เปิดตัวสุดล้ำ ทนงศักดิ์นั่งรถแห่รอบบางบ่อ พร้อมไอเทมเด็ด พวงมาลัยปลาสลิด

เปิดตัวสุดล้ำ ทนงศักดิ์นั่งรถแห่รอบบางบ่อ พร้อมไอเทมเด็ด พวงมาลัยปลาสลิด

เปิดตัวสุดล้ำ ทนงศักดิ์นั่งรถแห่รอบบางบ่อ พร้อมไอเทมเด็ด พวงมาลัยปลาสลิด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ปชป. ลุยบางบ่อ หนุน “ทนงศักดิ์” ชิง สส.สมุทรปราการ เขต 8 – รับพวงมาลัยปลาสลิด ของดีท้องถิ่น ก่อนขึ้นรถแห่ ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก–คุณภาพชีวิต 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วย นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ และนางสาวรังสิมา รอดรัศมี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับ นายทนงศักดิ์ ปิ่นถาวร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 8 หมายเลข 10 ณ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ  ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนทักทายมอบดอกกุหลาบ พร้อมสวมกอดให้กำลังใจตลอดทาง

โดยกิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 16.00 น. ที่อำเภอบางบ่อ คณะผู้บริหารพรรคพร้อมด้วยผู้สมัครขึ้นรถแห่หาเสียง ไปที่ตลาดเตียกุ่ยฮวด ได้พบปะกับประชาชน พ่อค้าแม่ค้า โดยมีคนนำพวงมาลัยปลาสลิดที่ถือเป็นของขึ้นชื่อบางบ่อมาแขวนคอให้ เพื่อเป็นการต้อนรับสู่บางบ่อ

ต่อมาในเวลา 16.30 น. คณะผู้บริหารพรรคและผู้สมัครได้ขึ้นรถแห่หาเสียงจำนวน 3 คัน เคลื่อนขบวนจากตลาดเตียกุ่ยฮวด ผ่านตลาดเสริมสุข และพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอบางบ่อ ก่อนวนกลับมาจอดบริเวณหน้าตลาดเสริมสุข และเริ่มปราศรัยบนรถแห่ในเวลา 17.00 น.  โดยผู้บริหารพรรคและผู้สมัครได้นำเสนอนโยบาย มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อำเภอบางบ่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมย้ำจุดยืนการทำงานทางการเมืองด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยขอแรงสนับสนุนจากประชาชนให้ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

จากนั้นในเวลา 17.45 น. คณะได้ลงเดินภายในตลาดเสริมสุข เพื่อทักทายและพูดคุยกับประชาชนที่มาเดินจับจ่ายใช้สอย สร้างความเป็นกันเองและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างใกล้ชิด

อนุทิน ลั่นปลด หมอสุภัทร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจงข้าราชการ

อนุทิน ลั่นปลด หมอสุภัทร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจงข้าราชการ

อนุทิน ลั่นปลด หมอสุภัทร ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจงข้าราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

“อนุทิน” ลั่นปลด “หมอสุภัทร” ไม่เกี่ยวภูมิใจไทย เชื่อถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปโยงการเมือง ยันไม่เคยสั่งการ-ไม่มีนโยบายปลดเจาะจง ขรก. เชื่อไม่กระทบคะแนนเสียง 

วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 09.10 น.  ที่โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการ ออกมาแนะนำนายกฯให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ผู้สมัคร สส. จ.สงขลา เขต 2 สังกัดพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงการเลือกตั้งเพราะจะมีผลเสียมากกว่าผลดีว่า ตนไม่ได้รับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ นอกจากรับทราบจากทางข่าวสารและการพูดถึง ตนออกจากกระทรวงสาธารณสุขมาหลายปีแล้ว และที่ตนได้พบกับรมว.สาธารณสุขในงานเมื่อคืนวันที่ 28 ม.ค.ตนได้สอบถาม

ซึ่งรัฐมนตรีบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีเรื่องของการเมือง ตนคิดว่าอาจารย์ปริญญาที่บอกว่าให้เราถอยเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย อาจารย์ปริญญาก็เป็นอาจารย์ ก็น่าจะทราบและมีความรู้ทางด้านกฎหมายดีว่าตรงไหนที่ฝ่ายการเมืองทำได้ ตรงไหนทำไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เราเป็นรัฐบาลยิ่งไปมีความเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้ใหญ่เลย ตนไม่เคยข้องแวะข้องเกี่ยวหรือไม่ได้ไปสั่งการใดๆในเรื่องของงานประจำ ที่ไม่ใช่นโยบายที่จะให้ปลดข้าราชการจำเพาะเจาะจง แบบนี้ให้ไม่ได้อยู่แล้วมันผิดอยู่แล้ว 

นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายที่บอกว่าให้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชนทั่วไป อันนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลตน ตนถึงได้ใช้คำว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ผู้สื่อข่าวต้องอย่าลืมด้วยตนดำเนินแนวทางนี้มาตลอด มันถึงสามารถดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งล่าสุดมีการจับกุมระดับผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วย ที่ไปมีส่วนร่วมกับการขุดบิตคอยน์ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมีรายงานมาตนก็รับทราบ ใครผิดใครถูกก็ดำเนินการเต็มที่

เมื่อถามว่านายกฯไม่ห่วงว่าจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยลดลงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ตนจะไปห่วงได้อย่างไร มันเป็นความพยายามที่จะนำไปเกี่ยวโยงมากกว่า คนที่นำไปเกี่ยวโยงก็คือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่เกี่ยวเลย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คุมกระทรวงสาธารณสุขมา2ปีกว่าแล้ว เพิ่งเข้าไปแค่3เดือน ถ้าจะว่าไปแล้วสืบสวนสอบสวนข้าราชการกระทำผิดอะไรใดๆ ที่จะต้องเข้าออกสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งกว่าจะเข้าออกได้ต้องดูว่ามันเกิดขึ้นสมัยไหน ไม่ใช่ทำได้ภายใน 3-4 เดือน แล้วอยู่ดีๆจะมาบอกว่าคนที่จะต้องไปสั่งห้ามไม่ให้เข้าแล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไร

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า อย่าเอามานับญาติหรือข้องแวะอะไรกับตนเลย ตนแม้ว่าออกมาจากกระทรวง3เดือน ถามปลัดฯถามอธิบดีได้เลยว่าเคยเห็นหน้าตนไหม เคยต้องมารายงานหรือมาติดต่ออะไรกับตนไหม ไม่มีเลย ตนกลับมาอีกที3เดือนหลังจากนั้นตนก็มาทำหน้าที่ของตน โดยทำหน้าที่รมว.มหาดไทย สำหรับตนมืออาชีพอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก

เทพไท มึนตึบ อนุทิน-กกต. ไม่รู้ข่าวซื้อเสียง ทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั่วใต้

เทพไท มึนตึบ อนุทิน-กกต. ไม่รู้ข่าวซื้อเสียง ทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั่วใต้

เทพไท มึนตึบ อนุทิน-กกต. ไม่รู้ข่าวซื้อเสียง ทั้งที่ชาวบ้านรู้กันทั่วใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง ระบุว่า มึน!!! อนุทิน-กกต. ไม่รู้ว่ามีซื้อเสียง

ผมได้ฟังการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกระแสข่าวการซื้อเสียงอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตนยังได้ยินอะไร เมื่อนักข่าวถามว่า มีรายงานข่าวพบว่า ในช่วง2-3เดือนที่ผ่านมา พบความผิดปกติในการถอนเงินสดจากธนาคาร นายอนุทินก็กล่าวว่า ตนยังได้รับรายงาน

การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน สอดคล้องกับท่าทีของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.ได้พูดถึงกระแสข่าวซื้อเสียงอย่างหนักในหลายพื้นที่ว่า ยังไม่พบการซื้อเสียง ทั้งนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ และเลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ต่างออกมายืนยันว่า ไม่ได้ยินข่าว ไม่ทราบข่าว ไม่มีกระแสข่าวเรื่องนี้

แต่ในทางกลับกัน กระแสข่าวซื้อเสียงดังกระฉ่อนทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ ทุกเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคใต้ มีการซื้อเสียงกันอย่างรุนแรง และหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และเป็นภาคเดียวนักเลือกตั้งที่ต้องการซื้อเสียง จะไปเจาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับไม่ได้รับรายงาน และนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งไม่ทราบว่าการทำงานของข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด จนถึงนายอำเภอ ได้รับรู้เรื่องนี้และได้รายงานเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชาหรือไม่

ในส่วนของกกต.ไม่ทราบว่า กกต.จังหวัดได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหญ่หรือไม่ ถ้าหากว่ากระทรวงมหาดไทยและกกต. ไม่รับรู้เรื่องนี้ และไม่ได้ยินข่าวเรื่องการซื้อเสียง ก็อยากให้ไปถามชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเขารู้กันหมดว่า มีการจดรายชื่อเตรียมการซื้อเสียงแล้ว บางเขตปล่อยเงินแล้ว ปล่อยกระสุนดินดำแล้ว บางเขตปล่อยเงินให้กับหัวคะแนน แกนนำแล้วคนละ 10,000 บาท ให้กับผู้ใหญ่บ้านคนละ 5000 บาทให้กับผู้ช่วยฯคนละ 3000 บาท และบางพรรคได้ใช้กลไกของรัฐ ข้าราชการปกครองอำนวยความสะดวกในการซื้อเสียงกันอย่างครึกโครม แต่ผู้บังคับบัญชาไม่รู้เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ยิ่งผลการสำรวจของนิด้าโพล และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา สำรวจความเห็นของประชาชน พบว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังมาแรง อาจทำให้กระแสอภิสิทธิ์ฟีเวอร์พัดพาผู้สมัครส.ส.เขตเข้ามาด้วย ยิ่งทำให้ผู้สมัครพรรคการเมืองอย่างน้อย2พรรค ที่นิยมการซื้อเสียง ต้องซื้อเสียงอย่างหนัก ทำการบ้านมากขึ้น จึงเป็นไปได้ว่าโค้งสุดท้ายนี้ เงินจะสะพัดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้มากขึ้น

ตราบใดที่กระแสประชาธิปัตย์ กระแสอภิสิทธิ์รุนแรง หรือเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างมาก ก็ยิ่งทำให้การระดมเงิน เพื่อลงพื้นที่ภาคใต้ยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว จึงฝากให้กกต.และกระทรวงมหาดไทยได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วย

เดือดจัด! อาจารย์อ้อย ตะโกนถาม สรยุทธ ใจทำด้วยอะไร ปมหนุนพรรคส้ม

เดือดจัด! อาจารย์อ้อย ตะโกนถาม สรยุทธ ใจทำด้วยอะไร ปมหนุนพรรคส้ม

เดือดจัด! อาจารย์อ้อย ตะโกนถาม สรยุทธ ใจทำด้วยอะไร ปมหนุนพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.09 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 “อาจารย์อ้อย” อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใจคุณสรยุทธ  ทำด้วยอะไร  อ่านข่าวมาก็เนิ่นนาน เห็นทุกอย่างที่ทรงทำเพื่อพสกนิกร  แต่วันนี้ก็ยังส่งเสริมคนพวกนี้ ที่เหยียบย่ำหัวใจคนไทย หมิ่นและด่าว่าในหลวง ร.9 อย่างหยาบคาย ใจคุณสรยุทธ  ทำด้วยอะไรคะ

โอกาสในชีวิต หน้าที่การงาน ความนิยมชมชอบของประชาชน ส่วนนึงมาจากความสามารถความพากเพียรของคุณสรยุทธค่ะ แต่เคยคิดมั้ยว่า  หากประเทศนี้ไม่มีเสถียรภาพ  ไม่มีกษัตริย์รักษาแผ่นดิน และทุ่มเทให้เราได้อยู่อย่างสงบสุข คุณสรยุทธจะมีโอกาสได้ทำมาหากินจนร่ำรวย จนได้ชื่อว่าสื่อใหญ่ มีชื่อเสียงมากมาย  อย่างนี้มั้ยคะ แล้วรู้มั้ยว่า กษัตริย์ทุกข์ใจสาหัสยามทรงเผชิญภัยใหญ่หลวง เพราะต่างชาติจะมาปล้นอธิปไตยของชาติ  สำนึกกันบ้างมั้ยคะ เด็กรุ่นนี้ไม่รู้หรอกค่ะ  เพราะไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต เขาได้เรียนแค่ลำดับเรื่องราว  แต่คุณสรยุทธต้องรู้สิคะ
เพราะเป็นคนรุ่นเก่า หรือรู้แล้วไม่สนคะ  

ตอนประเทศเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส ร.5 พระปิยมหาราช เสียพระทัยจนอยากตาย อาหารก็ไม่ยอมเสวย  ประชวรก็ไม่ยอมเสวยยา ทรงอยากตายค่ะ  ทรงอยากตาย เคยได้ยินมั้ยคะว่า กษัตริย์อยากตาย  เพราะเกรงจะเสียอธิปไตยของชาติไป กลัวปวงชนชาวไทยจะกลายเป็นทาสเขาค่ะ คุณสรยุทธที่หนุนพวกชิงชังสถาบันน่ะ  เคยสำนึกบ้างมั้ยคะ ในความเป็นมนุษย์นี่ เราต้องมีสำนึกกตัญญู
..
การเนรคุณบิดเบือนความดีอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ เขาเรียกว่าเป็นคนเนรคุณและเป็นคนทุจริตค่ะ เป็นความทุจริตจากรากเหง้าสันดาน  ไม่ใช่แค่ทุจริตเบียดบังทรัพย์ การให้ข้อมูลเท็จเป็นความทุจริต เราจะสนับสนุน คนที่โกหกเพื่อทำลายคนดีได้อย่างเลือดเย็น  มาปราบทุจริตหรือคะ วันนี้คุณสรยุทธ หนุนพรรคที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เหลือแต่ประชาชน  คุณสรยุทธรู้แนวทางของเขา แต่ก็ยังหนุนเขา ทำตามเกมเขา พรรคส้มเนี่ย   ไม่สนเรื่องแก้ทุจริตหรอกค่ะ แค่เอามาใช้หาเสียง

คุณสรยุทธช่วยกระพือเรื่องทุจริตเบียดบังทรัพย์  แต่ไม่แตะต้องพฤติกรรมพยายามล้มโครงสร้างแผ่นดิน เพื่อช่วยให้เขาล้มเสาหลักของชาติได้สำเร็จ  ใช่มั้ยคะ สิ่งที่พวกเขาทำ คือการไล่เจ้าของบ้านผู้เอื้ออารี ที่ให้ที่อยู่อาศัยตั้งแต่พวกนี้ยังไม่เกิด ไล่ให้ออกไปค่ะ  ไล่ด้วยวิธีการใส่ร้ายและเหยียบย่ำทำลาย ขอถามคำเดียวและจะไม่ถามคุณสรยุทธอีกเลย

ใจคุณสรยุทธ  ทำด้วยอะไรคะ

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
28 มกราคม 2569

เจ้าหญิงน้ำแข็ง เบี้ยที่ถูกปั้นเป็นฮีโร่ นิทานสะท้านใจจาก CEO หนุ่ม

เจ้าหญิงน้ำแข็ง เบี้ยที่ถูกปั้นเป็นฮีโร่ นิทานสะท้านใจจาก CEO หนุ่ม

เจ้าหญิงน้ำแข็ง เบี้ยที่ถูกปั้นเป็นฮีโร่ นิทานสะท้านใจจาก CEO หนุ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

วันนี้ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 บอม โอฬาร วีระนนท์ CEO บริษัทดัง โพสต์เล่านิทานเรื่องหนึ่งบนโลกออนไลน์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา โดยมีข้อความทั้งหมด ระบุว่า ” ” นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา ” ณ อาณาจักรสีส้ม มีเจ้าหญิงน้ำแข็งผู้หนึ่ง นางมิได้ขี่ม้าศึก มิได้มีราชรถหรู มีเพียง จักรยานคันเก่ง เป็นพาหนะ พานางเข้าถึงผู้คนอย่างรวดเร็ว จนภาพของเจ้าหญิง กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “คนธรรมดาที่กล้า” เจ้าหญิงน้ำแข็งเชี่ยวชาญภาษาแห่งยุคสมัย ถ้อยคำสั้น คม ภาพแรง สะเทือนอารมณ์สาวกช่วยกันปั้นเรื่อง สร้างคลื่นข่าวปลอดนานา เมืองสีส้มจึงสั่นไหว ตามจังหวะการปั่นของจักรยาน

วันหนึ่ง สายตาของเจ้าหญิงหันไปเห็น แสงเทียนแห่งศรัทธา มิใช่ไฟแห่งอำนาจ หากคือแสงแห่งความเคารพต่อผู้มีพระคุณ ต่อแผ่นดิน ที่ส่องอยู่ในหัวใจ ผู้คนมาช้านานด้วยความมั่นใจ ในพลังสื่อ เจ้าหญิงเชื่อว่า แสงเทียนนั้น เริ่มโรยราและแรงลม จากข่าว ที่ถูกปั้น น่าจะพัด ให้ศรัทธานั้น ดับลงได้ ในยุคที่ ทุกอย่างวัดด้วย ยอดคลิกและความไว แต่สิ่งที่เจ้าหญิงไม่รู้คือ แสงเทียนนั้น ไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว มันอยู่ใน หัวใจผู้คน หลายสิบล้านดวง เป็นแสงเล็ก ๆ มากมายที่รวมกันแล้ว สว่างไสว กว่าที่ใครคาดคิด

บอม โอฬาร วีระนนท์

ในโลกที่ Digital Footprint ไม่เคยจางหายทุกคำ ทุกภาพ ทุกการกระทำ ถูกบันทึกไว้เงียบ ๆ เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องที่เคยถูกปั้นเริ่มร้าว ความจริง ที่เคยถูกกลบ เริ่มโผล่พ้นผิวน้ำและเงาของน้ำแข็ง ก็สะท้อนชัดขึ้น ในสายตาสาธารณะ สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่การเผชิญแรงต้าน ของทั้งเมือง แต่คือการที่เจ้าหญิง เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนคือ Hero ผู้ถวายชีพ เพื่ออุดมการณ์ แม้รู้ว่าปลายทาง อาจเป็นคุกใต้ดินหรือการย้ายถิ่นพำนัก เพราะศรัทธาต่อ เจ้าสัวกังฉิน และ เหล่าเจ้าสำนักสีส้ม ผู้วาดฝันว่า การเสียสละครั้งนี้ จะเปลี่ยนแผ่นดิน แต่ในสายตา ของคณะเจ้าสำนัก เจ้าหญิงไม่เคยเป็นฮีโร่ นางเป็นเพียง เบี้ย ที่ถูกใช้ให้สุด ใช้ให้คุ้ม เมื่อยังมีโอกาส

เมื่อเวลาของเจ้าหญิงหมดลงเจ้าสำนักและคณะ ก็เงียบ และหันไปหาเบี้ยตัวใหม่ สิ่งที่ถูกทิ้งไว้คือ เจ้าหญิงกับความคับแค้นในใจ คำถามที่ไร้คำตอบว่า “ทั้งหมดนี้คุ้มค่าหรือไม่” ต่อให้วันหนึ่งเจ้าหญิง จะหายไป โศกนาฏกรรมของเธอ จะไม่ถูกปล่อยให้พัก มันจะถูกหยิบมาเล่า แปรรูป เป็นสินค้า ให้พ่อค้าสีส้มกังฉิน ใช้หากินในอาณาจักรสีส้มต่อไป

บอม โอฬาร วีระนนท์

นิทานเรื่องนี้สอนว่า จักรยานพาไปได้ไกล แต่พาหนีความจริงไม่ได้สื่อสร้างคลื่นได้ แต่ลบความจริงไม่ได้และแสงเทียนแห่งศรัทธา ยังคงอยู่ในหัวใจ ผู้คนจำนวนมาก ไม่มีลมใดพัดให้ดับลง ได้ง่าย และสิ่งหนึ่งที่นิทานอาจสะท้อนมาถึงชีวิตเราได้ “ ชีวิตจะเป็นไปตามคน…ที่คุณเลือกคบ และอาจไม่จบ อย่างสมหวัง ดังนิทาน ” #นิทานการเมือง #เจ้าหญิงน้ำแข็ง #จักรยานคันเก่ง #แสงเทียนแห่งศรัทธา #แยกแยะก่อนเชื่อ #ชีวิตจะเป็นไปตามคนที่คุณเลือกคบ”

ทั้งนี้ บอม โอฬาร วีระนนท์ เติบโตขึ้นที่สมุทรปราการ เกิดและทำงานในกรุงเทพ เป็น CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Durian Corporation (DURIAN) ที่เชี่ยวชาญด้าน Venture Builder ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมหลากหลาย ทั้ง AgTech, EdTech, HealthTech และ e-Commerce พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาองค์กรในการก้าวสู่ Digital Transformation และยังเป็นเจ้าของสื่อทันสมัยที่เข้าถึงผู้คนกว่า 3 ล้านคน​ และเขายังเป็น CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง บจ.ยักษ์เขียว (YAK GREEN) ธุรกิจเกษตรมูลค่าสูงและสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ สร้างฟาร์มต้นไม้ วัสดุปลูก และเทคโนโลยีเพื่อภูมิสถาปัตย์และ BCG Economy โดยมีตลาดหลักในกลุ่ม GCC 6 ประเทศ (ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, โอมาน, UAE, กาตาร์, บาห์เรน) ด้วยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งไทยและต่างประเทศ

บอม โอฬาร วีระนนท์

นอกจากนี้ บอม โอฬาร วีระนนท์ เคยทุ่มเทร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองถึง 3 พรรคใหญ่ ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้า และพรรคสร้างอนาคตไทย ได้เรียนรู้ทั้งการก่อตั้งพรรค การทำงานเชิงอุดมการณ์ การขับเคลื่อนนโยบาย และการร่วมมือกับผู้นำระดับชาติ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาได้สัมผัส พลัง การต่อสู้ ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ และการลุกขึ้นใหม่ จนตกผลึกความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยหลักการ “3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี การเชื่อมโยง ความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม การกำหนดนโยบาย​

ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันมากมายกับโพสต์ของ บอม โอฬาร วีระนนท์ CEO บริษัทดัง ที่ออกมาเล่าเรื่อง นิทานเจ้าหญิงน้ำแข็ง จักรยานคันเก่ง และแสงเทียนแห่งศรัทธา เช่น​

“คุก 6 ปี รออยู่จ้า”

“จดจำไม่ลืมเลือน ทุกประโยคที่แซะ ทุกคำกล่าวหา”

“แม่มดที่ถือเทียนนำทาง ย่อมส่องสว่างได้ไม่นาน”

“พี่บอมพิมยาวมาก เหนิ่อยมั้ยครับ ไม่ได้อ่านเลยครับ ผมเลืือกส้มครับ 555”

“พี่เห็นด้วยกับบอมทั้งหมดค่ะ”

บอม โอฬาร วีระนนท์
บอม โอฬาร วีระนนท์
บอม โอฬาร วีระนนท์
บอม โอฬาร วีระนนท์

ขอขอบคุณข้อมูล เฟซบุ๊ก Olarn Bom Weranond , bomolarn.com

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Olarn Bom Weranond, เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork

เพชรเม็ดงามที่ถูกเวลา! อัษฎางค์ ชี้ ศุภจี คือตราประทับคุณภาพ เปลี่ยนภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่สู่สากล

เพชรเม็ดงามที่ถูกเวลา! อัษฎางค์ ชี้ ศุภจี คือตราประทับคุณภาพ เปลี่ยนภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่สู่สากล

เพชรเม็ดงามที่ถูกเวลา! อัษฎางค์ ชี้ ศุภจี คือตราประทับคุณภาพ เปลี่ยนภูมิใจไทยจากพรรคบ้านใหญ่สู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.33 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ศุภจี คือเพชรเม็ดงามที่อนุทินคว้ามาถูกเวลาอย่างที่สุด

การที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถดึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ มาร่วมงานได้นั้น หากมองในมุมยุทธศาสตร์การเมือง ถือเป็นการ “ติดอาวุธทางปัญญาและภาพลักษณ์” ครั้งสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

เดิมทีภูมิใจไทยมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในเรื่อง “การเมืองท้องถิ่น” และระบบบ้านใหญ่ แต่ยังขาดความเชื่อมโยงกับชนชั้นกลางในเมืองและนักธุรกิจระดับมหภาค กลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ปกติฐานเสียงนี้เจาะยากสำหรับภูมิใจไทย การได้คุณศุภจีมาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ทันที คุณศุภจีช่วยลบจุดอ่อนและ “Re-brand” พรรคจาก “พรรคบ้านใหญ่” สู่ “พรรคอินเตอร์” ทำให้พรรคดูมีความเป็นสากล และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณศุภจีมีภาพลักษณ์ที่ “คลีน” มากในวงการธุรกิจ การที่เธอตัดสินใจมาร่วมงานช่วยการันตีความน่าเชื่อถือให้กับคุณอนุทินและพรรคในสายตาของกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญเรื่องธรรมาภิบาล

มีโหวตเตอร์จำนวนมากที่เบื่อความขัดแย้งและต้องการ “คนทำงานเป็น” คุณศุภจีตอบโจทย์นี้ตรงๆ ในฐานะผู้บริหารที่พลิกฟื้นองค์กรมาแล้วหลายแห่ง

คุณศุภจีเปรียบเสมือน “ตราประทับรับรองคุณภาพ” ให้กับพรรคภูมิใจไทย

สื่อต่างประเทศและสื่อธุรกิจระดับนานาชาติให้ความสนใจคุณศุภจี อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในฐานะ “Technocrat” (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) ที่ก้าวเข้ามาคุมบังเหียนเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อต่างชาติมองว่าเป็น Game Changer ของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดนี้

สื่อธุรกิจชั้นนำอย่าง The Business Times (สิงคโปร์) เคยพาดหัวสกู๊ปพิเศษวิเคราะห์คุณศุภจีในฐานะ “PM Prospect” หรือบุคคลที่มีศักยภาพเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธก็ตาม

สื่อต่างชาติมองว่าเธอเป็น “Rare Gem” หรือ “แร่หายาก” ในการเมืองไทย เพราะมีโปรไฟล์ระดับ Global CEO ซึ่งต่างจากนักการเมืองดั้งเดิม ทำให้เธอเป็นตัวเลือกที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ “สบายใจ” ที่สุดหากต้องมีการเปลี่ยนผู้นำ

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจีได้รับความสนใจมากในการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส (มกราคม 2026) สื่อต่างประเทศรายงานถึงบทบาทของเธอในการเจรจาเรื่อง “Trade Plus” และการแก้ปัญหาเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งเธอใช้ทักษะการเจรจาแบบภาคเอกชน ทำให้ไทยดูมีความหวังในการรอดพ้นสงครามการค้า สื่อเศรษฐกิจระบุว่า เธอทำให้ไทยกลับมาดู “Proactive” (เชิงรุก) ในเวทีการค้าโลกอีกครั้ง หลังจากที่ไทยดูเงียบไปนาน

การที่สื่อต่างชาติจับตามองเธอในระดับ “PM Prospect” ยิ่งตอกย้ำว่า คุณอนุทินได้ “เพชร” มาจริง

คุณศุภจี ไม่ใช่แค่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติหรือเฉพาะในเมืองหลวง แต่ในระดับท้องถิ่น เช่น การไปปราศรัยหาเสียงครั้งแรกที่อุบลราชธานี ก็ประสบความสำเร็จอย่างเหลือล้น แม้แต่เด็ก Gen Z ยังเอยปากว่าชื่นชมคุณศุภจี ทำเอาคุณอนุทินยิ้มทั้งที่มุมปากและในหัวใจ

อดีตผู้พิพากษาชำแหละเป็นข้อๆ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ?

อดีตผู้พิพากษาชำแหละเป็นข้อๆ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ?

อดีตผู้พิพากษาชำแหละเป็นข้อๆ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ?

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “แก้รายมาตรา” คือวิธีที่ทำได้จริงและคุ้มค่าที่สุด จริงหรือ?

แม้กระแสเลือกตั้ง ส.ส. จะกลบข่าวประชามติไปบ้าง แต่เมื่อวันลงประชามติใกล้เข้ามาทุกขณะ เริ่มมีบุคคลสร้างชุดความคิดเข้าสู่สังคม โดยเฉพาะผ่านสื่อกระแสรอง ซึ่งมีทั้งการใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึก และการใช้ข้อกฎหมายควบคู่เหตุผลที่น่ารับฟัง

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอวิพากษ์วิจารณ์ชุดความคิดดังกล่าวเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 และที่มาขององค์กรอิสระ

ชุดความคิด: รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จำเป็นต้องแก้ไขเพราะมีจุดอ่อนมาก โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ขาดความเป็นอิสระอย่างแท้จริงและถูกครอบงำได้ง่าย จนเป็นต้นตอของความขัดแย้งในปัจจุบัน 

คำวิจารณ์: ข้อนี้เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอเสริมข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่มาของ สว. ระบบ “เลือกกันเอง” นั้นถูกตั้งคำถามเรื่องการฮั้วมาโดยตลอด (พบว่ามีถึง 138 คน จาก 200 คน หรือคิดเป็น 70% ของวุฒิสภา)

2. กับดักของการ “โละของเก่า ร่างใหม่” และข้อจำกัดทางกฎหมาย

ชุดความคิด: การร่างใหม่ทั้งฉบับมีข้อจำกัดจากศาลรัฐธรรมนูญ คือ สสร. จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภา ซึ่งสุดท้ายก็จะได้ตัวแทนโควตาพรรคการเมืองแบบเดิม 

คำวิจารณ์: “เห็นด้วยบางส่วน” โดยขออ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 (10 ก.ย. 2568) ที่ระบุว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำฉบับใหม่ได้แต่ต้องผ่านประชามติ 3 ครั้ง (ครั้งที่ 1 และ 2 รวมกันได้) และไม่อาจให้ประชาชน “เลือกผู้ร่างได้โดยตรง”

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ร่างต้องมาจากการสรรหาของรัฐสภาเท่านั้น ชุดความคิดนี้จึงอาจคลาดเคลื่อน รัฐสภาสามารถออกแบบองค์กรยกร่างแบบ Hybrid Model เพื่อปิดจุดอ่อนการครอบงำได้ เช่น:

(1)ตัวแทนกลุ่มอาชีพ: เลือกกันเองให้โปร่งใสในมิติทางสังคม
(2) ผู้ทรงคุณวุฒิ: ให้สถาบันการศึกษาหรือสภาวิชาชีพเสนอชื่อเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางการเมือง
(3) สมัชชาประชาชนจังหวัด: คัดเลือกตัวแทนจังหวัดละ 1 คน ผ่านกระบวนการสรรหาที่เป็นธรรม

3. การสิ้นเปลืองงบประมาณและความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น

ชุดความคิด: การร่างใหม่สิ้นเปลืองงบกว่า 3,000 ล้านบาท และซับซ้อน การแก้รายมาตรามีประสิทธิภาพมากกว่า ประหยัดกว่า และทำประชามติครั้งเดียวจบ 

คำวิจารณ์: ขอเห็นต่างใน 2 ประเด็น:

(1) ในเชิงปฏิบัติ: การแก้รายมาตราผ่านวาระ 1 และ 3 ได้ยากมาก เพราะต้องใช้เสียง สว. ถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะได้รับความเห็นชอบในประเด็นที่กระทบต่อที่มาและอำนาจของตนเอง
(2) ความคุ้มค่าเชิงระบบ: การร่างใหม่คือการล้าง “มรดกความขัดแย้ง” ทั้งระบบในครั้งเดียว ส่วนการแก้รายมาตราหากต้องแก้หลายเรื่องสำคัญตามมาตรา 256 ( อาจต้องทำประชามติแยกกันหลายครั้งจนงบประมาณบานปลายและสร้างความสับสนมากกว่า

4. การบิดเบือนประเด็นและการชี้นำทางการเมือง

ชุดความคิด: ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง แต่ถูกชี้นำให้เลือกข้างว่าถ้าโหวต “ไม่เห็นชอบ” จะต้องทนใช้รัฐธรรมนูญรัฐประหารตลอดไป 

คำวิจารณ์: เห็นด้วย แต่ปัจจุบันมีการชี้นำไปอีกทางว่าใครที่โหวต “เห็นชอบ” คือคนทรยศหรือล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 77 (3) มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับ 200,000 บาท และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ท้ายที่สุดนี้ ด้วยเหตุผลข้างต้น ในการลงประชามติครั้งนี้ ผู้เขียนขอลงมติ “เห็นชอบ” ว่า “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ครับ

(โพสต์นี้ขอใช้เป็นพื้นที่สื่อสารทางเดียว งดแสดงความคิดเห็นครับ)

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

29/1/69

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ผมอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร”

พลโทกนก เนตระคะเวสนะ

อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2

ลึกลับในสนามข่าว : 29 มกราคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 29 มกราคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 29 มกราคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…เห็นภาพแล้วก็อดจะกล่าวถึงอีกรอบไม่ได้ สำหรับ เลขาฯกกต. “แสวง บุญมี” ที่ช่วงนี้ต้องเดินสายบ่อย นอกจากการตรวจความพร้อมรับการเลือกตั้งแล้ว ยังเป็นการไปพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กกต.แต่ละจังหวัด อย่างล่าสุดยกคณะไปบุรีรัมย์เยี่ยมให้กำลังใจน้องๆ กกต.บุรีรัมย์ ที่ทำงานแบบไม่มีวันหยุดเหมือนเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดอื่นๆ อีก 76 จังหวัด ที่ลุยงานต่อเนื่องมากว่า 1 เดือน ช่วงที่มีการจัดเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ …

…หลังเสร็จภารกิจงานราษฎร์งานหลวงแล้ว ตามประสาคนหนุ่มใจบุญ เป็นพุทธศาสนิกชนเต็มเปี่ยม ก็ขอไปทางธรรมบ้าง โดยเลยไปดูสิ่งมหัศจรรย์ “สีหนคร” พุทธบูชา…วัดภูม่านฟ้า
(วัดพระพุทธบาทศิลา)…สร้างบนนิมิต และสร้างบนแนวคิด “ใครก็สร้างไม่ได้ (เทวดาสร้าง) ประเมินราคาการก่อสร้างไม่ได้ กาลเวลาทำลายไม่ได้”…เลขาฯพี่แหวงโพสต์บอกเล่า ปราสาทศิลา…รวมถึงยังมีโอกาสไปกราบ “หลวงพ่อแดง”วัดภูม่านฟ้า พร้อมสนทนาธรรม

แสวง บุญมี

นอกจากนี้ ยังได้ไปกราบหลวงพ่อใต้ร่มโพธิ์ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดภูม่านฟ้า 4-5 กิโลเมตร สนทนาธรรมกับหลวงพ่อใต้ร่มโพธิ์ร่วม 2 ชั่วโมง เกี่ยวกับที่มาของนคร“สีหนคร” เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อเมืองนี้และวัดนี้ ฟังไปก็เหมือนฟังผ่าน ที่หลวงพ่อแดงบอกเล่าถึงที่มาของเมือง“สีหนคร”ว่า มาจากนิมิตและมีแนวคิดสร้าง ที่มาของเงินก่อสร้าง วิธีและวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง และทำไมต้องสร้างรูปแบบนี้ รวมถึงเวลาแล้วเสร็จ โดยสรุปคือ ก่อสร้างบนหลักการและแนวคิดที่ว่า “ใครก็สร้างไม่ได้ ประเมินราคาการก่อสร้างไม่ได้ และกาลเวลาทำลายไม่ได้” ฟังๆไปก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หลวงพ่อคงอ่านใจออกเลยพาดูด้วยตัวท่านเอง จากจุดที่สนทนาธรรม ประมาณ 5 กิโลเมตร… พอไปถึงได้เห็นด้วยตา “ปราสาทหินทราย” และเห็นแต่ไกลมัน “อัศจรรย์ใจ”มาก “มันยิ่งใหญ่ สวยงาม ลึกลับมีเสน่ห์” เหมือนอ่านนิยายเพชรพระอุมาเหมือนเดินอยู่ในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยเจ้าประคุณหลวงพ่อบอกเพิ่งสร้างได้แค่ 1%ตามนิมิตต้องสร้างด้วยคน 3 รุ่น ใช้เวลาก่อสร้าง 200 ปี หลวงพ่อได้นำชมร่วม 1 ชม. จนพลบค่ำ จึงได้กราบลา…เรียกว่า ทริปนี้คุ้มค่า งานก็ได้ แถมยังอิ่มอกอิ่มใจ รับบุญไปเต็มๆ มีแรงลุยจัดภารกิจงานยักษ์ “เลือกตั้ง” ระดับชาติที่กำลังจะมาถึงให้ลุล่วงแบบชิล ชิล…nn

ไม่เปิดด่านแน่! ‘อนุทิน’ย้ำสถานการณ์เรียบร้อย กองทัพมั่นใจไม่มีการคุกคาม

ไม่เปิดด่านแน่! ‘อนุทิน’ย้ำสถานการณ์เรียบร้อย กองทัพมั่นใจไม่มีการคุกคาม

ไม่เปิดด่านแน่! ‘อนุทิน’ย้ำสถานการณ์เรียบร้อย กองทัพมั่นใจไม่มีการคุกคาม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่เปิดด่านแน่! ‘อนุทิน’ย้ำสถานการณ์เรียบร้อย กองทัพมั่นใจไม่มีการคุกคาม

“นายกฯ”ย้ำกับชาวบ้านที่เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุสถานการณ์เรียบร้อย ไม่ต้องกังวล มั่นใจไม่มีการคุกคาม ยืนกรานไม่มีเปิดด่าน ยึดตามข้อตกลง เดิมก่อนหยุดยิง ปลายเดือนธันวาคม“พล.ท.กนก”มองปะทะรอบ 3 มีแน่ แนะรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า เป็นการหาเสียงแบบออร์แกนิก สิ่งที่ประชาชนสะท้อนเป็นเรื่องแรกคือ อยากให้แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อยากให้จัดการปัญหาให้เรียบร้อย จึงได้พูดคุยและยืนยันกับประชาชนว่าขณะนี้สถานการณ์เรียบร้อย ให้ไปดำเนินชีวิตตามแผนของตัวเองได้อย่างปกติ ไม่ต้องกังวลใดๆ รัฐบาลและกองทัพได้หารือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์หากมีเหตุการณ์ใดๆ ก็พร้อมรับสถานการณ์ และให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการคุกคามใดๆ เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีแนวคิดแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืนหรือไม่ นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยดี ไม่เคยรุกรานเขาก่อน จึงสามารถที่จะตั้งเงื่อนไขได้ ขณะเดียวกัน ยังสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ และดำเนินชีวิตได้ปกติไม่ได้เดือดร้อน และหากต้องพูดคุยกันหรือรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตในอนาคต ต้องมั่นใจว่าเงื่อนไขเราได้รับการปฏิบัติและได้รับการยอมรับจากคู่กรณี

เมื่อถามว่า ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งสัญญาณอะไรถึงผู้นำไทย หลังจากหยุดยิงบ้างหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องส่งสัญญาณอะไร เราอยู่ภายใต้สัญญาหยุดยิง ถ้อยแถลงที่ได้เซ็นไปเมื่อปลายเดือนธันวาคมทุกอย่างยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดิมที่ตกลงกันไว้ระหว่าง2 ประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่ากัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี

ทบ.แจงเฟคนิวส์เขมรทิ้งคนป่วยเขตไทย

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้กรณีการเผยแพร่ข่าวปลอมระบุข้อความ กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งชายแดนฝั่งไทย มัดมือชกให้โรงพยาบาลไทยรักษาแบบไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่มีเอกสารส่งตัว ตำรวจจัดการตามขั้นตอนต่อไป พร้อมระบุเป็นแผนชั่ว ไม่ใช่เรื่องมนุษยธรรมอะไรทั้งนั้นว่า ตามข้อเท็จจริงเมื่อ 1 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ส่งตัวทหารกัมพูชา ที่มีอาการป่วยกลับประเทศ 2 นาย ผ่านด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ ตามหลักมนุษยธรรม และขอให้ติดตามข่าวสารที่เป็นทางการจากกองทัพบกเท่านั้น เช่น เฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” “กองทัพภาคที่ 1” “กองทัพภาคที่ 2” “ทีมโฆษกกองทัพบก”

อดีตรองมทภ.2ชี้ปะทะรอบ3มีแน่

วันเดียวกัน พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนมีความกังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เสี่ยงปะทะกันรอบที่ 3 เนื่องจากกัมพูชาขุดคูเลต รวมถึงเสริมกำลังพลที่มั่นกำบังว่า รอบ 3 มีแน่ แต่ว่าจะมีขึ้นเมื่อไหร่ต้องดูด้วยว่าการที่เขาขุดคูเลตขึ้นมาเป็นการเตรียมการขั้นต้นในการตั้งรับ แต่คูเลตที่ขุดนั้นยังไม่แล้วเสร็จ หากขุดคูเลตเสร็จแล้วจะมีมูลดินอยู่ข้างหน้า เพื่อใช้สำหรับการป้องกันกระสุน ส่วนบังเกอร์ที่มีภาพออกมาลักษณะเป็นปูนหรือรูปสามเหลี่ยม ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จเช่นกัน ถ้าเสร็จจะมีดินมากลบที่บังเกอร์ โดยสังเกตว่าจะเป็นการสร้างที่มั่นให้แข็งแรงในที่สุด ซึ่งการที่จะรบกันต้องดูว่าจะตั้งรับตรงไหน รบตรงไหน ทั้งหมดเป็นการชี้ให้เห็นว่าการรบครั้งที่ 3 จะมี เพราะถ้าไม่มีเขาจะไม่ทำเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีบ้าน 3 หลัง เป็นพื้นที่โล่งยากหรือไม่เพื่อจะยึดคืน พล.ท.กนกกล่าวว่า ถ้าถามว่ายากหรือไม่ให้ไปดูกรณีบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ทำไมถึงยึดคืนกลับมาได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับหน่วยที่คุมพื้นที่ว่าจะทำอย่างไร เป็นเทคนิคทางยุทธวิธี ตนมั่นใจในพื้นที่นี้ เพราะเป็นพื้นที่ของนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพทางการรบสูง

เขมรคุยสหรัฐ-จีนหวังหาประโยชน์2ฝ่าย

ส่วนกรณีกระแสข่าวการฝึกพร้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าการฝึกรบร่วมครั้งนี้หยุดฝึกเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็กลับมาฝึกกันอีกครั้ง ตรงนี้เป็นสัญญาณบอกเหตุใดหรือไม่ พล.ท.กนกกล่าวว่า การฝึกรบร่วมกันระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ต้องถามกลับไปว่าฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียนที่ไหนมา ฮุน มาเนต สำเร็จการศึกษา ด้านการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐ West Point อาจมีเพื่อนหรือเครือข่ายเอามาฝึก หากถามว่าฝึกทำไมฐานทัพเรือเรียม ที่มีการร่วมด้วยกับจีน และปัจจุบันถูกจีนกดดันเรื่องสแกมเมอร์ จึงจำเป็นต้องดึงสหรัฐเข้ามา ตนมองว่าหลังจากนี้จีนจะไม่ไว้ใจและจะกดดันมากกว่านี้ ที่ผ่านมาฮุนเซน ได้พูดคุยกับจีนและฝั่งฮุน มาเนต
คุยกับฝั่งอเมริกา ทั้งหมดนี้มองได้หรือไม่ว่าเป็นการเข้าหาทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อมาโอบล้อมไทย เขาต้องการหาประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน เช่น จีนต้องหาประโยชน์ในด้านการลงทุน สหรัฐก็ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ต้องการมาคานอำนาจจีน ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งต่างคนต่างแสวงหาประโยชน์ และกัมพูชาก็หาประโยชน์จากทั้ง 2 ประเทศ

แนะรบ.ใหม่ทำความเข้าใจกองทัพ

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรฝากถึงรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ที่จะมาดูแลเรื่องความมั่นคง พล.ท.กนกกล่าวว่า หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว ขอให้เข้าใจเรื่องของกองทัพและสถานการณ์ชายแดนว่าต้องเติมเต็มอะไรให้กองทัพให้มีความพร้อมทำหน้าที่ป้องกันประเทศ เพราะนักการเมืองไม่ได้เรียนมาแบบทหาร ไม่รู้ว่าต้องรบแบบไหน ฉะนั้น ต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับผู้นำของกองทัพ โดยใช้วิธีเปิดอกคุยกันเพราะเราต้องเร็วกว่ากัมพูชา เพราะกองทัพของเราเดินได้ด้วยงบประมาณ ซึ่งต้องผ่านสภา เสร็จแล้วกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ อยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างแต่กัมพูชาใช้เงินสแกมเมอร์ใช้ซื้อหาทางใต้ดิน ฉะนั้น หากการสู้รบครั้งต่อไป เราก้าวไม่ทันกัมพูชา เราจะเสียเปรียบ

นอกจากนี้ ปัจจุบันหลายพรรคการเมืองชูเรื่องทหารอาสา แต่ก็มีหลายพรรคการเมืองแย้งว่าทหารอาสาในหลายประเทศ ยกเลิกไปแล้ว เพราะเวลารบจริงกำลังพลไม่พอ พล.ท.กนกกล่าวว่า ต้องดูความเป็นจริง ทหารอาสามีมาสมัยตั้งแต่ตนเป็นผู้พัน เป็นระยะเวลา 30 กว่าปีแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาคือ คนที่อาสาเข้ามาแล้ว ก็อยากพัฒนาในหน้าที่ในอนาคตให้ก้าวต่อไป แต่ติดปัญหาเรื่องจัดระบบหน่วยของกองทัพ อย่างไรก็ตาม หากจะไม่ให้มีทหารขาขาดหรือมีทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ เราต้องคุมช่องทาง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต่อไปต้องทำความเข้าใจ และสนับสนุนทุกวิถีทางด้วยความรวดเร็ว กองทัพถึงจะเข้มแข็ง