สุทิน ข้องใจสื่อหลัก ปั่นข่าวตบหัวตำรวจ กลบดราม่า สส.ชัยชนะ วิจารณ์ รมต.คลัง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 08:53 น.

18 สิงหาคม 2569 นายสุทิน วรรณบวร อดีตสื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Sutin Wannabovorn ระบุว่า ไอโอโจมตี ส.ส.ชัยชนะ เรื่องวิจารณ์ รมต.คลัง หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ จู่ๆ เรื่องตบหัวตำรวจก็โผล่ขึ้นมา คนที่ไอโอบอกว่า ถูกทำร้ายไม่แจ้งความบอกว่าไม่มีอะไร แต่แปลกใจที่อธิบดีกรมตำรวจสั่งให้ผู้กำกับสอบสวน โดยส่วนตัวไม่ชอบหน้าผู้ถูกกล่าวหา แต่ในฐานะทำข่าวมาเกือบห้าสิบปี รู้สึกว่าสื่อกระแสหลักโดยเฉพาะทีวีปั่นกระแสนี้เกินเหตุ ผิดธรรมชาติสื่อที่ต้องพิจารณาว่าควรมีค่าเป็นข่าวไหม ถ้าผู้เสียหายเอาเรื่องตั้งแต่ต้นนั้นควรเป็นข่าว แต่นี้ใครไม่โพสต์ขี้นมา ก็นำมาปั่นเป็นข่าวใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องอะไรไม่เข้าใจสื่อ

ชัยชนะเดชเดโช, รมตคลัง, สุทินวรรณบวร

หนูซัดพวกแพ้เลือกตั้ง จองล้มรัฐบาล ลั่นไม่เกี่ยวปมฮั้วสว. แตะเบรกยื่นซักฟอก ฝ่ายค้านอย่านอกเกม ‘เท้ง’ประกาศเอาแน่ มีหลักฐานชัดโยงใคร

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

 “อนุทิน” ลั่นซักฟอก พร้อมตอบผลงาน เรื่องอื่นไม่ตอบ ย้ำไม่เกี่ยวเลือกสว.ปี’67 ก่อนรบ.เข้ามา เย้ย“ปชน.”แพ้เลือกตั้งต้องรับ อย่าอยู่นอกเกม ย้ำ“ไทยช่วยไทยเฟส 2” มุ่งทำเพื่อปชช. แต่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ-ประชานิยม ยันเงินในคลังยังไม่ขาด ก่อนบินลัดฟ้าเยือนซิดนีย์ในรอบ 14 ปี มุ่งกระชับสัมพันธ์ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ด้าน ‘ยศชนัน’โวพร้อมตอบตั้งแต่วันนี้ ขณะที่’ไชยชนก’ไม่กังวลเป็นสายล่อฟ้า เพราะมีทั้งข้อดีข้อเสีย จับโยง’เนวิน’เรื่องปกติของการเมือง ด้าน’พิพัฒน์’ไม่หวั่นพุ่งเป้า แต่ไม่รู้จะถูกซักฟอกเรื่องอะไร

เมื่อเวลา 09.00น.วันที่ 17สิงหาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองบิน6 ดอนเมือง (บน.6) ไปยังนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–20สิงหาคม2569 ก่อนเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20–22สิงหาคม2569 นายกฯมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ดสมิธ (Sydney Kingsford Smith Airport) นครซิดนีย์ ในเวลาประมาณ 21.05น.ของวันที่ 17ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3ชั่วโมง

 ‘หนู’ลั่นรมต.พร้อมตอบซักฟอก

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาฯ ที่จะถึง ว่า รัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมในการชี้แจงตอบข้อสงสัย หรือสิ่งที่ฝ่ายค้านรู้สึกว่าไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีหลายท่านที่ถูกพาดพิงก็ต้องพร้อมที่จะตอบให้เกิดความชัดเจนต่อประชาชน เราไม่ได้ตอบคนในสภาฯ เราตอบประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีทุกคนต้องมีความพร้อม

เฉพาะเรื่องงานรบ.-ฮั้วสว.ไม่เกี่ยว

เมื่อถามว่า ธงของพรรคประชาชน(ปชน.) ในการอภิปรายเหมือนจะเป็นเรื่องฮั้ว สว.นายอนุทิน กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบว่าใครมีธงอะไร รัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสว.ใดๆ ทั้งสิ้น สว.เป็นอีกสถาบันหนึ่ง เรื่องฮั้วสว.ก็เป็นคำบัญญัติของใครที่อยากบัญญัติขึ้นมา รัฐบาลนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในปี 2569 สว.เลือกกันปี 2567 เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้

เมื่อถามอีกว่าหากฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอภิปรายจะตอบหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับผลการทำงานของรัฐบาลนี้เราก็ตอบ อะไรไม่เกี่ยวข้องเราก็ไม่ตอบ

เมื่อถามอีกว่า นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ น และน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยคลิปสนทนา ฮั้วสว. นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องฮั้วสว.ถามตนไม่ได้ ตนอยู่ฝ่ายบริหาร มันมีความพยายามจะให้มาเกี่ยวโยงกับรัฐบาลก็คงเป็นการพยายามทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นต่างๆ ก็เป็นหน้าที่เป็นเกมของคนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลแล้วอยากเป็นรัฐบาล

แพ้ลต.ต้องยอมรับ-อย่าอยู่นอกเกม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะนี้นายกฯหัวเราะในลำคอ”หีหึ”ก่อนกล่าวอีกว่า”อย่าคิดมาก ทุกอย่างอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง จริงๆแพ้เลือกตั้งแล้วก็ต้องยอมรับกติกาก็ตรวจสอบไป แต่อย่าอยู่นอกเกม”

ไทยช่วยไทยเฟส2มุ่งทำเพื่อปชช.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 มีแนวโน้มอย่างไร ว่า เราต้องสมดุลกันตลอดเวลา เศรษฐกิจต้องเดินไปได้ ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย รัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณได้ มันต้องมีหลายองค์ประกอบ ที่มันบรรจบเข้าด้วยกัน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่รูปแบบของการดูแล ต้องเป็นรูปแบบที่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยม ต้องเป็นการร่วมกันและเป็นช่วงเวลาจังหว่ะที่ดี

ยืนกรานเงินในก.คลังยังใม่ขาด

เมื่อถามว่าไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 จะต้องมีใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าอะไรที่ทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราต้องคิดทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวเมื่อถามว่า เงินในคลังยังสามารถซัพพอร์ต เรื่องนี้ได้ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยขาด

ซัด’เฟกนิวส์’ชุมนุมหน้าทำเนียบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเผยแพร่เฟกนิวส์ชุมนุมขับไล่นายกฯ หน้าทำเนียบรัฐบาลและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า เฟกนิวส์ คือเฟกนิวส์ การเสพสื่อเหล่านี้ก็ควรจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะบานปลาย โดยการปลุกระดมทางโซเชียล นายกฯกล่าวว่ารัฐบาลทำงานทุกอย่างตามภารกิจหน้าที่ ด้วยความทุ่มเทและซื่อสัตย์สุจริต

ทำเนียบฯปกติ-ไม่มีม็อบปิดถนน

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบโดยรอบทำเนียบรัฐบาล พบว่าไม่มีการชุมนุมของมวลชนตามภาพที่เผยแพร่ มีเพียงกลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ประมาณ 200 คน ที่ใช้พื้นที่ถนนพระราม 5 ข้างศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กางเต้นท์ปักหลักติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน และหนี้สิน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้เป็นการกีดขวางการจราจรแต่อย่างใด ทั้งนี้ ภาพม็อบดังกล่าวที่ถูกแชร์กันในโลกโซเชียล ถูกตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากAI

 ‘อนุทิน’ปัดจัดฉากเข้าด่านตรวจ

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการถูกด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติด ในพื้นที่ ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ตรวจค้นรถระหว่างลงพื้นที่เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ว่า เขาตั้งด่านตรวจปกติ พอดีรถผ่านไปไม่มีอะไรหรอก อย่าไปคิดอะไรมาก ตั้งด่านตรวจก็ดีแล้ว เมื่อถามว่า ด่านดังกล่าวจับยาเสพติดได้เยอะ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาเล่าให้ฟังว่า จับยาเสพติดได้ ซึ่งคนขับมอเตอร์ไซค์ขนยาเห็นด่านก็ตกใจมอเตอร์ไซค์คว่ำ

เมื่อถามว่าการไปที่ด่านดังกล่าวไม่ได้วางแผนหรือบอกใครไว้ก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปบุรีรัมย์มาหลายสัปดาห์แล้วต้องแวะไปบ้าง เมื่อถามอีกว่าพอมีข่าวออกไปแล้วมีดราม่าคนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจัดฉากหรือไม่เพราะตำรวจจะไม่รู้เลยหรือว่าเป็นรถนายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “คิดเรื่องอื่นดีกว่าเนอะ ตำรวจไม่รู้ครับเพราะไม่มีรถนำเป็นวันหยุดไม่มีขบวน ผมไปกับทีมส่วนตัวไม่มีการตั้งแถวรับไม่มีการจัดใครมารับทั้งสิ้น’

‘เต้’ร้องตร.สอบปืนฝ่ายการเมือง

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคก้าวล้ำ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ขอให้ตรวจสอบการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนของบุคคลในแวดวงการเมืองตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ภรรยา รัฐมนตรี สส.และสว.ตลอดจนบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตาม หรือรักษาความปลอดภัย โดยเน้นย้ำว่า ต้องการให้ตรวจสอบว่า อาวุธที่ครอบครองมีทะเบียนถูกต้องและมีเอกสารอนุญาตให้พกพาตามกฎหมายหรือไม่ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ทราบว่า อาวุธที่พบ หากมีการตรวจสอบจริง มีเอกสารการครอบครองและการพกพาถูกต้องหรือไม่ พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบควรครอบคลุมอย่างเสมอภาค ไม่ควรยกเว้นเพียงเพราะผู้เกี่ยวข้องมีตำแหน่งทางการเมือง และการตรวจค้นก็ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าตนเองเชื่อว่าจะเจอแน่นอน เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีใบอนุญาตพกพา หรือ ป.12 และอีกส่วนก็เป็นปืนเถื่อน

 ‘ไชยชนก’ไม่กังวลรมต.สายล่อฟ้า

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ทุกกระทรวงต้องมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งเรามีการรวบรวมประเด็นที่น่าสนใจของฝ่ายค้านและทุกอย่างที่เราสามารถรวบรวมได้ก็ทำไปเรื่อย ๆ ระหว่างทำงาน ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นเราก็ต้องมุ่งทำงานต่อไป

เมื่อถามว่า ตัวรัฐมนตรีไม่กังวลที่จะถูกอภิปรายใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เ

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าอยู่เหมือนกัน นายไชยชนก กล่าวว่า ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ การเป็นสายล่อฟ้าก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ในข้อดีถ้าเรามีผลงานและสิ่งดี ๆ จากหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ก็จะเป็นที่สนใจเป็นพิเศษก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร ถ้าเป็นสายล่อฟ้า

ชี้เรื่องปกติลากโยงไปถึง’เนวิน’

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าการอภิปรายครั้งนี้ ตัวรัฐมนตรีจะถูกโยงในเรื่องของการเมือง เนื่องจากกรณีนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิดา นายไชยชนก กล่าวว่า จะไม่โยงได้อย่างไร ตนเป็นเลขาธิการพรรคจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องเกี่ยวข้องและถูกโยงอยู่แล้ว

 ‘พิพัฒน์’พร้อมตอบทุกข้อศึกซักฟอก

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางรัฐบาล ว่า พร้อม ถ้าฝ่ายค้านจะอภิปรายในเรื่องกระทรวงคมนาคม ตนก็ต้องพร้อมชี้แจงไม่ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายหรือถามเรื่องอะไร เราจะพยายามชี้แจงให้ครบทุกประเด็น ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดการณ์หรือไม่ว่า ตัวเองจะเป็น1ในผู้ถูกอภิปราย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ดูกระทรวงคมนาคมจะถูกอภิปรายทุกรอบไม่ว่ารัฐบาลไหน ดังนั้น ในฐานะที่นายกฯ ได้มอบให้ตนกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมตนก็ต้องพร้อมที่จะชี้แจง ไม่ได้กังวล อะไรที่เป็นประเด็น อะไรที่เป็นคำถาม อะไรที่ฝ่ายค้านสงสัยก็จะตอบในทุกประเด็น

ไม่รู้ฝ่ายค้านพุ่งเป้าถล่มเรื่องอะไร

เมื่อถามว่า มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะเป็นรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไว้แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่า พุ่งเป้ามาที่ตน กระทรวงคมนาคม ตนคิดว่า ไม่น่าจะมี เพราะส่วนใหญ่ที่พุ่งเป้ามา อย่างในรัฐบาลที่แล้วก็เป็นเรื่องของพลังงาน ซึ่งขณะนี้ตนไม่ได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงานแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของแลนด์บริดจ์ ซึ่งปัจจุบันมีการยกเลิกไปแล้ว โดยการศึกษาของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ยกเลิกคำว่า แลนด์บริดจ์ไป เพราะฉะนั้น ตนเลยไม่แน่ใจว่า จะมีการอภิปรายเรื่องอะไร แต่ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องของกระทรวงเราก็ต้องพร้อมชี้แจง

 ‘ฮั้วสว.’ก็ไม่มีชื่อถูกกกต.สอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปรายด้วย ส่วนตัวคิดว่า เหมาะหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องฮั้ว สว. ตนคิดว่า อยู่ในกระบวนการที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบอยู่ แม้ว่า จะมี 2 คณะ ซึ่งจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบ เพราะทางคณะที่ทำการหาข้อเท็จจริงยังไม่มีการสรุปออกมาที่ชัดเจน และยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องรอดูว่า เรื่อง สว.จะเป็นอย่างไร แต่สำหรับตน ในเรื่องของการฮั้ว สว.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะใน 229 คนที่ว่านั้น ชื่อตนก็ไม่มี

เล็งฟื้นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการประชุมครม.นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือครม.สัญจร จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31ส.ค.-1ก.ย.ว่า ตนในฐานะรองนายกฯกำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้ประชุมร่วมกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทยและนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อนำเสนอโครงการต่างๆในพื้นที่5 จังหวัดภาคใต้ ตามที่ทางจังหวัดต้องการ ทั้งนี้ จะรวบรวมให้ผู้ว่าฯสงขลา เสนอผ่านกระทรวงมหาดไทย ไปสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะประชุมวันที่ 31ส.ค.นี้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการป้องกันน้ำท่วม โดยปี2568 จ.สงขลา ประสบอุทกภัยหนักและ4จังหวัดที่เหลือก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ส่วนโครงการอื่นจะเป็นเรื่องผังจังหวัดว่า จะปรับสีใหม่หรือไม่ ซึ่งจะพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไร เนื่องจากรายได้ต่อคนต่อปีค่อนข้างต่ำ จึงต้องหารือกับผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด ขณะที่จังหวัดสงขลา จะมีโครงการพัฒนาที่จะนะ เป็นกึ่งนิคมอุตสาหกรรม ลงทุนโดยภาคเอกชน

ให้สภาพัฒน์ฯศึกษาโครงการใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้ล้มโครงการ เป็นการนำมาให้สภาพัฒน์ศึกษาใหม่ โดยนำมาต่อยอดใหม่ จากที่สภาพัฒน์ลงไปสำรวจเรื่องSCAซึ่งเหลือประเด็นนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือ การสร้างท่าเรือน้ำลึก ขณะนี้มีท่าเรือน้ำลึกสงขลาอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาความแออัดที่ผู้ประกอบการส่งออกในพื้นที่กังวลว่า ท่าเรือไม่เพียงพอรองรับเรือขนส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือสงขลาไม่สามารถขยายได้ เพราะความลึกที่จะลอกเกินกว่า 9 เมตร และติดกับรากหิน จุดดังกล่าวเรียกหัวเขาแดง เป็นที่ตั้งของโบราณสถาณ จึงไม่สามารถที่จะลากหินลงไปในแนวทะเลให้ลึกกว่า 9 เมตร จึงเกิดปัญหาว่าเรือขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ โดยให้นายสรรเพชญ หาข้อมูลร่วมกับกรมเจ้าท่า เพื่อนำให้สภาสภาพัฒน์ ศึกษาต่อใหม่ ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ยังไม่เห็นตัวเลข ซึ่งที่นำเสนอมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นในส่วนของภาครัฐ คือ การอนุมัติโครงการเท่านั้น แต่หลักใหญ่คือเรื่องของผังเมือง

‘ยศชนัน’ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัว

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. มีการเตรียมความพร้อมในการชี้แจงแล้วหรือไม่ ว่า เรื่องนี้เอาให้ชัดเจน เรามีการตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งมีการทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอน เป็นไปตามกระบวนการ มันไม่ใช่ว่า มั่นใจหรือไม่มั่นใจ เพราะเราทำตามกระบวนการมาตลอดอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรต้องกังวลในเรื่องนี้

เมื่อถามย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของนายยศชนันนายศชนัน ถามกลับว่า ตนถูกอภิปรายหรือ เมื่อถามอีกว่า จะต้องมีการเตรียมตัว หรือให้พรรคเพื่อไทยติวอะไรหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนในฐานะที่เป็นรองนายกฯ มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้เต็มที่ มาเรื่องนี้ได้ด้วยสิ่งที่ประเทศมอบหมายมาให้ทำ ไม่มีการนำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องส่วนตัว ฉะนั้น ทำเต็มที่ เตรียมข้อมูลและสามารถตอบตั้งแต่วันนี้ได้ด้วยซ้ำ ไม่ได้จำเป็นต้องเตรียม และไม่จำเป็นต้องดูแลเรื่องการแยกส่วนของการเมืองกับของกระทรวง

ปชน.ส่ง’เดชรัต’ชิงเนายกอบจ.นนท์

ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวเปิดตัว นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรค อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้สมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี ซึ่งจะเลือกตั้งวันที่ 20กันยายนนี้ แทน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ที่ถูกนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตส.ส.นนทบุรีหลยิงเสียชีวิต

