‘นฤมล’ ถกบอร์ดคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

‘นฤมล’ ถกบอร์ดคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

‘นฤมล’ ถกบอร์ดคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

“รมว.นฤมล’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคุรุสภานัดแรกปี 69 ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมผ่านประเมินสมรรถนะครูรุ่นใหม่กว่า 4,100 คน เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

วันที่ 29 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการ มอง ภูมิใจไทย ขึ้นแท่นพรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

“นักวิชาการ”มอง”ภูมิใจไทย” ขึ้นแท่น”พรรคแกนหลักฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ผ่าจุดอ่อน”ฝ่ายขวา”ศักยภาพสูง แต่เอกภาพอ่อนแอ-แตกกันเอง ทำไม่ชัวร์เข้าวินคว้าชัยเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยได้พัฒนาไปสู่โครงสร้างการแข่งขันแบบ “3 ขั้วอำนาจ” อย่างชัดเจน ส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ของทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษ์นิยม

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า โครงสร้างอำนาจ 3 ขั้ว ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแต่ละขั้วมีฐานอุดมการณ์ ฐานคะแนนเสียง และเครือข่ายทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบการสื่อสารกับประชาชน กลุ่มผู้สนับสนุนหลัก และบทบาทในเชิงโครงสร้างอำนาจของรัฐ ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งกันด้านนโยบาย แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างอำนาจและเอกภาพทางการเมืองในระยะยาว ในบริบทดังกล่าว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะที่ “แข็งแรงในเชิงศักยภาพ แต่เปราะบางในเชิงเอกภาพของโครงสร้างอำนาจ” แม้จะมีฐานคะแนนเสียงจำนวนมาก มีเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ที่เข้มแข็ง และมีความใกล้ชิดกับกลไกรัฐในหลายระดับ แต่ยังไม่สามารถรวมพลังทางการเมืองให้เป็นก้อนเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอ่กว่า ปัญหาหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในขณะนี้ คือการกระจัดกระจายของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายอำนาจย่อยในปีกเดียวกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างดำเนินยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยขาดศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและตัดสินใจร่วมกันในเชิงการเมือง ดังนั้น ในภาพรวม พรรคภูมิใจไทยสามารถถูกมองได้ว่าเป็น “พรรคแกนนำหลักของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” จากความได้เปรียบหลายประการ ทั้งเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ที่ครอบคลุม การสนับสนุนจากกลุ่มบ้านใหญ่และตระกูลการเมือง ความสามารถในการบริหารจัดการเชิงนโยบายแบบปฏิบัตินิยม รวมถึงการสื่อสารทางการเมืองที่เข้าถึงประชาชนในระดับฐานราก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังได้เปรียบในเชิงภาพลักษณ์จากบทบาทด้านความมั่นคงความชัดเจนด้านจุดยืนเรื่องอธิปไตยและชาตินิยม รวมถึงการจัดการปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันชัยชนะในการเลือกตั้ง หากพรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถดึงพรรคขนาดเล็ก กลุ่มการเมืองท้องถิ่น และเครือข่ายอนุรักษ์นิยมที่กระจัดกระจาย ให้หันมาผนึกกำลังภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดฐานคะแนนเสียง หากแต่อยู่ที่ “การแตกตัวของคะแนนเสียง” หรือ vote splitting ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นและมีเอกภาพทางอุดมการณ์สูง สามารถกุมความได้เปรียบในสนามแข่งขันได้

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจเสียเปรียบทางการเมือง ทั้งที่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขัน แต่ไม่สามารถแปลงศักยภาพนั้นให้กลายเป็นชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ด้วยเหตุนี้พรรคภูมิใจไทยจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้แข่งขันรายหนึ่ง” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางการรวมพลัง” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมด ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง

“พรรคภูมิใจไทยควรกำหนดสารทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมก้าวข้ามความขัดแย้งเชิงบุคคลและความแตกต่างทางยุทธวิธีในอดีต แล้วหันมาให้ความสำคัญกับเป้าหมายร่วมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก สารทางการเมืองดังกล่าวควรสื่อสารให้ชัดเจนว่า ความแตกแยกภายในฝ่ายอนุรักษ์นิยมย่อมนำไปสู่การสูญเสียอำนาจโดยรวม มากกว่าการได้เปรียบเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะพรรค” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พิพัฒน์ ชู เมกะโปรเจ็กต์ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่อีอีซี ไร้กาสิโน

พิพัฒน์ ชู เมกะโปรเจ็กต์ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่อีอีซี ไร้กาสิโน

พิพัฒน์ ชู เมกะโปรเจ็กต์ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พื้นที่อีอีซี ไร้กาสิโน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

‘พิพัฒน์’ เล่นใหญ่! ดันเมกะโปรเจกต์ผุด ‘Entertainment Complex plus’ ศูนย์รวมความบันเทิงกลาง EEC ยันไร้‘กาสิโน-สีเทา’ มอมเมาประชาชน มุ่งปั้นไทยสู่ฮับท่องเที่ยวโลก

29ม.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรวม.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวคิดการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ฮับเศรษฐกิจระดับโลก” โดบมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิงและการท่องเที่ยวครบวงจรว่า โครงการ ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ และศูนย์รวมความบันเทิง (Entertainment Complex plus ) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง หากมีรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจและลงมือทำ ผนึกกำลัง กกท. เตรียมที่ดินในจังหวัดชลบุรีพร้อมลุย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความพร้อมในด้านทรัพยากรอย่างมาก โดยเฉพาะที่ดินขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรีซึ่ง EEC  มีพื้นที่เตรียมรองรับเมกะโปรเจกต์นี้ไว้แล้ว ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ที่มีความพร้อมสูงสุด ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภา เหลือเพียงขั้นตอนการดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP) และการผลักดันเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ก็สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้จะไม่ได้มีเพียงแค่สวนสนุกเท่านั้น แต่ถูกวางแผนให้เป็น “Entertainment & Lifestyle Complex” มาตรฐานสากล ซึ่งภายในจะประกอบด้วย: Concert & Event Hall: พื้นที่จัดแสดงดนตรีและอีเวนต์ระดับโลก National Stadium: สนามกีฬาแห่งใหม่ ความจุ 80,000 ที่นั่ง เพื่อดึงดูดมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ Theme Park: สวนสนุกระดับโลกที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

“ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องธุรกิจสีเทา ผมยืนยันหนักแน่นว่า โครงการนี้จะไม่มีกาสิโน และไม่มีการมอมเมาประชาชน จุดประสงค์หลักคือการสร้างพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ ดนตรี และกีฬา สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งชาวไทยและต่างชาติเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขาวสะอาดและยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ได้ประเมินว่าหากโครงการนี้สำเร็จ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเทียบเท่ากับโมเดลความสำเร็จของ Tokyo Disneyland, Shanghai Disneyland หรือ Hongkong Disneyland เกิดการสร้างงาน โดยคาดว่าจะเกิดการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง ทั้งวิศวกร นักแสดง การจัดการอีเวนต์ และภาคบริการ มึเวทีคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับโลก ที่สำคัญมีการกระจายรายได้ เม็ดเงินสู่ชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างความสำเร็จในอดีต ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ได้ผลักดันโครงการ ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ จนเป็นที่ยอมรับทั่วโลกและกู้เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกลับมาได้ มั่นใจว่าสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ทำได้ คนไทยก็ทำได้ ขอเพียงโอกาสในการผลักดัน เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างแน่นอน

ณัฐวุฒิ ฟาด ภูมิใจไทย หนูกินส้ม จนตัวพอง ลั่น แดงไม่ใช่เขากระโดง ยึดไม่ได้ง่าย ๆ

ณัฐวุฒิ ฟาด ภูมิใจไทย หนูกินส้ม จนตัวพอง ลั่น แดงไม่ใช่เขากระโดง ยึดไม่ได้ง่าย ๆ

ณัฐวุฒิ ฟาด ภูมิใจไทย หนูกินส้ม จนตัวพอง ลั่น แดงไม่ใช่เขากระโดง ยึดไม่ได้ง่าย ๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569  ที่เวทีปราศรัยสนามกีฬาอบจ.แพร่ อ.เมือง จ.แพร่  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำทีมเพื่อไทยออนทัวร์ปราศรัยหาเสียช่วยผู้สมัคร สส. แพร่ เขต 1 นางภูวษา สินธุวงศ์ , เขต 2 นพ.นิยม วิวรรธนดิฐกุล และเขต 3 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เบอร์ 2 ทุกเขต บรรยากาศมีประชาชนมารอต้อนรับและรอฟังปราศรัยล้นหลา มีมอบดอกไม้พวงมาลัยของดี จ.แพร่ อาทิ แคปหมู น้ำพริก ทองม้วน และข้าวแต๋นให้กำลังใจ

นายยศชนัน ขึ้นเวทีปราศรัยพร้อม ผู้สมัคร สส.แพร่ทั้ง 3 เขต บอกคนแพร่ว่า พร้อมจะเข้าไปนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย ที่คนแพร่ฝากความหวังความฝันไว้ “แพร่เป็นเมืองน่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรปลอดภัย ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ท่องเที่ยวยั่งยืน” พรรคเพื่อไทยจะถือธงนำ เปลี่ยนความหวังความฝันให้เป็นความจริง 8 กุมภาพันธ์ ขอแพร่เลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด 

ยศชนัน

นายยศชนัน กล่าวถึงนโยบายพรรคเพื่อไทยที่จะพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตชาวแพร่ทันทีหากได้เป็นรัฐบาล ทั้งการแก้หนี้ทั้งระบบ มุ่งเน้นดูแลผู้สูงอายุให้สามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน

การบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ชาวแพร่เผชิญมาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 ซึ่งเป็นวาระระดับชาติ พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้าไปดูแลป่าต้นน้ำทั้งประเทศและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบทันที

ยศชนัน

ภาคการเกษตร นอกจากนโยบายประกันสินค้าเกษตร 30% ยังมุ่งส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งผู้สมัคร สส. ของพรรคได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่แล้ว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญวิกฤตราคาพืชผล การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมยกระดับผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ เช่น เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ จะผลักดันและไปนำเสนอให้ทั่วโลกรู้จัก 

ยศชนัน

ช่วงท้ายนายยศชนัน ได้ขอให้ชาวจังหวัดแพร่รวมพลังกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง “เลือกยศชนัน ส่งลูกหลานคนเหนือไปเป็นนายกฯ และเลือก สส.พรรคเพื่อไทยให้ถล่มทลาย”

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยถึงภารกิจเลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตย โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ทางการเมืองว่า หลังอำนาจถูกเปลี่ยนมือไปที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ทำให้ “หนู” กลายเป็น “ราชสีห์” เพราะหนูกิน “ส้ม” จนตัวโตขึ้น แต่พอกินส้มแล้วจะหันมากิน “แดง” กลับทำไม่ได้ เพราะแดงไม่ใช่ “เขากระโดง” ที่จะยึดกันได้ง่าย ๆ “สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ชาวจังหวัดแพร่พิจารณาให้ดี บางคนย้ายพรรคไปแต่ไม่กล้าบอกชื่อพรรคให้ชัด อย่าให้ใครมาหลอกกันง่าย ๆ จำเบอร์จำพรรคให้ดี เลือกเพื่อไทยให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่ง ศ.ดร.ยศชนัน ไปเป็นนายกฯ”

ยศชนัน
ยศชนัน

เอกนิติ เผยถกผู้ว่าแบงก์ชาติ ดัน ดาต้าบูโร ช่วยเช็ค หลังพบเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง

เอกนิติ เผยถกผู้ว่าแบงก์ชาติ ดัน ดาต้าบูโร ช่วยเช็ค หลังพบเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง

เอกนิติ เผยถกผู้ว่าแบงก์ชาติ ดัน ดาต้าบูโร ช่วยเช็ค หลังพบเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

‘เอกนิติ’ ขอรอ ‘กกต.’ สอบปม ‘แบงก์ชาติ’ ปูดพบมีถอนเงินสดผิดปกติลามโยงเลือกตั้ง เผยคุย ‘ผู้ว่าฯธปท.’ ดัน ‘ดาต้าบูโร’ ช่วยเช็คธุรกรรมจากธนาคารที่เอี่ยว ‘ทุนเทา’ ป้องไทยถูกตกเป็นศูนย์กลาง

วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ร้านมิตร อารีย์ เขตพญาไท กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบความผิดปกติมีการเบิกเงินสดในช่วงเลือกตั้งว่า ได้คุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แล้ว และได้เข้ามาร่วมดูเรื่องดาต้าบูโร ซึ่งใช้กลไกให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานข้อมูล และจะส่งให้กับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ธุรกรรมที่ผิดปกติจะถูกส่งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนเทา แต่ต้องดูเป็นกรณีๆไป ทราบว่าทางกระทรวงยุติธรรมได้ใช้กลไกของดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบ และน่าจะใกล้เสร็จแล้ว 

“เรื่องของการทำดาต้าบูโร เพื่อเชื่อมโยงป้องกันทางระบบไม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางทุนเทา วันนี้ต้องร่วมมือกัน สิ่งสำคัญคือเป็นการเพิ่มขั้นตอนการยืนยันตัวตน การเช็คพฤติกรรมการถอนเงิน ส่วนเรื่องการถอนเงินสดที่ผิดปกติ จะเป็นการซื้อเสียงช่วงเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็ต้องให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ที่เป็นผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบในเรื่องนี้” นายเอกนิติ กล่าว

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

ปัันภาพ หมอฮีโร่โควิด เปลือยตัวตนพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

การเมืองไทยมีปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดซ้ำอยู่เสมอ คือการแปร “บทบาทในยามวิกฤต” ให้กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” และกรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ คือภาพสะท้อนที่เพิ่งถูกดันขึ้นมาอย่างชัดเจน ภายหลังเกิดกระบวนการตรวจสอบทางวินัยและมีมติให้ออกจากราชการ

ภาพจำของเขาในพื้นที่สาธารณะไม่ได้เริ่มจากสนามเลือกตั้ง ไม่ได้เริ่มจากเวทีนโยบาย และไม่ได้เริ่มจากบทบาททางการเมือง หากแต่ค่อย ๆ ถูกยกขึ้นผ่านกรอบคำว่า “หมอฮีโร่” ควบคู่ไปกับการสื่อสารว่ากำลังเผชิญแรงกดดันจากระบบอำนาจ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แพทย์ควรเล่นการเมืองได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้สร้างภาพนั้น และภาพดังกล่าวถูกหยิบมาใช้งานทางการเมืองในจังหวะใด

ในช่วงการระบาดของโควิด การทำงานในระบบสาธารณสุขเป็นภารกิจของทั้งระบบ ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล บุคลากรหน้าด่าน เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ อสม. ไปจนถึงประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ

ไม่มีใครแบกรับวิกฤตไว้เพียงคนเดียว และผลลัพธ์ก็ไม่อาจยกให้บุคคลใดเป็นเจ้าของ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความร่วมแรงของทั้งระบบกลับถูกย่อให้เหลือเพียงชื่อเดียว ภาพของ “หมอฮีโร่” ถูกขยายขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงหลังมีมติทางวินัย ไม่ใช่ในช่วงที่ระบบสาธารณสุขต้องรับแรงกดดันสูงสุด ภาพนี้จึงทำหน้าที่ใหม่ ไม่ใช่เพื่อเล่าวิกฤตที่ผ่านมา แต่เพื่อสร้างน้ำหนักทางการเมืองในปัจจุบัน

จากจุดนี้ เนื้อหาของเรื่องเริ่มถูกดึงออกจากข้อเท็จจริง

เรื่องการใช้งบประมาณรัฐและดุลพินิจของผู้บริหาร ค่อย ๆ ถูกเล่าใหม่ให้เป็นเรื่องการถูกสกัด จากการตรวจสอบตามระเบียบ กลายเป็นคำอธิบายเรื่องสิทธิผู้สมัครและจังหวะทางการเมือง ภาพของ “หมอฮีโร่” จึงทำหน้าที่เป็นทุนทางศีลธรรม และถูกแปลงต่อเป็นทุนทางการเมืองอย่างเป็นระบบ

กรอบเรื่องเล่านี้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ในนามพรรคประชาชน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พรรคส้ม” ซึ่งสืบทอดมาจากพรรคก้าวไกล ทั้งในเชิงแนวคิด เครือข่าย และฐานผู้สนับสนุน

ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทกับขั้วการเมืองก้าวไกลไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในช่วงเลือกตั้ง หากแต่มีการทำงาน การสื่อสาร และการแสดงจุดยืนร่วมกันมาตั้งแต่ช่วงโควิด ผ่านกิจกรรมและพื้นที่สาธารณะหลากหลายรูปแบบ ความสัมพันธ์นี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการลงสมัคร

เมื่อบทบาทข้าราชการถูกตรวจสอบ เรื่องเล่าทางการเมืองจึงถูกยกขึ้นมานำหน้าเนื้อหา ภาพ “หมอฮีโร่” กลายเป็นแกนหลักของการสื่อสาร มากกว่าการอธิบายสาระของกระบวนการตรวจสอบนั้นเอง

จุดนี้เองที่คำถามย้อนกลับไปยังพรรคส้ม

พรรคที่สร้างภาพจำจากการตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้น ไล่ตั้งคำถามกับเอกสาร ตัวเลข และการใช้อำนาจรัฐ แต่เมื่อผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้สมัครในเครือข่ายเดียวกัน น้ำหนักของคำอธิบายกลับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด

การตั้งคำถามเชิงเนื้อหาถูกลดลง ขณะที่การพูดถึงสถานะและบริบททางการเมืองถูกยกขึ้นมาแทน มาตรฐานที่เคยใช้กับฝ่ายอื่น ไม่ถูกหยิบมาใช้กับคนของตัวเองในระดับเดียวกัน

ในทางการเมือง การเลือกตั้ง สส. เพียงหนึ่งเขตไม่ได้เปลี่ยนดุลอำนาจระดับประเทศ และไม่ได้การันตีชัยชนะ ผู้สมัครรายนี้ก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ชี้ขาดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

การจะอธิบายว่ามีใครยอมขยับกลไกรัฐทั้งระบบเพื่อสกัดผู้สมัครรายเดียวที่อาจไม่ได้รับเลือกตั้งด้วยซ้ำ จึงฟังยากในเชิงเหตุผลทางการเมือง

แต่กรอบการอธิบายแบบนี้กลับให้ผลอีกแบบหนึ่ง คือช่วยเปลี่ยนสนามจากข้อเท็จจริงไปสู่ความรู้สึก จากคำถามเรื่องการใช้อำนาจและความคุ้มค่า ไปสู่ภาพของผู้ถูกกระทำทางการเมือง

เมื่อภาพ “หมอฮีโร่” ถูกวางทับบนเวทีการเมือง พรรคส้มจึงไม่ได้แค่ปกป้องผู้สมัครของตัวเอง หากแต่กำลังเลือกใช้มาตรฐานทางการเมืองอีกชุดหนึ่ง มาตรฐานที่ผ่อนคลายกว่าที่เคยใช้กับฝ่ายตรงข้าม

การเมืองที่ย้ำเรื่องความโปร่งใส ย่อมถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เมื่อคำถามชุดเดียวกันย้อนกลับมาหาคนในเครือข่ายของตนเอง

สิ่งที่สังคมกำลังรอ ไม่ใช่เสียงที่ดังขึ้นในโลกออนไลน์ แต่คือความพร้อมในการยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เมื่อบทบาทเปลี่ยนจากผู้ตั้งคำถาม มาเป็นผู้ที่กำลังถูกตั้งคำถามเสียเอง.

เอกนิติ เดินสายคุย เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ ตอกย้ำนโยบาย ไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

เอกนิติ เดินสายคุย เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ ตอกย้ำนโยบาย ไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

เอกนิติ เดินสายคุย เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ ตอกย้ำนโยบาย ไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.58 น.

‘ภูมิใจไทย’ เดิยสายคุย ‘เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ’ ตอกย้ำนโยบายไม่เน้นแจกเงินแล้วจบ แต่ดันช่วยทำให้เติบโตไปแข่งขันในเวทีโลก

วันที่ 29 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำของพรรค อาทิ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แม่ทัพหาเสียงกทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย นายนรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัครสส. กทม.เขตพญาไท-ดินแดง เบอร์ 13 โดยเป็นการมาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ร้านมิตร อารีย์ 

นายเอกนิติ กล่าวว่า นโยบายที่เราทำพยายามส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย เราไม่ได้แจกเงินให้ไปแล้วจบ แต่เป็นการเพิ่มทักษะ หาตลาดให้ เพราะเราเชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยคือหัวใจสำคัญ ที่จะเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ และเมดอินไทยแลนด์ เอสเอ็มอีพลัสก็จะช่วยคนไทยจริงๆ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เน้นแจก แต่เน้นช่วยธุรกิจให้เข้าถึงโอกาส จับมือกันให้ตลาดสตาร์ทอัพโตไปด้วยกัน

“ตัวเลขจีดีพีวันนี้ไตรมาส 4 คาดการณ์เดิม 0.3% ก็ขึ้นไปเป็น 1.8% เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.2% ช่วยดันเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม หลังจากนี้เราจะติดอาวุธให้คนไทย ในเชิงการเพิ่มทักษะ เพิ่มโอกาสของคนไทยทุกอาชีพทุกระดับ อย่างคนละครึ่งพลัสถ้ากลับมารอบหน้าจะเน้นเพิ่มทักษะสอนขายออนไลน์ เพื่อจะได้ช่วยลดค่าครองชีพ หลักคิดโครงการคนละครึ่งพลัสของเราคือ เงินไปหมุนกับคนตัวเล็กตัวน้อย” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า เจตจำนงใครก็พูดได้ แต่เรามาพูดแล้วทำให้เห็น สิ่งสำคัญคือการมาฟังที่จะได้ฟีดแบ็กกลับมา ที่ผ่านมาพิสูจน์มาแล้วว่าสตาร์ทอัพไทยเก่ง และเราต้องลงมาทำกับเขาจริงๆ พูดแล้วทำพลัส คือการต่อยอดไปเรื่อยๆ ที่ถามว่าใช้เงินจากภาครัฐมาช่วยได้หรือไม่ ต้องบอกว่าระบบราชการตีกรอบเอาไว้ ถ้าเงินหายเพราะการโกงต้องจัดการ แต่เราต้องดึงออกมาบางส่วน การสร้างสตาร์ทอัพมีความเสี่ยง ดังนั้นต้องมีการตั้งกองทุนที่ต้องยอมรับว่าเสี่ยงและอาจจะไม่ได้คืน ซึ่งก็มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอยู่

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมไทยนั้น เราเชื่อในศักยภาพของคนไทยว่าเก่งมาก ทั้งการดีไซน์ออกแบบ ไม่แพ้ใครในโลก จึงต้องตั้งกองทุนส่งเสริมให้เกมไทยเติบโตได้ เพราะใช้งบประมาณตรงๆ ไม่ได้  นอกจากส่งเสริมเรื่องเกม อีกมุมหนึ่งคือวัฒนธรรม ที่สามารถสร้างสรรค์เชิงท่องเที่ยวไปใส่ในเกม จึงเห็นด้วยในการตั้งกองทุนมาช่วยสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะให้เด็กไทยที่ชอบเล่นเกมอยู่แล้ว นอกจากนี้ จากการได้เข้าไปคุยกับนักลงทุนที่จะมาลงทุนในไทยว่าติดปัญหาตรงไหน อย่างหนึ่งคือการมีระบบหลายขั้นตอน ซึ่งก็จะไปปลดล็อกให้ โดยจะเริ่มทำคือศูนย์ดูแลนักลงทุน มีระบบดิจิทัลดูแลอย่างฟาสพาร์ท และการแก้กฎหมายที่เป็นภาระซ้ำซ้อนในระยะยาว

จากนั้นช่วงเที่ยง นายเอกนิติ และแกนนำของพรรคภูมิใจไทยไปเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงพักกลางวันในตลาดนัดกระทรวงการคลัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป พร้อมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้ทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ เพราะจากครั้งแรกช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ทำให้ตลาดคึกคัก 

คนหล่อเค้าแซวกัน พี่มาร์ค สายปั่น พี่โอ๋ สายเขิน ชาวบ้านขำกระจาย

คนหล่อเค้าแซวกัน พี่มาร์ค สายปั่น พี่โอ๋ สายเขิน ชาวบ้านขำกระจาย

คนหล่อเค้าแซวกัน พี่มาร์ค สายปั่น พี่โอ๋ สายเขิน ชาวบ้านขำกระจาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. พรรครักชาติ (เบอร์ 35) นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง  ซึ่งบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดเส้นทางการเดินของทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลายคนรู้จักพรรครักชาติจากคลิปไวรัลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมเข้ามาขอเต้นถ่ายคลิปด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ชื่นชมนายเจษฎ์ ว่าตัวจริงหล่อมาก 

พรรครักชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเดินขอคะแนนเสียง ปรากฎว่า ทีมพรรครักชาติ ได้พบกับขบวนหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งนำทีมมาโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายชัยวุฒิ  บรรณวัฒน์ ที่กำลังลงพื้นที่อยู่ในบริเวณเดียวกันโดยบังเอิญ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ทักทายกันอย่างเป็นกันเอง และมีมิตรภาพที่ดี 

นอกจากนี้ยังมีโมเมนต์เรียกรอยยิ้ม เมื่อนายอภิสิทธิ์ แซว นายชัยวุฒิ ให้ “เต้นโชว์” ทำให้กองเชียร์เฮ พร้อมบอกให้ “เต้นด้วยกัน” ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะ จับมือ และแยกย้ายกันไป 

พรรครักชาติ
พรรครักชาติ
พรรครักชาติ

ธนกร วอน ปชช.อยากเห็น ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯต่อ ต้องกล้าเลือกคน-พรรคภูมิใจไทย

ธนกร วอน ปชช.อยากเห็น ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯต่อ ต้องกล้าเลือกคน-พรรคภูมิใจไทย

ธนกร วอน ปชช.อยากเห็น ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯต่อ ต้องกล้าเลือกคน-พรรคภูมิใจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“ธนกร” ย้ำ “ภูมิใจไทย” เดินหน้าหาเสียงเต็มที่ ชี้เลือกตั้งต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์ วอนอยากเห็น “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต่อ ต้องกล้าเลือกให้ชัดทั้งคนและพรรค

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ยังคงยึดแนวทางการเมืองสร้างสรรค์ ไม่เน้นการโจมตีหรือด้อยค่าพรรคการเมืองอื่น แต่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อเท็จจริงและนโยบายกับพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

นายธนกร กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองต่างมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แม้อาจมีบางพรรคที่ขับเคลื่อนนโยบายไปเพื่อเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งจะตัดสินจากความเชื่อมั่นของประชาชนว่า พรรคใดจริงใจและทำงานได้จริง

นายธนกร กล่าวอีกว่า เราไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวทางของพรรคอื่น เพราะภูมิใจไทยมีจุดยืนและแนวทางของเราเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ พรรคไหนจริงใจกับประชาชนมากที่สุด พรรคนั้นย่อมได้รับโอกาสจากประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์ และไม่ควรปล่อยให้ความลังเลเปิดทางให้กลุ่มหรือบุคคลที่ไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาประชาชนกลับเข้าสภาฯ

“ถ้าประชาชนอยากเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ต้องกล้าเลือกให้ชัด เลือกภูมิใจไทยทั้งคนและพรรคไปในทิศทางเดียวกัน เพื่ออนาคตของประเทศไทย” นายธนกรกล่าว

สีหศักดิ์-วิเวียน พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์-วิเวียน พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

สีหศักดิ์-วิเวียน พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

”สีหศักดิ์-วิเวียน“ พร้อมร่วมมือผลักดันการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ในภูมิภาค

วันที่ 28 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับ ดร. วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญที่ไทยและสิงคโปร์จะประสานท่าทีกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับอาเซียนในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาค อาทิ พัฒนาการในเมียนมาภายหลังการเลือกตั้ง และสถานการณ์ไทย – กัมพูชา โดยทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันผลักดันการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค