จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67

จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67

จำคุก พิชิต-นัสเซอร์ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีชุมนุมตั้งเต็นท์บนถนน ปี 67

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.09 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ387/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายนัสเซอร์ หยีหมะ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) หรือหัวหน้าการ์ด คปค.และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท.ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 – 2 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งการชุมนุมและจำเลยทั้งสองเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุมสาธารณะ จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย แต่ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ชุมนุมตั้งวางเต็นท์เพิงพักลงบนพื้นผิวการจราจร 2 ช่องทาง บนถ.พิษณุโลก และผู้ชุมนุมนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องเดินรถทั้งหมดอีก 2 ช่องทางที่เหลือ และนำกรวยมาวางกีดกั้นบนทางสาธารณะเป็นเหตุให้ผู้ใช้ทางขับรถเฉี่ยวชนรถยนต์โดยสารดังกล่าว เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมายมีหนังสือแจ้งประกาศของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะให้แก้ไขการชุมนุมสาธารณะ 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองกับพวกเพิกเฉย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15 (4), 31

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผกก.สน.นางเลิ้ง ระหว่างการชุมนุมกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตั้งวางเต็นท์เพิงพักลงบนพื้นผิวการจราจร 2 ช่องทาง บน ถ.พิษณุโลก และในเวลากลางคืนกลุ่มผู้ชุมนุมนำรถโดยสารขนาดใหญ่มาจอดปิดช่องเดินรถดังกล่าวอีก 2 ช่องทางที่เหลือ และนำกรวยมาวางกีดกั้นบนทางสาธารณะ และมีรถขับมาชนกับรถโดยสารที่กลุ่มผู้ชุมนุมจอดปิดกั้น เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะมีหนังสือแจ้งประกาศให้แก้ไขการชุมนุมสาธารณะรวม 4 ฉบับ แต่จำเลยทั้งสองไม่แก้ไข

ต่อมาศาลแพ่งมีคำสั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะภายใน 7 วัน ผู้ชุมนุมจึงเคลื่อนย้ายออกจากที่ชุมนุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองเบิกความรับกันว่าผู้ชุมนุมตั้งเต็นท์ ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ติดตั้งโซล่าเซลล์ ทำป้ายรถเมล์ชั่วคราว จอดรถในช่องเดินรถที่ 3 และที่ 4 เล่นดนตรี จอดรถส่งอาหารบริเวณประตูเข้า-ออกมหาวิทยาลัย ตั้งเวทีปราศรัย โดยโจทก์มีประชาชนบริเวณดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานถึงผลกระทบของการชุมนุม

จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ทำนองว่า การจัดการชุมนุมสาธารณะโดยใช้พื้นที่ตามฟ้องเป็นเหตุสมควรแล้ว และไม่สามารถจัดการชุมนุมบริเวณอื่น เห็นว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งจากเจ้าพนักงานให้แก้ไขการชุมนุมแล้ว แต่ไม่แก้ไข และแม้ประชาชนยังสามารถสัญจรไปมาบนท้องถนนในเวลากลางวันและกลางคืนตรงพื้นที่การชุมนุมได้บ้าง แต่พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันว่า การชุมนุมของผู้ชุมนุมทำให้การจราจรติดขัดสะสม ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน พยานโจทก์ปากผู้ชุมนุมยังเบิกความตรงกันว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ขับชนรถซึ่งผู้ชุมนุมนำมาจอดขวางถนน และอาจารย์มหาวิทยาลัย พยานโจทก์เบิกความว่าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ถนนถูกปิด นักศึกษาต้องเดินเท้าเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้เข้าเรียนสายและในบางรายไม่สามารถเข้าเรียนได้ โดยมีนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบกว่า 700 คน ลงลายมือชื่อไว้ในสำเนารายชื่อนักศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อน และการที่ผู้ชุมนุมย้ายป้ายรถเมล์ชั่วคราวไปตั้งอยู่ใกล้ทางโค้งเป็นจุดอันตราย อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ผู้ชุมนุมยังนำรถมาจอดรถขวางประตูทางเข้า-ออกมหาวิทยาลัยเพื่อเอาของขึ้นลง รถไม่สามารถเข้า – ออกประตูมหาวิทยาลัยได้ เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่มุ่งหมายให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น อันเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะโดยทั่วไปตามสามัญสำนึกของวิญญูชนเป็นเกณฑ์แล้ว

การที่จำเลยทั้งสองจัดให้มีการชุมนุม แต่กลับปล่อยปละละเลยการชุมนุมจนกระทั่งผู้ชุมนุมนำเต็นท์พักแรมตั้งบนพื้นผิวจราจรซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นศูนย์รวมสถานที่สำคัญ อาทิ ทำเนียบรัฐบาล มหาวิทยาลัย และโรงเรียน ซึ่งมีประชาชนจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความจากทางนำสืบของคู่ความทั้งสองว่า มีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถของกลุ่มกองทัพธรรมที่เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งนำมาจอดขวางถนนไว้ ย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อนมากกว่าปกติในการใช้ชีวิตตามปกติสุขของประชาชนโดยทั่วไป และเป็นการคำนึงถึงสิทธิขั้น พื้นฐานของตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมที่จะได้รับ ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาพท้องถนนก่อนที่จะมีการชุมนุมแล้ว หากไม่มีการวางเต็นท์หรือจอดรถขวางกั้นบนช่องเดินรถ รถก็ควรจะสามารถแล่นไปตามช่องเดินรถของถนนได้ตามทางตรงปกติ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็น ผู้จัดการชุมนุมที่มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามประกาศคำสั่งเจ้าพนักงานในการดูแลและแก้ไขการชุมนุมสาธารณะ จึงเป็นการกระทำโดยฝ่า ฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการดูแลการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชน ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ไม่สามารถไปจัดการชุมนุมบริเวณอื่น และศาลแพ่งเคยยกคำร้องกรณีมีคำสั่งให้เลิกการชุมนุมถึง 4 ครั้ง และให้เลิกการชุมนุม ในครั้งที่ 5 ก็มิใช่เหตุผลอันสมควรที่จำเลยทั้งสองจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานในการดูแลการชุมนุมให้เป็นไปโดยปราศจากอาวุธและไม่ให้ขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะโดยกระทำโดยการฝ่าฝืนประกาศของเจ้าพนักงานตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15(4) ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15(4) ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือนและเมื่อพิจารณาจากประวัติและสภาพความผิดที่จำเลยทั้งสองได้เคยกระทำในลักษณะเดียวกันหลายครั้ง ตามรายงานของกองทะเบียนประวัติอาชญากรจึงเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง

‘เรืองไกร’ร้องศาลปกครอง ถอนทำประชามติ 8 ก.พ. อ้างคำถามไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

'เรืองไกร'ร้องศาลปกครอง ถอนทำประชามติ 8 ก.พ. อ้างคำถามไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

‘เรืองไกร’ร้องศาลปกครอง ถอนทำประชามติ 8 ก.พ. อ้างคำถามไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.08 น.

‘เรืองไกร’ ร้องศาลปกครอง สั่งเพิกถอนการทำประชามติวันที่ 8 ก.พ.นี้อ้างคำถามไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 นายเรืองไกร  ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ยื่นฟ้องกกต.ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนการทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ และสั่งให้กกต.ส่งเรื่องการจัดทำประชามติคืนให้รัฐสภาเพื่อแก้ไขมติให้ถูกต้องตรงกับคำบังคับในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี รวมทั้งมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยมีคำสั่งให้กกต.ระงับการจัดทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.ไว้ทั้งหมดทั่วประเทศ

คำฟ้องของนายเรืองไกร ระบุเหตุผลของการยื่นฟ้องคดีว่า จากที่ได้ตรวจดูคำวินิจ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568เกี่ยวกับการจะแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นว่ารัฐสภาจะต้องลงมติเห็นชอบในการตั้งคำถามประชามติ โดยใช้คำ ว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” แต่มติของรัฐสภาตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/13808 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เรื่องการออกเสียงประชา มติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่าในหนังสือดังกล่าวระบุว่า “โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบให้ส่งญัตติด่วนทั้ง 5 ฉบับ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วยไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยใช้ประเด็นคำถามตามญัตติด่วนของรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ ในประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จึงเห็นได้ชัดว่า มติของรัฐสภาใช้คำว่า “เห็นด้วย” ไม่ได้ใช้คำว่า “เห็นชอบ” จึงไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และไม่มีการแก้มติดังกล่าวแต่อย่างใด 

ดังนั้น คำถามประชามติของผู้ถูกร้องจึงไม่ใช่คำถามตามมติของรัฐสภา  ซึ่งการที่กกต.แจ้งให้ตนไปใช้สิทธิออกเสียงประชา มติ จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นตามความ ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ตนจึง เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำหรือการงดเว้นการ กระทำของกกต.จึงขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

‘เอ็ดดี้’ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง’จำนำข้าว’เงียบกริบ

'เอ็ดดี้'ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง'จำนำข้าว'เงียบกริบ

‘เอ็ดดี้’ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง’จำนำข้าว’เงียบกริบ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.55 น.

‘เอ็ดดี้’ซัดพรรคส้มเลือกปฏิบัติ ชูนโยบายโปร่งใส ไร้คอรัปชัน แต่เรื่อง’จำนำข้าว’เงียบกริบ สะท้อนหลักฐานเป็นพวกเดียวกัน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพคอมลัมน์ข่าวของเปลว สีเงิน เรื่องคุณยายขายเสียง โดยผักกาดหอม พร้อมข้อความ ระบุว่า “ส้ม Clean จริงมั้ย?

เห็น“ผักกาดหอม” เปิดประเด็นนี้มาน่าสนใจ เรื่องที่พรรคส้มมีนโยบายรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน “Clean”

แต่ทำไมก่อนหน้านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชันอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว แต่พรรคส้ม ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ยัน ประชาชน ไม่เคยพูดถึงการคอร์รัปชันมโหฬารของรัฐบาลที่ว่าเลย เงียบกริบ!

ผมขอมาเสริมประเด็นนี้ว่า การที่พรรคชูธงเรื่องความโปร่งใส แต่กลับเลือกที่จะ “ละไว้ในฐานที่เข้าใจ” กับความเสียหายมหาศาลของโครงการจำนำข้าว ทำให้คนที่เกลียดการโกง รู้สึกว่าพรรคส้มเลือกปฏิบัติ “ถ้าเป็นพวกฉัน…ฉันเงียบ แต่ถ้าเป็นพวกเธอ…ฉันแฉ”

พฤติกรรมนี้บ่งบอกว่า พรรคส้มอาจจะเป็นเพียงร่างทรง หรือเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะหลับตาข้างหนึ่งให้กับพรรคเพื่อไทย หรือไม่?

พรรคส้มชอบป่าวประกาศว่าตัวเองมีมาตรฐานจริยธรรมสูงส่งกว่านักการเมืองรุ่นเก่า เรียกร้องความโปร่งใส และการตรวจสอบที่เข้มข้น แต่พอเป็นเรื่องความเสียหายระดับประเทศที่เกิดจากพันธมิตรทางการเมืองของตัวเอง (พรรคเพื่อไทย) กลับปิดปากเงียบ

ฝ่ายนี้มองว่าพรรคส้มไม่ได้เกลียดการโกงจริง แต่เกลียดเฉพาะคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม (ทหาร/ลุง) ถ้าการโกงนั้นทำโดยคนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย พรรคส้มก็พร้อมจะทำเป็นมองไม่เห็น นี่ไม่ใช่มาตรฐานใหม่ แต่คือ “การเลือกปฏิบัติ” (Double Standard) อย่างน่ารังเกียจ

นี่คือการบิดเบือนประเด็นเพื่อปกป้องคนผิด การอ้างว่าศาลหรือองค์กรอิสระกลั่นแกล้ง คือการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมเพื่อช่วยพวกพ้อง การที่ศาลตัดสินว่ามีความผิด มีหลักฐานการทุจริตชัดเจน (เช่น จีทูจีเก๊) แต่พรรคส้มไม่ยอมรับและไม่พูดถึง พฤติกรรมนี้เท่ากับ “สมรู้ร่วมคิดในการฟอกขาว” ให้ระบอบทักษิณกลับมามีความชอบธรรมอีกครั้ง

การไม่ด่าจำนำข้าว แสดงให้เห็นธาตุแท้ว่า พรรคส้มยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับ “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” เพื่อแลกกับการมีพวกมาร่วมล้มโครงสร้างอำนาจเดิม

พรรคส้มอันตรายยิ่งกว่าพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยโกงเงิน แต่พรรคส้มกำลังจะ “โกงความมั่นคงและรากฐานของประเทศ” โดยใช้พรรคเพื่อไทยเป็นฐานเสียง

การเมืองใหม่ที่แท้จริงต้องกล้าวิจารณ์ทุกคนที่ทำผิด ไม่ว่าจะฝั่งไหน แต่การที่เงียบกริบเรื่องจำนำข้าว พิสูจน์แล้วว่าพรรคส้มก็เล่นเกมการเมืองแบบเก่า คือ “ถนอมน้ำใจพรรคร่วม ดีกว่ารักษาผลประโยชน์ชาติ” ดังนั้น คำว่า “Clean” หรือ “ไร้คอร์รัปชัน” จึงเป็นแค่สโลแกนโฆษณาชวนเชื่อที่เชื่อถือไม่ได้

ความเงียบของพรรคส้มต่อคดีจำนำข้าว คือหลักฐานมัดตัวว่า “ส้มกับแดงคือพวกเดียวกัน” หรืออย่างน้อยก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในการทำลายฝ่ายอนุรักษนิยม พรรคส้มจึงไม่ใช่ทางออกของประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่พยายามจะรื้อฟื้นระบอบที่ฝ่ายตรงข้ามเคยมองว่าเป็น “ระบอบทรราช” ให้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง”

เสธ.เบิร์ด หวดแรงพวกด้อยค่า ลั่นคำมั่น!ทหารไทยทำสุดความสามารถปกป้องชายแดน

เสธ.เบิร์ด หวดแรงพวกด้อยค่า ลั่นคำมั่น!ทหารไทยทำสุดความสามารถปกป้องชายแดน

เสธ.เบิร์ด หวดแรงพวกด้อยค่า ลั่นคำมั่น!ทหารไทยทำสุดความสามารถปกป้องชายแดน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.27 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 ก.พ.) พล.ท.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ขึ้นเล่าภารกิจของทหารแนวหน้า บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในงานแสดงแสงสีเสียง เกียรติยศทหารกล้า เชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก รวมพลังศิลปินสดุดีวีรบุรุษผู้เสียสละ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องในวันทหารผ่านศึก ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาเหตุการณ์การปะทะแนวชายแดนของน้องๆ ทหารพราน ทหารตระเวนชายแดน หรือตำรวจ สามารถจับทหารของกัมพูชาเป็นเชลยศึกถึง 18 คน ซึ่งแสดงถึงความห้าวหาญของทหารไทย ต้องบอกว่าภูมะเขือก่อนหน้านั้นที่ยังยึดมาไม่ได้ ไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะสามารถยึดกับคืนมาได้

“ตนเองในหน้าที่ทหารก็ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน สุดท้ายไม่ว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นนายหรือเป็นนาง หรือว่ามียศอะไร พวกตนก็ทำงานรับใช้ เพราะฉะนั้นจึงอย่าด้อยค่ากัน” พล.ท.วันชนะ กล่าว

พล.ท.วันชนะ กล่าวต่อว่า วันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า ตลอดระยะเวลาของพวกเราทหาร เราเตรียมกำลัง เราทำ 2 อย่าง คือ 1.การเตรียมกำลัง 2.การใช้กำลัง นั่นหมายความว่า ตอนเราใช้กำลัง เราก็ใช้กำลังตามอย่างที่เราเคยเตรียมมา แล้ววันนี้เราก็สามารถล้มได้ เพราะเรามีการเตรียมพร้อมไว้เป็นอย่างดี ประชาชนไว้วางใจได้ว่า ทหารทุกคนได้รับการฝึกอย่างเป็นมืออาชีพ ดังนั้น อย่ามาด้อยค่าทหารของผม

แสวง สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้

แสวง สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้

แสวง สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.20 น.

“แสวง”สั่ง ผอ.กกต.จังหวัด เตรียมพร้อมเลือกตั้ง-ประชามติ 8 ก.พ.นี้ ไม่ซ้ำรอยเลือกตั้งล่วงหน้า ย้ำทุกหน่วยต้องติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร ยกเหตุเลือกตั้งล่วงหน้าบกพร่องทำภาพลักษณ์ สนง.เสียหาย

4 กุมภาพันธ์  2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวานนี้ (3 ก.พ.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ได้ส่งข้อความทางไลน์กลุ่มไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด กำชับให้ดูแลกระบวนการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

หลังเกิดข้อบกพร่องในเรื่องของการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.หน้าหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงาน กกต.รวมถึงกระทบสิทธิของประชาชนและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุช้ำขึ้นอีกในการเลือกตั้งทั่วไป จึงขอให้มีการตรวจสอบทุกหน่วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.ทุกคนในหน่วยเลือกตั้งทุกเขต เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้รายงานกลับมาที่ด้านบริหารงานเลือกตั้ง โดยจะให้ด้านบริหารงานเลือกตั้งทำหนังสือสั่งเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ โดยสำนักงานจะแถลงความพร้อมการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ก.พ.

“ท่าน ผอ.ครับ ด้วยมีข้อบกพร่องในการติดประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส.หน้าหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.69 ทำให้เกิดความเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สนง.และอาจกระทบต่อสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นอีกในวันที่ 8 ก.พ.69 ในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ในวันจัดหน่วยเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบว่าในทุกหน่วยเลือกตั้งได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนในเขตเลือกตั้งนั้นเรียบร้อยแล้ว และให้รายงานและยืนยันมาพร้อมกับการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ภายในวัน และเวลาที่ด้านบริหารเลือกตั้ง (ดบล) กำหนด ทั้งนี้ จะให้ ดบล.มีหนังสือสั่งการไปอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ แล้ววัน สนง.แถลงข่าวความพร้อมเย็นวันที่ 7 ก.พ.69 จะแถลงเรื่องนี้ว่าได้มีการติดรายชื่อผู้สมัครทุกคนของทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งเรียบร้อยก่อนวันเลือกตั้งแล้ว” เลขาธิการ กกต.

ชีวิตเรา…ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! พีระพันธุ์ เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ

ชีวิตเรา...ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! พีระพันธุ์ เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ

ชีวิตเรา…ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! พีระพันธุ์ เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.49 น.

ชีวิตเรา…ไม่ใช่เกมของนักการเมือง! “พีระพันธุ์”เปิดหน้าชนทุนผูกขาดทุกวงการ ปลุกคนไทยกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง อย่าหลงวาทกรรม”เลือกเชิงยุทธศาสตร์” ย้ำกาเบอร์ 6 “รวมไทยสร้างชาติ”ทั้งประเทศ

เมื่อค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยแกนนำและผู้บริหารพรรค อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค , นายวิทยา แก้วภราดัย , นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ตลอดจนผู้บริหาร ผู้สมัคร สส.และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

นายพีระพันธุ์ ขึ้นเวทีประกาศจุดยืนทางการเมืองภายใต้แนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง” ย้ำชัดว่า การเลือกตั้งไม่ควรตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมทางการเมืองแบบเดิมๆ ที่ใช้ความกลัวและยุทธศาสตร์ทางการเมืองมาชี้นำประชาชน

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองบางกลุ่มมักอ้างคำว่า “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” เพื่อบีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกตามเกมการเมืองที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์กลับเป็นนักการเมืองที่ได้อำนาจ ได้ตำแหน่งและงบประมาณ ขณะที่ชีวิตของประชาชนยังเหมือนเดิม พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงการเมืองแบบเลือกตามสี โดยชี้ว่าสุดท้ายสีที่ถูกชูขึ้นมาก็ถูกผสมจนกลายเป็นสีเดียวกัน และตั้งคำถามว่าสีที่อ้างความดีงามนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง “สีย้อมผ้า” หรือไม่ ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันจุดยืนชัดว่าเป็น “สีขาว” ที่ไม่สามารถย้อมด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์ ยึดมั่นในหลักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่จำเป็นต้องโหนกระแสหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายพีระพันธุ์ ยังระบุอีกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคแรกที่กล้าพูดถึงนโยบายปากท้องของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ทั้งการลดค่าไฟ ลดค่าครองชีพ และการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก่อนที่นโยบายเหล่านี้จะถูกพรรคอื่นนำไปใช้ตาม แต่กลับหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นสำคัญอย่างการลดราคาน้ำมันและค่าแก๊ส ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในชีวิตประจำวันของประชาชน

นายพีระพันธุ์ ได้ยกตัวอย่างช่วงการทำงานที่ผ่านมา ที่สามารถตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ได้ แม้ต้นทุนจะสูง แต่ไม่เคยผลักภาระให้ประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหลังจากพ้นตำแหน่งว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง และย้ำว่า “ยุทธศาสตร์ของประชาชน” คือการเลือกแล้วต้องเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากภาษีที่จ่ายไป ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของใครบางคน

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าหลายพรรคเพิ่งหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดในช่วงการเลือกตั้ง ทั้งที่ในอดีตไม่เคยให้ความสำคัญกับทหารหรือสถานการณ์ชายแดน พร้อมยืนยันว่า รวมไทยสร้างชาติไม่จำเป็นต้องโหนประเด็นนี้ เพราะได้ทำงานเคียงข้างทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงนโยบายพลังงานของพรรค โดยย้ำว่านโยบายทั้งหมดเกิดจากประสบการณ์ทำงานทางการเมืองมากกว่า 30 ปี และการคลุกคลีกับปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าเข้าใจหัวอกของประชาชนที่ต้องทำงานหนัก โดยย้ำว่า หากได้รับโอกาส จะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อีก 50 สตางค์ ให้เหลือเพียง 3.30 บาทต่อหน่วยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี นโยบายพลังงานของพรรคจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังประกาศเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบการศึกษาไทย เพื่อคืนอนาคตให้บุตรหลาน ภายใต้นโยบาย “อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันที่สะสมมายาวนานในสังคมไทย โดยระบุว่า ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาในปัจจุบันคือการสอบเข้า ซึ่งกลายเป็นภาระหนักของครอบครัวผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการกวดวิชาเพื่อแข่งขันกับผู้อื่น นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้ ยกเลิกระบบสอบเข้า เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจได้โดยตรง ลดความเครียด ลดการเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า แนวคิดใหม่ของพรรคคือ เรียนกี่ปีก็ได้ จบเมื่อพร้อม เพื่อให้สามารถเรียนไปพร้อมกับการช่วยครอบครัวทำมาหากินโดยไม่ถูกตัดสิทธิ์ โดยย้ำว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การเร่งจบตามเกณฑ์เวลา แต่คือการมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์  ประกาศจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่เล่นเกมการเมือง ไม่ขายอุดมการณ์ และจะยืนหยัดทำการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง ประชาชนไม่ใช่หมากบนกระดานการเมือง”

ด้าน นายอรรถวิชช์ ได้กล่าวถึงผลงานพลังงานของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า แม้นายพีระพันธุ์จะเป็นนักกฎหมาย แต่สามารถ “เปลี่ยนกติกา” ระบบไฟฟ้าไทยจนลดค่าไฟจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท หรือลดลง 76 สตางค์ (16%) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายรวมกว่า 270,000 ล้านบาท

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ระบบเครดิตบูโรไทยเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันเสรี ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสูงกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท ต่างจากต่างประเทศที่ใช้ระบบคะแนนเครดิตซึ่งเป็นธรรมกว่า ส่วนปัญหาปุ๋ยแพงคือผลของทุนผูกขาด โดยยอมรับว่าการสู้กับกลุ่มทุนทำให้จำนวน สส. ของพรรคลดลง แต่ยังยืนหยัดเพื่อประชาชน พร้อมย้ำว่าผู้สมัครทั่วประเทศแม้ทุนไม่หนาแต่มี “หัวใจเต็มร้อย” พร้อมเดินหน้าชนโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างไม่ถอย

นายอรรถวิชช์ กล่าวแสดงจุดยืนต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันไม่เห็นด้วยกับการใช้งบประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจของผู้ผลักดัน โดยระบุว่าการแก้ไขสามารถทำได้ตามกระบวนการ แต่การฉีกทิ้งทั้งฉบับจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน พร้อมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ใช้วิธีปรับปรุงแก้ไขต่อเนื่องตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยไม่เคยฉีกทั้งฉบับ ซึ่งสะท้อนความมั่นคงทางกฎหมายและระบบการเมือง ทั้งนี้รัฐธรรมนูญต้องได้รับการแก้ไขผ่านวิวัฒนาการโดยนักการเมืองที่เข้มแข็งและไม่ฉาบฉวย การแก้ไขทำได้แต่ต้องไม่ใช่การล้มล้างทั้งระบบ

ด้าน นายนราพัฒน์ กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตร โดยระบุว่า เกษตรกรไทยยังยากจนจากต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่พึ่งพาการนำเข้าและผันผวนตามตลาดโลก จึงเสนอใช้ทรัพยากรในประเทศอย่าง “โพแทสเซียม” ให้เกิดประโยชน์ ตั้งเป้าลดราคาปุ๋ยไม่เกิน 500 บาท พร้อมชี้ว่าไทยมีก๊าซธรรมชาติสามารถผลิตยูเรียได้เอง ลดภาระต้นทุนเกษตรกร ขณะที่ ด้านข้าว เสนอพลิกจากการขายข้าวเปลือกเป็นการแปรรูปข้าวสาร โดยรัฐสนับสนุนการ อบ สี บรรจุ และแพลตฟอร์มจำหน่ายทั่วประเทศ คาดดันราคาข้าวเปลือกคำนวณย้อนกลับได้ถึง 15,000 บาทต่อตัน เป็นการลงทุนตั้งต้นให้ระบบเดินได้เอง ลดการอุดหนุนซ้ำซ้อน นอกจากนี้ เสนอจัดทำโซนนิ่งการผลิต ใช้ Big Data เชื่อมข้อมูลพาณิชย์-เกษตร หนุน Young Smart Farmer เข้าถึงตลาดโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง และยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรอย่างยั่งยืน

– 006

ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง…ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?

ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง...ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?

ชำแหละ 3 กลุ่ม นักเลือกตั้ง ปรากฏการณ์ทางการเมือง…ที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด?

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.40 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชำแหละ สันดานนักการเมือง

จะขออนุญาตพูดถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองของนักการเมืองในยุคนี้ ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง ต่างฝ่ายต่างหวังจะเอาชัยชนะ และเป็นการเลือกตั้งที่มีกลุ่มทุนสีเทา กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ หรือกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมากที่สุด จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์หรือภาพลักษณ์ของนักการเมืองเปลี่ยนไป จนหลายคนกล่าวถึงตัวนักการเมืองยุคนี้ว่า ไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ไม่ใช่นักการเมืองที่แท้จริง แต่เป็นนักเลือกตั้งต่างหาก ที่ฉวยโอกาสทางการเมืองในฤดูกาลการเลือกตั้ง จึงทำให้เห็นภาพของนักการเมือง หรือนักเลือกตั้งใน 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มนักการเมือง หรือที่เรียกกันว่านักเลือกตั้ง เป็นกลุ่มนักการเมืองที่ไม่ได้คิดถึงอุดมการณ์ และไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ต้องการจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไปสมัครสังกัดพรรคการเมืองที่เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง มีความพร้อมทั้งกระสุนดินดำและอำนาจรัฐ ก็อยากจะลงสมัครในนามพรรคนั้น แต่เมื่อที่นั่งของผู้สมัครเต็ม หรือพรรคนั้นไม่ต้องการ หรือมีบุคคลอื่นที่เหมาะสมกว่า นักการเมืองกลุ่มนี้ก็ไปหาพรรคการเมืองอื่นอีก ซึ่งอาจจะอยู่ในกลุ่มการเมืองขั้วเดียวกัน หรือกลุ่มการเมืองคนละขั้ว คนละอุดมการณ์ก็ไม่เกี่ยง ขอให้ตัวเองได้ลงสมัคร จึงเห็นนักการเมืองกลุ่มหนึ่งเร่หาพรรคลงสมัคร จากพรรคนี้ไปพรรคนั้น แล้วก็ไปพรรคโน้นทในที่สุดจนหาพรรคที่สังกัดจนได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเห็นนักการเมืองบางคน เปลี่ยน3-4พรรค ก่อนจะถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง แบบนี้เขาจะไม่เรียกว่านักการเมืองอาชีพ หรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ เป็นได้แค่นักเลือกตั้งเท่านั้น

2.กลุ่มนักการเมืองที่ไม่คิดถึงอุดมการณ์ คิดถึงแต่โอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เท่านั้น นักการเมืองกลุ่มนี้หรือนักเลือกตั้งกลุ่มนี้ จะหาพรรคสังกัดที่มีเงินทุนสูง ถ้ามีเงินทุนมากก็จะไปสมัครในนามพรรคนั้น เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้มีการใช้เงินที่สูงมาก ตั้งแต่เรื่องการซื้อคะแนนเสียง จนมาถึงการบริหารจัดการพื้นที่ หรือรวมไปถึงการจัดเวทีปราศรัยล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทุนทั้งนั้น การจัดเวทีปราศรัยต้องใช้เงินทุนครั้งละไม่ต่ำกว่า1ล้านบาทถึง3ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหาเสียงด้วยซ้ำไป การจัดพิธีปราศรัยฟอร์มใหญ่1ครั้ง ใช้เงินสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครส.ส.ได้ใช้ จึงทำให้นักการเมืองกลุ่มนี้เร่หาพรรคการเมืองที่พร้อมสนับสนุนหรือซัพพอร์ตเงินทุน และจะใช้ทุนเป็นหลักในการหาเสียง

3.กลุ่มนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตส.ส.ที่ต้องการย้ายพรรค นักการเมืองกลุ่มนี้ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีมูลค่ามีค่าตัวราคาสูง สามารถเล่นตัวโก่งค่าตัวได้ จะเห็นนักการเมืองกลุ่มนี้ ย้ายพรรคจากพรรคเล็กไปพรรคใหญ่ โดยไม่เกี่ยงเรื่องอุดมการณ์ ไม่เคยเห็นนักการเมืองที่ย้ายจากพรรคใหญ่ไปพรรคเล็กเลย หรือย้ายจากพรรคที่มีทุนสนับสนุนจำนวนมากไปอยู่พรรคเล็กที่เน้นอุดมการณ์ จะเห็นนักการเมืองกลุ่มนี้ เป็นนักการเมืองที่ได้มาโดยการใช้ทุน ใช้เงินจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องหาพรรคการเมืองสนับสนุนเงินทุนในการเลือกตั้งให้มากกว่าครั้งที่ผ่านมา และจะหาพรรคการเมืองสนับสนุนเงินทุนที่มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับหมาล่าเนื้อ เพราะนักการเมืองกลุ่มนี้เคยใช้เงินเป็นบันไดไปสู่ตำแหน่งส.ส. จำเป็นต้องใช้ต่อ หยุดไม่ได้ เมื่อเคยใช้แล้วถ้าหยุดใช้เงิน กลับมาเน้นเรื่องอุดมการณ์ ประชาชนจะตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาเคยซื้อเสียง แต่ทำไมครั้งนี้ไม่ซื้อเสียง ในที่สุดก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง

จากภาพลักษณ์ของนักการเมือง 3 กลุ่มนี้ เป็นภาพของนักการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า เป็นนักเลือกตั้ง ไม่สามารถเรียกว่า “นักการเมืองมืออาชีพ” หรือ “นักการเมืองอุดมการณ์”ได้ และตราบใดที่เงินยังเป็นปัจจัยชี้ขาด และกลุ่มทุนสีเทาเข้ามามีบทบาททางการเมือง เราจะหานักการเมืองอุดมการณ์ นักการเมืองที่ต่อสู้ด้วยจุดยืนทางการเมือง ปราศจากเงินทุนไม่ได้เลย และประเทศไทยก็จะมีแค่นักเลือกตั้ง จะไม่มีนักการเมืองอาชีพ หรือนักการเมืองอุดมการณ์อีกต่อไป

เตือนครั้งที่ 1,000 สมชัย สะกิด กกต. เตือน 2 เรื่องเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

เตือนครั้งที่ 1,000 สมชัย สะกิด กกต. เตือน 2 เรื่องเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

เตือนครั้งที่ 1,000 สมชัย สะกิด กกต. เตือน 2 เรื่องเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.27 น.

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสตืข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความกังวลใจเกี่ยวกับวันการเลือกตั้งจริง 8 ก.พ. 2569

มีสิ่งที่เป็นไปได้ 2 เรื่อง ที่อาจนำไปสู่การร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่ง กกต.สามารถป้องกันแก้ไขได้

1. คำร้องว่า การเลือกตั้งของประชาชนไม่เป็นความลับ

เนื่องจาก คิวของการออกเสียงประชามติ (คิวรับบัตรสีเหลือง) อยู่ในหน่วยเลือกตั้ง หากผู้คนมีจำนวนมาก วุ่นวาย อยู่ใกล้คูหาลงคะแนน อาจทำให้การจัดการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า การเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

2. คำร้องว่า เป็นการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม

ด้วยเหตุการตั้งหีบบัตรเลือกตั้งในจุดที่ไม่สามารถเห็นชัดเจนจากภายนอก อาจเกิดการทุจริตในการเลือกตั้งจากการกระทำของคณะกรรมการประจำหน่วยได้ อาจเป็นเหตุให้มีผู้ร้องว่า เป็นการจัดการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) ที่ กกต. ไม่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ทางแก้

1. ให้เข้าคิวรอบเดียว และแจกบัตร 3 ใบ เพื่อไม่ต้องมีคิวที่สองในหน่วยเลือกตั้ง ลดการแออัด วุ่นวายในหน่วย และความเสี่ยงประเด็นเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

2. ให้นำหีบบัตรทั้ง 3 ใบ กลับมาวางไว้กลางหน่วยเลือกตั้ง และหันหน้าออกให้ประชาชน เห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส ตัดโอกาสในการร้องว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต

เตือนครั้งที่ 1,000 ครับ

‘ดร.มานะ’เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว ‘โกงเลือกตั้ง’ ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์ชาติ

'ดร.มานะ'เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว 'โกงเลือกตั้ง' ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์ชาติ

‘ดร.มานะ’เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว ‘โกงเลือกตั้ง’ ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์ชาติ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.26 น.

‘ดร.มานะ’เปิดเหตุผลทำไมคนกลัว ‘โกงเลือกตั้ง’ ครั้งนี้มาก หวังกกต.ยึดประโยชน์บ้านเมืองเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ทำไมคนกลัว “โกงเลือกตั้ง” ครั้งนี้มาก

1. เกิดการซื้อเสียงหนักมากในการเลือกตั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ที่เพิ่งผ่านมา แม้ตกเป็นข่าวฉาวรับรู้กันทั่วประเทศ แต่ กกต. และหน่วยงานรัฐต่างทำอะไรไม่ได้

2. มีการโยกย้ายข้าราชการจำนวนมากในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะที่มหาดไทย ทำให้เกรงว่าจะเกิดเรื่องตุกติกจากการใช้ทรัพยากรและอำนาจรัฐในทางมิชอบ

3. ก่อนการเลือกตั้งมีการย้ายพรรคของนักการเมืองจำนวนมาก บวกกับข่าวการซื้อตัว ส.ส. ด้วยราคาแพงและการแข่งขันเลือกตั้งรุนแรง ทำให้เชื่อว่า ภายใต้การเมืองแบบไทยๆ ผู้สมัครที่กระแสเป็นรองจะเลือกใช้เงินสร้างโอกาสแห่งชัยชนะ

4. ปัญหาและความบกพร่องในหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าหลายแห่ง โดยปรากฏเป็นข่าวว่า เหยื่อคือผู้สมัครจากฝ่ายค้านเท่านั้น…จริงหรือไม่?

5. กกต. ทำหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ประชาชนคาดหวัง ถูกชี้ความผิดพลาดหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการลงประชามติและใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า

ที่น่าเป็นห่วงคือ บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ กกต. แสดงพฤติกรรมเหมือนข่มขู่ขัดขวางผู้เห็นต่าง ด้วยการอ้างข้อกฎหมายเพื่อปฏิเสธหรือตอบโต้คนที่คิดและพูดไม่เหมือนตน

วันนี้ คนไทยกลัวการทุ่มเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง ส.ส. แล้วทำให้เราได้รัฐบาลภายใต้อิทธิพลของสแกมเมอร์ ทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และพวกโกงบ้านกินเมือง

น่าแปลกใจว่า แม้เกิดเรื่องน่ากังขาอย่างต่อเนื่องแต่กลุ่มคนที่มีอำนาจสูงสุดขององค์กร คือ “คณะกรรมการ กกต.” ทั้ง 7 คน กลับไม่เคยออกมาสื่อสารให้สังคมเชื่อมั่นเลย

หวังว่า กกต. จะพิสูจน์ได้ว่าตนสุจริต เป็นธรรม ตรงไปตรงมา ยึดเอาประโยชน์บ้านเมืองเหนืออื่นใด

ในการเลือกตั้งที่ควรเป็นวาระประชาธิปไตยของประชาชน ไม่อยากเห็นใครโกงความรับผิดชอบ โกงความคาดหวังของประชาชน และ “โกงอนาคตประเทศไทย” ครับ”

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน  เหรียญกล้าหาญ  เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพเตรียมขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ เชิดชูเกียรติกำลังพลสู้รบเขมร นายกฯร่วมบรรจุอัฐิ42วีรชน ทหารไทยพลีชีพในสนามรบ

นายกฯเป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิ 42 วีรชนทหารกล้าป้องอธิปไตยไทย เนื่องในวัน “ทหารผ่านศึก“ ชี้ปชช.ทุกคนซาบซึ้งความเสียสละและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทหารทุกนาย พร้อมดูแลครอบครัวจนกว่าใช้ชีวิตได้ปกติติดตามเงินเยียวยาให้ถึงมือ ย้ำถ้าได้กลับเข้ามาทำงานอีก จะเร่งแก้ปัญหาเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึกต่อเดือน ยันคำสัญญากับปชช.ยังไม่เปิดด่านไทย-เขมร ด้านผบ.ทบ.สั่งเตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนเหตุปะทะไทย-เขมร

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานเนื่องใน ”วันทหารผ่านศึก“ เป็นวันครบรอบวันสถาปนา “องค์การทหารผ่านศึก” รำลึกถึงความเสียสละ และเชิดชูเกียรติความกล้าหาญของวีรบุรุษทหารไทย ที่เสียชีวิตในสมรภูมิรบต่าง ๆ เพื่อรักษาสันติภาพของโลก และปกป้องธิปไตยของชาติไทย

นายกฯปธ.บรรจุอัฐิ42วีรชนทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานปีนี้ต่างจากการทุกปีที่ผ่านมา หลังประเทศไทย เกิดปะทะตามแนวชายแดนกับกับกัมพูชา 2 ครั้ง ส่งผลให้ทหารกล้าเสียสละชีวิต เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไปถึง 46 นาย คือ เสียชีวิตจากการสู้รบ 42 นาย เสียชีวิตระหว่างปฎิบัติหน้าที่ 4 นาย (เสียชีวิตทางอ้อม) รวมเป็น 46 นาย ซึ่งมีพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบพิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 42 นาย ที่โถงบรรจุอัฐิในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกยังได้มอบเงินบำรุงขวัญแก่ครอบครัวทหารที่เสียชีวิต 42 นาย ที่ห้องเกียรติศักดิ์ อาคาร 1 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกด้วย

โดยเวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิต 42 นาย พร้อมพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมคณะผู้บริหารระดับสูงขององค์การทหารผ่านศึก และครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละเข้าร่วมพิธี ซึ่งการบรรจุอัฐิจะเรียงตามตัวอักษรไทย 41 นาย ส่วนอีก 1 นาย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามไม่ได้บรรจุอัฐิ แต่ติดชื่อร่วมกับทหารนายอื่นด้วย

นายกฯยังกล่าวสดุดีทหารผ่านศึกที่สละชีพเพื่อชาติตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่บ้านเมือง ทำให้ธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่านจะเป็นเครื่องเตือนใจ และจารึกอยู่ในหัวใจชาวไทยตลอดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จพิธีนายกฯได้ทักทายญาติทหารผู้เสียชีวิต และทหารผ่านศึก ซึ่งมีประชาชนกล่าวกับนายกฯว่า“ไม่ให้เปิดด่าน ขอให้คิดถึงทหารที่เสียชีวิตทั้ง 42 นาย“ นอกจากนี้ยังมีทหารผ่านศึกบางคนขอบคุณนายกฯที่ทำหน้าที่ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชาเต็มที่ พร้อมเป็นกำลังใจให้ และอวยพรให้เป็นนายกฯอีกสมัย รวมถึงขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และยังมีทหารผ่านศึกบางคน ขอให้นายกฯ สั่งลุยเลย

ยันดูแลครอบครัวทหารจนใช้ชีวิตปกติ

นายกฯให้สัมภาษณ์หลังร่วมพิธีว่าเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมทหารผ่านศึก รวมถึงกรณีทหารสละชีพ 42 นายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยืนยันว่าประชาชนทุกคนซาบซึ้งถึงความเสียสละ ของทหารทุกนายและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทหารทุกคนที่สละชีวิตปกป้องบ้านเมืองส่วนการช่วยเหลือดูแลทหารผ่านศึกได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เยียวยาครอบครัวทหารที่สละชีพ 42 นาย ทั้งการช่วยเหลือเรื่องเงินและสิทธิต่างๆที่ครอบคลุม ทั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชามาตลอด เพื่อให้เงินไปถึงมือครอบครัว จากการพูดคุยกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย เข้าใจกันดี ยืนยันรัฐบาลจะดูแลทุกคนจนกว่าจะมั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตปกติได้ เมื่อขาดหัวหน้าครอบครัว

ยันถ้าได้กลับมาจะดูแลเงินช่วยเหลือ

“ยอมรับว่าทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่นยังต้องช่วยเหลือกันต่อไป เพราะมองว่า เงินช่วยเหลือ 600 บาท ต่อเดือนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้ เพราะหลังเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชาทำให้ได้ใกล้ชิดทหารมากขึ้น และเห็นว่า สิ่งที่ทหารประสบเหตุบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะกังวลมากที่สุดคือการใช้ชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล เพราะทหารเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้หน่วยงานมาดูแลต่อ อยากมีอาชีพการงานและหากได้กลับเข้ามาทำงานต่อจะดูแลเรื่องนี้”นายกฯกล่าว และว่า ดีใจที่เห็นทหารผ่านศึกหลายสมรภูมิยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถดำรงชีพอยู่ได้ แต่บางคนไม่มีครอบครัวและถูกทอดทิ้ง บางคนเป็นทหารอาสาสมัครไม่ใช่ทหารประจำการจึงไม่มีบำเหน็จบำนาญ ต้องได้รับการดูแลสวัสดิการถ้ายื่นรายชื่อและประวัติมาก็พร้อมดูแลเต็มที่ โดยมอบให้พลโทอดุลย์บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหมดูแลเรื่องนี้ และหากมีโอกาสกลับเข้ามาทำงานอีกจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งกรณีทหารที่เสียชีวิตไปแล้วและทหารที่ยังทำหน้าที่อยู่

ให้สัญญาปชช.ยังไม่เปิดด่าน

ส่วนการพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึก นายกฯกล่าวว่า ยังไม่ขอพูดถึงเรื่องงบประมาณ เพราะอยู่ช่วงเลือกตั้ง ขอย้ำว่าตั้งใจตอบแทนทหารผ่านศึก รวมทั้งทหารปัจจุบันที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนขอนายกฯไม่ให้เปิดด่านชายแดน นายกฯกล่าวว่าถึงขณะนี้ไทยยังไม่เปิดด่าน

ถามย้ำว่าเป็นคำมั่นสัญญากับประชาชนได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ใช่ เพราะพูดมาหลายครั้งแล้ว

ปัดไทยรุกเขมร-ยันยึดข้อตกลงหยุด

ที่ทำเนียบฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เตรียมประท้วงไทยโดยอ้างไทยรุกรานดินแดนกัมพูชาว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เรายืนยันว่าเราอยู่บนอธิปไตยของเราเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศติดตามข่าวสารอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรมาก็มีหน้าที่ไปชี้แจงต่อองค์กรที่มีข้อสงสัยจริงๆ ตนเคยบอกไปแล้วว่าขณะนี้เรามีข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกับกัมพูชา เงื่อนไขข้อปฏิบัติต่างๆอยู่ในบันทึกข้อตกลง ไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นข้อสงสัยใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนเขมรพยายามสร้างเงื่อนไข ทำให้เกิดสถานการณ์เกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราอย่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลง ซึ่งเราดำรงตนตรงนี้มาตลอด เราถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆให้เป็นที่พึงพอใจของเราได้

กต.บอกเขมรคิดให้ดีจะฟ้องที่ไหน

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เราคิดว่าเป็นการปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่การรุกรานใคร ส่วนเรื่องที่กัมพูชาจะไปฟ้องก็ควรจะพิจารณาว่าจะไปฟ้องที่ไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีฮุนมาเนต เหมือนไม่เคารพข้อตกลงที่มีกับไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เขาจะพูดอะไรไป เราก็พร้อม และยึดมั่นท่าทีประเทศไทยว่าเราไม่ได้รุกราน แต่เป็นการปกป้องอธิปไตย ซึ่งบางครั้งเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องในประเทศของกัมพูชาหรือไม่อาจมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง แต่กัมพูชาก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างเป็นทางการ

เตรียมขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญ

มีความเคลื่อนไหวจากกองทัพบก หลังเหตุสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา 2 ครั้ง เมื่อเดินกรกฎาคม 2568 และเดือนธันวาคม 2568 ทั้งยุทธการยุทธบดินทร์และยุทธการศตวรรษ กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทุ่มเทกำลังกายและใจปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพลและครอบครัว

ความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างพิจารณาคุณสมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป