กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส. ฟันเพิ่ม28ราย ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส.  ฟันเพิ่ม28ราย  ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส. ฟันเพิ่ม28ราย ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส. ฟันเพิ่ม28ราย ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’ คดีอาญาโทษจำคุกสูงสุด10ปี หัวหน้าพรรคหนาวส่อโดนด้วย

มติ กกต.ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.อีก 28 ราย เหตุอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ไปเลือกตั้ง เล็งเอาผิดอาญา ทั้งผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค “อนุทิน”ย้ำพรรคอันดับ 1 ชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลก่อนไม่มีใครแย่ง หากถูกชวน ต้องดูรับเงื่อนไขได้หรือไม่ รับ MOA-MOU พรรคส้มเข้าท่าจะได้ไม่โดนเบี้ยวสัญญาลูกผู้ชายตอนหลัง ลั่นไม่ปิดประตูจับมือ“น้ำเงิน-แดง”ชี้ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ไม่คิดแก้แค้น เหตุไร้ประโยชน์ ไม่หวั่นถูกเช็กบิลเขากระโดงด้าน’เท้ง-ณัฐพงษ์’มั่นใจปชน.จะได้กวาด สส.ทั้งแบบเขต-บัญชีรายชื่อรวมกันเกิน200ที่นั่ง พร้อมเชื่อจะได้ทะลุ20ล้านเสียงย้ำจุดยืนชัด ถ้าได้อันดับ2 ขอเป็นฝ่ายค้านทันที จะไม่จับมือพรรคอันดับ 3 หรือ 4 จัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะที่ปชป.ยกทัพหาเสียงตรัง‘อภิสิทธิ์’ปลุกขอแรงปชช.ร่วมทำการเมืองสุจริต ย้ำอย่าให้เงินมาครอบงำ

เมื่อเวลา11.35น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุพรรคภท.จะได้ สส.แบบแบ่งเขต 200 ที่นั่งและสส.บัญชีรายชื่อ 20ที่นั่งว่าตนไม่เคยปราศรัยแบบนี้ แต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ไปปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี มีแต่บอกเป็นสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรีว่าพ่อก็หมา แม่ก็หมาลูกก็หมา หมากันทั้งบ้าน ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดของพรรค ภท.จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาประเมินก็ต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อนเพราะเรามีการติดตามรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร สส.เราทุกเขตทั่วประเทศ เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่นายอนุทินร้องโอ้ยพร้อมระบุว่าเอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ

‘หนู’ลั่นรักษาระบบรัฐสภาให้มากสุด

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯระบุพรรคภท.จะเป็นที่1ในขั้วหมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม

เมื่อถามว่าหลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลข จำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน ซึ่งกว่าจะนิ่งหลังจากปิดหีบ 17.00 น. ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมี 21.00-22.00 น.

ชี้พรรคอันดับ1จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่มีแย่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าผลการเลือกตั้งพรรคอันดับ1ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัดมันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่

เมื่อถามอีกว่าหากพรรคประชาชนเป็นพรรคอันดับ 1พรรคภท.จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคอันดับที่1สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอยู่แล้ว ลองดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา ทั้งปี 62 และปี 66 เป็นไปตามกลไก พรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาสูงสุดทุกครั้ง ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ปี 66 พรรคเพื่อไทยเป็นแกน ส่วนปี 69“ก็”จากนั้นนายอนุทินได้หยุดพูดพร้อมกับพยักหน้า ก่อนกล่าวว่า มีแต่รัฐบาลของตนที่กำหนดวาระชัดเจน 4 เดือน มันก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของตน พรรค ภท.ก็มีจำนวนสมาชิกมาก เราอยู่ในกติกา ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นเลย

ถ้าปชน.จัดรบ.ได้ใครจะไปลอยแพ

เมื่อถามย้ำว่าหากพรรคปชน.มาเป็นอันดับ1อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและลอยแพพรรคปชน.นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น

เมื่อถามว่าในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ

หากถูกปชน.ชวนต้องดูเงื่อนไข

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องรอให้พรรคอันดับ1ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าตนไม่ทราบคำว่าต้องหมายความว่าอะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดหรือเดินเกม เมื่อถามว่าหากพรรค ปชน.เป็นอันดับ 1 พรรค ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า“เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะและหากเชิญก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้

“พรรคปชน.ก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าทำอะไรกับพรรคปชน.เขาก็จะมี MOA หรือ MOU ซึ่งอย่าไปมองว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman agreement ถึงเวลาจริงๆ ก็จะมีเหตุนู่นเหตุนี่ อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งทางการเมือง”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคปชน.มาเชิญร่วมรัฐบาลพรรคภท.จะมี MOA กำกับเขาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้รอก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนผลการเลือกตั้งจะออกเพราะผลการเลือกตั้งมันถูกกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้น ไปพูดอะไรชี้นำ สำหรับตนการที่ไปพูดอะไรก่อนเท่ากับไม่รับฟังเสียงประชาชน หรือไม่ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ตนก็ระมัดระวังตรงนี้มากๆ ผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามบ่อยเดี๋ยวเผลอ

อุบตอบมาอันดับ1จัดรบ.ง่ายเร็ว

เมื่อถามว่าหากพรรคภท.มาเป็นอันดับ1ทุกอย่างจะง่ายและเร็วใช่หรือไม่ นายอนุทินร้องหึพร้อมกับยิ้ม และไม่ตอบถาม เมื่อถามย้ำมีพรรคในใจที่จะจับมือร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่นายอนุทินหัวเราะแต่ไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามว่าถ้าพรรคภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมีการทำ MOA กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกัน ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันจะต้องมีอะไรไว้เป็นถ้อยคำ

เมื่อถามอีกว่าการทำMOAจะเป็นการย้อนเกล็ดกับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่ามันคนละเรื่องกัน เพราะMOAนั้นเป็นการบอกกับเขาว่าอย่างไร เราก็อยู่ 4 เดือน แต่พอถึง 2เดือนกว่า เขามีเงินเงื่อนไขที่อยู่นอก MOAมา ซึ่งเราไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ เขาก็บอกว่าอย่างนั้นให้เรายุบสภาไป ตนก็ยุบสภา เพราะมีคนบอกให้ตนยุบสภา เราเป็นเสียงข้างน้อย

ไม่ปิดประตู‘น้ำเงินจับมือแดง’

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ หลังการเลือกตั้งพรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ก็กลับไปคำตอบเดิม ตนต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งเสียก่อน ยังมีเวลา รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดภายในคืนวันที่ 8 ก.พ.หรือในสัปดาห์แรก ครั้งที่แล้วปี 66 ใช้เวลาการจัดตั้งรัฐบาล เกือบ2เดือนกว่าจะมีรัฐบาล เมื่อถามว่าจะให้คำมั่นกับพรรคกล้าธรรมอย่างไรหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากหลายพรรคประกาศไม่เอาพรรคกธ.นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เราให้การเลือกตั้งดำเนินไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน ทุกพรรคควรจะใช้เวลา บริหารจัดการพรรคตัวเอง ให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุด

ย้ำไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

เมื่อถามว่ากับพรรคพท.จะลืมเรื่องราวในอดีตที่เขาทำกับเราตอนนั้นแล้วกลับมาจับมือกันหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ตนเป็นคนที่มีอุปนิสัย คือคนที่ทำอะไรดีไว้ก็ไม่ค่อยลืม คนที่ทำไม่ดีกับเราก็ลืมๆลืมง่ายเพราะเราอยากเจอหน้าใครเราอยากจะยิ้มและยกมือไหว้ และไม่อยากคิดอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ

เมื่อถามอีกว่าคำว่าการเมืองไม่มี มิตรแท้และศัตรูที่ถาวรใช้ได้กับนายกฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ศัตรูถาวรตนมีอยู่แล้ว แต่ตนจะแสดงออกหรือเปล่า แล้วมันมีประโยชน์อะไรในการไปทำ ตั้งแต่ที่ตนเป็นนายกฯมา 4 เดือน มีไหมก็มีอำนาจมีไหม ก็มี คิดแก้แค้นเช็คบิลอะไรใคร ก็สามารถทำได้หมด แต่มันไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะทุกข์ไปด้วย เราไปทำอะไรเขาเราก็ต้องระมัดระวังว่าเขาจะสวนกลับมา ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน ดีที่สุดคือ คิดแต่เรื่องดีๆ ทุกคนก็มีเรื่องดีๆ ต่อกัน ไอ้เรื่องที่ไม่ดีอย่างไรก็ไม่ลืม ก็อย่าไปเอามันขึ้นมาเป็นประเด็น เมื่อถามว่าพรรคพท.มาง้อหรือยัง นายอนุทินหัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า“อุ้ย ทำไมต้องง้อ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ลงพื้นที่อ่านใจประชาชนได้หรือไม่ว่าประชาชนจะให้ผ่านโปรหรือไม่ในการทำงานช่วง 3-4เดือนที่ผ่านมา นายอนุทินกล่าวว่าตนก็ถามทุกเวทีจะให้ผ่านโปรหรือเปล่าซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ตบมือและส่งเสียงกรี๊ด ให้กับตนและตนก็ยังเสียงแหบอยู่ตอนนี้

ยันกาบัตรที่บุรีรัมย์ก่อนตะเวน3จว.

เมื่อถามว่าวันเลือกตั้งจะมีวอร์รูมที่ไหนหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ตนต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และวางแผนไว้ว่าจะขับรถตระเวนไปดูพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตนเดินทางไปหาลูกบ้านบ่อยอยู่แล้ว พอถึงเวลาอันควร สอบถามจากเขตอื่นๆ แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะนอนค้างบุรีรัมย์ หรือจะกลับมาที่กรุงเทพฯผู้สื่อข่าวไม่ต้องตาม เพราะอาจจะกลับกรุงเทพฯเมื่อถามว่าจะไม่มาลุ้นหรือจับขั้วที่กรุงเทพฯหรืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่จ.บุรีรัมย์ อยู่ในบ้านก็รู้สึกโล่งใจ ปลอดภัยดี เมื่อถามอีกว่าถ้ามีการจับมือหรือจับขั้วจะต้องไปหาที่จ.บุรีรัมย์ใช่หรือไม่นายอนุทินไม่ตอบคำถามเพียงแค่หัวเราะในลำคอ

เมื่อถามย้ำว่าแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากต้องรักษาการตำแหน่งนายกฯด้วยจะรู้สึกกดดันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราทำในสิ่งที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ต้องทำ ไม่ใช่ในฐานะนายกฯก็ทำหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ

ไม่ห่วงโดนเช็คบิลปมที่เขากระโดง

เมื่อถามว่าหากได้กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบกังวลหรือไม่ว่าจะถูกเช็คบินเรื่องทั้งเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้วสว.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเขากระโดงการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังฟ้องอยู่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมาย ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน หรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเป็นหน้าที่ของการรถไฟฯถ้าเขาคิดว่าทรัพย์สินนี้เป็นของเขา แล้วเขาคิดว่าถ้ามีใครมาบุกรุก เขาก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการรถไฟฯได้ส่งเรื่องมาที่กระทรวงมหาดไทยแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่จะทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีคำสั่งศาลสั่งมา ต้องฟ้องศาลให้เรียบร้อย กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถที่จะไปเพิกถอนที่ดินของใครได้ถ้าไม่มีคำสั่งศาล มาเมื่อไหร่ เขาก็ดำเนินการทันทีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย

เดินตลาดเช้าพระนั่งเกล้านนทบุรี

ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมในตรี พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงตลาดนัดเช้าพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 1เขต 2 เขต 3และเขต8 พรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยเดินทักทายพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของในตลาดและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงเช้า ซึ่งตลอดทางบรรดาพ่อค้าแม่ค้าสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสซึ่งนายอนุทินกล่าวว่า“100 เปอร์เซ็นต์”ช่วงหนึ่งนายอนุทินได้สอบถามแม่ค้าว่า“ได้คนละครึ่งพลัสไหม” แม่ค้าจึง บอกว่า“ได้รับแล้ว”นายอนุทินจึงกล่าวว่า“ให้รอเฟส 2”

โต้‘ธนาธร’คนสั่งการเมืองมีแต่ปชช.

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ยอมให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ และไม่ทราบว่า ใบสั่งจะมาจากใคร ใบสั่งใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็น สส.มาจากประชาชน ไม่มีใครสั่งได้ ตอนเลือกตั้งใครจะเดินเข้าสภาฯคือประชาชนสั่งอย่างเดียว โหวตเตอร์สั่งอย่างเดียว

“ดังนั้น ในเมื่อมาจากประชาชนก็ไม่ต้องเกรงกลัวใบสั่งอะไรทั้งสิ้น และจริงๆแล้ว คำถามและคำตอบจบในตัวเอง คนที่เลือกสส.มาคือใคร คือประชาชนหรือเปล่า ดังนั้น สส. ที่ถูกเลือกมาโดยประชาชนก็ต้องฟังประชาชน นี่คือใบสั่ง อย่าไปกังวลครับ ไม่มีหรอกใบสั่ง ตนเล่นการเมืองมา 22-23 ปีแล้วไม่เคยเจอใบสั่งสักใบ”นายอนุทิน ย้ำ

‘ศุภมาส’ย้ำเลือก‘หนู’ได้ทีมไทยแลนด์

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม่ทัพทีมกทม.พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทยว่าตอนนี้ลงพื้นที่ไปทุกอย่างก็ดูดีไปหมด ภูมิใจไทยเราก็มีความมั่นใจว่าเราจะปักธงที่กรุงเทพฯได้รวมไปถึงพื้นที่ทั่วประเทศว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สัปดาห์นี้คงจะเน้นย้ำว่านโยบายที่เราได้พูดไปใครจะเป็นคนมาทำ

“พรรคเราได้พูดแล้วว่าถ้าเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกฯก็จะมีทีมไทยแลนด์ทั้ง3คนมาเป็นรัฐมนตรีด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทำหน้าที่ถือไม้เรียวกำกับการเงินการคลัง ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้ไปประชุมเวทีโลกเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประเทศไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบด้านอธิปไตยและนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ที่เป็นศุภจีฟีเวอร์ทำหน้าที่เป็นเซลล์ขายผลิตภัณฑ์การเกษตร”

ชี้มืออาชีพกลับมาทำงานได้ทันที

นางศุภมาสกล่าวอีกว่าพรรคภูมิใจไทยเราไม่ได้ยื่นปลาให้กับประชาชนแต่เรายื่นเบ็ดให้เพื่อให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ซึ่งนโยบายต่างๆไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายที่เราพยายามจะสอนให้มีวินัยในการใช้เงิน และหาเงินเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีกินดีอยู่ดีเราเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และที่นายสีหศักดิ์ไปประชุมมา ภูมิใจไทยเราจะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกลบออกจากแผนที่โลกในด้านเศรษฐกิจ และเราจะไม่ให้ใครทิ้งประเทศไทยไว้ข้างหลัง และเมื่อพรรคเราได้กลับเข้ามาเราเป็นมืออาชีพเราจะสามารถกลับเข้าไปทำงานได้อย่างต่อเนื่องทันที

‘เท้ง’โต้ลั่นไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง

วันเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาณ์ผ่านรายการ“กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรณีถูกมองว่าพรรคปลุกความแตกแยกให้กับสังคมว่าที่ผ่านมาพรรคไม่เคยปลุกปั่นใครให้มีการความแตกแยกสิ่งที่เรานำเสนอคือพยายามเสนอว่าสังคมไทยที่อยากเห็นเป็นยังไง คนเท่าเทียมกัน เรื่องการศึกษา การรักษาที่ดีกว่า หลายคนอาจกลัวว่าพรรคนี้เข้ามาเน้นการปฏิรูปรื้อโครงสร้าง เราไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งดีก็เก็บไว้ อะไรไม่ถูกต้องก็แก้ไข

ชูเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นว่าคนที่อยู่ในฝั่งอนุรักษนิยม เริ่มออกมาแสดงตัวมากขึ้นว่าอยากกาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอยากกาให้พรรคประชาชนทั้ง2ใบเหตุผลเพราะเขาไม่อยากอยู่กับการเมืองแบบเก่าคิดว่าเป็นบริบทที่เปลี่ยนไป มั่นใจว่าครั้งนี้ถ้าทุกคนเชื่อแบบนี้เหมือนกัน

“ขอโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียว เข้าไปแล้ว ผมให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ประเทศไทยกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้ดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ถ้าเราทำแล้วล้มเหลว 4 ปีต่อไป คุณก็ไม่ต้องมาเลือกเราอีก”นายณัฐพงษ์ กล่าว

มั่นใจปชน.ได้ทะลุ20ล้านเสียง

ส่วนกรณีโค้งสุดท้ายมีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคปชน.เน้นให้กา2ใบนายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในการเลือกตั้ง ปี 2566 คะแนนพรรคก้าวไกล คะแนนบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับ1โดยจังหวัดสุพรรณบุรี บุรีรัมย์ กระบี่ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ยังกาให้เราแค่ครึ่งใจ จนมาวันนี้ผมเจอคนๆหนึ่งเดินมาบอกว่าบัตรบัญชีรายชื่อเดี๋ยวกาให้เลยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่เขตขอไว้นะ คนในพื้นที่เขาขอไว้ มีความเกรงใจต่อกันซึ่งความคิดแบบนี้อาจไม่ถูกมากนัก

เมื่อถามว่ามีคนประเมินว่าการเลือกตั้งรอบนี้ ยากกว่ารอบที่แล้วเพราะเขารวมตัวกันเป็นส่วนใหญ่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าถูกต้อง เราเติบมาโดยตลอด 6 ล้านเสียง 14 ล้านเสียง เป้าหมายครั้งนี้มั่นใจว่าเราไปถึง 20ล้านเสียงบัญชีรายชื่อได้ โดยดูแนวโน้มการเติบโตในอดีต รวมสิ่งที่พวกเราสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทุกคนกา 2 ใบ ถึง 20 ล้านเสียง รัฐบาลประชาชนมาแน่นอน

โวกวาดสส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์เกิน200

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า มั่นใจการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ สส.มากกว่า 200 ที่นั่งแน่นอน จากทั้งระบบ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ขั้นต่ำ 2 ระบบรวมกันได้ 200 ขึ้นแน่นอน อันนี้จากการคำนวณ นี่ไม่ใช่เป้าหมายเกินเหตุ แต่เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้ใครปฏิเสธเราอีก

ถ้าได้ที่2เป็นฝ่ายค้านไม่แข่งจัดรบ.

เมื่อถามอีกว่าไม่ใช่การตั้งเป้าเกินเหตุใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ ที่จะไม่ให้ใครปฏิเสธเราได้อีก ซึ่งที่ผ่านมาต้องบอกว่าพรรคส้มชนะสิ่งที่เขาต้องการปฏิเสธ ถ้าเราได้คะแนนเกินครึ่ง แปลว่าคนเกินครึ่งหนึ่งที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมอบความไว้วางใจให้การเมืองประชาชน รัฐบาลประชาชน แม้ สส.เขต จะได้ไม่เกินครึ่งสภา ที่สุดท้ายปฏิเสธยากจริง หากคะแนนถาโถมขนาดนี้ เป้าหมายไม่ไกลเกินเอื้อม

“แต่ถ้าได้ที่ 2 จะเป็นฝ่ายค้านเลย ไม่ไปจับกับที่ 3-4 เพื่อแข่งจัดตั้งรัฐบาล เราวางบทบาทเป็นฝ่ายค้านเต็มที่ดีกว่า เพราะถ้าไม่ได้ตำแหน่งนายกฯ สร้างการเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้”นายณัฐพงษ์ ย้ำ

ปชป.ยกทัพหาเสียงกันตรัง

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลุยหาเสียงที่ เทศบาลเมืองกันตรัง จ.ตรัง เพื่อช่วยนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 4 ขอคะแนนเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนมารอต้อนรับ พร้อมมอบดอกไม้ พวงมาลัยให้กับคณะของนายอภิสิทธิ์อย่างคับคั่งโดย นายสาทิตย์ กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงตอนหนึ่งว่า ขอให้ประชาชนที่มาวันนี้ส่งเสียงดังๆไปให้ถึงจังหวัดบุรีรัมย์เลย

‘อภิสิทธิ์’ปลุกอย่าให้เงินครอบงำ

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ ขึ้นปราศรัยกับชาวกันตัง ตอนหนึ่งว่าการเมืองสุจริต เพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องเริ่มจากกระบวนการเลือกตั้ง ที่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกกับชาวตรังมาโดยตลอดว่าหากปล่อยให้เรื่องของเงินมาครอบงำทางการเมืองแล้วบ้านเมืองจะมีปัญหาแบบที่เป็นอยู่

“หลาย10ปีที่ตนเองอยู่การเมือง ประชาชนเคียงข้างกับประชาธิปัตย์ในการต่อสู้เรื่องดังกล่าวมาตลอด ครั้งนี้เราต่อสู้เพื่อให้กลับมาสู่บ้านเมืองที่มีคนทำงาน ไม่มีผลประโยชน์ เป็นคนทำงานที่ทุ่มเทให้กับประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขอแรงปชช.ร่วมทำการเมืองสุจริต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า หากไม่มีปัญหาสีเทา การทุจริต ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยน่ากลัว การท่องเที่ยวก็จะกลับมาอย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องช่วยกันทำ ให้เศรษฐกิจดี แต่ตนเองรู้ว่าทำให้เศรษฐกิจดีในพริบตาทำไม่ได้ ดังนั้น ประชาธิปัตย์เราไม่มาหลอก

ภายหลังนายอภิสิทธิ์ปราศรัยเสร็จสิ้น ประชาชนยังคงแห่มาขอถ่ายรูป พร้อมนำเสื้อแจ็กเก็ต ปักคำว่า “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” มาให้นายอภิสิทธิ์เซ็น ขณะเดียวกันยังมีประชาชน มอบเงินบริจาค ช่วยพรรคประชาธิปัตย์หาเสียง จำนวน 3,000 บาท ด้วย

ปลุกชาวย่านตาขาวต้านทุนเทา

ต่อมานายอภิสิทธิ์และคณะเดินทางมายังตลาดย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ช่วยนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 2มีประชาชนมารอให้การต้อนรับจำนวนมากจนล้นตลาดที่กำลังสร้างใหม่ ประชาชนต่างพากันมอบดอกไม้ให้กำลังใจรวมไปถึงนำรูปนายอภิสิทธิ์และนายชวน หลีกภัย มาถือต้อนรับและมีแม่ค้าร้านผลไม้นำกล้วยหอมมามอบให้ พร้อมกับบอกนายอภิสิทธิ์ว่าขอไมค์ได้หรือไม่อยากบอกความในใจและกล่าวว่า “20 ปีมาแล้วก็มีสิทธิ์ใช้เสียง ตั้งแต่พ.ศ.2552 เลือกอภิสิทธิ์ตลอดเลย”พร้อมยกป้ายเชียร์พรรคเก่าแก่ ยินดีต้อนรับประชาธิปัตย์ ที่เขียนด้วยลายมือบนกระดาษลังทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวขอบคุณที่ประชาชนมาต้อนรับกันอย่างล้นหลามเพราะประชาชนอาจจะอึดอัดกับการเมืองที่ผ่านมาโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีทุนผลประโยชน์และอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ แต่ประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะ จ. ตรัง ที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องพร้อมย้ำถึงอันตรายของธุรกิจการเมือง การซื้อเสียง ซึ่งเราต้องสู้กับธุรกิจการเมืองแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยมีการพูดถึงทุนเทาที่ได้เงินมาจากการทุจริต และไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย และครั้งนี้เขาก็สงสัยกันมากว่าทุนเทากำลังจะมาครอบงำการเมือง

ปูดตัวเลขย้ายพรรค1คน50ล้าน

“ผมรู้เพราะว่าช่วงที่ผมกลับเข้ามาใหม่ๆ เขาบอกผมว่ามันมีตัวเลขน่ากลัวมาก เวลาย้ายพรรคเขาบอกว่ามีตัวเลข 30 50 70 ซึ่งไม่ใช่ 30 50 70 บาท เขาพูดกัน 30 50 70ล้านบาท พี่น้องนึกภาพดู ถ้าสส.1คน มีราคา 50ล้านบาท สส.400คน เฉพาะพรรคเดียว ถ้า 2พรรค3พรรค เขาไปเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินที่ผิดกฎหมาย หรือเงินที่โกงกินไปจากพี่น้องประชาชน เราจะทนต่อไปหรือไม่ ต้องไม่ทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องช่วยกันเพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นการเมืองเพื่อพี่น้องทุกคน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

‘ยศชนัน’ยกทัพใหญ่พท.บุกอุบลฯ

สำหรับวันที่2ของพรรคเพื่อไทยในการออนทัวร์ภาคอีสาน ยกทัพใหญ่ลงพื้นที่หาเสียงเขตเลือกตั้งที่ 7จ.อุบลราชธานี บริเวณที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานีนำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคร่วมลงพื้นที่ด้วยซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยต้องการรักษาพื้นที่ให้ได้ หลังจากน.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยส่งนายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ มาลงในเขตเลือกตั้งนี้แทน

ทันทีที่นายยศชนันเดินทางถึงเวทีปราศรัยมีประชาชนจำนวนมากให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นมีประชาชนมอบดอกไม้ผูกผ้าขาวม้า หอมแก้มรวมถึงมอบพวงมาลัยซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งกระติ๊บข้าวเหนียว ปลาเค็ม ก๋วยจั๊บ เม็ดมะขามคั่ว หวดนึ่งข้าวเหนียว

ซัดทำการเมืองต้องกตัญญูรู้คุณ

จากนั้นนายยศชนันกล่าวปราศรัยว่าวันนี้ยศชนันมา กราบคารวะพี่น้องถึงที่ การที่เราการเมืองเป็นนักการเมือง สิ่งสำคัญที่สุดในหัวใจ คือความกตัญญูรู้คุณ และนี่คือสิ่งที่ตนมาในวันนี้ ถ้าไม่มีพ่อแม่พี่น้องทุกคน ก็ไม่มีเพื่อไทยวันนี้ ขอกราบขอบคุณพี่น้องด้วยความกตัญญูวันนี้ตนมาเพื่อเน้นย้ำว่า ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เป็นคนที่จะสามารถส่งมอบนโยบายทุกอย่างของพรรคได้ต้องเป็นตี๋เล็กคนเดียวเท่านั้น

โค้งสุดท้าย เน้นสื่อสารปชช.

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงอีสานช่วงโค้งสุดท้ายว่า ลงพื้นที่มาตลอดและสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเรื่องนโยบาย วันนี้มาเน้นย้ำนโยบายหลายเรื่อง ทั้งคนไทยไร้จนเรื่องประกันกำไรและการช่วยเหลือต่างๆยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยช่วงโค้งสุดท้ายอีก4วัน จะเน้นหนักที่การสื่อสารและเน้นว่าวันนี้กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเราจะสรุปภาพรวมนโยบายต่างๆรวมถึงสื่อสารในเวทีย่อย ๆ ควบคู่กันไป รวมถึงผู้สมัครก็ลงพื้นที่ พบปะกับพี่น้องประชาชนต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงการปราศรัยที่ว่านักการเมืองหรือการทำการเมืองต้องกตัญญูรู้คุณต้องการสื่อสารไปยังคนที่ย้ายพรรคหรือไม่ และการยกทัพใหญ่มาทั้งผู้ใหญ่ในพรรค ตั้งเป้าต้องชนะพื้นที่นี้ ต้องยึดพื้นที่นี้ให้ได้ใช่หรือไม่

นายยศชนัน กล่าวว่าตนพูดทุกที่อยู่ในเรื่องนี้ว่า การที่เราเป็นพรรคการเมือง สิ่งสำคัญคือพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เราก็ต้องดำเนินนโยบายเพื่อพี่น้องประชาชน เรามีการดูแลกันมาตลอด และครั้งนี้มั่นใจว่าตัวนโยบายเองและผู้สมัครสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้จริง

ย้ำเรื่องชาติคือ‘ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน’

เมื่อถามว่า จะแก้เกมอย่างไรกับเรื่องชาตินิยมที่ฝั่งน้ำเงินพยายามปลุกในช่วงโค้งสุดท้ายซึ่งกระทบภาพรวมของพรรคเพื่อไทยด้วย นายยศชนัน กล่าวว่า ตรงนี้ไม่มีผล เพราะเราสื่อสารตลอดว่า เรื่องของชาติ คือ เรื่องที่ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้เกิดกับการเมืองครั้งนี้ ประเทศไทยต้องไปข้างหน้าจริง ๆ แล้ว เราไม่มีเวลาที่จะมาแตกแยกอีก เรื่องนี้ประชาชนน่าจะเป็นคนตัดสินว่า การเมืองแบบนี้ หรือการเมืองแบบไปข้างหน้า จะให้โอกาสใคร

เย็นวันเดียวกัน มีรายงานว่าในการประชุม กกต.สัปดาห์นี้ได้มีมติตามที่สำนักงาน กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัครสส.จะพรรคการเมืองต่างๆ อีก 28 ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเราไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 35 (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานฯ เร่งยกร่างคำวินิจฉัยก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

ทั้งนี้ ตามกฎหมายหากยื่นต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลฯ มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง ก็จะยังคงถือว่าทั้ง 28 คน เป็นผู้สมัคร ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาเข้า กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผล และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัคร ฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปีปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค
การเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา มีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต 7 ราย ใน 7 จังหวัด เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า คำสั่งศาลฎีกาเป็นไปตาม มาตรา 52 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หลังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตตรวจพบผู้สมัคร สส.มีคุณสมบัติต้องห้าม โดยผู้สมัคร สส.ที่ถูกถอนชื่อประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 3 ราย (นครราชสีมา ชัยภูมิ ภูเก็ต) พรรคเพื่อไทย 2 ราย จากราชบุรี นครศรีธรรมราช พรรคประชาชน 1 ราย (ตาก) พรรคพลังประชารัฐ 1 ราย (ระยอง)

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ชี้นำเห็นชอบแก้รธน. ตั้งข้อสงสัยผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต.  ปมไอลอว์ชี้นำเห็นชอบแก้รธน.  ตั้งข้อสงสัยผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ชี้นำเห็นชอบแก้รธน. ตั้งข้อสงสัยผิดกฎหมายหรือไม่

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต. แถลงการณ์ส่งกำลังใจถึง กปน. หลังเกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักในการจัดเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมขอ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อย่าหมดพลัง เชื่ออาสามาร่วมมือขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้า ขณะที่ คปท.เข้ายื่นหนังสือถึงกกต. ตั้งข้อสังเกตุปมไอลอว์พยายามชี้นำประชาชนเห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่ หวั่นนักโทษการเมืองได้นิรโทษกรรม นัดประชุมใหญ่ 5 กุมภาพันธ์ หารือทิศทางหลังจากนี้

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ออกแถลงการณ์เรื่องส่งกำลังใจให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)และผู้ปฏิบัติงานจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศกำหนดให้วันที่ 8 ก.พ.69 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ประกอบกับสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีประกาศกำหนดให้เป็นวันออกเสียงประชามติด้วยนั้น

ในการจัดการเลือกตั้ง สส.เป็นการล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้วิจารณ์และกล่าวหาการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสส.ล่วงหน้าของ กปน. และการทำงานของ กกต.ไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความผิดพลาด บกพร่อง และอาจส่อไปในทางทุจริตซึ่งในส่วนของ กปน. เป็นผู้ปฏิบัติที่ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 20,000 คน อาจรู้สึกท้อถอยและหมดกำลังใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกกต.ทราบดีว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้มีจิตอาสา ที่เข้ามาช่วยปฏิบัติงานให้แก่ กกต. โดยทุ่มเทแรงกายแรงใจ เสียสละ เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สส.ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถท่ามกลางความคาดหวังของประชาชน เพื่อให้ภารกิจจัดการการเลือกตั้ง สส.สำเร็จ

กกต.ตระหนักถึงความทุ่มเท แรงกดดันที่ กปน.และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายต้องเผชิญ และเข้าใจว่า กปน. และผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งที่ปฏิบัติงานในวันที่ 1 ก.พ.จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตีในวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะรวมเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้นประมาณ 1,500,000 คน โดย กกต.มั่นใจว่าในการดำเนินการ เลือกตั้งในวันที่ 1 ก.พ. และวันที่ 8 ก.พ.จะไม่มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม กกต.มีความเข้าใจว่าในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว อาจจะมีข้อบกพร่อง หรือความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นขึ้นได้บ้าง กกต.ขอขอบคุณ กปน. และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 1 ก.พ. และขอส่งกำลังใจให้ กปน.และผู้ปฏิบัติงานทุกท่านที่จะร่วมปฏิบัติงานในวันที่ 8 ก.พ.นี้ กกต.มีความมั่นใจว่าพลังความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ของพวกเราคือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเที่ยงธรรม ทุกความเสียสละของทุกท่านในวันนี้ คือการทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินที่ทรงเกียรติและเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตย และประโยชน์สูงสุดของประเทศ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อท้วงติงกรณีที่มีบางองค์กรพยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดย นายพิชิต กล่าวว่า คปท. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชามติ โดยเฉพาะองค์กรอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่พยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งอาจผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการทำประชามติจะต้องไม่มีการชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง โดยประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการปราบคอร์รัปชันหรือความผิดด้านจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม การชี้นำโดยไม่มีเนื้อหา และชี้นำไปในทางเห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คปท. ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติและมีการแก้ไขในส่วนของการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ซึ่งกกต. ควรมีการชี้แจงข้อห่วงใยอย่างละเอียด และทำความเข้าใจในเบื้องต้นด้วย ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ให้รอวันที่ 5 ก.พ.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมของ คปท. เพื่อหารือถึงทิศทางการดำเนินงานต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการสังเกตการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา นายพิชิต กล่าวว่า นี่เป็น ความไม่พร้อมของ กกต. ซึ่งเป็นข้อกังวลของเรา เพราะแค่การเลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังเห็นความไม่พร้อมในหลายพื้นที่ ทั้งเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครก็ไม่ได้โปร่งใส และเกิดความผิดพลาดหลายครั้ง พวกเราจึงมีความห่วงใยในการเลือกตั้ง และการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า จะดำเนินการเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่ประชาชนไม่สามารถทำประชามติล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปได้นั้น นายพิชิต มองว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเราจะต้องกลับไปหารือและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

สปส.โวถูกระเบียบ ซื้อที่ดินชลบุรี84ล.ทำอาคารใหม่ อ้างล่าช้าเพราะเพิ่งได้แบบแปลน

สปส.โวถูกระเบียบ  ซื้อที่ดินชลบุรี84ล.ทำอาคารใหม่  อ้างล่าช้าเพราะเพิ่งได้แบบแปลน

สปส.โวถูกระเบียบ ซื้อที่ดินชลบุรี84ล.ทำอาคารใหม่ อ้างล่าช้าเพราะเพิ่งได้แบบแปลน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สปส.ยันซื้อที่ดินชลบุรี 84 ล้าน เพื่อสร้างอาคาร สปส.แห่งใหม่ ทำถูกต้องตามระเบียบ พร้อมเปิดขั้นตอนการคัดเลือก ย้ำไม่แพงเมื่อเทียบราคาตลาด ส่วนสาเหตุที่ดำเนินการล่าช้าเพราะเพิ่งได้รับแบบแปลนก่อสร้าง

จากกรณี นายสหัสวัต คุ้มคง ผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.)ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม ได้ซื้อที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีแห่งใหม่ โดยให้เหตุผลว่า สำนักงานเดิมมีพื้นที่คับแคบ ขนาดเล็ก ไม่เพียงพอในการให้บริการประชาชน โดยจัดซื้อที่ดินใหม่ในราคา 84ล้านบาท แต่กลับถูกปล่อยให้รกร้าง จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์นั้น

เมื่อวันที่ 3กุมภาพันธ์2569 นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีดังกล่าวผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า สปส.ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ที่สามารถจัดซื้อที่ดินด้วยวิธีเจาะจงได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ สปส.จะซื้อที่ดินของเอกชน ได้ดำเนินการตามระเบียบของส่วนราชการ คือ ไปสอบถามหน่วยงานราชการว่า มีที่ดินราชพัสดุพอที่จะแบ่งบันจัดสรรได้หรือไม่ โดยหน่วยงานได้สอบถาม ธนารักษ์พื้นที่ชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางธนารักษ์พื้นที่ชลบุรี เสนอที่ดินแปลงหนึ่งมาให้ แต่เมื่อมาเทียบแล้วพบว่าที่ดินดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในที่ชุมชน อาจไม่สะดวกในการให้บริการและที่ดินอาจไม่เพียงพอเพราะได้เพิ่มจากสำนักงานเดิมนิดเดียวจึงเป็นที่มาในการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งตามระเบียบสามารถทำได้

นางนิยดา กล่าวว่า ซึ่งกระบวนการก่อนที่จะได้ที่ดินนี้มา ทางสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรี รายงานว่า มีคณะกรรมการสรรหาโดยตั้งเกณฑ์ว่า 1.ต้องไม่ห่างจากสำนักงานเดิมมากนัก 2.มีรถสาธารณะ หรือมีรถประจำทาง เดินทางสะดวก โดยได้ที่ดินมา 11 แห่งด้วยกัน ก่อนที่จะคัดเหลือ 3 ราย ต่อมาได้เทียบราคา โดยทางระเบียบระบุว่าต้องสอบราคาที่ดินใกล้เคียงย้อนหลังไป 3 ปี ว่าราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ที่ดินแปลงนี้แม้จะไม่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท เดินเข้ามาประมาณ 200 เมตร ห่างจากสำนักงานเดิม 800 เมตร และอยู่ในแหล่งชุมชน ซึ่งพอที่สร้างความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อ ถ้าซื้อที่ดินติดถนนใหญ่จะหาซื้อยาก และราคาที่ดินแพงมาก ดังนั้นเมื่อดูความเหมาะสมแล้ว มองว่าสามารถดำเนินการได้

ส่วนจะดำเนินการก่อสร้างเมื่อไหร่นั้น นางนิยดา กล่าวว่า สปส.ได้ขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการออกแบบแล้ว ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ร่างแบบแปลนอาคารสำนักงานและส่งมาที่ส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสปส.เพิ่งได้รับมา ทำให้เป็นสาเหตุที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าร่างแบบแปลนอาคารเหมาะกับการใช้งาน และให้บริการหรือไม่ อยากให้มีการปรับปรุงอีกหรือไม่ เมื่อจัดทำรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว ถึงจะไปกำหนดราคากลาง และขออนุมัติงานในการก่อสร้างต่อไป

นางนิยดา กล่าวว่า เรื่องงบประมาณในการก่อสร้าง ต้องรอทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ประมาณการให้ เพราะขณะนี้ สปส.ได้มาแต่ร่างแบบอาคารเท่านั้น ส่วนใช้งบก่อสร้างไหน โดยปกติ สามารถจัดตั้งคำของบประมาณแผ่นดินได้ ถ้าไม่ได้รับงบประมาณแผ่นดิน ต้องมาพิจารณาเงินบริหารกองทุน เพราะที่ผ่านมาเวลาตั้งคำของบประมาณไป ทางสำนักงบ อาจจะพิจารณาว่า สปส.มีงบบริหารกองทุนส่วนหนึ่งที่สามารถใช้ดำเนินการได้อยู่แล้ว

สำหรับค่าซื้อที่ดิน 84 ล้านบาท ใช้งบบริหารกองทุนประกันสังคมในการซื้อมา ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าร้องเรื่องดังกล่าวไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ทราบว่าร้องเรียนไปยังหน่วยงานไหนบ้าง แต่เบื้องต้นทราบว่าหน่วยงานนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบ ทั้งนี้ ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปว่าเมื่อถูกสอบสวนประเด็นนี้แล้ว จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ส่วนราคาที่ดินแพงไปหรือไม่ ราคาที่ดิน กับราคาประเมินนั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่ง สปส.ได้ดำเนินการตามกติกา คือ ดำเนินการสอบที่ดินใกล้เคียงย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีไปสอบถามแล้ว พบว่าราคาที่ดินมีการตั้งราคาดุเอาการ เมื่อประเมินแล้ว ราคาที่ซื้อครั้งนี้เฉลี่ยไร่ละ 16 ล้าน เมื่อเทียบกับราคาที่ดินติดถนนสุขุมวิท บางจุดอาจจะขึ้นไปถึง 50 ล้านบาทต่อไร่

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การซื้อที่ดินแห่งนี้ราคาเกินไปหรือไม่ ทางจังหวัดมีการสอบถามที่ดินแถวนั้นอยู่แล้ว มีข้อมูลครบถ้วน มีการเทียบเคียงตามระเบียบกำหนดอย่างไร มีข้อมูลให้ครบถ้วน หากหน่วยงานขอตรวจสอบก็พร้อมให้ข้อมูล

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โดยทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมร่วมงานกับทุกพรรคที่เห็นว่าทำประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเงื่อนไขเราจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และมาตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้สถาบันสั่นคลอน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราประกาศมาโดยตลอด”

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม

รทสช. เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม.

รทสช. เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม.

รทสช. เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม.

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.15 น.

“รทสช.” เปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง” ย้ำเลือกเบอร์ 6 ไม่โกหก เลือกกำหนดชีวิตเอง” ลั่นกลองรบ 33 เขต กทม. 

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 17.00 น. พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ลาน อเวนิว โซน A ศูนย์การค้า MBK Center ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนที่หลั่งไหลเข้าฟังวิสัยทัศน์จนเต็มพื้นที่ 

ซึ่งการปราศรัย นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ผนึกกำลังขุนพลผู้มากประสบการณ์ อาทิ นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 2, นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 และนายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้สมัคร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างคับคั่ง เพื่อยืนยันอุดมการณ์ในการอาสาเข้ารับใช้และแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนคนไทย

อภิสิทธิ์ ฟาด ภท. แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไม่

อภิสิทธิ์ ฟาด ภท. แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไม่

อภิสิทธิ์ ฟาด ภท. แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไม่

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.08 น.

“อภิสิทธิ์” ปลุกคนตรังฟื้น “การเมืองสุจริต” ตัดวงจรทุนเทาซื้อ สส. – ฟาด! ภท.แซะ ปชป.สมบัติผู้เฒ่า จะรอดู ภท.เป็นผู้เฒ่าแล้วจะเหลืออะไรหรือไ่ม่ – ขย้ำซ้ำ! คุม “คมนาคม-ท่องเที่ยว” ตั้งนานเอาแต่เปิดอีเวนท์แต่ก็ไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โว ปชป.มืออาชีพ พร้อมวางปรับโครงสร้างปักษ์ใต้ให้แข็งแรง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.20 น. ที่หน้าศาลากลางเก่าจังหวัดตรัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ”ชาวตรัง..ใจเดียว: ฟ้าทั้งใจ ฟ้าทั้งใต้” ที่สนามหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยระบุว่า ใครที่ปรามาสพรรคประชาธิปัตย์หมดอนาคต กำลังจะสูญพันธุ์แล้ว ให้มาดูประชาชนที่มามการปราศรัยพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ (3 ก.พ.) ก่อน พร้อมย้ำว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ที่ตนออกไปจากทางการเมือง มีผู้มาถามตนว่า จะมีโอกาสกลับมาทางการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ตนยืนยันว่า ถ้าตนจะกลับมา จะต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น เพราะตนมีพรรคเดียว มีภรรยาคนเดียวไม่ต้องเปรียบเทียบใด ๆ เหมือนคนใต้ที่มีใจเดียว 

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ตนกลับมาด้ยภารกิจที่หนักหน่วงในการฟื้นฟูพรรค และช่วยบ้านเมือง เพราะประชาชนทนการเมือง และบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่ไหวแล้ว และตนโชคดีที่การฟื้นฟูพรรคฯ มีผู้อาวุโสในพรรคฯ ที่หนักแน่นอยู่กับพรรคฯ จนปัจจุบัน โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคฯ และผู้ที่เคยทำงานกับตน ก็กลับมาทำงานกับตน และตนก็ยืนยันว่า อุดมการณ์และหลักการความซื่อสัตย์ของพรรคฯ จะต้องไม่เปลี่ยน แม้โลกจะเปลี่ยนไป ตนก็ต้องดึงคนรุ่นใหม่มาทำงาน ซึ่งบ่งบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนประชาชนคนใต้บอกว่าเป็น “สมบัติของพ่อเฒ่า” จนถูกพรรคฝ่ายตรงข้ามกระแนะกระแหนว่า พูดถึงแต่เรื่องเก่า ซึ่งอาจจะยังไม่เข้าใจว่า สมบัติของพ่อเฒ่าถ้าไม่มีค่า ไม่มีใครเก็บไว และตนก็จะดูรอดูว่า พรรคฝ่ายตรงข้ามเมื่อเป็นผู้เฒ่าแล้ว จะเหลืออะไรหรือไม่ 

นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า ก่อนที่ตนจะกลับมาทางการเมือง หลายตนเตือนตนว่า อย่ากลับมา เพราะการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว อดีตภาคใต้ ไม่มีการซื้อเสียง ปฏิเสธการทุจริต แต่ปัจจุบัน กลับมีการซื้อเสียงหนักที่สุด และ สส.มีราคาแพงที่สุด เปิดปราศรัยก็ต้องจ้างมา แกนนำพรรคคนสำคัญขึ้นพูดก็เหลือแต่เก้าอี้ แต่ตนไม่เชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ บางช่วงที่ตกต่ำ หรือก้าวพลาด แต่ค่านิยมพื้นฐานของพรรคฯ ต้องอยู่คู่ประเทศไทย เช่นเดียวกับ การเมืองที่สับสนวุ่นวาย ประชาชนอาจไขว้เขว แต่สุดท้าย ประชาชนต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับความถูกต้อง และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้มีการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อรอง และการทุจริต จนประชาชนไม่มีอะไรดีขึ้น ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงยังมีการซื้อตัว สส.30-70 ล้าน กับ สส. 400 คน จะมีธุรกิจใดที่สามารถซื้อ สส.ได้ถึงขนาดนี้ และอย่าแปลกใจที่ขบวนการสแกมเมอร์ ตั้งอยู่รอบ ๆ ประเทศไทย เมื่อหลอกเงินประชาชน ค้ามนุษย์ได้ ก็ส่งเข้ามาที่การเมืองไทย หรือนำมาฟอกเงินในประเทศไทย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องกลับมาทำบ้านเมืองสุจริต เพราะถ้าปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ ประชาชนก็จะหวังพึ่งอะไรไม่ได้ และต้องรอโครงการรัฐบาลมากระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว อย่างคนละครึ่ง แต่เมื่อโครงการจบเศรษฐกิจก็ซบเซา จึงไม่มีทางให้รัฐบาลจัดให้มีคนละครึ่งตลอดเวลา แต่อดีตที่ยางราคา 180 บาท ประชาชนไม่ต้องรอพึ่งรัฐบาล เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า จากปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ ตนกลับมาทางการเมืองครั้งนี้ ได้ดึงนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาด้วย เพราะเคยรับผิดชอบวิกฤตเศรษฐกิจโลก และยังมีนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึงคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่มาช่วย เพื่อให้ประชาชน มีรายได้ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งพรรคฯ มีแผนแล้วสำหรับเกษตรกร และผู้ประกอบการในภาคใต้ เช่น มอเตอร์เวย์ภาคใต้ และรถไฟรางคู่ไปถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย สามารถเชื่อมถึงสิงคโปร์ และสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทารถไฟ สปป.ลาว-จีนได้ แต่ก็ยังมีพรรคการเมืองอื่นมาใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ เป็น สส.มากว่า 30 ปี ซึ่งหน้าที่ สส.มีหน้าที่นำปัญหาบอกรัฐบาล และผู้อนุมัติโครงการคือรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ คุมกระทรวงคมนาคมเพียง 2 ปีแต่ก็มีโครงการต่าง ๆ ทั้งถนน 4 เลนส์ รถไฟทางคู่ และสนามบิน แต่พรรคที่มาด่าพรรคประชาธิปัตย์ นั่งคุมกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยาวนานกว่าใคร แต่กลับไม่ทำอะไรให้ประชาชน และมาขู่ประชาชน ถ้าเลือกพรรคการเมืองอื่นจะไม่มีโครงการเกิดขึ้น คงรู้จักประชาชนคนใต้น้อยไปที่ข่มขู่ไม่ได้ และตนเพิ่งกลับมาจากพัทลุง กลับมีคนบอกว่า มีโอท็อปส่งออกมือปืน ซึ่งคนพัทลุงมีอะไรมากกว่านั้นมาก แต่ตอนที่เป็นพัทลุง ก็ได้แต่จัดอีเวนท์ ไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้คนทั้งโลกรู้ว่า พัทลุงมีของดีมากมาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ จะทำ เพราะเป็นมืออาชีพ และกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว และวางพื้นฐานประเทศให้แข็งแรง พร้อมยังย้ำนโยบายต่าง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ 10,000 บาทถ้วนหน้า, หวยจังหวัด, เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง, การหางานให้กับผู้ที่ติดหนี้ กยศ. และอื่น ๆ เป็นต้น 

นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า นโยบายต่าง ๆ นั้น พรรคประชาธิปัตย์ อยู่คู่ประชาชน และคิดตลอดว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองไปได้ เศรษฐกิจดี และชีวิตประชาชนมีความมั่นคง จึงมีเป้าหมาย ไทยหายจน ไม่จนปัญญา จนตรอก จนมุม และจนใจ ซึ่งทั้งหมดจะทำได้ การเมืองต้องสุจริต และให้โอกาสพรรคฯ ไปเป็นรัฐบาล ซึ่งการจะเป็นรัฐบาลได้ ก็ต้องอยู่ที่ประชาชน ที่นอกจากจะต้องเลือก สส.บัญชีรายชื่อแล้ว ยังจะต้องเลือก สส.เขตของพรรคฯ เพื่อให้เพียงพอเป็นรัฐบาลได้ และจะต้องเลือกพรรคประชาชนธิปัตย์ ทั้งบัตร 2 ใบไม่แบ่งใคร เพราะคนใต้ใจเดียว ให้พรรคมีโอกาสทำงานเพื่อประชาชน 

นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า 5 วันสุดท้ายของการเลือกตั้ง ทุนเทาต่าง ๆ จะแปลงร่างเป็นแบงก์เทา คนใต้อาจถูกจดชื่อไปแล้ว แต่ถ้าแบงก์เทามาให้ถ่ายภาพเซลฟี่คู่กับตนแล้วบอกว่า 1 ใบไม่พอ ถ้า 2 ใบตนจะมาปราศรัยอีกจะได้ 3 ใบ แต่ไม่ว่าจะได้ 1 ใบ 2 ใบหรือ 3 ใบ แต่คนตรังอย่าเลือก เพราะ 4 ปีกับเงิน 1,000 บาทไม่คุ้มกับการให้นักการเมืองเข้าไปโกงกินกว่าแสนล้าน ทำลายโอกาสลูกหลาน และประเทศ และต้องรออีก 4 ปี ดังนั้น จะต้องหยุด และกลับไปคิด 30 ปีที่ผ่านมา หรือ 50 ปี ที่คนใต้กับพรรคประชาธิปัตย์ เคียงคู่ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ครั้งนี้จะต้องชัดเจนกว่า 8 กุมภาพันธ์ จะต้องไล่คนซื้อเสียงออกจากตรัง และภาคใต้ให้หมด ไม่จำนวนต่อเรื่องเงิน หรือทุนไม่ว่าสีใด แต่จะต้องร่วมกันสร้างบ้านเมืองสุจริต ทำเศรษฐกิจให้ดี ชีวิตประชาชนจะมั่นคง และไทยจะได้หายจนด้วยการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งบัตร 2 ใบ 

สำหรับ บรรยากาศการปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ”ชาวตรัง..ใจเดียว: ฟ้าทั้งใจ ฟ้าทั้งใต้” ที่สนามหน้าศาลากลางหลังเก่านั้น มีประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ และประชาชนชาวตรัง เข้าร่วมรับฟังจำนวนมากจนจำนวนผู้ที่มารับฟังการปราศรัยล้นมาบริเวณหลังเวที และยังมีประชาชนส่วนหนึ่ง ยอมเกาะรั้วฟัง ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้บอกว่า กระแสพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2554 ว่าดีแล้ว แต่ก็ยังไม่เท่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

ศุภจี อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้อง หลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ คนละครึ่งพลัส กลับมา

ศุภจี อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้อง หลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ คนละครึ่งพลัส กลับมา

ศุภจี อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้อง หลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ คนละครึ่งพลัส กลับมา

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.04 น.

‘ภูมิใจไทย’ ลุยหาเสียงตลาดท่าทองใหม่ สุราษฎร์ฯ ขอให้เชื่อมั่น – เชื่อใจ ทำนโยบายดีๆ หวังสร้างเศรษฐกิจดี – ปากท้องดี ก่อน ‘พิพัฒน์’ นำขึ้นเวทีปราศรัยขอคะแนนเลือกทั้งพรรค – เลือกทั้งคน เผยความคืบหน้ารถไฟทางคู่สร้างถึงชุมพรแล้ว จ่อขอทำงบปี 2570 ทำยาวถึงปาดังเบซาร์ คาดไม่เกิน 3 ปีทำจบ ชี้ สะพานข้ามเกาะสมุย คาดภายใน 3 ปีได้ประมูล ด้าน ‘ศุภจี’ อ้อนขอดูแลชีวิตปากท้องหลังเลือกตั้ง ยันเป็นรัฐบาลได้ ‘คนครึ่งพลัส’ กลับมา
       
3ก.พ.2569 เมื่อเวลา17.50น. ที่ตลาดท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสันติ ปิยะทัต ผู้ช่วยหาเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นช่วยผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ทั้ง 7 เขต พรรคภูมิใจไทย หาเสียง ประกอบด้วย น.ส.กานสินี โอภาสรังสรรค์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นายพิพิธ รัตนรักษ์ ผู้สมัคร สส.เขต 2 , นายวัชรพล ประกายแก้วสกุล ผูัสมัคร สส.เขต 3 , นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน ผู้สมัคร สส.เขต 4 , นายบรรจง จันทร์ช่วง ผู้สมัคร สส.เขต 5 , นายพิชัย ชมภูพล ผู้สมัคร สส.เขต 6 และ นายธานินท์ นวลวัฒน์ ผู้สมัคร สส.เขต 7 
     
โดยเมื่อนายพิพัฒน์ และนางศุภจี เดินทางถึงบริเวณตลาดท่าทองใหม่ มีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับจำนวนมาก พร้อมกับมอบพวงมาลัยดาวเรือง ดอกกุหลาบ และตะโกนเรียกชื่อศุภจี รวมถึงหมายเลข 37 ของพรรคภูมิใจไทย
     
จากนั้น นางศุภจีขึ้นท้ายรถหาเสียงกลางตลาดเป็นครั้งแรก พร้อมกล่าวกับประชาชนว่า วันนี้มาเพื่อให้ความเชื่อมั่น เชื่อใจ ว่าพวกเราตั้งใจเอานโยบายดีๆมาให้ เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องของพวกเรามีความเป็นอยู่ที่ดี


     
ขณะที่ นายพิพัฒน์ กล่าวสั้นๆว่า พิพัฒน์หยัดได้ ขอให้พี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี เลือกภูมิใจไทย ทั้งคนทั้งพรรค
     
จากนั้น นายสันติ กล่าวว่า รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยกล้าตัดสินใจที่จะทำหลายเรื่อง แต่รัฐบาลนี้ทำงานมา 2 เดือนกว่าๆ ทำประโยชน์แล้วหลายเรื่องให้พี่น้องประชาชน ดังนั้น วันที่ 8 ก.พ.นี้ อย่าลืมพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่นายพิพัฒน์ จะนำนางศุภจี และคณะ เดินตลาดศาลเจ้า ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนพากันมอบดอกไม้ และขอถ่ายรูปกับนางศุภจีตลอดเส้นทาง 
     
ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเวทีนายพิพัฒน์ พร้อมด้วยนางศุภจี และคณะ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ภายในวัดกลางเก่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี 
    
ต่อมา เวลา 19.30 น. นายพิพัฒน์ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า ภาคใต้ขาดโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมา 30 กว่าปี จึงขอกำลังใจจากพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี ว่าถ้าเราต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นๆ ขอให้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 7 เขต รวมถึงเลือกพรรคด้วย ในส่วนของรถไฟทางคู่ขณะนี้สร้างมาถึง จ.ชุมพร แล้ว ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 จะมีการขอทำงบประมาณครั้งเดียวตลอดสายจากชุมพรถึงสุราษฎร์ธานี จากสุราษฎร์ธานีถึง อ.หาดใหญ่ และจาก อ.หาดใหญ่ไปถึงปาดังเบซาร์ คาดว่าไม่เกิน 3 ปี จะทำสำเร็จ เพื่อบรรเทาความแออัดบนพื้นผิวจราจร และเพื่อให้ทัดเทียมภาคเหนือ และภาคอีสานต่อไป
     
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า อีกส่วนคือการทำ โครงการสะพานข้ามเกาะสมุยระยะทาง 25 กม. เพื่อบรรจบที่ฝั่ง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งช่วงและอีกหนึ่งช่วงที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะเป็นผู้ดำเนินการในการก่อสร้าง ขณะนี้การทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วตามที่ กทพ. รายงานให้ตนทราบ และได้มีการลงนามเอ็มโอยู 4 หน่วยงาน ซึ่งคาดว่า โครงการดังกล่าวจะมีการประมูลภายใน 3 ปี 


     
จากนั้น นางศุภจี กล่าวช่วงแรกบนเวทีปราศรัย โดยทักทายเป็นภาษาใต้ ว่า “คิดถึงหม้าย วันนี้ดีใจที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้“ ก่อนกล่าวต่อว่า เราจะก้าวข้ามความท้าทายไปพร้อมกัน พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ตั้งใจที่จะมาดูแลชาวสุราษฎร์ธานีแค่ช่วงเลือกตั้ง แต่เราอยากจะมาดูแลชีวิตปากท้องเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งด้วยเช่นกัน
    
นางศุภจี กล่าวว่า นายพิพัฒน์ได้กล่าวคำขวัญจังหวัดสุราษฎร์ ซึ่งบ้านเมืองเราเป็นเมืองร้อยเกาะ มีเงาะอร่อย แต่เงาะตอนนี้น้อยไป กลายเป็นพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่น ดังนั้น จะต้องพัฒนาทุเรียนในเกาะสมุยให้เป็นทุเรียนจีไอเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ส่วนยางพาราพรรคภูมิใจไทยจะพยายามพัฒนาเพิ่มมูลค่า ทำให้ราคามีเสถียรภาพโดยต้องช่วยกันทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และควบคุมผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด
     
นอกจากนี้ ในคำขวัญยังมีการโชว์เรื่องของแหล่งธรรมะ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเรามีทุกอย่าง ดังนั้น อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากคำขวัญของจังหวัดที่จะทำอย่างไรให้คนที่มา จ.สุราษฎร์ธานีไม่ใช่เพียงข้ามไปเที่ยวที่เกาะต่างๆ แต่ยังเที่ยวอยู่ในตัวจังหวัด เพื่อทำเศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาให้อยู่นานขึ้น
    
นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส ยืนยันว่า หากได้กลับมาบริหารงานจะนำกลับมาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจปากท้อง โดยต้องมีการเพิ่มทักษะให้กับผู้ประกอบการรายย่อยให้ตรงกับคำว่า “พลัส“ เพื่อให้มีทักษะขายของได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงนโยบายในเรื่องอื่นๆอีกด้วย

นิธิพัฒน์ ปลุกกระแสคนรักชาติ ซัดพรรคการเมืองหนุนม็อบก้าวร้าว

นิธิพัฒน์ ปลุกกระแสคนรักชาติ ซัดพรรคการเมืองหนุนม็อบก้าวร้าว

นิธิพัฒน์ ปลุกกระแสคนรักชาติ ซัดพรรคการเมืองหนุนม็อบก้าวร้าว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.13 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นาย นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา อดีตนักศึกษาเกาหลี และผู้ประกอบการส่งออกปลาสวยงาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipat Bhandhumachinda ระบุว่า “ในวันทหารผ่านศึก ที่เรารำลึกถึงบุญคุณของทหาร ตำรวจ ไทยทุกๆท่านที่เสียสละชีวิตและสวัสดิภาพของตนเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติและประชาชนนั้น ก็มีความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดของผมว่า ในวันที่ ๗ สิงหาคม พศ. ๒๕๖๔ มีคนไทยบางคนได้ไปชุมนุมในบริเวณอนุสาวรีย์ฯที่ทรงเกียรติที่สุดของชาติที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับทหารตำรวจผู้เสียชีวิต และนี่คือความน่ารังเกียจที่สุดที่เขาได้ร่วมกระทำกันต่อวีรบุรุษของชาติ

ผมคงไม่ฟันธงว่าคนเหล่านี้นิยมชื่นชมพรรคการเมืองไหน และคงไม่ใช้พื้นที่ตรงนี้ไปกล่าวชี้นำเพื่อนๆว่ามีใครที่อาจจะอยู่เบื้องหลังการชุมนุมที่ต่ำทรามเยี่ยงนี้ แต่ผมก็มีความเชื่อของผม มีความนึกคิดที่แน่วแน่เป็นการส่วนตัวเช่นกันว่า หากยังมีคนไทยประเภทนี้อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยร่วมกันกับผม ผมก็ขอเลือกพรรคการเมืองที่ผมเองสามารถจะแน่ใจที่สุดได้ว่าจะปกป้องประเทศและความสุขสงบของประเทศจากความก้าวร้าวที่จะฮึกเหิมไปถึงไหนๆก็ได้ของคนไทยประเภทดังกล่าวนี้นั้น อย่างถึงที่สุดครับ”

นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา

ทำเอาชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากสำหรับโพสต์ของ นาย นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา อดีตนักศึกษาเกาหลี เช่น

“เห็นแบบนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าตัดสินใจเลือกสีน้ำเงินถูกต้องที่สุด”

“เลววว”

“หลักฐานระบุชัดเจนว่าคือกลุ่มไหน สิ่งที่เค้าทำล้วนออกมาต่ำตมจากใจ ดูถูกเหยียดหยามการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของวีรชนเเละเหยียบย่ำความรู้สึกทางจิตใจของครอบครัววีรชน สัตว์หยาบช้าเท่านั้นที่ทำเเบบนี้ได้”

“ยิ่งตัดสินใจได้ง่ายขึ้นไปอีกครับว่าต้องเบอร์ 37 เท่านั้น”

“ไอ้พวกเลว”

“ธง REDEM ชัดเจนครับว่าฝูงไหน”

“เราไม่ลืมความระยำ ของพรรคการเมืองนี้หรอก เอ่ยก็ได้ปัจจุบันคือพรรคประชาชน ที่ล้วนแล้วแต่มีความคิดไม่เป็นผู้เป็นคนอย่างมนุษย์สติดีๆก็พึงมีกัน”

นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา
นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา
นิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Nitipat Bhandhumachinda

ชวน แฉเบื้องลึก ปชป ยุคตกต่ำ ปลุกใจเลือก อภิสิทธิ์ กู้ซากพรรคจากอะไหล่คืนสู่พรรคหลัก

ชวน แฉเบื้องลึก ปชป ยุคตกต่ำ ปลุกใจเลือก อภิสิทธิ์ กู้ซากพรรคจากอะไหล่คืนสู่พรรคหลัก

ชวน แฉเบื้องลึก ปชป ยุคตกต่ำ ปลุกใจเลือก อภิสิทธิ์ กู้ซากพรรคจากอะไหล่คืนสู่พรรคหลัก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

3 ก.พ. 2569 ที่ จ.ตรัง นายชวน หลีกภัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีปราศรัยที่จ.ตรัง ว่ามีเรื่องที่ตนต้องเล่าให้ฟังในฐานะเป็นเจ้าของพรรค ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์มีความขัดแย้งรุนแรง ตอนลงมติโหวต นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ทั้งนี้มีการฝืนมติพรรค มี สส. 19 คนลงคะแนนสนับสนุนให้นายเศรษฐา ทั้งที่มติพรรคไม่สนับสนุน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสื่อมเสีย ต่อมานายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค และได้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคตกต่ำของพรรค และมีแกนนำพรรคหลายคนลาออก เหลือแต่ตน แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปล คือ นายเฉลิมชัย ลาออก จึงเป็นที่มาที่นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค และแกนนำที่ลาออกไปได้กลับมา 

“ตอนนี้นายอภิสิทธิ์กลับมา ทำให้ยกระดับจากพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง จากที่ผู้บบริหารยุคก่อนนั้นมีวัตถุประสงค์จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นเหมือนพรรคชาติไทย เป็นพรรคครอบครัว ได้สส. ไม่กี่คน แต่หัวหน้าพรรคร่วมเป็นรัฐมนตรีทุกครั้ง แต่ตอนนี้ยกะระดับแล้ว ผมมองว่านายอภิสิทธิ์เหมาะสมจะเป็นผู้นำ ขอให้ประชาชนช่วยทำตามที่ขอร้อง เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และขอสนับสนุนผู้เลือกตั้ง สส.เขต” นายชวน กล่าว

ชวน หลีกภัย

นายชวน กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีเงินออกมาแล้ว เริ่มต้น 500 บาท ตนจึงไปเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ไม่เจอพบแต่นายอำเภอ และผู้กำกับ เพื่อขอร้องให้ช่วยตรวจสอบและปรามผู้ซื้อเสียง แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็น รมว.มหาดไทย ทำให้ข้าราชการกลัวไม่กล้าทำอะไร แต่ตนขอชื่นชม พ.จ.ท.อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ที่กล้าเตือนว่าอย่าเป็นเครื่องมือคนซื้อเสียง นอกจากนั้นได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย แม้รู้ว่าเป็นคนของนายอนุทิน แต่พ่อของปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นคนจ.ตรัง ตนจึงเขียนหนังสือด้วยความเป็นกัลยาณมิตร แจ้งถึงพฤติกรรมการเมืองของบางงพรรค ซื้อเสียง ที่ระบาดไปถึงจ.ตรัง  และขอปลัดกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนภารกิจเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม และฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีเกียรติ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขอให้กำชับบุคลากรส่วนกลางและท้องถิ่น ทำงานด้วยความเป็นธรรม  สร้างสรรค์ความถูกต้องชอบธรรมให้กับประเทศ สอดคล้องกับการปกครองในระบอบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายชวน กล่าวด้วยว่านอกจากนั้นแล้วมีบางพรรคใช้ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ซื้อเสียง มีคนบอกว่าไม่อยากทำ แต่จะถูกมองเป็นหมาหัวเน่า ตนเห็นใจทำหนังสือปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของ อสม. “อสม. 1 คน คุม 25 ครอบครัว เขาจะให้เงินไว้ 25,000 บาท เพื่อจ่ายให้ครอบครัวละ 1,000 บาท และจะให้รางวัล อสม. อีก 10,000 บาท รวมถึงเงินรางวัลอีก 200 บาท ทำให้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง ผมจึงทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าว” นายชวน กล่าว

ชวน หลีกภัย
ชวน หลีกภัย

อนุทิน หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ ศุภจี เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง

อนุทิน หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก  ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ ศุภจี เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง

อนุทิน หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ ศุภจี เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

“อนุทิน” หาเสียงพิษณุโลกคึกคัก ชาวบ้านตะโกนอยากได้เป็นนายกฯ ย้ำพร้อมคัมแบ็ก ดันราคาข้าวสูง ได้ “ศุภจี” เปิดตลาดโลก ชูนโยบายความมั่นคง รั้วของชาติ–ทหารอาสามีเงินเดือน แก้น้ำท่วมต้องสร้างระบบ ไม่ใช่จ่ายเยียวยา

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บึงตะเครง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนมารอให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น โดยผู้สมัคร ส.ส. ประกอบด้วย นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร เขต 1, น.ส.ปรานอม หลิมประเสริฐ เขต 2, นายพงษ์มนู ทองหนัก เขต 3, นายนิยม ช่างพินิจ เขต 4 และ นายจุติ ไกรฤกษ์ เขต 5 ระหว่างที่นายอนุทินขึ้นเวทีปราศรัย มีเสียงประชาชนตะโกนขึ้นว่า “อยากได้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี” ทำให้นายอนุทินยิ้ม พร้อมชูนิ้วโป้งทักทาย ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง

นายอนุทิน กล่าวถึงความผูกพันกับจังหวัดพิษณุโลกว่า ตนเดินทางมากราบสักการะสมเด็จพระพุทธชินราชอยู่เสมอ และพกพระสมเด็จพระพุทธชินราช ใบเสมา ติดตัวเป็นประจำ ย้ำว่าพิษณุโลกไม่ใช่เมืองผ่าน แต่เป็นเมืองแห่งศักยภาพ สามารถยกระดับเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อภาคเหนือตอนบน ภาคกลาง และภาคอีสานได้ หากมีการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมอย่างจริงจัง

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงนโยบายด้านสาธารณสุข โดยย้ำว่าการฟอกไตฟรีในทุกระบบ ตนนำกลับมาให้แล้ว หลังจากมีคนนำออกไป ไม่รู้ว่าหัวใจทำด้วยอะไร เรื่องสุขภาพ ตนย้ำมาตลอด ว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำๆ หยุดๆ เพราะเข้าใจดีถึงความทุกข์ของผู้ป่วยโรคไต ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมค่าเดินทางสูงถึงเดือนละ1-2 หมื่นบาท และจากนี้ ได้มองไปถึงการสร้างศูนย์ฟอกไตในทุกตำบล ก็ขอให้พี่น้องไว้ใจ ให้มีโอกาสได้ทำงาน นายอนุทิน ยังชื่นชมบทบาท อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญดูแลสุขภาพประชาชน และตั้งเป้าปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมมากขึ้น โดยเปิดเผยว่า สมัยขึ้นค่าตอบแทนให้เป็น 2,000 บาท ยุคนั้น มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ส่วนตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้นายจุติ มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถือว่าเป็นคนทำงานเป็น หากมีโอกาส ก็เชื่อว่า จะทำได้สำเร็จอีกครั้ง

ด้านความมั่นคง นายอนุทิน ระบุว่า ประเทศต้องเสริมความเข้มแข็งของกองทัพ เพื่อไม่ให้ใครมารุกราน พร้อมผลักดันนโยบาย “รั้วของชาติ” และโครงการทหารอาสา ที่จะมีเงินเดือน ได้รับการฝึกวินัยทหาร ควบคู่การฝึกวิชาชีพ เพื่อให้สามารถนำทักษะไปประกอบอาชีพได้หลังปลดประจำการ

ส่วนปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดพิษณุโลก นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงเวลาเลิกคิดแบบเดิมที่น้ำท่วมแล้วจ่ายเงินเยียวยาทุกปี แต่ต้องนำงบประมาณไปสร้างระบบระบายน้ำ ระบบกักเก็บน้ำ และฟลัดเวย์อย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะสามารถบูรณาการการทำงานทุกกระทรวงได้เต็มที่ แก้ปัญหาได้จริง ไม่ติดขัดเหมือนที่ผ่านมา

ในประเด็นราคาข้าว นายอนุทิน ระบุว่า ชาวพิษณุโลกจำนวนมากเป็นชาวนา พรรคภูมิใจไทยต้องการให้ราคาข้าวสูงขึ้นอย่างเป็นธรรม โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ช่วยผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก เพราะประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปราะบาง พร้อมย้ำว่าผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคคือกลไกสำคัญในการสะท้อนเสียงชาวนาและขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลจริง

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังยืนยันว่า นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะเดินหน้าทันทีหากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาล โดยจะไม่ใช่การแจกเงินเปล่า แต่เป็นการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้เป็นไปอย่างคึกคัก  มีประชาชนจากหลายหมู่บ้านในอำเภอบางระกำและพื้นที่ใกล้เคียงทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง บางส่วนสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย ถือป้ายให้กำลังใจ และโบกธงพรรคต้อนรับคณะหาเสียงอย่างอบอุ่น ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ต่างเข้ามาทักทาย จับมือ และขอถ่ายภาพเซลฟี่กับนายอนุทินอย่างเป็นกันเอง สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างผู้สมัครกับประชาชนในพื้นที่

โดยมีประชาชนตะโกนส่งเสียงเชียร์ ขอให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความคาดหวัง หลายครอบครัวพาบุตรหลานมาร่วมฟังการปราศรัย ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและเกษตรกรต่างยืนปักหลักรับฟังนโยบายอย่างตั้งใจ

ตลอดการปราศรัย ประชาชนมีปฏิกิริยาตอบรับเป็นระยะ ทั้งเสียงปรบมือ เสียงโห่ร้องเห็นด้วย และเสียงตะโกนสนับสนุนนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นราคาข้าว การแก้ปัญหาน้ำท่วม และนโยบายคนละครึ่งพลัส สะท้อนว่าประเด็นปากท้องและคุณภาพชีวิตยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจ บรรยากาศโดยรวมจึงเป็นไปด้วยความคึกคัก อบอุ่น