน 437 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างรอจ่าย และเป็นเงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาทเพื่อจ่ายให้กับฝ่ายที่ชนะคดี ดังนั้นส่วนของเงินสด หรือรายการเทียบเท่า จำนวน 3.6 หมื่นล้านบาทนั้น มีจำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท ที่มีภาระผูกพันธ์

“ขณะที่เงินที่ศาลนฝากคลัง เป็นส่วนของเงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท คือการดำเนินการตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการจ่ายคืนให้กับคนที่วางหลักประกันไว้ หรือมีการบังคับหลักประกัน ซึ่งเป็นเงินที่มีภาระผูกพันธ์ และมีเงินค่าธรรมเนียมศาลอีกส่วนหนึ่งจำนวน 9,000 กว่าล้านบาทเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินฝากค่าทำเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้ แต่สุดท้ายก็จะมีการใช้ในเรื่องของตามภารกิจนั้นๆ ยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่ใช่เงินรายรับ” นายภพ ชี้แจง

งบศาลยุติธรรม, วีระ, ศาลยุติธรรม

พิพัฒน์ เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ศึกษา ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ ที่จะนะ เหตุเขตท่าเรือสงขลา ขุดเพิ่มไม่ได้

17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:11 น.

“พิพัฒน์” เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ฯศึกษา ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ของสงขลาที่จะนะ ชี้เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ภาคเอกชนลงทุนเอง เขตท่าเรือสงขลา ไม่สามารถขยาย รองรับเรือขนาดใหญ่ เหตุขุดลึกเพิ่มไม่ได้ติดโบราณสถาน

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.ว่าตนในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย และนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ( กรอ. ) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ที่ทั้ง 5 จังหวัดอยากได้ รวบรวมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาก่อนเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 31 ส.ค. อีกครั้งหนึ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าส่วนใหญ่จะเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งปีที่แล้วจังหวัดสงขลา เจออุทกภัยหนัก และ 4 จังหวัดที่เหลือได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังจังหวัด ว่าจะมีการปรับสีใหม่หรือ จะมีการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เพราะรายได้ต่อคน ต่อปี ค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด ส่วนจังหวัดสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ ซึ่งจะเป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรมลงทุนโดยภาคเอกชน

เมื่อถามว่าจะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้ล้มโครงการ แต่เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ฯ ได้ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ ที่สภาพัฒน์ฯ ลงไปสำรวจเรื่อง SCA ซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือการสร้างท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากเรามีท่าเรือน้ำลึกสงขลา อยู่แล้ว แต่วันนี้เกิดปัญหาความแออัด ที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวล เพราะท่าเรือไม่พอกับการรองรับ กับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งท่าเรือสงขลา ไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร ซึ่งติดกับรากหิน เรียกว่าเขาหัวแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน จึงไม่สามารถที่จะลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตรได้ ดังนั้นจะมีปัญหาว่าเรือมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ ตรงนี้จะศึกษาเพิ่มเติม ตามที่นายสรรเพชญ ไปหาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า จะนำให้สภาสภาพัฒน์ฯ ศึกษาต่อใหม่

เมื่อถามถึงงบประมาณ ที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่ายังไม่เห็นสรุปตัวเลข แต่ที่นำเสนอมาเป็นเรื่องของตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ดังนั้นในส่วนของภาครัฐก็คือการอนุมัติโครงการเท่านั้นเอง แต่หลักใหญ่คือเรื่องของผังเมือง

คมนาคม, ท่าเรือสงขลา, พิพัฒน์, เรือน้ำลึกแห่งใหม่

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรดิลก ขึ้นเป็น พระพรหมวชิรมุนี

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:57 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรดิลก ขึ้นเป็น พระพรหมวชิรมุนี

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรมุนี มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณะ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฐิติ วุฒิพิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เพจดังจี้ถาม เหมาะสมไหม? ม.อ.ปัตตานี จัดเสวนา ผูกขาดเชิญพรรคส้ม 2 เดือน 4 งาน แลกชั่วโมง นศ.

17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:17 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก เปิดโปง BRN ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องของพรรคประชาชนจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดยระบุว่า 2 เดือน 4 กิจกรรม 17.ก.ค.69 , 24 ก.ค.69 11 ส.ค.69 และ 21 ส.ค.69 นี่คือตัวเลขที่พรรคประชาชนจัดกิจกรรมเสวนาทางการเมืองที่ มอ.ปัตตานี

อาจฟังดูแล้วไม่เห็นจะแปลกตรงไหน แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าบอกว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นทั้งหมดนี้บังคับให้นักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับคนละ 3 ชั่วโมงกิจกรรมแบบนี้แปลกหรือยัง ?

โดยรายละเอียด ดังนี้

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน และนายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน บรรยายวิชาหลักรัฐศาสตร์ให้นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 ในหัวข้อ “รัฐโปร่งใสและรัฐก้าวหน้ากับกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้” โดยเปิดให้นักศึกษาถามคำถาม

24 กรกฎคม 2569 กิจกรรมบรรยายพิเศษ รายวิชา 196-204 THEORY AND POLITICAL PHILOSOPHY หัวข้อ การเมืองในอุดมคติกับการเมืองที่เป็นจริง : จากเผด็จการการเลือกตั้งสู่การเมืองที่ดีกว่า

โดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

11 สิงหาคม 2569 กิจกรรม รัฐ (ทำ) นูญ กติกาของประชาชน หรือ เครื่องมือของผู้มีอำนาจ

โดย รักชนก ศรีนอก สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาชน

ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

นักศึกษาที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง

21 สิงหาคม 2569

กิจกรรม ใต้เงาระบอบสีน้ำเงิน แค่ยุคทองของบ้านใหญ่ หรือ การเมืองใหม่ถึงกาลอวสาน

โดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

เต้ ยื่น ผบ.ตร.ตรวจสอบการพกปืน นายกฯ-ภรรยา สส.-สว.และผู้ติดตาม มั่นใจเจอเพียบ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:39 น.

เต้ มงคลกิตติ์ ยื่น ผบ.ตร.ตรวจสอบการพกปืน นายกฯ-ภรรยา  สส.-สว.และผู้ติดตาม มั่นใจเจอเพียบ พร้อมเสนอทบทวนสิทธิเจ้าหน้าที่พื้นที่เสี่ยง – ผุดตั้งมาเฟียสีขาวในโรงเรียน ป้องกันความรุนแรง

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ 007 ” หัวหน้าพรรคก้าวล้ำ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนของบุคคลที่อยู่ในแวดวงการเมืองตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ภรรยา รัฐมนตรี สส. และสว. ตลอดจนบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตามหรือรักษาความปลอดภัย โดยเน้นย้ำว่าต้องการให้ตรวจสอบว่าอาวุธที่มีการครอบครองนั้นมีทะเบียนถูกต้อง และมีเอกสารอนุญาตให้พกพาตามกฎหมายหรือไม่

เต้ มงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุปันมีอาวุธปืน ที่อยู่ด้วยกันครอบครองของประชาชนกว่า 10 ล้านกระบอก แต่นโยบายนายกรัฐมนตรี ห้ามพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ ตนจึงมายื่นหนังสือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันเตรียมเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอาวุธที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลที่เดินทางติดตามบุคคลสำคัญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงรถที่ใช้ติดตามนักการเมืองและบุคคลสำคัญ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ทราบว่าอาวุธที่พบ หากมีการตรวจสอบจริง มีเอกสารการครอบครองและการพกพาถูกต้องหรือไม่ พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบควรครอบคลุมอย่างเสมอภาค ไม่ควรยกเว้นเพียงเพราะผู้เกี่ยวข้องมีตำแหน่งทางการเมือง และการตรวจค้นก็ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าตนเองเชื่อว่าจะเจอแน่นอน เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีใบอนุญาตพกพา หรือ ป.12 และอีกส่วนก็เป็นปืนเถื่อน

เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงประสบการณ์ในช่วงที่เคยทำงานการเมืองและลงพื้นที่หาเสียง โดยระบุว่าเคยพบเห็นอาวุธในรถของบุคคลที่รู้จัก และไม่ทราบว่าอาวุธดังกล่าวมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยตรง ซึ่งข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการมีอาวุธหรือการไม่มีใบอนุญาตของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจก่อนที่จะสรุปว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังย้ำถึงกรณีที่บุคคลบางรายมีอาวุธที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพกพา โดยเห็นว่าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การมีอาวุธไว้ในครอบครองอย่างถูกต้อง” กับ “การนำอาวุธติดตัวหรือพกพา” ซึ่งอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายที่แตกต่างกัน เช่น สถานการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า หากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต้องนำอาวุธไปเก็บไว้ที่หน่วยงานเมื่อหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ อาจเกิดช่องว่างในช่วงเดินทางกลับบ้านหรือเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าควรมีกฎหรือข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ที่มีภารกิจด้านความปลอดภัยหรือไม่

พร้อมยกตัวอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม ซึ่งบางครั้งต้องปฏิบัติภารกิจนอกเวลาราชการหรือทำงานต่อเนื่อง หากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการเดินทาง อาจมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ในการป้องกันตัว จึงเสนอให้การออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการพกพาอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐพิจารณาจากลักษณะงาน ความเสี่ยง และพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ โดยย้ำว่าต้องไม่ทำให้เกิดช่องว่างที่กระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงปัญหาความรุนแรงและการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา โดยเฉพาะการบูลลี่ระหว่างนักเรียน รวมถึงการด่าทอกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้เสนอแนวคิดให้สถานศึกษามีบุคคลหรือกลุ่มนักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการระงับเหตุและการช่วยป้องกันความขัดแย้งในโรงเรียน ซึ่งเรียกว่า “มาเฟียสีขาว” โดยให้ทำหน้าที่ในเชิงป้องกัน ช่วยห้ามปรามหรือแจ้งครูและผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการความขัดแย้งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนลุกลามกลายเป็นเหตุรุนแรงหรือเข้าสู่กระบวนการทางอาญา พร้อมเสนอให้พิจารณาสร้างระบบการดูแลนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย

เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการกลั่นแกล้งผ่าน โซเชียลมีเดีย โดยเห็นว่าควรมีผู้ใหญ่หรือบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับผลทางกฎหมายและผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาความขัดแย้งในโลกออนไลน์พัฒนาไปสู่ความรุนแรงในชีวิตจริง

เต้ มงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงทิศทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี หลังมีการสอบถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคก้าวล้ำอาจส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ( นายก อบจ.นนทบุรี ) โดยยืนยันว่า พรรคก้าวล้ำไม่ได้ส่งผู้สมัครในนามของพรรค แต่จะทำหน้าที่ในลักษณะ “ไปเป็นเพื่อน” และพร้อมเดินทางไปร่วมในวันที่ผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยผู้สมัครที่กล่าวถึงจะลงในนามอิสระ ยอมรับว่าบรรยากาศทางการเมืองในจังหวัดนนทบุรีว่า มีการแข่งขันที่น่าจับตา และมีหลายกลุ่มเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยพรรคก้าวล้ำจะไม่ได้ส่งผู้สมัครเอง แต่จะสนับสนุนในลักษณะช่วยลงพื้นที่และให้กำลังใจผู้สมัครที่เห็นว่าเหมาะสม โดยคาดหวังให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันอย่างสุจริต ไม่มีการซื้อเสียง และยอมรับผลการเลือกตั้ง หากใครได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็ควรได้เข้ามาบริหารจังหวัด

นายกฯ, อาวุธปืน, แนวหน้าออนไลน์

‘เสรีพิศุทธ์’ โผล่ศาลบุรีรัมย์ สู้ที่ดินเขากระโดง แนะ ‘เนวิน’ ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี ลั่นสู้ไปยังไงก็ไม่ชนะ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

เสรีพิศุทธ์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินทางมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จากกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ดินเขากระโดง โดยใช้เวลาไต่สวนนานกว่า 3 ชม. แนะ ‘เนวิน’ ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี จะดื้อรั้นไปทำไม ขึ้นศาลยังไงก็แพ้ เผยหากยอมคืนแต่ตอนนี้ ตนก็จะยอมถอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 17 ส.ค.69 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะและทีมทนายความ ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาขึ้นศาลไต่สวนในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์

โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ตู้ ยี่ห้อ อัลฟาด สีดำ ทะเบียน ฉพ 777 กรุงเทพมหานคร ขับมาจอดที่หน้าบริเวณหน้าศาลขังหวัดบุรีรัมย์ จากนั้นในเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และคณะได้เดินขึ้นศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งการเดินทางมาศาลของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชน เนื่องจากคดีดังกล่าวมีที่มาจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เป็นกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของศาล โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามที่ได้มีการนัดหมายไว้ ซึ่งการไต่สวนมูลฟ้องเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม และยังมิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา โดยภายหลังจากนี้จะต้องรอผลการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ว่าจะมีคำสั่งหรือกำหนดขั้นตอนดำเนินการในคดีต่อไปอย่างไร ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นแห่งคดีนั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล จึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นหรือการนำเสนอในลักษณะที่อาจกระทบต่อการพิจารณาคดี

เสรีพิศุทธ์

จากนั้นเวลา 12.40 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินลงมาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้สนับสนุน แฟนคลับมาร่วมให้กำลังใจอยู่หน้าบริเวณหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมาก รวมถึงได้มีประชาชน และอดีตข้าราชการ ที่อ้างว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์ มายื่นหนังสือข้อร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับหนังสือข้อร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้วในวันนี้ตนเองไม่จำเป็นต้องมาศาลหรอก เพราะเป็นเรื่องของศาลกับฝ่ายโจทย์ เพียงแต่ฝ่ายของตนจะต้องตั้งทนายมาซักค้านเท่านั้น แต่ตนมีคามตั้งใจที่จะมาพบตัวนายเนวิน ด้วยตนเอง และอยากจะสอบถามกับตัวของนายเนวินโดยตรง ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาไปหมดแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมคืน และยังจะดื้อรั้นไปทำไม เพราะตนเห็นอย่างกรณีคดีที่เกี่ยข้องกับที่ดินแพ้ทุกคดี แม้กระทั่งฝ่ายจำเลยที่ถูกการรถไฟฟ้อง ว่าไปบุกรุกที่ดินของการรถไฟก็ยังแพ้

เสรีพิศุทธ์

กรณีของนายเนวิน มันมีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ลำรางสาธารณะ คู คลอง มันเห็นตำตา เพราะว่าถ้าเผื่อยังขืนดื้อดันต่อไป รับรองได้ว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ยืนยันว่ายังไงก็ติดคุก แต่ถ้าเผื่อยอมคืนตั้งแต่ตอนนี้ ตนก็อาจจะจบเรื่องลงตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ และขอให้คืนซ่ะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องในลักษณะดังกล่าวมองว่าเป็นการตั้งใจฟ้องเพื่อปิดปากหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า มันแน่อยู่แล้วเพราะต้องการฟ้องไม่ให้ตนเองพูดต่อไป หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนอย่างตนเองผ่าคดีฟ้องหมิ่นประมาทมาเป็นร้อยคดีไม่ต่ำกว่า 300 คดี และไม่เคยแพ้เลยสักคดีเดียว

เสรีพิศุทธ์

ถามต่อว่า ครั้งนี้อยากฝากอะไรถึงคุณเนวิน พล.ตงอ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็อยากจะฝากว่าสู้กับตนในเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ชนะตนเองอยู่แล้ว ยอมคืนที่ดินซ่ะดีกว่า เพราะถ้ายอมคืนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเคารพกฎหมาย เราจะไปทำทำไมเพราะว่าที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งเขาอาจจะคิดว่าตนเองมีความโกรธเคืองเขาก็เรื่องของเขาแต่ตนเองไม่คิด เพราะต้องเข้าใจว่าเมื่อปี พ.ศ.2538 ตนเองเคยจับกุมหัวคะแนนของนายเนวิน คดีจ่ายเงินซื้อเสียงตอนนั้นจับกุมได้เงินสด 11 ล้านบาท หัวคะแนนคนนั้นก็ถูกดำเนินคดีให้จำคุก แต่ทางนั้นก็มาฟ้องกลับตน ตนเองก็ฟ้องกลับคืนว่าฟ้องเท็จ ก็โดนศาลสั่งจำคุกอีก ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นฝ่ายที่โกรธตนเอง แต่ตนไม่เคยคิดที่จะโกรธเขาเลย

เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์
เสรีพิศุทธ์

ที่ดิน, บุรีรัมย์, เขากระโดง, เนวิน ชิดชอบ, เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

สภา กทม.คิกออฟ เปิดประชุม ตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง ปม ส.ก. เสียบบัตรแทนกัน พิจารณาใน 60 วัน ชี้มีมูลหรือไม่

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:35 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 วาระเรื่อง การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)เข้าร่วมประชุม

นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่าในที่ประชุมว่า ด้วยนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ยื่นเรื่อง ร้องเรียนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 กล่าวหานายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก. เขตยานนาวา(พรรคประชาชน) ว่ากระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 12 ข้อ 14 ข้อ 17 และข้อ 19 โดยระบุถึงเรื่องอันเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิยื่นเรื่องร้องเรียน พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติกรรมตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว กล่าวคือ การออกเสียงลงคะแนนแทน ส.ก.ท่านอื่น ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 ในการพิจารณาลงมติญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ฉบับที่… พ.ศ. … เสนอโดย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก และการพิจารณา 3 วาระรวดเดียว ซึ่งเป็นการกล่าวหาถึงการกระทำในขณะที่ นายภัทรศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ส.ก. และเป็นการยื่นร้องเรียนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณเกิดขึ้น

ประกอบกับ นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ส.ก. เขตสัมพันธวงศ์ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก. เขตบางกอกใหญ่ และ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก. เขตคลองสาน (พรรคประชาธิปัตย์) รวม 4 คน มีหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร เรื่องขอให้ตรวจสอบกรณีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครผู้อื่น อันอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นการกล่าวหาในเรื่องเดียวกันกับศรีสุวรรณ จรรยา

สำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบคำร้องเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว เห็นว่าถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการรับเรื่องร้องเรียน การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา วิธีพิจารณา การสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และวิธีพิจารณาสอบสวนของคณะกรรมการจรรยาบรรณสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2560 จึงเสนอเรื่องต่อประธานสภา เพื่อเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ตามข้อ 29 แห่งข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 กรณีมีการร้องเรียนสมาชิกตามข้อ 28 ให้สภาตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจำนวน 3 คน จากสมาชิก เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และเสนอความเห็นต่อประธานสภาฯ ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พิจารณาเรื่องที่ได้รับร้องเรียนตามข้อบังคับนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องจากประธานสภาฯ หากมีความจำเป็นไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการขอขยายเวลาต่อประธานสภาฯได้ไม่เกิน 30 วัน

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงหวิทยา ส.ก. เขตลาดกระบัง (กลุ่ม Better Bangkok) ลุกขึ้นเสนอรายชื่อ โดยกล่าวว่า ภายหลังได้มีการหารือร่วม กับสมาชิกโดยไม่อิงพรรคการเมืองไม่อิงกลุ่มใดๆ มีความเห็นร่วมกันที่จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ 3 คน ซึ่งได้พิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสม ดังนี้ 1. นายสุชัย พงเพียรชอบ(พรรคประชาธิปัตย์) 2. นายวิพุธ ศรีวะอุไร(กลุ่มคนทำงาน) และ นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (พรรคประชาชน)

“การตรวจสอบครั้งนี้สำคัญต่อความเชื่อมั่นในสภากรุงเทพมหานคร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากรรมการทั้ง 3 ท่านยึดหลักธรรมาภิบาลถูกต้องโปร่งใส ประชาชน ที่ติดตามหาคำตอบไม่ได้เร่งการตรวจสอบ แต่สิ่งที่คาดหวังคือความจริง ฉะนั้นคณะกรรมการต้อง พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทั้งเหตุผลที่สนับสนุนและโต้แย้งขอให้ข้อเท็จจริงเป็นคำตอบสุดท้าย ไม่ใช่กระแสไม่ใช่อคติ เพราะความจริงต้องอยู่ในทุกฝ่าย” ส.ก.สุรจิตต์ กล่าว

จากนั้น นายสมชาย เวสารัชสกุล ส.ก.เขตสายไหม ลุกขึ้นแย้งรายชื่อที่ 3 ว่า ใน 3 รายชื่อมีหนึ่งรายชื่อเป็นผู้ที่อยู่พรรคเดียวกันที่มีปัญหา กลัวจะเป็นข้อครหาต่อสังคม ขอให้ประธานสภาพิจารณา ตัวเองไม่ได้ติดขัด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็หาทางแก้ไขให้ดีที่สุดคือ ต้องมาจากคนที่ไม่ได้อยู่ในกล่มพรรคเดียวกัน ประธานต้องมีความเป็นกลาง ใสสะอาด ไม่ให้มีข้อตำหนิได้ วันนี้ส.ก.บางคนก็ไม่ได้มาประชุมเพราะไม่ทราบ รายชื่อที่เสนอก็เสนอกันผ่าน LINE บางคนก็ไม่ได้อ่าน จึงเสนอให้ไปพิจารณารายชื่อใหม่

จากนั้น ส.ก.หลายคนได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นหลากหลาย ทั้งทักท้วง ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตามรายชื่อดังกล่าวซึ่งมีทั้งฝั่งผู้ถูกร้องและผู้ร้อง และมีการเสนอชื่อส.ก.คนอื่นแทน ทำให้นายวิพุธ ซึ่งเป็น 1 ในผู้ถูกเสนอชื่อลุกขึ้นขอถอนตัว พร้อมเสนอชื่อ นายสุรจิตต์ เป็นคณะกรรมการแทน

นายสุรจิตต์ รับเป็นรายชื่อที่ 3 โดยกล่าวว่า ขอบคุณ ส.ก.วิพุธ ที่สละตำแหน่งให้ “ผมรับไว้เอง จะได้จบ ขอประกาศใน ที่สภาแห่งนี้ว่า จะยึดหลักธรรมาภิบาล ความถูกต้องโปร่งใสเป็นสำคัญ ผมกลุ่มอิสระ”

ด้าน นายอัมรินทร์ กล่าวว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้เกียรติเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง “ผมขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เที่ยงธรรมยุติธรรมตามหลักพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง และขอถอดเข็มกลัดของพรรค เพื่อยืนยันเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าสภาแห่งนี้จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อบังคับของสภากรุงเทพมหานครเพื่อรักษาหลักธรรมาภิบาล”

และ นายสุชัย กล่าวว่า ขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจให้เป็นคณะกรรมการจรรยาบรรณ “เราจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเพื่อนำเรียนประธานสภาให้ดีที่สุด”

ท้ายสุด ประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 คือ 1. นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ 2. นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ 3. นายสุรจิตต์ พงษ์สิงหวิทยา พิจารณาเรื่องร้องเรียนตามข้อ บังคับนี้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม

สำหรับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดนี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเสนอผลการตรวจสอบรายงานประธานสภากรุงเทพมหานคร ว่ามีมูล หรือไม่มีมูล หากมีมูลจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป โดยประธานสภา กทม.จะดำเนินการตามข้อบังคับต่อไป

สภากรุงเทพมหานคร,กทม,สก,เสียบบัตรแทนกัน,พรรคประชาชน,

ไชยชนก ลั่น!ไม่กังวล เป็น รมต.สายล่อฟ้า หากฝ่ายค้านจ้องจองกฐินซักฟอก ไม่หวั่นถูกโยงการเมืองเรื่องพ่อ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 14:26 น.

17 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้าน และทุกอย่างที่เราสามารถรวบรวมได้ก็ทำไปเรื่อยๆ ระหว่างทำงาน ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องมุ่งทำงานต่อไป

เมื่อถามว่า ตัวรัฐมนตรีไม่กังวลที่จะถูกอภิปรายใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอยู่เหมือนกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ การเป็นสายล่อฟ้าก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ในข้อดีถ้าเรามีผลงานและสิ่งดีๆ จากหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ก็จะเป็นที่สนใจเป็นพิเศษก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร ถ้าเป็นสายล่อฟ้า

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าการอภิปรายครั้งนี้ ตัวรัฐมนตรีจะถูกโยงในเรื่องของการเมือง เนื่องจากกรณี นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิดา นายไชยชนก กล่าวว่า จะไม่โยงได้อย่างไร ตนเป็นเลขาธิการพรรคจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องเกี่ยวข้องและถูกโยงอยู่แล้ว

ไชยชนกชิดชอบ,เนวินชิดชอบ,พรรคภูมิใจไทย,ฝ่ายค้าน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,