กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

กรณ์ แนะ 2 แนวทางให้นายกฯ แก้ปม กกร.เปิดผลสำรวจคอร์รัปชันหน่วยงานราชการพุ่ง 

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กรณีข่าว กกร.(3 เสาหลักภาคเอกชนไทย หอการค้า-อุตสาหกรรม-ธนาคาร) มีผลสำรวจสมาชิกว่าด้วยการ “ทุจริตคอร์รัปชั่นของหน่วยงานราชการ” นั้น

ในฐานะนายกรัฐมนตรี สามารถแสดงออกได้ 2 แนวทาง ประมาณนี้

แนวที่ 1 – เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องความรู้สึกที่สะสมมาจากในอดีต ถ้าหน่วยงานเขาฟ้องผู้ทำแบบสำรวจก็ช่วยไม่ได้นะ กล้ากล่าวหาก็ต้องพร้อมรับผิดชอบ

แนวที่ 2 – ขอยอมรับว่าการทุจริตในหน่วยราชการยังเป็นปัญหา เป็นอุปสรรคต่อประเทศ ขอขอบคุณสำหรับแรงกระตุ้นจากภาคเอกชนให้ผมได้ตื่นตัว ผมจะกำชับทุกกระทรวง กรม กอง พร้อมมีมาตรการป้องกัน และในอีก 6 เดือนข้างหน้า ขอให้มาสำรวจอีกครั้ง ผมยืนยันว่าจะต้องดีขึ้น

ขอให้ประชาชนคนไทยลองตามข่าวดูเอาเองครับว่า นายกฯ ของเราไปแนวไหน!? “

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเต็มที่ทุกราย

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเต็มที่ทุกราย

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเต็มที่ทุกราย

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.20 น.

นายกฯ มอบ ศุภมาส เยี่ยมเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ แยกอโศก-ดินแดง พร้อมย้ำ สคบ. จัดทีมเฉพาะกิจ ผนึกหน่วยงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคใช้บริการสาธารณะเต็มที่ทุกราย

เมื่อวันนี้ 17 พ.ค.2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบเหตุ จากกรณีรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ มักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลเพชรเวช  โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีคณะของการรถไฟแห่งประเทศไทย และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ร่วมด้วย 

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและสิทธิของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาเต็มที่ เมื่อช่วงค่ำวานนี้นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เกิดเหตุด้วยตนเอง และในวันนี้ได้เดินทางเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ พร้อมรับฟังปัญหาจากผู้ประสบเหตุ เพื่อนำสู่กระบวนการเยียวยาอย่างเร่งด่วน

“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกรายฟื้นตัวโดยเร็ว วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี มอบหมานให้ดิฉันเยี่ยมผู้ประสบเหตุจำนวนหกราย เราขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ในส่วนของดิฉันที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ดิฉันได้สั่งการให้ตั้งทีมเฉพาะกิจในเรื่องนี้ทันที โดยทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเยียวยาถึงมือพี่น้องประชาชนเร็วที่สุด ผู้เสียหายและครอบครัวไม่ต้องเดินเรื่องเอง รัฐบาลและ สคบ. จะเดินเรื่องให้” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ สคบ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายและครอบครัวเป็นการเฉพาะ 2. ให้คำปรึกษาด้านสิทธิผู้บริโภคบริการสาธารณะ ทั้งสิทธิเยียวยาและสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัย 3. ส่งต่อเรื่องและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และ 4. ติดตามผลการเยียวยาให้ครบถ้วน พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อผู้เสียหายเป็นระยะ

ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว หรือต้องการคำปรึกษาเรื่องสิทธิผู้บริโภคในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

ยะใส มองรถไฟชนรถเมล์ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย จี้ปฏิรูปจริงจัง

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รถไฟชนรถเมล์ : ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย

อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางกรุงเทพฯ จนมีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” แต่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ของระบบคมนาคมและความปลอดภัยสาธารณะของไทย เพราะในเมืองหลวงที่มีทั้งเทคโนโลยี งบประมาณ และหน่วยงานจำนวนมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ปัญหาไม่ใด้อยู่แค่คนขับหรือเจ้าหน้าที่ แต่สะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่จุดตัดทางรถไฟที่ยังเสี่ยง ระบบบริหารที่แยกส่วน ต่างหน่วยต่างทำ ไปจนถึงการพัฒนาเมืองที่ไม่สัมพันธ์กับระบบความปลอดภัย ขณะที่หลายประเทศทยอยยกเลิกจุดตัดระดับเดียวไปนานแล้ว ไทยยังมีจุดเสี่ยงจำนวนมากทั่วประเทศ

สิ่งที่น่ากังวลคือ วัฒนธรรมการบริหารแบบ “แก้หลังเกิดเหตุ” มากกว่าป้องกันก่อนเกิดเหตุ ทุกครั้งหลังเกิดโศกนาฏกรรม เรามักเห็นการตั้งกรรมการ ตรวจสอบ และเยียวยา แต่ไม่ค่อยเห็นการปฏิรูประบบจริงจัง ทั้งที่วันนี้โลกมี AI ระบบเซนเซอร์ และ Big Data ที่สามารถช่วยวิเคราะห์และป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้าได้แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครผิด” แต่คือ “ประเทศไทยจะยกระดับระบบความปลอดภัยสาธารณะอย่างไร” เพราะชีวิตประชาชนไม่ควนถูกฝากไว้กับความเคยชิน ความเสี่ยง และโชคชะตาอีกต่อไป หากยังไม่ปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โศกนาฏกรรมแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อีกในวันข้างหน้า”

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายฝังไมโครชิปฟรี

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายฝังไมโครชิปฟรี

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายฝังไมโครชิปฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.16 น.

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. ชัยวัฒน์ ชูนโยบายจูงใจคนเลี้ยงนำสัตว์ฝังไมโครชิปฟรี-มีส่วนลดทำประกันสัตว์เลี้ยง เสนอเพิ่มศูนย์พักพิง 3-4 เท่า เชื่อมรับเลี้ยงสัตว์ ลดภาระคนเมือง-หมาแมวจรถูกทิ้ง

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 ที่บ้านเพื่อน Cafe & Creative Space เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครฯ พรรคประชาชน กรุงเทพมหานครฯ จัดกิจกรรมเสวนาและนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์จร ของทีมผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ (กทม.) พรรคประชาชน โดยมี นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. พรรคประชาชน, น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายอริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน ร่วมวงเสวนาพร้อมด้วย น.สพ.กรชิต สุวรรณ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ และผู้ก่อตั้ง Happy Howl – Dog Training and Behavioural เป็นแขกรับเชิญร่วมในงานเสวนาวันนี้

โดยนายชัยวัฒน์ ระบุว่าคนไทยมักเคยชินกับสัตว์จร ประเทศไทยมีคนใจดีเยอะ เห็นสัตว์จรก็สงสารป้อนข้าวให้จนสัตว์จรมาอาศัยอยู่แถวนั้น ขณะเดียวกันสัตว์เลี้ยงจำนวนมากเมื่อคนเลี้ยงไปแล้วเริ่มป่วย บางกรณีเสียค่าใช้จ่ายเยอะ คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะเลี้ยงดูรักษาต่อหลายคนก็มักนำไปปล่อยจนกลายเป็นสัตว์จร ที่เมื่อผสมพันธุ์กับสัตว์จรตัวอื่นก็เพิ่มปริมาณขึ้นมา เกิดเป็นวัฏจักรวนเวียนจน กลายเป็นปัญหารบกวนการใช้ชีวิตของคนในเมือง คุ้ยขยะหาอาหาร หรือสัตว์จรบางตัวก็มีพฤติกรรมดุร้าย 

สิ่งที่ต้องกลับมาคิดในการทำนโยบาย คือวัฏจักรวงจรของสัตว์จรเหล่านี้มาจากไหน จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้ และ กทม. จะสนับสนุนการดูแลคนและสัตว์เลี้ยงในฐานะที่เป็นครอบครัวของคนที่เลี้ยงสัตว์ได้อย่างไร กลไกที่พรรคประชาชน กทม. เสนอคือการทำประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง ซึ่ง กทม. ในฐานะที่เป็นคนดูแลเมือง สามารถนำมาใช้พร้อมๆ ไปกับกลไกที่จะดูแลและลดปัญหาสัตว์จรควบคู่กันไปได้ 

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า กลไกสำคัญของนโยบายนี้ คือการให้คนเลี้ยงสัตว์นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน โดยมีสิ่งจูงใจคือการได้ฉีดวัคซีนพื้นฐานฟรี ทำหมันให้ฟรี พร้อมฝังไมโครชิปให้ และมีส่วนลดในการทำประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้กทม. มีลักษณะเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อเชื่อมคนเลี้ยงสัตว์กับคนที่รับประกันสุขภาพสัตว์ คนที่นำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียนฝังไมโครชิปกับ กทม. ก็เหมือนกับการแจ้งเกิด จะทำให้ กทม. รู้ว่าตอนนี้มีจำนวนสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ ขณะเดียวกันผู้เลี้ยงสัตว์ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ กทม. จะจัดสรรให้

กทม. ปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดในการจัดการปัญหาสัตว์จรเยอะมาก ทั้งด้วยงบประมาณที่จำกัดและศูนย์พักพิงสัตว์จรที่มีอยู่น้อยมาก การจูงใจให้คนเลี้ยงสัตว์มาแจ้งเกิด นอกจากคนเลี้ยงจะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แล้ว กทม. จะยังได้จำกัดและลดปัญหาสัตว์จร อีกทั้งเมื่อเวลาสัตว์เลี้ยงหายก็จะสามารถติดตามได้ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคประชาชน กทม. ยังมีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลสัตว์จร ให้สามารถดูแลได้เพิ่มขึ้นอีกราว 3-4 เท่า และอีกสิ่งหนึ่งที่ กทม. สามารถทำได้เลย ก็คือเวลามีคนอยากหาสัตว์ไปเลี้ยง ก็อาจมารับจากศูนย์พักพิงสัตว์จรได้ โดยทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น จัดทำข้อมูลโปรไฟล์สัตว์แต่ละตัวในศูนย์มาให้เลือก ให้คนสามารถเข้ามาดูเบื้องต้นก่อนที่จะเข้ามาติดต่อดูตัวจริง หากตัดสินใจที่จะเลี้ยงก็เข้ากระบวนการฝังชิปและรับไปเลี้ยง ซึ่งจะเป็นการลดจำนวนของสัตว์ที่ศูนย์จะต้องดูแลได้ด้วย

กทม. จะเป็นที่ที่ดูแลทั้งคนเมืองและสัตว์เลี้ยงของคนเมือง ไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสร้างผลกระทบที่ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตลำบาก ดูแลแก้ปัญหาทั้งสัตว์เลี้ยงที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และแก้ปัญหาสัญจรแบบครบวงจรไปพร้อมกันด้วย

ส่วนนายอริย์ธัช ระบุว่า หนึ่งในปัญหาสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจากการที่ตนได้เข้าไปเห็นในพื้นที่ชุมชน พบว่าถ้าเป็นบ้านมีรั้ว คนเลี้ยงมักจะมีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะดูแลได้ ไม่กระทบเพื่อนบ้านเท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นพื้นที่ชุมชนที่บ้านติดกันและมีพื้นที่จำกัด หลายคนจะเริ่มมีปัญหาในการดูแล โดยเฉพาะความเจ็บป่วย โรคติดต่อ และอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากกว่า ภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นโจทย์สำคัญประการหนึ่งสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ใน กทม. การนำไปรักษาครั้งหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องการเดินทางที่ยาก การเข้าถึงการรักษาก็ยาก ค่ารักษาก็เป็นเรื่องยาก

สำหรับคนเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก จึงไม่ใช่แค่การที่สัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านแล้วจบปัญหา แต่ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดูแลด้วย ถ้าไม่มีกลไกหรือนโยบายมาดูแลสัตว์เลี้ยงระบบปิดที่อยู่ในบ้านให้ดี ไม่นานสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นสัตว์จรข้างนอกก็ได้ เพราะคนเลี้ยงดูแลไม่ไหวแล้ว

นายอริย์ธัช กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันศูนย์พักพิงสัตว์จรที่เขตประเวศก็กำลังรับดูแลสัตว์อยู่เต็มจำนวน ซึ่งคนที่อยากเลี้ยงสัตว์หลายคนสามารถไปเลือกรับเลี้ยงจากศูนย์แห่งนี้ได้ สิ่งที่พรรคประชาชน กทม. คิดเป็นนโยบายเกี่ยวกับสัตว์จรและสัตว์เลี้ยงออกมา ส่วนหนึ่งจะยังเป็นการส่งเสริมปัจจัยให้กับผู้ที่อยากเลี้ยงสัตว์ ที่เมื่อวันหนึ่งตัดสินใจที่จะรับสัตว์มาดูแลแล้ว จะมีประกันมาลดค่าใช้จ่ายในการรักษา เมื่อบวกกับการฝังชิพและทำหมัน โอกาสที่คนเลี้ยงจะปล่อยสัตว์เลี้ยงกลายไปเป็นสัตว์จรอีกครั้งก็จะน้อยลง 

ทางด้าน น.ส.รักชนก ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ตนได้พบเวลาเข้าชุมชน ก็คือการได้เจอหมาแมวที่เป็นสัตว์จรเยอะมาก มีคนให้อาหารแต่ไม่มีใครรับเป็นเจ้าของ สิ่งที่มักพบเจอคือหมาแมวจรจัดเมื่อไม่มีเจ้าของที่มาดูแลเป็นกิจลักษณะ ไม่มีการฉีดวัคซีนหรือทำหมัน สุดท้ายก็จะผสมพันธุ์กันแล้วขยายจำนวนไปเรื่อยๆ ในชุมชนที่ติดกับวัดปัญหายิ่งหนัก เมื่อมีพื้นที่ให้หมาแมวมารวมตัวกัน หลายคนก็จะรู้สึกว่าถ้าจะเอามาปล่อยอีกสักตัวก็น่าจะไม่เป็นไร คนจึงมักเอาหมาแมวมาปล่อยที่วัด จนเป็นการเพิ่มสัดส่วนของหมาแมวจรจัดไปโดยปริยาย

นโยบายของพรรคประชาชน กทม. จึงเป็นการเสนอแรงจูงใจให้คนนำสัตว์เลี้ยงมาฝังไมโครชิป โดยนอกจากการทำหมันฟรีและฉีดวัคซีนฟรีที่มีอยู่แล้ว ผู้เลี้ยงสัตว์ยังจะสามารถเลือกที่จะทำประกันสัตว์เลี้ยงกับผู้รับประกันที่ กทม. จัดหามาให้ได้ ปัจจุบันมีประกันสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว แต่ผู้เลี้ยงสัตว์หลายรายมักเห็นว่าราคาสูงเกินไปหรือมีหลายแพ็คเกจเกินไป กทม. จะทำรายการมาให้เลยว่าเลี้ยงสัตว์อะไร แล้วมีแพ็คเกจอะไรให้บ้างโดยมีส่วนลดให้

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในปัจจุบันมีภาคประชาสังคมจำนวนมากที่รับสัตว์มาเลี้ยงดูชั่วคราว และประกาศหาคนสนใจที่จะมารับไปเลี้ยงถาวร ซึ่ง กทม. สามารถเป็นผู้เชื่อมต่อกับภาคประชาสังคมที่มีสัตว์ในการดูแลจำนวนมากได้ รวมทั้งการให้การสนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติหรือระเบียบที่จะเอื้อให้เอกชนหรือภาคประชาสังคมที่ดูแลสัตว์ในลักษณะนี้ได้ หรืออาจจะรวมไปถึงการประสานกับรัฐบาลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่รับสัตว์จากศูนย์ดูแลเหล่านี้ไปเลี้ยง สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ศูนย์พักพิงที่เป็นภาคเอกชนและประชาสังคมมีการจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น โดยมี กทม. เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ การทำโปรไฟล์ ลดจำนวนสัตว์ที่รับดูแลอยู่อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ น.สพ.กรชิต ระบุว่า ในมิติที่มากกว่าการทำหมันซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุไปแล้ว ผู้ที่คิดนโยบายอาจจะต้องพิจารณาถึงต้นเหตุด้วย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตัดสินใจอยากรับสัตว์มาเลี้ยง ที่ควรจะต้องมีองค์ความรู้ประมาณหนึ่ง อย่างกรณีของศูนย์พักพิงสัตว์ที่เขตประเวศ อาจทำโมเดลโดยให้ผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์ ได้ทดลองมีประสบการณ์ในการดูแลสัตว์โดยตรง ซึ่งอาจช่วยชะลอในการตัดสินใจของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้มีแต่ภาพที่สวยงามอย่างเดียว

โดยที่ กทม. อาจทำเช็คลิสต์ในการประเมินว่าคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ที่จะมารับจากศูนย์ดูแลสัตว์มีความพร้อมแค่ไหน โดยอาจนำเอไอใช้ในการช่วยประเมินด้วย หากประเมินแล้วคนที่สนใจเลี้ยงสัตว์ได้คะแนนที่ไม่มากพอ ก็อาจช่วยชะลอการตัดสินใจของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์แต่ไม่มีความพร้อมได้ ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาสัตว์จรได้ในระดับหนึ่ง

น.สพ. กรชิต กล่าวต่อไปว่า อีกโมเดลหนึ่งที่น่าสนใจคือที่ประเทศญี่ปุ่น มีโรงเรียนสอนสุนัขเพื่อคนตาบอด เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนและนักเรียนเข้ามาศึกษาว่าสุนัขใช้ชีวิตอย่างไรหรือต้องดูแลอย่างไรบ้าง ถ้าศูนย์พักพิงสัตว์อย่างที่เขตประเวศสามารถจัดกิจกรรมเช่นนี้ได้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนใน กทม. ได้เหมือนกัน ว่าถ้าคนอยากเลี้ยงสัตว์จะต้องเจออะไรบ้าง ไม่ใช่แค่อยากเลี้ยงก็เลี้ยงเลย
 

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ คล้ายทฤษฎี ชีสสวิส ซัดมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ คล้ายทฤษฎี ชีสสวิส ซัดมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟชนรถเมล์ คล้ายทฤษฎี ชีสสวิส ซัดมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

รองโฆษกปชป. ชี้เหตุรถไฟสินค้าชนรถเมล์ เกิดจากรูรั่วระบบปลอดภัยหลายชั้นเรียงมาตรงกันพอดีเหมือนทฤษฎี ชีสสวิส เหน็บมัวรอแต่ เมกะโปรเจกต์ จนไม่ได้ทำอะไร เสนอ 3 ทางออกเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุรถไฟสินค้าชนกับรถโดยสารประจำทางที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ใต้แนวรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (16 พ.ค.) ว่า ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกคนปลอดภัยและกลับมาแข็งแรงโดยเร็ว วันนี้ตนไม่อยากให้สังคมมองว่าอุบัติเหตุบดขยี้กันกลางกรุงครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ความผิดพลาดเฉพาะหน้าของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง โศกนาฏกรรมทางคมนาคมขนาดใหญ่แบบนี้ มักเกิดจากรูรั่วหลายชั้นของระบบความปลอดภัยที่มันบังเอิญเรียงมาตรงกันพอดี หรือที่ในทางสากลเรียกว่าทฤษฎี “Swiss Cheese Model” 

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตามหลักการแล้ว ระบบคมนาคมที่ปลอดภัยต้องมีด่านป้องกันถึง 5 ชั้น ประกอบด้วย ชั้นที่ 1 กฎจราจร ที่ห้ามรถทุกชนิดหยุดค้างบนราง ซึ่งจุดนี้ก็มีการตีเส้นทแยงเหลืองห้ามหยุดไว้แล้ว เพราะไม่ใช่พื้นที่รอคิว ชั้นที่ 2 ไม้กั้นและสัญญาณเตือน ที่ต้องสมบูรณ์แบบ จากคลิปเหตุการณ์ได้ปรากฎชัดเจนว่ามีเสียงเตือน ชั้นที่ 3 ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟ หากไม้กั้นไม่ลงหรือทางไม่โล่ง รถไฟไม่ควรได้รับอนุญาตให้ผ่าน ชั้นที่ 4 การควบคุมจราจร พื้นที่มักกะสันรถแน่นเป็นคอขวด ควรมีกล้องตรวจจับหรือเจ้าหน้าที่คอยสแตนด์บาย และ ชั้นที่ 5 การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการแยกรถไฟออกจากถนนอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะทุบ สร้างทางยกระดับ หรือทำทางลอด ปัญหาคือวันนี้ระบบบ้านเราพังพินาศ รูรั่วพวกนี้ปล่อยทิ้งขว้างจนคนกรุงเห็นจนชินตา ทั้งรถติดคาทางรถไฟ ไม้กั้นเสีย รถไฟขนสินค้าลากผ่านกลางใจเมือง จนความชินชาเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีใครคิดจะสะกิดแก้

“จุดตัดมักกะสันตรงนี้ มีทางออกเชิงโครงสร้างที่จะจบปัญหาโคตรคลาสสิกนี้ได้อยู่แล้ว นั่นคือโครงการ Missing Link รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงหัวหมาก–มักกะสัน–พญาไท–บางซื่อ ที่จะช่วยล้างบางจุดตัดระดับดินในเขตเมืองชั้นในให้ราบคาบ แต่ที่โครงการล่าช้าเป็นเต่าคลาน เพราะดันไปผูกติดทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จึงทำให้ความปลอดภัยของชีวิตคนเมือง ต้องถูกจับเป็นตัวประกันและผูกโยงไว้กับความล่าช้าของเมกะโปรเจกต์หมื่นล้าน แถมโครงการวงแหวนรถไฟรอบกรุงเทพฯ เช่น ช่วงสุพรรณบุรี–บ้านภาชี ที่จะช่วยเบี่ยงรถไฟสินค้าออกไปนอกเมือง ก็ยังขาดวิ่นไม่สมบูรณ์ รถไฟสินค้าเลยยังต้องมาวิ่งผ่าหัวใจเมืองแบบนี้” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

นายจิรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่มักกะสันไม่ใช่แค่เรื่องมานั่งชี้หน้าหาคนผิดชุ่ยๆ แต่เราต้องตั้งคำถามขยี้ไปที่ต้นตอว่า ปัญหาที่แหกปากพูดกันมา 20 ปี ทำไมถึงยังไม่แก้ มัวแต่รอๆๆ ผูกโครงการรวมกันมั่วซั่ว พอโครงการหนึ่งล่ม ทุกอย่างก็ล่มปากอ่าวพังครืนไปหมด ตนจึงขอเสนอ 3 แนวทางด่วนที่สุดคือ 1.อุดรูรั่วระยะสั้น ผูกสัญญาณไฟจราจรกับระบบรถไฟ (Interlocking) เพื่อระบายรถยนต์ออกจากรางให้เกลี้ยงก่อนรถไฟมา 2.เร่งคลอด Missing Link สายสีแดง แยกงานความปลอดภัยออกมาทำก่อน อย่าไปรอรถไฟ 3 สนามบิน และ 3. ลุยวงแหวนรถไฟรอบกรุง ดันรถไฟสินค้าออกไปนอกเมืองเสียที ถ้าไม่คิดจะแก้ให้เด็ดขาด วันนี้ก็จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่มีคนต้องสังเวยชีวิต อย่างไรก็ตาม ถ้าโครงสร้างรัฐยังพึ่งไม่ได้ ความปลอดภัยต้องเริ่มตระหนักจากตัวเองก่อน อย่างน้อยคนที่จะปลอดภัยก็คือตัวเราเอง

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

สุริยะ เซ็นตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งประธานขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 370/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

​โดยสาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าว ระบุว่าเพื่อให้การบริหารราชการในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังนี้

1.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการ

2.นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย

​1.ให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ข้อคิดเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนติดตามการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการต่างๆ เพื่อสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีฯ ให้สัมฤทธิ์ผล

2.เชิญหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ความเห็น หรือข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

​3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ประธานคณะกรรมการมอบหมายได้

4.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย

​ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (สั่ง ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569)

ปชน.ร่วมรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังปชช.ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

ปชน.ร่วมรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังปชช.ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

ปชน.ร่วมรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังปชช.ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

พรรคประชาชนรำลึก 34 ปี พฤษภา 35 หวังประชาชนร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค และ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ เขต 31 พรรคประชาชน ร่วมงานรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภา 2535 

โดยนายวิโรจน์ วางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ในฐานะตัวแทนผู้นำฝ่ายค้าน ความตอนหนึ่งว่า ตนเคยมีความเชื่อว่าเมื่อสังคมได้เห็นความสูญเสียและมีบทเรียนจากความรุนแรงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2535 การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อมาในปี 2549 และ 2557 ก็ทำให้ตน และประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าประเทศจะไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นนั้นมักจะล็อกการแก้ไขเอาไว้ และเมื่อสักวันหนึ่งที่พวกเขาติดหล่มไม่สามารถแก้ไขได้ จากเงื่อนไขที่ตนเองได้สร้างเอาไว้ พวกเขาก็อาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อทำรัฐประหารอีก ดังนั้นในการต่อสู้ระยะยาว เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายแบบนี้ ประชาชนจะต้องอดทนและร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาอีกครั้งให้ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อีกครั้ง

สุดท้ายนี้ ตนขอร่วมไว้อาลัยและรำลึกถึงการเสียสละของวีรชนทุกคนในเหตุการณ์พฤษภา 2535 ซึ่งในวันนั้นการเสียสละของพวกเขา ได้ก่อให้เกิดคุณูปการที่สำคัญ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่วีรชนของเราได้เสียสละไว้ จะทำให้ประชาชนทุกคนในวันนี้ได้ตระหนักและนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้อีกครั้ง
 

โฆษกปชป. ชง 3 ทางออก หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว

โฆษกปชป. ชง 3 ทางออก หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว

โฆษกปชป. ชง 3 ทางออก หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

โฆษก ปชป. หวั่น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดชนวนเงินเฟ้อพุ่ง-ดันหนี้ต่อหัว ชง 3 ทางออกเพิ่มทางเลือกคุมกำไรโรงกลั่น รีด ภาษีลาภลอย แทนกู้

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพิจารณาออกพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า การกู้เงินจำนวนดังกล่าวแม้ด้านหนึ่งจะเป็นการเติมเม็ดเงินให้ประชาชน แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นการสร้างภาระผูกพันระยะยาว โดยมีการประเมินกันว่าหากมีการกู้เงินในวงเงินนี้ ประชาชนอาจได้รับเงินอัดฉีดรายคนในระดับหนึ่ง แต่จะต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงคนละประมาณ 6,000 บาท ขณะเดียวกัน การออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน ยังทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและถ่วงดุลอำนาจจากระบบสภาผู้แทนราษฎร

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้พิจารณาบริบทเชิงเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตที่ประเทศไทยจำเป็นต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงิน จะพบความแตกต่างด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Stability) อย่างชัดเจน คือในวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวรุนแรงติดลบติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส หนี้เสีย (NPLs) ในระบบสถาบันการเงินสูงถึง 52% และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับวิกฤตจากการปกป้องค่าเงินบาท ส่วนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551-2552) GDP ติดลบ 7.1% ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวหดตัวอย่างรุนแรง อัตราการว่างงานพุ่งสูง และเงินคงคลังอยู่ในภาวะตึงตัว และวิกฤตโควิด-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อประคองผู้ประกอบการและรักษาการจ้างงาน

อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเผชิญภาวะชะลอตัว แต่ตัวเลขชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกยังขยายตัว 1.5% ภาคการส่งออกเติบโต 19% ภาคการท่องเที่ยวขยายตัว 7.2% และล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ยังคงสะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ดังนั้น ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในขณะนี้จึงไม่ใช่ “วิกฤตทางการคลัง” (Fiscal Crisis) แต่เป็น “วิกฤตเชิงต้นทุน” (Cost Crisis) ของภาคการผลิตและค่าครองชีพ

“การที่รัฐบาลระบุว่าจะกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่ง 2 แสนล้านบาทแรกเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ อาจกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลังเพื่อใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน สิ่งที่ควรทำเร่งด่วนในวันนี้คือการเปิดเจรจากับผู้ประกอบการและโรงไฟฟ้าเพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายและโครงสร้างค่าไฟ รวมถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระประชาชนโดยไม่ต้องกู้เงินจนชนเพดานและลดทอนความมั่นคงทางการคลัง” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวด้วยว่า ตนขอเสนอ 3 ทางออกเชิงนโยบาย เพื่อทดแทนการสร้างหนี้สาธารณะ และต้องการให้รัฐบาลนำเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ มาใช้บริหารจัดการต้นทุนพลังงานและขับเคลื่อนโครงการสวัสดิการ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือโครงการไทยช่วยไทย ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินนอกงบประมาณ ได้แก่ 1.เข้าบริหารจัดการกำไรส่วนเกินกลุ่มพลังงาน จากผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ผ่านมา สะท้อนว่าได้รับประโยชน์ส่วนต่างจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินไป รัฐบาลจึงควรพิจารณาจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะสามารถดึงราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต้นๆ ได้ทันที และจะช่วยลดต้นทุนเกี่ยวเนื่อง ทั้งก๊าซหุงต้ม เม็ดพลาสติก และค่าขนส่ง

ขณะที่ 2.โอนงบประมาณค้างท่อ จากการประเมินในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คาดว่ามีงบประมาณค้างท่อจากหน่วยงานภาครัฐที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายจริงกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาเกลี่ยเพื่อใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพได้ และ 3.ตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หากรัฐบาลประเมินว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริง ควรดำเนินการปรับลดหรือตัดงบประมาณในโครงการพัฒนาของกระทรวงต่าง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในศกนี้ออกไปก่อน เพื่อนำงบประมาณมาสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

นายกฯสั่งเยียวยาสูงสุด! เหตุรถไฟชนรถเมล์ มองอนาคตเล็งเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

นายกฯสั่งเยียวยาสูงสุด! เหตุรถไฟชนรถเมล์ มองอนาคตเล็งเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

นายกฯสั่งเยียวยาสูงสุด! เหตุรถไฟชนรถเมล์ มองอนาคตเล็งเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

“นายกฯ”สั่งการรถไฟ-ขสมก.เยียวยาสูงสุด ทั้งผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตเหตุรถไฟชนรถเมล์ เผยผู้บาดเจ็บมีสภาพจิตใจย่ำแย่ คนขับรถไฟ-รถเมล์รู้สึกสำนึก เร่งหามาตรการจุดตัดทางรถไฟป้องกันเหตุซ้ำ มองอนาคตอาจเปลี่ยนเส้นทาง-ขุดอุโมงค์

17 พฤษภาคม 2569 ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บจากเหตุรถไฟชนรถประจำทาง และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงคมนาคมและประกันภัย ว่า ตนได้ให้แนวทางทาง ขสมก.และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตต้องเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้หลังใช้บริการขนส่งสาธารณะของรัฐ ซึ่งตนได้ให้ข้อคิดกับทั้งสองหน่วยงานว่าไม่ได้ให้บริการฟรีแต่เก็บค่าสาร ดังนั้น ทั้งสองหน่วยงานต้องให้การดูแลและเยียวยาอย่างเต็มที่ สูงสุดเท่าที่สองหน่วยงานจะทำได้ ส่วนเรื่องประกันหากได้มาก็เป็นการสมทบเพิ่มไป

สำหรับความคืบหน้าของคดีนั้น ตนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งทราบว่ามีการอายัดตัวทั้งพนักงานขับรถไฟ และรถประจำทาง โดยทางการรถไฟ และ ขสมก. รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเร่งทำการสอบสวนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนสภาพจิตใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครมีสภาพจิตใจที่ดีสักคน เป็นเหตุที่เกิดขึ้นฉับพลันและมีความรุนแรง มีความรู้สึกบาดเจ็บทางจิตใจทุกคน ซึ่งจะต้องเยียวยา ทั้งสภาพร่างกายและทางใจด้วย ตนได้ไปเยี่ยมทั้งผู้โดยสารรถเมล์ พนักงานขับรถ และรถกระบะที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสภาพจิตใจทั้งคนขับรถเมล์และรถไฟ โดยเฉพาะสภาพจิตใจคนขับรถเมล์ และกระเป๋ารถเมล์ มีสภาพจิตใจแย่มาก ซึ่งเขาก็รู้สึกสำนึก ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ณ ขณะนี้จะต้องทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ มีกำลังใจที่จะฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาก่อน ส่วนเรื่องคดีความก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

เมื่อถามว่า จุดตัดทางรถไฟในลักษณะนี้มีหลายแห่ง จะต้องวางมาตรการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ นายอนุทิน กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการสอบสวน ซึ่งตนยังไม่เห็นผลการสอบสวน แต่น่าเชื่อว่าจะมีวิธีการ หรือมีมาตรการที่ป้องกันอยู่แล้ว เพราะทั้งสองแยกมีรถติดตลอดเวลา ซึ่งจากการย้อนดูภาพวงจรปิดในหลายๆ ครั้งก็พบว่า รถไฟหยุด เมื่อมีสิ่งกีดขวางเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้ จะต้องหาวิธีเพื่อลดจำนวนจุดตัด ซึ่งจุดที่เกิดเหตุเหลืออีกนิดเดียวก็จะถึงมักกะสันแล้ว ซึ่งเป็นปลายทาง

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า อย่าไปไกลถึงตรงนั้น ตนคิดว่าขอให้ผลการสอบสวนออกมาก่อน ถึงจุดหนึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนเส้นทาง หากคิดเร็วๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ไม่ว่าจะมีการประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม เช่น การขุดอุโมงค์ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นแยก โดยจะต้องไปดูจุดตัด ทั้งจุดตัดเพชรบุรี นานา ก่อนถึงสถานีมักกะสัน เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้แล้ว ตนได้ให้แนวทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่าจะต้องมีการดำเนินการ จะพึ่งพาดุลยพินิจของนายสถานี หรือผู้ให้สัญญาณอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งเราจะไม่รับความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ จำเป็นต้องมีการดำเนินการหาทางเลี่ยง

ส่วนตัวเลขความชัดเจนเงินเยียวยาสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ตนได้ให้แนวทาง ได้พูดคุยกับผู้บริหารสองหน่วยงาน การรถไฟ และ ขสมก.จะต้องชดเชย เพราะความรับผิดชอบเกิดขึ้นกับทั้งสองหน่วยงาน ก็ใช้มาตรการที่มากขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้

ทั้งนี้ มีรายงานว่าระหว่างนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยม พนักงานขับรถไฟและรถประจำทาง ทั้งสองคนร้องไห้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดการพูดคุย

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

“เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

“เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

“การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว