‘เจษฎ์’ซัด ปชน.สร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย

'เจษฎ์'ซัด ปชน.สร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย

‘เจษฎ์’ซัด ปชน.สร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.48 น.

‘เจษฎ์’ซัดพรรคประชาชนสร้างภาพ รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย ชี้จุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ มีวาระซ่อนเร้น

เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองและทิศทางการเมืองในช่วงหาเสียง โดยย้ำว่าการทำงานของพรรครักชาติไม่ใช่เพื่อมากอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อให้มี สส. มากขึ้น หรือเพื่อผลักดันให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย เป็นราษฎร และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน

นายเจษฎ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอภาพว่ากลุ่มคนที่รักเจ้า รักแผ่นดิน และต้องการเชิดชูสถาบันหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง โดยมองว่าหากไม่ได้ต้องการคะแนน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง หรือสื่อสารในประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนเสียงที่ได้จากการสื่อสารเรื่องสถาบันฯ จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวทางใดต่อไป เช่น การแก้มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายเจษฎ์ กล่าวว่า หากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะปรับเรื่องใด แต่หากเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งไปแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เรื่องของพระราชอำนาจก็จะแก้ไข โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกลุ่มนักวิชาการที่มักวิจารณ์แต่ด้านลบของสถาบันฯ รวมถึงกลุ่ม NGO ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าสถาบันหลักของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการมุ่งกอบโกยคะแนนประชาชน โดยใช้การหลอกลวงทุกอย่าง เพื่ออยากจะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะออกลาย หางงอก ออกมาในภายหลังว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนไว้คืออะไร

“วันนี้พยายามหลบ พยายามซ่อน แต่มันซ่อนไม่มิดหรอกครับ เพราะการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยืนเคารพธงชาติ ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ พวกเราทุกคนก็ยืนตามปกติ เอามือไปซ่อนไว้ข้างหลังทำไม ถ้าใครสักคนลุกขึ้นมาบอกจะล้มเจ้า เราก็จะยอมบอกว่าเราจะโหนเจ้า แต่เราไม่ใช่ครับ เราต้องการบอกให้พี่น้องประชาชนรับรู้ว่าในบ้านนี้เมืองนี้มีอะไร นี่คือหน้าที่หนึ่งของพรรคการเมือง และหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนครับ”
นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์ กล่าวด้วยว่า แกนนำของพรรคประชาชนต้องการจะสื่อสารอะไร ควรจะแสดงจุดยืนให้ชัดเจน หากมีอุดมการณ์แบบไหนก็ควรบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าหน้าที่หนึ่งของพรรคการเมือง และของประชาชนคนไทยทุกคน คือทำให้ประชาชนรับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง 

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล’ชัยทิพย์’ ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

'ป.ป.ช.'ชี้มูล'ชัยทิพย์' ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล’ชัยทิพย์’ ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.36 น.

‘ป.ป.ช.’ชี้มูล’ชัยทิพย์’ ส่งศาลเชือดขัดจริยธรรมฯ ฐานสส.เล่นไพ่ในรัฐสภา

รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลกรณีนายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีตสส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกกล่าวหาลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในห้องทำงาน สส. (อาคารรัฐสภา)อันเป็นความผิดฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรง

สำหรับจากการไต่สวนพยาน 2 ราย ในกรณีนี้พบว่าบ่ายวันที่ 11 ม.ค. 2566 พยานเดินกลับมาที่ห้องทำงาน (ห้อง5083 ชั้นห้า อาคารรัฐสภา)เเละเปิดประตูเจอนายขัยทิพย์กับพวกรวมสี่คนนั่งล้อมวงในโต๊ะสี่เหลี่ยมในมือมีไพ่ถืออยู่เเละมีชิปวางบนโต๊ะ และเป็นช่วงเวลราชการ

รายงานข่าว เเจ้งว่า พยานที่มาให้การนั้น ไม่ปรากฏว่าพยานโกรธเคืองกับนายชัยทิพย์มาก่อนเเละยังให้การสอดรับภาพเคลื่อนไหวจากคลิปวิดิทัศน์ ส่วนพยานอีกคนหนึ่งให้การทำนองเดียวกันว่าเคยเจอนายชัยทิพย์กับพวกเล่นไพ่ในห้องนี้ สนับสนุนคำให้การของพยานรายเเรกมีน้ำหนักขึ้น เจือสมกับที่นายชัยทิพย์ให้การเป็นเอกสารว่า วันเวลาในที่เกิดเหตุ ตนได้เล่นไพ่สามกองจริง 

โดยสรุปข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 ม.ค.2566 เวลา 13.35 – 16.00 น.นายชัยทิพย์กับพวกร่วมกันเล่นไพ่ในสถานที่ข้างต้น โดยไพ่สามกองใข้ชิปสำหรับการเล่นพนันเเละเตรียมโต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีลิ้นชักเป็นอุปกรณ์เล่นพนันโดยเฉพาะ โดยปกติชิปใข้เเพร่หลายเเละยอมรับในสากลว่าชิปเป็นสิ่งใช้เเทนเงิน ทรัพย์สิน ตามบ่อนพนัน คาสิโน พฤติการณ์ที่เตรียมโต๊ะเเละชิปเข้าใจได้ว่ามีการใช้ชิปกำหนดมูลค่าเงิน ทรัพย์สินกัน น่าเชื่อว่าการเล่นไพ่ดังกล่าวเป็นการพนันเอาทรัพย์สินกัน เเละตามพ.ร.บ.พนัน มาตรา5 ระบุว่าผู้ใดจัดให้มีการเล่นพนันเอาเงิน ทรัพย์สินเเก่กัน สันนิษฐานว่าผู้นั้นพนันเอาเงิน ทรัพย์สิน

อนุทิน เดินสายศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือกภูมิใจไทย ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน

อนุทิน เดินสายศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือกภูมิใจไทย ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน

อนุทิน เดินสายศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือกภูมิใจไทย ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.35 น.

อนุทิน’เดินสาย ศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือก‘ภูมิใจไทย’ ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน แต่เลือกพรรคอื่นเปิดด่าน-คืนดินแดน  ลั่นประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ขอเชื่อมือให้เป็นนายกฯ ปกป้องกันดินแดนจากเขมร

4 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงจังหวัดศรีสะเกษตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น โดยลงพื้นที่ช่วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัคร สส.เขต 1 และนายศุภกิจ สีหาภาค ผู้สมัคร สส.เขต 2 หาเสียง โดยศรีสะเกษมีผู้สมัคร สส.ทั้งหมด 9 เขต ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ เขต 1 นายศุภกิจ เขต 2 นายธนา กิจไพบูลย์ชัย เขต 3 นายชิตพล ไตรสรณกุล เขต 4 น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล เขต 5 นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ เขต 6 นายวิสุทธิ์ชาติ ปัญญาทรงรุจิ เขต 7 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เขต 8 และนายวิทวัส ไตรสรณกุล เขต 9

นายอนุทิน ปราศรัยว่า ถ้าคนที่มาฟังการปราศรัยแล้วกลับไปกาผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ก็ไม่ต้องหาเสียงแล้ว เตรียมตัวเข้าสภาฯได้เลย เพราะมากันเยอะมาก นายสิริพงศ์ ทำงานรับใช้ และทำชื่อเสียงให้กับชาวศรีสะเกษอย่างมากมาย ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทย เราเริ่มจากจ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์และตามด้วยจ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ตนเป็น รมว.สาธารณสุข มหาดไทย และนายกฯ คนที่เป็นเลขาฯตนและไว้ใจที่สุดคือน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ เราไม่ได้ห่างไกลกันมีความใกล้ชิดกันมาก วันนี้มาขอพี่น้อง ตอนที่เรามีสงคราม ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่เราเป็นห่วงมากที่สุด ตนมาดูการอพยพดูความยากลำบาก ดูวิธีการดูแลประชาชน ได้เห็นวิธีจัดการหากมีปัญหากับกัมพูชา พอเป็นนายกฯแปปเดียว สิ่งที่เราศูนย์เสียไปกลับมาหมด

“สิ่งที่ได้เป็นฉันทานุมัติจากคนไทยทั้งประเทศ คือห้ามเปิดด่าน ถือเป็นคำสั่งที่ประชาชนให้กับตน ดังนั้นเรื่องเปิดด่านเลิกคิดได้เลย และตั้งแต่ปิดด่านมา ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง มะม่วง และอ้อย ราคาขึ้นแล้วจะเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก การไม่เปิดด่านทำให้ความรักคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน เคยไปถามหลายพื้นที่ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าเปิดด่านจะปรบมือให้ ถ้าเปิดด่านจะตบตีนให้ มันถือเป็นความชัดเจนขออย่ากังวล” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเรามีความรู้สึกร่วมกัน ตนมาอยู่ตรงนี้ตลอด ความรู้สึกแค้น ทำไมคนของเราถูกรังแกอยู่ในหัวใจของตน ดังนั้นในวันที่ 8 ก.พ. พ่อแม่พี่น้องคิดได้หรือยังจะให้ใครเข้าไปเป็นนายกฯ เบอร์ 37 ใช่หรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่เขมรไม่อยากให้เป็นรัฐบาล เพราะไม่ได้อะไรไปแน่นอน ถ้าเป็นพรรคอื่นอาจเปิดด่าน คืนดินแดน เจรจาอะไรมากมาย ชัดเจนแค่นี้ ตนไม่ต้องไปพูดนโยบายเรื่องอื่นๆเช่นคนละครึ่งพลัส หน้าที่คนอื่น หน้าที่ตนมาบอกแค่ว่าอยากให้เป็นอย่างนี้อยู่ ไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ยังไม่ต้องการให้เปิดด่านให้อนุทินเป็นนายกฯใช่หรือไม่ ขอให้เลือกเบอร์ 37 อนุทิน และเลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยไปทำงานด้วย พี่น้องจะได้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำงานให้

“เรื่องชายแดนขอให้มั่นใจวันนี้ปลอดภัยแล้วไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายอีก ถ้าเชื่อมือพรรคภูมิใจไทย เชื่อมือผมให้เป็นนายกฯ ในการป้องกันดินแดนจากกัมพูชาก็ขอให้เลือกอนุทินไปเป็นนายกฯอีกครั้ง ประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ไปลองพรรคนั้นพรรคนี้ เพราะประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร หากตัดสินใจผิดแค่หนึ่งวินาทีอนาคตประเทศเปลี่ยน ภูมิใจไทยเข้ามา 2 เดือนกว่า ตัดสินใจถูก อธิปไตยอยู่ครบ ได้กลับบ้านตรงเวลา การเยียวยาตรงทั้งหมด เลือกภูมิใจไทยประเทศไทยหมดความเสี่ยง”นายอนุทิน กล่าว. 

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

รวบอำนาจบริหาร-รื้อกติกาประเทศ ต้องหยุดความเสี่ยงที่คูหาเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่ประชาชนกำลังตัดสินว่าพรรคการเมืองใดจะได้อำนาจบริหารประเทศจริง ๆ ไม่ใช่แค่เลือกตัวแทนเข้าสภา แต่คือการเลือกว่าพรรคใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล คุมฝ่ายบริหาร และเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศในระยะต่อไป

อำนาจแบบนี้เป็นอำนาจที่ใช้กำหนดงบประมาณ กำหนดกฎหมาย และกำหนดทิศทางประเทศในสถานการณ์สำคัญ การหย่อนบัตรเลือกตั้งจึงเป็นการตัดสินใจที่มีผลจริง และไม่ใช่พื้นที่ให้ลองผิดลองถูก

ในวันเดียวกันนั้น ประชาชนยังต้องตัดสินใจอีกเรื่องที่มีผลยาวไกลไม่แพ้กัน คือการลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องนี้หมายถึงการเปิดทางให้กติกาหลักของประเทศถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งชุด

สองการตัดสินใจนี้ให้ผลต่างกันอย่างมาก แต่กลับถูกจัดให้อยู่ในวันเดียวกัน ถูกพูดในบรรยากาศเดียวกัน และถูกชวนให้คิดไปพร้อมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ผลของมันไม่เท่ากันเลย

การได้อำนาจบริหารประเทศอย่างเดียวก็เป็นภาระหนักอยู่แล้ว แต่หากอำนาจนั้นเดินมาพร้อมไฟเขียวให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่การคุมรัฐบาล แต่คืออำนาจกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว

ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคการเมืองที่มีแนวคิดต้องการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐย่อมได้เปรียบ หากสามารถครองอำนาจได้ทั้งจากการเลือกตั้งและจากประชามติไปพร้อมกัน และพรรคที่เดินเกมลักษณะนี้ชัดที่สุดคือ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม”

การสื่อสารของพรรคส้มไม่แยกให้เห็นชัดว่า การเลือกผู้สมัครเพื่อเข้าไปบริหารประเทศกับการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่เป็นคนละเรื่อง แต่ผูกทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันภายใต้คำว่า “เปลี่ยน” และ “เริ่มใหม่” ทำให้การตัดสินใจทั้งสองเรื่องไหลไปในอารมณ์เดียวกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยน แต่อยู่ที่การพูดถึงการเปลี่ยนโดยไม่ต้องรับภาระคำอธิบาย เปลี่ยนไปสู่อะไร เปลี่ยนโครงสร้างแบบไหน และใครเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย คำว่าเปลี่ยนจึงถูกใช้เหมือนคำตอบสำเร็จ ทั้งที่ยังไม่มีภาพปลายทางให้จับต้องได้

เมื่อไม่มีรายละเอียด แต่ขอให้ประชาชนตัดสินใจล่วงหน้า สิ่งที่ถูกขอจึงไม่ใช่แค่คะแนนเสียง แต่คือความไว้วางใจเต็มรูปแบบ และเป็นความไว้วางใจที่ผูกเข้ากับอำนาจบริหารประเทศโดยตรง

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับปี 2560 ไม่ใช่กติกาที่แก้ไม่ได้ และในความเป็นจริงก็เคยมีการแก้ไขมาแล้ว ประเทศไม่ได้หยุดเดิน และไม่ได้เกิดภาวะสูญญากาศอย่างที่บางฝ่ายพยายามทำให้เห็น

คำถามที่ยังค้างอยู่คือ หากยังสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ เหตุใดต้องรื้อทั้งฉบับ และหากจะรื้อจริง เหตุใดประชาชนยังไม่เห็นภาพชัดว่ากติกาใหม่จะพาไปทางไหน

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือค่าใช้จ่าย หากประชามติเห็นชอบ เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว แต่จะต้องมีการลงประชามติเพิ่มอีก สองครั้ง รวมกับครั้งนี้เป็น สามครั้งตลอดกระบวนการ เงินระดับหลายหมื่นล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขเล็ก และเป็นเงินที่ต้องจ่ายจากภาษีของประชาชนโดยตรง

ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังสูง รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม และงบประมาณรัฐยังมีภาระรออยู่จำนวนมาก การตัดสินใจเปิดทางให้กระบวนการที่ใช้เงินสูงเดินต่อ โดยยังไม่รู้ผลลัพธ์สุดท้าย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามให้หนักขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเงินคือความไม่แน่นอนของเนื้อหา ไม่มีหลักประกันที่จับต้องได้ว่าโครงสร้างสำคัญของประเทศจะไม่ถูกนำมาจัดใหม่ และไม่มีคำตอบที่ชัดว่าหากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินไปไกลกว่าที่สังคมรับได้ จะถอยกลับกันอย่างไร

เมื่อพิจารณาแนวคิดทางการเมืองของพรรคส้มที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิมแทบทุกด้าน รัฐธรรมนูญใหม่จึงถูกมองเป็นช่องทางจัดระเบียบอำนาจใหม่ทั้งระบบ ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนที่จะถืออำนาจกำหนดเนื้อหาเหล่านั้น

หากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเช่นนี้ได้อำนาจบริหารประเทศจากการเลือกตั้ง และได้ความชอบธรรมจากประชามติไปพร้อมกัน การเคลื่อนไหวในสภา การตัดสินใจของรัฐบาล และทิศทางของรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมเดินไปในแนวเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ภาพที่ควรถูกพิจารณาคือสถานการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งในแง่การบริหารและการจัดทำกติกาหลัก เมื่ออำนาจบริหาร เสียงในสภา และความชอบธรรมจากประชามติเดินไปพร้อมกัน พื้นที่ให้คัดง้าง ทบทวน หรือชะลอ ย่อมแคบลงอย่างเห็นได้ชัด

คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะหน้าตาอย่างไร แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้เขียน ใครเป็นผู้กำหนดเนื้อหา และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกติกาชุดใหม่ การเปลี่ยนกติกาโดยฝ่ายที่ถืออำนาจอยู่แล้วเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และผลลัพธ์มักผูกอยู่กับผู้ถืออำนาจมากกว่าภาพรวมของประเทศ

พรรคส้มวาดภาพอนาคตด้วยถ้อยคำที่ฟังดูสวยงาม เต็มไปด้วยความหวัง และชวนให้เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เมื่อไม่มีรายละเอียด เลี่ยงคำถามยาก และไม่พูดถึงผลที่จะตามมา ความหวังนั้นอาจกลายเป็นต้นทุนของความปั่นป่วนในระยะยาว

การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตัดสินใจว่าจะยอมให้พรรคประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล พร้อมกับถือเสียงในสภาเพื่อกำหนดทิศทางประเทศในทุกมิติหรือไม่ ไม่ใช่แค่การคุมฝ่ายบริหาร แต่หมายถึงการคุมเกมการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบาย งบประมาณ กฎหมาย ไปจนถึงการชี้นำการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดที่ชัดเจน

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนว่าอะไรในอนาคต แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่วินาทีที่บัตรเลือกตั้งถูกหย่อนลงไป อำนาจบริหาร เสียงข้างมากในสภา และทิศทางของกติกาหลักของประเทศ จะถูกรวมอยู่ในมือกลุ่มเดียวทันที

และเมื่ออำนาจถูกรวมในระดับนี้ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่การเปลี่ยนตามคำโฆษณา แต่คือการบังคับให้ทั้งประเทศต้องเดินตามแนวคิดของผู้ถืออำนาจ โดยแทบไม่มีช่องให้คัดง้าง แก้ไข หรือหยุดได้อีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วิทยา เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด

วิทยา เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด

วิทยา เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“วิทยา”เปิดเบื้องหลังสลายสีเสื้อ ย้ำ!รักชาติไม่ใช่สมบัติผูกขาดของพรรคใด ชู รทสช.”โรบินฮู้ดของคนจน” เลิกอุ้มนายทุน รื้อโครงสร้างพลังงาน หั่นค่าไฟ-น้ำมัน

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” โดยกล่าวถึงเส้นทางการเมืองและการตัดสินใจร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า หลังทราบข่าวว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค เตรียมก่อตั้งพรรคเมื่อราว 3 ปีก่อน ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเข้าไปสอบถามความชัดเจน และตัดสินใจร่วมเดินทางทางการเมืองนับแต่นั้น

นายวิทยา ระบุว่า แม้ตนจะเป็น สส. ภาคใต้มาถึง 9 สมัย แต่ได้รับมอบหมายภารกิจที่ยากที่สุดคือการดูแลพื้นที่ภาคอีสาน โดยอาศัยประสบการณ์การปราศรัยในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ยึดหลักยุติความขัดแย้ง ยืนหยัดในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทำการเมืองด้วยความซื่อสัตย์

นายวิทยา กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยระบุว่า ได้เริ่มต้นจากการเข้าพบประธานกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี เพื่อเปิดใจพูดคุย แม้ตนจะเคยเป็นแกนนำ กปปส. และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในอดีต โดยใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 2 ชั่วโมง จนกลุ่มเสื้อแดงดังกล่าวตัดสินใจร่วมทำงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และสนับสนุนแนวทางของนายพีระพันธุ์

นายวิทยา ระบุว่า ความพยายามดังกล่าวส่งผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานคลี่คลายลง เห็นได้จากการที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่และได้รับการต้อนรับจากประชาชนทุกกลุ่มอย่างอบอุ่น

อย่างไรก็ตาม นายวิทยาได้ตั้งข้อสังเกตถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่พยายามผูกขาดความรักชาติผ่านยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง โดยย้ำว่าความรักชาติเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง พร้อมชี้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้เข้าร่วมรัฐบาล และนายพีระพันธุ์เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าไม่เคยปรับขึ้น

สำหรับนโยบายพลังงานในอนาคต  นายวิทยา ระบุว่า ตั้งเป้าผลักดันโซลาร์เสรี ให้ประชาชนสามารถผลิตไฟใช้เองได้ ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย ควบคู่กับนโยบายลดราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลให้เหลือลิตรละ 25 บาท โดยย้ำว่า การลดราคาพลังงานจะไม่ใช่การนำภาษีประชาชนมาอุดหนุน แต่เป็นการดึงผลประโยชน์จากกลุ่มนายทุนพลังงานกลับคืนสู่ประชาชน พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นการทำหน้าที่ “โรบินฮู้ดของคนจน” เพื่อลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน

คุณหญิงกัลยา ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชูนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน

คุณหญิงกัลยา ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชูนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน

คุณหญิงกัลยา ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชูนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.27 น.

“คุณหญิงกัลยา” ลุยหาเสียงตลาด 100 ปี หนองจอก ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจ ชูนโยบาย “การศึกษาไม่มีเพดาน” เรียนฟรีถึงปริญญาเอก ดันสถานศึกษาสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียน พร้อมแสดงความเสียใจเหตุครูเชียงใหม่เสียชีวิตจากภาระงานธุรการ ย้ำต้องปฏิรูปการศึกษา ปลดงานธุรการออกจากครูทั้งหมด


4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 06.30 น. ที่หนองจอก กทม. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หนองจอก ช่วย น.ส.ณัฐิดา เตาเฟ็ส ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 17 (หนองจอก ยกเว้นแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี แขวงลำต้อยติ่ง และคลองสามวาเฉพาะแขวงสามวาตะวันออก แขวงทรายกองดินใต้) หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

โดยจุดแรกคุณหญิงกัลยา พร้อมด้วย น.ส.ณัฐิดา เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด 100 ปี หนองจอก ซึ่งเป็นตลาดของชุมชนชาวไทย 3 ศาสนา พุทธ คริสต์ และอิสลาม บรรยากาศคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าหลายรายทักทายจำได้ พร้อมแซวว่า “ตัวจริงทั้งสวยและน่ารัก” หลายคนให้กำลังใจและขอถ่ายรูป

ต่อมาเวลา 08.00 น. คุณหญิงกัลยา และคณะ หารือกับคณาจารย์จากโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้บ้านสวน และโรงเรียนอนุบาลบ้านสวนหมาก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาปฐมวัยที่มุ่งพัฒนาเด็กรอบด้าน เน้นการสร้างสมาธิ ปรับพื้นฐานการเรียนรู้ในบรรยากาศร่มรื่น พร้อมรับชมกิจกรรมการอ่านอัลกุรอาน

คุณหญิงกัลยา กล่าวขอบคุณครูที่ทุ่มเทดูแลนักเรียน พร้อมย้ำว่าโรงเรียนก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชน และเด็กควรได้มาเรียนอย่างสนุกและมีความสุข โดยเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตนเองมาจากบ้านนอก อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เริ่มต้นจากการเรียนที่ศาลาวัด ไม่มีอุปกรณ์หรือสภาพแวดล้อมพร้อมเหมือนปัจจุบัน กระทั่งเรียนจบถึงปริญญาเอกจึงยิ่งเห็นชัดว่า “การศึกษาช่วยเปลี่ยนชีวิตคนได้” เด็กทุกคนจึงควรได้เรียนฟรี เพื่อไม่ให้พ่อแม่ต้องแบกรับภาระทางการเงิน

คุณหญิงกัลยา ระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ และต้องการส่งเสริมให้เด็กเรียนได้สูงที่สุดเท่าที่จะเรียนไหว ไม่ว่าจะฝันอยากเป็นอะไรต้องมีโอกาสไปให้ถึง เพราะการศึกษาคือคำตอบของชีวิต ทั้งเรื่องงาน รายได้ และคุณภาพชีวิต หากมีการศึกษาจะมีงานดี เงินดี เศรษฐกิจก็จะดีตาม และช่วยให้คนไทยแข่งขันกับโลกได้

ภายหลังลงพื้นที่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบาย “การศึกษาไม่มีเพดาน” โดยจะสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบสูงสุดเท่าที่จะเรียนไหว พร้อมย้ำว่า “การศึกษาไม่ควรเป็นภาระให้ผู้ปกครองอีกต่อไป” อย่างไรก็ตาม การเรียนฟรีต้องมาพร้อมคุณภาพ พรรคไทยก้าวใหม่จึงเสนอให้พัฒนาการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น เรียนชีวิต เรียนอาชีพ ควบคู่การเรียนในห้อง พร้อมผลักดันให้ทุกสถาบันสร้างนิเวศแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนสนุก ลงมือทำระหว่างเรียน และสามารถมีรายได้ เมื่อจบแล้วทำงานได้เลี้ยงชีพได้ โดยครูเองก็ต้องได้รับการดูแลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีศักดิ์ศรี

คุณหญิงกัลยา ย้ำว่า “การศึกษาคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ การศึกษาคือเศรษฐกิจ การศึกษาคือยาแก้จน การศึกษาคือปากท้อง”

คุณหญิงกัลยา ได้แสดงความเสียใจต่อกรณีครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตจากภาระงานธุรการ โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และย้ำว่านโยบายสำคัญของพรรคไทยก้าวใหม่คือการ “ปลดล็อก” ให้ครูกลับไปทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานอื่น โดยเฉพาะงานธุรการด้านการเงิน เพื่อให้ครูสอนอย่างมีศักดิ์ศรี

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า หากพรรคไทยก้าวใหม่ได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันมาตรการแก้ปัญหาภาระงานครู ได้แก่ 1) เอางานธุรการออกจากครูทั้งหมด ยกเลิกการให้ครูทำบัญชี จัดซื้อจัดจ้าง หรือเอกสารธุรการที่ซ้ำซ้อน 2) เลิกงบประมาณรายหัว เปลี่ยนเป็นจัดสรรงบตามความจำเป็นจริง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้มีเงินจ้างเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน และ 3) เลิกวิทยฐานะที่ไร้ประโยชน์ เปลี่ยนการประเมินจาก “เล่มรายงาน” เป็นการวัดผลที่ “ตัวผู้เรียน” พร้อมเสนอการนำระบบ AI และบัญชีออนไลน์มาช่วยจัดการงานเอกสารและงบประมาณ ลดขั้นตอนที่มนุษย์ต้องทำ เพื่อไม่ให้สูญเสียบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพไปอีก

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ชี้คนไม่กลัว ปฏิวัติ-รปห.แต่ห่วง ส้ม-แดง จับมือเป็น ‘ส้มสีเลือด’ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ชี้คนไม่กลัว ปฏิวัติ-รปห.แต่ห่วง ส้ม-แดง จับมือเป็น 'ส้มสีเลือด' ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ชี้คนไม่กลัว ปฏิวัติ-รปห.แต่ห่วง ส้ม-แดง จับมือเป็น ‘ส้มสีเลือด’ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.14 น.

‘ชัยวุฒิ-เจษฎ์’ ชี้คนไม่กลัวปฏิวัติรัฐประหารแต่ห่วง ‘ส้ม-แดง’ จับมือกันกลายเป็น ‘ส้มสีเลือด’ ทำบ้านเมืองวุ่นวาย กระทบสถาบันหลักของชาติ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยประชาชนในพื้นที่ตลาดกิมหยง ต่างให้การต้อนรับ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนส่วนใหญ่ เข้ามาทักทาย เพราะจำ “พี่โอ๋ ชัยวุฒิ” ได้ สมัยรัฐบาล “ลุงตู่” และนายเจษฎ์ รวมถึงทีมพรรครักชาติ หล่อทุกคน ชื่นชมที่แม้จะเป็นพรรคเล็ก  แต่มีความตั้งใจจริง 

นายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้นำทีมพรรครักชาติลงพื้นที่หาเสียงที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้รับการต้อนรับจากชาวหาดใหญ่เป็นอย่างดี พร้อมขอบคุณประชาชนที่ยังจำได้ว่าเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และชื่นชมที่ตนยังยืนหยัดในหลักการ ยังอยู่ขั้วเดิมไม่เปลี่ยนฝ่าย รวมทั้ง แนวทางของพรรครักชาติชัดเจนคือสนับสนุนการ “ไม่เห็นชอบ” และ “ไม่แก้ไข” รัฐธรรมนูญปราบโกงของ “ลุงตู่” ซึ่งประชาชนก็ชื่นชอบ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องคลิปเสียง ที่พูดในลักษณะว่า “ถ้าเลือกส้มแล้วจะมีการปฏิวัติ” นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากที่พูดคุยกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่ได้กลัวการปฏิวัติ และไม่เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะตอนนี้กำลัง ทหารเขาไปทำหน้าที่ โดยเฉพาะไปปกป้องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังมีปัญหากันอยู่

นายชัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลมากกว่า คือกลัวส้มกับแดงจะมารวมกัน “ส้มสีเลือด ”หลังเลือกตั้ง เพราะมองว่าแนวคิดใกล้เคียงกัน และอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งช่วงที่พรรคส้ม เป็นฝ่ายค้านในขณะที่พรรคแดง เป็นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งต้นตอความขัดแย้งมาจากกรณีที่ “นายกอุ๊งอิ๊ง” โทรศัพท์หา “ฮุน เซน” จนทำให้เกิดเหตุขัดแย้งและมีความสูญเสีย ซึ่งฝ่ายค้านไม่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้เลย แถมยังออกหน้าช่วยเหลือตอนที่ “นายกอุ๊งอิ๊ง” ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า เชื่อมั่นว่าหลังเลือกตั้งจะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง “ส้ม” และ “แดง”  ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวาย และความไม่ไว้วางใจต่อการรวมขั้วดังกล่าวอาจกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เลือกตั้งเสร็จไม่มีปฏิวัติรัฐประหารหรอกครับ มีแต่ส้มสีเลือด ส้มกับแดงผสมกันเป็นรัฐบาล เพราะเป็นพวกพ้องเดียวกัน กลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน ไม่ได้แก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นหรอก มีแต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นแน่นอน และนี่แหละครับที่ทำให้พวกเราไม่ไว้วางใจ มันจะกระทบกับสถาบันหลักของชาติ” นายชัยวุฒิ  กล่าว

ชัชวาลล์ เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู พีระพันธุ์ คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ

ชัชวาลล์ เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู พีระพันธุ์ คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ

ชัชวาลล์ เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู พีระพันธุ์ คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.17 น.

“ชัชวาลล์”เปิดใจร่วมทัพ รทสช. ชู”พีระพันธุ์”คนจริงทำจริงเพื่อคนในชาติ ยันเดินหน้า”รื้อทุนผูกขาด-ลดค่าครองชีพ”ดับเครื่องชนปัญหายาเสพติด

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดปราศรัยใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค นายวิทยา แก้วภราดัย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ผู้บริหารพรรค  ผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

นายชัชวาลล์ กล่าวเปิดเวทีปราศรัยถึงเหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า เป็นเพราะเห็นความตั้งใจจริงและความตรงไปตรงมาของ นายพีระพันธุ์ ซึ่งไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนตน และยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านพลังงานที่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

นายชัชวาลล์ ระบุว่า ผลงานด้านการปรับลดค่าไฟฟ้าที่ผ่านมาเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่าสามารถทำได้จริง ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อ แม้การดำเนินการดังกล่าวจะกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และนำมาซึ่งการโจมตีในหลากหลายรูปแบบ แต่ตนไม่รู้สึกหวั่นไหว เนื่องจากผ่านประสบการณ์ลักษณะนี้มาตลอดชีวิต และพร้อมยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อปกป้องประชาชนที่ถูกเอาเปรียบ

“สิ่งที่หัวหน้าพรรคทำไปกระทบกับกลุ่มนายทุนที่เสียผลประโยชน์ ผมจึงตัดสินใจมายืนสู้ร่วมกับท่าน เพราะเห็นว่าคนไทยถูกเอาเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การศึกษา และยาเสพติด หากสามารถลดค่าพลังงานลงได้ เศรษฐกิจในครอบครัวจะดีขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชน” นายชัชวาลล์กล่าว

นายชัชวาลล์ ยังกล่าวถึงการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดว่า โดยระบุว่า เริ่มต้นต่อสู้กับปัญหานี้ตั้งแต่อายุ 19 ปี ในพื้นที่รับผิดชอบกว่า 3,000 – 4,000 หลังคาเรือน ซึ่งสามารถดูแลให้ชุมชนปลอดจากปัญหายาเสพติดและการลักขโมย ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสงบ มีความไว้วางใจ และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นายชัชวาลล์ ยังระบุว่า ตนให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนหลายล้านบาทเพื่อจัดตั้งตลาดให้ประชาชนเข้ามาค้าขายโดยไม่คิดค่าเช่า หรือเก็บเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและมีรายได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ  นายชัชวาลล์ ยืนยันว่า เป็นไปเพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก พร้อมเดินหน้ารื้อโครงสร้างพลังงาน ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบและสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม MOA เท้ง-หนู ชี้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่น

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม MOA เท้ง-หนู ชี้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่น

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม MOA เท้ง-หนู ชี้ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่น

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.03 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ พันเอก รัฐเขต แจ้งจำรัส (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่าเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ผู้ถูกร้อง) และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOA (Memorandum of Agreement) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 มาตรา 144 มาตรา 164 และมาตรา 185 เป็นการประพฤติมิชอบและฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 และไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดยศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกร้อง ข้อกล่าวอ้างเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนเกี่ยวกับป้ญหาของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น และไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213

ส่วนที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้พ้นสมาชิกภาพ สส.ศาลเห็นว่า เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องของผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรค 3 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ศาลมีมติเป็นเอกสารมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘อภิสิทธิ์’แจงปมงบนโยบาย ปชป. ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม จี้ กกต. เข้มพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

'อภิสิทธิ์'แจงปมงบนโยบาย ปชป. ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม จี้ กกต. เข้มพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

‘อภิสิทธิ์’แจงปมงบนโยบาย ปชป. ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม จี้ กกต. เข้มพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.44 น.

‘อภิสิทธิ์’ แจงปมงบนโยบาย ปชป. สูงเกินจริง ยันคำนวณรอบคอบรวมฐานเดิม-ไม่กระทบการคลัง พร้อมจี้ กกต. เข้มงวดพรรคเลี่ยงสำแดงงบฯ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ที่เขตคลองเตย กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ว่างบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีวงเงินค่อนข้างสูง โดยระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏเป็นการสื่อสารตามระเบียบของ กกต. ซึ่งต้องมองในมิติของระยะเวลาและโครงสร้างงบประมาณเดิมประกอบด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า งบประมาณที่ทางพรรคเสนอต่อ กกต. นั้น เป็นตัวเลขงบประมาณผูกพันในระยะเวลา 4 ปี ไม่ใช่การเบิกจ่ายในปีเดียว และที่สำคัญคือต้องพิจารณาว่าในหลายนโยบายเป็นการนำ “งบประมาณเดิม” ที่รัฐบาลจ่ายอยู่แล้วมารวมคำนวณด้วย นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการวิเคราะห์เรื่องนโยบายค่าไฟฟ้า โดยยืนยันว่านโยบายของพรรคในส่วนนี้ ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นการปรับโครงสร้างราคาและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและวินัยการคลัง

“อยากจะชี้แจงเพิ่มเติมว่างบที่เราส่ง กกต. ผมยกตัวอย่างเช่น กรณีเบี้ยยังชีพ เราจะต้องส่งงบเนี่ยทั้งโครงการ ทีนี้ปัจจุบัน จ่ายอยู่นะครับ 600 700 800   เราส่งไปว่า 1,000  จริงๆ ก็คือเรารวมที่จ่ายอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่อาจจะเกิดความเข้าใจกัน เพราะว่าทุกโครงการจะเป็นอย่างนี้ กับที่ TDRI ตั้งข้อสังเกตนั้นเราก็สงสัยนิดหน่อย เพราะว่าในกรณีของเรื่องค่าไฟ เราไม่ได้ใช้งบเลย คือยืนยันว่าเราได้ดูหมดแล้ว ว่าแต่ละปีงบที่เพิ่มขึ้น เมื่อดูไปถึงเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างที่ยังมีอยู่ ที่สามารถที่จะกู้เงินกรณีการขาดดุลได้ เรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ยังกล่าวถึงภาพรวมการวิจารณ์ของ TDRI ว่าเป็นการวิจารณ์ทุกพรรคบนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคใหญ่อื่น ๆ เช่น พรรคประชาชน จะพบว่าตัวเลขงบประมาณไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และในบางนโยบายพรรคประชาชนอาจมียอดงบประมาณสูงกว่าด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลถึงความเหลื่อมล้ำในการให้ข้อมูลของแต่ละพรรคการเมืองนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีหลายพรรคที่นำเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่กลับไม่เขียนระบุงบประมาณ ในเอกสารที่ส่งให้ กกต.

เมื่อถามว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนที่กำลังดูเรื่องนโยบายของแต่ละพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริง TDRI  วิจารณ์ทุกพรรค เพราะว่าทุกพรรคก็มีตัวเลขไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างกรณีพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้ต่างกัน จริงๆ พรรคประชาชนจะเยอะกว่า ในส่วนของพรรคอื่นๆ ความจริงที่น่าสงสัยก็คือหลายพรรคเขียนโครงการแต่ไม่เขียนงบประมาณ ซึ่งตรงนี้อยากให้ กกต. ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้