‘อนุทิน’ลั่นน้ำเงิน-ส้มสูสีแค่โพล ลุ้นของจริง8ก.พ. จับมือ‘ธนาธร’โชว์‘ไม่แบ่งขั้ว’

‘อนุทิน’ลั่นน้ำเงิน-ส้มสูสีแค่โพล ลุ้นของจริง8ก.พ. จับมือ‘ธนาธร’โชว์‘ไม่แบ่งขั้ว’

‘อนุทิน’ลั่นน้ำเงิน-ส้มสูสีแค่โพล ลุ้นของจริง8ก.พ. จับมือ‘ธนาธร’โชว์‘ไม่แบ่งขั้ว’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’ลั่นน้ำเงิน-ส้มสูสีแค่โพล ลุ้นของจริง8ก.พ. จับมือ‘ธนาธร’โชว์‘ไม่แบ่งขั้ว’ ปลุกโค้งสุดท้ายซิว31สส.ใต้ ‘มาร์ค’ประกาศทวงคืนกทม.

“อนุทิน”ลุยอยุธยา พบกับ“ธนาธร”กำลังช่วย“พรรคส้ม”ขอคะแนน โบกมือ-จับมือทักทาย ก่อนแยกหาเสียงแม่ค้าตะโกนเลือกอยู่แล้ว ตั้งแต่ไม่เอากาสิโน ชี้แต้ม“ภท.”สูสี“ปชน.”แค่คะแนนโพล ขอดูของจริง8 กุมภาพันธ์ แจงจับมือ“ธนาธร”รู้จักกันไม่มีอะไร ไร้ปัญหา-ข้อจำกัดร่วมรบ. ด้าน“อภิสิทธิ์” เดินขอคะแนนตลาดเดอะซัน มั่นใจกวาดที่นั่งคืนสนาม กทม.ชูธงคุมเกมรัฐบาลสีขาว สกัดกั้นวงจรทุจริต-ครอบงำ “ยศชนัน” นำทัพ เพื่อไทยทัวร์เมืองคอน ยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง ในฐานะนายกฯคนที่ 33

เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ตลาดเจ้าพรหม จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ช่วยนายทรงพล สุขสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย หาเสียง โดยมีประชาชนมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยทันทีที่มาถึงนายอนุทินได้กราบสักการะพระพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาด จากนั้นได้เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย โดยมีแม่ค้ารายหนึ่งบอกกับนายอนุทินว่า “เลือกอยู่แล้วตั้งแต่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศไม่เอากาสิโน”ทำให้นายอนุทินตอบกลับว่าพรรคเราไม่เอากาสิโนอยู่แล้ว ระหว่างเดินมีประชาชนมาสะท้อนปัญหาตลาดแห่งนี้ที่พบความสกปรก ขณะที่นายอนุทินยอมรับว่า ได้รับการร้องเรียนมามากว่าสกปรก ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้ตลาดต้องช่วยกันด้วย ขณะที่พ่อค้ายังกล่าวอีกว่า ปกติมีหนูวิ่งพลุกพล่านมาชนประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดดีวันนี้ไม่มีหนูวิ่งมาชนนายกฯ

‘หนู’จับมือ‘ธนาธร’กลางตลาดอยุธยา

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนายอนุทินและคณะได้เดินมายังจุดกลางตลาด ได้พบกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา ของพรรคประชาชน โดยนายอนุทินได้โบกมือทักทายก่อนที่จะเดินมาจับมือกัน ซึ่งนายธนาธรได้ยกมือไหว้ในอนุทินพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ไปทางโน้นใช่ไหม ผมจะได้ไปทางนี้” นายอนุทิน จึงบอกว่า “เสียงจะได้ไม่ตีกัน” พร้อมทักทาย นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้สมัครสส.พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ว่า “เคยเจอกัน” จากนั้นจึงแยกกันไปหาเสียงในตลาดต่อ ขณะเดียวกัน พ่อค้าในตลาดยังสอบถามนายอนุทินว่า การที่ชาวนาเผานามันทำให้เกิดมลพิษส่งไปถึงกรุงเทพฯเลยหรือนายอนุทินยอมรับว่าใช่ มันผิดกฎหมายนะ พ่อค้าจึงถามต่อว่าแล้วโรงงานไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันล่ะ นายอนุทินจึงชี้แจงว่า มีระบบกรองมลพิษ ช่วงหนึ่งชาวบ้านตะโกนบอกนายอนุทินว่า ถ้าได้แล้วขอให้มาเดินแบบนี้นะ

วัยรุ่นเข้าขอลายเซ็น-มอบรูปวัดไชยฯ

เวลา 09.30 น. นายอนุทินเดินทางต่อมาที่ตลาดหัวรอ ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ขอคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครสส.พระนครศรีอยุธยาของพรรคภูมิใจไทย มีประชาชนมารอรับพร้อมมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจช่วงหนึ่งที่ นายอนุทิน กำลังช่วยผู้สมัครหาเสียง มีเด็กวัยรุ่นได้นำภาพของ นายอนุทิน มาให้เซ็นเป็นที่ระลึก ขณะที่ประชาชนบางคนนำภาพวาดรูปวัดไชยวัฒนารามมามอบให้ พร้อมให้กำลังใจเช่นกัน ก่อนเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวานและลงพื้นที่พบปะประชาชนพ่อค้าแม่ค้าภายในห้างอยุธยา ซิตี้พาร์ค

สร้างฟลัดเวย์-คลองระบายน้ำกรุงเก่า

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ถึงกรณีชาวพระนครศรีอยุธยาสะท้อนเรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วมที่บางส่วนยังไม่ได้หรือไม่ว่า ต้องเรียกว่า ดำเนินการไปแล้ว 99% แต่ยังมีตกค้างอยู่น้อยมาก ส่วนไหนที่ตกค้างเรามีเงินสำรองไว้ เมื่อมาขึ้นทะเบียนเราจะดำเนินการจ่ายได้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหา เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายอย่างไรในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นายอนุทินตอบทันทีว่า แน่นอน เคยพูดไปหลายรอบแล้ว งบประมาณที่เราเยียวยาไปในแต่ละปี เราสามารถสร้างฟลัดเวย์ สร้างคลองระบายน้ำได้ไม่รู้กี่เส้น หากพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาบริหารประเทศ เราจะใช้เงินส่วนนี้ ไปลงทุนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ และการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

ไร้ปัญหา-ข้อจำกัดร่วมงานพรรคไหน

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์กรณีพบกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเจ้าพรหม ว่า ดี ก็ทักทายกันดี สื่อก็เห็นว่าเจอกันในตลาดพอดี นายธนาธรก็บอกพี่ไปทางนี้ ผมไปทางนี้ ลำโพงจะได้ไม่ตีกัน เมื่อถามว่า เห็นภาพจับมือกันนายธนาธร ในอนาคตจะคุยกันได้ ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “เอ้า คนรู้จักกันนะ ไม่ใช่ไม่รู้จักกัน เจอกันทุกทีก็เป็นลักษณะนี้ ส่วนเรื่องของการทำงานการเมืองต่างคนก็ต่างมีแนวทางกันไป นี่คือการทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์ จะให้เดินสวนกัน ไม่ทักกันแยกเขี้ยวใส่กัน มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่สไตล์ของผม” เมื่อถามย้ำว่าวันนี้จับมือกันแล้ว อนาคตจับมือกันได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “อดีตก็จับมือกันมาแล้ว ถามอะไรล่ะ”

เมื่อถามว่า การจับมือเป็นการตอกย้ำในการร่วมรัฐบาลกันใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า การจับมือนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราต่างคนต่างมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ในทางส่วนตัวเราไม่มีอะไรกัน เราต่างคนต่างรักชาติรักประชาชน อยากทำงานให้ประเทศไทยเจริญ เรามีเป้าหมายเดียวกันหมด

ภท.-ปชน.แต้มสูสีแค่โพล-ต้องรอ8ก.พ.

เมื่อถามว่า ขณะนี้สามารถบอกได้หรือยังว่า พรรคภูมิใจไทยจะจับมือกับใคร ได้มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีข้อจำกัดใดๆ และเราไม่พูดถึง ไม่วิพากษ์วิจารณ์พรรคอื่น เวลาหาเสียงเราไม่พูดถึงพรรคอื่น ไม่ด้อยค่ากัน ทุกคนมีความหวังดีกับประชาชนหมด เราก็ทำในหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัด ว่าไม่เอาพรรคไหน แล้วพรรคภูมิใจไทยจะประกาศชัดเจนแบบนั้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเดินตามแนวทางหรือวิธีการของพรรคอื่นๆ เราก็มีแนวทาง วิธีการของพวกเรา พรรคอื่นๆ อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องความสัมพันธ์ ในเรื่องของอดีต พฤติกรรมของแต่ละพรรค ที่เขาอาจจะมีปัญหากันมาก่อน พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีปัญหากับพรรคไหน เมื่อถามอีกว่า แสดงว่าเป็นมิตรกับทุกพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่เชิงเป็นมิตร แต่เป็นมิตรกับประชาชน และหวังดีกับประเทศไทย เมื่อถามว่าคะแนนพรรคภท.และพรรค ปชน.สูสีกัน นายอนุทินกล่าวว่า อันนั้นมันคะแนนของโพล ของจริงวันที่ 8 ก.พ.นี้

เบิกเงินสดจำนวนมากหน้าที่ธปท.ดูแล

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการซื้อเสียงอย่างหนักในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ตนไม่ได้ยินอะไร

เมื่อถามย้ำว่า แต่มีรายงานข่าวพบว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบความผิดปกติในการถอนเงินสดจากธนาคาร นายอนุทินกล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงาน เมื่อถามว่า จำเป็นต้องให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้มงวดเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องการดำเนินการทางธุรกรรมใดๆ ก็ตาม ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งนายเอกนิติไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ส่วนการบริหารจัดการมีผู้ว่าฯธปท.กำกับดูแลอยู่ และหากธุรกรรมทางการเงินใดๆ ที่ผิดปกติก็จะต้องดำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปปง.ซึ่งก็มีกรณีให้เห็นอยู่ตลอดเวลาในการยึดทรัพย์และติดตามเส้นเงินของผู้กระทำความผิด ไม่มีว่างเว้น เมื่อถามว่า นายกฯเชื่อว่าในยุคนี้กระสุนหรือกระแสอะไรจะไปได้นายอนุทินกล่าวว่า ตนเชื่อในเรื่องของการลงพื้นที่ แบบออร์แกนิค ตนถึงทำอยู่

‘พิพัฒน์’โว‘ภท.’กวาด31สส.ภาคใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวยืนยันว่า พื้นที่14 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมด 59 เขต พรรคภูมิใจไทยจะได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และพยายามที่จะรักษาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้อยู่ครบให้ได้ ฉะนั้นหากประชาชนมีความพอใจและเข้าใจนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็ขอให้ช่วยกันเลือกเพื่อที่จะได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปในสภามากยิ่งขึ้น 30 ปี ที่หายไปของพี่น้อง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ หากเรามีสส.เข้าไปสภาเยอะๆจะได้ไปช่วยกันอภิปรายขอหรือทักท้วงในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนใต้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนและเพื่อนๆ ที่ร่วมสังฆกรรมและร่วมอุดมการณ์ทั้ง 31 คน จะต้องไปทวงคืนในสิ่งที่คนใต้ของพวกเราสูญหายไป

‘อภิสิทธิ์’ลุยตลาดซันทาวเวอร์ขอเสียง

เวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ นำคณะผู้สมัคร สส.กทม.เดินขอคะแนนเสียงที่ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้า แม่ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายในช่วงพักกลางวัน ทั้งขอกอด ถ่ายรูป ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังในการลงพื้นที่ ซึ่งพื้นที่นี้มีการแข่งขันที่สูงว่า จริงๆ แล้ว ตอนนี้เราก็พยายามพบปะกับผู้คนให้หลากหลายที่สุด หลายจุดที่ไปลงจริงๆ ผู้ที่สัญจรไป-มาตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องอยู่เขตนี้ เรากำลังสื่อสารถึงคนกรุงเทพฯ ทั้งกรุงเทพฯ ว่าอยากให้มาเติมกำลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเข้าไปคุมเกมให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่เป็นรัฐบาลที่มีเรื่องเทา ไม่เป็นรัฐบาลที่ทุจริต สร้างความแตกแยก หรือรัฐบาลที่ถูกครอบงำ

โวชิงสส.กทม.จากแชมป์เก่าได้แน่

เมื่อถามว่า ช่วงโค้งสุดท้าย หลายพรรคเชิญชวนคนให้มาเลือก มีบางพรรคใช้วาทกรรมไม่เลือกเรา เขามาแน่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนยังงงอยู่ว่า เขากับเรา อะไรใครอย่างไร แต่ถ้าถามว่า อยากจะล้มแชมป์ในกรุงเทพฯ ตนว่าคนที่พูดน่าจะพูดให้เลือกผิดพรรคแล้ว“ถ้าไปลองสำรวจในพื้นที่จริงๆ แต่อย่าไปสำรวจออนไลน์ จะพบว่าคู่แข่งแต่ละเขตมันไม่ได้เหมือนกัน อันนี้พูดกันตามความเป็นจริง แต่ส่วนใหญ่แล้วผมคิดว่าพรรคปชป.มีโอกาสสูงที่จะช่วงชิงที่นั่งมาจากแชมป์”นายอภิสิทธิ์กล่าว เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจว่า ในกรุงเทพฯ สามารถชิงที่นั่งได้แค่ไหน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คิดว่าต้องได้ที่นั่งกลับมาไม่มากก็น้อยแน่นอน

ยศชนัน’หาเสียงบ้านเกิดที่เมืองคอน

เวลา 12.00 น. ที่ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช หาเสียง ซึ่งจ.นครศรีธรรมราช เป็นบ้านเกิดของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ฐานะบิดา มีประชาชนมอบดอกไม้ ส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของ อ.ปากพนัง รวมถึงพวงมาลัยมังคุดคัดของดี จ.นครศรีธรรมราช ต้อนรับนายยศชนัน
จากนั้น นายยศชนันและคณะ เดินทางไปที่วัดสวนขัน (พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์) อ.ช้างกลาง เพื่อสักการะรูปเหมือนพ่อท่านคล้าย อดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน โดยมี นายสมชาย รอรับคณะอยู่ที่วัด โดย นายยศชนัน นายสมชาย พร้อมผู้สมัคร ได้ไปภายในตึกสมบูรณ์สามัคคีโยทิศพิศิษฐานุสรณ์ หรือกุฏิพ่อท่านคล้าย 2497 ไหว้รูปปั้นและรอยเท้าพ่อท่านคล้าย กราบสักการะห้องนอนพ่อท่านคล้าย และกราบองค์พระอุเชนทร์ หรือพระพิฆเนศองค์จริง พระบารมีคู่พ่อท่านคล้าย เทพเจ้าแห่งความสำเร็จซึ่งมีอายุมากกว่า 1,600 ปี และขอพรว่าขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้ดูแลคนใต้ จะทำให้ดีที่สุด

อ้อนจะได้เป็นนายกฯหรือไม่อยู่ที่ปชช.

หลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดสวนขันเสร็จสิ้น คณะได้เดินมายังเวทีปราศรัย โดย นายสมชาย ได้ปราศรัยเป็นภาษาใต้ ระบุว่า อาจจะสงสัยว่าวันนี้พี่น้องมากันเยอะ และตั้งใจจะมาฟังอาจารย์เชนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พูดจาอย่างไร ตนอยากมาเจอพี่น้อง มาแนะนำว่าวันนี้ได้มาเจอญาตินามสกุลเดียวกันในพื้นที่ ขอแนะนำตัวว่าตรงนี้เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน เรียนที่โรงเรียนวัดสวนขัน กราบหลวงพ่อท่านคล้ายเป็นปกติ วันนี้ลูกชายได้รับการเสนอให้เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย จึงอยากมาบอกพ่อแม่พี่น้องว่าอันนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของคนนครศรีธรรมราช ปู่ย่า ตายายตน ปู่ย่า ตายายดร.เชน เป็นคนที่นี่ บ้านตนอยู่หน้าวัด แม้วันนี้คิวปราศรัยจะเยอะมาก แต่ตนบอกว่าไม่ได้ อย่างไรต้องมาที่บ้านของตน จะลืมบ้านลืมเมืองของตัวเองไม่ได้ การจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นนายกฯ อยู่ที่ประชาชน นายยศชนัน คือเลือดเนื้อเชื้อไขของคนนครศรีธรรมราช สามารถทำให้ประเทศเจริญขึ้นได้ ตนจึงมารับรองยืนยันอีกทีว่าไม่ใช่แค่ลูกของตนเป็นคนมีเส้นมีสาย แต่ความเป็นจริงมันสามารถพิสูจน์ได้จากนโยบายต่างๆ ที่เราได้เห็นหลายคนคิดว่านายยศชนันเป็นคนเชียงใหม่แต่ตนมาตรงนี้ อยากมาย้ำว่านอกจากนายยศชนันเป็นคนเชียงใหม่แล้ว ก็เป็นคนนครศรีธรรมราช พ่อชื่อสมชาย ตนขอฝากฝังเบอร์ 9 พรรคเพื่อไทย นครศรีธรรมราช คือจังหวัดแรกในภาคใต้ ที่ลูกหลานคนนี้ได้เดินทางมา ยืนยันว่าไม่มีทางทอดทิ้งคนใต้แน่นอน เพราะจุดนี้คือจุดให้กำเนิด และจะมาอีกครั้งในฐานะนายกฯคนที่ 33 เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตคนนครฯดีขึ้น จากลูกหลานคนนี้

‘สุดารัตน์’อาสานำทัพแก้ปากท้อง

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)ลงพื้นที่ลุยหาเสียง ที่ตลาดสายเนตรและตลาดหทัยมิตร ย่านคู้บอน กทม.ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น ตลอดเส้นทางมีการเข้ามาพูดคุยขอถ่ายรูปและมอบอาหารขนมเพื่อเป็นกำลังใจให้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาเดียวกันคือ เศรษฐกิจแย่มากและกำลังแบกรับภาระหนี้สินอย่างหนัก ซึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันว่า เข้าใจความลำบากนี้ดีและพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรก เพื่อคืนรอยยิ้มให้คนตัวเล็กอีกครั้ง

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า พรรคไทยสร้างไทย ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อหยุดวิกฤตหนี้สินด้วยการพักหนี้นาน 3 ปี สำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ขายรายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาทโดยไม่ต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย เพื่อเป็นการหยุดเลือดที่กำลังไหลให้ประชาชนมีโอกาสหายใจคล่องตัวขึ้น ยังเดินหน้าเติมเลือดใหม่ ผ่านกองทุนสร้างไทยและกองทุนตั้งตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินตั้งแต่ 10,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น เพื่อนำไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพและล้างหนี้นอกระบบที่กัดกินชีวิตคนไทยมานาน นโยบายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดดอกเบี้ยลงได้อย่างมหาศาล เช่น หากกู้เงิน 50,000 บาท จากเดิมที่ต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบนับหมื่นบาทต่อเดือน จะเหลือเพียง 500 บาทเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งตัวได้จริงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญพี่น้องช่วยเลือกพรรคทสท.เพื่อให้เราเข้าไปรับใช้และดูแลพี่น้องประชาชนให้หายจน หมดหนี้และสร้างเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง 

ระดมผู้ตรวจ-ชุดเคลื่อนที่เร็วสกัดโกง

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึง การกำชับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติว่า เราได้กำชับทุกพื้นที่ในเรื่องของการป้องกัน และให้การเลือกตั้งออกมาอย่างสุจริตเที่ยงธรรม โดยในช่วงการหาข่าวช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนั้นเราก็ได้เน้นการทำงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งเรา กกต.พยายามทำให้การเลือกตั้งไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้น เมื่อถามว่า เราจะสร้างความมั่นใจได้อย่างไรกับที่ว่าการซื้อสิทธิขายเสียงประชาชนเห็นแต่กกต.เท่านั้นที่ไม่เห็น นายณรงค์กล่าวว่าก็จะได้เป็นแนวทางที่ว่าประชาชนหรือผู้ทราบเบาะแสการซื้อสิทธิขายเสียงให้แจ้งเบาะแสเข้ามาแล้ว กกต.จะเรียกมาให้ข้อมูลและดำเนินการต่อ

ห้ามขายเหล้าตั้งแต่ช่วงเย็น31ม.ค.นี้

เมื่อถามว่า มีเรื่องร้องเรียนการวางไม่เป็นกลางเข้ามาแล้วหรือไม่ นายณรงค์กล่าวว่า ทราบว่ามีที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ที่วางตัวไม่เป็นกลางไปแล้ว นอกนั้นยังไม่มี และในส่วนของกกต.เราได้เน้นย้ำว่าการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว ส่วนข้อห้ามปฏิบัติในการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. 2569 ว่าถ้าเป็นกรณีการทำประชามติสามารถรณรงค์ได้ตลอดเวลา แต่ในเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าสส.จะมีข้อห้ามในเรื่องของการจัดเลี้ยง แจกจ่ายสุรา ตั้งแต่เวลา 18.00 น.วันที่ 31 ม.ค. จนถึง 18.00 น.วันที่ 1 ก.พ. ส่วนการหาเสียงนั้น ไม่ให้หาเสียงตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค. จนถึง 24.00 น. ของวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งในส่วนสื่อมวลชนที่จะจัดเวทีดีเบตในช่วงเวลาดังกล่าวต้องดูว่า จัดเรื่องอะไรเป็นการหาเสียงหรือไม่ ซึ่งคิดว่าคนที่จัดดีเบตก็ต้องดูว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน

จัดซื้อATK5ครั้งผิดระเบียบ สธ.ขยํ้า‘หมอสุภัทร’ รอแค่คำสั่งปลดพ้นราชการ

จัดซื้อATK5ครั้งผิดระเบียบ สธ.ขยํ้า‘หมอสุภัทร’ รอแค่คำสั่งปลดพ้นราชการ

จัดซื้อATK5ครั้งผิดระเบียบ สธ.ขยํ้า‘หมอสุภัทร’ รอแค่คำสั่งปลดพ้นราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จัดซื้อATK5ครั้งผิดระเบียบ สธ.ขยํ้า‘หมอสุภัทร’ รอแค่คำสั่งปลดพ้นราชการ ปชน.โวยถูกแกล้งพร้อมสู้ กกต.ชี้ยังมีคุณสมบัติชิงสส.

สธ.ยันมติปลด “หมอสุภัทร” ปมจัดซื้อ ATK 5 ครั้ง ผิดระเบียบ ย้ำไม่มีใบสั่งทางการเมือง แค่รอเวลาผู้มีอำนาจลงนามปลดพ้นราชการ ด้านพรรคประชาชนปักหลักสู้ทุกช่องทาง กลั่นแกล้งกันชัดๆ ขณะที่ประธานกกต.ชี้ สถานะหมอสุภัทร ยังเป็นผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชนจนกว่าจะมีหนังสืออย่างเป็นทางการสั่งให้พ้นราชการ

เมื่อช่วงสายของวันที่ 28 มกราคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสธ. นำโดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และ นายเกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สป.สธ. ร่วมแถลงข่าวกรณีคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ

นพ.สมฤกษ์ แถลงตอนหนึ่งว่า จากกรณี นพ.สุภัทร กระทบต่อกระทรวงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องออกมาแถลงในส่วนที่กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการและสามารถแถลงได้ แต่ มติ อ.ก.พ.สธ.ยังเปิดเผยไม่ได้ ส่วนที่เปิดเผยไปก่อนหน้านี้ในสื่อต้องดูว่ามาจากที่ไหน อย่างไร ดังนั้นการแถลง ณ วันนี้ จะไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาสาระจากที่ประชุม อ.ก.พ.สธ. เพราะยังทำไม่ได้ แต่ผลจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่มีการสอบสวนก่อนหน้านี้ เปิดเผยได้

ซอยจัดซื้อATKไม่เกิน2ล้าน

โดยผลสอบสวนเป็นข้อมูลนำเข้าในการประชุม อ.ก.พ.สธ. ดังนี้ คำสั่งแต่งตั้งเขียนว่ากรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ที่ นายสุภัทรขณะดำรงตำแหน่งผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา ได้ดำเนินการจัดซื้อและสั่งอนุมัติให้จัดซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ รายการเวชภัณฑ์ตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) ในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทจำนวน 5 ครั้ง เป็นการแบ่งซื้อเวชภัณฑ์ชุดตรวจ ATK เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารวัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นการปฏิบัติราชการที่แสวงหาประโยชน์อันมิควรสำหรับบริษัทผู้ขายหรือผู้อื่น และทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงได้ดำเนินการสั่งซื้อที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานรัฐและเมื่อได้จัดซื้อเวชภัณฑ์ชุดตรวจ ATKทำให้ราชการเสียหายร้ายแรง ผลจากการสอบของคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ เสร็จปลายเดือนก.ย. 2568 โดยคณะกรรมการฯชุดนั้นสรุปว่า “ผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเสนอลงโทษปลดออกจากราชการ” ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลนำเข้าใน อ.ก.พ.สธ.

ผู้สื่อข่าวถามว่ามติ อ.ก.พ.สธ.จะเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากหนึ่งในกรรมการใช้มาตรา 104 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ยกการพิจารณาทั้งหมดให้ไปอยู่ในคณะกรรมการ ก.พ.ชุดใหญ่

นายเกตุแก้ว แก้วใส ผอ.สำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มติ อ.ก.พ.สธ.เป็นความลับทางราชการ ยังไม่ได้ออกรายงานมาเลย และจากการประชุม อ.ก.พ.สธ.เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 ได้ตรวจสอบองค์คณะครบถ้วนเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนที่เสนอก.พ.ชุดใหญ่นั้น จะเป็นอีกส่วนหนึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ. ส่วนของ อ.ก.พ.สธ.ก็ทำหน้าที่ของตนเอง

ถามย้ำว่า ไม่ต้องรอบอร์ดชุดใหญ่ของ ก.พ.พิจารณาก่อนหรืออย่างไรนายเกตุแก้ว กล่าวว่า ตามกฎหมายไม่ต้องรอจะมีกระบวนการว่า เมื่อออกคำสั่งแล้วจะต้องรายงานให้ก.พ.ทราบ

ยันดำเนินการตามก.ม.

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากบอร์ดก.พ.ชุดใหญ่พิจารณาสวนทางกับมติ อ.ก.พ.สธ.วันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือว่ามติ อ.ก.พ.สธ.กรณีหมอสุภัทร จะเป็นโมฆะหรือไม่นายเกตุแก้ว กล่าวว่า ตามกฎหมายมาตรา 104 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หากมีมติเป็นเช่นใด ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องดำเนินการตามมติ ก.พ.

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ในส่วนของ อ.ก.พ.สธ.อยู่ในระหว่างรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วน ส่วนผู้ที่จะลงนาม ปลัดได้มอบให้รองปลัดสธ.ดูแลเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เป็นกรณีที่อาจมีประเด็นอยู่ในช่วงสมัครเลือกตั้ง แต่ในทางราชการ ก็มีกฎหมายที่ต้องทำ ยอมรับว่ามีกังวล แต่ก็ต้องทำตามกฎหมาย เมื่อมีมติ ก็ต้องทำตามขั้นตอนเป็นไปตามไทม์ไลน์ปกติ

นายเกตุแก้ว กล่าวถึงกระบวนการสอบสวนวินัยร้ายแรง ว่า ขอยืนยันว่าการดำเนินการชอบด้วยกฎหมายและขั้นตอนของระเบียบราชการกำหนดทุกประการ และเป็นไปตามครรลองของกฎหมายปกติ โดยเริ่มแรก 13-17 ก.พ.2566 กลุ่มตรวจสอบภายในของกระทรวงสาธารณสุขได้เข้าตรวจสอบ รพ.จะนะ จ.สงขลาเป็นการตรวจสอบทั่วไป และรายงานผลต่อปลัด กระทรวงสาธารณสุข ในขณะนั้นซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นไทม์ไลน์ปกติ

รอออกคำสั่งลงโทษหมอสุภัทร

“ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนที่ดำเนินการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยตามมติ อ.ก.พ.สธ. ทั้งหมด จึงเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทุกประการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าเคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นหรือไม่ นายเกตุแก้ว กล่าวว่า การปฏิบัติราชการและทำผิดระเบียบมีกรณีมากมายที่มีการแบ่งซื้อ เพื่อลดวงเงินมาอยู่ในอำนาจตัวเอง มีหลายเคสที่ลงโทษ เพียงแต่ไม่เป็นข่าว

เมื่อถามว่ากรณีสังคมตั้งคำถามว่านพ.สุภัทร จะผิดได้อย่างไรในเมื่อการจัดซื้อเป็นไปตาม ว.115 ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินคือ โควิดระบาดนั้น นายเกตุแก้ว กล่าวว่า เป็นรายละเอียดที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยได้นำมาพิจารณาตาม ว.115โดยได้พิจารณาแล้วชั่งน้ำหนัก วิเคราะห์มีหลักฐานประกอบทุกอย่าง ไม่สามารถลงลึกได้

พรรคประชาชนพร้อมสู้

เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน – People’s Party เผยแพร่แถลงการณ์พรรคประชาชนกรณีการปลดนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจออกจากราชการ โดยระบุว่า

1. พรรคยืนยันว่า ในขณะนี้นายแพทย์สุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ในจังหวัดสงขลา เขต 2 โดยชอบด้วยกฎหมาย ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้นายแพทย์สุภัทร พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดังกล่าว

2. พรรคยืนยันว่า หากกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งให้นายแพทย์สุภัทร พ้นจากราชการด้วยเหตุผิดวินัยร้ายแรง พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทร จะดำเนินการต่อสู้ในกรณีดังกล่าว ทั้งในชั้นกระบวนการภายในของระบบราชการในกระบวนการชั้นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเขต 2 จังหวัดสงขลา และในชั้นกระบวนการทางศาลอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลทางข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางบรรทัดฐานไว้

3. พรรคประชาชนเห็นว่า หากการออกคำสั่งให้ปลดนายแพทย์สุภัทรออกจากราชการ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรม และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ออกคำสั่งมีเจตนากลั่นแกล้งให้นายแพทย์สุภัทร ต้องเสียหาย ไม่สามารถเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไปได้ พรรคประชาชนและนายแพทย์สุภัทรก็จำเป็นต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุด เพื่อประโยชน์ในการรักษาความยุติธรรมในระบบราชการรักษาสิทธิโดยชอบของนายแพทย์สุภัทร และรักษาสิทธิของประชาชนที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งให้นายแพทย์สุภัทร เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสงขลา เขต 2

‘ชัยธวัช’โดดช่วย‘หมอสุภัทร’

บ่ายวันเดียวกัน ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน แถลงเกี่ยวกับหมอสุภัทร สอดคล้องกับแถลงการณ์ของพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ พร้อมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองจึงเห็นควรให้ดําเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

1. การดําเนินการจัดซื้อ ATK อันมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อ ทางราชการได้รับความเสียหายร้ายแรงอย่างไร และบริษัทผู้ขายได้ประโยชน์จากทางราชการอย่างไร

2. จากการสอบสวน ไม่พบข้อเท็จจริงว่า มีการเทียบเคียงข้อมูลการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลของบริษัทผู้ขาย ATK ว่าได้จําหน่ายให้กับหน่วยงานใดบ้างหรือไม่ แต่ปรากฏว่า อ.ก.พ.เสียงส่วนใหญ่กลับไม่ได้สนใจพิจารณาให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งที่ที่เป็นประเด็นสําคัญในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงต่อ นพ.สุภัทร

พรรคประชาชนจึงเห็นว่า หากกระทรวงสาธารณสุข ลงนามปลดนพ.สุภัทร โดยไม่ชอบธรรม พรรคจะดําเนินการทางกฎหมายทุกช่องทาง ในการปกป้องสิทธิของประชาชน จังหวัดสงขลาเขต 2 ในการเลือกผู้แทนราษฎรที่ตนเองต้องการ รวมถึงปกป้องหลักธรรมาภิบาลในระบบราชการ และพรรคประชาชนจะดําเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจโดยมิชอบอย่างถึงที่สุด

นายชัยธวัช เชื่อว่า กระทรวงสาธารณสุข คงถูกกระแสกดดันไม่ไหว และถูกสังคมตั้งคําถามกับเรื่องนี้มาก จนต้องรีบมาชี้แจง

ด้านเพจเฟซบุ๊ก ชมรมแพทย์ชนบท ได้เสนอข้อมูลพาดพิงหมอบางคนที่ออกมาเล่นงานหมอสุภัทรว่า เป็นงูเห่า หนูสั่งมา

หมอสุภัทร ยังเป็นผู้สมัครสส.

วันเดียวกัน นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ประธาน กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีความชัดเจน คุณสมบัติ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ในฐานะผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน ถูกปลดออกจากราชการกรณีจัดซื้อชุดตรวจโควิด นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังมีคำสั่งไม่ถึงที่สุด และเจ้าตัวใช้สิทธิอุทธรณ์ ปัจจุบันยังคงเป็นผู้มีสิทธิลงสมัคร สส. ส่วนเรื่องการปลดออกเป็นคนละส่วนกับสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้น กกต.ต้องตรวจสอบว่าสิทธิ์ตรงนั้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่ แต่ปัจจุบันยังไม่รู้ว่ามีการปลดออกเพราะอะไร จึงยังไม่มีความชัดเจนและให้ถือว่ายังเป็นผู้สมัคร สส.อยู่ โดยจะต้องรอหนังสือให้ออกจากราชการที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขก่อน เนื่องจากเป็นข้าราชการ

พรรคกล้าธรรมบุกชัยภูมิ ธรรมนัส-นฤมล ประกาศสงครามพ่อค้าคนกลาง ปกป้องเกษตรกร

พรรคกล้าธรรมบุกชัยภูมิ ธรรมนัส-นฤมล ประกาศสงครามพ่อค้าคนกลาง ปกป้องเกษตรกร

พรรคกล้าธรรมบุกชัยภูมิ ธรรมนัส-นฤมล ประกาศสงครามพ่อค้าคนกลาง ปกป้องเกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“พรรคกล้าธรรม” บุกชัยภูมิ เปิด 2 เวทีเดือด “ธรรมนัส–นฤมล” ซัด การเมืองสร้างภาพ ทิ้งประชาชนกลางทาง ลั่นประกาศสงครามกับพ่อค้าคนกลาง ปกป้องเกษตรกร ลุยแก้หนี้ครูทั่ว ปท.ย้ำ อย่าหลงเชื่อวาทกรรมชวนฝัน สุดท้ายก็พวกหลอกลวง 

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 พรรคกล้าธรรม เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 2 จุดในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ และบริเวณบ้านหลวงศิริ ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ขึ้นเวทีร่วมกันเพื่อช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดชัยภูมิของพรรค ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น

ศ.ดร.นฤมล กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า พรรคกล้าธรรมยืนหยัดทำงานเพื่อเกษตรกรมาต่อเนื่อง และไม่เห็นด้วยกับแนวทางใดที่อาจทำให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบจากการแข่งขันหรือข้อตกลงทางการค้าที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติ โดยยกประสบการณ์ช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่ามีความพยายามผลักดันการนำเข้าสุกรจากต่างประเทศ คล้ายกับกรณีนำเข้าเนื้อโคและนมผงในอดีต ซึ่งตนและ ร.อ.ธรรมนัส คัดค้านมาตลอด เพราะมองว่าจะกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศโดยตรง

“การนำเรื่องดุลการค้ามาเป็นเหตุผล แล้วให้เกษตรกรไทยเป็นฝ่ายรับภาระ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะประโยชน์ทางการค้าส่วนหนึ่งตกอยู่กับภาคเอกชนต่างชาติ แต่ความเสียหายกลับเกิดกับคนไทย นโยบายรัฐต้องยืนบนผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นหลัก ภาคเกษตรคือฐานสำคัญของประเทศ และเกษตรกรต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวปราศรัยอย่างดุดัน โดยย้ำว่าผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้รับใช้ประชาชน” ไม่ใช่ “นายเหนือหัวของประชาชน” พร้อมวิพากษ์พฤติกรรมนักการเมืองบางประเภทที่ช่วงหาเสียงเข้าหาประชาชนอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วกลับห่างเหิน ไม่ลงพื้นที่ ไม่รับฟังปัญหา

“บางคนตอนหาเสียงกราบสวย พูดเพราะทุกคำ แต่พอได้เป็นแล้วประชาชนตามไม่เจอ คนแบบนี้ประชาชนตัดสินได้เองว่าครั้งหน้าควรได้กลับมาหรือไม่ พรรคกล้าธรรมยืนยันว่าเราไม่เคยทิ้งประชาชน เราเป็นพรรคคนบ้าทำงานที่พร้อมลงพื้นที่ แก้ปัญหา และยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เราไม่ได้มาเฉพาะช่วงหาเสียง ซึ่งชาวชัยภูมิรู้ดี ทั้งอดีต ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคไม่เคยหายหน้า” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงแนวทางจัดการปัญหาพ่อค้าคนกลางที่เอาเปรียบชาวบ้าน โดยระบุว่าปัจจุบันราคาอ้อยตกต่ำมาก แต่ราคาน้ำตาลกลับยังสูง จึงต้องหาคำตอบจากกระทรวงอุตสาหกรรมว่าเหตุใดชาวสวนอ้อยจึงต้องแบกรับภาระเช่นนี้ และปัญหามีสาเหตุมาจากพ่อค้าคนกลางหรือไม่ พร้อมประกาศเดินหน้าจัดการกับพ่อค้าคนกลางที่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรไทย

พร้อมกันนี้ พรรคกล้าธรรม ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนมาตรการที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต รวมถึงแนวคิดจัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และป้องกันการเกิดหนี้ซ้ำให้กับครูทั่วประเทศ

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงนโยบายประชานิยมบางรูปแบบที่เคยหาเสียงว่าจะทำให้ประชาชน “กระเป๋าตุง” ว่าเป็นเพียงการขายฝัน พร้อมย้ำว่านโยบายที่ดีต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงด้านงบประมาณและต้องทำได้จริง ไม่ใช่คำสัญญาที่ฟังดูดีแต่ปฏิบัติไม่ได้ รวมถึงประเด็นการปฏิรูปประเทศที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาโดยไม่ถามความต้องการของประชาชน

สำหรับผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ ของพรรคกล้าธรรม ได้แก่ นางสาวเกวลิน ชัยวัฒนกุลวานิช เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 4, นางสาวกาญจนา จังหวะ เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 6, นายสุขสันต์ ชื่นจิตร เขตเลือกตั้งที่ 5 หมายเลข 4 และนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ เขตเลือกตั้งที่ 7 หมายเลข 4

ศุภจี ฟุ้งชิมลางลุย 2 จว.ดูดีมาก ย้ำนโยบายภูมิใจไทยทำได้จริง

ศุภจี ฟุ้งชิมลางลุย 2 จว.ดูดีมาก ย้ำนโยบายภูมิใจไทยทำได้จริง

ศุภจี ฟุ้งชิมลางลุย 2 จว.ดูดีมาก ย้ำนโยบายภูมิใจไทยทำได้จริง

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.49 น.

“ศุภจี”ฟุ้งชิมลางลงพื้นที่ 2 จังหวัด”อุบลฯ-ภูเก็ต”ดูดีมาก ย้ำ”นโยบาย ภท.”ทำได้จริง เหมือนให้เบ็ดตกปลาประชาชนไปสร้างอาชีพให้ยั่งยืน ปัดตอบนโยบายเศรษฐี ยันไม่ใช่”นางแบก”แต่ทำงานเป็นทีม อ้อนถ้ากาเบอร์ 37 ได้”ดรีมทีมสีน้ำเงิน”ยกชุด

เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่ทั้งจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวานนี้ (27 ม.ค.) และจังหวัดภูเก็ต ในวันนี้ (28 ม.ค.) กระแสตอบรับเป็นอย่างไร ว่า โคตรดูดีมาก ทุกคนมีความสนใจ และกระตือรือร้น อีกทั้งยังมีความต้องการที่จะทราบว่าเราจะแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างไร ซึ่งสำหรับตนก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจึงรู้สึกชื่นใจ

เมื่อถามว่า ถ้าไม่เลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ก็จะไม่ได้นางศุภจีมาช่วยงาน อยากบอกอะไรกับประชาชนในเรื่องนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า จริงๆ แล้วศุภจีก็เป็นแค่คนเดียว แต่พรรคภูมิใจไทยเราประกอบไปด้วยบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย ฉะนั้นถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยก็จะได้ทีมนี้ ซึ่งประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ตนเอง เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี มาทำงานด้วย แต่ถึงแม้จะไม่ได้เลือกพรรคภูมิใจไทยศุภจีก็จะกลับไปเป็นประชาชน ที่มีความตั้งใจเต็มที่ที่จะให้ข้อมูล และให้ความสนับสนุนภาครัฐ พร้อมมอบนโยบายดีๆ ให้ไปทำต่อ

เมื่อถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านางศุภจีแบกพรรคภูมิใจไทย นางศุภจี ส่ายหน้า ก่อนบอกว่า “ไม่รู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ” เพราะแต่ละคนต่างมีหน้าที่ และตนก็ตัวเล็กนิดเดียว ทั้งนี้ ที่ตนทำก็คือในเรื่องของการค้าการขาย ซึ่งถ้าเราดูนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะบอกว่าจะให้อะไร และส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของรายจ่ายแต่สำหรับตนมาในเรื่องของการหารายได้ว่าจะเข้ามาอย่างไร เพื่อให้เราสามารถจ่ายได้ในสิ่งที่ควรจะเป็น

เมื่อถามว่า มองนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองอื่นอย่างไร เช่น โครงการเศรษฐี เงินล้าน นางศุภจี ระบุว่าเรื่องนี้ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะตนมุ่งเน้นไปที่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่หากพรรคอื่นมีนโยบายแบบนี้ เขาก็มีหน้าที่ที่จะต้องอธิบายว่านโยบายนั้น จะเอาเงินมาอย่างไร เกิดประโยชน์กับประเทศในภาพรวมอย่างไรและจะสร้างความยั่งยืนอย่างไร ฉะนั้นถ้าพรรคเหล่านั้นสามารถตอบได้ และประชาชนชอบใจ ก็ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน พร้อมย้ำว่าส่วนตัวถ้าถามถึงนโยบายพรรคภูมิใจไทยตนเองตอบได้

เมื่อถามต่อว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยใช้งบประมาณเยอะหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เราอยู่ในมุมในสิ่งที่เราพูดไป เพราะพวกเราพูดแล้วทำ ส่วนคนที่ดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มงวดก็คือนายเอกนิติ เพราะอย่างที่บอกตนไม่ได้แบก ไม่ใช่ตนที่แบก แต่ทุกคนช่วยกันทำ ซึ่งนายเอกนิติบอกว่าสิ่งที่เราพูดออกไป นโยบายของเราทำได้จริงขณะเดียวกันตนก็เคยพูดในหลายเวทีแล้ว ว่าประเทศไทยเราไม่ได้มีเงินเยอะ มีรายได้ 3 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่าย 4 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้สาธารณะเกือบติดเพดานร้อยละ 70 ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ร้อยละ 66 ดังนั้นเราทำอะไรไม่ได้มาก ด้วยเหตุนี้การใช้งบประมาณอะไรจึงต้องแม่นยำ ตรงจุด และได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาว นโยบายของพรรคภูมิใจไทยจึงไม่ได้ให้แค่ปลา แต่เราตั้งใจจะให้เบ็ดตกปลา ให้พวกเขาสามารถสร้างรายได้ของเขาได้ด้วย ซึ่งถือเป็นการให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างยั่งยืน

พิพัฒน์ควงศุภชัย ปราศรัยพังงา ปลุกเลือกภูมิใจไทย ปกป้องชาติอธิปไตย

พิพัฒน์ควงศุภชัย ปราศรัยพังงา ปลุกเลือกภูมิใจไทย ปกป้องชาติอธิปไตย

พิพัฒน์ควงศุภชัย ปราศรัยพังงา ปลุกเลือกภูมิใจไทย ปกป้องชาติอธิปไตย

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.45 น.

เดือดพลั่ก! ‘พิพัฒน์’ ควง ‘ศุภชัย’ ปราศรัยพังงา ปลุกเลือกภูมิใจไทย ยันปกป้องชาติ–อธิปไตย  ชี้ ‘อนุทิน ของจริงไม่ใช่มือสมัครเล่น’ ยึดพื้นที่คืนมาได้  ลั่นต้องการทั้งเขต-บัญชีรายชื่อ สร้างพลังแก้ปัญหารอบด้าน ขออย่าเลือกพรรคไม่เอาทหาร–โพลได้แค่ 30–40 เสียงทำให้เสียงแตก ขณะที่ ‘แม่ทัพภาคใต้’ ย้ำได้เป็นรบ. สนามบินอันดามัน –  สะพานข้ามเกาะคอเขา มาเเน่

28 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)พังงา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร  ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ นายชลัฐ รัฐกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัย ช่วย นายอรรถพล ไตรศรี หรือโกชัย แชมป์เก่า สส.พังงา เขต1 และนายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์  แชมป์เก่า ผู้สมัคร สส.พังงา เขต 2 

นายพิพัฒน์ กล่าวปราศรัยกับชาวพังงา ว่า ตนเป็นคน จ.สงขลา อ.หาดใหญ่ เป็นคนใต้  มีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะทวงคืนสิ่งที่พวกเราเสียโอกาสไปในรอบ 30 ปี ให้ จ.พังงามีความเจริญ เช่นเดียวกับภาคกลาง อาทิ ไฟส่องสว่างถนน 4 เลน และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะดำเนินโครงการสนามบินอันดามัน และ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามเกาะคอเขา  อ.ตะกั่วป่า  จ.พังงา ในงบประมาณปี 2570 ที่ได้ดำเนินการผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแล้ว และจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากเลือกเบอร์ 37

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โดยเกาะคอเขา จะเป็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยวของจ.พังงา เป็นการท่องเที่ยวแบบรักโลก ที่ตนได้ทำการศึกษาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยว ที่ได้หารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ใน จ.พังงา  ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมาลงทุนที่เกาะคอเขา โดยได้ขอให้ประชาชนที่มีที่ดินอยู่บนเกาะคอเขาอย่าพึ่งรีบขาย แต่หากมีการตอกเสาเข็มต้นแรกบนฝั่งเมื่อไหร่ เชื่อมั่นว่าราคาที่ดินจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน จึงขอให้รอวันที่ราคาขึ้นก่อน แล้วค่อยพิจารณาว่าจะขายหรือจะเก็บไว้ลงทุนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดความเจริญและรายได้ จะหลั่งไหลเข้ามาที่จ.พังงาอีกหลายพันเท่า

ด้านนายศุภชัย กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ขณะนี้การเมืองมีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคสมัยใหม่ที่มีแนวคิดแตกต่างจากพี่น้องประชาชน เมื่อแยกเช่นนี้แล้ว พี่น้องไม่มีทางเลือกที่จะเลือกตามอารมณ์อย่าเลือกตามอารมณ์รัก อย่าเลือกเพราะความชอบอย่างเดียว และอย่าเลือกเพียงเพราะเคยเลือกมาแล้ว  ดังนั้น ต้องเลือกทางตรง เลือกรัฐบาลที่ยืนอยู่ในโลกปัจจุบันได้ เพราะประเทศกำลังเผชิญภัยสารพัด ทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ สีเทา สีดำ รวมถึงความพยายามตั้งกาสิโน ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อประเทศ อีกทั้งยังมีปัญหาเศรษฐกิจ

นายศุภชัย  กล่าวว่า จึงต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะมีทีมบริหารประเทศที่พร้อม ได้แก่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์

“พรรคยังมีผู้นำคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาเพียง 3 เดือนสามารถปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ยอมเสียดินแดนให้กัมพูชา และสามารถยึดแผ่นดินที่ถูกยึดครองกลับคืนมาได้” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า พี่น้องต้องตัดสินใจเลือกทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยเบอร์37 เพื่อให้นายอนุทิน  เป็นนายกรัฐมนตรี อย่าให้เสียงแตก ต้องทำคะแนนให้เหนียวแน่น เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยมีพลังมากพอในการแก้ปัญหาให้ประชาชน

“วันนี้เอามือสมัครเล่นมาเป็นรัฐบาลไม่ได้ วันนี้พี่น้องที่รักชาติ รักพระเจ้าอยู่หัว ต้องเลือกพรรคการเมืองที่ยืนข้างชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าปล่อยคะแนนหลุดไปให้พรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคที่มีปัญหากับทหาร ตั้งคำถามว่าทหารมีไว้ทำไม และอย่าไปเลือกพรรคการเมืองที่โพลบอกได้เพียง 30–40 เสียง ต้องเลือกพรรคเดียว คือพรรคภูมิใจไทย”นายศุภชัย กล่าว

อย่างไนก็ตาม ช่วงเวลา11.00น. วันเดียวกัน นายพิพัฒน์  พร้อมนายศุภชัย ใจสมุทร ลงพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เพื่อช่วยนายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ ผู้สมัคร สส.พังงา เขต 2  หาเสียง โดยขึ้นรถแห่และเดินเท้าพบปะชาวบ้านในตลาดสดบขส. ตะกั่วป่าทั้งนี้ ได้เน้นย้ำนโยบาย “พูดแล้วทำ คนละครึ่ง พลัส ” มุ่งแก้ปัญหาปากท้อง พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการรับเรื่องจากชาวบ้านเพื่อผลักดัน “โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะคอเขา-บ้านน้ำเค็ม” ให้คืบหน้า เพื่อยกระดับการคมนาคมและคุณภาพชีวิตชาวพังงาอย่างเป็นรูปธรรม

อรรถวิชช์ ย้ำDNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้งคกก. กลั่นกรอง112

อรรถวิชช์ ย้ำDNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้งคกก. กลั่นกรอง112

อรรถวิชช์ ย้ำDNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้งคกก. กลั่นกรอง112

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

อรรถวิชช์ ย้ำ! DNA รทสช. นักปฏิบัติ ชูผลงานตั้ง คกก. กลั่นกรอง 112 ชงรื้อกฎหมายชุมนุม ตั้งศาลที่ดิน คืนสิทธิชาวบ้าน พลิกโฉมแลนด์บริดจ์ สู่ความมั่นคงทางพลังงาน

28 มกราคม 2569 ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ เลือกตั้ง 69 วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน โดยกล่าวถึงประเด็นกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ตนเป็นผู้เสนอให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดีขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่เคยถูกนำไปสอนในคณะนิติศาสตร์ ส่งผลให้ที่ผ่านมาเกิดการฟ้องร้องจำนวนมากโดยไม่มีระบบคัดกรอง ซึ่งภายหลังพบว่าหลายคดีไม่ถูกสั่งฟ้องในชั้นอัยการ สะท้อนถึงความจำเป็นของกลไกตรวจสอบก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการจัดตั้งกองทุนยุติธรรม ซึ่งช่วยเหลือประชาชนแล้วกว่า 60,000 ราย ทั้งในด้านค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงการลงพื้นที่จัดทำ “สาแหรกชาวบ้าน” ในจังหวัดระนองและพื้นที่ชายแดนอื่นๆ เพื่อช่วยให้คนไทยพลัดถิ่นได้รับสัญชาติและบัตรประชาชน มีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน

ดร.อรรถวิชช์ ได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์และคนไทยไร้สัญชาติ โดยกล่าวถึงประสบการณ์ในสมัยดำรงตำแหน่ง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ที่ผลักดันกฎหมายคนไทยพลัดถิ่นอย่างจริงจัง จนสามารถขึ้นทะเบียนและให้สัญชาติแก่ประชาชนจำนวนมาก 

สำหรับนโยบายในอนาคต ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้จัดตั้งศาลที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน โดยใช้ระบบไต่สวนให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริง และมีศาลสมทบจากภาคประชาชนเข้าร่วมพิจารณา หากพิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน รัฐต้องคืนที่ดินให้ประชาชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรวดเร็ว

ส่วนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายเปิดช่องให้การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กลายเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะผลักดันการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการแก้ปัญหา “กฎหมายปิดปาก” และการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างจริงจัง

ด้านสิ่งแวดล้อม ดร.อรรถวิชช์ ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม โดยใช้หลัก “รัฐจ่ายไปก่อน” เพื่อเร่งนำสารพิษออกจากพื้นที่ชุมชนทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดีที่ยาวนาน จากนั้นรัฐจึงไปเรียกเก็บค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษในภายหลัง พร้อมทั้งปรับปรุงผังเมืองไม่ให้เกิดการทับซ้อน และใช้ดุลพินิจอย่างเด็ดขาดในการระงับโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้โครงการนั้นจะผ่านการประเมิน EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ EHIA (Environmental and Health Impact Assessment) แล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทเอกชนเป็นผู้ว่าจ้างจัดทำรายงาน ซึ่งอาจไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังแสดงความเห็นต่อโครงการ Land Bridge ว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การขุดคลอง แต่คือการวางระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซเชื่อมฝั่งตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าและทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงาน มีระบบคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ สร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน

ดร.อรรถวิชช์ เน้นย้ำจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยึดแนวทางนักปฏิบัติ กล้าชนกับทุนผูกขาดและทุนพลังงาน พร้อมยกผลงานการลดค่าไฟฟ้าลงกว่า 16% ท่ามกลางโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่เอกชนถือครองกว่า 70% เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเด็ดขาดในการทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เราเป็นนักปฏิบัติ บางอย่างเราพูดแล้วมันดูรุนแรง เพราะเราเด็ดขาดและทำในสิ่งที่เชื่อ และอยากเป็นกำแพงสุดท้ายอยู่ในใจคนไทยทุกคน  ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

เปิดคำสั่ง อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สั่งอธิบดี DSI สอบใหม่

เปิดคำสั่ง อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สั่งอธิบดี DSI สอบใหม่

เปิดคำสั่ง อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. สั่งอธิบดี DSI สอบใหม่

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.22 น.

เปิดคำสั่ง”อัยการคดีพิเศษ”ละเอียดยิบ! ตีกลับสำนวน”อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” สั่ง”อธิบดี DSI”สอบสวนใหม่ผ่าน 4 ประเด็น ชี้ให้นำพฤติการณ์ 8 ผู้ต้องหาล็อตแรกในคดีอั้งยี่ฯ ไปพิจารณารวมกับ 7 กลุ่มแกนนำขบวนการ และให้นำหลักฐานจาก กกต.มาประกอบการสอบสวน รวมทั้งหลักฐานทางการเงิน

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเกี่ยวกับเอกสารจากสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.69 เรื่อง คืนสำนวนการสอบสวน โดยอ้างถึงหนังสือกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ยธ.0825/0794 ลงวันที่ 8 ธ.ค.68 พร้อมเอกสารที่ส่งแนบมาด้วย (1) สำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมเอกสารจำนวน 74 แฟ้ม (2) หนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

รายละเอียดภายในเอกสารระบุ ตามหนังสือที่อ้างถึงกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 คดีระหว่าง พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้กล่าวหา นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส ผู้ต้องหาที่ 2 น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน ผู้ต้องหาที่ 3 น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ผู้ต้องหาที่ 4 นายวงศกร ชนะกิจ ผู้ต้องหาที่ 5 นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ต้องหาที่ 6 นายสุบิน ศักดา ผู้ต้องหาที่ 7 นางผกามาศ ไทยนุกูล ผู้ต้องหาที่ 8 ความผิดฐาน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฏหมาย สมทบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 91 มาตรา 209 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 60 ไปยังสำนักงานคดีพิเศษเพื่อพิจารณาความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ พิจารณาแล้วเห็นว่าความผิดหลักหรือความผิดมูลฐานอันเป็นมูลเหตุที่มาแห่งคดีนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงตามการสอบสวนของพนักงานสอบสวนว่าได้มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดมีการร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อันเข้าข่ายความผิดฐาน จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดด้วยวิธีการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติแห่งความผิดอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับการคัดเลือก จำนวน 2 ราย และกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดอีกจำนวน 6 ราย โดยมีข้อกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่ฯ และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 91 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 60

ส่วนความผิดหลักอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีหรือความผิดมูลฐานในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน คือ ความผิดตามมาตรา 77(1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 หรือที่เรียกว่า “ฮั้ว สว.” นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังมิได้มีมติวินิจฉัยความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด

จากพฤติกรรมแห่งการกระทำความผิดของสมาชิกคณะบุคคลในสำนวนการสอบสวนคดีนี้เป็นลักษณะร่วมกันกระทำความผิดที่เกี่ยวพันต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นขั้นเป็นตอนและต้องอาศัยผลแห่งการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาคดีนี้ว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่าสำนวนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อได้มาซึ่งอำนาจสมาชิกวุฒิสภา เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) แล้วก็จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ ซึ่งปรากฏเส้นทางการเงินมีการโอน รับโอนเงินให้กับสมาชิกในกลุ่มของคณะบุคคลดังกล่าวเพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีเงินหมุนเวียนจำนวนมากกว่า 300 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อความผิดหลักอันเป็นความผิดมูลฐานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

และผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมาชิกคณะบุคคลของผู้กระทำความผิดทั้งหมด ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่ายังมีกลุ่มสมาชิกของคณะบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดนอกจากผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในคดีนี้ อีกจำนวน 1,200 ราย โดยสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 137 ราย สำรอง จำนวน 1 ราย และไม่ได้รับเลือกจำนวน 2 ราย โดยกลุ่มสมาชิกคณะบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมร่วมกันกระทำความผิดเป็นลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มี การแบ่งหน้าที่กันทำเป็นเป็นขั้นเป็นตอน โดยแยกตามกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิดจึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดตอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ประกอบกับคดีนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ประกอบกับมีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรองและบุคคลที่มิได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากมีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาสั่งคดีเป็นไปโดยละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรมให้ได้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงยังไม่แล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 140 จึงให้คืนสำนวนการสอบสวน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (1) และผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย กลับให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่

โดยกำหนดประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

1.) ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ ไปทำการสอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่นๆ อีก 7 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

2.) ให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานทั้งหมดทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในความผิดที่มีการกล่าวหาสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการกระทำเพื่อให้ได้ได้มาซึ่งอำนาจนิติ บัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อันเข้าข่ายความผิดฐาน จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดด้วยวิธีการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) อันเป็นความผิดที่เป็นมูลฐานแห่งการดำเนินคดีนี้ประกอบกับความผิดของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย

3.) ให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารคำขอเปิดบัญชีธนาคาร เอกสารความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ทั้งหมดมาประกอบสำนวนการสอบสวน

4.) ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

5.) และหากมีประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ได้มีการเตรียมประสานงานนัดหมายกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อที่จะได้ประชุมหารือวางกรอบแนวทางการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว ตามหนังสือคำแนะนำของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ต่อไป

– 006

แสวง โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง

แสวง โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง

แสวง โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

“แสวง”โวไม่หวั่นไหว ไม่ต้องการกำลังใจ หลัง กกต.เจอเสียงวิจารณ์จัดเลือกตั้ง ยันพร้อมรับฟังหากเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มองคนด่า-ตำหนิ ช่วยประชาสัมพันธ์งานไปในตัว เป็นการขอกันกิน

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเลือกตั้งของสำนักงาน กกต.ในขณะนี้ ว่า ไม่ได้หวั่นไหว ไม่ได้ต้องการกำลังใจ แต่…
แค่อยากบอกว่าเราทำงานอย่างไร และทำอะไรไปแล้ว…

อยู่ตรงนี้ คนตำหนิ ติเตียน วิจารณ์ ด่า และยังมีพวกต้องการแสงผ่านเข้ามอยู่ตลอด ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรือกังวลใจแต่น้อย แถมรู้สึกสนุกกับงานมากยิ่งขึ้นแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่ที่ต้องมาบอกเล่าเพราะ เริ่มมีกัลยาณมิตรส่งกำลังใจมาให้มากขึ้น ต้องขอบคุณใว้ ณ โอกาสนีด้วย(ใครๆก็ต้องการกำลังใจ) ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนป่วย จึงอยากบอกว่าไม่ได้ต้องการกำลังใจ คนต้องการกำลังใจเสมือนคนที่ถูกต้อนจนมุม น่าเห็นใจ รับมือไม่ไหว แบกเป้าหมาย ความคาดหวัง แรงกดดันไม่ได้ อยากบอกกัลยณมิตรว่าไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแม้แต่น้อยนิด ยังแจ่มใสมากๆ

ส่วนคนด่า วิจารณ์ตำหนิ ติเตียน รวมทั้งพวกหิวแสง(พวกนี้จะมาบ่อยมาก จนน่าเห็นใจ) ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์งานไปในตัว เป็นการขอกันกิน พร้อมรับฟังทุกความเห็น เพราะหน่วยงานอย่างเรา งานที่เราทำ ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะคิด จะรู้สึกอย่างไรกับเรา หากเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ยินดีรับฟังเสมอ

วันนี้ มีโอกาสต้อนรับ คณะกรรมาธิการ พัฒนาการเมือง วุฒิสภา มีสายข่าวบอกว่ามาแรงแน่เตรียมรับมือ แต่หลังจากหารือกันจบ ได้บอกคณะกรรมาธิการไปว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่ท่านมา และอยากบอกความรู้สึก 2 อย่างกับท่าน คือ 1 รู้สึกเป็นมิตร และ 2 รู้สึกได้รับประโยชน์มาก ต่างจากความรู้สึกก่อนการประชุมไม่ได้รู้สึกแบบนี้ และยินดีที่จะร่วมงานกับคณะกรรมาธิการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ”

‘ยศชนัน’นำทัพปราศรัยพัทลุง ประกาศปักธงเพื่อไทย ส่งลูกหลานคนใต้เป็นนายกฯ

‘ยศชนัน’นำทัพปราศรัยพัทลุง ประกาศปักธงเพื่อไทย ส่งลูกหลานคนใต้เป็นนายกฯ

‘ยศชนัน’นำทัพปราศรัยพัทลุง ประกาศปักธงเพื่อไทย ส่งลูกหลานคนใต้เป็นนายกฯ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

เมื่อเวลา 18.10 น.วันที่ 28 มกราคม 2569 ที่เวทีปราศรัยบริเวณสนามกีฬาสิริวัณณรี อ.ควนขนุน จ.พัทลุง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร ผู้สมัคร สส.พัทลุง เขต 2 พรรคเพื่อไทย มีผู้สมัคร สส.ภาคใต้ของพรรคเพื่อไทย ร่วมขึ้นเวทีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมฟังปราศรัยนับหมื่นคน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนนำพวงมาลัยที่รวบรวมของขึ้นชื่อประจำ จ.พัทลุง อาทิ สะตอ กล้วยเมืองลุง และข้าวแต๋น มามอบให้แกนนำพรรค

นายยศชนัน เริ่มปราศรัยด้วยการทักทายประชาชนด้วยสำเนียงภาคใต้ ก่อนเชิญชวนชาวพัทลุงร่วมกัน “ปักธงเพื่อไทย” เพื่อผลักดันความฝันของคนพัทลุงให้เป็นจริง พร้อมประกาศในนามของคนใต้คนหนึ่งว่า พร้อมรับภารกิจเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายยกระดับจังหวัดพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สดใส มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง หากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล จะเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนทั้งระบบเป็นภารกิจแรก

ในด้านที่อยู่อาศัย พรรคเพื่อไทยพบว่ายังมีประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือนที่ไม่มีบ้านอยู่อาศัย และยืนยันจะสานต่อนโยบาย “บ้านเพื่อคนไทย บ้านเพื่อคนพัทลุง” ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกว่า 5,000 ไร่ รวมถึงปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในระดับผู้ประกอบการและท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าโครงการสนามบินพัทลุง การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมโนราห์ และการพัฒนาคมนาคมให้สะดวกและปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัด

ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พรรคเพื่อไทยจะดำเนินนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% พักหนี้ 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท และตั้งเป้าราคายางพาราไม่ต่ำกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในพื้นที่

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะยกระดับนโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” เป็น “30 บาทด้วย AI” และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณ ในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แบบองค์รวม เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพของประชาชน

นายยศชนัน กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้ในฐานะคนใต้คนหนึ่ง ผมจะทำทุกเรื่องให้สำเร็จ ขอให้พี่น้องประชาชนมอบโอกาสให้เลือดเนื้อเชื้อไขชาวใต้คนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี และเลือก สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดพัทลุง เข้าสภาผู้แทนราษฎร” พร้อมกล่าวว่า “รักคนใต้จังฮู้” ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุน

และช่วงท้ายของการปราศรัยได้แนะนำผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคใต้ครบทุกจังหวัด พร้อมเชิญชวนประชาชนเลือก สส.พรรคเพื่อไทยยกภาคใต้ ก่อนปิดฉากกิจกรรม “เพื่อไทยออนทัวร์” นครศรีธรรมราช–พัทลุง อย่างยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ ก่อนขึ้นปราศรัย นายยศชนัน ได้กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคใต้วันนี้ว่า ได้รับกำลังใจล้นหลามเกินคาด ตั้งแต่ที่สนามบินได้รับการต้อนรับอย่างประทับใจ อยากจะสื่อสารกับคนใต้ว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะดูแลคนใต้เช่นกัน พร้อมเน้นย้ำเรื่องความจริงใจที่พรรคเพื่อไทยมีให้กับคนใต้ และบอกว่าภาคใต้มีโอกาสสูงหลายเขต ได้สื่อสารนโยบายไปหลายเรื่องที่จะส่งมอบให้ และได้ตรวจสอบกับผู้สมัครพบว่ามีหลายเขตที่มีความสูสีอยู่ จากบรรยากาศลงพื้นที่ เห็นชัดถึงการเปิดใจ และเพื่อนคนใต้ ตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์ หลายคนมาต้อนรับ ไลน์มาทักทาย บอกว่าวันนี้คนใต้เปิดใจ พร้อมที่จะรับพรรคเพื่อไทยแล้ว

– 006

ตั๊น จิตภัสร์ ประกาศลั่นกลางเวทีปราศรัย เรียนฟรีจริง พร้อมคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตั๊น จิตภัสร์ ประกาศลั่นกลางเวทีปราศรัย เรียนฟรีจริง พร้อมคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตั๊น จิตภัสร์ ประกาศลั่นกลางเวทีปราศรัย เรียนฟรีจริง พร้อมคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 มกราคม 2569 พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ เปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 เขต บริเวณลานอเนกประสงค์ ใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นำโดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรค และแคนดิเดตรัฐมนตรี, ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อนายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรค รวมถึงทีมผู้บริหารพรรค ในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569

กระทั่งเวลา 19.00 น. ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร หัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวบนเวทีปราศรัย ว่า มีโอกาสมาร่วมทำงานกับพรรคไทยก้าวใหม่ เพราะอยู่ในแวดวงการเมือง เข้าสู่ปีที่ 19 เริ่มแต่ตอนอายุ 22 ในตำแหน่งเลขารัฐมนตรี ได้มีโอกาสสมัคร สส.และเป็น สส.แต่วันนี้ตั้งใจมาอยู่พรรคนี้ อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเรื่องปากท้อง

“เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราเห็นอยู่ ไปเดินตลาดเงียบ ไปที่ท่องเที่ยวที่ไหนก็เงียบ เศรษฐกิจตกต่ำ เรามีปัญหาเรื่องปากท้อง และปัญหาปากท้อง ก็มาจากเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ เราจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยนโยบายเรียนฟรี  เพราะที่ผ่านมาประเทศเราไม่เคยมีจริง มีค่าอุปกรณ์ ค่ายูนิฟอร์ม ค่าการเดินทาง”

นอกจากนี้ เด็กไทยกว่า 8 ล้านคนเป็นหนี้ กยศ.เป็นความเหลื่อมล้ำจะต้องกำจัดหนี้ กยศ.ออกไป ให้กับเด็กพี่น้องประชาชนชาวไทย และได้เรียนฟรีจริง ไม่ใช่ฟรีจริงอย่างเดียว ต้องพร้อมคุณภาพ ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็จะจะไม่สามารถขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคได้ และทุกวันนี้บ้านเรามีแต่เกมการเมือง โดยพรรคที่เสนอตัวเป็นรัฐบาล ก็ยุบสภา หนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการด้อยค่าทหาร จึงอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่จริงไปสระแก้ว พร้อมกับผู้สมัครเขต 3 จังหวัดสระแก้วของพรรค และได้เห็นบ้านเรือนประชน โดนระเบิด เอ็ม 21 ของเขมร จนบ้านเรือนเสียหายได้รับความเดือดร้อน และไม่ไปไหน เพราะเฝ้าทรัพย์สิน แม้รัฐบาลให้เงินเยียวยา 5 พันบาท แต่ไม่เคยลงไปดูพื้นที่ว่า ได้รับความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งตัวเลขไม่ตรงกับสถานการณ์จริง โดยไม่ต้องพูดถึงหาดใหญ่ที่ทุกวันนี้ยังไม่ฟื้น เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น และยังไม่มีนโยบายใดๆ จะไปเยียวยาพ่อแม่พี่น้องที่หาดใหญ่

จากสองสถานการณ์นี้ ได้ทำให้พี่น้องในพื้นที่ กลายเป็นกลุ่มเปราะบางขึ้นมา และพี่น้องโดนทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ นำโดยดร.เอ้ สุชัชวีร์ เราจะเดินไปข้างหน้าและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป โดยอนาคตของพรรคไทยก้าวใหม่ อยู่ในมือของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทั้งที่ตัดสินใจแล้ว และทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ขอฝากพรรคน้องใหม่ และในอนาคตจะไม่เล็กอีกต่อไป

– 006