รัฐบาล จ่อปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์-สวัสดิการ

รัฐบาล จ่อปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์-สวัสดิการ

รัฐบาล จ่อปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์-สวัสดิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

รัฐบาล เตรียมปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการ ตอบโจทย์คนทำงาน คาดเสนอ ครม.เห็นชอบ มิ.ย.69 นี้

28 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เตรียมปรับ “ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พ.ศ. ….” ขยายเกณฑ์อายุแรกเข้าสูงสุด ปรับเกณฑ์เวลาทำงานเพื่อรับสวัสดิการ และเพิ่มความคุ้มครอง อสม.รุ่นใหญ่ ให้สอดคล้องสภาพความเป็นจริง ตอบโจทย์การทำงาน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คาดพร้อมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนมิถุนายน 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติ อสม. พ.ศ. …. จัดทำขึ้นโดยมุ่งหวัง ในการยกระดับสถานะ สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการของ อสม. ให้ได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพื่อตอบแทนต่อความเสียสละของพี่น้อง อสม.ในฐานะกำลังสำคัญของระบบสุขภาพ โดยจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรม สบส.ได้นำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ อสม. ให้สอดคล้อง และตอบโจทย์การทำงานของพี่น้อง อสม. มากที่สุด โดยมีข้อเสนอที่เป็นไฮไลต์สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่

1) เสนอขยายเกณฑ์อายุสูงสุดในการขึ้นทะเบียนเป็น อสม. จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็น “ไม่เกิน 65 ปี” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสูงอายุในปัจจุบัน ด้วยการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีประสบการณ์ ได้มีโอกาสร่วมดูแลสุขภาพชาวชุมชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขในระดับพื้นที่ได้อย่างดี

2) เสนอปรับลดเกณฑ์ เวลาทำงานรับสวัสดิการจากเดิมที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า 20 ปี ปรับลดลงให้เหลือ “ไม่น้อยกว่า 10 ปี” เนื่องจากพบว่า อสม. ส่วนใหญ่เริ่มปฏิบัติงานในช่วงอายุ 40 – 50 ปี การกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 10 ปี จึงเป็นระยะเวลาที่สะสมได้จริง และสะท้อนถึงความทุ่มเทและการเสียสละเพื่อชุมชนในระดับที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ อสม. สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างเป็นรูปธรรม

3) เสนอให้เพิ่มความคุ้มครอง อสม.รุ่นใหญ่ ที่ปฏิบัติงานสาธารณสุขชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งหวังให้กฎหมายเข้ามาดูแลในกรณี อสม.ร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัย จนเป็นเหตุให้พ้นสภาพ ให้มีโอกาสได้รับสวัสดิการเพื่อเป็นบำเหน็จตอบแทนความตั้งใจในการทำงาน ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะดูแลพี่น้อง อสม. อย่างเข้าใจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ทั้งนี้ เมื่อจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด ประกอบกับตัวร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้ว คาดจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 โดยเมื่อร่างพระราชบัญญัติฯ ผ่านความเห็นชอบตามกระบวนการตรากฎหมาย ย่อมส่งผลให้เกิดความมั่นคง ยกระดับสวัสดิการ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.23 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น! นายกฯ ต้อนรับ “โต เลิม” เยือนไทยอย่างเป็นทางการ มุ่งยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

28 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสเมื่อวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องทันที โดยให้การต้อนรับ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (His Excellency Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) และนางโง เฟือง ลี ภริยา (Mrs. Ngo Phuong Ly) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit)

โดยทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้ต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเวียดนามร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ นายกรัฐมนตรีเชิญประธานาธิบดีเวียดนาม และภริยา เข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ณ ห้องสีงาช้างด้านใน

จากนั้น ได้มีการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย – เวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนเข้าสู่การหารือเต็มคณะ (Plenary) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ต่อไป

อนึ่ง บุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามประกอบด้วย Mr. Nguyen Duy Ngoc สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการจัดการองค์กรส่วนกลาง Mr. Phan Van Giang รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Mr. Luong Tam Quang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ Mr. Trinh Van Quyet เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านสารนิเทศ การศึกษาและการระดมมวลชน Mr. Nguyen Thanh Nghi เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ Mr. Le Hoai Trung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Mr. Ngo Van Tuan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ Mr. Vu Hai Quan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.21 น.

“โอฬาร”ชี้”อนุทิน”เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก ดันไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ยุโรป

28 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ว่า ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญต่อบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังกลับมาแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจสำคัญของยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศแกนนำของสหภาพยุโรปที่มีอิทธิพลสูงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงระหว่างประเทศ

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า การพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน กับประธานาธิบดีเอมานูว์เอล มาครง มีความหมายทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่าไทยยังคงมีความสำคัญในสายตาของยุโรป ในช่วงเวลาที่การเมืองโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ การที่ไทยสามารถเข้าไปอยู่ในวงสนทนาระดับผู้นำเช่นนี้ จึงถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการวางตำแหน่งประเทศไทยใหม่ในเวทีโลก โดยเชื่อมโยงผลประโยชน์ภายในประเทศเข้ากับโอกาสจากความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง หรือการเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในประชาคมโลก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ การเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมไทย – ฝรั่งเศส ปี 2026 – 2028 ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยคำว่าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นั้น มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วไป เพราะสะท้อนว่าทั้งสองประเทศมองเห็นความสำคัญของกันและกันในระดับโครงสร้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง เทคโนโลยี และบทบาทในภูมิภาค

ในมุมบทบาทผู้นำ รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อบริบทโลกยุคใหม่ เพราะประเทศขนาดกลางอย่างไทย จำเป็นต้องสร้างพันธมิตร สร้างเครือข่าย และเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองในระบบระหว่างประเทศ การเจรจากับฝรั่งเศสจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับยุโรป และเป็นฐานความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ การผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป หรือ Thailand–EU FTA ยังถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้การทูตเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะหากการเจรจาสำเร็จ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรป ลดอุปสรรคทางภาษี และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานรากและรายได้ของประชาชนจำนวนมาก

รศ.ดร.โอฬาร ยังกล่าวด้วยว่า การหารือเรื่องอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานสะอาด การบินและอวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ Data Center และความมั่นคงไซเบอร์ สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศที่ต้องการขยับไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม หากรัฐบาลสามารถผลักดันความร่วมมือเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง ไทยจะมีโอกาสยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และเพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

ในด้านความมั่นคง เห็นว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังมองความมั่นคงในมิติที่กว้างกว่าเดิม เพราะปัจจุบันความมั่นคงไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องชายแดน แต่รวมถึงความมั่นคงไซเบอร์ อาชญากรรมออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งล้วนกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง การยกระดับความร่วมมือกับฝรั่งเศสจึงช่วยเพิ่มศักยภาพของรัฐไทยในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างทันสถานการณ์

สำหรับประเด็นชายแดนไทย – กัมพูชา และกรณี MOU 44 รศ.ดร.โอฬาร มองว่า การที่นายกรัฐมนตรีนำเรื่องดังกล่าวไปชี้แจงต่อผู้นำฝรั่งเศส ถือเป็นการใช้เวทีการทูตระดับสูงเพื่ออธิบายจุดยืนของไทยต่อประเทศสำคัญในยุโรป โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การปกป้องอธิปไตย และการรักษาสันติภาพ พร้อมทั้งชี้ว่า การที่ไทยอ้างอิงกรอบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ UNCLOS ในประเด็นข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้จุดยืนของไทยในสายตานานาชาติ

“การที่ประธานาธิบดีมาครงเปิดพื้นที่หารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทินในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ไทย – ยุโรป สะท้อนว่าไทยยังมีความสำคัญในสายตาของประเทศมหาอำนาจยุโรป และกำลังถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน

เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน

เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

เลขาธิการ กกต. สังเกตการณ์การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา มั่นใจการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีปัญหา ทีม กกต.ส่วนกลางพร้อมช่วย กกต.ชลบุรี

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงพื้นที่สังเกตการณ์การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา ในการดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ระบบการรับสมัคร และการดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อให้กระบวนการรับสมัครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม

นายแสวง กล่าวว่า วันแรกของการเปิดรับสมัคร ทั้งสำนักงานกกต.ส่วนกลางและ กกต.จังหวัด และเมืองพัทยา รวมทั้งทางจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าฯมาร่วมสังเกต การณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเตรียมความพร้อมของเมืองพัทยา และ กกต.ประจำจังหวัด เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีเรื่องร้องเรียนการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  

นายแสวง กล่าวว่า การเลือกตั้งเมืองพัทยาเป็นรูปแบบหนึ่งในการปกครองส่วนท้องถิ่น จึงอยากให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเมืองพัทยาให้ความสำคัญ ถ้าอยากให้เมืองพัทยาเป็นอย่างไร อยากได้นายกหรือสมาชิกเป็นอย่างไร อยู่ที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองพัทยา ซึ่งเมืองพัทยามีหน่วยเลือกตั้ง 113 หน่วย ทางสำนักงาน กกต. ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ 28 มิถุนายน และอยากให้ประชาชนติดตามการหาเสียงของผู้สมัคร รวมทั้งอยากให้ประชาชน สื่อ ช่วยกันร่วมสังเกตการณ์ระหว่างลงคะแนน  

พร้อมย้ำว่า ได้มีการเตรียมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้เป็นพิเศษ โดยส่วนกลางเข้ามามีส่วนร่วมกับการเตรียม กปน. เพื่อให้การลงคะแนนในวันเลือกตั้งไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ แต่ก็อยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการลงคะแนน การทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และการนับคะแนน รวมคะแนน จนแล้วเสร็จ เพื่อจะได้การเลือกตั้งที่สุจริตและโปร่งใส

นายแสวง ยังฝากถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ว่าผู้ที่เสนอตัวมาลงสมัครก็คงศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการหาเสียงให้ละเอียด และผู้สมัครทุกคนก็มีคุณวุฒิ จึงเชื่อว่าจะเป็นการรักษาบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาจเห็นการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ก็เชื่อว่าเป็นไปด้วยดีจากการที่มาเห็นในวันนี้

ทั้งนี้ การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา เปิดรับสมัครระหว่างวันนี้ จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. และกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569    

ยศชนัน ลั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี มั่นใจแก้ รธน. ฉบับเพื่อไทยราบรื่น หลังพรรคประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน

ยศชนัน ลั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี มั่นใจแก้ รธน. ฉบับเพื่อไทยราบรื่น หลังพรรคประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน

ยศชนัน ลั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี มั่นใจแก้ รธน. ฉบับเพื่อไทยราบรื่น หลังพรรคประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

ยศชนัน เป็นนิมิตหมายที่ดี หลัง ปชน.ร่วมลงชื่อร่างแก้ไขรธน.ฉบับ เพื่อไทย ไม่มีแบ่งแยกฝ่ายรบ.-ฝ่ายค้าน คาดเดินหน้าราบรื่น   

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรค พท. ว่าเป็นเรื่องดี ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่มีการแบ่งแยกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ครับ สามารถที่จะร่วมกันได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องดี เมื่อถามว่า อนาคตจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่นใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ครับ คิดว่าน่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นสิ่งที่ได้พูดไว้ก่อนเลือกตั้ง 

เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นไปตามที่ประชาชนมีประชามติออกมาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวสั้นๆ ว่าครับ เมื่อถามอีกว่า ท้ายที่สุดเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ครับ จะทำให้เต็มที่.

ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

ศาลอาญายกฟ้อง”ธนาธร” หมิ่นเบื้องสูงปมวัคซีนพระราชทาน ชี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานจัดการวัคซีนโควิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 

28 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิด ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว

โดยวันนี้ นายธนาธร เดินทางมาฟังคำพิพากษา ขณะเข้าอาคารศาลอาญา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความมั่นใจแค่ไหน นายธนาธร หันมาส่งยิ้มพร้อมชูกำปั้น พร้อมบอกว่า “มีกำลังใจดี” ก่อนเดินเข้าไปในอาคารศาลอาญา นอกจากนี้ มีกลุ่มผู้สนับสนุนมาคอยให้กำลังใจ อาทิ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และ นางอมรัตน์ โชคไปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาให้กำลังใจ

ต่อมา ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในการไลฟ์สดของจำเลยพูดถึงการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์กาแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้หรือไม่ เพราะการแทงม้าตัวเดียวหมายถึงการใช้วัคซีนจากบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพียงเท่านั้น อาจเกิดความล่าช้าไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้

ส่วนที่จำเลยไลฟ์สดคำว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย นั้น หมายถึงประชาชนทั่วไปอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้วัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเพียงบริษัทเดียว การกระทำของจำเลยเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายสถาบันแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน อันเป็นการดูหมิ่นสถาบัน พิพากษายกฟ้อง

ชัชชาติ เบอร์ 9 ลุยหาเสียงทันที ปราศรัยเปิดนโยบายเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน

ชัชชาติ เบอร์ 9 ลุยหาเสียงทันที ปราศรัยเปิดนโยบายเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน

ชัชชาติ เบอร์ 9 ลุยหาเสียงทันที ปราศรัยเปิดนโยบายเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.42 น.

28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จับได้เบอร์ 9 กองเชียร์ด้านนอกเฮลั่น พร้อมติดเบอร์ 9 ในป้ายหาเสียงทันที โดยในเวลา 10.30 น. นายชัชชาติจะให้สัมภาษณ์หลังยื่นเอกสารสมัครเสร็จ ก่อนขึ้นรถแห่อีวี มีรถกระบะ รถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ อีวี หาเสียงต่อทันที โดยรถแห่จะขับไปทางแฟลตดินแดง ถ.ประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยลงเดินหาเสียง

จากนั้น นั่ง BTS จากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีอโศก / เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์ , ตลาดนัด มศว. พบปะพูดคุยผู้ค้านักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว. และเดินทางจากอโศกไปคลองเตย โดยรถเมล์สาย 236 หรือ รถมูฟมี (MUVMi) พูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติ จะนั่ง MRT สถานีคลองเตย ไปที่สถานีสามย่าน และปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทอง เพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก

ชัชชาติ ดวงเฮงเบอร์ 9 มัลลิกา มาไม่ทัน ได้เบอร์ 14

ชัชชาติ ดวงเฮงเบอร์ 9  มัลลิกา มาไม่ทัน ได้เบอร์ 14

ชัชชาติ ดวงเฮงเบอร์ 9 มัลลิกา มาไม่ทัน ได้เบอร์ 14

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.37 น.

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 08.30 น. นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.) แจ้งขั้นตอนในการรับสมัครผู้ว่าฯ กทม.และการจับสลาก โดยจะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากลำดับที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 จะให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัวเพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

เมื่อถึงเวลา 08.30 น.เจ้าหน้าที่ขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้าย ปรากฎว่ามีผู้สมัครมายื่นเอกสารก่อนเวลา 08.30 น.เริ่มตั้งแต่ 05.47 – 08.24 น.จำนวน 13 คน จึงถือว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน ทำให้ ผอ.กกต.ทถ.กทม.ลงมาสอบถามผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ตกลงลำดับการจับสลาก “ลำดับในการยื่นใบสมัคร” และ “หมายเลขที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียง” เสียงส่วนใหญ่ เห็นด้วยให้จับสลาก

โดย ผอ.กกต.ทถ.กทม.จึงทำการจับสลาก ลำดับในการยื่นใบสมัคร ดังนี้

1.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ

2.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน

3.นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อิสระ

4.นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ อิสระ

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้

6.นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ อิสระ

7. นายประยูร ครองยศ อิสระ

8. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อิสระ

9. นายประทีป วัชรโชคเกษม อิสระ

10. นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล อิสระ

11. นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์

12. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อิสระ

13. นายสมัย ละเลิศ อิสระ

จากนั้น ผอ.กกต.ทถ.กทม.ได้บรรจุหมายเลข 1 – 13 ใส่ในภาชนะทึบแสง ก่อนคนสลากให้คละกัน ก่อนเรียกรายชื่อผู้สมัคร มาจับสลากได้หมายเลข ดังนี้

1.พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12

2.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10

3.นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อิสระ หมายเลข 13

4.นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ อิสระ หมายเลข 6

5. นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ หมายเลข 7

6.นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ อิสระ หมายเลข 3

7.นายประยูร ครองยศ อิสระ หมายเลข 11

8.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อิสระ หมายเลข 1

9.นายประทีป วัชรโชคเกษม อิสระ หมายเลข 4

10.นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล อิสระ หมายเลข 8

11.นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5

12.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อิสระ หมายเลข 9

13.นายสมัย ละเลิศ อิสระ หมายเลข 2

ส่วน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้เบอร์ 14 เนื่องจากมีรายงานว่ายื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา 08.30 น.

เช็กที่นี่!!! ได้เบอร์แล้ว 14 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เช็กที่นี่!!! ได้เบอร์แล้ว 14 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เช็กที่นี่!!! ได้เบอร์แล้ว 14 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 69 เวลา 08.30 – 16.30 น.

สำหรับเบอร์ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดังนี้

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 1

สมัย ละเลิศ จับสลากได้เบอร์ 2

พงศ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 3

ประทีป วัชรโชคเกษม จับสลากได้เบอร์ 4

อนุชา บูรพชัยศรีอดีต (พรรคประชาธิปัตย์) จับสลากได้เบอร์ 5

พิศาล กิตติเยาวมาลย์ จับสลากได้เบอร์ 6

ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพบินได้) จับสลากได้เบอร์ 7

วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (กลุ่มผู้นำกรุงเทพ) จับสลากได้เบอร์ 8

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 9

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรอดีต (พรรคประชาชน) จับสลากได้เบอร์ 10

ประยูร ครองยศ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 11

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) จับสลากได้เบอร์ 12

คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) จับสลากได้เบอร์ 13

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (กลุ่มเพื่อนมัลลิกา) จับสลากได้เบอร์ 14

โจ ชัยวัฒน์ นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง

โจ ชัยวัฒน์ นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง

โจ ชัยวัฒน์ นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

“โจ ชัยวัฒน์”นำทัพ! ทีมบริหาร-ส.ก.พรรคประชาชนสมัครเลือกตั้ง เปิดแคมเปญ 10 นโยบาย เมืองแคร์คน

28 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นำทีมบริหารผู้ว่าฯ อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายวรภพ วิริยะโรจน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายเดชรัต สุขกำเนิด ศ.อมร พิมานมาศ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม และ นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ร่วมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. 50 เขต เดินทางมายังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เพื่อสมัครเลือกตั้งและจับสลากเบอร์ โดยทั้งหมดเดินทั้งมาด้วยรถเมล์ EV เพื่อประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ

นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นการเข้าสู่การหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้เปิดตัว Vision กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เป็นเป้าหมาย หรือเป็นวาระกรุงเทพที่พรรคนำเสนอต่อประชาชน คือใน 4 ปีนับจากนี้ กรุงเทพจะเป็นเมืองที่มีสวัสดิการโอบอุ้มดูแลทุกคน และเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโต สร้างตัว และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ

“เพื่อขยายวาระทำให้กรุงเทพง่ายขึ้น วันนี้เราได้เปิดตัว 10 นโยบายหลัก ที่คัดเลือกมาจากกว่า 40 นโยบาย ภายใต้คอนเส็ป เมืองแคร์คน นี่คือ Mission หรือภารกิจที่จะทำให้ Vision เป็นจริง เมืองแคร์คน ดูแลคน เพราะคนคือผู้สร้างเมือง เราแคร์คน ดูแลคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังของเมือง เมืองแคร์คน เป็นชุดนโยบายที่จะทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ได้ ตั้งตัวง่าย และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ”

สำหรับ 10 นโยบายหลัก ครอบคลุมทุกมิติของการดูแลชีวิตคนทุกคน ทุกช่วงวัย ได้แก่

1.ค้าขายไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มพื้นที่ขายอาหารค่าเช่าถูก

2.ช่วยรายย่อย ซื้อของ SMEs มีลุ้นรางวัลรวม 10 ล้านบาทต่อเดือน

3.เปลี่ยนศูนย์ฝึกอาชีพเป็นแพลทฟอร์มรีสกิล สร้างงาน 2 แสนตำแหน่งใน 4 ปี

4.เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัย 10 แห่งใกล้ชุมชน

5.จ้างงาน 5,000+ ตำแหน่ง ดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี

6.อัพเกรดศูนย์เด็กเล็กโดยใช้งบ 2 ล้านบาท ต่อศูนย์ รับตั้งแต่ 6 เดือน เปิดถึง 6 โมงเย็น

7.แก้ปัญหาใบส่งตัว ใช้บัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน เพิ่มโควต้าบัตรทองเป็น 1 ล้านคนใน กทม.

8.เพิ่มเส้นทางรถเมล์ครอบคลุมพื้นที่เมืองใหม่ ป้ายรถเมล์มีหลังคาและที่นั่งรอทุกป้าย

9.ฟื้นฟูคลอง พัฒนาเรือเมล์ เพิ่มเส้นทางเดินและจักรยานเลียบคลอง

10.PARTICIPATORY BUDGETING งบพัฒนาเขต 7 – 13 ล้านบาทต่อเขต ประชาชนรวมออกแบบ และตัดสินใจ

นายชัยวัฒน์ ย้ำว่า จากนี้ถ้าหาป้ายโจไม่เจอ ไม่ต้องตกใจ เราประกาศแล้วว่าจะไม่มีป้ายผู้ว่ฯ มีเพียงป้าย ส.ก.ที่จำเป็นต้องติด เพราะมี 50 คน 50 เบอร์ การไม่ติดป้ายผู้ว่า เพื่อลดการเกะกะกีดขวางการสัญจร และลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งการลดเพียงป้ายผู้ว่าฯ ก็สามารถลดได้จำนวนกว่า 3 หมื่นป้าย ส่วนป้าย ส.ก.ก็จะติดน้อยกว่ากฎหมายกำหนด เหลือเพียงไม่เกิน 1 – 2 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง ถือว่าเลือกตั้งครั้งนี้เราจะใช้ป้ายน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมาตลอด 8 ปีตั้งแต่อนาคตใหม่

นายชัยวัฒน์ ยังได้ตอบคำถามที่ว่า เลือก โจ ชัยวัฒน์ จะต่างจากชัชชาติอย่างไร โดยชัยวัฒน์ระบุว่า อ.ชัชชาติ เพิ่งยอมรับเองว่าสิ่งที่คิดว่ายังทำได้ไม่ดีใน 4 ปีที่ผ่านมาคือการจัดการคอรัปชั่น เราเน้นแก้คอรัปชั่นที่ต้นตอ ตั้งแต่การตรวจสอบ TOR การจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ต้องรอให้เกิดการทุจริต ซึ่งหลายเรื่องอาจเกินอำนาจผู้ว่าที่จะจัดการ แต่ต้นตอ ผู้ว่าจัดการได้แน่ นอกจากนี้ เลือกโจ คนกรุงเทพจะได้ผู้ว่าที่พร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดการเรื่องที่ถูกละเลยมานานบนประโยคที่ว่า ไม่ใช่อำนาจผู้ว่า เช่นเรื่องใบส่งตัว สิทธิบัตรทอง การขยายเส้นทางรถเมล์ การลดราคาตั๋วโดยสาร การทำที่อยู่อาศัยราคาถูกในเมือง ตนทราบดีว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ใช้อำนาจ กทม. อย่างเดียว แต่ในฐานะพ่อเมือง ต้องทำงานเชิงรุก ตามหาความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อทำให้ชีวิตคนกรุงเทพดีขึ้น ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้ออ้างเรื่องอำนาจไม่พอ และหน่วยงานอื่นก็ไม่น่าจะไม่ร่วมมือ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่คนทั้งนั้น

“ผมอยากนำเสนอให้เลือกคนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.จากพรรคประชาชน ยกทีมเพื่อทำกรุงเทพให้เป็นเมืองที่ง่ายขึ้น เป็นเมืองแห่งสวัสดิการ เป็นเมืองที่ความเหลื่อมล้ำลดลง และเป็นเมืองที่เปิดประตูแห่งโอกาสให้กับคนกรุงเทพฯ ถ้าอยากจะให้ผลักดันสิ่งเหล่านี้คนกรุงเทพฯก็ควรจะเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.ที่มามาจากพรรคประชาชนทั้ง 50 เขต”