‘เท้ง’ลั่นคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเปิดตัวครั้งนี้มาจากเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากพ.ต.อ.ธงชัย เสียชีวิตและเป็นผู้บริหารที่ได้รับความไว้วางใจ ส.ส.และผู้บริหารท้องถิ่น ที่พรรคประชาชนเคยทำงานร่วมกันมาต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาประชาชนในพื้นที่ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคให้เกียรติและเคารพ จึงจะรอให้ผ่านพ้นการจัดงานของพ.ต.ท.ธงชัยไปก่อน โดยจะส่งผู้สมัครไปสมัครรับเลือก ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้เราพร้อมเต็มที่มี ทั้งนโยบาย บริหารและบุคคลที่จะเสนอตัวเข้ามาช่วย เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวนนทบุรี จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนไปเลือกตั้งในวันที่ 20 กันยายนนี้ เข้าคูหากาเพื่อนิวนนท์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมถึงเลือก นายเดชรัต ลงสมัคร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายเดชรัต มีคุณสมบัติ เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกพรรค ซึ่งกระบวนการเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน ทุกการเลือกตั้งไม่ได้มีเรื่องการล็อกผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นแคนดิเดต แต่มีกระบวนการเปิดกว้างมาตลอดทุกการเลือกตั้งและการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่เราไม่อยากให้เกิด กระบวนการคัดเลือกจึงเร่งรัด พรรคต้องใช้กระบวนการเลือกผู้สมัครที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่สุด และนายเดชรัต มีคุณสมบัติตรงนั้นรวมถึงสส. สจ.ของพรรคในจังหวัดให้การยอมรับ และนายเดชรัต เป็นคนนนทบุรีแท้ รู้และเข้าใจปัญหาและได้รับการยอมรับ ส่วนคนที่จะตัดสินใจเลือกนายกอบจ.คนต่อไปคือ ประชาชนชาวนนทบุรี

มั่นใจนโยบายพรรคถูกใจชาวนนท์

เมื่อถามว่ามีสิ่งใดที่ทำให้มั่นใจ ว่าจะทำให้ชนะการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วิธีการหาเสียงของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกลุ่มนั้น ส่วนพรรคประชาชนมุ่งมั่นในแนวทางเดิมของเรา และคิดว่าสิ่งที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวนนทบุรี คือ นโยบายนับจากวันนี้ถึงวันที่ 20กันยายน จะมีอีกหลายเวที ที่อยากให้ชาวนนทบุรีร่วมกันติดตามการหาเสียงเลือกนายกอบจ.ในครั้งนี้ว่า เรานำเสนอนโยบายอะไร และคิดว่านโยบายที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเราได้รับความไว้วางใจจากชาวนนทบุรี รวมถึงเรื่องทีมงานในพื้นที่มีความพร้อมเป็นอย่างมาก และอยากให้ชาวนนทบุรี ให้ความไว้วางใจไม่ต่างจากที่เลือกส.ส.และส.จ.ของพรรค

 ‘เท้ง’ยันเอาแน่ฮั้วสว.เป็นขนวนการ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่า คดีฮั้วส.ว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล และหากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งคงไม่ตรวจสอบ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การพิสูจน์ทราบเพื่อสิ้นข้อสงสัย ตนเชื่อว่านายกฯอยู่การเมืองมานานรู้อยู่แล้วว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเพียงแค่การมีมูลอันควรเชื่อได้ว่า ก็สามารถนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติมากในสภาและในฐานะฝ่ายค้าน ผ่านการจัดเวทีเสวนาคดีฮั้วส.ว.จะเห็นว่า เรามีหลักฐานชี้ชัดว่า ขบวนการครั้งนี้มีการจัดตั้ง แลกเปลี่ยน รับผลประโยชน์แน่นอน ที่เรียกกันว่าขบวนการโกงส.ว.จากคำให้การของพยาน รวมถึงหลักฐานการจองโรงแรม เส้นทางการเงิน ก็ควรที่จะพาดพิงกลับไปยังพรรคการเมือง นักการเมืองที่สังกัดอยู่พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเรื่องนี้ปฏิเสธได้ยากที่จะใช้เทคนิคบังคับกฎหมาย เพื่อมาสกัดไม่ให้เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ลั่นรัฐบาลต้องพร้อมถูกตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าชนะเลือกตั้งจะไม่ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชน ทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ประเด็นการโกงส.ว.หลักฐานชัดมาก จึงไม่มีอะไรที่อยากเรียกร้องไปมากกว่าอยากให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเป็นนักการเมืองก็ควรถูกตรวจสอบได้จากสภาผู้แทนราษฎร

ยันการแนะนะตัวไม่ผิดระเบียบกกต.

เมื่อถามว่ามีประเด็นเรียกร้องให้ตรวจสอบส.ว.สีส้ม ด้วย จะตรวจสอบควบคู่กันหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เราตรวจสอบทุกคนอยู่แล้ว แต่ในกระบวนการเลือกส.ว.ระเบียบ กกต.ไม่ได้ห้ามเรื่องการแนะนำตัวผู้สมัครแต่ละคนได้ เป็นกระบวนการที่ควรเป็นด้วยซ้ำ เพราะแต่ละคนต่างที่มา ต่างกลุ่มอาชีพ การที่จะให้รู้จักกัน ที่จะตัดสินใจลงคะแนนก็จะยาก เพราะฉะนั้น กระบวนการแนะนำตัวไม่ได้ขัดต่อระเบียบ กกต.แต่สิ่งที่ทำให้ผิดคือการสัญญาว่าจะให้ เรื่องผลตอบแทนด้านการเงิน ตำแหน่งต่างๆ ที่เราเรียกว่ากระบวนการโกง ส.ว.ยืนยันว่า ตรวจสอบทุกคน เพียงแต่ว่าหลักฐานที่เรามี อิงไปถึงบุคคลที่อยู่ตามคำร้อง ที่ตอนนี้รอมติ กกต.วันที่ 31ส.ค.นี้

จับตามาตลอด-ไม่ใช่แตกคอน้ำเงิน

เมื่อถามว่าทำไมถึงมาตรวจสอบตอนนี้ เป็นเพราะแตกกับฝั่งสีน้ำเงินใช่หรือไม่ คลิปเสียงก็ออกมาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่พรรคประชาชนก็เพิกเฉย บอกว่าให้เป็นการดำเนินการของ กกต.นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่หลักฐานอาจจะมีทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งหลักฐานที่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากคนในขบวนการนี้ ที่ส่งข้อมูลหลักฐานมาให้ จึงขอตอบสั้นๆ ยืนยันว่าเราตรวจสอบเรื่องนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ยิ่งหลักฐานที่เราได้มากขึ้นทุกวัน ก็จะเป็นสิ่งที่มัดตัวการกระทำผิดจากฝั่งรัฐบาล ที่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยมีส่วนพัวพันกับขบวนการโกงเลือก ส.ว.จริงๆ

เมื่อถามว่าพอจะบอกได้หรือไม่ว่าคลิปเสียงที่อ้างถึงเบื้องบนล่าสุด หมายถึงใคร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรายืนยันคุ้มครองแหล่งที่มาของข้อมูลและเชื่อว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เป็นคนเปิดเผยข้อมูลก็ไม่ให้ชื่อเหมือนกัน

อ้างคลิปเสียงชัดเจนเชื่อมโยงถึงใคร

เมื่อถามว่ามีดราม่า ที่มีนักวิชาการและนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องเชิงประชด ให้คนรักสถาบันอย่าอยู่นิ่งกับคลิปเสียง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้ามองในภาพกว้างจริง ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่อนุญาตให้กลุ่มคนที่มีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามทำลายล้างระบบการเมือง จึงเป็นที่มาที่รณรงค์ในอดีตและมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เอามาเป็นประเด็นในการรณรงค์ แต่อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าแก้ไขระบบการเมืองของพรรคประชาชน เราก็ดำเนินการแก้ไขในส่วนอื่นๆ อยู่ ไม่ว่าจะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และถ้าเห็นในคลิปเสียงว่ามีการพาดพิงถึงเบื้องบน จะเห็นบางกลุ่มบางก้อนการเมืองในอดีต หรือบรรดานักร้อง ก็จะร้องทำลายล้างมายังพรรคประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งกรณีนี้ในคลิปเสียงก็มีหลักฐานค่อนข้างชัด จึงอยากให้ประชาชนลองดูว่ากลุ่มก้อนทางการเมืองเหล่านั้น นักร้องต่างๆ เหล่านั้น จะเอาประเด็นนี้ในการเขียนคำร้อง ร้องคนที่อยู่ในกลุ่มก้อนการเมืองฝั่งเดียวกับตนเองหรือไม่ การร้องในส่วนนี้เป็นประเด็นต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นชัดที่สุดว่าสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมดในภาพใหญ่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนมีอำนาจใช้กระบวนการนิติสงครามในการทำลายล้างทางการเมืองมากกว่าการปกป้องคุ้มครองสถาบันที่เป็นที่รักของพวกเราทุกคน

ต้องดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน

เมื่อถามว่าแสดงว่าพรรคประชาชน เรียกร้องให้มีการยื่นคำร้องคดีตาม ม. 112 ด้วยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ แต่พูดให้เห็นเส้นมาตรฐาน และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเองว่าการดำเนินการในการตัดสินใจ การดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ถ้าปิดหน้าปิดชื่อ ไม่ได้ดูว่ามาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน สังกัดพรรคการเมืองไหน หรือเป็นพรรคพวกใคร มีการดำเนินการแบบเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการร้องหรือไม่ร้องใครในเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน อาจจะเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีทางการเมืองเท่านั้น

‘เสริพิศุทธ์’ขึ้นศาลบุรีรัมย์คดี‘เนวิน’ฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 08.40 น.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมคณะและทีมทนายความ ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาขึ้นศาลไต่สวนในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ที่ดินเขากระโดง โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ตู้ ยี่ห้อ อัลฟาด สีดำ ทะเบียน ฉพ 777 กรุงเทพมหานคร ขับมาจอดที่หน้าบริเวณหน้าศาลขังหวัดบุรีรัมย์

จากนั้นในเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และคณะได้เดินขึ้นศาลเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เป็นกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของศาล โดยศาลจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องตามที่ได้มีการนัดหมายไว้ ซึ่งการไต่สวนมูลฟ้องเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม

จากนั้นเวลา 12.40น.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินลงมาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้สนับสนุน แฟนคลับมาร่วมให้กำลังใจอยู่หน้าบริเวณหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมาก รวมถึงได้มีประชาชน และอดีตข้าราชการ ที่อ้างว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์ มายื่นหนังสือข้อร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับหนังสือข้อร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

แนะ‘เนวิน’ยอมคืนที่ดินแต่โดยดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ความจริงแล้ว ในวันนี้ตนเองไม่จำเป็นต้องมาศาลหรอก เพราะเป็นเรื่องของศาลกับฝ่ายโจทย์ เพียงแต่ฝ่ายของตนจะต้องตั้งทนายมาซักค้านเท่านั้น แต่ตนมีคามตั้งใจที่จะมาพบตัวนายเนวินด้วยตนเอง และอยากจะสอบถามกับตัวของนายเนวินโดยตรงว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาไปหมดแล้ว ทำไมถึงยังไม่ยอมคืน และยังจะดื้อรั้นไปทำไม เพราะตนเห็นอย่างกรณีคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินแพ้ทุกคดี แม้กระทั่งฝ่ายจำเลยที่ถูกการรถไฟฟ้องว่าไปบุกรุกที่ดินของการรถไฟ ก็ยังแพ้

กรณีของนายเนวิน มันมีความชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกที่ลำรางสาธารณะ คู คลอง มันเห็นตำตา เพราะว่าถ้าเผื่อยังขืนดื้อดันต่อไป รับรองได้ว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ยืนยันว่ายังไงก็ติดคุก แต่ถ้าเผื่อยอมคืนตั้งแต่ตอนนี้ ตนก็อาจจะจบเรื่องลงตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ และขอให้คืนซ่ะ

มั่นใจสู้ยังไงก็ไม่ชนะตนอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องในลักษณะดังกล่าวมองว่าเป็นการตั้งใจฟ้องเพื่อปิดปากหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า มันแน่อยู่แล้วเพราะต้องการฟ้องไม่ให้ตนเองพูดต่อไป หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่คนอย่างตนเองผ่าคดีฟ้องหมิ่นประมาทมาเป็นร้อยคดีไม่ต่ำกว่า 300 คดี และไม่เคยแพ้เลยสักคดีเดียว

ถามต่อว่า ครั้งนี้อยากฝากอะไรถึงคุณเนวิน พล.ตงอ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็อยากจะฝากว่าสู้กับตนในเรื่องนี้ยังไงก็ไม่ชนะตนเองอยู่แล้ว ยอมคืนที่ดินซ่ะดีกว่า เพราะถ้ายอมคืนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเคารพกฎหมาย เราจะไปทำทำไมเพราะว่าที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งเขาอาจจะคิดว่าตนเองมีความโกรธเคืองเขาก็เรื่องของเขาแต่ตนเองไม่คิดเพราะต้องเข้าใจว่าเมื่อปี พ.ศ.2538 ตนเองเคยจับกุมหัวคะแนนของนายเนวิน คดีจ่ายเงินซื้อเสียงตอนนั้นจับกุมได้เงินสด 11 ล้านบาท หัวคะแนนคนนั้นก็ถูกดำเนินคดีให้จำคุก แต่ทางนั้นก็มาฟ้องกลับตน ตนเองก็ฟ้องกลับคืนว่าฟ้องเท็จ ก็โดนศาลสั่งจำคุกอีก ซึ่งเขาเองน่าจะเป็นฝ่ายที่โกรธตนเอง แต่ตนไม่เคยคิดที่จะโกรธเขาเลย.

จ้องล้มรัฐบาล, ซัอกฟอก, ฝ่ายค้าน, หนูซัด

ตั้งตร.ร่วมทำคดีโกงสอบ ปปช.จัดหนัก ล่าตัวนายหน้า-ผู้บงการ มท.โต้วุ่นโยนเผือกร้อน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ผบช.ก.แย้ม ผนึกกำลังป.ป.ช. ตามไล่ล่านายหน้า ผู้มีอิทธิพลโกงสอบขรก.ท้องถิ่น สิ้นสิงหาคมนี้ได้เห็นโฉมไอ้โม่งทั้งหลาย ขณะที่มท.4 ปัดโยนเผือกร้อน 5,925 ราย ให้ท้องถิ่นถอดถอนขรก.สีเทาเอี่ยวโกงสอบ ยันต่างฝ่ายต่างทำตามขั้นตอน “นิรัตน์”ระบุพร้อมแนบคะแนนโกงประกอบเป็นหลักฐานให้ท้องถิ่นเชือด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า หลังจากพนักงานสอบสวนสืบสวน พบเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้ออกหมายเรียกเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ ทั้ง นายเรืองเดช ศิริกิจ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว), นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) รวมถึงกลุ่มผู้ร่วมกระบวนการแก้ไขคะแนนข้อสอบ

ถึงคิวเชือดนายหน้า

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สรุปสำนวนส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ล่าสุด ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ พร้อมทั้งส่งข้อมูลเอกสารบางส่วนกลับมาให้ทางตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อในอีกหลายประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอย่างเข้มงวด สำหรับกลุ่มนายหน้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในลำดับถัดไป

 “ยืนยันว่าตำรวจจะเร่งดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ ป.ป.ช. ส่งมา และจะรวบรวมผลการปฏิบัติงานส่งกลับให้ ป.ป.ช. พิจารณาเช่นเดียวกัน โดยขอเวลาให้คณะทำงานและพนักงานสอบสวนได้ทำงานเพิ่มเติม คาดว่าภายในช่วงสิ้นเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า จะมีความคืบหน้าของคดีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น”ผบช.ก.ย้ำ

ส่วนกลุ่มผู้เข้าสอบที่สอบผ่านและบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการไปแล้วนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต้องรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช. ก่อนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับพยานหลักฐานว่าจะเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น อยากให้รอการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดใหญ่ของ ป.ป.ช. แต่ยืนยันว่าคดีนี้ตำรวจและป.ป.ช. ยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเงียบหายอย่างแน่นอน และจะตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างถึงที่สุด

ปัดโยนบาปให้ท้องถิ่น

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวถึงกรณีที่นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ลำพูน ที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำสั่งส่วนกลาง ที่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเซ็นปลดข้าราชการที่เข้าข่ายทุจริตสอบออกจากราชการ ขาดความชัดเจน เหมือนเป็นการโยนเผือกร้อนมาให้ท้องถิ่น โดยที่คนส่วนกลางไม่ต้องรับผิดชอบในคำสั่งตัวเอง

โดยกล่าวว่า ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เพราะก่อนที่จะไปถึงในขั้นตอนของจังหวัด ซึ่งก.จังหวัด จะไปแจ้งเทศบาล อบต.และอบจ.ต่างๆ ในจังหวัดตัวเอง ทางส่วนกลางทั้ง สถ.และก.กลาง ได้ทำหน้าที่ครบขั้นตอนของตนเองเรียบร้อย จนกระทั่งมีผลคะแนนที่ถูกต้องที่ใช้เทียบกับผลคะแนนที่อ้างว่าถูก แต่มีถูก โดยขณะนี้ได้ส่งแยกไปรายจังหวัด ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนอาจจะยังไม่ถึง และแต่ละท้องถิ่นก็จะเห็นข้อมูลดังกล่าว

แนบเอกสารทุจริตให้ด้วย

นายนิรัตน์ ระบุเพิ่มเติมว่า แต่ละจังหวัดก็จะมีการประชุม ก.จังหวัด ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งสิ่งนายก อบจ.ลำพูนแสดงความกังวลออกมา ตนเข้าใจว่า ก.จังหวัดลำพูน เขายังไม่ได้เรียกประชุม ท่านอาจจะยังไม่เห็น แต่เราจะส่งข้อมูลไปพร้อมใบคะแนน

ส่วนที่นายก อบจ.ลำพูน มีการแฉว่า ผู้ใหญ่ใน สถ.กดดันอย่าโวยวาย และรีบเซ็นให้จบเรื่อง นายนิรัตน์ ร้องโห ก่อนระบุว่า “ไม่ใช่ผมแน่นอน ต้องมีใหญ่กว่าผมแล้วแหละ ถ้าเป็นแบบนั้น” พร้อมกล่าวด้วยว่า ตนมั่นใจว่า ไม่มี เพราะการเซ็นประเภทนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำเพื่อรักษาความถูกต้องของระบบการคัดคนในการเข้ารับราชการ จะไปบังคับใครให้เซ็นไปก่อนเป็นไปไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

มท.4เดินหน้าลุยงาน

สำหรับประเด็นการโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่นปลดขรก.สีเทาจากการโกงสอบนั้น นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ปฎิเสธในเรื่องดังกล่าวและว่า ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และส่วนกลางต้องรับผิดชอบในการกำหนดข้อมูล หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจน ดังนั้นกรณีดังกล่าวต้องแยกให้ออกระหว่างการตรวจพบความผิดปกติกับการดำเนินการด้านสถานะบุคคล เพราะแต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การนำรายชื่อ 5,925 รายไปให้ท้องถิ่นตัดสินเองว่าใครผิดหรือใครต้องออกจากราชการ

 “ผมขอพูดให้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ส่วนกลางเป็นคนตรวจสอบข้อมูล เป็นคนกำหนดแนวทาง และเป็นคนส่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองเมื่อได้รับข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องแยกบทบาทกันให้ถูก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าทุกอย่างโยนให้ท้องถิ่น ทั้งที่ระบบราชการแต่ละระดับมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

เผยท้องถิ่นไม่ได้เริ่มต้น

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่ม 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบนั้น กระบวนการไม่ได้เริ่มต้นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลในกระบวนการสอบแข่งขัน เมื่อพบความผิดปกติจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการกำหนดแนวทางดำเนินการและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 “ถ้าส่วนกลางตรวจพบว่าคะแนนมีปัญหาแล้วไม่ดำเนินการ คนก็จะถามว่าทำไมมหาดไทยปล่อยให้คนที่ได้คะแนนมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติ เราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ และไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบแทนทั้งระบบ” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเดินไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแก้ไขบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบในส่วนของความรับผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน

 “ต้องเข้าใจว่าการที่มีรายชื่ออยู่ใน 5,925 ราย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริตหรือเป็นผู้กระทำความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใครจะมีความผิดทางอาญาหรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องของหน่วยงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป” นายวรศิษฎ์ กล่าว

ผู้บริสุทธิ์ต้องมีงานทำ

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากผลคะแนนที่มีปัญหา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้น ก็ต้องดำเนินการแก้ไขสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถปล่อยให้ความผิดพลาดหรือการทุจริตในกระบวนการสอบกลายเป็นสิทธิถาวรในระบบราชการได้

 “หลักของผมง่ายมาก ใครได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ใครสอบด้วยความสามารถของตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจะไม่เอาคนสุจริตมาเป็นผู้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่น” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ อปท.ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบหรือผู้ชี้ว่าคะแนนสอบของบุคคลใดผิดปกติ แต่เมื่อมีข้อมูลและแนวทางจากส่วนกลางแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดมีหน้าที่ดำเนินการด้านบุคคลตามกรอบอำนาจของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำคำว่า “โยนเผือกร้อน” มาอธิบายกระบวนการทั้งหมด เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า มหาดไทยผลักภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่มีแนวทางรองรับ

ปปช.จัดหนัก, มท.โต้เผือกร้อน, โกงสอบท้องถิ่น

เคาะโผทหาร ‘ศรัณย์’นั่งคั่วปลัดกห. ‘ชาคริต’ผงาดมทภ.4

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

จับตา สภากลาโหม 20 สิงหาคมนี้ ถกเคาะโผทหารโค้งสุดท้าย ก่อนส่งให้นายกฯ 28 สิงหาคม เพื่อนำทูลเกล้าฯต่อไป คาด “ศรัณย์” นั่งปลัดกห. ดัน “รบพิเศษ” นั่งมทภ.4 ดับไฟใต้ รอผบ.ทบ.วางไลน์ 5 เสือใหม่ “ระวิน” นักบิน F-16 บินอารักขานายกฯ ขึ้นผู้ช่วยผบ.ทอ. ส่วน “บิ๊กโก๋” ทำหน้าที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ต่อ

                เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธตอบคำถามถึงกระแสเรื่องการแต่งตั้งตำรวจระดับนายพล โดยชี้ไปที่ พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ที่เดินทางมาส่งนายกฯ เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า อย่าใช้คำว่าโผเลย ทุกอย่างปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติและ ก.ตร. ไม่มีโผไม่มีอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามที่หน่วยพิจารณาตามความเหมาะสม และนำเรื่องขึ้นมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อรายชื่อส่งขึ้นมาแล้ว ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีเกณฑ์ และจะนำไปสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการตามมาตรา 81 (1)(ก) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเราก็ต้องว่ากันไป และ พิจารณาตามความเหมาะสมว่าใครมีผลงาน ใครมีประวัติอย่างไรเราก็ว่าไปตามนั้น ไม่ได้มีโผ ไม่ได้มีอะไร

เมื่อถามว่ามีกระแสว่าชื่อนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 47 ค่อนข้างนิ่งแต่นายร้อยตำรวจรุ่น 48 รายชื่อขยับขึ้นระดับ พลตำรวจโท พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ กล่าวว่า ไม่มีจำกัดว่านักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นไหนจะรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ที่ประวัติและผลงานที่จะต้องนำมาเสนอกันในที่ประชุม ทุกอย่างขอให้ทุกคนไม่ต้องกังวล ว่าจะมาจำกัดรุ่นหรืออะไร ยืนยันว่าทุกอย่างไม่มี

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและทุกคนได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่ พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ ตอบสั้นๆ ว่า “ถูกต้องครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมสภากลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานและมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม คาดว่าก่อนการประชุมจะมีการหารือคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล (บอร์ดกลาโหม) เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล เพื่อสรุปการจัดทำโผทหารรอบสุดท้าย ก่อนส่งรายชื่อให้ เจ้ากรมเสมียนตราไปตรวจสอบความถูกต้อง แล้วค่อยส่งต่อนายกรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

สำหรับตำแหน่งสำคัญที่น่าสนใจ คือปลัดกระทรวงกลาโหม คาดว่าจะเป็น พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม (ตท.26)

ส่วนตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารเรือ มี 3 แคนดิเดตคือ พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ตท.26) , พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัตพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (ตท.27) และ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ตท.26)

ขณะที่กองทัพไทย คาดว่าจะขยับ พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร (ตท.26) ในฐานะเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ขึ้นเป็น เสนาธิการทหาร ส่วน พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหารคนปัจจุบัน (ตท.26) ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการฐานสูงสุด

สำหรับกองทัพบกในระดับ 5 เสือ มีการปรับเปลี่ยนในบางตำแหน่ง อาทิ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ตท.26) จะขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก จ่อชิงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2570 ซึ่ง พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ เพื่อนำไปหารือในบอร์ดกลาโหม

นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (ตท.26) รวมถึง พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.28), พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.28) รวมถึง พลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (ตท.26) อยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะต้องมีการขยับ

ในขณะที่ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 คาดว่าจะมีการปรับ พลโท นรธิป โพยนอก (ตท.26) ขึ้นอัตราพลเอก แล้วให้ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 (รบพิเศษ) (ตท.28) ขึ้นมาแทน

ส่วนกองทัพอากาศ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ จะเกษียณอายุราชการ คาดว่าจะมารับตำแหน่งสำคัญในกระทรวงกลาโหม เพื่อทำหน้าที่ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ต่อ ทั้งนี้ คาดว่า พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ. (ตท.26) ขึ้นมาแทน โดยล่าสุดได้ขับเครื่องบิน F-16 บินอารักขาเครื่องบินของนายกรัฐมนตรี ในการตรวจเยี่ยมกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา

ชาคริต, ปลัดกลาโหม, มทภ.4, ศรัณย์, โผทหาร

เหยียบบึ้มช่องอานม้า ทหารขาขาด สังเวยรายที่15แล้ว พื้นที่เขมรเคยรุกล้ำ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สลดอีกแล้ว! ทหารพราน เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด เป็นรายที่ 15 ทบ.แจงเข้าปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณช่องอานม้า จ.อุบลฯ เร่งนำตัวไปรักษาพร้อมดูแลเต็มที่ ด้านโฆษกกลาโหม ไม่ออกความเห็นปมชาวกัมพูชา จะได้กลับเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว อ้างเป็นการเมืองภายใน ย้ำใช้กลไกทวิภาคี พูดคุย

เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ในพื้นที่ช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ระหว่างการเก็บกู้วัตถุระเบิด ปรากฏว่า จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 ได้ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ทำให้ขาขาด เป็นรายที่ 15

ที่กองบัญชาการกองทัพบก  พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารพรานเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ว่าเหตุเกิดในขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณใกล้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื่องจากบริเวณนี้ในอดีต ฝ่ายกัมพูชา เคยรุกล้ำเข้ามาตั้งฐาน ช่วงที่มีสถานการณ์ซึ่งพบว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่ถูกวางไว้ จากนั้นฝ่ายไทยได้ผลักดันทหารกัมพูชา ออกไป ก่อนเข้าควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ โดยระบุเป็นพื้นที่อันตราย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อทำให้พื้นที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ จากเหตุดังกล่าว มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ขณะนี้ยังรู้สึกตัวและอาการปลอดภัย อยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งกองทัพบก ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นทางผู้บังคับบัญชา ได้กำชับต้นสังกัด ดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์  คงสิริ  โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีชาวกัมพูชา เตรียมอพยพกลับบ้านหนองจาน พื้นที่ จ.สระแก้ว ว่าประเด็นนี้ต้องตรวจสอบก่อน เพราะยังไม่มีการยืนยัน โดยย้ำว่าต้องตรวจสอบรายละเอียด แต่ก็เป็นการยืนยันหลังจากมีการพบปะพูดคุยของรัฐบาล และผู้แทนรัฐบาลกับหลายประเทศ ยืนยันเช่นเดียวกันว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ ดังนั้นต้องแก้ไขด้วยเวทีทวีวิภาคี ซึ่งทุกประเทศยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอยากจะให้ไทยและกัมพูชา พูดคุยกันในลักษณะทวีวิภาคี จะไม่เข้ามายุ่งในเรื่องนี้ เรามีกระบวนการและกลไกพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น JBC / GBC ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเรื่องการกำหนดเส้นเขตแดน แต่จะต้องรอฟังการเจรจาพูดคุย ผ่านทวิภาคีก่อน

ส่วนกรณีที่กัมพูชา บินโดรนตามแนวชายแดน จะมีวิธีการพูดคุยระหว่างประเทศหรือไม่ พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวว่า เรื่องการบินโดรน หรือแอนตี้โดรน ที่มีข่าวว่ากัมพูชาใช้อยู่นั้น ไทยใช้แนวทางประท้วง โดยกองกำลังฝ่ายไทยที่อยู่ตามแนวชายแดน ส่งหนังสือประท้วง ซึ่งมาตรการในการป้องกัน เราก็มีระบบในการต่อต้านแอนตี้โดรน เป็นลักษณะแอนตี้ แอนตี้โดรน ที่เรามีระบบพร้อมอยู่แล้ว และบริษัทเอกชนมีความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติ แต่ไม่ขอลงรายละเอียดในการใช้เทคนิค แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเรามีระบบการต่อต้านแอนตี้โดรนของกัมพูชา และมีการข่าวเฝ้าระวังตลอดเวลา ว่ากัมพูชามีการใช้ระบบต่างๆ อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่ปฏิบัติการของไทยในการต่อต้านด้วย

ขณะที่กระบวนการเจรจาทวิภาคี และการประชุม JBC ที่ยังชะงักอยู่ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดขึ้นก่อน พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า กระบวนการประชุม JBC จะพูดคุยกันอยู่อย่างน้อยฝ่ายเลขาฯ ก็จะประสานงานกันต่อเนื่อง แต่ต้องดูความพร้อมของทั้งสองฝ่าย ว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงของ Joint Statement ที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 มากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ดูเสียงสะท้อนจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ พูดว่ากัมพูชา ยังไม่แสดงความพร้อม ยังมีการยั่วยุ และพยายามพูดคุยในเวทีต่างประเทศเรื่องการประท้วงและตำหนิไทย ทั้งที่สิ่งที่ฝ่ายไทย ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล กฎหมายระหว่างประเทศ และ Joint Statement แต่สิ่งที่กัมพูชา ทำ แสดงความไม่จริงใจ หากจะพูดคุยมันก็ไม่เกิดประโยชน์

สำหรับกรณีกัมพูชา เตรียมรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในการฝึกซ้อมรบร่วมทางทหารกับสหรัฐฯ ภายใต้รหัส อังกอร์ เซนตินอล จะกระทบกับไทยหรือไม่นั้น พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวว่า การฝึกซ้อมระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ จะเน้นเพื่อการบรรเทาสาธารณภัยเป็นหลัก มิติเรื่องการใช้อาวุธ จะไม่มีการฝึกครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าไม่น่าเป็นห่วง แม้ว่าจะมีการฝึกใช้อาวุธก็ตาม เป็นสิทธิของประเทศนั้น เพราะเป็นอธิปไตยของเขาในการดำเนินงาน แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชน คือไทยเรามีความพร้อม ทั้งกองกำลังตามแนวชายแดน มีการเฝ้าระวัง ตรวจสอบตามแนวชายแดนตลอด และมีมาตรการรับมือกับภัยคุกคาม เชื่อว่าจากที่ผู้ใหญ่ไปพูดคุยกับสหรัฐฯ หรือจีน ทุกคนก็ยืนยันว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวปัญหาไทยกัมพูชา ขอให้ทั้งสองประเทศพูดคุยกันเอง เจรจาผ่านกลไกทวิภาคี

ขาที่15, ช่องอานม้า, ทหารเหยียบระเบิด, อุบลฯ

ไทยสวนกัมพูชาเดือด ไม่ใช่ ตำรวจอาเซียน ย้ำ เขตแดน-สแกมเมอร์ คนละเรื่อง อย่าใช้ดินแดนบังอาชญากรรมข้ามชาติ

17 สิงหาคม 2569 เวลา 21:51 น.

ไทยสวนกัมพูชาเดือด ไม่ใช่ ตำรวจอาเซียน ย้ำ เขตแดน-สแกมเมอร์ คนละเรื่อง อย่าใช้ดินแดนบังอาชญากรรมข้ามชาติ

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น “ตำรวจอาเซียน” ว่า ประเทศไทยไม่ได้ทำตัวเป็นตำรวจอาเซียน และไม่ได้ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศใด แต่ไทยจะไม่เพิกเฉยต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ทำร้ายประชาชนไทย ประชาชนอาเซียน และประชาชนทั่วโลก

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหา โดยเรื่องอธิปไตยคือเรื่องอธิปไตย เรื่องสแกมเมอร์คือเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ และเรื่องเมียนมาคือกระบวนการทางการทูตและกลไกอาเซียน ทั้ง 3 เรื่องไม่ควรถูกนำมาปะปนกันเพื่อสร้างข้อกล่าวหาว่าประเทศไทยมีเจตนาอื่นแอบแฝง

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำตัวเป็น “ตำรวจอาเซียน” และใช้เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างเพื่อบุกรุกกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ควรกลับมาดูข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ถ้อยคำทางการเมือง โดยประเทศไทยไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นตำรวจของอาเซียน และไทยเคารพอธิปไตยของประเทศสมาชิกทุกประเทศ

“แต่สแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่กิจการภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะผู้เสียหายอยู่ทั่วโลก มีทั้งการฉ้อโกง การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และอาชญากรรมข้ามชาติหลายรูปแบบ”

ดังนั้น การปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ไม่ใช่การก้าวก่ายใคร แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่กัมพูชาระบุว่าไทยใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างในเรื่องดินแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยข้อพิพาทหรือประเด็นเกี่ยวกับเขตแดนต้องดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ อย่านำเรื่องอาชญากรรมมาบังเรื่องเขตแดน และในทางกลับกัน ก็อย่านำเรื่องเขตแดนมาใช้เป็นเกราะกำบังให้อาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยพร้อมพูดคุยเรื่องเขตแดนด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่มีอยู่ แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากเครือข่ายอาชญากรรม

ส่วนกรณีที่ถามว่าไทยมีหลักฐานหรือไม่ว่าสแกมเมอร์เป็นปัญหาระดับโลก ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่พูด เพราะองค์กรระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลกต่างยอมรับตรงกันว่า Scam Centres ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ที่ร้ายแรง

“เพราะฉะนั้น แทนที่จะถามว่า ‘ประเทศไทยมีสิทธิ์ไปปราบหรือไม่’ ผมคิดว่าคำถามที่ประชาคมโลกอยากได้คำตอบมากกว่าคือ เราจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อไม่ให้พื้นที่ใดในอาเซียนกลายเป็น ที่หลบภัย (Safe Haven) ของอาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ รวมถึงกัมพูชา”

ส่วนกรณีที่กัมพูชามองว่าประเทศไทยก้าวก่ายมากเกินไป ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ก้าวก่าย และไม่ได้ต้องการเข้าไปทำหน้าที่แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศอื่น สิ่งที่ไทยต้องการคือ “Cooperation” ไม่ใช่ “Intervention”

“ถ้าอาชญากรรมเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แต่หลอกเงินประชาชนอีกสิบประเทศ ใช้บัญชีธนาคารอีกประเทศหนึ่ง ใช้เครือข่ายโทรคมนาคมข้ามพรมแดน และมีการค้ามนุษย์จากหลายสิบประเทศ เรื่องนั้นไม่สามารถเรียกว่าเป็น ‘เรื่องภายใน’ ได้อีกต่อไป ทางออกจึงไม่ใช่การกล่าวหากัน แต่คือการร่วมมือกัน”

ส่วนกรณีที่ไทยเชิญผู้นำเมียนมามาเยือน ถือว่าฝ่าฝืนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเมียนมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ควรนำมาปะปนกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือการปราบสแกมเมอร์

ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ ชายแดน ผู้พลัดถิ่น และมนุษยธรรม การพูดคุยจึงไม่ได้หมายความว่าไทยเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายทำ โดย “Diplomatic engagement” ไม่เท่ากับ “endorsement”

ประเทศไทยยังสนับสนุนบทบาทของอาเซียนและการหาทางออกอย่างสันติ การพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อช่วยลดความรุนแรง ไม่ใช่การทำลายอาเซียน

กัมพูชา, ชายแดนไทยกัมพูชา, ตำรวจอาเซียน, ประเทศไทย

ไอซ์ รักชนก ปฏิเสธทุกข้อหา ‘ทนายสุชาติ’ลั่นไม่ไกล่เกลี่ย

17 สิงหาคม 2569 เวลา 21:10 น.

“ไอซ์ รักชนก” ขึ้น สน.ทองหล่อรับทราบข้อกล่าวหา และพิมพ์ลายนิ้วมือ หลังสุชาติส่งทนายฟ้อง 2 ข้อหา ขณะที่ ”ณัฐวุฒิ“ ทนายส่วนตัวสุชาติ โผล่ระหว่างไอซ์แถลงการเดินทางมาสน.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 16.50 น. ไอซ์ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เข้าพบพนักงานสอบสวน ที่ สน.ทองหล่อ ตามหมายเรียก คดีถูกนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพย์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งความคดีเผยแพร่โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในประการทีทำให้ประชาชนตื้นตะหนกตกใจ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

จากนั้นเวลา 18.13 น. น.ส.รักชนก ได้เดินออกมาและกำลังจะแถลงกับสื่อมวลชน นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับมอบหมายจากนายสุชาติ ให้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีกับนางสาวรักชนก ได้เดินเข้ามา น.ส.รักชนก จึงบอก นายณัฐวุฒิ ออกไปไม่อยากจะร่วมเฟรม แล้ว น.ส.รักชนก เป็นฝ่ายเดินหนี้ไปแถลงข่าวอีกมุมหนึ่ง

โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า มี 2 ข้อกล่าวหาวันนี้จึงมารับทราบข้อกล่าวหา และมาพิมพ์ลายนิ้วมือ และตนได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จริงๆแล้วในเรื่องนี้ต้องยืนยันว่าคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คนที่เป็นนักการเมือง ควรที่จะถูกติชมได้ทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงศีลธรรม และควรที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ในทางตรงและทางอ้อม ซึ่งส่วนส่วนตัวคิดว่าคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรที่จะมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าบุคคลทั่วไป เพราะถ้าไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อความวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็ลาออกไปซะไปทำมาหากินอย่างอื่น เพราะว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างไรก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทุกทุกเรื่องที่ใช้อำนาจของรัฐ ดังนั้น ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปก็สามารถที่จะติชมอย่างสุจริตหรือสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะได้

ส่วนที่ทนายของนายสุชาติเดินทางมาสังเกตการณ์ด้วยนั้นตนก็ไม่เข้าใจว่าจะมาทำไมเพราะจริงๆไม่ต้องมาก็ได้เพราะตนถูกเรียกเป็นครั้งที่สองก็จะมาอยู่แล้ว ส่วนครั้งที่แล้วที่ตนไม่ได้มาอาจจะเป็นเพราะว่าทนายประสานผิดพลาดไปนิสหนึ่งก็เลยเลื่อนไม่ทัน ซึ่งเราไม่มีเจตนา ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่มา นัดที่ไหนก็ไปทุกนัด ซึ่งวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินไปตามปฏิบัติเหมือนปุตุชนคนธรรมดาทั่วไป ส่วนขั้นตอนต่อไปขณะนี้ตนยังไม่ทราบต้องถามทนายก่อน

น.ส. รักชนก กล่าวต่อว่า ขณะนี้ไม่ได้กังวล เพราะเป็นคดีฟ้องหมิ่นประมาทเป็นปกติที่เกิดขึ้น แต่มันก็จะสร้างพาระให้กับเราต้องมีการเดินทาง หรือเป็นการสร้างภาระให้เราต้องเข้าสู่กระบวนการ ก็ยืนยันว่าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในนานที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ซึ่งเรื่องก็เดินไปตามขบวนการ ต่อจากนี้ก็คงจะไม่มีอะไรไกลเกลี่ยกันแล้ว ก็ตามขบวนการไป เพราะเหมือนจะไกล่เกลี่ยกันตกลงกันอีกอย่าง ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง ก็ไม่รู้จะไปสู่ตรงนั้นทำไม

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ที่ตนออกมาเปิดเผยหรือพูดถึงนายสุชาติ ทุกคนก็คงได้เห็นถึงการทำงานของตนอย่สงเข้มข้นและคงไม่มีอะไรเปลี่ยน และหลายๆคดีที่ฟ้องมา พอไปในชั้นศาลถ้าติชุมสุจริตเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนตนมั่นใจมากว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ทนายความส่วนตัว ของนายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมา สน. ทองหล่อเพื่อมาสังเกตการณ์เท่านั้นไม่ได้อยากจะมาร่วมเฟรมด้วย ผมไม่ให้ราคากับ ส.ส.หญิงรายนี้ ก่อนที่จะตรวจสอบคนอื่น ตรวจสอบตัวเองก่อนไหมว่า คดีที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์จะอ่านแล้วเตรียมตัวใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างไร ถ้า ส.ส. ไม่มีการโพสต์เรื่องนี้คงไม่มีการแจ้งความ นายสุชาติคงไม่มอบอำนาจให้ตนมาแจ้งความ และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไม่เคยกลั่นแกล้ง ส.ส. รายนี้

“วันนี้ที่ผมเดินทางมาสน. ทรอเพื่อมาดูว่าเขาถูกพิมพ์ลายมือหรือไม่ และวันนี้ทราบว่า ส.ส.รักชนก ถูกพิมพ์ลายมือไปแล้วสองคดี ต่อไป ก็ไม่มีการเปิดทางเจรจากันแล้ว เพราะว่าแค่ผมจะเดินทางไปทักทายหน่อยทำเป็นบอกว่า ไม่อยากร่วมเฟรม ผมว่าไม่ต้องพูดแล้ว ผมตอบแทนคุณสุชาติเลยว่าไม่ต้องพูด ไม่ต้องไกล่เกลี่ยแล้ว ดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายเลยครับ” กล่าวและว่า ส่วนที่คุณรักชนกบอกว่าเป็นการ วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต นักการเมืองต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ ผมก็อยากถามพี่น้องสื่อว่า ที่โพสต์ว่า เถื่อน ถ่อย ชั่ว เป็นการวิจารณ์หรือไม่ ผมว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ และบอกว่าคุณสุชาติ ทุจริตรับสินบน ก็ไม่ใช่เป็นการวิจารณ์ แต่เป็นการกล่าวหา บุคคลสาธารณะ ตรวจสอบได้ รัฐมนตรีเป็นความคาดหวังของสังคม แต่ตนยืนยันได้ว่าคุณสุชาติไม่เคย กินสินบาทค่าสินบน คุณสุชาติไม่เคยทุจริต คุณสุชาติยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักตนกล้ายืนยัน และคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งวันนี้ก็เดินทางไปต่างประเทศกับนายนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี จึงมอบอำนาจให้ตนมาติดตามคดีและสอบถามพนักงานสอบสวน และทราบว่าคุณรักชนกถูกพิมพ์ลายมือไปแล้ว วันนี้คุณรักชนกเป็นผู้ต้องหา ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้ตนไปยื่นคำร้อง ต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนในเรื่องการไม่ปฏิบัติตามาตาฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ก็ต้องร้องให้ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ตนถึงเดินทางมาสน.ทองหล่อในวันนี้ เพื่อมาติดตามคดีที่โรงพัก และจะมาเจอว่าคุณรักชนกมาจริงหรือเปล่าแค่นั้นเอง ไม่ได้อยากมาร่วมเฟรม

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ในคดีที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ดูเหมือนคุณรักชนก จะขอโทษ แต่ไม่ขอโทษ และไม่ลบ ข้อความ ไม่แชร์ข่าว ต้นจึงหยก คดีขึ้นมาไต่สวนใหม่ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เวลา 13.30 น. พฤติกรรมอย่างนี้นายสุชาติจะให้อภัยได้อย่างไร อย่าลืมว่าวันนี้คุณรักชนกไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง เพราะว่าปิดสมัยประชุม ตนก็ตามมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. ซึ่งหมายเรียกครั้งแรกวันที่ 6 สิงหาคม ตนก็มาตาม คุณรักชนกก็ไม่มา เป็นขอมดำดิน เพราะเขาใช้ช่องเอกสิทธิ์คุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญ ม.125 วรรค1 เพราะสภาจะเปิดสมัยประชุมครั้งที่2 /2569 วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ถ้าวันนี้คุณรักชนกไม่มาอีก ตนก็จะทำหนังสือยื่นคำร้องให้หัวหน้าพนักงานสอบสวน ให้ออกหมายจับทันที
“การที่คุณรักชนกเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว กระบวนการในการยื่นคำให้การไม่ติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญแล้ว เขาต้องมาดำเนินการในฐานะผู้ต้องหา ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่าคุณสุชาติเสียหายจริงๆ และการนำข้อมูลไปโพสต์กระจายในคอมพิวเตอร์เป็นการสร้างความเสียหายให้กับนายสุชาติ พี่น้องประชาชนที่เขาไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็มองว่าคุณสุชาติเป็นคนไม่ดี แต่ความจริงแล้วคุณสุชาติไม่เคยทุจริต ไม่เคยเรียกรับสินบน และไม่ได้เป็นคนถ่อยตามที่เขากล่าวหาด้วย” นายณัฐวุฒิ กล่าว

รักชนก ศรีนอก, สุชาติ ชมกลิ่น

นายกฯถึงนครซิดนีย์ เยือนออสเตรเลีย ขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน

17 สิงหาคม 2569 เวลา 19:52 น.

นายกฯเดินทางถึงนครซิดนีย์ เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ พร้อมขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน

เมื่อเวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน

เมื่อเดินทางถึง นายไมเคิล จอห์น เดลี อัยการสูงสุดรัฐนิวเซาท์เวลส์ ในฐานะผู้แทนผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ นางลอร่า ทอมป์สัน รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีฝ่ายพิธีการทูต สำนักนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย และนางคารินา คาเมรอน รองอธิบดีกรมพิธีการทูตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ให้การต้อนรับ

โดยพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาลออสเตรเลีย

สำหรับวันพรุ่งนี้ (18 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญในนครซิดนีย์ ดังนี้

ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ณ Government House จากนั้นจะกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญของออสเตรเลีย โดยจะนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่อความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลีย ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบปะชุมชนไทยและเยี่ยมชมย่าน Thai Town เพื่อรับฟังความคิดเห็นและพบปะพี่น้องชาวไทยในออสเตรเลีย ก่อนพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva Pty Ltd. บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย พร้อมเยี่ยมชมสำนักงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมกิจกรรมพบหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ณ โรงแรม Crown Sydney เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนไทยกับออสเตรเลีย ก่อนรับประทานอาหารค่ำร่วมกับภาคเอกชนไทย และเดินทางต่อไปยังกรุงแคนเบอร์รา โดยมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยาน Fairbairn กรุงแคนเบอร์รา ในเวลา 21.30 น.

“การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในทุกมิติ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปลงความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไปสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงานสะอาด เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างประโยชน์และโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล, ออสเตรเลีย

โปรดพระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 13 รูป

17 สิงหาคม 2569 เวลา 18:30 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 13 รูป ดังนี้

1. พระเทพวชิรคุณาธาร เป็น พระธรรมวชิรคุณาธาร ไพศาลศาสนกิจโกศล โสภณธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดบ้านเปลือยใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 6 รูป คือ พระครูปลัดสุธีวรวัฒน์ 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระราชวชิรเมธี เป็น พระเทพปริยัติวัชรเมธี ศรีศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ สถิต ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระญาณวิลาศ เป็น พระราชญาณวชิโรภาส วิลาสธรรมคุณากร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดป่าทรงธรรม จังหวัดร้อยเอ็ด มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4. พระพิมลภาวนาพิธาน เป็น พระราชวัชรภาวนาพิธาน วิปัสสนาภารธุราทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5. พระศรีธีรพงศ์ เป็น พระราชวชิรสารเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดทองนพคุณ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

6. พระครูปริยัติวราภิรักษ์ วัดหนองอีบุตร จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระปริยัติวชิราทร

7. พระครูศรีวิสุทธิวัฒน์ วัดธาตุ พระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระปริยัติวัชรสุนทร

8. พระครูสันติกิจจานุการ วัดบางสมัคร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวัชรวิสิฐ

9. พระครูศรีวชิรวงศ์ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระปริยัติวชิรเวที

10. พระครูโชติธรรมประกาศ วัดเกษมทรัพย์พัฒนาราม จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรธรรมโชติ

11. พระครูสิทธิภาวนานุศาสก์ วัดศรีสองเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวชิรธาดา

12. พระครูศรีกิตติวโรดม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระกิตติวชิโรดม

13. พระมหาอดิเรก เตชวณโณ (เปรียญธรรม 7 ประโยค) วัดบางตะไนย์ จังหวัดปทุมธานี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระอุดมวชิรสุธี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์, ราชกิจจานุเบกษา

วีระยุทธ ชำแหละจีดีพีไตรมาส 2 โตทิพย์! แฉรัฐบาลปล่อยผี Data Center ดันยอดนำเข้าทะลัก

17 สิงหาคม 2569 เวลา 18:07 น.

‘วีระยุทธ’ ชำแหละจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตทิพย์ รัฐบาลปล่อยผี Data Center ดันยอดนำเข้าทะลัก ทิ้งอุตสาหกรรม-แรงงานไทยเข้าสภาวะโคม่า ซัดนี่หรือคือ New Economy?

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 รศ.ดร. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และรองหัวหน้าพรรค ประชาชน กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (YoY) แต่ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยระบุว่า ภายใต้ตัวเลขภาพรวมดังกล่าวมีความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนซ่อนอยู่ นั่นคือโครงการ Data Center ได้กลายเป็น “เดอะแบก” ตัวใหม่ของเศรษฐกิจไทย ในขณะที่ภาคการผลิตและ SME ไทยกำลังเจ็บหนักกว่าเดิม

รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวว่า สาเหตุที่รัฐบาลและ BOI ยอม “ปล่อยผี” เร่งอนุมัติโครงการ Data Center ในช่วงที่ผ่านมา โดยไม่ต้องทำรายงาน EIA และไม่มีเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ก็เพื่อช่วยพยุงจีดีพีไตรมาสนี้ไม่ให้ถึงขั้นติดลบ แม้ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 13.4 แต่แทบทั้งหมดคือการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์มาติดตั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะยอดนำเข้าล้นทะลักตามมา โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท สร้างสถิติใหม่ทุกเดือน โดยเฉพาะการขาดดุลกับจีนประเทศเดียวที่พุ่งสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท เพราะการลงทุน Data Center ในทางปฏิบัติคือการนำเข้าอุปกรณ์เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ในทางตรงกันข้าม ภาคอุตสาหกรรมและแรงงานไทยกลับถูกทิ้งให้อยู่ในสภาวะโคม่า การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัตราการใช้กำลังการผลิตร่วงลงมาเหลือเพียงร้อยละ 57.5 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส ขณะที่อุตสาหกรรมหลักเดิมอย่างยานยนต์ก็หดตัวถึงร้อยละ 7.2 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลงเหลือระดับ 44.0 ซ้ำร้ายยังมีผู้ประกันตนว่างงานในระบบมาตรา 33 เพิ่มขึ้นเกือบ 50,000 คนภายในไตรมาสเดียว เรียกได้ว่าตรงข้ามกับตัวเลขการลงทุนและโครงการก่อสร้าง Data Center ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด คือภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยกับแรงงานไทยที่หล่นขอบเหวลงไปเรื่อยๆ

รศ.ดร.วีระยุทธ ยังตั้งคำถามถึงกรณีที่รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตีความรายงานของสภาพัฒน์ฯ ในแง่บวก และประกาศว่าเศรษฐกิจไทยขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก New Economy แล้ว โดยระบุว่า การยกเว้นภาษีและปล่อยฟรีให้ Data Center โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับใช้วัตถุดิบในประเทศ ถือเป็นการเข้าสู่ New Economy ที่แท้จริงหรือไม่ เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ดูเหมือนจะมีเพียงเจ้าของที่ดินและผู้รับเหมาก่อสร้างชาวไทย ในขณะที่ผู้ผลิต แรงงาน และ SME ไทยกลับไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ

“เมื่อรัฐบาลปล่อยให้ Data Center นำเข้าทุกอย่างมาแล้ว จะเข้าไปกำกับเรื่อง Local Content ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยย้อนหลังได้อย่างไร นอกจากมาตรการกระตุ้นบริโภคอย่าง 60/40 แล้ว รัฐบาลมองเห็นความเดือดร้อนของอุตสาหกรรมไทยและแรงงานไทยหรือไม่ และจะลงมือช่วยเหลืออุตสาหกรรมไทยจริงจังเมื่อใด ตกลงนี่คือยุค New Economy หรือการผูกอนาคตเศรษฐกิจไทยไว้กับ Data Center ที่มีเพียงเจ้าของที่ดินกับผู้รับเหมาก่อสร้างไทยได้ประโยชน์?” รศ.ดร.วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

พรรคประชาชน, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร