รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! พีระพันธุ์ เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! พีระพันธุ์ เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! พีระพันธุ์ เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

รทสช.ขอคะแนนดอนเมือง! “พีระพันธุ์”เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงานเด็ดขาด ชูผลงาน 2 ปีตรึงราคาแก๊ส ย้ำทำงานอย่างสุจริต

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วย นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรค , น.ต.ปุณณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค และ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ร่วมลงพื้นที่บริเวณตลาดบุญอนันต์ และตลาดโกสุม เพื่อช่วย นายภูพิพัฒน์ สาวพัฒนะธาดา ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 (ดอนเมือง) เบอร์ 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยมีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่เข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งฝากความหวังให้นายพีระพันธุ์ยืนหยัดรักษาความถูกต้องให้กับบ้านเมือง และสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจากราคาแก๊สที่พุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า ตลอด 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่เคยขึ้นราคาแก๊ส และยืนยันว่าหากได้เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งจะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเด็ดขาด

“ผมทำงานการเมืองแบบสุจริต และตั้งใจทำงานการเมืองรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช้เงินในการขอคะแนนเสียงจากประชาชน พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นคงในแนวทางการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และเพื่อประเทศชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

– 006

ขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด! ‘อนุทิน’ควง‘สันติ-นายกด๊อยซ์’หาเสียงเมืองมะขามหวาน

ขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด! ‘อนุทิน’ควง‘สันติ-นายกด๊อยซ์’หาเสียงเมืองมะขามหวาน

ขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด! ‘อนุทิน’ควง‘สันติ-นายกด๊อยซ์’หาเสียงเมืองมะขามหวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

“อนุทิน”ควง”สันติ-นายกด๊อยซ์”หาเสียงเมืองมะขามหวาน เจอเพื่อนเก่านั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยว ก่อนเดินทักทาย ปชช.ตามบ้าน “เจ้าตัว”ขอ”เพชรบูรณ์”ยกจังหวัด ชาวบ้านตอบกลับ”ยกหล่มสักให้ทั้งอำเภอ” อวยพรกลับมาเป็นนายกฯอีก ก่อนโชว์สับไก่ร้านข้าวมันไก่

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ จ.เพชรบูรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่ อ.หล่มสัก ช่วยผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต ได้แก่ เขต 1 น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ , เขต 2 นายยุพราช บัวอินทร์ โดยเขตนี้ชนกับแชมป์เก่า นายจักรัตน์ พั้วช่วย ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้ย้ายมาอยู่พรรค ภท.โดยย้ายไปลงในนามพรรคกล้าธรรม (กธ.) , เขต 3 นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ , เขต 4 นายวรโชติ สุคนธ์ขจร , เขต 5 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นภรรยาของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และเขต 6 นายอัคร ทองใจสด

โดย นายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ ทะเบียน กฉ 988 เพชรบูรณ์ มี นายอัครเดช ทองใจสด หรือ นายกด๊อยซ์ นายก อบจ.เพชรบูรณ์ , นายสันติ พร้อมพัฒน์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายวรโชติ สุคนธ์ขจร มารอต้อนรับ เมื่อเดินทางถึงชาวบ้านได้ผูกผ้าสไบไส้ปลาไหล ซึ่งถือเป็นผ้าพื้นเมืองของชาวหล่มสัก พร้อมมอบมะขามหวาน กล้วยฉาบ ข้าวโพดต้ม ซึ่งนายอนุทินควักเงินจ่ายอุดหนุนชาวบ้าน ทั้งนี้ ชาวบ้านบอกว่านำมาจากส่วนที่ปลูกเอง โดยนายอนุทินได้หยิบขึ้นมากินทันทีและบอกว่า “อร่อย หวานดี”

จากนั้น นายอนุทิน เดินเข้ามาในร้านก๋วยเตี๋ยวเจ็กจุ้ย ซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวตำนานเปิดมากกว่า 60 ปีคู่กับ อ.หล่มสัก โดยสั่งเส้นใหญ่ลูกชิ้นเนื้อสด และไปนั่งทานพร้อมกับแกนนำ และเพื่อนเก่าสมัยเรียน ได้มาทำนักธุรกิจใน จ.เพชรบูรณ์ โดยผู้สื่อข่าวถามว่าสมัยเด็กนายอนุทินเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนตอบว่า “เรียนเก่ง” ขณะที่นายอนุทิน ตอบว่า “นิสัยดี น่ารัก รักพวกพ้อง”

ก่อนแวะร้านกาแฟโบราณสั่งโกปี๊ (กาแฟโบราณ) มานั่งรับประทานกับขนมเทียน พร้อมบอกว่า “อร่อยไม่หวานมาก” และเดินทักทายประชาชนตามบ้านเรือนและร้านขายของตลอดสองข้างทาง โดยมีประชาชนออกมายืนรอหน้าบ้านและหน้าร้านค้า โดยเรียกนายอนุทินเพื่อขอถ่ายภาพ พร้อมมอบพวงมาลัยดอกดาวเรืองให้ และขอบคุณที่ปราบเขมรให้ราบคราบ พร้อมบอกว่าอย่าให้มีครั้งที่ 3 ติดตามตลอด และบอกว่าซื้อลอตเตอรี่เบอร์ 37 แล้ว

ขณะที่ระหว่างเดินนายอนุทิน ได้ทักทายประชาชน โดยบอกว่า ขอเสียงให้ผู้สมัคร สส.เบอร์ 4 เบอร์ 37 และขอเพชรบูรณ์ยกจังหวัด ซึ่งชาวบ้านตอบกลับว่า ยกหล่มสักให้ทั้งอำเภอ และขอให้ได้เป็นนายกฯ ขณะเดียวกันระหว่างเดินได้มีชาวบ้านมาขอถ่ายภาพเซลฟี่และขอจับมือ โดยนายอนุทินได้จับมือชาวบ้านขึ้นมาหอม ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มมะขามหวาน โดยเมื่อปี 2566 สส.ในกลุ่มนายสันติชนะการเลือกตั้งยกจังหวัดทั้ง 6 เขต

จากนั้น นายอนุทิน เดินพบปะประชาชน ต่อมายังร้านข้าวมันไก่สู้ผี โดยนายอนุทิน ได้โชว์สับไก่ใส่จาน ก่อนจะเดินมาพบประชาชนที่ยืนรอขอบคุณนโยบายฟอกไตฟรี ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า ดูแลสุขภาพ ต่อไปนี้อย่ากินเค็มอีกนะ

อผศ.แจงปมตัดชุดฟอร์ม พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ย้ำทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

อผศ.แจงปมตัดชุดฟอร์ม พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ย้ำทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

อผศ.แจงปมตัดชุดฟอร์ม พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ย้ำทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.46 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีการจัดทำชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ตามข่าวที่ปรากฏจากสื่อมวลชนในประเด็นดังกล่าว องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอตอบชี้แจง ดังนี้

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2566 สำนักงานประกันสังคม ได้มีหนังสือเชิญชวนให้องค์การฯ เสนอราคาในโครงการชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

วันที่ 15 พ.ย.2566 อผศ. ได้เสนอราคาในโครงการดังกล่าว ซึ่งองค์การฯโดย สำนักงานกิจการโรงงานในอารักษ์ (สง.รอร.) สามารถดำเนินการได้ตามข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย
การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการ ส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2566 สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศว่าองค์การฯ เป็นผู้ชนะ การเสนอราคาตัดชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ประกันสังคม

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2567 สำนักงานประกันสังคม ได้ตกลงทำสัญญาจ้างโครงการ ชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม กับองค์การฯ จำนวน 7,000 ชุด ๆ ละ 5,000 บาท ประกอบด้วย

1.ชุดสูท จำนวน 1 ชุด/คน (เสื้อสูท 1 ตัว กางเกง/กระโปรง 1 ตัว) จำนวน 7,000 คน
2.เสื้อเชิ้ตแขนยาว จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 คน รวม 7,000 ตัว
3.เสื้อเชิ้ตแขนสั้น จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 คน รวม 7,000 ตัว
4.กางเกงชาย หรือกางเกง/กระโปรงหญิง จำนวน 1 ตัว/คน จำนวน 7,000 ตัว และทำตราสัญลักษณ์ ของสำนักงานประกันสังคมเป็นสแตนเลสชุบสีทอง กลัดแบบมีมุมด้านหลังเพื่อติดกระเป๋าเสื้อสูท จำนวน 7,000 ชิ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 35,000,000 บาท 

กำหนดส่งมอบ วันที่ 17 ม.ค. 2568 อผศ. ได้ส่งมอบชุดฟอร์มเจ้าหน้าที่ให้กับ สำนักงานประกันสังคม ภายในกำหนดสัญญาครบเรียบร้อย ซึ่งทุกขั้นตอนของอผศ. ไม่ว่าจะเป็นการเสนอราคา หรืออผศ.ได้รับคัดเลือกจากการเสนอราคากับส่วนราชการต่างๆ องค์การฯ ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ กรณีการจัดทำปฏิทินประกันสังคม

1.สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ (สรพ.) เป็นหน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
มีหน้าที่ในการดำเนินการผลิต ซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า จ้าง และรับจ้าง งานพิมพ์ พิมพ์เอกสาร สิ่งตีพิมพ์ กระดาษผลิตภัณฑ์กระดาษ วัสดุสำนักงาน วัสดุคอมพิวเตอร์ บรรจุภัณฑ์ทุกประเภท เครื่องเขียนแบบเรียนและอุปกรณ์การศึกษา รวมทั้งพัสดุเกี่ยวกับการพิมพ์ทุกชนิด จึงสามารถรับจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคมได้

2.สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ ได้รับการสั่งจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่

2.1 พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 63โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 49,940,000 บาท (สี่สิบเก้าล้านเก้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน)

2.2พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 65 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 54,965,000 บาท (ห้าสิบสี่ล้านเก้าแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

2.3พิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 67 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 54,977,000 บาท (ห้าสิบสี่ล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน)

3.ในการจัดพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ เป็นเพียงผู้รับจ้างตามที่สำนักงานประกันสังคมว่าจ้างเท่านั้น

4.การรับจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ มิได้เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ปฏิทินฯ ทุกปี เนื่องจากปัจจุบันโรงพิมพ์ของหน่วยงานรัฐ หรือภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐหรือโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ต่างได้รับสิทธิเท่าเทียมเสมอภาคกัน การจัดทำปฏิทินฯ สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยดำเนินการปฏิบัติให้เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการ
จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มีสถานะเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล มีวัตถุประสงค์
เพื่อการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ 

รวมทั้งผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ในการรักษาความมั่นคงของชาติ และเพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดี ที่ยอมเสียสละแม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยและคงความเป็นไทยมาจวบจนทุกวันนี้ โดยองค์การฯ ได้ให้การสงเคราะห์ แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การสงเคราะห์ด้านการเกษตร
2.การสงเคราะห์ด้านการอาชีพ 
3.การสงเคราะห์ด้านการสวัสดิการและการศึกษา 
4.การสงเคราะห์ด้านการให้สินเชื่อ
5.การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล 
6.การสงเคราะห์ด้านการส่งเสริมสิทธิและเกียรติ เพื่อให้ทหารผ่านศึก
มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสังคม
ทั้งนี้ องค์การฯ มีหน่วยงานกิจการพิเศษ จำนวน 7 หน่วย ในการดำเนินการจัดหารายได้ ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นของทั้ง 7 หน่วย จะนำมาใช้สมทบกับงบประมาณที่ได้รับเพื่อใช้ในการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทั้ง 6 ด้าน ตามที่ได้กล่าวในขั้นต้น

รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อดีตบิ๊กข่าวกรอง ยกเหมือนก้างตำคอ สกัดนักการเมือง

รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อดีตบิ๊กข่าวกรอง ยกเหมือนก้างตำคอ สกัดนักการเมือง

รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อดีตบิ๊กข่าวกรอง ยกเหมือนก้างตำคอ สกัดนักการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไม่เห็นชอบ(ร่างรธน.ใหม่)

มีเพื่อนๆถามกันมาเยอะ
จะกายังดีแก้รธน.
กาไม่เห็นชอบเลยครับ
รธน.60 ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ดียังไงหรือ

ได้ข่าวซื้อขายเสียงเลือก​ สส.ไหม
คราวนี้ลือซื้อเสียงถึง​ 7 พันบาท
ต้องถามดังๆ​ ซื้อไปทำไม​
ลงทุนมากขนาดนี้​ ต้องถอนทุนแน่ๆ

กินให้อร่อย​คือกินงบประมาณแผ่นดิน
วงเงินงบประมาณเกือบ​ 3 ล้านล้านบาท
กินอร่อยกินคำโตๆ

รธน. 60 ห้ามนักการเมืองและขรก.
แทรกแซงเปลี่ยนแปลงพรบ.งบประมาณ
กินไม่คล่องคอเหมือนเดิม​ ก้างตำคอ
แถมมีความผิด​ ศาลรธน. ถอดถอนได้
รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง
เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

แปลว่า​ หมดอนาคตทางการเมือง
ถ้ามีการร่างรธน.ใหม่​
มาตรานี้จะหายไปแน่นอน

ครม.​รัฐสภาถูกยื่นฟ้องถอดถอน
มาตรา ม.144​ เหลือขั้นตอนสุดท้าย
ตายหมดแผง

มาตราดีๆเช่นนี้​ คนไทยต้องช่วยกัน
กาไม่เห็นชอบ​ ไม่ร่างรธน. ใหม่

โต้ข่าวลือเลือกพรรคอื่น! จเด็ศ ตอบกลับ ปดิพัทธ์ แจงชัดปมป้ายเบอร์ 4

โต้ข่าวลือเลือกพรรคอื่น! จเด็ศ ตอบกลับ ปดิพัทธ์ แจงชัดปมป้ายเบอร์ 4

โต้ข่าวลือเลือกพรรคอื่น! จเด็ศ ตอบกลับ ปดิพัทธ์ แจงชัดปมป้ายเบอร์ 4

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“จเด็ศ”ตอบกลับ”ปดิพัทธ์” แจงชัดปมป้ายเบอร์ 4 คือสีแดงตามแบบ ยินดีแก้ไขให้ชัดเจน โต้ข่าวลือเลือกพรรคอื่น พร้อมเจอหน้าบนเวทีดีเบต 31 ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายจเด็ศ จันทรา ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์กรณีการจัดทำป้ายหาเสียงของผู้สมัครเบอร์ 4 ที่ใช้โทนสีส้ม และไม่มีโลโก้พรรคเพื่อไทย รวมถึงพฤติการณ์การหาเสียงที่ถูกกล่าวหาว่าชักชวนให้ประชาชนเลือกผู้สมัครเบอร์ 4 แต่กลับบอกให้เลือกพรรคเบอร์ 46 (พรรคประชาชน) ซึ่งนายปดิพัทธ์มองว่าเป็นการหาเสียงแบบทิ้งพรรคต้นสังกัด สร้างความสับสน และเรียกร้องให้หันมาแข่งขันกันด้วยการขึ้นเวทีดีเบตแทน ว่า ขอชี้แจงตามที่นายปดิพัทธ์ตั้งข้อสังเกตว่าป้ายหาเสียงของตน ทั้งชื่อและหมายเลข 4 นั้นใช้สีแดงตามแบบก่อนการผลิต ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพประกอบแนบไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากป้ายหาเสียงเบอร์ 4 ที่ปรากฏตามสื่อหรือที่ติดตั้งไปก่อนหน้านี้ ทำให้พี่น้องประชาชนบางท่านเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตนขอน้อมรับและขออภัยมา ณ ที่นี้ พร้อมรับปากว่าจะปรับแก้ไขให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และหากมีส่วนใดที่สีดูใกล้เคียงจนเกิดความสับสน ก็ยินดีแก้ไขและผลิตใหม่ทั้งหมด

นายจเด็ศ กล่าวว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าตนไปบอกให้เลือกเบอร์ 4 และเลือกพรรคอื่นนั้น ขอปฏิเสธและขอหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำกล่าวหาลอยๆ ยืนยันว่าทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ได้แนะนำตัวชัดเจนว่าเป็นผู้สมัครเบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 และตลอดการหาเสียงไม่เคยพูดโจมตีหรือพาดพิงพรรคอื่น รวมถึงพรรคประชาชนแต่อย่างใด สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องเวทีดีเบตนั้น เหตุผลที่ไม่ได้เข้าร่วมในครั้งก่อนว่า ก่อนวันจัดงาน “น้องโฟล์ค” (ผู้สมัครจากพรรคประชาชน) ได้โทรศัพท์มาพูดคุยว่าตัวเขาอาจจะไม่ไป ตนจึงได้แจ้งกลับไปว่าตนติดภารกิจที่รับปากไว้ล่วงหน้าเช่นกัน แต่ต่อมาในวันจัดดีเบต น้องโฟล์คแจ้งว่าจะไปเข้าร่วม ซึ่งตนก็ไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ตนไม่สามารถเคลียร์งานเดิมที่รับปากไว้ได้ทัน อย่างไรก็ตาม จะมีเวทีดีเบตอีกครั้งในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ซึ่งขอยืนยันว่าจะเข้าร่วมแน่นอน จึงฝากพี่น้องประชาชนติดตามและเป็นกำลังใจด้วย

“หากมีข้อสงสัยประเด็นใด สามารถติดต่อสอบถามผมได้โดยตรง ยินดีชี้แจงด้วยความจริงใจ และอยากให้การหาเสียงครั้งนี้เป็นการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ เคารพกัน และวัดกันที่ตัวคนและนโยบายของแต่ละพรรค” นายจเด็ศ กล่าว

ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เซอร์ไพรส์โค้งสุดท้าย! ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ของจังหวัดนนทบุรี มีเรื่องเซอร์ไพรส์เมื่อผู้สื่อข่าวพบว่ามีป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 1 หมายเลข 5 ของพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฏภาพผู้สมัครชื่อ ผศ.ดร.สหภาพ พ่อค้าทอง อดีตนักร้องดูโอคนดัง หรือที่วัยรุ่นยุค 90 รู้จักกันในนาม ต่อ วงทู

ผู้สื่อข่าวได้พบกับ ผศ.ดร.สหภาพ พ่อค้าทอง หรือ สหภาพ วีระฆามินทร์ อดีตนักร้องดังยุค 90 เปิดเผยว่า ปัจจุบันตนคือ ผศ.ดร.สหภาพ พ่อค้าทอง ซึ่งหลายๆ คนในวงการอาจจะรู้จักในนาม ต่อ วงทู หรือ สหภาพ วีระฆามินทร์ ซึ่งนามสกุลในวงการคือวีระฆามินทร์ แต่ชื่อจริงนามสกุลจริงคือ นายสหภาพ พ่อค้าทอง ซึ่งเป็นนามสกุลจริง หลายคนอาจจะยังงงๆ หน่อยแต่เป็นนามสกุลที่ตนใช้ในวงการสมัยก่อน ด้วยความที่ตนเป็นศิลปินทำเพลงในตอนนั้นก็จะมีเวลาช่วงเบรคในการทำเพลง จึงใช้เวลาเหล่านี้ไปเรียนหนังสือ ไปเรียนนั่นเรียนนี่เรียนไปเรื่อยๆ จนจบปริญญาเอก แล้วไปเรียนต่อต่างประเทศจนกลับมา ระหว่างนั้นก็ยังคงทำงานเกี่ยวกับสื่อและการตลาดในบริษัทโฆษณาบริษัทผลิตสื่อต่างๆ จากที่เริ่มสอนหนังสือตั้งแต่ปริญญาโท เมื่อเรียนจบปริญญาเอก ตนก็สอนหนังสือยาวมาเลย เป็นเวลา 15 ปี ก็ได้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์สหภาพ

ถือเป็นครั้งแรกที่ลงมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว ก่อนหน้านี้ตนเคยลงสมัคร สว.มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นป่วยจึงไม่สามารถอยู่จนตลอดรอดฝั่งได้ ครั้งนี้ก็ลองมาเล่นการเมืองดูอีกครั้ง ลองมาสัมผัสชีวิตของการเป็นนักการเมืองดู ซึ่งจริงๆ แล้ว ตนเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสื่อสารการตลาด สื่อสารการเมืองอยู่ระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่เคยลงการเมืองจริงๆ ครั้งนี้มาลองดู จะได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้สัมผัสความรู้สึกเหล่านี้ น่าจะมีประโยชน์ในอนาคต

ถ้าเทียบกับการเป็นนักแสดงก็แตกต่างกันอย่างมาก แต่ถ้าจะมองเรื่องการสื่อสารการเมืองที่ตนสอนคนอื่นมา ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เนื่องจากตนเป็นอาจารย์และนักวิจัยมันก็มีประเด็นย่อยๆ เรื่องราวมากมายที่เราอาจจะต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไปแก้ไขปรับปรุง รายการที่จะใช้สอนเด็กหรือสอนคนที่เข้ามาเรียนเรื่องการสื่อสารการเมือง สื่อสารการตลาด ได้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะว่า การมาลงพื้นที่เท่ากับการมาสัมผัสประชาชนสัมผัสผู้คนจริงๆ

จากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นไม่รู้ แต่สิ่งที่ได้คือวิชาความรู้ เป็นสิ่งที่น่าจะมีประโยชน์กับตนในอนาคต โดยผลตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างดี ต้องให้เครดิตกับทางพรรคเศรษฐกิจ เพราะท่านพลเอก รังษี เป็นอะไรที่ฟีเวอร์พอสมควร ทุกคนให้การตอบรับค่อนข้างดี ดีจนน่าตกใจ เพราะจากการลงพื้นที่เดินหาเสียงมีหลายๆคนเดินเข้ามาหาเดินเข้ามาขอใบโบรชัวร์ต่างๆ บางคนตะโกนถามว่าพรรคเศรษฐกิจใช่ไหม ซึ่งเป็นการตอบรับที่ดี ก็อย่างที่บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะพยายามทำให้ดีที่สุด

สาเหตุที่เลือกลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่ามาลงสนามการเมืองช้าไปหน่อย คือใช้เวลาการพิจารณาค่อนข้างเยอะ ตอนแรกไม่คิดสนใจการเมือง ไม่คิดจะลงเอง จนมีพี่ๆหลายคนแนะนำมาว่าให้ลองลงสมัครดูอย่างน้อยก็ได้ศึกษาหาความรู้ ได้ลองทำงาน ได้ลงสนามในการทำงานการเมืองจริงๆ ตอนนั้นก็พิจารณาหลายๆพรรค แต่พรรคที่ชอบคือพรรคเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจลงสมัครในนามพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายของพลเอกรังษี พรรคเศรษฐกิจ ค่อนข้างท้าทาย ค่อนข้างแรง ค่อนข้างตรง ไม่พูดถึงเรื่องประชานิยมอะไรเลย อยู่ดีๆลุกขึ้นมาบอกจะแก้ตัวที่มันเป็นปัญหาตัวหลักจริงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารทางการเมืองเขาไม่ทำกัน มันก็อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งก็ได้ มองว่าท่านท้าทาย แสดงความจริงใจออกมาค่อนข้างชัด ด้วยนโยบาย 4 ข้อ โดย 2ข้อหลัง มองว่าเป็นปกติ แต่ 2 ข้อแรกถือว่าท้าทายมาก เราไม่เอาประชานิยม เอานู่นนี่มาแจกในระยะสั้น แต่เลือกที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะประเทศตอนนี้มันจะไปไม่ไหวจริงๆ มันมีไม่กี่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ ตอนนี้ ก็เลยมองว่าพรรคนี้น่าจะจริงใจในความรู้สึก พรรคนี้ตรงจริตกับตนมากที่สุด

สำหรับจังหวัดนนทบุรีนั้นตนถือเป็นจังหวัดที่ผู้คนตื่นรู้ เข้าถึงสื่อ เข้าใจเรื่องของการเมือง นนทบุรีน่าจะเป็นจังหวัดที่เป็นกรุงเทพกลายๆไปแล้ว ความเจริญต่างๆใกล้เคียงเลย แต่ไม่อยากไปก้าวล่วงถึงการตัดสินใจของประชาชน เพียงแต่อยากให้หลายๆ คนที่อยู่ในนนทบุรีได้เปิดโอกาสและพิจารณาหาข้อมูลวิเคราะห์ดู ตนเชื่อว่านโยบายของพรรคเศรษฐกิจจะเป็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาได้ดีและยั่งยืนในระยะยาว ที่ผ่านมาตนเองอยู่นนทบุรีมาตลอดตั้งแต่เด็ก มองว่านนทบุรีทุกวันนี้โตเร็วมากๆ โตเร็วจนกระทั่งแผนพัฒนาต่างๆของนนทบุรีมันตามไม่ทัน จะพบว่าตัวเลขประชากรที่เพิ่มขึ้นของนนทบุรีค่อนข้างเยอะ จะเห็นหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น อาจจะเรียกว่าเป็นทำเลที่อยู่อาศัยใหม่ของคนไทย จึงเป็นส่วนหนึ่งที่มีประชากรย้ายเข้ามาอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาผู้คนเยอะตามมาไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติด ขยะตกค้าง และอะไรต่างๆ มันจะค่อยๆตามกันมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาหลักคือการจัดระบบต่างๆในจังหวัดนนทบุรีเพื่อรองรับประชากรขณะนี้มันยังไม่ดีพอ ซึ่งมันน่าจะมีการแก้ไขได้โดยทำภาพรวมให้ได้มากกว่านี้ แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะที่เข้าไปแก้ปัญหาในระดับมหภาคมากกว่าที่จะเป็นจุลภาคหรือไปแก้เป็นจุดๆที่ปลายเหตุ

กกต.มีมติส่งเลขาฯด้านสืบสวน ขอข้อมูลถอนเงินสดผิดปกติ จากผู้ว่าฯธปท.

กกต.มีมติส่งเลขาฯด้านสืบสวน ขอข้อมูลถอนเงินสดผิดปกติ จากผู้ว่าฯธปท.

กกต.มีมติส่งเลขาฯด้านสืบสวน ขอข้อมูลถอนเงินสดผิดปกติ จากผู้ว่าฯธปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ได้เสนอเรื่องการถอนเงินสดผิดปกติเป็นจำนวนมากให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา ว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการถอนเงินสดเป็นจำนวนมากแบบผิดปกติ และถอนเฉพาะที่เป็นแบงก์ 500 หรือแบงก์ 100 ในช่วงเวลาที่จัดให้มีการเลือกตั้ง มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเป็นการถอนไปเพื่อกระทำการอันเป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ กกต.อาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ให้เรียกเอกสารจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาเพื่อประกอบการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ซึ่ง กกต.พิจารณาแล้วเห็นตามที่เสนอ โดยสำนักงานจะมอบหมายให้รองเลขาธิการ ด้านสืบสวนเดินทางพร้อมหนังสืบสวนเข้าไปรับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้ (30 ม.ค.)

กกต.ยังมีนโยบายหลังจากนี้จะทำบันทึกข้อตกลง (mou) กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว โดยไม่ต้องมีหนังสือขอเป็นคราวๆ ไป เพื่อมาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมอบให้ สนง.ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ มาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย กกต.อาจขอให้มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (2) เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แจ้งรายงานการทำธุรกรรมของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือผู้สมัครตามที่คณะกรรมการแจ้งให้ทราบ หรือให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินแจ้งให้ทราบถึงการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการร้องขอ ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดและไม่ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายที่ 5 หน่วยงานใดเปิดเผยข้อมูลในความครอบครองมาใช้บังคับแก่การแจ้งข้อมูลตามที่คณะกรรมการร้องขอ

สีหศักดิ์ เผยไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานประธานอาเซียน สานต่อนโยบายสำคัญ

สีหศักดิ์ เผยไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานประธานอาเซียน สานต่อนโยบายสำคัญ

สีหศักดิ์ เผยไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานประธานอาเซียน สานต่อนโยบายสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

“สีหศักดิ์” เผยไทยพร้อมสนุนการทำงานประธานอาเซียน ให้สามารถสานต่อนโยบายสำคัญได้อย่างต่อเนื่องรับมือเหตุฉุกเฉินในภูมิภาคได้อย่างทันการณ์และมีประสิทธิภาพ 

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN Foreign Ministers’ Meeting: AMM Retreat) ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งแรกของปี ในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ ภายใต้แนวคิดหลัก “Navigating our Future, Together”
 
       ที่ประชุมได้แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนวาระสำคัญของประธานอาเซียนในปีนี้ ซึ่งมีเป้าหมายที่มุ่งจะพัฒนาความร่วมมือของอาเซียนเพื่อตอบสนองความท้าทายสำคัญของภูมิภาคท่ามกลางความผันผวนของการเมืองและเศรษฐกิจโลก บรรลุผลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดาและลงนามความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ในปีนี้ ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค เสริมสร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศโดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ
 
       โดยไทยเน้นย้ำการความสำคัญของการยึดมั่นในระบบภูมิภาคนิยมและการเสริมสร้างความเข้มแข็งและคงไว้ซึ่งความสำคัญของอาเซียน เสนอแนวคิดการสนับสนุนการทำงานของประธานอาเซียนให้สามารถสานต่อนโยบายสำคัญได้อย่างต่อเนื่องและรับมือกับประเด็นฉุกเฉินในภูมิภาคได้อย่างทันการณ์และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยืนยันความมุ่งมั่นของไทยต่อการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง  โดยเสนอให้นำผลลัพธ์จากการประชุมนานาชาติที่ไทยจัดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ไปดำเนินการต่อให้เกิดประโยชน์ตามกลไกและกระบวนการของอาเซียน
 
       ในประเด็นเมียนมา ไทยได้ย้ำความจำเป็นที่อาเซียนจะต้องปรับแนวทางการดำเนินการและปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังการเลือกตั้งในเมียนมา รวมถึงยืนยันความพร้อมของไทยที่จะสนับสนุนให้ตำแหน่งผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้เกิดการหารือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ของเมียนมาต่อไป 

       นอกจากนี้ ที่ประชุมยินดีกับพัฒนาการไทย-กัมพูชา หลังจากที่ได้มีข้อตกลงหยุดยิงและการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และหวังจะเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

‘สุรเดช’บอก บางพรรคให้เลือก’รักชาติ-ไม่รักชาติ’หรือ’ไม่เลือกเรา เขามาแน่’ แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

'สุรเดช'บอก บางพรรคให้เลือก'รักชาติ-ไม่รักชาติ'หรือ'ไม่เลือกเรา เขามาแน่' แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

‘สุรเดช’บอก บางพรรคให้เลือก’รักชาติ-ไม่รักชาติ’หรือ’ไม่เลือกเรา เขามาแน่’ แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.

“สุรเดช”บอก บางพรรคการเมืองให้เลือก”พรรครักชาติ-ไม่รักชาติ”หรือ”ไม่เลือกเรา เขามาแน่” แค่สีสันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ชี้มีความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องไม่แตกแยก แนะทุกพรรควัดกันที่นโยบาย-ผลงาน-ปาร์ตี้ลิสต์โดดเด่น ชี้ประชาชน เข้าชื่อลงโทษได้ หากไม่สามารถทำตามที่หาเสียงไว้

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีพรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้ประชาชน ตัดสินใจให้ดี จะเลือกพรรคการเมืองที่รักชาติ หรือพรรคการเมืองที่ไม่รักชาติว่า ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงของพรรคการเมืองดังกล่าวมากกว่า ถือเป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นฝักเป็นฝ่าย ที่จะทำให้ทะเลาะกันถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันหรือทำร้ายชาติบ้านเมือง เพราะอย่าลืมว่าทุกคนเป็นคนไทย ต้องสามัคคีกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดต่างหรือเห็นต่าง แต่ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดลักษณะเช่นนี้ หรือที่ปล่อยคำพูดออกมาว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” มองว่าเป็นการหาเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า ที่บอกไม่เลือกเราเขามาแน่นั้น เขาจะเข้ามาทำอะไร จะมายึดประเทศ หรือจะเข้ามาเปลี่ยนระบบการปกครอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะการเมืองปัจจุบันควรให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเอง นำเสนอกันที่นโยบายของแต่ละพรรคดีกว่า เพราะเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีมานานแล้ว

นายสุรเดช กล่าวว่าเรื่องของการหาเสียง พรรคการเมืองต่างๆ ควรจะ present ในเรื่องของนโยบายของแต่ละพรรค ที่จับต้องได้ รวมถึงผลงานในอดีตมีหรือไม่ และต้อง present ปาร์ตี้ลิสต์ เด่นๆในพรรคของตัวเองว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิที่เก่งกาจมีความสามารถมากน้อยแค่ไหนอย่างไร มีชื่อเสียงหรือไม่ ดังนั้นควรจะแข่งกันที่ผลงานของพรรคและนโยบายของพรรคมากกว่า

นายสุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ นโยบายที่แต่ละพรรคได้หาเสียงไว้กับประชาชน ก็ต้องการันตีให้ได้ด้วยว่าสามารถทำได้จริง ไม่หลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อในช่วงที่มาหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น และถ้าทำไม่ได้จริงตามที่พูด ประชาชนก็ควรที่จะมีสิทธิ์บอยคอร์ดหรือ สามารถเข้าชื่อเพื่อลงโทษพรรคการเมืองนั้นได้ รวมถึงผู้ที่มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้ง อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ก็ควรจะมีมาตรการที่จะดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งกับพรรคการเมืองนั้นๆ ได้ด้วย

เสธ.ต๊อด ตอบชัด! ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่น่ากังวล-ไร้ปะทะรอบใหม่

เสธ.ต๊อด ตอบชัด! ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่น่ากังวล-ไร้ปะทะรอบใหม่

เสธ.ต๊อด ตอบชัด! ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่น่ากังวล-ไร้ปะทะรอบใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

โฆษกกองทัพบก เผยยังไม่กังวลว่าจะมีการปะทะรอบใหม่ ยืนยันทหารมีแนวทางมองปฏิบัติการต่างๆ ว่าน่ากังวลเพียงใด

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีเสียงปืนดังที่บริเวณพระวิหาร 7 นัด เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว โดยให้มุมมองว่าในบริเวณพื้นที่ชายแดน เสียงในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น จากการซ้อมใช้อาวุธ แต่ยืนยันว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังไม่มีอะไรจำเป็นต้องกังวล

ส่วนที่มีข่าวลือเรื่องการปะทะบริเวณชายแดนรอบใหม่ โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งทั่วไปนั้น ยืนยันว่า กองทัพบกมีความพร้อม ไม่ได้หย่อนกำลัง ยังคงเฝ้าระวังตรวจตรา และทำหน้าที่เสริมความมั่นคง แต่สถานการณ์ก็ยังคงมีความไม่แน่นอน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการปะทะหรือไม่ แต่ย้ำว่า จากข้อมูลด้านการข่าวยังถือว่าไม่น่ากังวล เนื่องจากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาขณะนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่คาดเขียว หรือรุกล้ำอธิปไตยไทยอย่างที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีการขุดคูสนามเพลาะ หรือ คูเลต และการสนับสนุนอาวุธจากต่างประเทศ ตามที่ปราฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่าเป็นการเสริมกำลังเพื่อเตรียมการรบ พร้อมเท้าความว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดการปะทะกันครั้งก่อน ฝ่ายกัมพูชามักมีลักษณะที่จะชอบขุดคูเลตอยู่แล้ว แม้บรรยากาศจะไม่ได้มีความตึงเครียดก็ตาม จึงคาดว่าเป็นการสร้างภาพในประเทศ เป็นประเพณีปฏิบัติของกัมพูชา ที่ชอบถ่ายภาพโชว์ เพื่อสื่อสารถึงประชาชนกัมพูชาได้ทราบว่าทหารกัมพูชายังคงดำเนินการต่างๆ อยู่ ไม่ได้นิ่งเฉย ยังมีศักยภาพทางทหารพร้อมต่อกรกับประเทศไทย แต่ยืนยันว่าหากปฏิบัติการต่างๆ เกินกว่าระดับที่ไทยตั้งเป้าไว้ ก็จะต้องมีการพูดคุย และย้ำว่าฝ่ายทหาร มีวิธีในการมองปฏิบัติการต่างๆ ว่ามีความน่ากังวลเพียงใด

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบก ไม่ได้แสดงความกังวลต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ร้องเรียนไปยังองค์การระหว่างประเทศว่าไทยรุกรานกัมพูชา ว่าจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดการปะทะครั้งใหม่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมชอบร้องเรียนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื่องจากประเทศกัมพูชา อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคและการสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการโต้แย้งประเด็นต่างๆ ที่ฝ่ายกัมพูชานำไปร้องเรียนในเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง