สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิง ยุยงรุกล้ำ ไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิง ยุยงรุกล้ำ ไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิง ยุยงรุกล้ำ ไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

สีหศักดิ์ ลั่นถ้ากัมพูชาตั้งใจยิงยุยง-รุกล้ำพื้นที่ พร้อมปกป้องอธิปไตย ยันติดตามความเคลื่อนไหวการเคลื่อนย้ายอาวุธ-กำลังพลเขมรตลอด เผยเตือนไปแล้ว ให้ระวังคำพูดที่เสี่ยงแทรกแซง

2 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชายิง M79 เข้ามายังฝั่งประเทศไทยเมื่อค่ำวันที่ 30 ม.ค. ว่า ขณะนี้ยังมีช่องทางของการพูดคุย ประเด็นสำคัญคือ จะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งมีการพูดคุยกันในระดับพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางครั้งก็เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน หรือถ้าเกิดมีเหตุการณ์อะไรขึ้นมามันก็เป็นสิ่งที่เราต้องกังวล ที่ผ่านมาเหตุการณ์เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นก็สามารถพูดคุยกันและตรวจสอบว่ามีความเป็นมาอย่างไร กลไกที่เรามีอยู่ก็เดินหน้าไปด้วยดี แต่ทั้งนี้ มันเป็นเรื่องของการที่จะต้องทำให้มีการหยุดยิง โดยต้องยั่งยืนจริงๆ ไม่มีการกระทบกระทั่งหรือยั่วยุ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในพื้นที่ หรือยั่วยุในเรื่องของถ้อยแถลงต่างๆ ต้องค่อยๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เมื่อเดินหน้าอย่างนี้จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้หรือไม่ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ก.พ.ซึ่งมีการเลือกตั้ง จะไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้การเลือกตั้งในประเทศไทยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาว่าต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ต้องให้การหยุดยิงยั่งยืนจริงๆ จะได้เดินหน้าในเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ 


 
เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้ยังคงมีการยิงปืนบ้าง มีเสียงระเบิดบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แต่ก็มีการชี้แจงทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ตราบใดที่มันยังไม่ใช่การยุยง หรือเป็นการรุกล้ำด้วยเจตนา ถ้าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วสามารถพูดคุยกันได้ อธิบายกันได้ ซึ่งทุกเหตุการณ์ต้องมีการชี้แจง เมื่อถามอีกว่า ถ้ายังคงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่า การสู้รบในครั้งที่ 3 มันจะไม่เกิดขึ้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่เราไม่ประสงค์ แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ขึ้นเราก็ต้องทำหน้าที่ของเราคือ การปกป้องอธิปไตยของเราอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงได้รับรายงานแล้วใช่หรือไม่ว่า ฝั่งกัมพูชามีการเสริมอาวุธ เสริมกำลังทหาร ขุดคูเลต นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราติดตามอยู่ว่าเขาทำอะไรบ้าง ถ้ามันเป็นการรุกล้ำอธิปไตยเรา หรือถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่จงใจเราก็ต้องมีการปฏิบัติการของเรา 
 
เมื่อถามว่า มีการพูดคุยระหว่างกัน แต่ทำไมยังมีกรณีผู้ใหญ่ของกัมพูชาออกมาแถลงโจมตีประเทศไทย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนก็บอกทางฝ่ายกัมพูชาระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ก็พูดกันชัดเจนว่าคำพูดอะไรต่างๆ ต้องระมัดระวัง อย่ามีคำพูดอะไรที่อาจจะเข้ามาแทรกแซง เพราะฝ่ายไทยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะมีคำพูดเหล่านี้ในถ้อยแถลง 

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วาทกรรม กาเพื่อเปลี่ยน อนาคตที่ว่างเปล่าในมือส้ม

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.31 น.

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง แต่เป็นการแข่งขันระหว่างวิธีอธิบายประเทศ ว่าไทยอยู่ตรงไหน และควรถูกพาไปทางใด

พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม เลือกใช้ถ้อยคำหนึ่งเป็นแกนในการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “กาเพื่อเปลี่ยน” ถูกพูดซ้ำบนเวที ถูกเขียนบนป้าย สติกเกอร์ และถูกขยายต่อโดยผู้สนับสนุนอย่างเป็นระบบ

ในการหาเสียงแบบนี้ “กาเพื่อเปลี่ยน” ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ชวนเข้าคูหา แต่ทำหน้าที่เป็นคำอธิบายประเทศแบบลัด ว่าการเมืองที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ และสิ่งที่มีอยู่ไม่ควรถูกวางใจอีกต่อไป

ความหมายของ “เปลี่ยน” ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบาย แต่ครอบคลุมไปถึงโครงสร้าง รัฐธรรมนูญ ระบบการเมือง และชุดคนที่บริหารประเทศอยู่ การเลือกพรรคส้มถูกเสนอในฐานะทางออกจากของเดิมทั้งชุด

การหาเสียงลักษณะนี้จัดลำดับความคิดให้ชัดว่า อะไรคืออนาคต และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แกนกลางของการหาเสียงพรรคส้ม คือการอธิบายว่าปัญหาประเทศแทบทุกเรื่องผูกอยู่กับคำว่า “โครงสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา หรือคุณภาพชีวิต

เศรษฐกิจโตช้า เพราะโครงสร้าง
ความยากจนดำรงอยู่ เพราะโครงสร้าง
การศึกษามีปัญหา เพราะโครงสร้าง
นักการเมืองล้มเหลว ก็เพราะโครงสร้าง

การอธิบายแบบนี้มีประสิทธิภาพในเชิงหาเสียง เพราะมันทำให้เรื่องซับซ้อนดูเข้าใจง่าย ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องแยกว่าอะไรผิดตรงไหน แค่เชื่อว่าระบบผิด และต้องเปลี่ยนทั้งชุด

แต่ในเชิงตรรกะทางการเมือง การอธิบายแบบรวมศูนย์เช่นนี้มีปัญหา เพราะมันตัดความรับผิดในระดับการบริหาร นโยบายที่ผิดพลาด และการตัดสินใจที่ล้มเหลวในโลกจริงออกไปจากสมการ

เมื่อทุกอย่างถูกโยนให้โครงสร้าง การหาเสียงก็ไม่ต้องตอบว่า อะไรควรแก้ทันที อะไรควรค่อย ๆ ปรับ และอะไรทำงานได้แล้ว ประเทศจึงถูกอธิบายในภาพเดียว คือผิดทั้งหมด เพื่อทำให้การเปลี่ยนดูจำเป็นที่สุด

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไม่ควรเปลี่ยน หรือไม่ควรแก้ไขโครงสร้างที่มีปัญหา หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนที่มีความหมาย จำเป็นต้องมาพร้อมคำอธิบายว่า จะพาไปสู่ประเทศแบบใด ไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างในปัจจุบันดูไร้ค่า เพียงเพื่อให้คำว่า “เปลี่ยน” กลายเป็นคำตอบเพียงอย่างเดียว

การหาเสียงแบบ “กาเพื่อเปลี่ยน” ยังทำงานในอีกระดับหนึ่ง คือการจัดลำดับคุณค่าทางการเมืองโดยไม่ต้องพูดตรง ๆ

ในภาพที่พรรคส้มวางไว้ คนที่เห็นพ้องกับกรอบนี้คือคนที่มองไปข้างหน้า ส่วนคนที่ตั้งคำถามหรือไม่เลือก ถูกดึงกลับไปอยู่ฝั่งการเมืองแบบเดิมโดยอัตโนมัติ

นักการเมืองในระบบปัจจุบัน ไม่ว่าจะทำงานอย่างไร มักถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ขณะที่นักการเมืองฝั่งเปลี่ยน แม้ยังไม่ต้องพิสูจน์ผลงาน ก็ถูกวางไว้ในภาพของตัวแทนอนาคตไปก่อนแล้ว

การหาเสียงลักษณะนี้ไม่ได้แข่งขันกันด้วยผลงานเป็นเรื่อง ๆ แต่แข่งขันกันด้วยการกำหนดว่า ใครอยู่ฝั่งที่ควรเดินต่อ และใครถูกจัดให้อยู่กับอดีต

เมื่อกรอบนี้ถูกตั้งไว้ ความเห็นต่างจึงไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เพราะการไม่เลือกถูกตีความว่าเป็นการยึดติดกับของเดิม มากกว่าการตัดสินใจทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง

ในเรื่องประชาธิปไตย พรรคส้มใช้การหาเสียงย้ำว่าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และการเลือกพรรคตนคือก้าวสำคัญไปสู่ปลายทางนั้น

แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกละเลยคือ การเมืองแบบที่พรรคส้มใช้อยู่ในวันนี้ เกิดขึ้นได้เพราะมีพื้นที่ทางการเมืองอยู่ก่อน ทั้งการตั้งพรรค การหาเสียง การปราศรัย และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย

ประชาธิปไตยไทยอาจมีข้อจำกัด แต่ไม่ใช่ระบบว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรทำงาน และไม่ใช่เหตุผลให้ลดค่าทุกอย่างที่มีอยู่ เพียงเพื่อใช้เป็นคำอธิบายในการขออำนาจรอบใหม่

แต่สิ่งที่การหาเสียงแบบ “กาเพื่อเปลี่ยน” ไม่เคยทำให้เห็นชัด คือ หลังจากเปลี่ยนแล้ว ประเทศจะเดินไปสู่ทิศทางใด

เมื่อทุกอย่างในปัจจุบันถูกอธิบายว่าเป็นปัญหา เป็นโครงสร้างที่ผิด เป็นของเดิมที่ไม่ควรถูกยึดถือ ภาพอนาคตที่ถูกเสนอจึงเหลือเพียงความรู้สึกว่า “ต้องดีกว่าเดิม” โดยไม่เคยบอกให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ดีกว่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ประเทศแบบใหม่ที่ถูกพูดถึง ไม่ได้ถูกอธิบายผ่านภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือการอยู่ร่วมกันที่ชัดเจน แต่ถูกวางไว้เป็นพื้นที่ว่าง ที่รอให้คำว่า “เปลี่ยน” เข้าไปทำหน้าที่แทนรายละเอียดทั้งหมด ราวกับว่าการปฏิเสธของเดิมเพียงอย่างเดียว เพียงพอจะทำให้อนาคตเกิดขึ้นได้เอง

เมื่อการหาเสียงใช้คำโตเป็นแกน และทำให้สิ่งที่มีอยู่ดูไร้ความหมาย การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างพรรค

แต่คือการเลือกระหว่างการเมืองที่ยอมรับว่าประเทศมีทั้งปัญหาและสิ่งที่ยังทำงานได้ กับการเมืองที่ทำให้ทุกอย่างดูผิด เพื่อยกคำว่าเปลี่ยนขึ้นเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียว

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การหย่อนบัตรจึงไม่ใช่เพียงการเลือกพรรคหนึ่งเหนืออีกพรรคหนึ่ง แต่คือการตัดสินใจว่าจะมอบอำนาจให้การเมืองที่อธิบายประเทศทั้งประเทศผ่านกรอบว่า “ผิด” และ “ต้องเปลี่ยน” ทั้งที่ยังไม่ทำให้เห็นชัดว่า หลังจากนั้น ประเทศจะถูกพาไปอยู่ในสภาพใด

การเลือกแบบนี้อาจให้ความรู้สึกว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่ก็เท่ากับการยอมเดินไปกับอนาคตที่ถูกพูดถึงอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่ปลายทางยังไม่มีรูปร่าง นอกจากความเชื่อว่า “เปลี่ยน” ย่อมดีกว่า โดยไม่ต้องอธิบายว่าดีกว่านั้นคืออะไร และใครจะเป็นคนรับผิดชอบ หากปลายทางนั้นไม่เป็นอย่างที่ถูกพูดไว้.

ถึงกับถอนหายใจ! อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย’ศักดา’อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบ

ถึงกับถอนหายใจ! อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย'ศักดา'อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบ

ถึงกับถอนหายใจ! อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย’ศักดา’อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

อภิสิทธิ์ ย้อนถามยังบอกเป็นคลิปเสียงคล้าย’ศักดา’อีกหรือ ขอหน่วยงานตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ย้ำถ้าผิดจริงต้องดำเนินการ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ที่ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคลิปเสียงคล้ายนายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุถึงการโยกย้ายข้าราชการ ในช่วงเลือกตั้งไว้หมดแล้ว นายอภิสิทธิ์ถึงกับถอนหายใจ ก่อนหันมาตอบว่ายังบอกว่าเป็นเสียงคล้ายอยู่ใช่ไหม พร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อว่า ตนอยากให้มีการตรวจสอบกัน เมื่อมีการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการตามปกติ ไม่อยากให้มีสิ่งเหล่านี้ 

เมื่อถามว่าหน่วยงานที่ตรวจสอบจะเป็นใครนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูถ้อยคำที่ออกมาในลักษณะนี้ ไปเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หรือขัดกับกฎหมายเลือกตั้ง หรือขัดกับกฎหมายอื่น ถ้ามีก็ต้องดำเนินการ

เมื่อถามว่ามีการปล่อยคลิปออกมาโจมตีกันหลายฝ่าย มีการประเมินสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลามีการแข่งขันก็จะมีคนที่ใช้วิธีการแบบนี้ และเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น พร้อมย้ำว่าเราต้องเดินหน้าในส่วนของเรา

อนุทิน มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ กธ.-ปชป.ขอดูตัวเลขก่อน

อนุทิน มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ กธ.-ปชป.ขอดูตัวเลขก่อน

อนุทิน มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ กธ.-ปชป.ขอดูตัวเลขก่อน

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.12 น.

“อนุทิน”มั่นใจ ภท.คว้าชัยที่ 1 ยกคำสอนพ่อต้องไม่เป็น 2 ตั้งเป้าได้ สส.เขตกว่า 200 ที่นั่ง-ปาร์ตี้ลิสต์ตีต่ำ 10 – 15 ที่ กั๊กยังไม่รู้เลือกจับมือ”กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์”ขอดูตัวเลขก่อน ยันไม่ฝืน ปชช. คนเทา-ดำไม่เอา เผย 8 ก.พ.บินเข้าคูหาบุรีรัมย์ พร้อมเกาะติด”บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ”พื้นที่คาดหวังสูง ค่ำกลับมาลุ้น กทม.คาดปิดหีบ 2 ทุ่มรู้ผล

2 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ออกรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา โดยผู้ดำเนินรายการถามว่า ตั้งเป้าการเลือกตั้งรอบนี้จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า คาดว่ามาเยอะ เมื่อถามย้ำว่ามาเป็นที่หนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเป้าหมาย พ่อตนสอนตั้งแต่เด็กว่าไปแข่งขันอะไรพยายามให้เป็นที่หนึ่งอย่าเป็นที่สอง เพราะเป็นที่สองคนจะลืม แต่สมมุติว่าตนเป็นที่หนึ่งในการเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าเกิดมีการดำเนินการใดๆ ในระบอบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นที่หนึ่งในขั้วนั้นๆให้ได้ เมื่อถามย้ำว่าเชื่อมั่นใช่หรือไม่จะเป็นที่หนึ่ง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องเชื่อมั่น เมื่อถามว่าขั้วนายอนุทินมีใครบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า มีทุกขั้ว เมื่อถามว่ารวมถึงพรรคประชาชนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แม้กระทั่งพรรคประชาชนตนไม่ถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หัวหน้าพรรคประชาชนบอกไม่ยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แต่ท่านยังไม่เคยพูดว่าไม่เอาพรรคภูมิใจไทย

ผู้ดำเนินรายการถามว่า หากพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้จะจับมือด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอกลับไปคิดออฟชันนี้ก่อน และตนก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจว่าภูมิใจไทยจะเป็นอันดับหนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ครับ

ผู้ดำเนินรายการถามย้ำกระแสข่าวประเมินว่าภูมิใจไทย ได้ สส. 180 เก้าอี้ จริงหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ และตอบว่า “ผมประเมินสูง” เมื่อถามย้ำว่า มากกว่า 180 เก้าอี้อีกหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า หากพูดจะมีคนโจมตีหาว่าเราเว่อร์ไป สังคมไทยเป็นสังคมที่หมั่นไส้ง่าย เมื่อถามอีกว่า จะได้กว่า 200 ที่นั่งเลยหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า นั่นเป็นเป้าหมาย เป็นสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งเราส่ง 300 กว่าเขต และผู้สมัครเคยเป็น สส.เคยชนะเลือกตั้งมาแล้ว 160 เขต และมีอีกประมาณ 70 เขต เป็นผู้ที่เกือบจะได้ ขาดคะแนน 400 – 1,000 คะแนน

ผู้ดำเนินรายการถามว่า รอบนี้คิดว่าภูมิใจไทย จะได้ สส.บัญชีรายชื่อ กี่คน นายอนุทิน กล่าวว่า คาดหวังในระดับ 10 – 15 ที่นั่ง ตนตีต่ำ และเที่ยวนี้เราปรับกระบวนทัพและอาศัยว่าเราได้เข้ามาเป็นรัฐบาลมีผลงานในระยะเวลาสั้น เมื่อถามว่า รอบนี้คิดว่าพรรคประชาชนจะไม่แรง กว่าการเลือกตั้งปี 66 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยก็มีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถเท่ากัน และอยู่ในช่วงวัยที่เจนเดียวกัน ซึ่งคิดว่าจะสร้างความมั่นใจให้คนทุกช่วงวัยได้

นายอนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งอีกว่า ทั้งนี้ ตนไม่ได้เป็นพรรคที่เที่ยวไปดูนโยบายพรรคอื่น หรือผู้สมัครพรรคอื่นแล้วไปขุดประวัติว่าเขามีประวัติไม่ดี และออกมาด้อยค่าพูดวิพากษ์วิจารณ์เสียดสี พรรคตนไม่มีแบบนี้

ผู้ดำเนินรายการถามว่า มีอะไรจะสื่อสารถึงพรรคประชาชนโดยตรงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไร ไม่มีความเครียดแค้นส่วนตัว และตนไม่เคยปิดทางใคร ตนไม่เอาอย่างเดียวคือคนผิดกฎหมาย คนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังไม่ดี คนไม่ประกอบอาชีพสุจริต แต่ต้องมีกฎหมายมายืนยัน

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.จะอยู่ที่ไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไปเลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และจะตะเวนดูสถานการณ์ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ เพราะเป็นพื้นที่คาดหวังไว้สูง แล้วอาจจะเลยไป จ.ศรีสะเกษ และกลับกรุงเทพฯ ตอนค่ำ ซึ่งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งตนจะตระเวนลงพื้นที่แบบนี้ เมื่อถามว่า วันนั้นจะตั้งรัฐบาลเลยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เวลา 20.00 น.น่าจะทราบผลแล้วว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรม กับพรรคประชาธิปัตย์ สนใจพรรคไหนกว่ากัน นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องรอผล เมื่อถามย้ำว่า สองพรรคนี้ร่วมรัฐบาลกันไม่ได้จะเลือกพรรคไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลตนเป็นคนกำหนด แต่ยังไม่ขอบอกว่าใครทั้งสิ้น เพราะยังไม่รู้ตัวเลข ขอดูตัวเลขก่อน ไม่ต้องห่วง เรื่องพวกนี้ในทางปฏิบัติถึงเวลาจริงๆ จะมีทางออก แต่ตนบอกแล้วไม่มีเอาเทา ไม่มีเอาดำ ไม่มีเอาพวกผิดกฎหมาย คนที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เอาตนก็ไม่เอา เมื่อถามว่า แต่ต้องมีกฎหมายที่ตัดสินแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องตัดสินแล้ว แต่ต้องมีอีกหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่ปัญหาของตนเลย คนที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เอาก็คือไม่เอา ตนไม่เคยฝืนประชาชนอยู่แล้ว

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุคลุงตู่

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุคลุงตู่

ชัยวุฒิ-เจษฎ์ ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุคลุงตู่

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.59 น.

“ชัยวุฒิ-เจษฎ์”ลุยสุราษฎร์ฯ ปลื้มคนจำได้ เป็น รมต.ยุค”ลุงตู่” ย้ำจุดยืนเป็น”พรรครักชาติ” ยึดมั่นอุดมการณ์”ไม่มีเปลี่ยนขั้ว” ผสมพันธุ์เหมือนการเมืองเดิมๆ

2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณตลาดเช้า อ.เมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมพูดคุยทักทาย

นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีกลุ่มการเมืองเดิมๆ ซึ่งเคยเป็นที่รักของประชาชนในพื้นที่ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนฝ่าย และภายหลังไปจับมือข้ามขั้วผสมพันธุ์กัน จึงเกิดความไม่ไว้วางใจเนื่องจากอุดมการณ์ไม่เหมือนเดิม ซึ่งตนก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ให้การตอบรับดีมาก หลายคนก็มาบอกว่า ชอบและเลือกพรรครักชาติ มาแล้วในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา เพราะไม่ชอบการเมืองแบบเดิมๆ โดยเฉพาะที่สุราษฎร์ธานี มีกลุ่มการเมืองเดิมๆ ที่เคยเป็นที่รักของพี่น้องประชาชนในสุราษฎร์ธานี มีการเคลื่อนไหวการเมืองอย่างรุนแรงเลย ไม่เอาระบอบทักษิณ แต่ตอนหลังกลับเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนฝ่าย ไปผสมพันธุ์กัน ชาวบ้านจึงไม่ชอบ ไม่ไว้วางใจ เพราะไม่มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนเหมือนเดิม

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า พรรครักชาติเป็นพรรคที่มีความชัดเจน มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ ไม่เคยผสมพันธุ์ หรือเปลี่ยนฝั่งเปลี่ยนฝ่าย เรายืนหยัดในหลักการโดยเฉพาะความรักชาติ ตั้งใจเข้ามาทำให้บ้านเมืองดีขึ้น หลายคนถามว่าทำไมจึงไม่ส่ง สส.เขต ได้บอกกลับไปว่ารอบหน้าส่งแน่นอน และจะส่งทุกเขตเพื่อมาดูแลประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณชาวสุราษฎร์ธานี ที่ยังจำกันได้ว่าเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

– 006

ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่

ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่

ขอความเป็นธรรมหมอสุภัทร เครือข่าย ขสช.ร้องบวรศักดิ์ วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.54 น.

“เครือข่าย ขสช.”บุกทำเนียบฯ ร้อง”บวรศักดิ์”ขอความเป็นธรรม ปมปลด”หมอสุภัทร” วอน ก.พ.เรียกสอบใหม่ แนะยึดหลักธรรมาภิบาล-สร้างความน่าเชื่อถือองค์กรรัฐ

2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับเครือข่ายผู้สูญเสียจากโควิด-19 และกลุ่มเพื่อนหมอสุภัทร นำโดย นายวทัญญู แสงแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และ นายเจกะพันธ์ พรหมมงคล ผู้ประสานกลุ่มเพื่อนหมอสุภัทร , นางนัยนา ยลจอหอ ตัวแทนเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง ยื่นหนังสือถึง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ผ่าน นายสมพาส นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวธุรรรณกิจ อดีต ผอ.รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) ถูกปลดออกจากราชการ

แกนนำ ขสช.กล่าวว่า เครือข่ายขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอถึง ก.พ.และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) โดยเครือข่ายฯ เห็นว่า การดำเนินการของ นพ.สุภัทร ถือเป็นเจตนาบริสุทธิ์ ที่เลือกชีวิตคนมากกว่าข้อจำกัดใด ในช่วงสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งทางเครือข่ายคือกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมอยู่ในช่วงการระบาด และมีกลุ่มแพทย์ชนบทบุกกรุงในช่วงที่ประชาชนเคว้งคว้าง แพทย์ชนบทจึงเปรียบเหมือนขอนไม้ใหญ่ ที่มาช่วยด้วยด้วยองค์ความรู้ที่ทำให้เราไม่ตื่นตระหนก และเข้าใจสถานการณ์ เกิดการปรับตัวขนานใหญ่ในชุมชนเพื่อรับมือกับปัญหาร่วมกับภาครัฐ ไม่ใช่แค่การตรวจคัดกรอง จึงขอให้ ก.พ.และ ก.พ.ค.สอบสวนใหม่ เพราะ นพ.สุภัทร ยังไม่ได้ชี้แจงด้วยวาจาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัย ที่กฎหมายระบุชัดว่า ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงให้ถ้อยคำ

ทั้งนี้ ขอให้กำลังใจ ก.พ.และ อ.ก.พ.ในการปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อความถูกต้อง ผดุงความยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการที่มีธรรมาภิบาล ยุติข้อครหาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง มีอคติ และหวังผลทางการเมือง โดยอาจเปิดให้มีการไต่สวนสาธารณะเพื่อความโปร่งใส่ น่าเชื่อถือ พร้อมกันนี้ ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องไปยังผู้บริหารและคนในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ยืดหยัดเพื่อความถูกต้อง ใช้หลักกฎหมายในการตัดสินใจโดยไม่สยบยอมต่ออำนาจ ไม่ปล่อยผ่านให้ผู้คนในสังคมตั้งคำถามรุนแรงและสิ้นหวังกับองค์กรของรัฐ

มองภาพรัฐบาลอนุทิน 2 อัษฎางค์ หนุน ภท.ชนะเลือกตั้ง-จับมือ ปชป.ตั้งรัฐบาล

มองภาพรัฐบาลอนุทิน 2 อัษฎางค์ หนุน ภท.ชนะเลือกตั้ง-จับมือ ปชป.ตั้งรัฐบาล

มองภาพรัฐบาลอนุทิน 2 อัษฎางค์ หนุน ภท.ชนะเลือกตั้ง-จับมือ ปชป.ตั้งรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.47 น.

2 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เวลาผมโพสต์ว่า…

ถ้ามีรัฐบาลที่มีนายกฯ ชื่ออนุทิน และมีประธานรัฐสภาชื่อ อภิสิทธิ์ รัฐบาลอนุทิน 2 จะแข็งแกร่งทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แข็งแกร่งทั้งในเชิงอำนาจและในเชิงหลักการ

ด้วยโมเดล “นายกฯ นักปฏิบัติ + ประธานฯ ไม้บรรทัด”

มีคนสนับสนุนแนวคิดนี้เป็นจำนวนมาก

แต่ถ้าไม่มีใครเลือกประชาธิปัตย์ให้มากพอ โมเดลนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น

ผมสนับสนุนและมั่นใจว่า ภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และคุณอนุทินจะกลับมาเป็นนายกฯ

และผมเชียร์ให้ประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

เพราะประชาธิปัตย์จะช่วยเสริมศักยภาพและภาพพจน์ที่ดีให้กับรัฐบาลอนุทิน 2

และประชาธิปัตย์จะเข้าไปเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางให้ไม่เป็นรัฐบาลภูมิใจเทาอย่างที่ติ่งส้มแดงปรามาสเอาไว้

ดังนั้นถ้าคุณเป็นติ่งอนุทิน กา ภูมิใจไทย

แต่ถ้าคุณเป็นติ่งอภิสิทธิ์ ต้องกา ประชาธิปัตย์

เพราะถ้าไม่คิด กา ให้ประชาธิปัตย์ จะทำให้ประชาธิปัตย์ได้ สส.เข้าสภาน้อยกว่าพรรคเขียว

ถ้าเป็นแบบนั้น

รัฐบาลอนุทิน 2 จะไม่มีประชาธิปัตย์

แต่จะมีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 แน่นอน

ภูมิใจเทา จะเป็นสโลแกนที่ถูกโจษจันแน่นอน

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.34 น.

โฆษก ทอ.ขอ ปชช.มั่นใจ กองทัพอากาศไทยสแตนด์บายพร้อมรบ ปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกมิติ แม้จะถูกกัมพูชายั่วยุ และละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง มองความเป็นหนึ่งเดียวของไทยทำให้รอดพ้นภัย

2 กุมภาพันธ์ 2569 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึง สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขณะนี้กองทัพอากาศก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวชายแดนตามปกติ โดยมีการเฝ้าระวังตั้งแต่มีการประกาศการหยุดยิงครั้งที่ 2 ทุกเหล่าทัพ เราทำอยู่บนพื้นฐานความพร้อมตลอดเวลา เพื่อป้องกันน่านฟ้าอธิปไตยของไทย แม้ว่ายังคงถูกการยั่วยุ 2 – 3 ครั้งจากฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด ที่อ้างว่ามีการเตะ fire winner แล้วทำให้เกิดแสงสว่างนั้น ซึ่งได้มีความพูดคุย และพยามจะรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ซึ่งพยายามบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทางประเทศไทยยอมรับไม่ได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดในข้อตกลงที่พูดคุยกันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตนเองก็ไม่มั่นใจว่า หลังจากที่เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ตนเองขอยืนยันกับพี่น้องประเทศไทยว่า กองทัพอากาศไทยอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการ ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยมั่นใจว่า กองทัพอากาศยังคงปฏิบัติงานอยู่บนพื้นฐานการปกป้องตัวเองบนความจำเป็น และความเหมาะสมกับภัยคุกคามซึ่งอยู่บนพื้นฐานของมนุษยธรรม โดยการปฎิบัติหน้าที่ของกองทัพอากาศที่ผ่านมา ก็ได้มีการโจมตีกองกำลังทหารเท่านั้น ไม่เคยมีครั้งใดที่มุ่งเป้าไปยังพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ซึ่งสังเกตได้ว่า การรายงานข่าวของฝั่งกัมพูชาก็ไม่พบข้อมูลการเสียชีวิตของพลเรือนกัมพูชา

ส่วนเรื่องยุทธโธปกรณ์ ยังคงยืนยันว่า กองทัพอากาศมีความพร้อมในการปฏิบัติการ 2 – 3 ปี และเมื่อมีการใช้ก็ต้องมีการเติม ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างกองทัพกับรัฐบาลในการสนับสนุนกันและกัน เป็นการทำงานทุกภาคส่วนของรัฐบาลประเทศไทยเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพในความเป็นหนึ่งเดียวของวันทีมไทยแลนด์ และมองว่าความเป็นหนึ่งเดียวของเรา เป็นพื้นฐานในการอยู่รอด มีความมั่นคงของประเทศชาติ ในการถูกคุกคามทุกมิติ

สำหรับการเฝ้าระวังความปลอดภัยในช่วงระหว่างที่มีการเลือกตั้งชายแดนนั้น จะเป็นในส่วนของหน่วยงานเรื่องความมั่นคงดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องชายแดน ทุกเหล่าทัพมีการสแตนด์บาย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2569 ในความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามประเทศไทยทุกมิติ

ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

ดร.สุวิทย์ ยก 10 กระบวนทัศน์ เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.19 น.

2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง…

ผมจะไม่ให้สัญญาที่เกินจริงว่าทุกปัญหาจะมลายหายไปในวาระเดียว แต่ผมจะให้คำมั่นว่า “ประเทศไทยจะไม่หยุดนิ่ง” ในวันที่โลกหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ความเสี่ยงที่แท้จริงของไทยไม่ใช่แค่เศรษฐกิจถดถอย แต่คือการที่เรายังพยายามใช้ “ซอฟต์แวร์รัฐยุคเก่า” บริหารประเทศในวันที่อำนาจและโอกาสย้ายไปอยู่บนโลกใบใหม่แล้ว

หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่แค่การ “ซ่อม” สิ่งที่พัง แต่คือการกล้าทำ 3 ภารกิจขนานกัน: รื้อถอนโครงสร้างเดิม, เปลี่ยนวิธีเล่นในเกมโลก และกำหนดทิศทางอารยธรรม ผ่าน 10 กระบวนทัศน์ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปตลอดกาล

I. รื้อถอนโครงสร้างเดิม (The Structural Reform)

SHIFT 1: จาก “รัฐดับเพลิง” สู่ “รัฐสถาปนิก”

• วิพากษ์: รัฐไทยเชี่ยวชาญการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ล้มเหลวในการวางรากฐาน เพราะการรื้อระบบใหม่มักสั่นคลอนผลประโยชน์เดิม

• วาระเร่งด่วน: จัดตั้ง “ศูนย์ออกแบบระบบแห่งชาติ” (National System Design Center) เพื่อบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และกำหนดให้ทุกกฎหมายใหม่ต้องผ่านการทดสอบว่า “แก้ที่ต้นตอ” ไม่ใช่แค่ “ปะผุ” พร้อมโยกงบประมาณ 10% จากการเยียวยาสู่การป้องกันและวางระบบโครงสร้าง

SHIFT 2: จาก “รัฐแจกจ่าย” สู่ “รัฐติดอาวุธทักษะ”

• วิพากษ์: การแจกเงินโดยไม่พัฒนาคน คือการทำให้ประชาชนต้องพึ่งพิงรัฐตลอดไป และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

• วาระเร่งด่วน: เปลี่ยนงบสงเคราะห์เป็น “กระเป๋าเงินทักษะดิจิทัล” (Skill Wallet) ให้ประชาชนเลือกเรียนในสิ่งที่ตลาดต้องการ รัฐจะเลิกจ้างทำสัมมนาไร้ทิศทาง แต่จะจ่ายเงินให้ผู้สอนตาม “ผลลัพธ์” คือผู้เรียนต้องมีงานทำจริงในอุตสาหกรรม AI, พลังงานสะอาด หรือเศรษฐกิจ BCG

SHIFT 3: จาก “แรงงานราคาถูก” สู่ “ทุนทางปัญญา”

• วิพากษ์: ประเทศที่ขายค่าแรงจะไม่มีวันกำหนดราคาตัวเองได้ในตลาดโลก

• วาระเร่งด่วน: มอบสิทธิภาษีพิเศษแก่บริษัทที่สร้าง “ทรัพย์สินทางปัญญา” (IP) ของตนเอง พลิกโฉม SMEs จากผู้รับจ้างผลิตสู่เจ้านวัตกรรม และปฏิรูปมหาวิทยาลัยให้เป็น “Sandbox” ที่เชื่อมโยงไอเดียจากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง

II. เปลี่ยนวิธีเล่นในเกมโลก (The Global Agency)

SHIFT 4: จาก “นโยบายกระดาษ” สู่ “ระบบเปลี่ยนพฤติกรรม”

• วิพากษ์: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยไร้วินัย แต่อยู่ที่ระบบให้รางวัลคนผิดและลงโทษคนถูก นโยบายส่วนใหญ่จึงสวยแค่ในรายงานแต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติ

• วาระเร่งด่วน: ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ (Incentives) เช่น ภาษีคาร์บอน หรือแต้มต่อทางสังคม เพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมโดยสมัครใจ สร้าง “Policy Lab” เพื่อทดสอบนโยบายกับกลุ่มตัวอย่างก่อนบังคับใช้จริงทั่วประเทศ

SHIFT 5: จาก “นิ่งเฉยเพื่อเป็นกลาง” สู่ “ผู้เล่นเชิงกลยุทธ์”

• วิพากษ์: การทำตัวเป็นกลางแบบไม่ขยับตัวเลย จะทำให้เรากลายเป็นเพียงสนามเด็กเล่นที่มหาอำนาจเข้ามาตักตวง

• วาระเร่งด่วน: ประกาศจุดยืนและผลประโยชน์ของไทยให้ชัดเจน เลือกจับพันธมิตรรายประเด็น (Issue-based Alliance) ไม่ผูกขาดขั้วอำนาจ พร้อมสร้างนักการทูตพันธุ์ใหม่ที่เชี่ยวชาญทั้งภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี

SHIFT 6: จาก “ผู้ตามกฎ” สู่ “ผู้ร่วมร่างกติกา”

• วิพากษ์: หากเราไม่อยู่บนโต๊ะในวันที่เขาร่างกฎหมายโลก เราก็จะเป็นเพียงคนจ่ายรอบวงเสมอ

• วาระเร่งด่วน: ส่งตัวแทนไทยเข้าสู่เวทีมาตรฐานโลกด้านอาหารและการเกษตร ใช้พลังของอาเซียนเป็นตัวคูณอำนาจต่อรอง (Multiplier Effect) เพื่อสร้างมาตรฐานที่ไทยเป็นผู้นำให้กลายเป็นบรรทัดฐานของภูมิภาค

III. กำหนดอนาคตและอารยธรรม (The Legacy)

SHIFT 7: จาก “สร้างภาพลักษณ์” สู่ “พลังแห่งเรื่องเล่า”

• วิพากษ์: Branding ที่ดีต้องมาจากความจริง ไม่ใช่โฆษณาที่ฉาบฉวย

• วาระเร่งด่วน: นิยาม “คุณค่าที่ไทยมอบให้โลก” (Thailand’s Value Proposition) เช่น ความมั่นคงทางอาหารหรือสุขภาพระดับโลก ผูกเรื่องราวของประเทศเข้ากับผลงานนโยบายที่จับต้องได้ วัดผลด้วย “ความเชื่อมั่น” แทนยอด Reach ของโฆษณา

SHIFT 8: จาก “พลังซอฟเพาเวอร์” สู่ “พลังทางปัญญา”

• วิพากษ์: Soft Power อาจดึงดูดใจคน แต่การกุม “พลังทางความคิด” (Cognitive Power) คือการกำหนดว่าโลกควรจะเดินไปทางไหน

• วาระเร่งด่วน: ลงทุนในทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ของเยาวชน สร้างสถาบันวิจัยที่ผลิต “ชุดความคิด” และ “ตำรา” ของคนไทยเอง ยกระดับพื้นที่สื่อให้เป็นลานปัญญา ไม่ใช่เพียงพื้นที่แย่งชิงความสนใจ

SHIFT 9: จาก “รัฐบาลชั่วคราว” สู่ “วิถีแห่งรัฐ”

• วิพากษ์: ประเทศที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คือประเทศที่ไม่มีวันเห็นเส้นชัย

• วาระเร่งด่วน: วางกลไกให้ยุทธศาสตร์สำคัญมีความต่อเนื่องข้ามขั้วการเมือง ตั้งสภาที่ปรึกษาหลากรุ่นเพื่อมองข้ามวาระการเลือกตั้ง และแยกนโยบายคุณภาพชีวิตพื้นฐานออกจากเกมการเมืองรายวัน

SHIFT 10: จาก “คะแนนเสียง” สู่ “ความก้าวหน้าของอารยธรรม”

• วิพากษ์: ประชานิยมที่มุ่งแค่ผลการเลือกตั้ง คือการขโมยทรัพยากรจากอนาคตของลูกหลานมาปรนเปรอวันนี้

• วาระเร่งด่วน: ทุกนโยบายต้องตอบคำถามพื้นฐานว่า “เด็กที่เกิดวันนี้จะขอบคุณเราไหมในอีก 20 ปีข้างหน้า” สร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ยกย่องผู้นำที่ “กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง” มากกว่าแค่ “ทำสิ่งที่ถูกใจ”

~ บทสรุป

ในโลกที่การไม่เลือก คือการปล่อยให้คนอื่นเลือกแทนประเทศไทย ประเทศไทยต้องเลิก “ประคองตัว” แล้วเริ่ม “นำหน้า”

10 กระบวนทัศน์นี้ไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง แต่คือคำเชิญชวนให้คนไทยร่วมกันสร้างชาติที่ High Tech, High Touch และ High Trust ผมไม่ได้มาเพื่อขอแค่คะแนนเสียง แต่ขอ “เจตจำนงร่วมกัน” เพื่อให้ทุกคนเป็นสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบอนาคตของไทย

~ หมายเหตุ

ผมไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “พวกเราทุกคน” คือผู้ตัดสินอนาคตของประเทศ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่ามองหาเพียงคนที่สัญญาว่าจะให้อะไร แต่จงมองหาคนที่คิดเป็นระบบ กล้ารื้อโครงสร้าง และพร้อมออกแบบอนาคตจริงๆ เพราะเราจะไม่พึงพอใจกับสิ่งที่ “หวัง” แต่เราจะได้ในสิ่งที่เรา “เลือก”
ประเทศไทยจะได้ “สถาปนิกแห่งอนาคต” หรือเป็นเพียง “ช่างซ่อมในอดีต”… คำตอบอยู่ในมือของพวกเรา

กิมหยงแตก!!! มาร์คขนทัพ ปชป.ช่วยจูรี จิบชาคุยเอกชนฟื้นฟูหาดใหญ่

กิมหยงแตก!!! มาร์คขนทัพ ปชป.ช่วยจูรี จิบชาคุยเอกชนฟื้นฟูหาดใหญ่

กิมหยงแตก!!! มาร์คขนทัพ ปชป.ช่วยจูรี จิบชาคุยเอกชนฟื้นฟูหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.59 น.

กิมหยงแตก! “อภิสิทธิ์”ลุยโค้งสุดท้าย ช่วย”จูรี” FC นำรูปสมัยเลือกตั้ง ปี 44 เก็บไว้บนหัวนอน มาขอลายเซ็น พร้อมจิบชายามเช้าคุยภาคธุรกิจ หาแนวทางฟื้นฟูหาดใหญ่หลังวิกฤตน้ำท่วม

2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) , นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ , นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค พร้อมกับ นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 จิบชายามเช้าที่ร้านฮัจยีสัน ร้านชาชื่อดังของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ดื่มชา รับประทานข้าวเหนียวไก่ทอด และโรตี พร้อมพูดคุยกับภาคธุรกิจในพื้นที่ รับฟังเสียงสะท้อนหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อปลายปีที่ 2568 โดยภาคธุรกิจต้องการให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยมากขึ้น

ขณะเดียวกันมีพี่น้องชาวหาดใหญ่นำลูกหลานมาร่วมถ่ายรูป และนำโปสเตอร์ภาพนายอภิสิทธิ์สวมสูท ซึ่งใช้ในการหาเสียงเมื่อปี 2544 ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุข้อความว่า “โปรดเลือกพรรคประชาธิปัตย์ กาเบอร์ 16 ทั้ง 2 ใบ” มาให้นายอภิสิทธิ์ เซ็นด้วย จากนั้น นายอภิสิทธิ์เดินทางไปที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่มารับบริการ

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปเดินตลาดกิมหยง ซึ่งทันทีที่ถึงตลาดประชาชนแห่รุมล้อมขอถ่ายเซลฟี มอบดอกกุหลาบ คล้องพวงมาลัยดาวเรือง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวตลาดกิมหยงร้องเพลง “ปักษ์ใต้บ้านเรา” ต้อนรับคณะของนายอภิสิทธิ์ สร้างสีสันการหาเสียงเป็นอย่างดี และยังมีประชาชนนำรูปเมื่อสมัย 20 ปีก่อนของนายอภิสิทธิ์ มาขอลายเซ็น พร้อมบอกว่า ชอบนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่สมัยตนเองอยู่ ม.ต้น ขณะเดียวกันบรรดาแม่ค้าส่งเสียงกรี๊ด บอกเอารักมาฝาก พร้อมกับตะโกนเรียกเป็นภาษาใต้ ว่า “พี่มาร์ค ไม่พัก ต้องขายของแล้ว คนหล่อมาพันนี้” (แปลว่าไม่ทำอะไรแล้ววันนี้ คนหล่อมาๆ) และบอกว่า นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังยืนงง บรรยากาศบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างกรูกันเข้ามาขอถ่ายรูป ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ จะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่หน้าห้างโรบินสัน เทศบาลนครหาดใหญ่ ในเวลา 18.00 น.

– 006