รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจเครื่องบินAT-6 ทอ.ตก นักบิน2นายเสียชีวิต

รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจเครื่องบินAT-6 ทอ.ตก นักบิน2นายเสียชีวิต

รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจเครื่องบินAT-6 ทอ.ตก นักบิน2นายเสียชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจ เหตุอากาศยานแบบ AT-6 ประสบอุบัติเหตุตก ในพื้นที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ส่งผลให้กำลังพลกองทัพอากาศ เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 2 นาย นับเป็นความสูญเสีย ที่สร้างความอาลัยยิ่งแก่กองทัพและประเทศชาติ

ในนามของกระทรวงกลาโหม ผมขอสดุดีในความเสียสละ ความกล้าหาญ และการอุทิศตนของกำลังพลทั้งสองนาย ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นสูงสุด จนวาระสุดท้ายของชีวิต

ขณะนี้ กองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด และดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด
ผมขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้บังคับบัญชา ตลอดจนกำลังพลกองทัพอากาศทุกนาย 

ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลและกระทรวงกลาโหมจะดูแลสิทธิ สวัสดิการ และเกียรติยศของผู้ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กำลังพลได้รับเกียรติอย่างสูงสุด

เปิดโอกาสใช้สิทธิเต็มที่ ทบ.ยัน!นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึก 8 ก.พ.นี้

เปิดโอกาสใช้สิทธิเต็มที่ ทบ.ยัน!นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึก 8 ก.พ.นี้

เปิดโอกาสใช้สิทธิเต็มที่ ทบ.ยัน!นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึก 8 ก.พ.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

กองทัพบกยืนยัน นักศึกษาวิชาทหารไม่ต้องเข้ารับการฝึกในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ หลังประเมินแล้วพบว่ามีนักศึกษาหลายหมื่นคน จึงเลือกงดฝึกทั้งวัน พร้อมปรับหลักสูตรและจัดกิจกรรมทดแทน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี เลขานุการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารในช่วงวันเลือกตั้ง ว่า กองทัพบกได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ 8 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้ง จะไม่มีการฝึกนักศึกษาวิชาทหารในทุกกรณี เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของนักศึกษา

พลตรี วินธัย ระบุว่า ข้อสรุปดังกล่าวเป็นผลจากการหารือล่าสุดของผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ นรด.โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า การเลื่อนวันฝึกออกไปไม่เหมาะสม เนื่องจากมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ารับการฝึกเป็นจำนวนหลายหมื่นคน หากเลื่อนจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการในภาพรวม

แนวทางแก้ไขจึงใช้วิธี ปรับลดจำนวนวันฝึกตามหลักสูตร เช่น ผู้ที่ต้องฝึก 5 วัน จะลดเหลือ 4 วัน และผู้ที่ฝึก 4 วัน หากตรงกับวันเลือกตั้ง จะลดเหลือ 3 วัน พร้อมจัดกิจกรรมอื่นมาทดแทน อาทิ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักศึกษาวิชาทหารปฏิบัติอยู่แล้ว ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก

โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดวันเลือกตั้งเกิดขึ้นภายหลังจากที่ตารางการฝึกนักศึกษาวิชาทหารถูกวางไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่สถานศึกษาส่วนใหญ่สามารถจัดการเรียนการฝึกได้สะดวก ก่อนเข้าสู่ช่วงสอบและปิดภาคเรียน ทำให้การบริหารจัดการต้องดำเนินควบคู่กับสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด

ในช่วงแรก เคยมีแนวคิดให้นักศึกษาวิชาทหารใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า หรือจัดการเดินทางเป็นกลุ่ม แต่จากการประเมินพบว่าด้วยจำนวนผู้เข้ารับการฝึกที่มาก อาจก่อให้เกิดภาระด้านการเดินทางและงานธุรการสูง จึงสรุปให้งดการฝึกในวันเลือกตั้งทั้งหมด และจัดกิจกรรมอื่นมาทดแทน โดยไม่มีการเลื่อนวันฝึกไปวันอื่น

เจษฎ์ซ่อมป้ายหาเสียง วอนหยุดทำลายป้ายพรรคเล็ก ยันพรรครักชาติไม่มีนายทุน

เจษฎ์ซ่อมป้ายหาเสียง วอนหยุดทำลายป้ายพรรคเล็ก ยันพรรครักชาติไม่มีนายทุน

เจษฎ์ซ่อมป้ายหาเสียง วอนหยุดทำลายป้ายพรรคเล็ก ยันพรรครักชาติไม่มีนายทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวว่า ระหว่างขากลับจากเดินทางลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้พบป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรครักชาติหักล้ม เสียหาย ตามเส้นทางในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จึงได้หยุดซ่อมป้ายกันเอง พร้อมวอนคนทำลายป้ายว่า อย่าทำเลย พรรคเล็ก ๆ ไม่มีนายทุน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ งบประมาณมีไม่มาก ดังนั้น ขออย่าทำลายป้ายกันเลย เพราะต้องมาซ่อมกันเอง ทำให้เวลาที่จะได้เข้าไปพูดคุยกับประชาชนน้อยลง ขอให้ไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งงบประมาณในการจัดทำป้ายของเรามีอย่างจำกัด การที่ป้ายหาเสียงถูกทำลายทำให้ตนและทีมพรรครักชาติต้องสละเวลาลงมาซ่อมแซมด้วยตนเอง

“วันนี้มาซ่อมป้ายกันเองครับ พรรคเล็ก ๆ ไม่มีนายทุน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ งบประมาณก็มีไม่มาก อย่าทำลายป้ายกันเลยนะครับ เพราะว่าเราต้องมาซ่อมกันเอง” นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์ กล่าวด้วยว่า เวลาที่เสียไปกับการซ่อมแซมป้ายหาเสียงนั้น คือเวลาที่ควรจะได้นำไปใช้ในการลงพื้นที่พูดคุยและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่กระทำการดังกล่าวหยุดพฤติกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ และหันมาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองแทน
เราต้องเกณฑ์น้องๆมาเวลาที่จะใช้กับพี่น้องประชาชน ไปคุยกับพี่น้องประชาชน มันก็น้อยลง อย่าให้เสียเวลามาทำสิ่งเหล่านี้เลยครับ วอนเถอะหยุดเถอะครับ ไปทำอะไรที่มันมีประโยชน์กับบ้านเมืองมากกว่านี้

ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา

ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา

ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่โรงแรม เดอะ เดวิส บางกอก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงพรรคประชาชน (ปชน.) โดยก่อนเริ่มการแถลง นายชูวิทย์นำโหลใส่ส้มที่มีข้อความว่า “สีเทา” แปะหน้าโหล แทนสัญลักษณ์ของพรรคประชาชน กับที่คั้นน้ำส้ม พร้อมด้วยสตรอว์เบอร์รี แทนสัญลักษณ์พรรคเพื่อไทย (พท.) และบลูเบอร์รี่ แทนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำมาใส่จาน รวมถึงกระถางธูปปลอม 5 ดอก และเอกสารต่างๆ

นายชูวิทย์ กล่าวว่า หลังจากครั้งก่อนตนแถลงเกี่ยวกับพรรคส้ม แต่มีคนมากล่าวว่าตนไม่มีหลักฐาน วันนี้จึงนำหลักฐานมาประกอบ และข้อมูลที่ตนนำมาทั้งหมดวันนี้ได้มาจากคนภายในพรรคส้มส่งให้ ซึ่งครั้งที่แล้วตนได้พูดถึงการทำข้อตกลง ระหว่างบิ๊กตำรวจกับพรรคประชาชน ว่าหากทำให้พรรคได้ สส. 10 คน ในภาคใต้ได้ ต้องแลกกับการให้มีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลเพื่อคุมตำรวจ

จากนั้น นายชูวิทย์ เปิดคลิปเสียงบางช่วงบางตอนที่มีลักษณะคล้ายเสียงของอดีตบิ๊กตำรวจ ระบุพาดพิงถึง “โรม” และ “ชัยธวัช” พร้อมกับกล่าวว่า สามารถเปิดได้เพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น เนื่องจากตนมีจรรยาบรรณ และตอนนี้อยู่ในระหว่างการหาเสียง

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังเปิดหลักฐานที่ได้จากการสุ่มหยิบส้มในโหล 1 ลูก ซึ่งได้หมายเลข 6 ที่เป็นตัวแทนภาคเหนือ หรือ จ.แพร่ ก่อนจะเปิดเผยภาพของ น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 จ.แพร่ หมายเลข 4 ที่เมื่อปี 2566 นายโชคชัย พนมขวัญ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี และได้แต่งตั้ง น.ส.ขวัญรัตน์ ที่เป็นหลาน ให้เป็นรองนายกเทศมนตรี ขณะนั้น น.ส.ขวัญรัตน์ มีอายุเพียง 33 ปี ทำให้ขาดคุณสมบัติที่อายุต้องไม่ต่ำกว่า 35 ปี ทำให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 เดือน ก่อนจะถูกปลดออก พร้อมให้นำเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ มอบคืน

“ส่วนตัวมองว่าความผิดที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว แต่พรรคส้มกลับไม่ตรวจสอบและคัดสรรคุณสมบัติ ทำให้ น.ส.ขวัญรัตน์ มาลงสมัคร สส.อีก ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พรรคส้มไม่มีจริยธรรมของนักการเมือง เรื่องนี้สนิมเกิดจากเนื้อในส้ม” นายชูวิทย์ กล่าว และว่า การคัดสรรของพรรคส้มมีปัญหาอย่างรุนแรง ทั้งเทาเข้ม เทากลาง และกรณี น.ส.ขวัญรัตน์ นับเป็นเทาอ่อน แค่การคัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา นับประสาอะไรจะดูแลคนทั้งประเทศ ครั้งนี้พูดจากหลักฐานเอกสาร จะมากล่าวหาว่าตนไม่มีหลักฐานไม่ได้

นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ไปช่วยหาเสียงใน จ.แพร่ ก็เปล่าประโยชน์ และตนมาครั้งนี้ เพื่อมาสั่งสอนในฐานะรุ่นพี่ที่สถาบันเดียวกัน อยากให้พรรคประชาชนเลิกพฤติกรรมปราศรัยหาเสียงแบบปลุกระดม เพราะรูปแบบนี้ตนเคยผ่านมาแล้ว จะทำให้เกิดความแตกแยก เจ็บแค้นชิงชังในกลุ่มของประชาชนด้วยกัน เนื่องจากพรรคส้มมักพูดในเชิงว่าเป็นรัฐบาลไม่ได้ ทั้งที่ทำตัวเองมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นรอบที่ 1 และรอบ 2 ที่เล่นเรื่องสถาบัน ส่วนรอบที่ 3 มีโอกาส แต่ก็ไปยกดันนายอนุทินแทน อีกทั้งยังเรียกร้องเรื่องประกันสังคมให้นำออกจากระบบ ตนมองว่าหากทุกคนไม่จ่ายแล้วใครจะจ่าย สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

“พรรคส้มเป็นคนสมัยใหม่ที่มีความอันตรายจากการหาเสียงเช่นนี้ จึงอยากขอเตือน หากยังไม่หยุดก็จะหยิบหลักฐานที่มีอยู่ขึ้นมาเปิดเรื่อยๆ จนถึง 6 โมงเย็นของวันที่ 7 ก.พ.” นายชูวิทย์ ระบุ

จากนั้น นายชูวิทย์ ยังเปิดคลิปหนึ่งในผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน พื้นที่ กทม.แต่เบลอหน้า ภายในคลิปมีลักษณะผู้สมัครมีอาการมึนเมา จากนั้นมีคนถ่ายคลิปและกล่าวประมาณว่า “ให้ตำรวจเห็นไม่ได้ จะซวย และแนะนำให้ขึ้นไปก่อน” ซึ่งเรื่องนี้ขอยังไม่เปิดเผยตัวคลิปเต็ม เพราะไม่อยากโจมตีหรือทำลาย แต่อยากเตือนอย่างแรงกับรุ่นน้อง ในการที่มีผู้สมัคร สส.พฤติกรรมลักษณะนี้ ชี้ให้เห็นว่าไม่มีคุณสมบัติในการคัดสรรมากพอ แม้ว่าคลิปดังกล่าวยังไม่ได้เป็นคดีความ หรือเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน รวมถึงมีการตรวจสารเสพติดหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวจะบอกว่าตนขู่ก็ยอมรับ แต่ต้องการขู่เพื่อให้หยุดพฤติกรรมปราศรัยในลักษณะปลุกระดม แต่ถ้ายังไม่หยุดจะได้เห็นดีกัน โดยการแฉเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าเป็นใคร และขอย้ำว่า “เพราะรักถึงอยากสั่งสอน”

ขณะที่ล่าสุด นายชูวิทย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคส้ม ไม่หยุดเทา

แถลงข่าววันนี้มีความปรารถนาดีถึงพรรคส้ม เพราะข้อมูลทั้งหมดมาจาก “เนื้อในส้ม“ โดยทั้งสิ้น

ส่งถึงมือ และตรวจสอบข้อมูลแล้ว

ผู้สมัคร สส. เขต 1 จ.แพร่ เบอร์ 4 น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ

เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ เมื่อปี 2566 ทั้งที่อายุแค่ 33 ปี (กฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งได้ต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป)

แต่งตั้งโดย นายโชคชัย พนมขวัญ อาแท้ๆ ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแพร่

ขวัญรัตน์ได้เป็นรองนายกฯ กินเงินเดือนหลวงไปแล้ว 1 เดือน แถมเบิกงบไปอบรมอีก

ท้ายสุดมีคนร้องเรียนว่าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์

นายโชคชัยรีบสั่งปลดหลานตัวเองพ้นจากตำแหน่ง และให้คืนเงินเดือนพร้อมเงินที่เบิกไปอบรม

นี่ถ้าไม่มีคนทักท้วงคงอยู่ในอำนาจยาวๆ ตามสไตล์ “บ้านเล็ก” ท้องถิ่นเมืองแพร่

ความผิดมันสำเร็จแล้ว แม้จะปลดออกจากตำแหน่งในภายหลัง

ความพยายามเข้าสู่อำนาจยังไม่จบเท่านี้

พอมาถึงปี 2569 น.ส.ขวัญรัตน์ กลับมาลงเป็นผู้สมัคร สส. เขต 1 พรรคส้ม

ทั้งที่เข้าข่าย “เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98

“ห้ามบุคคลที่เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ”

แถมยังจงใจเข้ารับตำแหน่งทั้งที่รู้ว่าอายุไม่ถึงเกณฑ์ ไม่มีสิทธิ์กินเงินเดือนหลวง

ถือว่า “ขาดความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พรรคส้มคุยนักคุยหนาว่ามีกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครอย่างดี

แต่พบครบ เทาเข้ม เทากลาง และเทาอ่อน

เรื่องนี้ขนาดมีเอกสารราชการชัดเจนยังเอามาลงให้ประชาชนเลือก

มีผู้สมัครแค่ 500 คน ยังดูแลได้เลอะเทอะแบบนี้

แล้วจะมีปัญญาไปดูแล ”ผู้ประกันตน“ ถึง 20 กว่าล้านคน ที่จะเอาออกจากระบบได้ยังไง?

แบบนี้จะไว้ใจพรรคส้มได้หรือ?

กระเหี้ยนกระหือรืออยากเข้าสู่อำนาจ คว้าใครได้ก็จับยัดมาลง

ข่าวรั่วมาจากภายในพรรคเอง สนิมเกิดจากเนื้อในส้มเองทั้งนั้น ไม่งั้นคนนอกจะรู้หรือว่า

“ภายในพรรคฟัดกันเละ”

คนนั้นเป็นเด็กคนนี้ได้ลง แต่ สส. เก่าที่ทุ่มเททำงานให้พรรคกลับถูกเขี่ยออก

เพราะเข้าไม่ถึงบรรดาแกนนำบน “หอคอยงาช้าง” ของพรรคส้ม

จากรายที่ 1 โดนฟอกเงิน รายที่ 2 โดนเจ้ามือเว็บพนัน

ส่วนรายนี้เป็นรายที่ 3 มีปัญหา “จริยธรรม“

ทำไปทำมาชี้พรรคโน้นพรรคนี้เทา แต่พรรคส้มกลับไม่หยุดเทาเกิดปัญหาซ้ำๆ ซากๆ

คนรักกันถึงเตือน ส่วนพวกเชียร์อย่างเดียวจะทำให้เหลิง

มีอีกหลายรายที่อยู่ในมือผม

อย่าหาว่าขู่ เพราะหลักฐานครบ

ผมจะไปได้หลักฐานแบบนี้ที่ไหน?

หากไม่ใช่คนในส่งให้ผมเอง

– 006

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ยศชนัน ถึงกับเกร็งคอแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

อุตรดิตถ์ทําถึง! คล้องทุเรียนหลิน-หลงลับแล ‘ยศชนัน’ ทำเจ้าตัวเกร็งคอแข็ง ลั่นพร้อมพาสินค้าเกษตรสู่สายตาโลก อ้อนเลือก ‘รวี เล็กอุทัย’ ให้ถล่มทลายทําลายสถิติพ่อ 

29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ปราศรัยช่วย น.ส.อัญชิสา ศุภรักษ์จินดา ผู้สมัคร สส. อุตรดิตถ์ เขต 1 เบอร์ 3 นายวารุจ ศิริวัฒน์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 เบอร์ 5 และนายรวี เล็กอุทัย ผู้สมัคร สส.จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 เบอร์ 1 หาเสียง ที่ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยร่วมลงพื้นที่ด้วย

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ ทันทีที่นายยศชนันมาถึง ได้มีประชาชนต่างรุมกอดหอม ถ่ายรูป พร้อมมอบดอกไม้ มอบพวงมาลัยดาวเรือง พวงมาลัยหอมกระเทียม ลูกประคำ และพวงมาลัยทุเรียนหลิน-หลงลับแล เมืองอุตรดิตถ์ เมื่อนายยศชนัน ได้รับพวงมาลัยทุเรียน ถึงกับกล่าวว่าหาเสียงมายังไม่เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน ทำตนคอแข็งเกร็ง เนื่องจากมีพวงมาลัยห้อยที่คอ

นายยศชนัน กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า วันนี้จะทําให้ผลงานของอุตรดิตถ์ไปสู่สายตาคนทั้งโลก วันนี้ตนมากับผู้สมัครทั้ง 3 เขต ซึ่งพี่น้องชาวอุตรดิตถ์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ปี 2544 – 2548 และ ปี 2550 สนับสนุนพรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยก็เหมาทั้งจังหวัด แลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด ขอโอกาสอีกครั้งวันนี้จะทํางานเต็มที่เพื่อชาวอุตรดิตถ์ ซึ่งจังหวัดนี้มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเลือก 3 จะได้อีก 2 เพราะมีผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในปี 2548 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ได้คะแนนทะลุ 64,000 ขอให้ครั้งนี้เลือก นายรวี ถล่มทลาย เพื่อทําลายสถิติได้หรือไม่ เนื่องจากพี่น้องชาวอุตรดิตถ์เคยเทใจให้พวกเรา วันนี้เราจะทํางานให้หนักขึ้นเพื่อพ่อแม่พี่น้อง เลือกเราทุกคนให้ถล่มทลายทําลายสถิติได้หรือไม่ วันนี้ตนจึงอยากสื่อสารให้กับพี่น้องทุกคนว่า หากเลือกพรรคเพื่อไทยแล้วพี่น้องชาวอุตรดิตถ์จะได้อะไร คือการส่งมอบนโยบายให้พี่น้องชาวเกษตรมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการไม่มีหนี้ ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 อุตรดิตถ์นักท่องเที่ยวหายขาดรายได้ พรรคมีนโยบายจะสนับสนุนการปิดหนี้ทั้งระบบ และช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะมอบหมายให้นายสมศักดิ์เข้าไปดูแลเกษตรกรให้ราคาข้าว อ้อย ข้าวโพดดีขึ้น รวมถึงราคาทุเรียนที่แปรผันตามความต้องการ ซึ่งจะเก็บไว้อย่างเดียวไม่ได้ต้องนําสู่สายตาโลก ขณะเดียวกัน ราคาพืชผลเกษตร อาทิ หอมแดง ลางสาด ลองกอง ผลไม้ของอุตรดิตถ์ รวมถึงดูแลปัญหาเรื่องน้ำ เราจะดูแลให้ เพราะพรรคเพื่อไทย หัวใจคือชาวเกษตรกร

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนัก หากพบอมเบี้ยเลี้ยง ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ทบ.ฮึ่มฟันวินัยหนักหากพบใคร “อมเบี้ยเลี้ยง” ทหารชายแดนแจงยิบล่าช้า ติดขั้นตอนจัดทำงบประมาณเหตุใช้กำลังพลเพิ่มถึง  40,000 นาย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าควักงบสำรองจ่ายก่อน เฉลี่ยให้พลทหารก่อนนายสิบ รอรัฐบาลอนุมัติเบิกงบกลางคืน 

29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 14.40 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบ  พล.ต.วินทัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและ โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ล่าช้า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง ว่าทันทีที่ทราบเรื่องผู้บัญชาการทหารบกได้ดำเนินการทันที เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นก่อนหน้านี้หน้าสองถึง 2-3 สัปดาห์ ถ้ามองตามหลักธรรมชาติเราต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงานอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดกำลังขึ้นไปสมทบเป็นจำนวนมากใช้บุคลากรรวมแล้วประมาณ 30,000-40,000 นาย จึงไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณใช้จ่ายประจำปีซึ่งงบประมาณประจำปีได้จัดไว้สำหรับกำลังพลปกติจำนวน 7,000-8,000 นาย

แต่เมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบผู้บัญชาการทหารบกจึงมีการตัดสินใจจัดไปจำนวนมากขึ้น ซึ่งพอจำนวนมากขึ้นแต่การพิจารณางบประมาณปกติได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ช่วงกลางปีในเดือนมิถุนายน จึงต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่รัฐบาลออกแบบไว้คือการใช้งบกลาง แต่ในส่วนของเดือนตุลาคมทางกองทัพบกได้ทราบจำนวนแล้วจึงได้ทำของบประมาณไปตามขั้นตอนและได้งบประมาณมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้วก่อนที่จะนำส่งไปยังหน่วยต่างๆ

โดยขั้นตอนต่อจากนี้ทางหน่วยจะจ่ายให้กับกำลังพล แต่ก่อนนั้นทางกองทัพบกได้แก้ปัญหาโดยใช้เงินสำรองจ่ายทั้งหมดไปดูแลเป็นเบี้ยเลี้ยงเพราะงบกลางที่กองทัพบกได้ขอรัฐบาลยังอยู่ในขั้นขั้นตอนการรออนุมัติ ซึ่งได้ใช้ งบไปทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียวโดยนำไปเฉลี่ยให้กับกำลังพลซึ่งเป็นพลทหารเป็นหลักก่อนส่วนกำลังพลนายสิบจะได้แค่บางส่วนก่อนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารจัดการ บางครั้งทางหน่วยอาจสื่อสารได้ไม่ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้ความสำคัญเพราะหัวใจหลักของกองทัพบกคือการดูแลกำลังพล จึงนำเงินสำรองจ่ายไปเฉลี่ยให้กับกำลังพล แต่กำลังพลก็อาจจะยังรับทราบไม่ทั่วถึง

พล.ต.วินทัย กล่าวต่อว่า ประเด็นอื่นๆที่มีความตั้งใจจะไม่ทำตามแนวทางนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ถ้าเกิดมีการกระทำที่ผิดไปจากนี้ต้องได้รับโทษหนักอย่างแน่นอนเพราะถือว่าไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ควรจะทำได้เหมาะสม

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์อมเบี้ยเลี้ยงในครั้งนี้จะให้ความมั่นใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างไรบ้าง พล.ต.วินทัย กล่าวว่า เรื่องแบบนั้นเป็นการทำผิดกฎระเบียบ หากถามว่ามีหรือไม่ถ้าทางกองทัพบกทราบก็ถือว่าต้องดำเนินการลงโทษในอดีตยอมรับว่าน่าจะมีแต่ในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นได้ยากแต่ด้วยที่กองทัพบกมีกำลังพลเป็นจำนวนมากเพราะฉะนั้นการดูแลจึงเป็นความท้าทายพอสมควรแต่ในท้ายที่สุดก็ต้องทำให้เรื่องนี้เหลือศูนย์ อย่างกรณีกำลังพลที่มีประวัติ กระทำความผิด ส่วนใหญ่จะเป็นระดับนายสิบหรือพลทหารด้วยกัน ถ้ามี 1% ใน 100,000 คนในทางทหารเราก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ปัจจุบันหากรวบรวมมาก็น่าจะ 0.1% ในทางสันติก็น่าจะพอยอมรับได้แต่มันต้องไม่มีเลยในที่สุดตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก

เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง โฆษก ทบ.ย้ำ!ไร้ชี้นำกำลังพล-ยึด 4 หลักทำงาน

เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง โฆษก ทบ.ย้ำ!ไร้ชี้นำกำลังพล-ยึด 4 หลักทำงาน

เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง โฆษก ทบ.ย้ำ!ไร้ชี้นำกำลังพล-ยึด 4 หลักทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

โฆษก ทบ.เคลียร์แผลกองทัพห้วงเลือกตั้ง ไร้ชี้นำกำลังพล ไม่กังวล ปชน.เป็นรัฐบาล ย้ำกองทัพยึด 4 หลักทำงาน ชี้หาเสียงกระทบองค์กร พร้อมตอบโต้ รักษาเกียรติปกป้องศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง การเลือกตั้งและการลงประชามติ วันที่ 8 ก.พ.ว่า กำลังพลของกองทัพบกก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง พลเอก พนา แค้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ให้ความสำคัญ ให้กําลังพลทุกคนและครอบครัวไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีการชี้นํา เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้ง จะมีการให้ข้อมูลกระทบองค์กร และสร้างความเข้าใจผิด ในขณะที่หน่วยทหารมีแนวปฏิบัติให้พรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงโดยให้เวลาเท่ากัน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขมาตีกลับ ทําเป็นประเด็น จนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งต้องระมัดระวัง

เมื่อถามว่า การหาเสียงของพรรคการเมือง มีการดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พลตรี วินธัย กล่าวว่า การเลือกตั้งปัจจุบันจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นอารมณ์ในนามของบุคคลมากกว่า มากกว่าที่จะสื่อให้เห็นว่าประชาชน จะได้อะไร เมื่อถามว่า ภาพลักษณ์ของกองทัพกรณีชายแดนไทย – กัมพูชา ส่งผลให้นโยบายหาเสียงกระทบกองทัพ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ยอมรับว่าการหาเสียงเมื่อปี 2566 กระทบกระทบต่อกองทัพมาก เช่น ที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่ากองทัพรวย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินหลวง กองทัพทําหน้าที่เพียงผู้ดูแล ใช้ประโยชน์ในบางส่วน ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า ไม่เคยคิดว่าข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้กองทัพได้มีโอกาสได้ชี้แจง เพียงแต่อยากให้เปิดรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม แต่ด้วยบริบทอื่นมากกว่า

ทั้งนี้ หน้าที่หลักของกองทัพบก ที่ ผบ.ทบ.เน้นย้ำมี 4 ประการ คือ 1.สถาบัน 2.งานป้องกันประเทศ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน กองกําลังที่อยู่ตามแนวชายแดนจัดกําลังให้กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 4.งานช่วยเหลือประชาชน

“เพียงแต่งานป้องกันประเทศ เพิ่งมาให้เราได้สัมผัสจริงๆ เราทํามาตั้งแต่อดีต แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รบจริง ไม่ได้ลั่นไกไปหาข้าศึก แต่มีการฝึกที่เข้มข้น ภายใต้งบประมาณที่จํากัด ต้องสร้างระบบการฝึกให้ได้ และเมื่อเราปฏิบัติจริง สังคมได้เห็นว่าเราทําได้จริง มันเป็นสิ่งที่สั่งสม เกิดจากการพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเผชิญสถานการณ์เราก็ปฏิบัติงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมาย กองทัพไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม” พลตรี วินธัย กล่าว และว่า เรื่องไอโอ เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเห็นในโซเชียลอาจจะไม่ตรง ท่านก็คิดเลยว่า เป็นปฏิบัติการนั้น ปฏิบัติการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับหน่วย ในสังคมปัจจุบัน เสรีภาพในการนําเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ทหารข้าราชการ ประชาชน แสดงออกได้ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย การให้ข้อมูลในลักษณะกระทบคนอื่น อาจดูแล้วก็ไปหมิ่นเขา หรือไปนําข้อมูลเท็จ ให้คนตกใจ กระทบความมั่นคง ก็เข้าข่ายกฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

กรณีล่าสุด ที่พูดถึงปฏิบัติการไอโอ อย่างนี้กระทบแล้ว ในขณะที่ข้อมูลไม่ครบ ต้องระมัดระวัง ในปัจจุบันการรับรู้ของสังคมในเรื่องข่าวสารละเอียดอ่อน เราก็มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวในวินาทีแรกที่พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นในอดีต ที่หยิบมาพูดในช่วงเลือกตั้ง การซ้อมทรมานการปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกําลังพลในระดับชั้นประทวน เราพยายามทําให้สังคมเห็นอยู่แล้วว่า ผู้ที่เสียผลประโยชน์คือกองทัพบก ถ้าเรามีกําลังพลไม่อยู่ในระบบกองทัพบกได้ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติวินัยทหาร ก็ถือว่าท่านไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับกองทัพบกได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกระทําต่อกําลังพล ที่เพิ่งเข้ารับราชการ หรือพลทหาร เขาคือบุคคลที่กองทัพบกต้องการ นํามาเป็นเพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติราชการเพื่อกองทัพบกและประเทศชาติ หากมีใครคนใดคนหนึ่งไปรังแกในทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กองทัพบกคือผู้ที่เสีย เราต้องการคนมาทํางาน ไม่ได้ต้องการให้ไปกระทําในสิ่งไม่เหมาะสมกับเขา จะเห็นได้ว่าใน 2 – 3 เคสที่ผ่านมา กองทัพบกเป็นผู้เสียหายคนแรก ที่ต้องไปแจ้งความดําเนินคดีร้องทุกข์ กล่าวโทษ เพราะฉะนั้นสถานะของบุคลากรในองกรค์นั้น ว่าเป็นอีกสถานะผู้กระทําความผิดทันที ท้ายที่สุดกระบวนการศาลตัดสินก็ต้องออกจากราชการ

พลตรี วินธัย ย้ำต่อว่า หากกําลังพลไม่มีประสิทธิภาพมาอยู่ในองค์กรวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ไว้ แต่เมื่อมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนบางกลุ่มนําเรื่องนี้ไปสื่อสารเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร ก็ไม่เป็นธรรม บางครั้งคิดเองไม่ได้ แต่เราต้องพยายามสื่อสารว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกองทัพบก ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น

อีกประเด็น ทหารชั้นนายพลไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ต้องการความหลากหลาย ต้องกานผู้มีประสบการณ์และรับราชการมานาน ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชิญเข้าไปสู่กระบวนการตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่มีเพียงทหาร มีจากหลายหน่วยงาน เมื่อไม่ได้ออกระเบียบจํากัดว่าถ้าเป็นทหารต้องมีศักยภาพด้อยกว่าอื่น ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นได้ ต้องออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ถ้าจะกันทหารโดยเฉพาะก็ต้องทําให้ชัดเจนและให้เหตุผล

คณะกรรมาธิการระดับชาติเราจะเห็นความหลากหลายของผู้ที่เข้าไปอยู่ในองค์กร เป็นปรึกษาหลายสาขา ฝ่ายการเมือง ก็มี โดยประสบการณ์ส่วนตัว เคยเข้าไปให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทหารและความมั่นคง เราก็เห็น จํานวนพรรคการเมืองมีพรรคเดียวเท่านั้น ไม่มีความหลากหลาย อยากให้มองอย่างเป็นธรรม ความสําคัญไม่ได้มีอยู่ที่ใครเข้าไปนั่งบริหารองค์กร อยู่ที่ว่าเขาทําได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสําคัญกว่า และหากทําไม่ดี หรือไม่มีศักยภาพ ไม่มีองค์ความรู้ ตรงนี้น่าจะมาดูกัน

อย่างเช่นเดียวกันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ครั้งที่แล้วที่ไม่เหมือนครั้งนี้ มีการพูดถึงธุรกิจกองทัพ เจตนารมณ์เพื่อนําสวัสดิการ แต่ถูกมองว่าไปเข้ากระเป๋าผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริหารในรูปแบบขององค์กรเช่นเดียวกัน และนําตัวแทนหน่วยที่มีความหลากหลายเข้ามาบริหาร เพียงแต่ต้องดูว่าทําแล้ว จงเจตนารมณ์ หรือเกื้อกูลสวัสดิการหรือไม่ อย่าไปมองทหารทําอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ธุรกิจกองทัพเราไม่ได้คิดเอง ก็เอามาจากกองทัพต่างประเทศ เช่น ที่พัก โรงแรม สนามกอล์ฟ กองทัพในต่างประเทศก็มี ยืนยัน ไม่ใช่เครื่องมือหาประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันภาครัฐก็ดูแลได้เหมาะสมอยู่แล้ว การนําไปพูดเพื่อหวังผลทางสังคมว่ามันมีลับลมคมในอะไร และเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา เช่นเดียวกับจํานวนทหาร เราไม่ได้กําหนดขึ้นเอง ไปตามทฤษฎีและการปฏิบัติ หน่วยหน่วยเช่นนี้ต้องมีนายทหาร พลทหาร เท่าไหร่ และทุกคนมีตําแหน่งของตัวเอง

“มีกําลังพลในองค์กรทําผิด แล้วบอกว่าอย่าไปมีองค์กรนี้ไปเลย เช่นเดียวกัน ในแวดวงการเมืองก็มีคนที่กระทําความผิด แล้วบอกไม่เอานักการเมือง มันก็เป็นไปไม่ได้ ในยุคหลังไม่ค่อยมีประเด็นนี้มากนัก ซึ่งผมก็เตรียมพร้อม ทีมงานก็พร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงต้องปกป้องศักดิ์ศรี และเกียรติยศขององค์กร” พลตรี วินธัย กล่าว

เมื่อถามว่า กองทัพกังวลหรือไม่หากพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เป็นรัฐบาล พลตรี วินธัย กล่าวว่า เราเป็นข้าราชการประจํา งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรงส่วน ฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4 เรื่องหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย – กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในการปกป้องอธิปไตย หากไม่ทำ ถ้าไม่ทําก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ในช่วงที่มีสถานการณ์ ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรง ซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน

คนไปใช้สิทธิอาทิตย์นี้ต้องรู้! กกต.เปิดตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.

คนไปใช้สิทธิอาทิตย์นี้ต้องรู้! กกต.เปิดตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.

คนไปใช้สิทธิอาทิตย์นี้ต้องรู้! กกต.เปิดตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชาสัมพันธ์ตัวอย่างซองใส่บัตรเลือกตั้ง (ส.ส.5/2) ที่จะใช้ในการลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า นอกเขตเลือกตั้ง เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไปแสดงตนในหน่วยกับกรรมการประจำที่เลือกตั้งกลาง หรือ กปน.ที่เลือกตั้งกลาง โดยจะได้รับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และซองใส่บัตรเลือกตั้ง โดย กปน.ที่เลือกตั้งกลางจะเป็นผู้เขียนชื่อจังหวัด เขตเลือกตั้ง และรหัสเลือกตั้งลงบนซองใส่บัตรเลือกตั้ง ก่อนส่งมอบบัตรเลือกตั้ง ซองใส่บัตรเลือกตั้ง พร้อมด้วยหลักฐานแสดงตนคืนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อไปลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง พร้อมเน้นย้ำผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ตรวจสอบข้อมูลที่อยู่บนหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้งให้ถูกตัองครบถ้วนทั้งชื่อจังหวัด เขตเลือกตั้งและรหัสเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวเลข 4 หลัก ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้องให้แจ้ง กปน.ที่เลือกตั้งกลาง ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อให้ซองที่ใส่บัตรเลือกตั้งสามารถส่งกลับไปยังเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ขณะที่การลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จะไม่ได้รับซองใส่บัตรเลือกตั้ง

สำหรับซองบัตรเลือกตั้ง (ส.ส.5/2) ประกอบด้วย ข้อมูลโดยด้านหน้าซองใส่บัตรเลือกตั้ง จะเป็นข้อมูลชื่อจังหวัด เขตเลือกตั้ง และช่องว่าง 4 ช่อง ให้กรอกรหัสเขตเลือกตั้ง 4 หลัก โดยสามารถดูรหัสเขตเลือกตั้งได้จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส่วนด้านหลังของซองใส่บัตรเลือกตั้ง จะประกอบไปด้วยข้อมูล ช่องให้ลงลายมือชื่อของ กปน.ที่เลือกตั้งกลางที่ควบคุมคูหานั้นๆ เป็นผู้ลงลายมือชื่อปิดทับด้วยแพรแถบกาว และมีแถบพลาสติกใสและพื้นที่สำหรับบาร์โค้ด

สำหรับขั้นตอนการลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งกลางนอกเขต เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปถึงหน่วยออกเสียงจะต้องตรวจสอบบัญชีรายชื่อของตนเองบริเวณหน้าเต็นท์หน่วยเลือกตั้ง และเตรียมหลักฐานแสดงตน เช่น บัตรประชาชน บัตรประชาชนหมดอายุก็สามารถใช้ได้ หลักฐานที่ทางราชการออกให้ที่มีหมายเลขประจำตัว 13 หลัก และหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดผ่านแอปพลิเคชัน Thai ID และบัตรอิเล็กทรอนิกส์คนพิการ จากนั้นเข้าไปยื่นหลักฐานแสดงตนแก่ กปน.ดำเนินการตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่แนะนำ รับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท และซองใส่บัตรเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่ กปน.เขียนรายละเอียดหน้าซองแล้วเสร็จ จากนั้นเข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท พับบัตรก่อนบรรจุลงในซอง นำไปให้ กปน.ตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง เมื่อ กปน.เซ็นชื่อกำกับบนซองบัตรเลือกตั้งและปิดทับรอยต่อด้านเทปกาวใสแล้ว ให้นำซองใส่บัตรเลือกตั้งหย่อนลงไปในหีบด้วยตัวเอง

– 006

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

กกต.เตือนผู้สมัคร-พรรคการเมือง ห้ามหาเสียงก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า และหาเสียงใกล้หน่วยเลือกตั้งกลาง ที่จะมีการเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า ในวันอาทิตย์นี้ รวมทั้งห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสุรา

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำแนวทางเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า ในวันอาทิตย์นี้ (1 ก.พ.) ซึ่งห้ามมิให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง ผู้ช่วยหาเสียง หรือผู้ใด ดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น.ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. ห้ามผู้ใดขาย จำหน่าย จ่าย แจก จัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ตามมาตรา 147 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง ผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือผู้ใด แจกเอกสาร วีดิทัศน์เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ใช้พาหนะ ที่ติดป้ายหาเสียง เครื่องขยายเสียง เพื่อช่วยในการหาเสียง จัดเวทีหาเสียง ณ สถานที่เลือกตั้งกลาง หรือ บริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้งกลาง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ 5 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส.ที่เลือกตั้งกลาง ในวันออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง

ชวน ล่องใต้ ปลุกศรัทธา การเมืองสุจริต วางบรรทัดฐานจริยธรรม แก้ปมเหลื่อมล้ำชายแดนใต้

ชวน ล่องใต้ ปลุกศรัทธา การเมืองสุจริต วางบรรทัดฐานจริยธรรม แก้ปมเหลื่อมล้ำชายแดนใต้

ชวน ล่องใต้ ปลุกศรัทธา การเมืองสุจริต วางบรรทัดฐานจริยธรรม แก้ปมเหลื่อมล้ำชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“ชวน” ล่องใต้ ปลุกศรัทธา “การเมืองสุจริต” ชี้เป็นกุญแจดอกเดียวแก้ไฟใต้ พร้อมผนึกทัพ ปชป. หวังดึง “พลังเงียบ” คืนถิ่น

วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานีนาย ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยน.ส. พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล และนายสาคร เกี่ยวข้อง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงเลือกตั้ง

โดยคณะได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่สมาคมฮกเกี้ยน ก่อนขึ้นรถแห่ปราศรัยไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยขอให้กาเลือกทั้งสองใบยกจังหวัด โดยเฉพาะหมายเลข 27 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรค เพื่อให้พรรคมีจำนวน สส. เพียงพอในการเข้าไปทำหน้าที่ในสภา และร่วมขับเคลื่อนนโยบายกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและการปราบปรามทุนสีเทา

โดยนายชวน กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงมาหาเสียง แต่มาเพื่อวางมาตรฐานทางจริยธรรม อีกทั้งปัญหาความไม่สงบและความเหลื่อมล้ำที่กัดกินพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างยาวนานนั้น จำเป็นต้องแก้ด้วยกลไกการเมืองที่ยึดหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

“ความสุจริตคือรากฐานของความไว้วางใจความไว้วางใจนี้เองคือปัจจัยสำคัญที่จะหลอมรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข“นายชวนกล่าว

อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ความขัดแย้งภายในพรรคดูจะจางหายไป เมื่อทัพประชาธิปัตย์แสดงสัญญาณเอกภาพอย่างชัดเจนในการเยือนครั้งนี้ โดยมีการผนึกกำลังของนักการเมืองหลากรุ่นที่ตบเท้าเข้าร่วมคณะอย่างพร้อมเพรียง

ดร.พิมพ์รพี พันธุวิชาติกุล แกนนำคนสำคัญจากกระบี่ ระบุว่า การลงพื้นที่ของ “นายหัวชวน” ครั้งนี้ว่ามีนัยลึกซึ้ง เป็นการเดินเกมเพื่อดึงศรัทธากลุ่ม “พลังเงียบ” (Silent Majority) และชนชั้นกลางในเขตเมือง ที่เบื่อหน่ายวาทกรรมทางการเมืองและกำลังมองหา “เสถียรภาพ” การยึดโยงภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์และการตรวจสอบได้ของนายชวน ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างในสนามเลือกตั้งที่ดุเดือด

ขณะที่นายสาคร เกี่ยวข้อง แกนนำคนสำคัญจ.กระบี่ ระบุว่า ปัตตานีในวันที่ “ครูการเมือง” กลับมาเยือน ไม่ใช่เพียงเวทีหาเสียงทั่วไป หากแต่เป็นการประกาศจุดยืนว่า ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกรากว่า “ความสุจริต” ยังคงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับพี่น้องชาวใต้ และเป็นความหวังที่ประชาธิปัตย์ต้องการมอบให้ประชาชน