พรรคเป็นธรรม ปล่อยหมัดเด็ด ชู ‘หมูปิ้ง-ไก่ย่าง’ แก้หนี้นอกระบบ ดันเกษตรพรีเมียม

พรรคเป็นธรรม ปล่อยหมัดเด็ด ชู ‘หมูปิ้ง-ไก่ย่าง’ แก้หนี้นอกระบบ ดันเกษตรพรีเมียม

พรรคเป็นธรรม ปล่อยหมัดเด็ด ชู ‘หมูปิ้ง-ไก่ย่าง’ แก้หนี้นอกระบบ ดันเกษตรพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

นโยบายหมูปิ้ง-ไก่ย่าง! “พรรคเป็นธรรม” ปล่อยหมัดเด็ดชูนโยบาย “หมูปิ้ง-ไก่ย่าง” แก้หนี้นอกระบบ – ดันเกษตรพรีเมียม ปูทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์  เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม พร้อมทีมแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ในสนามเลือกตั้ง 69 ภายใต้สโลแกน “เปลี่ยนการเลือกตั้ง เป็นการกำหนดอนาคตประเทศ” ชูไฮไลท์นโยบายเศรษฐกิจฐานรากที่จับต้องได้จริง พร้อมปฏิรูปโครงสร้างประเทศผ่าน 4 เสาหลัก หวังสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนตัวเล็กทั่วประเทศ โดยจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน 

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า โดยการเสนอ นโยบาย“หมูปิ้ง-ไก่ย่าง” ซึ่งเป็นเงินทุนตั้งต้นที่เป็นธรรม โดยการให้ยืม 10,000 – 20,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีหลักประกัน คืนเงินแบบยืดหยุ่น หักรายได้จากการขายเพียง “10 ไม้แรก” หรือประมาณ 5-10% ต่อวันผ่านแอปฯ เป๋าตัง หากวันไหนขายไม่ได้ สามารถพักชำระได้ทันทีโดยไม่มีดอกเบี้ยทบต้น  และสร้าง Credit Score เปลี่ยนประวัติการคืนเงินให้กลายเป็น Digital Statement เพื่อให้คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่ระบบสินเชื่อธนาคารได้ในอนาคต คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจได้กว่า 200,000 ล้านบาท

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนภาคเกษตรจากเน้นปริมาณเป็นเน้นมูลค่าด้วยการใช้ข้อมูล (Data) บริหารการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด พร้อมผลักดันประกันพืชผล (Crop Insurance)โดยรัฐใช้งบเพียง 1-2% ซื้อประกันกับบริษัทชั้นนำระดับโลก ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมประเมินความเสียหายและจ่ายชดเชยให้เกษตรกรอย่างรวดเร็วและโปร่งใส ส่วนนโยบายด้านสังคม จะมีการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลทุกกองทุนให้มีมาตรฐานเดียวกันเน้นการป้องกันก่อนป่วย และใส่ใจเรื่องสุขภาพจิต อย่างจริงจัง

นายปิติพงศ์ ยังกล่าวถึงนโยบายด้านการเมือง โดยย้ำจุดยืนชัดเจนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ต้องมีที่มาจากอำนาจการเลือกตั้งเท่านั้น เพื่อสร้างโครงสร้างประเทศที่แข็งแกร่งทั้ง 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

“8 กุมภาพันธ์นี้ พรรคเป็นธรรม ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกำหนดอนาคตประเทศผ่านบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ บัตรสีเขียว เลือก สส. เขตที่ท่านไว้วางใจ บัตรสีชมพู เลือก พรรคเป็นธรรม หมายเลข 45 (บัญชีรายชื่อ)และ บัตรสีเหลือง: ออกเสียงประชามติเพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเป็นธรรม เพื่อพ่อค้าแม่ค้า เพื่อคนทำมาหากิน เพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่เป็นธรรมและยั่งยืน” นายปิติพงศ์กล่าว

อิ๊งค์ พร้อมสามี เยี่ยม ทักษิณ แย้ม คุณพ่อ ป่วยเล็กน้อย

อิ๊งค์ พร้อมสามี เยี่ยม ทักษิณ แย้ม คุณพ่อ ป่วยเล็กน้อย

อิ๊งค์ พร้อมสามี เยี่ยม ทักษิณ แย้ม คุณพ่อ ป่วยเล็กน้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหา นคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือปอ สามี ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยเดินทางมาพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวซึ่งปัจจุบันนายทักษิณ ได้คุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ มาแล้ว 4 เดือน 20 วัน 

ภายหลังจากที่สมาชิกครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ประมาณ 30 นาที น.ส.แพทองธาร  ได้ออกมาเปิดเผยว่าวันนี้(29 ม.ค.)ตนออกมาเร็วเนื่องจากคุณพ่อไม่ค่อยสบาย แล้วคุณพ่อก็เล่าให้ฟังด้วยว่าเมื่อเช้ามีเรียนคลาสทำอาหารด้วย เล่าให้ฟังได้ควงตะหลิวในคลาสเรียนทำอาหารในเรือนจำฯ แต่เท่าที่ตนดูก็พบว่าคุณพ่อไม่ค่อยสบายเท่าไร น่าจะต้องกลับไปนอนพักสักเล็กน้อย

อิ๊งค์

เมื่อถามว่าใกล้โค้งเลือกตั้ง และพบว่าผลโหวตโพลของ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ค่อนข้างดีขึ้นเช่นนี้ ทางคุณพ่อคิดเห็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่า น.ส.แพทองธาร แค่นหัว เราะเล็กน้อย  แล้วตอบว่า“ก็ดีค่ะ คุณพ่อก็ยังคงให้กำลังใจดังเดิม ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม”

อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์
อิ๊งค์

อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงกรุงเก่า โวลั่น ปชป. ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ทิศทางรัฐบาล

อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงกรุงเก่า โวลั่น ปชป. ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ทิศทางรัฐบาล

อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงกรุงเก่า โวลั่น ปชป. ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ทิศทางรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

‘อภิสิทธิ์’ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องเมืองกรุงเก่า โวลั่นปชป.ตั้งใจเข้ามาคุมเกม ‘ทิศทางรัฐบาล’ ต้องซื่อสัตย์-ยึดประโยชน์ส่วนรวม ไม่สร้างแตกแยก ย้ำการเมืองสุจริตคือหัวใจ ชูโมเดลปลดล็อกท้องถิ่น ดันท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สร้างรายได้ยั่งยืน ยกระดับอยุธยาด้วยพลังท้องถิ่น

วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ “น้องแทนไท” เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับคุณอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชม พร้อมเล่าอย่างตื้นตันใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาอยุธยาเลยมารอพบให้กำลำลังใจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทาง “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจปัญหาดีที่สุด สามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ลดความซ้ำซ้อนระหว่างกระทรวง ในส่วนของรัฐบาลกลาง ตนพร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ “ระบบราง” เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงประเด็นการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนให้คำมั่นชัดเจนถึงจุดยืน การเมืองสุจริต ตนได้ร่วมกับพี่น้องภาคใต้ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้งในสังคม

“วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจ ก็คือเราจะเข้ามาคุมเกมในเรื่องของทิศทางของรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ให้เป็นรัฐบาลที่ยึดประโยชน์ของส่วนรวม ให้เป็นรัฐบาลที่ไม่สร้างความแตกแยก ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอร์ทแบงค็อกโพลชี้ ณัฐพงษ์-ยศชนัน หายใจรดต้นคอ โค้งสุดท้ายว่างแคบลงจนน่าตกใจ

นอร์ทแบงค็อกโพลชี้ ณัฐพงษ์-ยศชนัน หายใจรดต้นคอ โค้งสุดท้ายว่างแคบลงจนน่าตกใจ

นอร์ทแบงค็อกโพลชี้ ณัฐพงษ์-ยศชนัน หายใจรดต้นคอ โค้งสุดท้ายว่างแคบลงจนน่าตกใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “โค้งสุดท้ายการเมืองไทย : คนไทยต้องตัดสินใจ” ณัฐพงษ์ และพรรคประชาชนยังคงนำแต่ช่องว่างแคบลง พรรคการเมืองที่อยากให้จับมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลคือ พรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย

ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทแบงค็อกโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทมกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 20 – 27 มกราคม 2569 จากจำนวน 2,157 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างทุกภูมิภาคทั่วประเทศในประเด็น “ความนิยมในพรรคการเมืองและว่าที่นายกรัฐมนตรี” ต่อข้อคำถาม

ภูมิภาคที่ท่านอาศัยอยู่ในปัจจุบัน พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจพักอาศัยอยู่ในภูมิภาคกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 27.60 ปริมณฑล ร้อยละ 19.50 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 16.80 ภาคเหนือ ร้อยละ 10.30 ภาคกลาง ร้อยละ 9.80 ภาคใต้ ร้อยละ 9.10 ภาคตะวันออก ร้อยละ 6.30 และ ภาคตะวันตก ร้อยละ 0.60

ผลจากการหาเสียงของพรรคการเมือง ข้อมูลข่าวสารจากสื่อและผลของการดีเบตในเวทีต่าง ๆ ส่งผลต่อการตัดสินใจของท่านอย่างไร พบว่าไม่ส่งผลยังคงยึดมั่นในพรรคการเมืองเดิม ร้อยละ 66.50 ส่งผลทำให้เกิดความโลเลไม่สามารถตัดสินใจได้ ร้อยละ 19.50 และ ส่งผลมากหันไปยึดมั่นในพรรคการเมืองพรรคใหม่ ร้อยละ 14.00

พรรคการเมืองที่ท่านอยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 พบว่าพรรคการเมืองที่อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.00 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 31.20 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.60 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.60 รวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 3.50 พลังประชารัฐ ร้อยละ 2.80 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 2.40  พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 1.80  พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.10

ผู้นำทางการเมืองที่ท่านอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง 2569 พบว่าผู้นำการเมืองที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้แก่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 33.30 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 31.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 14.10 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 7.60 นายพีรพันธุ์ สาลีรัชวิภาค ร้อยละ 3.60 นางสาวตรีนุช เทียนทองร้อยละ 3.00 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ร้อยละ 2.50 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ร้อยละ 2.30 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 1.80

ท่านตั้งใจจะเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในเขตพื้นที่ของท่านจากพรรคการเมืองใด พบว่า สส.แบบแบ่งเขตที่ตั้งใจจะลือกคือผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 33.80 พรรคประชาชน ร้อยละ 31.50 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.20 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.70 รวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 5.20 พลังประชารัฐ ร้อยละ 3.40 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.30  พรรคไทยก้าวใหม่ ร้อยละ 0.60  พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.30        

ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตท่านจะคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลักพบว่าคำนึงถึงพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดเป็นหลัก ร้อยละ 46.40 ทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดและบุคคล ร้อยละ 37.60 และบุคคลเป็นหลัก ร้อยละ 16.00

ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และ ส.ส.แบบแบ่งเขต ท่านจะเลือกทั้งพรรคและบุคคลอย่างไร เลือกทั้งพรรคและบุคคลจากพรรคเดียวกัน ร้อยละ 78.20 และเลือกพรรคหนึ่ง แต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคในระบบแบ่งเขต ร้อยละ 21.80

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ท่านตั้งใจจะไปใช้สิทธิ์หรือไม่ พบว่าไปแน่นอน ร้อยละ 82.00 และ ไม่ไปแน่นอน ร้อยละ 18.00

ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ท่านอยากเห็นพรรคการเมืองคู่ใดจับมือกันในการจัดตั้งรัฐบาล (จาก 4 พรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้จำนวน สส.มากที่สุด 4 อันดับแรก) พบว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้จับมือกันเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลคือ

ประชาชน – เพื่อไทย ร้อยละ 31.40 

ภูมิใจไทย – เพื่อไทย ร้อยละ 20.30   

ภูมิใจไทย – ประชาชน ร้อยละ 14.50

ภูมิใจไทย – ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 13.60

ประชาชน – ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 11.30

เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 8.90

ผศ.ดร.สานิตกล่าว ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ ผศ. ดร. สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ โทร.029727200-9 ต่อ 330

‘อนุทิน’ ชมผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังพบมีการเบิกเงินสดสูงผิดปกติ ช่วงเลือกตั้ง จี้กกต.สอบ

‘อนุทิน’ ชมผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังพบมีการเบิกเงินสดสูงผิดปกติ  ช่วงเลือกตั้ง จี้กกต.สอบ

‘อนุทิน’ ชมผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังพบมีการเบิกเงินสดสูงผิดปกติ ช่วงเลือกตั้ง จี้กกต.สอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

“อนุทิน” ชมผู้ว่าแบงค์ชาติตรวจเข้ม หลังพบมีการเบิกเงินสดสูงผิดปกติ แนะธนาคารช่วงเลือกตั้ง อาจต้องจำกัดการเบิกพร้อมรายงานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะแบงค์ 100 แบงค์ 500  ลั่น”นายกฯ”ไม่ก้าวก่าย หวั่นเจอข้อครหาใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เหตุเป็นคู่แข่งทางการเมือง

วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 9.15 น. ที่โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ออกมาเปิดเผยว่าขณะนี้มีการเบิกเงินสดแบบผิดปกติว่า หน้าที่ผู้ว่าแบงค์ชาติและแบงค์ทุกแบงค์ ถ้ามีธุรกรรมทางการเงินที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติเขาก็มีหน้าที่ต้องรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนการดำเนินการ ตามภารกิจปกติทั่วไป เป็นหน้าที่ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตนก็ดูใน Facebook ของผู้ว่าฯธปท. ก็ทำถูกต้องทุกอย่างอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็บอกว่าถ้ามีอย่างนี้ก็จะแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือว่าครบถ้วนกระบวนความ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองได้หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงกันแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า “พอดีผมไม่ได้ทำ ก็เลยไม่มอง และมีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว ก็ถูกแล้ว ถ้าพบกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งปกติก็ไม่ได้โทรหาผู้ว่าฯ แบงค์ชาติโดยตรง ก็จะกำชับไปว่าชื่นชมนะที่ออกมาจัดการและสังเกตความผิดปกติและออกมาชี้แจงไว้ก่อน”

นายอนุทิน กล่าวว่า การชี้แจงอย่างนี้ก็ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ว่าฯแบงค์ชาติเอาจริง แล้วนะ ดังนั้นธุรกรรมเหล่านี้แบงค์ทุกสาขาต้องดูให้ดี ถ้าใครมาเบิกแบงค์ 100 แบงค์ 500 ตอนนี้ ก็ไม่ต้องให้เบิกและต้องรายงานอย่างเข้มงวด ซึ่งมันก็ดีใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ดีทำให้การเมืองมีความโปร่งใสเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถามว่าจะขอข้อมูลจากผู้ว่าฯแบงค์ชาติเกี่ยวกับการเบิกเงินไปใช้ในเส้นทางที่ผิดกฎหมายหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
นายกฯไม่เกี่ยว เพราะนายกฯถือเป็นคู่แข่งคนหนึ่ง ดังนั้นถ้าตนลงไปเกี่ยวข้องหรือทำอะไรเดี๋ยวจะหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ให้เกิดความเป็นธรรม สิ่งที่ตนจะทำได้เต็มที่คือ โทรไปหารมว.คลัง ว่าชื่นชมผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่ได้ออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องของธุรกรรมทางการเงินในช่วงเลือกตั้งนี้

แสวง เผย คุยผู้ว่าแบงก์ชาติแล้ว สั่งเฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันรุนแรง

แสวง เผย คุยผู้ว่าแบงก์ชาติแล้ว สั่งเฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันรุนแรง

แสวง เผย คุยผู้ว่าแบงก์ชาติแล้ว สั่งเฝ้าระวังพื้นที่แข่งขันรุนแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

‘แสวง’เผยคุยผู้ว่าแบงค์ชาติแล้ว เตรียมหารือเข้มอีกรอบ รับข้อมูลเบิกเงินสด บิ๊กล็อต และสั่งหน่วยงานสนง.กกต.เฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมาย-แข่งขันรุนแรงแล้ว

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายแสวง  บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงค์ชาติ พบความผิดปกติในการเบิกเงินสดช่วง 10 วันที่ผ่านมากว่า 250 ล้านที่เน้นการแลกเป็นธนบัตร ใบละ 100 บาทและ 500 บาท ซึ่งเข้าข่ายน่าสงสัยและได้ส่งเรื่องให้ ปปง. และ กกต. ตรวจสอบแล้ว ว่า วันนี้ตนได้คุยกับท่านผู้ว่าแบงค์ชาติในหลักการกว้างๆ แล้ว จะได้คุยกันในรายละเอียดว่าจะร่วมมือกันทำงานให้ออกมาดีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร จะคุยกันโดยเร็วที่สุด เพราะเบื้องต้นแบงค์ชาติและ กกต. ไม่ได้ทำMOUไว้ จึงต้องหาวีธีการที่จะทำงานร่วมกันในระยะสั้นนี้ให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งท่านยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนงานของ กกต. อย่างเต็มที่ 

“ท่านยินดีที่จะให้ข้อมูลนี้กับกกต.ซึ่งตามกฎหมายเรารับข้อมูลได้ไม่ผิด แต่การให้มันก็ต้องมีช่องทาง ซึ่งกกต.ไม่ได้ทำ MOU กับแบงค์ชาติเหมือนที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ทำ จึงกำลังหาช่องทาง วิธีการว่าจะถ่ายโอนข้อมูลอย่าง ไร  แต่ส่วนของปปง.เรามีการประสานงานกันอยู่แล้ว หากเขาพบความผิดปกติอะไรก็จะแจ้งมา” นายแสวงกล่าวและว่า ในส่วนของสำนักงานกกต.ขณะนี้ตนได้สั่งให้ด้านสืบสวนสอบสวน เฝ้าระวังและติดตามดูพื้นที่ที่เห็นว่ามีการแข่งขันกันรุนแรงและคาดว่าจะมีการกระจายของเม็ดเงินดังกล่าวแล้ว 

อนุทิน ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังมีคนโวยชื่อผีโผล่ทะเบียนบ้าน ชี้ ผูกเรื่องโยงเลือกตั้งกันเอง

อนุทิน ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังมีคนโวยชื่อผีโผล่ทะเบียนบ้าน ชี้ ผูกเรื่องโยงเลือกตั้งกันเอง

อนุทิน ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังมีคนโวยชื่อผีโผล่ทะเบียนบ้าน ชี้ ผูกเรื่องโยงเลือกตั้งกันเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

“อนุทิน“ยัน มท.ตรวจสอบชื่อปชช.ตลอด หลังคนโวยชื่อผีโผล่ในทะเบียนบ้าน วอนอย่าผูกเรื่องโยงลต. เผย ยังไม่พบเคลื่อนไหวผิดปกติ  ยัน แยกบทบาทส่วนตัว-การเมือง โยน “พิพัฒน์” แจงปม ยุปชช.เลือกฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ แนะ ระวังบทบาทช่วงลต.
    
เมื่อเวลา09.05น. วันที่ 29 ม.ค. ที่รร.วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการร้องเรียนชื่อบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้าน ในหลายพื้นที่ ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งการเลือก จะตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ ว่า ต้องมีอยู่แล้ว ตอนที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบก็ถูกกล่าวหาว่าตรวจสอบมากเกินไป และใช้เวลานานทำให้ประชาชนเดือดร้อน 
พอมีชื่อผีเข้ามาในทะเบียน ก็เรียกร้องว่าทำไมมหาดไทยไม่ตรวจสอบ ซึ่งเรามีไทม์ไลน์เรื่องนี้และมีรายชื่ออยู่แล้ว เช่น กรณีที่จะต้องจ่ายเงินเยียวยาประชาชน ต้องตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมี 5% ที่ตกหล่นไปบ้าง หรือประเมินความเสียหายไม่เสร็จ โดยกระทรวงมหาดไทย ติดตามอยู่ตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชื่อผีที่เข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านคนอื่นอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการผูกเรื่องกันไปเองทั้งนั้น ตนทำงานในฐานะนายกฯและรมว.มหาดไทย แยกแยะเรื่องพวกนี้ได้ ไม่มีคำว่าเลือกตั้งหรือหาคะแนน ไม่มีคำว่าพวกเราหรือพวกเขา ตนไม่มีนับญาติ ใครเคยเห็นว่านับญาติกับใครบ้างไม่ว่าจะกับคนไทยหรือคนต่างชาติ เวลาทำงานตามหน้าที่

เมื่อถามว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พบมีเรื่องใด
ที่เคลื่อนไหว ผิดปกติหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ทุกคนทำตามหน้าที่และบทบาทของตัวเอง และการลงพื้นที่หาเสียงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่28 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ลาราชการระหว่างเดินหาเสียงพบนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ยังทักทายกันดี ซึ่งทุกคนต้องทำตามบทบาทหน้าที่กันไป เรื่องส่วนตัวไม่มีอะไร และต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิไทย ดูแลการหาเสียงภาคใต้ เชิญชวนประชาชนให้เลือกพรรคที่รักชาติ เช่น พรรคภูมิใจไทย ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติไม่จำเป็นต้องเลือก  จะถูกทำให้มองว่าเป็นการแบ่งฝ่าย หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินอย่างนั้น ขอให้ถามจากนายพิพัฒน์ ที่อยู่ระหว่างไปช่วยหาเสียงในพื้นที่รับผิดชอบ จึงยังไม่ได้คุยกัน

เมื่อถามย้ำว่าจะกำชับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้ระวังการออกแคมเปญรณรงค์หาเสียงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนทราบกรอบกฎหมาย ไม่ใช่แค่การประชุมพรรค แต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้ย้ำให้ทุกคนแยกบทบาทหน้าที่ให้ดี เพราะยังมีความเป็นรัฐมนตรีอยู่ ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำหน้าที่ให้ดี จนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ ส่วนรัฐมนตรี คนไหนจะไปหาเสียงเลือกตั้งในเวลาราชการต้องลาราชการให้ถูกต้อง ไม่ใช้ทรัพย์สินของราชการ ไม่ใช้รถประจำตำแหน่ง รถนำขบวน ไม่นำข้าราชการประจำไปเพื่ออำนวยความสะดวกหรือประสานงาน

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกดิสเครดิตในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ตนคิดว่าถ้าเราไม่ใช่คู่แข่งที่มีศักยภาพ เหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และ 2566 คงไม่โดนกระแสดิสเครดิตหรือต่อต้านจากฝ่ายตรงข้ามแรงขนาดนี้ เราทราบอยู่ว่ากำลังทำอะไรและต้องทำต่อไป ยอมรับว่ามีกังวลบ้างว่าสส.จะสอบผ่าน เพราะเวลาที่ไปปราศรัยช่วยผู้สมัครสส. หาเสียง แล้วประชาชนไม่รู้จัก แสดงว่าขยันไม่จริง หรือผู้สมัครยังลงพื้นที่ไม่เต็มที่ ต้องเรียกมากำชับให้ลงพื้นที่ให้ใกล้ชิดประชาชน มากขึ้น 

ชาดาควงซาบีดา ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนท์ หนุนลูกสาว อสส. ชูนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-แก้โกงน้ำท่วมอัจฉริยะ

ชาดาควงซาบีดา ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนท์ หนุนลูกสาว อสส. ชูนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-แก้โกงน้ำท่วมอัจฉริยะ

ชาดาควงซาบีดา ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนท์ หนุนลูกสาว อสส. ชูนโยบายฮัจญ์ราคาถูก-แก้โกงน้ำท่วมอัจฉริยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“ชาดา” ควง “ซาบีดา” ลุยหาเสียงชุมชนมุสลิมนนทบุรี ช่วย “กัญญาพร” ลูกอสส. หาเสียง ชูนโยบายแก้น้ำท่วม – ลดค่าฮัจญ์ ย้ำ “พูดแล้วทำพลัส” อ้อนขอคำแนนโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.อุทัยธานี  พรรคภูมิใจไทยพร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่มัสยิดฮิดายะตุ้ลอุมมะฮ์ (มัสยิดตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ช่วยหาเสียง ให้นางสาวกัญญาพร แก้วทิพย์ หรือ ทราย ผู้สมัครสส.นนทบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สมัครคนดังกล่าว เป็นลูกสาว ของนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน  

ทั้งนี้นายชาดา ได้นำทีมพบปะพูดคุยกับผู้นำศาสนา และพี่น้องประชาชนในชุมชน พร้อมนำเสนอนโยบายของพรรค เพื่อคนมุสลิมในไทย 

จากนั้น นางสาวซาบีดา ได้เดินทางต่อไปยังมัสยิดดารุ้ลอิสลาม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นางสาวซาบีดา กล่าวถึงการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยว่า พรรคให้ความสำคัญกับการเข้าพบชุมชนมุสลิมโดยตรง เพื่อรับฟังปัญหา และความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับการสะท้อนซ้ำซาก คือปัญหาน้ำท่วม จึงได้นำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมอัจฉริยะ ที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแจ้งเตือนภัยและบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังให้ความสำคัญกับกิจการศาสนาอิสลามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการพิธีฮัจญ์ ซึ่งที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพไว้ได้อย่างครบถ้วน สะท้อนถึงความจริงใจในการทำงานและการแก้ปัญหาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

ในด้านเศรษฐกิจ นางสาวซาบีดา ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากยังเรียกร้องให้มีโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยย้ำว่าโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นเสียงสะท้อนที่ได้รับจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ พรรคภูมิใจไทยยังชูนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และวัฒนธรรมไทยสู่เวทีสากล ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 4,600 ล้านบาท และช่วยยกระดับศักดิ์ศรีของประเทศในเวทีนานาชาติ

นางสาวซาบีดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง พรรคภูมิใจไทยขอความเชื่อมั่นจากประชาชนให้เลือกพรรคและผู้สมัครของพรรค เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พรรคสามารถทำงานได้จริง แก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสโลแกนของพรรค “พูดแล้วทำพลัส”

ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาแจงยิบ เหตุสหรัฐส่งเรือรบเยือนฐานทัพเรียม

ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาแจงยิบ เหตุสหรัฐส่งเรือรบเยือนฐานทัพเรียม

ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชาแจงยิบ เหตุสหรัฐส่งเรือรบเยือนฐานทัพเรียม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ไขข้อสงสัย สหรัฐฯ ส่งเรือรบเยือน “ฐานทัพเรือเรียม” ชี้ สัญญาณถ่วงดุลอำนาจ ไม่ใช่ตั้งฐาน–ไม่เปลี่ยนขั้วพันธมิตร

วันที่ 29 มกราคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงกรณี ที่สหรัฐอเมริกาส่งเรือรบเข้าเยี่ยมฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ได้ก่อให้เกิดคำถามในสังคมถึงนัยทางการทูตและความมั่นคงในระดับภูมิภาค ว่า การเยือนดังกล่าวเป็นกิจกรรมตามกรอบ “การทูตทางเรือ” (Naval Diplomacy) ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิได้มีนัยถึงการเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ หรือการเข้าไปตั้งฐานทัพถาวรแต่อย่างใด

ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ การเยี่ยมฐานทัพเรียมของสหรัฐฯ มีความหมายสำคัญใน 3 ระดับหลัก ได้แก่

1.ระดับเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Level) 
-สะท้อนว่ากัมพูชายังคงเปิดพื้นที่-
-ทางการทูตต่อหลายฝ่าย ช่วยลดภาพว่าฐานทัพเรือเรียมอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายเดียว

2.ระดับการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signaling)
-สหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีบทบาทและติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
-เป็นการรักษาสมดุลอิทธิพลในภูมิภาค โดยไม่แสดงท่าทีเผชิญหน้าโดยตรง

3.ระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี (Bilateral Engagement)
-เป็นช่องทางในการคงหรือฟื้นการสื่อสารด้านทหาร–การทูต
-ช่วยสร้างความไว้วางใจขั้นต่ำระหว่างกัน (Confidence-Building Measure)

อย่างไรก็ตาม การเยือนท่าเรือดังกล่าวยังไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการ “ยอมรับ” ฐานทัพเรือเรียมในเชิงกฎหมายหรือยุทธศาสตร์ การเยือนเป็นเพียงการทูตเชิงปฏิบัติ เพื่อรักษาช่องทางการสื่อสารและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่เท่านั้น

ในมุมมองของอาเซียน เหตุการณ์นี้สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลาง ไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจยังดำเนินไปภายใต้กรอบที่ไม่ทำให้ภูมิภาคตึงเครียดเกินไป และอาเซียนยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางทางการทูต

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังไม่ปรากฏผลกระทบด้านความมั่นคงหรือทางทหารโดยตรง แต่ในภาพรวม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าบทบาทและพื้นที่ของกองทัพกัมพูชายังคงอยู่ในความสนใจของประชาคมระหว่างประเทศ และอาจเพิ่มแรงกดดันทางอ้อมให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การเยือนฐานทัพเรือเรียมของเรือรบสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการทูตทางทหารเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนการแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาค แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบการรักษาสมดุล ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วพันธมิตร และไม่ใช่การยกระดับสถานการณ์ทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่ลงตัว ไร้การลงนาม หลังยังมีประเด็นต้องหารือเพิ่มเติม

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่ลงตัว ไร้การลงนาม หลังยังมีประเด็นต้องหารือเพิ่มเติม

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่ลงตัว ไร้การลงนาม หลังยังมีประเด็นต้องหารือเพิ่มเติม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ทภ.1 แจง ถก RBC ไทย-กัมพูชา ยังไม่บรรลุข้อตกลง ไร้การลงนาม รอหารือเพิ่มเติมประเด็นเห็นไม่ตรงกัน

วันที่ 29 มกราคม 2569 กองทัพภาคที่ 1 แจ้งผลการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 

ตามที่มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ณ ที่ทำการจุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568  โดยในวันที่ 27-28 มกราคม 2569 คณะกองเลขานุการฯ ซึ่งมีเสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายไทยและรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 เป็นประธานกองเลขานุการฯ ฝ่ายกัมพูชา ได้จัดประชุมหารือ  การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และจัดทำร่างบันทึกข้อตกลง ซึ่งหากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องตามร่างบันทึกข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ก็จะลงนามร่วมกัน ในวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อยึดถือปฏิบัติต่อไปนั้น 

สำหรับผลการประชุมของคณะกองเลขานุการฯ ดังกล่าว ยังไม่สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้บรรลุตามความมุ่งหมายของทั้งสองฝ่ายได้ โดยยังมีประเด็นที่จะต้องมีการหารือเพิ่มเติม จึงยังไม่มีการลงนามตามที่กำหนดไว้ โดยคณะกองเลขานุการ ฯ จะกำหนดการหารือ เพื่อจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงให้บรรลุตามความมุ่งหมายอย่างแท้จริงของทั้งสองฝ่าย ในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติ ณ ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 1 ยังคงปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตย  ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางกำลังดูแลพื้นที่ในความรับผิดชอบ ให้มีความสงบเรียบร้อย และประชาชนมีความปลอดภัยอย่างสูงสุดเช่นเดิม โดยยึดถือตามถ้อยแถลงร่วม(Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568