แบบใหม่แบบสับ! คาราวานรถแห่ ปชน.กลับมาแล้ว ในธีม’เลือกอนาคต’

แบบใหม่แบบสับ! คาราวานรถแห่ ปชน.กลับมาแล้ว ในธีม'เลือกอนาคต'

แบบใหม่แบบสับ! คาราวานรถแห่ ปชน.กลับมาแล้ว ในธีม’เลือกอนาคต’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ภาพคาราวานรถแห่ของพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมข้อความระบุว่า คาราวานรถแห่ กลับมาแล้ว!

ยังจำได้ไหมกับปรากฏการณ์คาราวานรถแห่พรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 ที่หอบเอาความหวังจากคนไทยทุกจังหวัดมุ่งสู่กรุงเทพมหานคร

เลือกตั้ง 2569 คาราวานรถแห่ของเรากลับมาอีกครั้ง แบบใหม่แบบสับ! ในธีม “เลือกอนาคต” ปักธงส้มทุกจังหวัดทั่วไทย จัดเต็มกับ 8 สายรถแห่ที่จะเดินทางไปหาถึงบ้านท่าน ทั้ง 77 จังหวัด ออกเดินทางทุกสายพร้อมกันวันที่ 30 มกราคมนี้

สายเหนือฝั่งซ้าย: เพลิงพระนาง เริ่มต้นที่พิจิตร จบที่เชียงใหม่
สายเหนือฝั่งขวา: กลิ่นกาสะลอง เริ่มต้นที่เพชรบูรณ์ จบที่เชียงใหม่ 
สายอีสานริมโขง: นายฮ้อยทมิฬ เริ่มต้นที่กาฬสินธุ์ จบที่ขอนแก่น 
สายอีสานใต้: คมแฝก เริ่มต้นที่ชัยภูมิ จบที่ขอนแก่น
สายภาคกลาง: มนต์รักลูกทุ่ง เริ่มต้นที่อุทัยธานี จบที่นนทุบรี 
สายตะวันออก: ลูกน้ำเค็ม เริ่มต้นที่ปทุมธานี จบที่สมุทรปราการ
สายใต้บน: ฝนใต้ เริ่มต้นที่เพชรบุรี จบที่สงขลา
สายใต้ล่าง: บินหลาดง เริ่มต้นที่ภูเก็ต จบที่สงขลา

เหลือเวลา 11 วันก่อนถึงวันตัดสินอนาคตประเทศไทย อนาคตอยู่ในมือของคุณ จะอยู่กับประเทศไทยแบบเดิม หรือเลือกอนาคตใหม่ พาประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสียที

เลือกตั้ง เลือกอนาคต

– 006

ไอเอฟดีโพล เผยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 คนไทยรับได้รัฐบาลผสม 3 พรรคใหญ่

ไอเอฟดีโพล เผยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 คนไทยรับได้รัฐบาลผสม 3 พรรคใหญ่

ไอเอฟดีโพล เผยโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 69 คนไทยรับได้รัฐบาลผสม 3 พรรคใหญ่

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

‘ไอเอฟดีโพล’ เปิดผลสำรวจโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 69! เผย ‘คนไทย’ โอเคกับ ‘รัฐบาลผสมจับขั้ว 3 พรรคใหญ่’ จับตา ‘โหวตโน’ พุ่งทะลุ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 66

28 มกราคม 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “ทางเลือกรัฐบาลผสม 2569 จับขั้วพรรคใหญ่-พรรคร่วม”กลุ่ม‍ตัวอย่าง 1,208 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 21–24 ม.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค เก็บข้อมูลทั้งการลงภาคสนามและโทรศัพท์ สุ่มตัวอย่างแบบ Stratified Five-Stage Random Sampling ค่าความคลาดเคลื่อน ±3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

โดยผลโพล “ไอเอฟดีโพล:ทางเลือกรัฐบาลผสม 2569 จับขั้วพรรคใหญ่-พรรคร่วม” พบว่า 3 สูตรจับขั้วพรรคใหญ่จะได้คะแนนใกล้กันมาก คือ พรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย 23.01%, เพื่อไทย+พรรคประชาชน 22.85%, และ ภูมิใจไทย+พรรคประชาชน 22.03% แต่กลุ่มที่มีน้ำหนักมากที่สุดกลับเป็น “ยังไม่ตัดสินใจ” 32.11%  และเมื่อเจาะลงไปที่ฐานผู้สนับสนุนพรรค จะเห็นว่าความชอบ “สูตรรัฐบาล” ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยในกลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาชน มีสัดส่วนเลือกสูตร เพื่อ‍ไทย+‍พรรค‍ประชาชน มากที่สุด (15.73% จาก 26.90%) ขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนเพื่อไทย กลับเอนมาที่สูตร ภูมิใจไทย+เพื่อ‍ไทย (6.71% จาก 13%) ส่วนผู้สนับสนุนภูมิใจไทยกระจายตัวไปได้ทั้งสองทาง คือ ภูมิใจไทย+เพื่อไทย (8.03% จาก 18.54%) และ ภูมิใจไทย+พรรคประชาชน (6.95% จาก 18.54%)

การสำรวจความเห็นประชาชนในประเด็น “พรรคร่วมขนาดกลาง” ว่าอยากให้พรรคใดเข้าร่วมรัฐบาล พบว่าสะท้อนความลังเลค่อนข้างชัด โดยกลุ่ม ไม่มีความเห็น 37.42% มีสัดส่วนสูงสุด ซึ่งใกล้เคียงกับประชาธิปัตย์ 35.51% รองลงมาคือ ได้‍ทุกพรรค 15.81% และกล้าธรรม 11.26% ขณะเดียวกัน

เมื่อถามถึง “พรรคร่วมขนาดเล็ก” ที่อยากให้เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า ได้ทุกพรรค 35.51% และ ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น 29.49% รวมกันได้ถึง 65% ส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังพรรคที่ถูกระบุชื่อ ได้แก่ รวมไทยสร้างชาติ 8.77%  ไทยสร้างไทย 5.85% ประชาชาติ 5.51% เศรษฐกิจ 5.43% เสรีรวมไทย 4.76% ไทยก้าวใหม่ 3.10% และพรรคอื่นๆ 1.58% 

การสนับสนุน สส. บัญชีรายชื่อ ในสังกัดพรรคใดในการเลือกตั้ง 2569 ผลพบว่า พรรคประชาชน 26.90% ภูมิใจไทย 18.54% เพื่อไทย 13.00% ยังไม่ตัดสินใจ 12.91% ประชาธิปัตย์ 11.75% โหวตโน 3.97% รวมไทยสร้างชาติ 3.15% กล้า‍ธรรม 2.32% ไทยสร้างไทย 2.15% พรรคอื่น ๆ 5.31%

ขณะที่ทาง ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ วิเคราะห์จากผลไอเอฟดีโพลว่า ผลสำรวจไอเอฟดีโพลนี้ เป็นความเห็นจากฝั่งประชาชนผู้ให้ความเห็นการสำรวจ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการจับขั้วรัฐบาลเป็นการตัดสินใจของแกนกลางพรรคขนาดใหญ่ต่าง ๆ  ทั้งนี้ผลไอเอฟดีโพลสะท้อน 6 นัยสำคัญต่อสมการรัฐบาลผสม คือ “สูตรพรรคใหญ่” ยังสูสีทั้งสามทางเลือก นั่นแสดงว่าประชาชนราว 77-78% ยังไม่เลือก/ยอมรับสูตรใดสูตรหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขณะที่เมื่อพูดถึงพรรคร่วมขนาดกลาง ประชาธิปัตย์ถูกเลือกเด่นกว่าพรรคขนาดกลางอื่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพรรคร่วมขนาดเล็กและจิ๋ว พบว่า ประชาชน 65%  ไม่สนใจว่าพรรคเล็กใดจะเข้าร่วมรัฐบาล และเมื่อถามถึง ว่าจะสนับสนุน สส.บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคใดในการเลือกตั้ง 69 และนำมาคำนวณแนวโน้มที่นั่งบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนมีโอกาสได้มากที่สุด ตามด้วยภูมิใจไทย และเพื่อไทย 

อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่น่าจับตาคือกระแส “โหวตโน” ในระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากการเลือกตั้งเมื่อปี 66

พรรคส้ม สวน สธ.ทุกดอก ยัน หมอสุภัทร ยังมีสถานะผู้สมัคร สส.

พรรคส้ม สวน สธ.ทุกดอก ยัน หมอสุภัทร ยังมีสถานะผู้สมัคร สส.

พรรคส้ม สวน สธ.ทุกดอก ยัน หมอสุภัทร ยังมีสถานะผู้สมัคร สส.

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

พรรคส้มสวนกลับ สธ. อัด อ.ก.พ.สธ. พิจารณาไม่ครบถ้วน ลั่นจะดำเนินคดี พร้อมยืนยัน “หมอสุภัทร”ยังมีสถานะผู้สมัครสส.ครบตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติดปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต2 จ.สงขลา พรรคประชาชน ออกจากราชการกรณีจัดซื้อ ATK ตรวจโควิด ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ว่า สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเช้านี้ กรณีการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงต่อนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส. จ.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน  ดังนั้นพรรคประชาชนมีความเห็น ดังนี้

1. พรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า นายแพทย์สุภัทรยังมีสถานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ในจังหวัดสงขลา เขต 2 โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ เพราะขณะนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีการลงนามในคำสั่งปลดนายแพทย์สุภัทรตามมติ อ.ก.พ. และต่อให้ปลัดลงนามหลังจากนี้ นายแพทย์สุภัทรก็ยังเป็นผู้สมัคร สส. อยู่ ตราบเท่าที่ศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

2. เมื่อเช้านี้ กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงว่า การมีมติของ อ.ก.พ. ที่ปลดนพ.สุภัทรออกจากราชการนั้น เป็นไปตามกระบวนการที่ชอบแล้วทุกประการ พรรคประชาชนเห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขแถลงข้อเท็จจริงที่มีนัยสำคัญไม่ครบถ้วน กล่าวคือ พรรคได้รับทราบข้อเท็จจริงมาว่า ในการประชุมของ อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการแจ้งข้อเสนอของคณะทำงานกลั่นกรองฯ ต่อ อ.ก.พ. ในกรณีนายแพทย์สุภัทรว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรง ดังนั้น จึงเห็นควรให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

(1) การดำเนินการจัดซื้อ ATK อันมีลักษณะเป็นการแบ่งซื้อของนายแพทย์สุภัทร ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงอย่างไร และบริษัทผู้ขายได้ประโยชน์จากทางราชการอย่างไร

(2) จากการสอบสวนไม่พบข้อเท็จจริงว่ามีการเทียบเคียงข้อมูลการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นหรือไม่ รวมถึงข้อมูลของบริษัทผู้ขาย ว่าได้จำหน่ายให้กับหน่วยงานใดบ้างหรือไม่ จึงขอให้หาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป  แต่ปรากฏว่า อ.ก.พ. เสียงส่วนใหญ่ นำโดย รมว. กระทรวงสาธารณสุข กลับไม่ได้สนใจพิจารณาให้สอบสวนเพิ่มเติมใน 2 เรื่องดังกล่าว ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงต่อนายแพทย์สุภัทร

3.ดังนั้น พรรคประชาชนจึงไมีความเห็นว่า หากปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงนามปลดนายแพทย์สุภัทรโดยไม่ชอบธรรม พรรคจะดำเนินการทางกฎหมายทุกช่องทางในการปกป้องสิทธิของประชาชน จ.สงขลา เขต 2 ในการเลือกผู้แทนราษฎรที่ตนเองต้องการ รวมถึงปกป้องหลักธรรมาภิบาลในระบบราชการ และจะดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างถึงที่สุดด้วย

นายชัยธวัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงมีเยอะเกี่ยวกับการซื้อ ATK สามารถไปสืบค้นได้ว่าการซื้อเป็นอย่างไร ATK แต่ละเกรดเป็นอย่างไร และตนขอเตือนให้ระวังการพูดเยอะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการตั้งข้อสงสัย ข้อสังเกตกับการสั่งซื้อ ATK ของบริษัทแห่งหนึ่งจากประเทศจีน ที่ผิดสังเกตของรัฐมนตรีสาธารณสุขในขณะนั้นด้วย และตนคิดว่าประชาชนสนใจเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการซื้อ ATK รวมถึงการจัดซื้อวัคซีนในขณะนั้นด้วย ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ นพ.สุภัทร สามารถชี้แจงได้ แต่ประเด็นสำคัญคือคณะทำงานกลั่นกรอง เสนอต่อ อ.ก.พ. ว่าควรจะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงทำนองนี้ให้ชัดเจนก่อน ว่าการกระทำของนพ.สุภัทร นั้น มีการทุจริตจริงหรือไม่ และหรือทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงหรือไม่ นอกจากจะพิจารณาแค่ระเบียบ เพราะถ้าจะลงโทษวินัยร้ายแรง ต้องมีข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเหมาะสมเพียงพอที่จะลงโทษวินัยร้ายแรง  ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขพูดไม่หมดเมื่อเช้านี้ ว่าทำไม อ.ก.พ. ถึงไม่พิจารณาดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามมติคณะทำงานกลั่นกรองเสนอเข้ามา 

“ผมเข้าใจว่ากระทรวงสาธารณสุขคงถูกกระแสสังคมกดดัน และตั้งคำถามเรื่องนี้มาก จึงต้องรีบออกมาชี้แจง ผมจึงฝากสื่อมวลชนไปเรียนถามท่านปลัด รวมถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนั่งประชุมหัวโต๊ะ อ.ก.พ.เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ว่า ทำไมถึงไม่พิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมตามที่คณะทำงานกลั่นกรองเสนอ ก่อนที่จะมีมติลงโทษวินัยร้ายแรง ซึ่งคณะทำงานกลั่นกองเห็นว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอ และจริงๆแล้วเรื่องนี้ผมยังเห็นว่าและตามระเบียบ ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะที่เป็นประธาน อ.ก.พ. ยังสามารถที่จะทบทวนมติได้ และให้ไปดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มตามที่คณะทำงานกลั่นกรองเสนอได้”นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่าเมื่อเช้านี้กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะบอกว่าได้ดำเนินการตามขบวนการถูกต้องทุกประการโดยเฉพาะ เมื่อคณะทำงานกลั่นกรองพิจารณาเสนอมาเสร็จแล้ว อ.ก.พ.ต้องรีบพิจารณาโดยเร็ว ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ระยะเวลาเท่านั้น ที่สำคัญคือพูดความจริงไม่หมด ว่าคณะทำงานกลั่นกรองเสนอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือพูดความจริงไม่หมด ถูกแล้วคณะทำงานกลั่นกรองพิจารณาเสร็จแล้ว อ.ก.พ. ก็ต้องนำมาพิจารณาโดยเร็วต่อ  แต่ทำไมไม่พิจารณาตามข้อเสนอของคณะทำงานกลั่นกรอง ซึ่งมีเหตุมีผล และเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนพ.สุภัทร ท่านเดียว เรื่องนี้กระทบต่อระบบคุณธรรมของข้าราชการทั้งประเทศ 

“ทั้งหมดควรจะต้องมีการพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีการไปหาผลประโยชน์หรือเปล่า มีพฤติกรรมที่เป็นการทุจริตหรือเปล่า เอกชนได้ประโยชน์ในลักษณะการทุจริตประพฤติมิชอบหรือเปล่า และทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงจริงหรือเปล่า เรื่องพวกนี้ทั้งหมดขอย้ำว่าเป็นข้อเสนอที่คณะทำงานกลั่นกรองเสนอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม  เพราะในการสอบสวนข้อเท็จจริง ในการลงโทษวินัยไม่ได้มีรายละเอียดตรงนี้เพียงพอที่จะให้ลงโทษว่าผิดวินัยร้ายแรง”นายชัยธวัช กล่าว

ส่วนที่ว่าจะเป็นเกมส์การเมืองหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า “เรื่องนี้พี่น้องประชาชนตัดสินใจได้ พิจารณาได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือเปล่า แต่ทางพรรคประชาชนยังยืนยันว่าคุณหมอสุภัทร ยังมีสถานะเป็นผู้สมัคร สส.โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำสั่งให้พ้นจากสถานะผู้สมัคร ซึ่งเรื่องนี้ยังมีอีกหลายขบวนการ ถ้าปลัดกระทรวงหลังจากนี้ลงนามตามมติ อ.ก.พ.แล้ว พรรคประชาชนสามารถที่ไปยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งจ.สงขลาได้ รวมถึงในชั้นศาลฎีกาด้วย ตรงนี้ยังสามารถดำเนินการได้ในแง่ของผู้สมัคร ในแง่การปกป้องสิทธิ์ของข้าราชการก็ยังไปยื่นคำร้องต่อ ก.พ.ได้ ซึ่งมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค.อยู่  รวมถึงพรรคอาจจะพิจารณาดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องในขบวนการออกคำสั่งปลดนพ.สุภัทร โดยชอบด้วยกฎหมายได้เช่นเดียวกัน  ก็อยากฝากถึงปลัดและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ว่า ทุกท่านทราบดีว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ก็ขอให้ระมัดระวังการใช้อำนาจโดยมิชอบ“ นายชัยธวัช กล่าว

อนุทิน โชว์ทำก๋วยเตี๋ยวหม่ำเอง หยอกสื่อ เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก

อนุทิน โชว์ทำก๋วยเตี๋ยวหม่ำเอง หยอกสื่อ เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก

อนุทิน โชว์ทำก๋วยเตี๋ยวหม่ำเอง หยอกสื่อ เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี ​และ​รมว.มหาดไทย​ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจ​ไทย​ (ภท.) พร้อมคณะ เดินทางมาถึงวัดศาลเจ้า​ ริมน้ำ​ จ.ปทุมธานี เพื่อช่วย น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 2 พรรคภูมิใจ​ไทย ​หาเสียง โดยมี นายชาญ​ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี​ และ นายกฤษดา​ หลีนวรัตน์​ หรือ นายกฯ​ เบี้ยว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มารอต้อนรับ​ ซึ่งหลังจากนายกฤษดาต้อนรับนายอนุทินเสร็จ ได้แยกตัวเดินทางกลับก่อน​

จากนั้น นายอนุทิน​ได้รับมอบสิงห์โต​กวักสีทองที่ระลึก​จากร้านค้า ขณะเดียวกัน ช่วงหนึ่งมีประชาชนเดินมาบอก​ “รักลุงตู่ แล้วก็รักท่านเหมือนกัน” ต่อจากนั้นนายอนุทิน และคณะ ได้เข้าไปด้านในศาลานที​ ทองศิริ​ เพื่อขอพรเซียนแปะโรงสี​ และรับมอบ​ผ้ายันต์​ 3 ตา​ จากผู้ดูแลศาลเจ้า​ ซึ่งเป็นสิ่งมงคลที่จะนำชัยให้กับผู้รับ ​พร้อมทั้งมอบผ้ายันต์ฟ้าประทานพร​ และส้มมงคล​เพื่อให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น

โดย นายอนุทิน​ เปิดเผยว่า​ ตนเป็นลูกศิษย์ท่านอยู่แล้ว​ ขอให้บ้านเมืองมีความสุขความเจริญ​ มีความสงบสุข​ ประชาขนอยู่ดีมีสุข​ ขอทุกอย่างครอบคลุมไว้หมดแล้ว​ คิดดี ทำดี​ ซึ่งรวมถึงเรื่องการขอผู้สมัคร สส.ยกจังหวัดด้วย

ขณะที่บรรยากาศด้านนอกศาลา ระหว่างนายอนุทินไหว้เซียนแปะโรงสีอยู่ในศาลา​ ปรากฏว่ามีชาย​ 1 ราย ที่สนับสนุน​พรรคเพื่อไทย​ (พท.) ได้นำม็อกอัพหมายเลข​ 9 ซึ่งเขียนว่า ยศชนัน (วงศ์สวัสดิ์) แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย​ มาตะโกนแข่งกันกองเชียร์ของพรรคภูมิใจ​ไทย ​ว่า​ “เบอร์​ 9” พร้อมกับระบุว่า​ “ตนเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ​ ไม่ได้มีใครจ้างมา​ ไม่ได้มาป่วน​ แต่ต้องการให้นายชาญเห็นว่า​ ประชาชนเลือกเพื่อไทยแล้วสุดท้ายก็ทรยศประชาชนส่งลูกสาวมาลงกับพรรคภูมิใจ​​ไทย​ ถ้าตนเป็นนายกฯ​ ไม่เอาคนแบบนี้ลง”​ อย่างไรก็ตาม ชายรายดังกล่าวได้เดินตามประกบคณะของนายอนุทินตลอดการลงพื้นที่​

จากนั้น นายอนุทินได้ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดัง​ พร้อมกับลวกเส้น ปรุงอาหารด้วยตัวเอง พร้อมหันมาหยอกกับผู้สื่อข่าวว่า​ “เป็นเมนูหมาไม่แหลก แต่คนแหลก” แล้วเดินไปนั่งรับประทานที่โต๊ะอาหาร ร่วมกับผู้สมัคร สส.และแกนนำพรรค ภายหลังจากรับประทานอิ่มแล้วได้เดินไปที่แพปลา บริเวณท่าน้ำวัดศาลเจ้า เพื่อให้อาหารปลา

ทั้งนี้ ก่อนนายอนุทินเดินทางกลับ​ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า​ นายกฯ เบี้ยวได้งอนกลับไปแล้วใช่หรือไม่​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ “เมื่อกี๊เจออยู่แปบนึง”​ เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีน้อยใจอะไรกันใช่หรือไม่​ นายอนุทิน​ ​ส่ายหัว ก่อนกล่าวต่อว่า​ “อายุป่านนี้แล้ว​ ใครจะมาน้อยใจ​ ทำไมชอบคิดอะไรแบบนี้”

เมื่อถามว่า จะต้องมีการโทรเคลียร์นายกฯ เบี้ยว หรือไม่​ นายอนุทิน​ ถามกลับว่า “เคลียร์เรื่องอะไร​ ก็นี่เป็นเขตของนายกฯ ชาญ​ และเขตของ น.ส.ชิดชนก​ แต่นายกฯ เบี้ยว ช่วยอยู่เขต ​นายพิษณุ​ พลธี ผู้สมัคร สส.เขต 7 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายกฯ เบี้ยว ก็มารับตนอยู่​ แต่ไม่ได้ทักทายกัน เพราะคนเยอะ​ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน​

– 006

ข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจสุดแปลก ปานเทพ สงสัย อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ ปธ. ไม่ใช่ พล.อ.รังษี

ข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจสุดแปลก ปานเทพ สงสัย อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ ปธ. ไม่ใช่ พล.อ.รังษี

ข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจสุดแปลก ปานเทพ สงสัย อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ ปธ. ไม่ใช่ พล.อ.รังษี

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจ นอกจากจะมีความแปลกใหม่ใช้กลยุทธ์แม่เหล็กคือ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ไปอยู่บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แล้ว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเลือกให้มากๆ และให้ 9 อันดับแรกเป็น สส.ในฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อบังคับพรรคที่แปลกกว่าพรรคอื่นด้วย คืออำนาจประธานพรรค ในข้อ 18/4(3) ที่กำหนดเอาไว้ว่า “ให้การเข้าร่วมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล หรือการถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือการให้บุคคลดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ให้ประธานพรรคเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ ทั้งนี้ ประธานพรรคอาจหารือกับหัวหน้าพรรคหรือผู้บริหารพรรคอื่นด้วยก็ได้”

เห็นได้ชัดเจนว่า อำนาจในการเลือกหรือตัดสินใจในการตั้งรัฐบาล ถอนตัว หรือทั้งดำรงตำแหน่งหรือพ้นตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่อำนาจของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เลย แต่เป็นอำนาจเด็ดขาดของ คุณคริส โปตระนันทน์  ประธานพรรค ใช่หรือไม่

เรื่องนี้ถ้าเป็น FC คงไม่ติดใจ เพราะอย่างไรก็เลือกโดยไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่ยังสงสัยคงอยากได้รับคำอธิบายว่าเพราะอะไร แล้วทำไมไม่แก้ข้อบังคับเสีย หรือลาออกจากประธานพรรค แล้วให้ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ควบตำแหน่งทั้งหัวหน้าพรรคและประธานพรรค เพื่อให้อำนาจนี้เป็นแบบตรงไปตรงมาตามความคาดหวังของประชาขน เพื่อให้กลุ่มที่ยังสงสัยได้เกิดความสบายใจขึ้นหรือไม่ คุณคิดอย่างไร?

พรรคการเมืองขานรับนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

พรรคการเมืองขานรับนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

พรรคการเมืองขานรับนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

เวทีพรรคการเมืองขานรับปมสุขภาวะ ดันนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย พร้อมดึง “กัญชา-กระท่อม” กลับสู่บัญชียาเสพติด ชี้! ขยายเวลาขายเหล้าถึงตี 4 ไม่ก่อประโยชน์ แถมเพิ่มสถิติอุบัติเหตุเมาแล้วขับ เผย! ภาคประชาชนห่วงนโยบาย “หวย” หวั่นมอมเมาประชาชน

วันนี้ (28 ม.ค.2569) ณ ห้องภาณุมาศ ชั้น 10 โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) จัดเสวนา ในหัวข้อ “สื่อมวลชนพบพรรคการเมือง : ถามหานโยบายสุขภาวะเพื่อสังคมยั่งยืน” โดยมีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองสำคัญเข้าร่วมเสวนาฯ และมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมรับฟังฯในครั้งนี้

นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เวทีนี้ให้คำนิยามสุขภาวะไว้อย่างไร ตนที่เคยดูแลงานด้านความปลอดภัยทางถนนพบเห็นอุบัติเหตุมาเยอะ ล่าสุดก็เพิ่งจะมีอุบัติเหตุร้ายแรง กระทั่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และกรณีรถกระบะขนส่งเด็กนักเรียนเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหล่านี้ถือเป็นเรื่องของสุขภาวะหรือไม่ ปัญหาความปลอดภัยทางถนนมีหลายมิติและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และอื่นๆ ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องของสุขภาวะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ จำเป็นจะต้องสื่อไปยังประชาชนให้ชัดเจน ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็จะต้องสร้างข้อเรียกร้องและตั้งคำถามส่งต่อไปยังทุกพรรคการเมืองเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้

สำหรับพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายเกี่ยวกับการทำชุมชนให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงส่งเสริมวิชาชีพพยาบาลอาสาเพื่อมาดูแลคนกลุ่มนี้ รวมถึงเด็กและคนพิการ อีกปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะก็คือ เรื่องภัยพิบัติและโรคร้ายแรงที่เกิดขึ้นตามมา เหมือนเช่นกรณีน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางข้างต้นอย่างมาก พรรคฯพร้อมดำเนินนโยบายนี้ โดยจัดทำข้อมูลเกี่ยวคนกลุ่มเปราะบาง เพื่อจะได้ดูแลในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆ เช่น ปัญหา PM 2.5 ควบคู่ไปกับการวางมาตรการเตือนภัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดตั้งกองทุนขึ้นดูแลรับผิดชอบโดยตรง

ส่วนเรื่องที่มาของงบประมาณและวิธีการที่จะดำเนินการตามนโยบายของพรรคฯ นายนิกร ระบุว่า การดูแลปัญหาสุขภาวะที่จะต้องกำหนดนิยามให้ชัดเจน จะปล่อยให้แฉลบไปมาไม่ได้ ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องนำเสนอไปยังทุกพรรคการเมือง เพื่อให้ได้เข้ามาส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างระบบ Single Command หรือ “คำสั่งเดียว” เพื่อให้การทำงานตรงตามเป้าหมายและเข้าใจตรงกัน

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาชน ย้ำว่า พรรคฯมี 206 นโยบาย แบ่งเป็น 4 เสาหลัก มอบหมายให้รองหัวหน้าพรรคฯทั้ง 4 คนดูแล แยกย่อยออกเป็น 8 หมวด อาทิ การแพทย์และสาธารณสุข, การศึกษา, การเกษตร, การชลประทาน, การปฏิรูปที่ดิน, สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำ สะท้อนสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ทั้งนี้ มันไม่ได้สะท้อนในเชิงนโยบายของพรรคฯ แต่จะต้องบูรณาทำงานร่วมกันและทำงานข้ามกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิกฤติในปัจจุบันคือการเกิดของเด็กที่ต่ำมาก ขณะที่ผู้สูงอายุมีมากขึ้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าในอีก 20-30 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะที่มีผู้สูงวัยมากถึง 1 ใน 3 และการที่เด็กเกิดใหม่มีน้อยเพียง 4 แสนคนต่อปี ได้สร้างปัญหาสัดส่วนโครงสร้างประชากร ทำให้คนในกลุ่มเจนวายกลายเป็น “เดอะแบก” ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม พรรคฯมีนโยบายที่จะดูประชาชน ตั้งแต่เกิดจนตาย สำหรับเด็กเกิดใหม่ จะดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เน้นสร้างคุณภาพชีวิต เพื่อให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ พร้อมกันนี้ จะสนับสนุนให้คุณแม่หลังคลอดได้ขยายเวลาลาคลอดจาก 4 เดือนเป็น 6 เดือน เพื่อให้ทารกได้ดื่มน้ำนมแม่ และอนาคตจะสร้างนโยบาย “แชร์การลาคลอด” กับผู้เป็นพ่อ เพื่อเพิ่มเวลาการลาคลอดให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมให้มีเนิร์ซเซอรี่เพื่อรับช่วงต่อดูแลเด็กวัย 6 เดือนจนถึง 2 ขวบ ควบคู่ไปกับการสร้างผู้ดูแลให้ได้ถึง 1 ล้านตำแหน่ง เพื่อมาดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ พรรคฯมองว่า การจะหาเงินเข้ามาดูแลงานนโยบายด้านสุขภาวะ มาจาก 2 แหล่ง คือ ภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะจากเงินงบประมาณและรายได้ภาษีจากการขยายฐานภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีนิติบุคคล รวมถึงการตัดทอนโครงการที่ไม่สำคัญและจำเป็น จะทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนล้านบาท ในส่วนของวิธีการ พรรคฯมีแนวทางสร้างอาชีพใหม่ คือ Care Keeper โดยเปิดโอกาสให้ อสม. ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะ ได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพื่อดูแลคนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งตั้งเป้าจะสร้างงานใหม่ให้ได้ถึง 2 ล้านตำแหน่ง

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองประธานคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร, ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โลกในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ไม่ตรงไปตรงมา ทำให้เข้าใจได้ยากขึ้นและไม่ง่ายต่อการจะรับมือ การทำนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อปี 2544 จนถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก ดังนั้น พรรคจะเน้นใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI มาช่วยดูแลและรักษาอาการเจ็บของคนไทย ใครที่เจ็บป่วยไม่มาก สามารถไปพบเภสัชกรเพื่อรับคำปรึกษาและยา โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ปัจจุบัน AI ได้เข้ามาช่วยในเรื่องงานเอกสาร วิเคราะห์อาการเจ็บป่วย และอื่นๆ

ในส่วนของปัญหาสุขภาวะ ทุกวันนี้ AI ช่วยให้เราเข้าใจคนไทยได้ดีขึ้น สามารถจะวิเคราะห์พฤติกรรมและการใช้ชีวิต เพื่อนำมาใช้วางแผนดูแลด้านสุขภาวะและสุขภาพที่ดี อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยแพทย์ในการวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายได้ที่บ้าน จนถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง 

“จุดเริ่มต้นของนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค มันเหมือนภูเขาน้ำแข็ง เพราะไม่มีเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง เพราะเราเริ่มจากงบประมาณรายหัวมาก่อน อย่างไรก็ตาม การนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความแออัดของการเดินทางมารักษาพยาบาล นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้สถานพยาบาลและผู้ป่วยได้มีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล เพื่อการวางแผนดูแลสุขภาพที่ดีและสุขภาวะของตัวเอง” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

ด้าน นพ.ชลภัฏ จาตุรงคกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตนขอโฟกัสหัวข้อเสวนาไปที่ความยั่งยืน และความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ตัวคนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ พรรคฯได้เน้นการลงทุนไปที่ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในส่วนของการลาคลอด จะอนุญาตให้แม่ลาคลอดได้ 6 เดือน จากนั้น จะเปิดโอกาสทำให้งานออนไลน์เพื่อเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านได้ ขณะเดียวกัน จะจัดสร้างเนิร์ซเซอรี่ใกล้ที่ทำงาน ทั้งนี้ พรรคฯมีนโยบายมากมายที่ไม่สามารถจะพูดได้ครบในเวทีนี้ พร้อมยกตัวอย่างนโยบาย “บุฟเฟ่ต์ทางการศึกษา” เปิดโอกาสให้สามารถเลือกเรียนวิชาที่สนใจเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ โดยยังคงหลักสูตรที่สำคัญเช่นเดิม ทั้งนี้ เมื่อเรียนจบจะได้ทำงานตรงตามที่เลือกเรียน

พร้อมกันนั้น จะส่งเสริมการจัดตั้งกองทุน “เฮลท์ อินชัวรัน” รองรับการรักษาพยายาม แม้กระทั่ง การสมัครใช้บริการฟิตเนส รายจ่ายที่เกิดขึ้นสามารถจะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจะได้ดูแลสุขภาพและสร้างสุขภาวะที่ดีของคนไทย นอกจากนี้ จะส่งเสริมการกระจายอำนาจ และช่วยให้ อสม.ทั่วประเทศได้รับการยกระดับขึ้นมาเป็นผู้ดูแลคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย รวมถึงการดูแลบุคคลากรทางการแพทย์ ทั้งเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดี

“นอกจากเรื่องคน ยังมีเรื่องของเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงเรื่องนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคฯให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ แม่และเด็ก จำเป็นจะต้องมีแพลตฟอร์มมาดูแล ซึ่งพรรคฯมีแผนจะทำ Health Link เพื่อมาดูแลคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนไทย” นพ.ชลภัฏ กล่าว

ส่วน นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ลำดับที่ 2 พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า วันนี้เราจะต้องปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะ การส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล, ระบบการชำระเงินค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น ดังนั้น จำเป็นจะต้องกระจายการดูแลด้านสาธารณสุขไปยังท้องถิ่น ทั้งเรื่องงบประมาณและการดูแลคนกลุ่มเปราะบาง แม้ว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น AI เป็นสิ่งจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม คนยังคงจำเป็นจะต้องดูแลตนเองอยู่ดี และ AI จำเป็นจะต้องใส่ความเมตตาลงไปด้วย

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากแนวโน้มเด็กเกิดใหม่มีน้อย ขณะที่ผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้นและมีอายุยืนยาวมากขึ้น เชื่อว่าอนาคตในอีก 60 ปีข้างหน้า คนไทยจะเหลือเพียง 33 ล้านคน ซึ่งนโยบายการดูแลคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือคนพิการ จำเป็นจะต้องปรับให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงให้มากขึ้น

“ปัญหาที่พบกับสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ คือ ปัญหาผลตอบแทนที่แพทย์ได้รับ และข้อเสนอจากโรงพยาบาลเอกชน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายจากสถานพยาบาลเดิม จนบางพื้นที่เกิดความขาดแคลน แม้กระทั่ง โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ยังสร้างปัญหา “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ดึงเอาแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลท้องถิ่นไปทำงาน โดยเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า สร้างปัญหาความไม่เพียงพอของแพทย์และพยาบาลในต่างจังหวัด” นายแพทย์ทศพร กล่าว

ในช่วงการถามตอบ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้า การจำหน่ายสุรา ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะกัญชาและใบกระท่อม ทั้งนี้ ตัวแทนพรรคการเมืองส่วนใหญ่ตอบตรงกัน พร้อมจะดูแลปัญหาดังกล่าว โดยในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต และห้ามจำหน่าย ทั้งนี้ หากกฎหมายเปิดช่องให้กรมศุลกากรทำลายของกลางที่จับกุมได้ และไม่มีผู้แสดงความเป็นเจ้าของ ก็ให้ดำเนินการได้ทันที สำหรับกัญชาและใบกระท่อม พรรคการเมืองพร้อมจะนำกลับเข้าสู่บัญชีบัญชียาเสพติดให้โทษ

ส่วนประเด็นการจำหน่ายสุรา จากงานวิจัยที่ระบุว่า การจำกัดเวลาขายช่วง 14.00 – 17.00 น. มีผลต่อยอดขาย และอุบัติเหตุจากการดื่มสุราบนท้องถนนลดลงอย่างมาก ขณะที่นโยบายขยายเวลาการจำหน่ายในบางพื้นที่นำร่อง จนถึงช่วงเวลา 04.00 น. พบว่า ไม่เพียงไม่เพิ่มยอดขาย แต่ยังก่อให้เกิดอุบัติบนท้องถนน จากการเมาแล้วขับ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นควรให้ยกเลิกแนวคิดดังกล่าว นอกจากนี้ ในฝั่งของเครือข่ายภาคประชาชน มีข้อเสนอที่แสดงถึงความเป็นห่วงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายหวยประเภทต่างๆ โดยเกรงจะเป็นการมอบเมาประชาชนมากเกินไปหรือไม่

ก่อนหน้านี้ นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธาน มสส. กล่าวเปิดงานเสวนาครั้งนี้ โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่ดี แต่สุดท้ายจะต้องพิจารณาถึงผลลัพท์ที่เกิดขึ้น ด้วยการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย เพื่อมีสุขภาวะที่ดี รวมถึงรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับการคุ้มครอง รวมถึงพิทักษ์สิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยและทุกเพศ โดยเฉพาะคนกลุ่มเปราะบาง

015

ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ

ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ

ตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ พิพัฒน์ปลุกคนไทย เลือกให้ชัดฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“พิพัฒน์”ปลุกคนไทย เลือกให้ชัด”ฝ่ายรักชาติ-ไม่รักชาติ” ยัน”ภท.”ยืนเคียงข้างทหารที่ไว้ปกป้องอธิปไตยไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร ย้ำตั้งเป้าคว้า 31 สส.ใต้ ทวงคืนโครงสร้างพื้นฐาน 30 ปีที่หายไป ไม่ขอก้าวก่ายปม”หมอสุภัทร” แต่รับกระทบสมัยเป็น”รมว.ท่องเที่ยว”

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ จ.พังงา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในฐานะผู้สมัคร สส.หาดใหญ่ เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) ออกจากราชการ ว่า ส่วนตัวไม่ได้ทราบเรื่องอะไรมากนัก แต่อยากฝากให้พี่น้องชาวไทยและสื่อมวลชนช่วยกันแชร์ว่าการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเร่งด่วน จะต้องจัดซื้อในช่วงเดือนสิงหาคมไม่ใช่ไปจัดซื้อในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วน อีกทั้งบริษัทที่นายแพทย์สุภัทรจัดซื้อ ATK ก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทที่นำเข้า

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ กระทรวงสาธารณสุข แต่ได้รับผลกระทบในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ขณะนั้น ที่ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว และน่านฟ้าประเทศไทยถูกปิดลง จึงต้องพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น คำว่าวัคซีน , ATK , RT-PCR จึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับตัวของตนเอง ซึ่งเรื่องของนายแพทย์สุภัทรขอให้เป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องไปว่ากัน ตนไม่ขอก้าวล่วง ส่วนอะไรที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบในขณะนั้น ยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้ แต่อะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ขอที่จะชี้แจง

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าในพื้นที่ 14 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมด 59 เขต พรรคภูมิใจไทยจะได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และพยายามที่จะรักษาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้อยู่ครบให้ได้ ฉะนั้นหากประชาชนมีความพอใจและเข้าใจนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็ขอให้ช่วยกันเลือกเพื่อที่จะได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยเข้าไปในสภามากยิ่งขึ้น 30 ปี ที่หายไปของพี่น้อง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ หากเรามีสส.เข้าไปสภาเยอะๆจะได้ไปช่วยกันอภิปรายขอหรือทักท้วงในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนใต้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนและเพื่อนๆที่ร่วมสังฆกรรมและร่วมอุดมการณ์ทั้ง 31 คน จะต้องไปทวงคืนในสิ่งที่คนใต้ของพวกเราสูญหายไป

เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ กับ แนวคิด ลุงตู่ไม่อยู่แล้วให้เลือกลุงหนู หรือการเมืองแบบเชิงยุทธศาสตร์ นายพิพัฒน์กล่าวว่า แนวคิดนี้ เป็นแนวความคิด ตนคิดว่า ปัจจุบันนี้การเมืองควรจะเลือกฝ่าย ว่า ฝ่ายที่รักชาติกับฝ่ายที่ไม่รักชาติ ผมอยากประกาศให้คนไทยฟังชัดๆ ว่าพรรคไหนที่รักชาติ ขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนที่ไม่รักชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเขา หรือฝ่ายไหนที่มีการละเลยเมื่อเกิดสงคราม เราก็ไม่ควรไปใส่ใจและผลักดันกับพรรคนั้น ถ้าถามผม ในคำถามที่แรงก็ต้องพูดตามความจริง ความรู้สึกเฉพาะส่วนบุคคล ฉะนั้นถ้าถามผมก็ยืนตรง ผมรักชาติ ผมมีความเป็นไทย ผมเคารพในบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรีที่สร้างประเทศไทยบนถิ่นแหลมทองแห่งนี้ การเลือกถิ่นแหลมทองแห่งนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่บรรพบุรุษของเรามีสายตาที่เฉียบคม เพราะอะไรที่เป็นภัยธรรมชาติประเทศไทยไม่เคยเจอเลย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่นเวียดนามเจอพายุปีหนึ่งกี่ครั้ง แต่ประเทศไทยในกี่ปีจะเจอพายุในหนึ่งครั้ง

“ผมมีความภาคภูมิในความเป็นไทย ภาคภูมิที่ได้เกิดในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ขอฝากเพื่อนๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ พวกเราควรจะเลือกหรือต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจว่า พวกเราจะเลือกใครกันแน่ ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่มีทหารไว้ทำอะไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสาร” นายพิพัฒน์ กล่าว

ยศชนัน ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

ยศชนัน ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

“ยศชนัน”นำทัพเพื่อไทยประเดิมล่องใต้ ทัวร์เมืองคอน-พัทลุง ควง”อดีตนายกฯสมชาย”สักการะ”ท่านพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์” ยืนยันไม่ทอดทิ้งคนใต้ พร้อมกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในฐานะนายกฯ คนที่ 33

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) นำทีมเพื่อไทยออนทัวร์ปราศรัยหาเสียงที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.พัทลุง ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยรอต้อนรับที่สนามบินมอบดอกไม้พวงมาลัย มีมาลัยมังคุด และส้มโอมาให้นายยศชนัน มีการชูป้าย “ยินดีต้อนรับว่าที่นายกฯ คนคอน” และตะโกนบอก “เรารัก อ.เชน” บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและคึกคัก นอกจากนี้ยังมีคณะผู้สมัคร สส.ภาคใต้ หลายจังหวัด ได้เดินทางมาต้อนรับแคนดิเดตนายกฯ

จากนั้น นายยศชนัน พร้อมคณะ ได้เดินทางไปที่วัดสวนขัน (พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์) อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช มี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ร่วมคณะเข้าสักการะท่านพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์ ที่ตึกสมบูรณ์สามัคคีโยทิศพิศิษฐานุสรณ์ หรือ กุฏิพ่อท่านคล้าย 2497 เพื่อเสริมสิริมงคล โดยนายยศชนัน ได้อธิษฐานขอให้ประสบความสำเร็จได้มีโอกาสได้ดูแลพี่น้องประชาชนภาคใต้และประเทศไทย ซึ่งพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ถือเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังและเป็นพระครูอดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน เป็นที่เคารพบูชาของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่ง อ.ช้างกลาง คือภูมิลำเนาของอดีตนายกฯ คนที่ 26

ต่อมา นายยศชนัน ได้ขึ้นปราศรัยพร้อมกับอดีตนายกฯ สมชาย ผู้มาร่วมฟังปราศรัยคล้องพวงมาลัยสะตอ และดอกกุหลาบต้อนรับ โดย นายยศชนัน เริ่มต้นปราศรัยด้วยการแหลงใต้ ว่า “คิดถึงจังฮู้” รู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสกลับมาจุดกำเนิดที่เป็นบ้านของปู่กับย่า ที่ อ.ช้างกลาง และขอรายงานตัวว่าลูกหลานคนนครฯ คนนี้ พร้อมเข้าไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 แล้ว และในวันนี้รู้สึกยินดีที่มีญาติพี่น้องจากตระกูลวงศ์สวัสดิ์เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ พร้อมกล่าวว่า ภาคใต้ถือว่าเป็นแผ่นดินที่มีบุญคุณกับครอบครัววงศ์สวัสดิ์ ในวันนี้จึงมาขอโอกาสให้กับพรรคเพื่อไทยในการเข้าไปเป็นรัฐบาล เพื่อมาดูแลพี่น้องชาวไทย

นายยศชนัน กล่าวว่า จ.นครศรีธรรมราช ถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้ ถ้าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาล ลูกหลานคนนครคนนี้ จะยกระดับการท่องเที่ยว ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง โดยการเป็นศูนย์กลางกระจายความเจริญไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ พร้อมกันนี้พรรคเพื่อไทยจะลดอำนาจรัฐ คืนอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยจะสานต่อ SML เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ ในด้านเกษตรกรรม ถ้าเป็นรัฐบาลจะทำให้ผลไม้มีราคาสูงขึ้น สำหรับยางพาราตั้งเป้าไว้ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนพืชพันธุ์และจะมีนวัตกรรมผ่านนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เข้ามาดูแลพี่น้องเกษตรกร

ในส่วน 30 รักษาทุกโรค ที่เปลี่ยนเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ จะยกระดับนโยบายให้เป็น 30 บาทด้วย AI ที่จะรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับการศึกษาจะสานต่อโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน หรือ ODOS เพื่อให้โอกาสเยาวชนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และกลับมาพัฒนาเพื่อชาวนครศรีธรรมราช

“นครศรีธรรมราช คือจังหวัดแรกในภาคใต้ ที่ลูกหลานคนนี้ได้เดินทางมา ยืนยันว่าไม่มีทางทอดทิ้งคนใต้แน่นอน เพราะจุดนี้คือจุดให้กำเนิด และผมจะมาอีกครั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตคนนครฯ ดีขึ้น จากลูกหลานคนนี้” นายยศชนัน กล่าว

ช่วงหนึ่ง นายสมชาย กล่าวด้วยภาษาใต้ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่มาฟังการปราศรัยของ ศ.ดร.ยศชนัน ส่วนตัวอยากกลับมาเจอพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งตนถือว่าเติบโตอยู่ที่วัดสวนขันและได้เคารพบูชาท่านพ่อคล้ายมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งในวันนี้ลูกชายได้รับโอกาสเป็นแคนดิเดตนายกฯ และอยากบอกว่านี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของคนนคร

นายสมชาย ยังได้กล่าวถึงการเข้ามาเป็นแคนดิเดตของ ศ.ดร.ยศชนัน เพราะเป็นลูกอดีตนายกฯ โดยยืนยันว่า ความเป็นจริง คือความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเขาได้รับโอกาสจากการเป็นลูกชายของอดีตนายกฯ ซึ่งในวันนี้อยากให้ชาวนครศรีธรรมราชเลือกพรรคเพื่อไทยสักครั้ง ให้ สส.เข้ามาทำหน้าที่ในสภาฯ เป็นองคาพยพให้กับ ศ.ดร.ยศชนัน เพื่อบริหารดูแลทุกข์สุขของคนไทยทั้งประเทศ

“วันนี้เรามั่นใจว่าเราจะเป็นรัฐบาลแน่ ให้ลูกหลานคนนี้ไปเป็นนายกฯ และนำความทุกข์ประชาชนไปจัดการ” อดีตนายกฯ สมชาย กล่าว

จากนั้น นายยศชนัน นำคณะเดินทางไปที่ จ.พัทลุง เพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อพบปะประชาชนและพูดคุยแนวทางการจัดตั้งศูนย์การแพทย์แบบองค์รวมและแนวทางการพัฒนาพื้นที่ ร่วมกับทีมพลังพัทลุง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทักษิณ และผู้บริหารโรงพยาบาลควนขนุน และในเวลา 18.45 น.จะขึ้นปราศรัยที่สนามกีฬาสิริวัณณวรี จ.พัทลุง

– 006

อดีตรอง มทภ.2 มองชายแดนไทยกัมพูชา ปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

อดีตรอง มทภ.2 มองชายแดนไทยกัมพูชา ปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

อดีตรอง มทภ.2 มองชายแดนไทยกัมพูชา ปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

‘พล.ท.กนก’ มองชายแดนไทยกัมพูชาปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ ยัน หากไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไทยต้องมีการคุมช่องทาง ลั่น กัมพูชาเข้าหาจีน-สหรัฐฯเพื่อหาผลประโยชน์

วันที่ 28 มกราคม 2569  เวลา 12.00 น. ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนมีความกังวล สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เสี่ยงปะทะกันรอบที่ 3 เนื่องจากกัมพูชามีการขุดคูเลต รวมถึงมีการเสริมกำลังพลที่มั่นกำบัง ว่า รอบ 3 มีแน่แต่ว่าจะมีขึ้นเมื่อไหร่นั้น ก็ต้องดูด้วยว่าการที่เขาขุดคูเลตขึ้นมาเป็นการเตรียมการขั้นต้นในการตั้งรับ แต่คูเลตที่มีการขุดนั้นยังไม่แล้วเสร็จ หากขุดคูเลตเสร็จแล้วจะมีมูลดินอยู่ข้างหน้า เพื่อใช้สำหรับการป้องกันกระสุน 

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในส่วนบังเกอร์ที่มีภาพออกมา ที่มีลักษณะเป็นปูนหรือรูปสามเหลี่ยม ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จเช่นกัน ซึ่งหากแล้วเสร็จจะมีดินมากลบที่บังเกอร์ โดยสังเกตว่าจะเป็นการสร้างที่มั่นให้แข็งแรงในที่สุด ซึ่งการที่จะรบกันจะต้องดูว่าจะตั้งรับตรงไหน จะรบตรงไหน ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าการรบครั้งที่ 3 จะมี เพราะถ้าไม่มีเขาจะไม่ทำเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีบ้าน 3 หลัง เป็นพื้นที่โล่ง จะยากหรือไม่เพื่อจะยึดคืน พล.ท.กนก กล่าวว่า หากจะถามว่ายากหรือไม่ ให้ไปดูกรณีบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ทำไมถึงยึดคืนกลับมาได้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับหน่วยที่คุมพื้นที่ ว่าจะทำอย่างไรซึ่งเป็นเทคนิคทางยุทธวิธี ตนมั่นใจในพื้นที่นี้เพราะเป็นพื้นที่ของนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพทางการรบสูง 

ส่วนกรณีกระแสข่าวการฝึกพร้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าการฝึกรบร่วมในครั้งนี้หยุดฝึกเป็นเวลานานแล้วแต่ก็กลับมาฝึกกันอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะเป็นสัญญาณบอกเหตุใดหรือไม่ พล.ท.กนก กล่าวว่า การฝึกรบร่วมกัน ระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ต้องถามกลับไปว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียนที่ไหนมา เพราะเป็นที่สังเกตว่านาย ฮุน มาเนต สำเร็จการศึกษา ด้านการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐ West Point ซึ่งอาจจะมีเพื่อนฝูงหรือเครือข่ายในการที่จะเอามาฝึก หากจะถามว่าฝึกทำไมฐานทับเรือเรียม ที่มีการร่วมด้วยกับจีน และปัจจุบันถูกจีนกดดันในเรื่องของสแกมเมอร์ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องดึงสหรัฐเข้ามา ซึ่งตนมองว่าหลังจากนี้จีนจะไม่ไว้ใจและจะกดดันมากกว่านี้

ส่วนที่ผ่านมา นายฮุน เซน ได้มีการพูดคุยกับจีน และฝั่ง ฮุน มาเนต ได้มีการพูดคุยกับฝั่งอเมริกา ทั้งหมดนี้มองได้หรือไม่ว่าเป็นการเข้าหาทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อที่จะมาโอบล้อมไทย พล.ท.กนก กล่าวว่า เขาต้องการหาประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน เช่นจีนต้องหาประโยชน์ในด้านการลงทุน สหรัฐก็ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ขออเมริกาต้องการที่จะมาคานอำนาจจีน ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งต่างคนต่างแสวงหาประโยชน์ และกัมพูชาก็หาประโยชน์จากทั้ง 2 ประเทศ

ส่วนจะมีอะไรอยากฝากถึงรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ที่จะมาดูแลเรื่องความมั่นคง พล.ท.กนก กล่าวว่า หลังวันที่ 8 ก.พ. 69 หากมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว ขอให้มีความเข้าใจในเรื่องของกองทัพและสถานการณ์ชายแดน ว่าจะต้องเติมเต็มอะไรให้กับกองทัพให้มีความพร้อมในการทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ เพราะนักการเมืองไม่ได้เรียนมาแบบทหาร ไม่รู้ว่าต้องรบแบบไหน เพราะฉะนั้นต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับผู้นำของกองทัพ โดยใช้วิธีเปิดอกคุยกันเพราะเราต้องเร็วกว่ากัมพูชา เพราะกองทัพของเราเดินได้ด้วยงบประมาณ และงบประมาณต้องผ่านสภา เสร็จแล้วกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์อยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างแต่กัมพูชาใช้เงินสแกมเมอร์ใช้การซื้อหาทางใต้ดิน เพราะฉะนั้นหากการสู้รบครั้งต่อไปเราก้าวไม่ทันกัมพูชาเราจะเสียเปรียบ

นอกจากนี้ปัจจุบันหลายพรรคการเมืองชูในเรื่องของทหารอาสา แต่ก็มีหลายพรรคการเมืองแย้งขึ้นมา ว่าทหารอาสาในหลาย ๆ ประเทศ ยกเลิกไปแล้ว เพราะเวลารบจริงกำลังพลไม่พอนั้น พล.ท.กนก กล่าวว่า ต้องดูความเป็นจริง ทหารอาสามีมาสมัยตั้งแต่ตนเป็นผู้พัน เป็นระยะเวลา 30 กว่าปีแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาคือคนที่อาสาเข้ามาแล้ว ก็อยากที่จะมีการพัฒนาในหน้าที่ในอนาคตให้มีการก้าวต่อไป แต่ติดปัญหาในเรื่องของการจัดระบบหน่วยของกองทัพ 

อย่างไรก็ตาม หากจะไม่ให้มีทหารขาขาดหรือมีทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ เราจะต้องมีการคุมช่องทาง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต่อไปต้องทำความเข้าใจ และสนับสนุนทุกวิถีทางด้วยความรวดเร็ว กองทัพถึงจะเข้มแข็ง 

3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม’ พร้อมโต้ภาพนายพลรวย

3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม 'ทหารมีไว้ทำไม' พร้อมโต้ภาพนายพลรวย

3 กูรูกองทัพ ชำแหละวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม’ พร้อมโต้ภาพนายพลรวย

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ม.รามคำแหง จัดเวทีเสวนา ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ด้าน ‘พล.อ.นพนันต์–วันวิชิต’ โต้ภาพนายพลรวย ย้ำ บทบาทกองทัพคู่การเมือง–ความมั่นคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้อง 501 อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม ? : วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย

นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพ กล่าวว่า นายพลรวย รวยยังไง และตนเองพึ่งเกษียณบ้านก็ยังไม่มี รักษาแผ่นดินด้วยชีวิต เกษียณมีเงินฝากอยู่ 650,000 บาท ไม่มีทองเก็บก็ความเป็นจริงแต่แบบนี้ หลายๆอย่างที่เราได้ยินมันไม่ใช่ เพราะกองทัพ มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะ พร้อมยืนยันว่าแก้ทุกปัญหาที่สังคมไทยโต้แย้งกันอยู่ทุกวันนี้กับกองทัพ ส่วนนโยบายที่ยุบ กอ.รมน มั่นใจหรือไม่ว่ามีกฎหมายความมั่นคง จะเห็นว่าไม่มีกฎหมายกองทัพทำงานไม่ได้ ทั้งหมดมีกฎหมายสากล ต้องเข้าใจรายละเอียดในเรื่องนี้อีกเยอะจึงจะเสนอมาได้ ส่วนนโยบายเรื่องสิทธิของกำลังพลทหารก็ยินดี เป็นเรื่องที่กองทัพใฝ่ฝันมานาน แต่ทำไมถึงไปไม่ได้ แต่ขออย่างเดียวคือต้องตอบให้ได้งบประมาณมาจากไหน 

ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า คำถามที่ว่า ทหารมีไว้ทำไม ตนคิดว่าเป็นคำที่สร้างวาทกรรมหรือเป็นที่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามในแง่บวกและลบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าบางเรื่องทหารก็ถูกสังคมตรวจสอบ ตนเป็นพลเรือนเป็นนักวิชาการและรับตำแหน่งบทบาททางการเมือง ซึ่งทหารมีไว้ทำไมนั้นตนมองว่าก่อนที่จะมีความรักชาติมาก่อน ดังนั้นอาชีพกองทัพเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความรักชาติที่มีมานานแล้ว แต่ในรูปแบบของทหารประจำที่มีเงินเดือนนั้นความสัมพันธ์ยึดโยงกับเสาหลักของชาติ คือยึดโยงสถาบันหลักชาติ ยังไม่มีอุดมการณ์ในแง่ของการพิทักษ์รักษาอธิปไตย เป็นเรื่องที่สถาบันกองทัพผูกโยงติดกับสถาบันหลักของชาติ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ก็ผูกตรงนี้มาเป็น 100 ปี 

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า ทุกคนเคยได้ยินคำว่า เลี้ยงทหาร 1,000 วันเพียงใช้งานแค่วันเดียว และถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมในการอยู่ภาคสนาม การปฏิบัติจริง ศึกสงคราม รวมถึงในเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ กองทัพเป็นหน่วยงานแรกที่ไม่ต้องรอสังคมหรือรัฐบาลสั่ง รวมถึงเรื่องของน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ในหลายพื้นที่ที่คนตั้งคำถามว่ารัฐบาลอยู่ไหนแต่ทหารได้ทำไปแล้ว อย่างไรก็ตามในยามศึกและสงบเราทำ ตนได้เห็นอย่างปัญหาชายแดนไทย มาเลเซีย ที่ผ่านมากว่าจะนิ่งกว่าจะสงบการวางกำแพงรั้ว 110 กิโลเมตรตรงชายแดนที่ไทยและมาเลเซียร่วมกันสร้างใช้เวลา 40 กว่าปี กว่าจะคุยกันรู้เรื่องและกว่าจะคืนพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาใครเป็นคนมาพูดมาจัดการสะสางปัญหานั้น กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแค่ห้วงหนึ่งเท่านั้นแต่คนที่พูดอย่างต่อเนื่อง ทำงานอย่างต่อเนื่องหรือการเจรจาทางลับต่าง ๆ คือกองทัพ 

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า คำว่าทหารมีไว้ทำไมในแง่หนึ่งคนก็บอกว่าทหารไปยุ่งกับการเมือง ซึ่งทหารก็มองว่าตัวเองไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งทหารเข้ามายึดอำนาจทำรัฐประหารเพื่อยุติความขัดแย้งหรือเป็นการชิงอำนาจของคนชั้นนำ แต่ในห้วงบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปเขาต้องขีดเส้นว่า วันหนึ่งทหารต้องอยู่ในที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้อมรับคำบังคับบัญชาหรือนโยบายของฝ่ายการเมืองโดยที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือศักดิ์สิทธิ์ 

“ย้อนไปสถานการณ์ไทยกัมพูชารอบแรกที่หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ไปโจมตีฝั่งปอยเปรต ขยายแนวร่วม ซึ่งเราไม่ต้องการขยายแต่ต้องการจำกัดวงการปะทะ และตอนนั้นฝ่ายการเมืองไม่ได้ไฟเขียวให้กองทัพปฎิบัติหน้าที่แถวจังหวัดสระแก้ว  ยืนยันว่าทหารพร้อมและใจเต็มร้อย แต่เราต้องจำกัดวงของการปะทะ เพราะหากเรารุกก่อนจะทำให้พื้นที่ในระดับสายตาการประทะไม่มีปากเขา ไม่มีบังเกอร์กำบังธรรมชาติ ทำให้ประชาชนจะได้รับอันตราย เพราะเขมรยิ่งมั่ว ”ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีรวมถึงกองทัพสามารถทำงานร่วมกันได้ เพียงแต่ว่าคนอยู่วงนอกอาจไม่รู้ ส่วนเรื่องของนโยบายทางการเมืองต่างๆที่จะเปิดให้มีทหารระบบสมัครใจ ได้เงินเดือนสูงขึ้นมีสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ระบบเดิมยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่นั้น ตนเห็นว่ากองทัพเข้ามาช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในแต่ละกองร้อยหรือหน่วยทหารทั่วประเทศ พลทหารที่จับใบแดงเข้ามาหรือสมัครเป็นคนส่วนมากร้อยละ 90 คือเป็นบุคคลที่ตกออกระบบการศึกษาภาคบังคับ หลาย ๆ กองร้อยตรวจสุขภาพเจอปัสสาวะม่วง สิ่งหนึ่งที่เราเป็นห่วงคือถ้าคนสมัครแล้วแน่นอนว่าค่าตอบแทนสูงขึ้นแต่คนที่ไม่สามารถเข้ามาด้วยระบบที่เราต้องการพัฒนาขีดความสามารถ อาทิ อ่านหนังสือไม่ เขียนไม่ได้ อยู่ในพื้นที่อโคจร เราพยายามจะดึงจุดนั้นขึ้นมา โทษกองทัพไม่ได้เพราะเป็นในเรื่องของโครงสร้างของสังคม กองทัพเข้ามารับรู้ต่าง ๆ ว่าอะไรที่ไม่ดีก็ค่อยสกัดออกไป ดังนั้นในห้วงเวลาที่ผ่านมาตนได้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม และขนาดเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ระบบการศึกษาจะทำให้คนตื่นรู้มากขึ้น