สุวินัย ชำแหละ ไอซ์ ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ อวัยวะ ที่พรรคส้มใช้ปั่นกระแสโกรธแค้น

สุวินัย ชำแหละ ไอซ์ ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ อวัยวะ ที่พรรคส้มใช้ปั่นกระแสโกรธแค้น

สุวินัย ชำแหละ ไอซ์ ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ อวัยวะ ที่พรรคส้มใช้ปั่นกระแสโกรธแค้น

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.30 น.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความร่ายยาวฟาด ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ชำแหละ “ไอซ์” เพื่อชำแหละพรรคส้ม ไอซ์ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ “อวัยวะ” ของการเมืองที่ปฏิเสธการปกครอง การที่พรรคส้มชูไอซ์ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา ไม่ใช่ความผิดพลาด ไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่เพราะเธอ “กล้าหาญเป็นพิเศษ” แต่เพราะ เธอเหมาะสมกับสิ่งที่พรรคส้มเป็น และเหมาะสมกับสิ่งที่พรรคส้ม ไม่คิดจะเป็น ไอซ์ไม่ใช่วีรสตรี เพราะวีรสตรีต้องมีอย่างน้อยสามอย่าง ที่ไอซ์ไม่มีเลย

สุวินัย ภรณวลัย

1. วินัย

2. ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

3. ความสามารถในการแยกอารมณ์ออกจากอำนาจ

ความ “ถ่อย” ของไอซ์ไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือฟังก์ชันหลัก คำว่า ‘ถ่อย’ ในที่นี้ ไม่ใช่คำด่าทางศีลธรรม แต่คือคำอธิบายเชิงโครงสร้าง “ความถ่อย” หมายถึงอะไร?

– การไม่ยอมรับกติกา

– การยั่วยุอย่างจงใจ

– การพูดเพื่อกระแทก ไม่ใช่เพื่อเจรจา

– การสร้างศัตรูให้มากที่สุดในเวลาสั้นที่สุด

ในพรรคการเมืองปกติ บุคลิกแบบนี้จะถูกกันออกจากแนวหน้าแต่แรกเพราะมัน ทำลายความเป็นรัฐบาล แต่ในพรรคส้มมันคือคุณสมบัติพิเศษ เพราะพรรคนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ “บริหารประเทศ” แต่เพื่อ รักษาอุณหภูมิความโกรธของมวลชนส้ม

พรรคส้มไม่ได้ต้องการผู้นำแต่ต้องการ “ตัวปล่อยไฟ” ไอซ์ไม่ได้ถูกชู เพราะเธอคิดลึกหรือมีวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย เธอถูกชู เพราะเธอ ไม่กลัวจะพูดในสิ่งที่ทำให้ระบบพังและยิ่งระบบตอบโต้ ยิ่งเข้าทางพรรคส้ม เพราะการเมืองแบบพรรคส้ม
อยู่ได้ด้วยวงจรนี้เท่านั้น ยั่วยุ → ถูกต้าน → อ้างถูกกดขี่ → ระดมอารมณ์ → ยั่วยุซ้ำ นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่ออำนาจรัฐ แต่มันคือ การเสพการปะทะเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง

สุวินัย ภรณวลัย

วีรสตรีที่แท้ ต้องแบกผล แต่ไอซ์แบกแค่ไมค์ วีรสตรีในประวัติศาสตร์ไม่ใช่คนที่พูดแรงที่สุด แต่คือคนที่ รับผลของคำพูดนั้น จนจบ แต่ไอซ์ไม่เคยแบกอะไรเลย ไม่ต้องแบกงบประมาณ ไม่ต้องแบกเสถียรภาพ ไม่ต้องแบกผลกระทบระหว่างประเทศ ไม่ต้องแบกความเสี่ยงของรัฐ เมื่อทุกอย่างพัง พรรคส้มจะพูดว่า “ระบบเลว” มวลชนส้มจะพูดว่า “เขาถูกกลั่นแกล้ง” และตัวละครก็จะถูกเลื่อนขึ้นเป็น “สัญลักษณ์” นี่ไม่ใช่วีรกรรม แต่มันคือ การโยนหายนะให้ประเทศแบกแทน

พรรคส้มที่ต้องใช้คนแบบไอซ์คือพรรคที่รู้ตัวดีว่า “ปกครองไม่ได้”ถ้าพรรคส้มเชื่อจริงว่าตนเองจะได้เป็นรัฐบาลเขาจะไม่ใช้บุคลิกแบบนี้เป็นหน้าเป็นตา เพราะรัฐต้องการคนที่รู้จักถอย คนที่พูดหลายระดับ คนที่รักษาความชอบธรรมเชิงสถาบัน
แต่พรรคส้มเลือกไอซ์ เพราะลึก ๆ แล้ว พรรคนี้ ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ปกครองจริง พรรคนี้คิดแค่ว่า ต้อง ชนะเชิงอารมณ์ ต่อไปเรื่อย ๆ

การชูไอซ์ คือการประกาศต่อประเทศว่า “เราไม่รับผิดชอบผลลัพธ์”นี่คือสารที่แท้จริงที่พรรคส้มส่งออกมาไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ใช่สิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือข้อความเดียวสั้น ๆ ว่า เราจะพูดให้สะใจส่วนผลลัพธ์ ใครก็ได้ช่วยรับแทน

บทสรุป ไอซ์ไม่ใช่วีรสตรีและพรรคส้มที่ยกคนแบบนี้ขึ้นเป็นสัญลักษณ์ก็ไม่ใช่พรรคที่พร้อมจะนำประเทศมันคือพรรคที่เข้าใจอารมณ์ แต่ไม่เข้าใจรัฐ เข้าใจการปะทะ แต่ไม่เข้าใจการปกครอง การชำแหละไอซ์ จึงไม่ใช่การโจมตีปัจเจก แต่มันคือการมองทะลุพรรคส้มทั้งพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่ไม่ได้ตั้งใจจะบริหารประเทศจริงจังตั้งแต่แรก แต่มาทำการเมืองเพื่อบ่อนทำลายฐานรากของบ้านเมืองนี้เท่านั้น สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย”

ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ ศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ที่ออกมาโพสต์ร่ายยาวฟาด ไอซ์ รักชนก ศรีนอก เช่น

“เป็นพรรคที่ เซาะกร่อน บ่อนทำลาย สถาบันหลัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ / ความเชื่อ ค่านิยม วิถีชีวิตไทย จริงๆ …. สั้นๆ คือ ป่วนทุกวงการ สร้างความขัดแย้ง หลอกลวงให้หลงเชื่อ ประเด็นคือ ก็ยังจะมี คนหลงเชื่อ ต่อไป”

“ต้องรีบตัดตอนพรรคนี้”

“ชัดเจนมากค่ะ กราบขอบพระคุณมากค่ะอ.”

“เหนือกว่าสิ่งที่ผลไม้ทำ ก็คือคุณภาพของคนไทย จะเรียกว่าส่วนใหญ่ก็ได้ ผลจึงเป็นดังที่เห็นครับ”

“คงภัค ตรีวัชรากร จริงทุกประการค่ะ ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ที่ออกมาชี้ตรงๆ”

“แต่ก็ยังมีคนชื่นชมไอซ์นะคะ (แปลกใจจัง) การที่ส้มไม่ได้เป็นรัฐบาล คิดว่า ทราบกันอยู่ว่าถ้าได้เป็นแล้ว บ้านเมือง ship หายแน่ จึงมีมือที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นช่วยกันสกัด แม้แต่โดยวิธีเทาบ้างดำบ้างก็ตาม ทำอย่างไรก็ได้ เพื่อไม่ให้ได้ขึ้นเถลิงอำนาจค่ะ”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ยศชนัน โชว์หมัดเด็ด เพื่อไทย ประกาศล้างหนี้ NPL ไม่เกิน 2 แสน ชูโครงการ ยิ่งกว่าพลัส รัฐช่วยจ่าย 70 เปอร์เซ็นต์

ยศชนัน โชว์หมัดเด็ด เพื่อไทย ประกาศล้างหนี้ NPL ไม่เกิน 2 แสน ชูโครงการ ยิ่งกว่าพลัส รัฐช่วยจ่าย 70 เปอร์เซ็นต์

ยศชนัน โชว์หมัดเด็ด เพื่อไทย ประกาศล้างหนี้ NPL ไม่เกิน 2 แสน ชูโครงการ ยิ่งกว่าพลัส รัฐช่วยจ่าย 70 เปอร์เซ็นต์

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.56 น.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศพรรคเพื่อไทย ทัวร์ภาคอีสาน นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคเพื่อไทย โดยวันเดินสายปราศรัย 6 เวที เวทีที่ 5 ที่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร และ เวทีที่ 6 ที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสาร อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ บรรยากาศทั้งที่ มุกดาหาร และ อำนาจเจริญ ในช่วงเวลา 18.00 น. มีประชาชนมาฟังการปราศรัยจนเต็มพื้นที่แน่นขนัด โดยเฉพาะที่ จ.อำนาจเจริญ ช่วงก่อนการปราศรัย ชาวอำนาจเจริญนับหมื่นเปิดแฟลชมือถือทำ “ทะเลดาว” ส่องแสงสว่างเต็มพื้นที่ มีมอบพวงมาลัยป๊อบคอร์นอีสาน (ข้าวตอกแตก) แคปหมู กระติ๊บข้าวเหนียว อโวคาโด พร้อมสายสะพาย “นายกรัฐมนตรีคนที่ 33” และช่วงที่ นายยศชนัน กำลังปราศรัย มีเสียงตะโกนจากกลุ่มวัยรุ่นชาวอำนาจเจริญ ว่า “นายกฯเชน” เป็นระยะๆ 

ที่ จ.มุกดาหาร นายยศชนัน ปราศรัยเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่ต้องมาพบชาวมุกดาหาร เพื่อประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับจังหวัดสู่การเป็นเมืองการค้าที่ทันสมัยและแหล่งท่องเที่ยวชายโขงเชื่อมโยงสากล ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยพร้อมจะเปลี่ยนความฝันและความหวังของทุกคนให้เป็นความจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและรถไฟ ยึดมั่นในความถูกต้องโดยไม่เกรงกลัวใคร พร้อมจัดหาเม็ดเงินเพื่อเร่งแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนทันที ทั้งนี้ ตนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของคนมุกดาหาร แต่การทำงานเพียงลำพังนั้นไม่สามารถสำเร็จได้ จึงขอฝากผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทยทั้ง 2 เขต ให้พี่น้องเลือกเข้าไปทั้งคนทั้งพรรค เพื่อผนึกกำลังในการดูแลชาวมุกดาหารได้อย่างเต็มที่ 

ยศชนัน

สำหรับผูัสมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร เขต 1 และ น.ส.ปิยธิดา บุตรกาล ผู้สมัคร ส.ส.มุกดาหาร เขต 2 หาเสียง

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางต่อไปยัง จ.อำนาจเจริญ ได้แวะพบปะพูดคุยกับน้องๆ ที่โรงเรียนทีโอเอวิทยา จ.มุกดาหาร ด้วยความเป็นกันเอง พร้อมฝากข้อคิดถึงน้องๆ ว่า ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน ขอแค่เป็นสิ่งที่ใจรักก็เพียงพอแล้ว เมื่อเราทำในสิ่งที่ชอบ ความสุขและความต่อเนื่องจะเกิดขึ้นเอง เรื่องเงินทองไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะโลกยุคใหม่อาชีพอยู่ที่ ‘การลงมือทำ’ มากกว่า ‘คณะที่เรียนจบ’ ขอให้น้องๆ ทุกคนเติบโตเป็นอนาคตที่ดีของประเทศ

ยศชนัน

จากนั้น นายยศชนัน ปราศรัยต่อที่ จ.อำนาจเจริญ ว่า วิสัยทัศน์ผลักดันเมืองธรรมะเกษตรสู่เส้นทางค้าสากล และ “ผมจะเปลี่ยนความหวังความฝันของพี่น้องให้เป็นความจริง” โดยเน้นนโยบายแก้หนี้ทั้งระบบเพื่อชุบชีวิตประชาชนที่กำลังล้มลุกคลุกคลาน โดยเฉพาะกลุ่มหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2 แสนบาทที่รัฐบาลพร้อมปิดบัญชีให้หากจ่ายเพียงร้อยละ 10 รวมถึงการปิดหนี้เสียให้ผู้สูงอายุทันที และการดึงหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ธนาคารรัฐเพื่อคืนความอุ่นใจให้ครอบครัว

ในมิติเศรษฐกิจ นายยศชนัน เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยโครงการรัฐช่วยจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30% พร้อมพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรข้าวหอมมะลิอีก 30% เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูง โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีศักยภาพในการหาเงินและจะใช้ระบบดิจิทัลมาจัดการข้อมูลเพื่อปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด และสแกมเมอร์อย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนโยบาย “คนไทยต้องไร้จน” ด้วยการเติมรายได้ให้ถึง 3,000 บาทต่อเดือนสำหรับผู้มีรายได้น้อย และสานต่อโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ให้เท่าเทียมกัน

ยศชนัน

ช่วงท้าย นายยศชนัน ได้ฝากผู้สมัคร เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในสภา พร้อมประกาศความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 โดยระบุว่า “เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค ได้ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ไปเป็นนายกรัฐมนตรี และผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อคนอำนาจเจริญ” เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ที่มั่นคงให้แก่ลูกหลานในอนาคต

สำหรับผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ทั้ง 2 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นางสาวพิมพ์วิภา บัวบุตร เขต 2 เบอร์ 3 นางสาว วรัดดา ประเสริฐศรี เบอร์ 3

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

วราวุธ แจงดรามา ทิ้งสมบัติ เตี่ยบรรหาร ลั่นอยู่ ภูมิใจไทย อบอุ่น

วราวุธ แจงดรามา ทิ้งสมบัติ เตี่ยบรรหาร ลั่นอยู่ ภูมิใจไทย อบอุ่น

วราวุธ แจงดรามา ทิ้งสมบัติ เตี่ยบรรหาร ลั่นอยู่ ภูมิใจไทย อบอุ่น

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.34 น.

2 ก.พ. 2569 ที่อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานเทศบาลตำบลท่าระหัด อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ โดยเริ่มกล่าวปราศรัยว่า “ท็อปวราวุธคนเดิม ลูกพ่อบรรหาร สวัสดีครับ” พร้อมกล่าวต่อว่า วันนี้หลายคนดราม่ากันเหลือเกิน พูดกันนักพูดกันหนาว่า วราวุธทิ้งสมบัติพ่อบรรหารไปแล้วอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่รักสิ่งที่พ่อบรรหารสร้างมาแล้วอย่างโน้นอย่างนี้ วันนี้วราวุธมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ได้มีโอกาสมาพูดต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่าสิ่งที่พ่อบรรหารทำมาตลอด 40 ปี ตนขอถามหน่อยเถอะว่า สิ่งที่พ่อบรรหารทำมาในจังหวัดสุพรรณบุรี มีเพียงแค่พรรคชาติไทยพัฒนาเพียงอย่างเดียวหรือ ไม่มีถนน ไม่มีแหล่งน้ำหรือปลูกสร้างเลยใช่หรือไม่

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่อยากจะบอกกับชาวสุพรรณบุรีว่า ตั้งแต่ที่พ่อบรรหารเสียชีวิตไป 23 เมษายน 2559 พวกเราพรรคชาติไทยพัฒนา ทำงานกันอย่างหนัก ดูแลพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำตั้งแต่รุ่นพ่อจนถึงรุ่นลูก แต่ในการเลือกตั้งปี 2562 เราได้ สส. 10 คน ตนดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ 1 กระทรวง และในปี 66 ก็ได้ สส.มา 10 คน ซึ่งได้มาอีก 1 กระทรวงคือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และวันนี้เราย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ยังไม่ทันเลือกตั้ง พี่น้องประชาชนเห็นพรรคภูมิใจไทยดูแลกี่กระทรวง

วราวุธ

นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรามีกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม วันนี้กระทรวงมาเป็แผงเลย ตนจึงอยากจะถามพี่น้องชาวสุพรรณ เมื่อก่อนเลือกพวกเรา 10 คนเข้าไป ได้กระทรวงเดียว แต่วันนี้เลือกไอ้หน้าเดิมเข้าไป แต่ได้กระทรวงมาเป็นพรือเลย เอาหรือไม่ ถ้าเป็นแบบนี้เข้าคูหากาบัตรสีชมพู พรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญตนเข้าพรรคภูมิใจไทยมา หัวหน้าพรรคบอกว่า จะให้อยู่บัญชีรายชื่อไม่เกินที่ 5 ตนก็ดีใจ ปรากฎว่าพี่ชายสุดที่รักของตน พอประกาศออกมาเมื่อที่ 27 ธันวาคม ให้เกียรติคนสุพรรณบุรี ได้อยู่อันดับที่ 3 แบบนี้ดีหรือไม่ นี่คือความอบอุ่น นี่คือเกียรติที่พรรคภูมิใจไทยให้กับพวกเราคนสุพรรณบุรี

วราวุธ

จากนั้น นายวราวุธได้แนะนำผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรีแต่ละคน จนมาถึงเขตที่ คือนายเสมอกัน เที่ยงธรรม เบอร์ 5 ซึ่งนายวราวุธ กล่าวว่า ”เขตนี้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เสมอกันไม่ได้เป็น สส. ต้องชนะอย่างเดียว“ และพวกเรา 5 คนบวกกับตน จะมารับใช้พี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรี นี่คือสิ่งที่พวกเราทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นลูก 

นายวราวุธ กล่าวด้วยว่า อยากให้ข้าวมีราคาแพงหรือไม่ รวมถึงอยากให้ประเทศไทยเปิดด่านหรือไม่ และอยากให้ประเทศไทยเป็นที่รับรองของนานาประเทศหรือไม่ นี่คือสองเดือนที่มีนายกฯ ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย และนี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา หากลองนึกภาพ ถ้ามีเวลาอีก 4 ปีหลังจากนี้เราจะทำให้ได้ขนาดไหน และหากพรรคภูมิใจไทยเข้ามา มีนายกรัฐมนตรี ชื่ออนุทิน ที่จะเข้ามาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องชาวสุพรรณบุรีให้ดีขึ้น

วราวุธ

ธรรมนัส ยกทัพบุกลำปาง ประกาศปักธง กล้าธรรม ยกระดับถนน ระบบน้ำให้กินดีอยู่ดีจริง

ธรรมนัส ยกทัพบุกลำปาง ประกาศปักธง กล้าธรรม ยกระดับถนน ระบบน้ำให้กินดีอยู่ดีจริง

ธรรมนัส ยกทัพบุกลำปาง ประกาศปักธง กล้าธรรม ยกระดับถนน ระบบน้ำให้กินดีอยู่ดีจริง

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.18 น.

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 เวลา 18.30 น. ที่สนามกีฬาเทศบาล อ.เสริมงาม จ.ลำปาง พรรคพรรคกล้าธรรม จัดเวทีปราศรัยหาเสียง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีช่วยผู้สมัคร สส.ลำปางของพรรค ท่ามกลางประชาชนในพื้นที่มาร่วมรับฟังอย่างคึกคัก

ก่อนที่แกนนำพรรคจะขึ้นเวที น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 4 เบอร์ 3 กล่าวย้ำแนวคิดการเมืองแบบมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มในสังคม ทั้งเยาวชน คนทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เข้ามามีบทบาทกำหนดอนาคตของพื้นที่ ไม่ให้การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว พร้อมสะท้อนเสียงชาวเสริมงามที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจากพลังของคนในชุมชน และการทำงานการเมืองที่ต้องรับฟังฐานรากอย่างแท้จริง

ธรรมนัส

น.ส.เพ็ญภัค ยังระบุว่า ผู้นำพรรคเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ กล้าตัดสินใจและกล้าแก้ปัญหา เข้าใจบริบทของคนภาคเหนือ ขณะที่หัวหน้าพรรคซึ่งเป็นผู้หญิงก็มีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศ และพรรคยังมีตัวแทนจากภาคสังคมที่จะร่วมผลักดันประเด็นเด็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุอย่างจริงจัง

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขึ้นเวทีปราศรัย โดยตั้งคำถามกับประชาชนว่า ทุกช่วงเลือกตั้งมักมีนโยบายที่ฟังดูดี แต่หลังเลือกตั้งกลับไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมถามตรง ๆ ว่าที่ผ่านมาชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริงหรือไม่ และถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนแนวทางการเมืองไปสู่ทางเลือกใหม่ที่เน้นคุณภาพ การประสานงานกับท้องถิ่น และการทำงานร่วมกับประชาชน เพื่อยกระดับการพัฒนาลำปางให้ก้าวหน้ากว่าเดิม

ธรรมนัส

เขายังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง จ.ลำปาง กับ จ.พะเยา ว่ามีความผูกพันเสมือนบ้านพี่เมืองน้อง การพัฒนาควรมองในภาพรวมของภูมิภาค ไม่แยกจังหวัดออกจากกัน โดยพรรคจะผลักดันการพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กัน

ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานถูกหยิบยกขึ้นมาเน้นย้ำ โดยเฉพาะถนน ระบบน้ำ และสาธารณูปโภคในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนต่อเนื่องมาหลายปี เจ้าตัวระบุว่า ในบทบาทที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง บางโครงการเข้าสู่แผนแล้ว แต่จำเป็นต้องมีผู้แทนที่กล้าผลักดันให้เกิดผลจริง ไม่หยุดอยู่แค่เอกสาร พร้อมย้ำว่าการเมืองต้องวัดกันที่ผลงานที่ประชาชนมองเห็นและใช้ประโยชน์ได้

ธรรมนัส

ด้านเศรษฐกิจ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การแก้ปัญหาปากท้องต้องลงลึกถึงระดับครัวเรือน สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ในพื้นที่ ลดภาระค่าใช้จ่าย และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่มาตรการระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน ขณะที่การศึกษาและอนาคตของเยาวชน ต้องพัฒนาคนให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เน้นทักษะที่นำไปประกอบอาชีพได้จริง มากกว่านโยบายจากส่วนกลางที่ไม่เข้าใจความแตกต่างของแต่ละจังหวัด พร้อมสะท้อนว่าลูกหลานควรมีโอกาสเติบโตในบ้านเกิด ไม่จำเป็นต้องย้ายไปเมืองใหญ่เสมอไป

“ พรรคการเมืองบางพรรคอ้างว่า ตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่ต้องการที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศบอกว่า จบจากฝรั่งเศสเห็นว่า บ้านเมืองเขาพัฒนาแบบนั้น แบบนี้ ประเทศเราก็ต้องทำแบบนั้น และพวกเขาพร้อมที่จะเข้ามาปฏิรูปประเทศ ผมอยากถามว่า ก่อนที่จะพูดคำพูดเหล่านี้ได้ถามคนไทยหรือยังว่า เขาอยากให้พวกคุณเข้ามาปฏิรูปหรือไม่ แล้วสิ่งที่พูด ๆ มา จะทำได้หรือไม่ ก็แค่พูดไปเรื่อย ชวนฝันไปเรื่อยๆ“

ธรรมนัส

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองต้องทำให้ประชาชนจับต้องผลได้จริง ทั้งรายได้ คุณภาพชีวิต บริการรัฐ และโอกาสในอนาคต โดยพลังของคนเสริมงามสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ หากรวมพลังเลือกตัวแทนที่พร้อมทำงานต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่ช่วงหาเสียงเท่านั้น

ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส

ประภัตร เปิดใจ กลางเวทีปราศรัย เหตุผลที่ร่วมพรรคภูมิใจไทย

ประภัตร เปิดใจ กลางเวทีปราศรัย เหตุผลที่ร่วมพรรคภูมิใจไทย

ประภัตร เปิดใจ กลางเวทีปราศรัย เหตุผลที่ร่วมพรรคภูมิใจไทย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.58 น.

2 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ที่อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานเทศบาลตำบลท่าระหัด อำเภอเมืองสุพรรณบุรีจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดปราศรัยใหญ่ ช่วยผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย หาเสียง นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.สุจิตรา ทรงมัจฉา สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไทยพร้อมด้วยผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต จ.สุพรรณบุรี ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย นายสรชัด สุจิตต์ ผู้สมัครสส.เขต 1 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 2 นายนพดล มาตรศรี ผู้สมัคร สส.เขต 3 นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ผู้สมัคร สส.เขต 4 และนายประภัตร โพธสุธน ผู้สมัคร สส.เขต 5 โดยมีประชาชนร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก

โดยนายประภัตร ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของจังหวัดสุพรรณบุรีเพราะสิ่งที่ประชาชนรอคอยคือการรวมพลังของคนสุพรรณบุรี เพื่อเดินไปด้วยกันในฐานะคนสุพรรณบุรี โดยขอให้สนับสนุนหมายเลข 37

ประภัตร

นายประภัตร กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ชาวสุพรรณบุรีสงสัยและตั้งคำถามมากที่สุด คือเหตุผลในการย้ายพรรค ซึ่งตนยอมรับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนสุพรรณบุรีทุกคน ขอให้ลองย้อนกลับไปเมื่อปี 2518–2519 กว่า 50 ปีก่อน ในยุคของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ขณะนั้นสุพรรณบุรีแทบไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน ไม่มีน้ำประปา แต่หลังจากมีผู้แทนจากพรรคชาติไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา บ้านเมืองก็พัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 50 ปี

“วันนี้หากเราต้องการให้บ้านเมืองดีกว่านี้ จำเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งประชาชนได้เห็นฝีมือการทำงานมาแล้ว” นายประภัตร กล่าว

ประภัตร

นายประภัตร กล่าวต่อว่า ตนเป็นนักการเมืองที่ทำงานคู่บุญกับนายบรรหารมากว่า 50 ปี โดยย้อนเหตุการณ์ในปี2562 หลังการรัฐประหาร พรรคชาติไทยพัฒนาแทบไม่เหลืออะไร มีเพียง 2 หลาน คือ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา และนายวราวุธ ศิลปอาชา และอีกหนึ่งอาคือตนเอง ทุกคนไม่แน่ใจว่าจะเดินต่ออย่างไร

“นาทีสุดท้าย เราทั้งสามคนไปหาคุณแม่แจ่มใส ศิลปอาชา ทุกคนร้องไห้ ท่านบอกว่าพ่อบรรหารสร้างพรรคไว้ คนสุพรรณรักพรรค ก็ต้องรักษาพรรคไว้ แม่จึงให้ 2 หลาน 1 อา เดินหน้าต่อ จนพรรคชาติไทยพัฒนาได้ สส. 10 เสียงและได้ร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเวลา 4 ปี” นายประภัตร กล่าว

ประภัตร

นายประภัตร กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งปี 2566 พรรคชาติไทยพัฒนาได้ สส. 10 เสียง พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ นายทักษิณ ชินวัตร จะติดต่อประสานให้ไปร่วมงานก็ตามกระทั่งปี 2568 มีการยุบสภา ทำให้สถานการณ์ของพรรคชาติไทยพัฒนาเปลี่ยนไปอย่างมาก

“ผู้แทนราษฎรต้องทำงานกับรัฐบาล ต้องมีงบประมาณดูแลประชาชน หากเลือกตั้งครั้งนี้เราได้ไม่ถึง 10 เสียง ก็จะไม่มีใครเชิญร่วมรัฐบาล พี่น้องประชาชนต้องเห็นใจเรา เราจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย” นายประภัตร กล่าว

ประภัตร

นายประภัตร กล่าวด้วยว่า ต้องขอบคุณนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่โทรศัพท์มาพูดคุยและนัดรับประทานอาหารร่วมกัน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้เกียรติชักชวน ถือเป็นการให้เกียรติ พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคใหญ่ มีศักยภาพเป็นรัฐบาล และมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีชัดเจน

“เราต้องการมากกว่านโยบาย คือ 1. เรื่องปากท้องประชาชน 2. ราคาข้าว วันนี้ข้าวราคา 5,000 บาทต่อตันอยู่ไม่ได้แต่ภายใน 3 เดือน หลังได้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ราคาข้าวขึ้นเป็น 7,500 บาทต่อตัน และเป้าหมายของเราคือ ข้าวต้องถึงตันละ 10,000 บาท” นายประภัตร กล่าว

หยุ่นแซะสีหศักดิ์ เปิดประเด็นเขมรยั่วยุ แขวะใกล้เลือกตั้งมีอะไรแปลกๆ

หยุ่นแซะสีหศักดิ์ เปิดประเด็นเขมรยั่วยุ แขวะใกล้เลือกตั้งมีอะไรแปลกๆ

หยุ่นแซะสีหศักดิ์ เปิดประเด็นเขมรยั่วยุ แขวะใกล้เลือกตั้งมีอะไรแปลกๆ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.27 น.

เฟซบุ๊ก Suthichai Yoon  ของ สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือ สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโสชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 

” บางคนเริ่มร้อง “เอ๊ะ” ว่าใกล้ถึงวันเลือกตั้ง เรื่องตรงชายแดนกลับมาเป็นข่าวจนรัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ต้องพูดเรื่องยั่วยุ-ตอบโต้ ขณะที่กองทัพภาค 2 ออกข่าวว่าประชุม RBC กับเขมรวางมาตรการป้องกันความเข้าใจผิด… เหมือนสลับบทบาทกันของฝั่งไทยอย่างน่าสนใจ!

คงไม่เกี่ยวกับการหาเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคเรื่องกระแสชายแดนหรอกครับ อย่าคิดมาก! ” 

ผบ.ตร. ตั้ง พล.ต.ท.อัคราเดช อดีตตำรวจมือปราบ นั่งที่ปรึกษา เสริมทัพป้องกันอาชญากรรม

ผบ.ตร. ตั้ง พล.ต.ท.อัคราเดช อดีตตำรวจมือปราบ นั่งที่ปรึกษา เสริมทัพป้องกันอาชญากรรม

ผบ.ตร. ตั้ง พล.ต.ท.อัคราเดช อดีตตำรวจมือปราบ นั่งที่ปรึกษา เสริมทัพป้องกันอาชญากรรม

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.42 น.

เมื่ออวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ได้คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 585/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีภารกิจสำคัญที่จะต้อะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมามาณ พ.ศ.ศ. 2568 ในด้านยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมซึ่งจะต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรทางการบริหารในทุกด้านเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว ให้สามารถขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่สำคัญให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจตามนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.พ.ศ. 2565 จึงแต่งตั้ง พลตำรวจเอก อัคราเดช พิมลศรี เป็นที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยมีหน้าที่ ดังนี้

อัคราเดช

(1.)ให้ข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจเรตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองจเรตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งแหน่งเทียบเท่า
รวมทั้งผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานระดับรองลงมาที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมรวมถึงงานบริหารในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เป็นไปตานโยบายการบริหารราชการ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.ศ. 2569

(2.)ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปราม อาชญากรรม พร้อมทั้งน้ำเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

อัคราเดช

(3.)ถ่ายทอดงานให้แก่ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่าผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองจเรตำรวจแห่งชาติหรือตำแหน่งเทียบเท่า และผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

(4.)ให้คำปรึกษาในด้านอื่น ๆ ตามที่ผู้บัญชาการดำรวจแห่งชาติจะใต้มอบหมายตามที่เห็นที่เห็นสนครับทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 สั่ง ณ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 “คำสั่งดังกล่าว ระบุ”

พลตำรวจเอก อัคราเดช พิมลศรี

สพฐ สยบดรามา แจงปมรับเด็กไร้สัญชาติเข้าเรียน ยันทำตามหลักสากล

สพฐ สยบดรามา แจงปมรับเด็กไร้สัญชาติเข้าเรียน ยันทำตามหลักสากล

สพฐ สยบดรามา แจงปมรับเด็กไร้สัญชาติเข้าเรียน ยันทำตามหลักสากล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.29 น.

วันที่ 2 ก.พ. 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 และมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลในหลายประการ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในพื้นที่ชายแดนอื่นๆ นั้น

สพฐ. ขอเรียนว่า การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้ารับบริการทางการศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยข้อมูลปี 2019-2025 ระบุว่า มีรัฐภาคีเข้าร่วมถึง 196 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งประเทศมหาอำนาจและประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้น

สพฐ

ประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสามารถเข้าเรียนได้ 

อีกทั้งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก ให้เด็กได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งการให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นเข้าถึงการศึกษา จะส่งผลให้มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ช่วยลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม ความปลอดภัยทางสาธารณสุข แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน สร้างความตระหนักรู้กตัญญูต่อแผ่นดิน ส่งเสริมความมั่นคงของชาติในระยะยาว

สำหรับประกาศฉบับล่าสุด พ.ศ. 2568 ได้มีการปรับปรุงจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้สถานศึกษาใช้ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการทางการศึกษา สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้แสดงตนในการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น 

ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยไม่มีการทอดทิ้งหรือลิดรอนสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็นไปตามระเบียบ/ประกาศ/แนวปฏิบัติของส่วนราชการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด ขอให้ผู้ปกครองและประชาชนมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการอันใดที่กระทบกับสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไทย และจะมุ่งเสริมสร้างสิทธิเด็กให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

ส้มเดินหน้าชน กกต. ยื่นหนังสือด่วน สางปมเลือกตั้งล่วงหน้า เตือน เสี่ยง ม.157

ส้มเดินหน้าชน กกต. ยื่นหนังสือด่วน สางปมเลือกตั้งล่วงหน้า เตือน เสี่ยง ม.157

ส้มเดินหน้าชน กกต. ยื่นหนังสือด่วน สางปมเลือกตั้งล่วงหน้า เตือน เสี่ยง ม.157

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.53 น.

จากกรณีการจัดการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง และที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏข้อเท็จจริงที่เผยแพร่เป็นการทั่วไปจากสื่อมวลชนและประชาชนผู้มาออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ในหลายหน่วยเลือกตั้งกระจายไปทั่วประเทศ เกี่ยวกับปัญหาความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ประธานกรรรมการและกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลาง ตลอดจนผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง เช่น 

​​(1) กรณีกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง ไม่กรอกข้อมูลจังหวัด เขตเลือกตั้ง หรือรหัสเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงบนซองใส่บัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) หรือกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่น การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จังหวัดสมุทรปราการ ที่หน่วยเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเขียนรหัสจังหวัดหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) เป็นรหัส 57 แทนที่จะเป็นรหัส 67 ซึ่งเป็นรหัสเขตเลือกตั้งที่ถูกต้องของจังหวัดเพชรบูรณ์ อันเข้าข่ายอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 200 ซึ่งกำหนดให้กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขตเลือกตั้ง มีหน้าที่ลงรายการเกี่ยวกับจังหวัด เขตเลือกตั้ง และรหัสเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงบนซองใส่บัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) ให้ถูกต้องเรียบร้อย ก่อนส่งมอบบัตรเลือกตั้งพร้อมซองใส่บัตรเลือกตั้งและหลักฐานแสดงตนให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อไปออกเสียงลงคะแนน การที่กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางปฏิบัติหน้าที่มิชอบด้วยระเบียบดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากแต่ละเขตเลือกตั้งนั้น ผู้สมัครแต่ละพรรคการเมืองมีหมายเลขในการออกเสียงลงคะแนนที่แตกต่างกัน อันอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ก่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

พรรคประชาชน

​​(2) กรณีที่เลือกตั้งกลางหลายแห่งในจังหวัดชลบุรี ได้แก่ หน่วยวัดพันเสด็จนอก หน่วยศาลากลางจังหวัดชลบุรี หน่วยอาคารโดมโรงเรียนเมืองพัทยา 7 หน่วยอาคารโดมโรงเรียนสิทธิสุนทร ฝั่งมัธยมปลาย อำเภอสัตหีบ ไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.4/14)จังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 1 ของนางทิพา ปวีณาเสถียร สังกัดพรรคประชาชน หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร หมายเลข 8 อีกทั้งยังมีผู้ให้ข้อมูลว่า เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ทวงถามการไม่ติดประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งของนางทิพา ปวีณาเสถียร ต่อเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งในที่เลือกตั้งบางหน่วย เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งได้แจ้งกับผู้มิสิทธิเลือกตั้งว่า ผู้สมัครที่ไม่มีการติดประกาศ คือบุคคลที่ถูกศาลฎีกาถอนสิทธิการเป็นผูเสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ 

​​จากปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ในวันออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของเจ้าพนักงานประจำหน่วยดังกล่าว พรรคประชาชน ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเร่งกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดความบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอดจนตรวจสอบการดำเนินการของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งทั่วประเทศว่า มีการประพฤติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อประกาศ หรือระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ หากพบว่ามีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ ขอให้สั่งปลดเจ้าพนักงานประจำหน่วยโดยทันที ซึ่งเป็ยอำนาจโดยตรงของ กกต. 

พรรคประชาชน

ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง พนักงานการเลือกตั้ง ตลอดจนกรรมการการเลือกตั้ง ผู้หนึ่งผู้ใด หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ พรรคประชาชนขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง พนักงานการเลือกตั้ง ตลอดจนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้กระทำผิดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน จะยื่นหนังสือด่วนที่สุดอย่างเป็นทางการ ต่อ กกต. ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 8 นาฬิกา 46 นาที

พรรคประชาชน

เท้ง ยื่นประกันตัวล่วงหน้า คดี กัลฟ์ ฟ้องหมิ่น 100 ล้าน พร้อม 2 ผู้สมัคร สส

เท้ง ยื่นประกันตัวล่วงหน้า คดี กัลฟ์ ฟ้องหมิ่น 100 ล้าน พร้อม 2 ผู้สมัคร สส

เท้ง ยื่นประกันตัวล่วงหน้า คดี กัลฟ์ ฟ้องหมิ่น 100 ล้าน พร้อม 2 ผู้สมัคร สส

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.24 น.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวรภพ วิริยะโรจน์ และ นายศุภโชติ ไชยสัจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางไปยื่นประกันตัวต่อศาลอาญา จากกรณีการแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนของรัฐบาล และกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในประเด็นนโยบายพลังงาน 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้พวกตนเดินทางมาเพื่อดำเนินการเรื่องเอกสารขอประกันตัวล่วงหน้าในคดีถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากบริษัททุนพลังงาน กรณีของตนที่ถูกฟ้องโดย บริษัท กัลฟ์ เจพี เอ็นเอส จำกัด ในกรณีที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงในช่วงเดือนตุลาคมปี 2567  ส่วนนายวรภพ และนายศุภโชติ ถูกฟ้องโดยบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หลังจากอภิปรายเรื่องนี้ในสภาฯ โดยบริษัทดังกล่าวเรียกค่าเสียหายจากพวกตน คนละ 100 ล้านบาท 

เท้ง

ทั้งนี้ วันที่ 16 ก.พ เวลา 09.00 น. ศาลนัดสอบคำให้การ นายณัฐพงษ์  และเวลา 13.00 น. ศาลนัดสอบคำให้การ นายศุภโชติ ส่วนนายวรภพ ศาลนัดสอบคำให้การ วันที่ 11 พ.ค.2569 เวลา 09.00 น.“ผมพร้อมเดินหน้าต่อสู้ทางคดีเรื่องนี้และไม่ได้มีผลกระทบต่อคุณสมบัติของการเป็นผู้สมัคร สส. เพราะการฟ้องหมิ่นประมาทไม่ใช่โทษร้ายแรงเป็นลหุโทษ หากหลังการเลือกตั้งแล้วต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผม นายวรภพ และนายศุภโชติ จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ สส. เพื่อสร้างความได้เปรียบทางคดี และพร้อมที่จะชี้แจงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้สังคมรับรู้ข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว“ 

นายณัฐพงษ์ ยืนยันด้วยว่า เรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้หวั่นไหวหรือเสียสมาธิในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาชนจะเดินหน้าเรียกร้องการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ หากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล เราจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าที่โปร่งใส ค่าไฟฟ้าเป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น           

นโยบายของพรรคประชาชน เช่น ลดค่าไฟ 25 สตางค์/หน่วย ภายในปีแรก แก้สัญญาโรงไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมทันที, นโยบาย “ผ่อนโซลาร์และเทคโนโลยีลดค่าไฟ” ผ่านบิลค่าไฟได้ ภายในปีแรก ไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ประหยัดค่าไฟได้ทุกคน, นโยบายติดโซลาร์บนหลังคา ถ้าใช้ไม่หมดขายไฟคืนได้ เพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์บนหลังคาบ้านประชาชนก่อนนายทุนพลังงาน แทนที่โครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ที่มีการอนุมัติทิ้งทวนก่อนการเลือกตั้งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากนายทุนพลังงาน

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งเดือนตุลาคม 2562 รัฐบาลเวลานั้นได้อนุมัติโรงไฟฟ้า 1,940 เมกะวัตต์โดยไม่มีการประมูล ต่อมาการเลือกตั้งพฤษภาคม 2566 รัฐบาลเวลานั้นอนุมัติโรงไฟฟ้า 5,200 เมกะวัตต์ และล่าสุดก่อนการเลือกตั้ง 2569 ในเดือนมกราคมรัฐบาลมีการอนุมัติโรงไฟฟ้าอีก 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลให้ค่าไฟของพี่น้องประชาชนแพงขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงผลโพลจากสำนักต่างๆและผลการสำรวจทางโซเชียลในโค้งสุดท้ายพบว่าพรรคประชาชนมีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณตามลำดับ ตนและเพื่อนร่วมพรรคทุกคนก็มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นและสิ่งสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือการสื่อสารกับประชาชนว่า 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นการเลือกตั้ง แค่นักการเมืองไปบริหารประเทศ แต่เป็นการเลือกอนาคตของประเทศไทย ก็อยากให้ทุกคนตัดสินการกาลงบัตรเลือกตั้งเพื่อที่จะเปลี่ยนประเทศไปด้วยกัน และหลุดจากวงจรการเมืองในอดีตแบบเดิมๆ ถ้าเห็นด้วยว่าเราอยากได้ประเทศไทยที่ดีกว่า ไม่มีสีเทา คนไทยเท่าเทียมกัน ผมคิดว่าพรรคประชาชนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้“

ถามว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้พรรคประชาชนจะมีหมัดเด็ดอะไรที่จะประกาศให้ประชาชนรับรู้ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนมีเวทีปราศรัยย่อยหลายจังหวัด พรรคมีคาราวานออกไป 8 สายครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ อันนี้ก็มีหมัดเด็ดทุกวันแน่นอน และจะมีเวทีสุดท้ายเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1  ก็อยากให้ทุกคนติดตามเพราะเรายังมีอะไรอีกหลายๆอย่างที่อยากจะสื่อสารต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนให้ลงคะแนนเสียงเป็นมติเอกฉันท์เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับช่วงเย็นวันตนจะไปขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชน ที่สนามโรงเรียนอนุบาลวัดป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ร่วมกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน  ส่วนที่พรรคภูมิใจไทย ก็ไปปราศรัยที่นั่นด้วย  ตนก็ไม่ได้หวั่นเกรงอะไรใดๆทั้งสิ้น  ตนเชื่อว่าชาวสุพรรณบุรีก็ลงคะแนนเสียงเปลี่ยนมาแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ถ้าดูจากคะแนนบัญชีรายชื่อที่พรรคก้าวไกลเราได้มาเป็นอันดับหนึ่ง และคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนเห็นแล้วว่าต้องกาสองใบเท่านั้น ประเทศไทยถึงจะเปลี่ยน เพราะฉะนั้นหมัดเด็ดสุพรรณบุรีมีอะไรขอให้รอดูในเวทีปราศรัยในเย็นวันนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวานนี้(1 ก.พ.) ที่มีปัญหากับภาคประชาชนเยอะกรณีชื่อหาย ชื่อไม่ตรง ตรงนี้พรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไรกับ กกต. หลังจากนี้หรือไม่
ซึ่งตัวแทนของพรรครวมถึงทีมงานด้านกฎหมายของพรรคเก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมด ถ้าพบเห็นเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น ที่เราเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความบกพร่องจากเจ้าหน้าที่ กกต.  หรือว่าเป็นการจงใจเราก็พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างตามขบวนการ ก็อยากจะเรียกร้องไปยัง กกต. อยากให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยความโปร่งใสเป็นธรรมมากที่สุด เพราะประชาชนเฝ้ามองและจับตาดูอยู่  กกต. สามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกัน human Error ถ้ากกต. คิดล่วงหน้าทำงานได้ดีกว่านี้ก็จะช่วยปกป้องสิทธิ์ของประชาชนได้ดีกว่านี้

ส่วนพรรคประชาชนจะยื่นฟ้อง มาตรา 157 กับกกต.หรือไม่นั้น ต้องขอดูรายละเอียดก่อน แต่ตนยืนยันว่าถ้าพบเหตุผิดปกติ ที่เกิดจากความจงใจในการทุจริตต่อหน้าที่ หรือความบกพร่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เราก็พร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างๆเต็มที่ตามขบวนการที่กฎหมายให้อำนาจพวกเรา  

 “พวกเราก็รอฟังคำตอบที่ชัดเจนจาก กกต.  ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ที่ผ่านมาในส่วนของปัญหาบัตรเขย่งที่ส่งไปผิดเขต ผิดหน่วยนั้นจะแก้ไขอย่างไร และอยากให้ กกต. ตรวจสอบกรณีของ น.ส. ชลณัฏฐ์ โกยกุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28 พรรคประชาชน ที่ QR code สแกนดูผู้สมัคร กทม. กลายเป็นข้อมูลรายชื่อผู้สมัครของปี 66 และหลังจากนำข้อมูลมาเปิดเผยกับถูกเจ้าหน้าที่ กกต.ขู่จะฟ้องนั้น  ต้นก็อยากให้กกต. ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา  และจากข่าวที่ตนได้รับมาก็ออกมายอมรับแล้วว่ามีข้อผิดพลาดจริง ดังนั้น วิธีการตอบสนองจากเจ้าหน้าที่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการไปฟ้องข่มขู่ เพราะกกต.ก็เป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะถูกร้องเรียนมาจากตัวแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคใด หรือว่าได้รับร้องเรียนมาจากประชาชนกลุ่มใดก็ตาม ก็อยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ตรวจสอบกระบวนการของตัวเองก่อน ก่อนที่จะให้คำตอบไปว่าถ้าให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจะไปฟ้องปิดปากอย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง

ส่วนปัญหาที่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับพรรคประชาชน นั้น จากที่ตนติดตามก็มีพรรคอื่นด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นโดยส่วนมากเกิดกับพรรคประชาชน ก็อยากให้ กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นธรรม ไม่อยากให้เกิดเหตุผิดปกติกับพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นขบวนการสกัดพรรคส้มหรือไม่เพราะว่าช่วงนี้กระแสดี นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนตรวจสอบและพยายามรักษาสิทธิ์ของตัวเองให้มากที่สุด ตนจึงอยากเรียกร้องเหมือนเดิมว่า หน้าที่ของ กกต.ก็คือการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมให้กับทุกพรรคการเมือง