คุณภาพคน สำคัญกว่าวัตถุ! นักเขียนซีไรท์เตือนสติ คนด้อยค่าประเทศตัวเอง

คุณภาพคน สำคัญกว่าวัตถุ! นักเขียนซีไรท์เตือนสติ คนด้อยค่าประเทศตัวเอง

คุณภาพคน สำคัญกว่าวัตถุ! นักเขียนซีไรท์เตือนสติ คนด้อยค่าประเทศตัวเอง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.59 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล  นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มีตาไม่ดู มีหูไม่ฟัง ใช้แต่ปาก”

ประเทศนั้นเจริญ ประเทศโน้นก็เจริญกว่าไทย กรูถามเมิงหน่อย คนไทยเสียภาษีกี่คน? รายได้อื่นของรัฐมีเท่าไหร่? นักการเมือง+ข้าราชการโกงไปแค่ไหน ? 

และใครเลือกนักการเมือง?

ก่อนจะด้อยค่าประเทศตัวเอง เมิงต้องรู้ว่าประเทศไทยมีงบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่ ไม่ใช่สักว่ามีปากอยากพูดอะไรพล่ามไป ให้ฟินกันในขบวนการส้ม

หลายปีที่โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างถนนที่สร้างกระจายกันทั่วประเทศนั้น ของเก่าขยายเพิ่มกี่เลน? ของใหม่สร้างเท่าไหร่ เมิงเห็นไหม?

มีคนบอกกรูและมีคลิปที่บอกว่า ถนนที่สร้างมากจนผิดหูผิดตานั้น ในหลวงให้ เงิน 3 แสนล้านบาทสมัยพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จริงหรือไม่กรูไม่รู้ แต่ความเจริญด้านวัตถุอย่างถนนนั้นเห็นอยู่ตำตา และยังสร้างไม่หยุด สนามบินก็เพิ่มและปรับปรุงใหม่

ประเทศเจริญไม่ได้หมายความว่ามีแต่ความเจริญด้านวัตถุ มีแต่ตึกรามบ้านช่อง ห้าง แหล่งบันเทิงหรู รถ ฯลฯ 

สิ่งที่เป็นความเจริญอย่างแท้จริงของประเทศชาติคือ “คุณภาพคน” คนที่มีหัวคิด คนที่มีปัญญา อย่างน้อยก็รู้ว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไร มีศักยภาพแค่ไหน และเพราะเหตุใด.

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.21 น.

กกต.เผยแพร่ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน 51 พรรคการเมือง พบนโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จำนวน 51 พรรคการเมือง ภายใต้กรอบอำนาจ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57  โดยชี้ปัญหาหลักคือหลายนโยบายหาเสียงยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องวงเงินที่ใช้ และ แหล่งที่มาของเงิน ซึ่งอาจกระทบความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ 

ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ กกต. แนะนำให้พรรคการเมืองปรับปรุง 1. ชื่อนโยบายควรตรงกับที่ประกาศโฆษณาในที่สาธารณะหรือช่องทางต่าง ๆ เพื่อความชัดเจน  2.วงเงินและระยะเวลา ควรระบุให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น รายปี หรือรวม 4 ปี ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบระหว่างพรรคได้ง่าย และใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง  3.แหล่งที่มาของเงินจะต้องระบุชัดเจน เช่น จากงบประมาณแผ่นดิน เงินกู้ตามกฎหมาย การใช้มาตรา 28 วินัยการเงินการคลัง กองทุนต่างๆ หรืออื่นๆ พร้อมอธิบายวิธีการจัดการความเสี่ยง และความสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ  

นอกจากนี้ กกต.เน้นย้ำว่าพรรคการเมืองควรวิเคราะห์นโยบายอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงหลักงบประมาณ การเงินการคลังเพื่อความเป็นไปได้และยั่งยืน ไม่ก่อภาระหนี้สินเกินกรอบกฎหมาย รวมถึงระบุรายละเอียด เช่น ปีงบประมาณที่จะเริ่มใช้ วิธีบริหารหากงบไม่พอ หรือผลกระทบจากการลด/ยกเว้นภาษี ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาชนศึกษาความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายแต่ละพรรค ก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 

โดยกกต. เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเพิ่มเติมจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของ 51 พรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ชี้ว่าหลายนโยบายหาเสียงยังขาดความชัดเจนและเสี่ยงกระทบวินัยการคลังระยะยาว โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งมีประเด็นหลักที่ กกต. เตือนและแนะนำปรับปรุง ได้แก่ วงเงินและแหล่งที่มาเงินควรแจกแจงชัดเจน สอดคล้องกันทั้งรายนโยบายและภาพรวม หลายพรรคยังคลุมเครือ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความเป็นไปได้จริงได้เต็มที่

ส่วนความคุ้มค่าและประโยชน์นั้น บางนโยบาย เช่น พัก/ปลดหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข  อาจดีระยะสั้น แต่สร้างmoral hazard หรือ ลดวินัยการเงิน ลดแรงจูงใจแก้ปัญหาที่ต้นตอ ควรทำควบคู่ยกระดับทักษะ/รายได้ และทุกนโยบายควรมี Cost-Benefit Analysis ที่ชัดเจน อยู่ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลาง

สำหรับผลกระทบและความเสี่ยงนั้น ส่วนใหญ่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เน้นรายจ่ายประจำ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า ค่าไฟ/ค่าโดยสารถูก อุดหนุนผู้สูงอายุ/เด็ก มากกว่ารายจ่ายลงทุน ทำให้ภาระงบประจำพุ่ง ซึ่งปัจจุบัน 70% ของงบรายจ่าย ส่วนการลด/ยกเว้นภาษีอาจทำให้รายได้รัฐลด กดดันขาดดุลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2570–2573 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDPคาดเพิ่มเป็น 69.36% (ปี2570) และ69.78% (ปี2571) ใกล้เพดาน 70% หากนโยบายใช้งบสูงต่อเนื่อง รัฐแทบไม่มีพื้นที่ขาดดุลเพิ่ม อาจเกินกรอบวินัยการเงินการคลัง เสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิต ส่งผลต้นทุนกู้สูงขึ้น ความเชื่อมั่นนักลงทุนลด ค่าเงินผันผวน

ทั้งนี้ กกต.ย้ำว่าพรรคการเมืองควรตรวจสอบนโยบายให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งในและระหว่างประเทศ พิจารณาผลกระทบรอบด้าน เพื่อความยั่งยืนทางการคลังและไม่ก่อภาระเกินควร พร้อมแนะโครงการใหญ่งบประมาณมากกว่า 500 ล้าน ต้องประเมินความเสี่ยงทุจริตตามแนวทาง ป.ป.ช. ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาชนเปรียบเทียบและตัดสินใจลงคะแนนอย่างรอบคอบมากขึ้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ ฯ เป็นการให้ความเห็นภาพรวมในนโยบายของทั้ง 51 พรรค เนื่องจากเห็นว่า ถ้าให้ความเห็นรายนโยบายหรือรายพรรค อาจทำให้ ทำให้เกิดประเด็นหาเสียงโจมตีระหว่างพรรคการเมืองได้ รวมทั้ง อาจมีผลต่อหน้าที่การงานของกรรมการที่มาจากหน่วยงานรัฐ

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว’จ่าศตวรรษ’ วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว'จ่าศตวรรษ' วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

รูปเดียวล้านความหมาย! น้องมีสุข ลูกสาว’จ่าศตวรรษ’ วิ่งกอดนายกฯ งานวันทหารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.52 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพส์ภาพบรรยากาศ งานวันทหารผ่านศึกที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับน้องมีสุข ลูกสาวคนโตของ “จ่าเพียว” พล.ต.ศตวรรษ สุจริต วีรบุรุษทหารกล้า

 พร้อม ข้อความ ระบุว่า รูปนี้ดูแล้วเกินล้านความหมาย น้องมีสุข ลูกสาว ”จ่าศตวรรษ“ วิ่งฝ่าฝูงนักข่าว มาหานายกรัฐมนตรี น้องยิ้มแย้มสดใส อย่างดีใจครับ

ภายหลังยุทธการยุทธบดินทร์  แนวคิดของนายกฯได้ผลักดัน การสร้างหลักประกันการดูแลทหารชั้นผู้น้อย อย่างสิทธิกำลังพล ค่ารักษาพยาบาลบิดา-มารดา ของทหารที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ในทุกชั้นยศ ไปจนถึงสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของ พ่อแม่ กำลังพล ครอบคลุมขยายไปไปถึงครอบครัวของน้องพลทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่  ซึ่งที่ผ่านมา พ่อแม่ของพลทหารไม่เคยได้รับการพิจารณาดูแล บัดนี้ได้ผ่านเป็นมติ ครม. เรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณภาพ คลิป : Wassana Nanuam

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

ชูวิทย์ ลากไส้พรรคส้ม แผนกินรวบประกันสังคม ดัน ธนาธร เข้าอนุฯลงทุน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.37 น.

วันนี้ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเรื่องแผนกินรวบประกันสังคมบอร์ดประกันสังคม โดยมีข้อความทั้งหมดระบุ ว่า “แผนกินรวบประกันสังคมบอร์ดประกันสังคมมี 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง ผู้ประกันตน และรัฐ มีงบประมาณมหาศาลภายในประกันสังคม ถูกนำมาใช้หาเสียงโดย “ไอซ์“ แม่มดสาวรุ่นใหม่ ปราศรัยหาเสียงเรียก “คุณพี่ คุณพี่“ เสียงแจ๋วๆ ขยี้ “งบประกันสังคม” ทุกวี่ทุกวัน บอร์ดประกันสังคมฝ่าย “ผู้ประกันตน” มี ”ทีมประกันสังคมก้าวหน้า“ ของพรรคส้มได้รับเลือกมา 6 คน จากทั้งหมด 7 คน โดยการเลือกตั้งจากผู้ประกันตนเพียง 100,000 กว่าคน จาก 20 กว่าล้านคน เรียกว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 1% ด้วยงบประมาณจัดการเลือกตั้งเกือบ 300 ล้านบาท เป็นครั้งแรกที่ใช้การเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน เมื่อพลพรรคส้มเทคโอเวอร์ฝ่ายลูกจ้างในบอร์ดประกันสังคมได้แล้วนี่เป็นเอกสารแสดงให้เห็นว่า

ต่อมาในการประชุมบอร์ดประกันสังคม มีการเสนอชื่อ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เข้าเป็นคณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด โดยสำนักงานประกันสังคมมีกฎสำคัญ คือ “ไม่นำเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในบอร์ด“ แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่มีพรรคส้มอยู่เบื้องหลัง ได้พยายามผลักดันเสนอชื่อ “ธนาธร” ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ผ่านการอนุมัติให้เป็นอนุกรรมการ ถามว่า มีความพยายามดันก้นคนชื่อ “ธนาธร“ เข้าสู่บอร์ดประกันสังคมเพื่ออะไร? ในเมื่อทุกคนทราบดีว่าธนาธรเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม” เกี่ยวข้องกับการเมือง ของแท้แน่นอน นอกจากนั้นทีมประกันสังคมก้าวหน้า และอนุกรรมการที่เสนอชื่อเข้าไป ยังเกี่ยวข้องกับพรรคส้มแบบรัวๆ ไล่เรียงตัวตั้งแต่

ชูวิทย์

– ธีระชาติ ก่อตระกูล อนุกรรมการไอที ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

– อนุสรณ์ ธรรมใจ ลงสมัคร สส.พรรคประชาชน เขตตลิ่งชัน

– ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์และการลงทุนประกันสังคม เป็นอดีตนิสิตที่เดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ร.5 ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

– ธนพร วิจันทร์ อดีตผู้สมัครทีมประกันสังคมก้าวหน้า ผู้ชูธงให้คนต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม

– ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โทรโข่งพรรคส้ม ก็เคยเป็นอนุกรรมการบอร์ดในประกันสังคม

– และโดยเฉพาะ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ปี 2561

ชูวิทย์

แค่เห็นความเป็นมาก็รู้ไปถึงตับไตไส้พุงแล้วว่า “ส้มแท้ไม่มีสีอื่นปะปน” เมื่อนำ “การเมือง“ เข้าไปในบอร์ดประกันสังคม โดยมีธนาธรเป็นศาสดาจะเกิดอะไรขึ้น ทำไปทำไม? เหตุเพราะงบประมาณที่ “ไอซ์” พร่ำบนเวที เห็นอกเห็นใจผู้ประกันตน ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงแต่เป็นเพราะพรรคส้มต้องการ “กินรวบประกันสังคม” ที่มีงบประมาณมหาศาลต่างหาก โดยธนาธรมีต้นกำเนิดจากครอบครัวกลุ่มไทยซัมมิท ที่เป็น “นายทุน” และธนาธรเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ในสถานะ “นอมินี“ พรรคส้ม จึงให้ไอซ์ผลิต “น้ำแข็ง” เข้าโจมตีการใช้เงินงบประมาณของประกันสังคม

ทั้งๆ ที่ทุกงาน ทุกงบ ทุกการลงทุนแม้แต่ที่ดินชลบุรี ที่พูดปาวๆ ว่าประกันสังคมอีลุ่ยฉุยแฉกนั้นเป็นการอนุมัติผ่าน ”บอร์ดประกันสังคม“ อันมีทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า“ ที่พรรคส้มสนับสนุนนั่งกันอยู่เต็มบอร์ดโดยทั้งสิ้นเป็นการวางแผนให้คนหนึ่งตีประตูหน้า อีกคนหนึ่งแอบแทรกเข้าประตูหลัง เอาดีใส่ตัว เที่ยวด่าประจานการใช้งบฉอดๆ คร่ำครวญแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจผู้ประกันตน ทั้งที่พวกตัวเองนั่งยกมืออนุมัติให้เต็มบอร์ด เห็นหรือยังว่าเมื่อ ”น้ำแข็ง” ละลายลง ความจริงมันปรากฏชัด

ชูวิทย์

ต้องพิจารณาเอาดีกว่าว่า “แผนซ้อนแผน“ นี้ใครวางเกม? ที่ว่า ”ทำการเมืองแบบซื่อๆ“ แท้จริงกลับเล่นสอดไส้ตีเนียนกันแบบนี้นี่เอง หากธนาธรได้เข้าไปนั่งอยู่ใน “คณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด“ บงการทิศทางในการลงทุนของประกันสังคมตามความเห็นของบอร์ดพรรคส้มที่พูดว่า “เอาความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของธนาธรมาใช้” ก็อาจมองได้ว่าจะมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เกิดขึ้น และมั่นใจไม่ได้ว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของครอบครัวและพวกพ้อง หรือไม่? ดูเอาจาก “คดีน้องชายธนาธร“ ที่ “จ่ายใต้โต๊ะ” เพื่อให้ได้สิทธิ์เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนเพลินจิต ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญามาแล้วคณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด ที่มีอำนาจอนุมัติการลงทุนมูลค่ามหาศาล จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีชื่อนายธนาธรเข้าไปนั่งอยู่ แต่เมื่อเสนอไปครั้งแรกไม่ผ่าน กลับยังดันทุรังเสนอครั้งที่ 2 อีก โดยมีฝั่งคนของพรรคส้มสนับสนุนหมด ผู้ประกันตนคงจะได้ “โรงงานส้มแช่แข็ง“ มาลงทุนเพิ่มในพอร์ตเสียมากกว่า

โดยมี พม่า ลาว เขมร เต็มโรงงาน ตามนโยบายของทีมประกันสังคมก้าวหน้าตอนไอซ์ปราศรัยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ยัดชื่อธนาธรเข้าไป 2 ครั้งแล้ว แต่เขาไม่ให้เป็น“ เพราะอะไร?ขนาดเป็น “ฝ่ายค้าน” ยังเก่งขนาดนี้ ไม่ต้องเป็น “รัฐบาล” หรอกครับ ไม่งั้นเดี๋ยวก็ยัดชื่อ “ธนาธร” เข้าไปนั่งสารพัดบอร์ดอีก โถ.. การเมืองใหม่ของพรรคส้มมันต่างกับการเมืองเก่าตรงไหน? ใครขึ้นมาก็จ้องจะ “กินรวบประเทศไทย“ เหมือนกันหมด จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็โกหกได้เป็นวรรคเป็นเวร แล้วตีเนียนว่าตัวเองเป็นการเมืองใหม่”

ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายกับโพสต์ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เช่น

“กระจ่างมาก ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ”

“ลุงเบิกเนตร ประชาชนจะได้รู้ได้เห็น ข้อมูลความจริงรอบด้าน เปิดด้านมืดออกมาครับลุง”

“ขอบคุณสำหรับข่าวสารครับ ลุงชู ผู้เชี่ยวชาญ”

“ขอบคุณที่ตีแผ่อีกมุมมองครับพี่ชูวิทย์”

“ไม่น่าเชื่อว่าลุงจะเป็นคนแบบนี้ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ”

ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ผบ.ทบ. สดุดี 46 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย เปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิต

ผบ.ทบ. สดุดี 46 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย เปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิต

ผบ.ทบ. สดุดี 46 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย เปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิต

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.32 น.

ผบ.ทบ.กล่าวคำสดุดีวีรชนทหารกล้า 46 นาย เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย ชี้กำลังพลทุกนาย เปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิต ภายใต้ครอบครัวกองทัพบก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวคำสดุดีในพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า” จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ที่กองบัญชาการกองทัพบกว่า ห้วงวิกฤติชายแดนที่ผ่านมา
กองทัพบกมุ่งมั่นปฏิบัติงาน ตามบทบาทหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย เพื่อให้ผลลัพธ์ของการปฏิบัติ บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ให้ได้อย่างดีที่สุด ในอันที่จะดำรงไว้ ซึ่งอธิปไตยของชาติ และศักดิ์ศรีของประเทศ

สำหรับการปฏิบัติการใด ๆ อันจะมีผลต่อการบาดเจ็บ และสูญเสียของกำลังพล หน่วยทหารต้องวางแผนการปฏิบัติ ให้มีความรอบคอบรัดกุม โดยพิจารณาองค์ประกอบ ที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติอย่างรอบด้าน ในทุกมิติ ซึ่งมี 2 ปัจจัยที่สำคัญคือ

1. ต้องปฏิบัติภารกิจให้บรรลุตามเป้าหมาย

2. ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

แต่ในความเป็นจริงของการปฏิบัติการ ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ คือ การบาดเจ็บ และการสูญเสีย ดังเช่น วีรบุรุษผู้เสียสละทั้ง 46 นาย นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจ ที่มิใช่แต่เพียงครอบครัว และญาติเท่านั้น แต่รวมถึงกำลังพลทุกนายในหน่วยทหารซึ่งเปรียบเสมือนเพื่อนรักร่วมชีวิต ภายใต้ครอบครัวกองทัพบก

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวอีกว่า การจากไปของทุกท่าน นับเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของกองทัพ และประเทศชาติ ทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ เพื่อให้ผืนแผ่นดินนี้คงไว้ซึ่งความสงบสุข ขอให้ดวงวิญญาณของทุกท่านจงไปสู่สุคติ ขอให้คุณงามความดีที่ทุกท่านได้กระทำจงเป็นแสงนำทางสู่ความสงบสุข ขอให้ครอบครัวของทุกท่านมีพลังใจที่เข้มแข็ง มีความภาคภูมิใจ จากการทำหน้าที่อย่างสมเกียรติ จนวาระสุดท้าย พวกเราขอคำนับสดุดีทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อแผ่นดิน และวีรกรรมของทุกท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

จากนั้นผู้บัญชาการทหารบก ได้ชวนผู้ร่วมพิธี ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง เพื่อเป็นการสดุดี และรำลึกถึงทหารกล้าผู้ที่ได้อุทิศชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อปกป้องประเทศชาติ

ก่อนจะกล่าวต่อว่า อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึง คือ ผู้สนับสนุนทุกท่าน ทั้งในส่วนของการมอบกำลังใจ และการให้ความช่วยเหลือในทุกด้านพวกท่านทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง การสนับสนุนของท่านได้กลายเป็นพลังเสริม อันทรงคุณค่าต่อกองทัพบก และเป็นพลังที่สำคัญของชาติในการรักษาอธิปไตยต่อไป

จากนั้นผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้เป็นตัวแทนกองทัพบก ทำพิธีแสดงความขอบคุณแก่ทายาททหารผู้เสียสละชีวิต ก่อนที่จะมอบของที่ระลึกให้แก่ครอบครัว ประกอบด้วย รูปภาพกำลังพล, ธงชาติไทย, อาร์มยุทธการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ, เครื่องหมายประดับยศ และตรากองทัพบก

ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย! จิตภัสร์ ตั๊น ลงพื้นที่สวนหลวง–ประเวศ รับฟังปัญหาปากท้องพ่อค้าแม่ค้าตลาดยงเจริญ

ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย! จิตภัสร์ ตั๊น ลงพื้นที่สวนหลวง–ประเวศ รับฟังปัญหาปากท้องพ่อค้าแม่ค้าตลาดยงเจริญ

ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย! จิตภัสร์ ตั๊น ลงพื้นที่สวนหลวง–ประเวศ รับฟังปัญหาปากท้องพ่อค้าแม่ค้าตลาดยงเจริญ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.26 น.

ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย!“จิตภัสร์ ตั๊น” ลงพื้นที่สวนหลวง–ประเวศ รับฟังปัญหาปากท้องพ่อค้าแม่ค้าตลาดยงเจริญ หลังถูกเวนคืนพื้นที่ทำกิน

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569  เข้าโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส. จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อและ หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่เขตสวนหลวง–ประเวศ เพื่อช่วยนายกัณฑ์ชาติ มนต์กันภัย ผู้สมัคร สส.กทม. เบอร์ 9 เขต 22 (สวนหลวง–ประเวศ) พรรคไทยก้าวใหม่ เพื่อรณรงค์หาเสียงและรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่  โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้สมัครได้เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดยงเจริญ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบและการเวนคืนพื้นที่ทางเดิน ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าหลายรายขาดพื้นที่ทำกิน และประสบปัญหาด้านรายได้อย่างหนัก   ทั้งนี้มีตัวแทนพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่สะท้อนปัญหาว่า ก่อนหน้านี้ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) เคยยื่นข้อเสนอว่าจะจัดหาแหล่งที่ดินหรือพื้นที่ทำกินแห่งใหม่ให้กับผู้ค้าที่ย้ายออกจากพื้นที่เดิม แต่จนถึงขณะนี้กลับไม่มีความคืบหน้า และขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ทำให้ผู้ค้าจำนวนมากต้องเผชิญความเดือดร้อนโดยลำพัง

ด้าน น.ส.จิตภัสร์ กล่าวว่า ปัญหาปากท้องและสิทธิในการทำมาหากินของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่ควรถูกละเลย พร้อมยืนยันว่า หากผู้สมัครของพรรคไทยก้าวใหม่ได้รับเลือกตั้ง สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือ  นำปัญหานี้เข้าสู่การอภิปรายและการหารือในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องคำตอบและแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนจากกรุงเทพมหานคร

“การจัดระเบียบเมืองต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การเวนคืนหรือรื้อย้ายต้องมาพร้อมทางออกที่เป็นธรรม ไม่ใช่ให้ประชาชนรับภาระเพียงฝ่ายเดียว หากเข้าสภา เรื่องนี้จะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูด และต้องได้คำตอบจาก กทม. ว่าจะแก้ปัญหาให้พี่น้องพ่อค้าแม่ค้าอย่างไร” จิตภัสร์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าพรรคไทยก้าวใหม่ย้ำจุดยืนในการเป็นพรรคทางเลือกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของประชาชนในพื้นที่จริง พร้อมเชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ

ยศชนัน กลางวงแดง Gen Z ชู กางแผนรื้อระบบเงินเดือน ดันเศรษฐกิจอีสานมูลค่าสูง

ยศชนัน กลางวงแดง Gen Z ชู กางแผนรื้อระบบเงินเดือน ดันเศรษฐกิจอีสานมูลค่าสูง

ยศชนัน กลางวงแดง Gen Z ชู กางแผนรื้อระบบเงินเดือน ดันเศรษฐกิจอีสานมูลค่าสูง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.21 น.

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ตลาดเจริญศรี อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นายยศชนัน และคณะ เดินทางมาพบปะกับพี่น้องประชาชน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังขายของและประชาชนที่เดินจับจ่ายซื้อของในตลาด โดยมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปและมอบดอกไม้ให้เป็นระยะ 

ช่วงหนึ่งของการเดินตลาดมีประชาชนได้มอบน้ำมะพร้าวเผาให้กับนายยศชนัน พร้อมกล่าวว่า “ซื้อให้ค่ะ” จากนั้นนายยศชนันได้ปิ้งข้าวจี่ พร้อมกับกล่าวว่า “เป็นของดีเมืองอุบลฯ ใครมาก็ต้องกิน” 

ยศชนัน

จากนั้นในระหว่างทางเดินไปเวทีปราศรัยที่อยู่ด้านหลังตลาด นายยศชนันและคณะ ได้พบกับกลุ่มเยาวชนหรือกลุ่มแดง Gen Z โดยมีตัวแทนกลุ่มได้สอบถามว่า ถ้ารัฐบาลเป็นพรรคเพื่อไทยจะพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอีสานด้านใดบ้าง นายยศชนัน กล่าวว่า ทุกด้าน ทั้งทางด้านเกษตรแปรรูป SME ต่างๆ การส่งเสริมการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ส่งเสริมเศรษฐกิจมูลค่าสูง เป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุขและการศึกษา 

ขณะที่เยาวชนอีกคนถามว่า ตนในฐานะที่เป็นคนอุบลและคนอีสาน มีความคิดเห็นอย่างไรที่คนด้อยค่าคนอีสาน ด้อยโอกาส ยากจน มีแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า ต้องกระจายอำนาจรัฐลงสู่ท้อง ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ การทำแบบนี้เป็นการทำให้เข้าถึงงบประมาณ ทั้งการศึกษาและสาธารณสุข 

ยศชนัน

เยาวชนยังได้สอบถามว่าถ้าจบปริญญาตรีจะมีฐานเงินเดือนเท่าไหร่ จะเทียบเท่ากับคนที่ไม่ได้เรียนต่อ แต่ทำงานในตลาดแรงงานมาก่อนหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องกลไกฐานเงินเดือนเราต้องทำความรู้ ให้เหมาะสมกับบางสิ่งบางอย่าง กลไกจะขึ้นไปทั้งหมดแต่ตอนนี้กลไกยังไม่เพียงพอ ซึ่งตนพยายามจะสร้างและเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนฐานเงินเดือนจากสาขาวิชาชีพได้ ควบคู่กับการสร้างงานคือจะส่งเสริมสตาร์ทอัพ และ SME 

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป บุกพัทลุง ประกาศก้องขอโอกาสเป็นรัฐบาล สร้างการเมืองสีขาว

อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป บุกพัทลุง ประกาศก้องขอโอกาสเป็นรัฐบาล สร้างการเมืองสีขาว

อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป บุกพัทลุง ประกาศก้องขอโอกาสเป็นรัฐบาล สร้างการเมืองสีขาว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.07 น.

เมื่อวันที่  3 ก.พ. เวลา 17.00 น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยที่ สวนสาธารณะเทศบาลเมือง พัทลุง ท่ามกลางประชาชนที่มารอ ให้กำลังใจและฟังการปราศรัยหลายพันคน ว่าการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ เน้นดึงศักยภาพทางวัฒนธรรมและธรรมชาติสร้างรายได้ยั่งยืน พร้อมประกาศขอโอกาสนำพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใส เพราะพัทลุงมีต้นทุนทางสังคมและธรรมชาติที่ล้ำค่า ไม่ใช่ภาพจำแบบเดิมๆ แต่คือเมืองที่มีมรดกโลกและเศรษฐกิจที่ทันสมัย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์โลกในปัจจุบัน

“พัทลุงมีพื้นที่ลุ่มน้ำและธรรมชาติที่งดงาม หน้าที่ของเราคือการรักษาและนำมาสร้างรายได้โดยไม่ทำลายให้เสื่อมโทรมเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของพี่น้องชาวพัทลุง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์

นายอภิสิทธิ์ ยังได้วิจารณ์การทำงานด้านท่องเที่ยวในอดีตว่า ทำได้เพียงการจัดกิจกรรมชั่วคราว จึงขอเสนอแนวทางใหม่โดยการ “คืนอำนาจให้ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจจุดเด่นและจุดอ่อนของตนเองมากที่สุด เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวแทนการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสาร เพื่อผลักดันให้จังหวัดรองอย่างพัทลุง กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกเคียงคู่กับเชียงใหม่ หรือภูเก็ต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นโยบายทั้งหมดจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการมี การเมืองที่สุจริต เพราะหากนักการเมืองมุ่งแต่ผลประโยชน์จากงบประมาณ โครงการต่างๆ ก็จะไม่ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง จึงขอโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเป็นรัฐบาล เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโต ควบคู่ไปกับความมั่นคงของชีวิตประชาชนและการเมืองที่ใสสะอาด

อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์

กกต. มีมติส่ง ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คน เล็งเอาผิดอาญาทั้ง ผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค

กกต. มีมติส่ง ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คน เล็งเอาผิดอาญาทั้ง ผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค

กกต. มีมติส่ง ศาลฎีกา สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คน เล็งเอาผิดอาญาทั้ง ผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.02 น.

มติกกต.ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัครสส. อีก28 ราย เหตุอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์เนื่องจากไม่ไปเลือกตั้ง เล็งเอาผิดอาญาทั้งผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค

วันที่ 3 มกราคม 2569 มีรายงานว่าในการประชุม กกต.สัปดาห์นี้ได้มีมติตามที่สำนักงาน กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัครสส.จะพรรคการเมืองต่างๆอีก28ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเราไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ตามมาตรา 35 (2)พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานฯเร่งยกร่างคำวินิจฉัยก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

ทั้งนี้ ตามกฎหมายหากยื่นต่อศาลฎีกาล้ว ศาลฯมีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง ก็จะยังคงถือว่าทั้ง28คนเป็นผู้สมัคร ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาเข้ากกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผล และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวกกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัคร ฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปีปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาทและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของพ.ร.ปว่าด้วยพรรคการเมือง2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี

ปวงชนไทย ขนทัพบุกอีสานเหนือ ชู นโยบายบัตรทองน้องหมา แมว แบ่งเบาค่าครองชีพ

ปวงชนไทย ขนทัพบุกอีสานเหนือ ชู นโยบายบัตรทองน้องหมา แมว แบ่งเบาค่าครองชีพ

ปวงชนไทย ขนทัพบุกอีสานเหนือ ชู นโยบายบัตรทองน้องหมา แมว แบ่งเบาค่าครองชีพ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.55 น.

นครพนม (3 กุมภาพันธ์ 2568) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย  ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 23 ขนทัพ กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่อีสานเหนือ ไหว้ขอพรพญาศรีสัตตนาคราช เสริมสิริมงคล พร้อมประกาศสู้ศึกเลือกตั้งเต็มตัว ชูนโยบาย “บัตรทองเพื่อน้องหมา-แมว” และปากท้องพี่น้องประชาชน หวังลดภาระค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชนที่เป็นคนรักสัตว์​ เสริมทัพบุกเขตอีสานเหนือ

ทั้วนี้ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พร้อมคณะผู้บริหารพรรค อาทิ ดร.จิตรกร  ลากุล (ผู้อำนวยการพรรค), นายสมบูรณ์ บุญยรัตนประภา, นายวิทยา ติรณะประกิจ และนายวรฐ สุนทรนนท์ รองหัวหน้าพรรคได้เดินทางมาพบปะและให้กำลังใจผู้สมัคร สส. ทั้ง 9 เขตเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดนครพนม บึงกาฬ และสกลนคร โดยมีตัวแทนผู้สมัครคนสำคัญให้การต้อนรับ อาทิ จ.นครพนม: นายธงทิพย์ แห่สถิตย์ (เขต 1 เบอร์ 6), นายสมพงษ์ มณีย์รัตน์ (เขต 2) และนายพิทักษ์ สุระพร (เขต 3 เบอร์ 2)

เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

ส่วนจ.บึงกาฬมี ว่าที่ ร.ต.สุเทพ บุพศิริ (เขต 1 เบอร์ 4) และนายปังทอง สีม่วง (เขต 2 เบอร์ 4) จ.สกลนคร: นายไพบูลย์ สกลนคร (เขต 4) และนางทัศนีย์ สุภาพร (เขต 7) นโยบายไฮไลท์ สวัสดิการเพื่อสัตว์เลี้ยง​ และปากน้องพี่น้องประชาชน

นายเอกสิทธิ์ เผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง พรรคปวงชนไทยขอเน้นย้ำนโยบายที่ทำได้จริงและตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ คือ “นโยบายบัตรทองเพื่อน้องหมา/แมว” เนื่องจากเล็งเห็นว่าปัจจุบันสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัว แต่ภาระค่ารักษาพยาบาลสัตว์มีราคาสูง นโยบายนี้จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

 “เราตั้งใจมอบนโยบายนี้เป็นไฮไลท์สำคัญ เพราะเรื่องปากท้องไม่ได้หมายถึงแค่คน แต่รวมถึงสมาชิกน้อง 4 ขาในบ้านด้วย พรรคปวงชนไทยพร้อมผลักดันให้เกิดสวัสดิการรักษาสัตว์เลี้ยงที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรม” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

พรรคปวงชนไทย ได้ลุยเคาะประตูบ้านช่วงโค้งสุดท้าย​ 4 วัน โดยผู้สมัคร สส. ทั้ง 9 เขต ต่างแสดงความมั่นใจและฮึกเหิม​  พร้อมให้คำมั่นว่าจะสู้ศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยจะเน้นกลยุทธ์ “เดินเคาะประตูบ้าน” เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนแบบถึงตัว สื่อสารนโยบายพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อกวาดคะแนนทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งครั้งนี้

เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล