ธนาธร ลั่น! พร้อมสู้ หากอัยการยื่นอุทธรณ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลั่น! พร้อมสู้ หากอัยการยื่นอุทธรณ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลั่น! พร้อมสู้ หากอัยการยื่นอุทธรณ์ปมวัคซีนพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

ศาลยกฟ้อง”ธนาธร”ปมวัคซีนพระราชทาน ชี้เป็นการวิจารณ์”นายกฯตู่”โดยตรง พร้อมสู้หากอัยการยื่นอุทธรณ์

28 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณภายหลังศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี ปมวัคซีนพระราชทาน ว่า วันนี้ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้อง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยศาลพิเคราะห์แล้วว่าไม่มีเนื้อหาส่วนไหน ล่วงละเมิดสถาบัน แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล นั้นเป็นใจความหลักของการพิพากษาของศาลในวันนี้

ส่วนกรณีบริษัท สยามไบโอไซเอน ก็ไม่มีอะไร เหมือนสิ่งที่กล่าวไป วันนี้ส่วนตัวก็โล่งใจ แต่ยังมีนักโทษการเมืองจำนวนมากที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว บางคนติดคุก พวกเขาไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้ฆ่าใคร แค่มีความคิดและพูดเห็นต่างเท่านั้น จำเป็นต้องมีคนต่อสู้เพื่อให้เป็นธรรมกับคนเหล่านี้ ตนมองว่าการพิจารณาของศาลวันนี้ สอดคล้องกับที่ประธานศาลฎีกา ได้ออกมามอบนโยบายเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีการเมือง คดีการฟ้องปิดปาก ให้ยกฟ้องทั้งหมด เพราะประเทศไทยเสียทรัพยากรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเวลาของผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ศาล อัยการ ตำรวจ ตนขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องกับบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด อย่าเอาใจฝ่ายการเมือง ให้ยืนยันในหลักการอย่างหนักแน่น ให้ไปใช้เวลากับคดีที่ต้องการความเร่งรัดคดีอื่นดีกว่า ดังนั้น ตนคิดว่าเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิเสรีภาพได้อย่างแท้จริง หลังจากนี้หากเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น ตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านนั้น ตนก็พร้อมจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อ

ส่วนกรณีที่อัยการจะมีอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเป็นหน้าที่อัยการ สามารถดำเนินการได้เลย ยืนยัน วันนี้ไม่ได้เสียขวัญ ตื่นมาด้วยจิตใจแจ่มใสเบิกบานและสงบ ขวัญกำลังใจดี ขอบคุณทนายที่ร่วมสู้กันมาหลายปี และประชาชนเข้ามาให้กำลังใจกันในช่วงที่สังคมมืดมิด

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน)

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ “พิพัฒน์” ลุยบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-โลจิสติกส์สีเขียว

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ “พิพัฒน์” ลุยบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-โลจิสติกส์สีเขียว

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

รัสเซียสนประมูลรถไฟไทย จับมือ “พิพัฒน์” ลุยบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-โลจิสติกส์สีเขียว



จับตาโครงการบิ๊กโปรเจกต์คมนาคมไทย ล่าสุด รัสเซีย ขยับตัวครั้งใหญ่ส่งสัญญาณพร้อมโดดร่วมวง ประมูลรถไฟไทย หวังขนเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยปฏิวัติระบบราง หลังยกคณะเข้าพบ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ด้านกระทรวงคมนาคมขานรับเตรียมเซ็น MOI ยกระดับการขนส่งและเดินหน้า โลจิสติกส์สีเขียว ร่วมกัน

โดยวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่กระทรวงคมนาคม นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เข้าพบหารือร่วมกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรัสเซียและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือทวิภาคีด้านการขนส่งของทั้งสองประเทศ

ไฮไลต์สำคัญของการหารือพุ่งเป้าไปที่การเตรียมความพร้อมเพื่อลงนามใน บันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการขนส่ง ซึ่งจะเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการทำงานร่วมกันในเชิงปฏิบัติจริง ทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงาน และการร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้านคมนาคมแบบลงลึก

เตรียมลงนาม MOI ความร่วมมือคมนาคมขนส่งไทยและรัสเซีย

นาทีนี้ฝ่ายรัสเซียแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยมในศักยภาพ โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียฯ เปิดเผยว่า รัสเซียมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมการประมูลโครงการเพื่อปรับปรุงและพัฒนาเครือข่ายการรถไฟของไทย นอกจากระบบรางแล้ว ยังได้ขยับไปหารือลึกถึงความร่วมมือใน โครงสร้างพื้นฐานทางการบิน และการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในภาคการคมนาคมขนส่ง

ทิ้งท้ายด้วยแผนสอดรับเทรนด์โลก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความคิดเห็นร่วมกันในการพัฒนา การขนส่งทางน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์สีเขียว ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นการมุ่งลดมลพิษในสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม

ไทยและรัสเซียร่วมมือพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งทางน้ำ
รัสเซียหารือเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟไทย

ศาลแก้โทษคดี ม.112 เก็ท โสภณ กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี

ศาลแก้โทษคดี ม.112 เก็ท โสภณ กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี

ศาลแก้โทษคดี ม.112 เก็ท โสภณ กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

28 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษคดี ม.112 ของ “เก็ท โสภณ” กรณีปราศรัยทัวร์มูล่าผัว เหลือจำคุก 3 ปี เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง จำคุก 6 เดือน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด”

พร้อมทั้งโพสต์ในคอมเมนต์ อีกว่า คดีนี้มีอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565

ในศาลชั้นต้น ศาลลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยลงโทษในข้อหา ม.112 จำคุก 3 ปี และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้อุทธรณ์ต่อสู้คดีในทั้งสองข้อหา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาในส่วนข้อหา ม.112 เห็นว่าข้อความปราศรัยของจำเลยแม้จะด่าทอตำรวจจริง แต่ก็มีการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินี อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

แต่ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเกินเลยไปกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาแก้เป็นให้ปรับเป็นพินัยจำเลย 200 บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจากศาลชั้นต้น จากจำคุก 3 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 3 ปี ปรับพินัย 200 บาท

ย้อนอ่านคดีนี้ https://tlhr2014.com/archives/83778

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 นำทีมบริหาร และผู้สมัคร สก. ขึ้นรถแห่ ขอคะแนนเสียง จาก กทม.2 ไปยัง กทม.1 

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้นำทีมบริหารผู้ว่าฯ และผู้สมัคร สก. ขึ้นรถแห่ จาก กทม.2 ไปยังศาลาว่าการ กทม.1 โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ, นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม , นายวรภพ วิริยะโรจน์, ดร.เดชรัตน์  สุขกำเนิด และผู้สมัคร สก.50 เขต ขึ้นรถแห่จาก กทม.2 ผ่านไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงข้ามราชวิถี กระทรวงการต่างประเทศ ยมราช สนามหลวง และเข้ากทม.1  เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครทันที และขอให้ไปลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร และเลือก สก.ของพรรคประชาชน 50 เขต ในวันที่ 28 มิ.ย.2569 นี้ 
 

ปลัด กทม.เผยสมัครผู้ว่าฯ กทม.เรียบร้อยดี ด้าน ปธ.กกต.ย้ำความพร้อม เข้มกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ

ปลัด กทม.เผยสมัครผู้ว่าฯ กทม.เรียบร้อยดี ด้าน ปธ.กกต.ย้ำความพร้อม เข้มกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ

ปลัด กทม.เผยสมัครผู้ว่าฯ กทม.เรียบร้อยดี ด้าน ปธ.กกต.ย้ำความพร้อม เข้มกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

ปลัด กทม. เผยขั้นตอนจับสลากผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เรียบร้อยดี ตั้งเป้าคนกรุงออกมาใช้สิทธิทะลุ 60.7% พร้อมเตรียมรับมือเลือกตั้งฤดูฝนเต็มสูบ ขณะที่ ประธานกกต.ยันความพร้อมเลือกตั้งกทม.-พัทยา เข้มมาตรการกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ ยันไม่มีบาร์โค้ด

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดน) นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต ) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการจับสลากเบอร์ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)  ซึ่งจะดำเนินการไปจนถึงวันที่ 1 มิ.ย.นี้ โดยบรรยากาศในช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นระเบียบเรียบร้อย
 
ทั้งนี้ตั้งแต่เวลา 05.00 น. กรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมสถานที่รับสมัคร โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานที่ร่วมประสานงานกัน อาทิ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สถานีตำรวจในท้องที่ รวมถึงหน่วยงานภายในของกรุงเทพมหานคร เช่น สำนักเทศกิจ และสำนักงานเขตต่างๆ รวมบุคลากรประมาณ 1,500 คน จากทั้ง 50 เขต เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการลงทะเบียน

โดยผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรายแรกเดินทางมาถึงตั้งแต่เวลาประมาณ 05.40 น. และมีผู้สมัครรวม 13 ท่านที่เดินทางมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. ซึ่งจะต้องดำเนินการจัดลำดับผู้สมัครเพื่อจับสลากเบอร์ ซึ่งเป็นไปด้วยเรียบร้อยดี โดยขอบคุณผู้สมัครทุกท่านและทีมงานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของขบวนรถแห่และการใช้พื้นที่ต่างๆ ทำให้สถานการณ์โดยรวมจนถึงขณะนี้ยังคงปกติและเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งในช่วงฤดูฝน ทางกรุงเทพมหานครได้เตรียมแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีอยู่ทั้งหมด 6,629 แห่ง โดยมีหน่วยเลือกตั้งที่อยู่นอกอาคารประมาณ 4,270 แห่ง และส่วนที่เหลืออยู่ในอาคาร ซึ่งทางเขตพื้นที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพิ่มเติมในจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ความพร้อม ความปลอดภัย และความสะดวกสบายให้กับพี่น้องประชาชนที่จะมาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ทางกรุงเทพมหานครขอฝากประชาชนให้ติดตามสภาพอากาศในพื้นที่ ณ เวลานั้น และเลือกช่วงเวลาที่สะดวกในการเดินทางมาใช้สิทธิออกเสียงให้เต็มที่

เมื่อถามถึงระเบียบคุณสมบัติในการสมัครผู้ว่ากทม. ที่ถูกมองว่าตั้งค่าสมัครไว้สูงจนเกินไป นายณรงค์ กล่าวว่า รายละเอียดคุณสมบัติและค่าสมัครของผู้สมัครนั้น ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครได้กำหนดไว้แล้ว ซึ่งเข้าใจว่าผู้สมัครทุกท่านได้ทราบข้อมูลแล้ว รวมถึงองค์ประกอบและขั้นตอนต่างๆ ของการเลือกตั้งนั้น จะถูกดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบการรับสมัคร โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใส ความเสมอภาค และความเป็นธรรม

ส่วนการรณรงค์หาเสียงและป้ายประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศในเรื่องของการติดตั้งป้ายหาเสียงและป้ายประกาศต่างๆ ทั้งขนาดและสถานที่ติดตั้ง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และความปลอดภัยของผู้สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่ รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ทางคณะกรรมการฯ ขอความร่วมมือจากผู้สมัครทุกท่านให้ปฏิบัติตามขอบเขตที่กำหนดไว้

นายณรงค์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ทางกรุงเทพมหานครตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิให้สูงกว่าร้อยละ 60.7 ซึ่งอยากให้ทำให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆในกทม. ตามความต้องการของประชาชน 

ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. กล่าวยืนยันการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา ว่า มีความพร้อมเต็มที่ และได้สั่งให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ในส่วนของบัตรเลือกตั้งและมาตรการป้องกันการทุจริตบัตรเลือกตั้งนั้น ทาง กกต. ได้อนุมัติให้โรงพิมพ์ดำเนินการแล้ว โดยยืนยันว่าจะไม่มี QR code หรือ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งใหญ่ นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น ทั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ได้กำหนดให้มีการประทับตราบัตรเลือกตั้งทุกใบ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและดูแลการทุจริต

อนุชา เบอร์ 5 พร้อมมาก! ยกระดับ กทม. มหานครสมบูรณ์แบบ กับ 5 นโยบาย

อนุชา เบอร์ 5 พร้อมมาก! ยกระดับ กทม. มหานครสมบูรณ์แบบ กับ 5 นโยบาย

อนุชา เบอร์ 5 พร้อมมาก! ยกระดับ กทม. มหานครสมบูรณ์แบบ กับ 5 นโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

28 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พร้อมมากครับ เจมส์อนุชา เบอร์ 5 กับ 5 นโยบาย ให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

ผมอาสาเป็นผู้ว่าฯ กทมฯ เชื่อม “คน-เมือง-เจมส์” ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่สมบูรณ์แบบ กับ 5 นโยบาย

– เดินทางสะดวก

– เมืองสะอาด

– ใช้ชีวิตสบาย

– มีรายได้มากขึ้น

– ตรวจสอบได้หมด

“เมืองฟ้าอมร… and more” กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้!

ถึงเวลาเปลี่ยนจากการซ่อมแซมปัญหาไปวันๆ สู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะผมเชื่อว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ครับ เลือกเจมส์ อนุชา เบอร์ 5

พวกเราพร้อมแล้วที่จะอาสาเข้ามาทำงานเพื่ออนาคตของคนกรุงเทพฯ ทุกรุ่นอย่างแท้จริงครับ

ติดตามเจมส์ต่อไปนะครับ

ขอบพระคุณครับ

– ติดตามช่องทาง : https://www.tiktok.com/@iamjamesanucha

– ติดตามช่องทาง : https://www.instagram.com/iamjamesanucha

#ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร #ผู้ว่ากทม #พรรคประชาธิปัตย์ #เจมส์อนุชา #กรุงเทพเมืองฟ้าอมรandmore #ประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #อนุชาบูรพชัยศรี

ผลิตสื่อโดย พรรคประชาธิปัตย์ 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้

อัปเกรดทัพเรือ จัดซื้อเครื่องบิน Airbus C295 ลุยภารกิจตรวจการณ์-ลำเลียงพลรบ

อัปเกรดทัพเรือ จัดซื้อเครื่องบิน Airbus C295 ลุยภารกิจตรวจการณ์-ลำเลียงพลรบ

อัปเกรดทัพเรือ จัดซื้อเครื่องบิน Airbus C295 ลุยภารกิจตรวจการณ์-ลำเลียงพลรบ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

กองทัพเรือลงนามจัดหาเครื่องบินลำเลียงสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือ เสริม “มิติทางอากาศในทะเล” ยกระดับขีดความสามารถการลำเลียงพลรบ–Medevac–ตรวจการณ์ทางทะเล”

28 พฤษภาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (27 พฤษภาคม 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ลงนามร่วมกับบริษัท Airbus Defence and Space ในการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง ที่มีขีกความสามารถทั้งการลำเลียงและการตรวจการณ์ทางทะเล จำนวน 2 ลำ พร้อมระบบสนับสนุนและอุปกรณ์เสริม ภายหลังได้รับอนุมัติตามขั้นตอน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน “มิติทางอากาศในทะเล” ของกองทัพเรือ ให้มีความพร้อมรองรับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

อากาศยานแบบดังกล่าว เป็นเครื่องบิน Airbus รุ่น C295 ซึ่งเป็นอากาศยานทางทหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีผู้ใช้งานในกว่า 37 ประเทศ และมีการจัดหาใช้งานรวมมากกว่า 300 ลำทั่วโลก ทั้งในกองทัพบก และกองทัพของหลายประเทศ สำหรับประเทศไทย อากาศยานตระกูล C295 ได้รับการจัดหาเข้าประจำการแล้วในกองทัพบกแล้ว และมีมาตรฐานการใช้งานที่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการฝึก การซ่อมบำรุง การส่งกำลังบำรุง และการพัฒนากำลังพลด้านการบินในระยะยาว

เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลดังกล่าว จะเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ด้วยระบบตรวจจับและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ช่วยให้กองทัพเรือสามารถรับรู้สถานการณ์ทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และสนับสนุนการรักษาอธิปไตย ตลอดจนการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ เครื่องบินแบบ C295 ยังมีจุดเด่นด้านการปฏิบัติการทางยุทธวิธี สามารถขึ้น–ลงในสนามบินระยะสั้น (STOL) และรองรับการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ชายแดน มีความสามารถในการลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ การส่งทางอากาศ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล (SAR) ทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดจนภารกิจลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ (Medevac) ในภาวะวิกฤติ 

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนอากาศยาน แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามและสถานการณ์ทางทะเลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติความมั่นคง การช่วยเหลือประชาชน และการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม ภายใต้กรอบงบประมาณที่เหมาะสม โปร่งใส และคุ้มค่าต่อภารกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ชัชชาติ ขึ้นรถแห่ ลุยหาเสียง ชวนฟังปราศรัยนโยบายเย็นนี้

ชัชชาติ ขึ้นรถแห่ ลุยหาเสียง ชวนฟังปราศรัยนโยบายเย็นนี้

ชัชชาติ ขึ้นรถแห่ ลุยหาเสียง ชวนฟังปราศรัยนโยบายเย็นนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จับสลากหมายเลขได้เบอร์ 9 ได้ลงพื้นที่หาเสียงทันที โดยขึ้นรถแห่อีวี ขบวนมีรถกระบะ รถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ อีวี เส้นทางจะขับไปทางแฟลตดินแดง ถ.ประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยลงเดินหาเสียง จุดแรก โดยระหว่างเดินไปขึ้นรถแห่มีกองเชียร์เดินไปส่ง ส่งเสียงเชียร์ตลอด และมีประชาชนเตรียมพวงมาลัย ดอกไม้มามอบให้นายชัชชาติด้วย

ก่อนออกรถ นายชัชชาติ พบกับ นายนริสสร แสงแก้ว ผู้สมัคร สก.เขตบางเขน และ นางสาวเมธาวี ธารดำรงค์ ผู้สมัคร สก.เขตปทุมวัน ได้ถ่ายรูปและจับมือให้กำลังใจในฐานะคนเคยทำงานร่วมกันด้วย

สำหรับกำหนดการหาเสียงของนายชัชชาติ วันนี้ หลังจากจุดแรกที่อนุสาวรีย์ชัยฯ จะนั่ง BTS จากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีอโศก เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์, ตลาดนัด มศว. พบปะพูดคุยผู้ค้า-นักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว.และเดินทางจากอโศกไปคลองเตย โดยรถเมล์สาย 236 หรือ รถมูฟมี (MUVMi) เพื่อพูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติ จะนั่ง MRT สถานีคลองเตย ไปที่สถานีสามย่าน จากนั้นปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทอง เพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก ในเวลา 18.00 น.โดยชัชชาติบอกว่า “ใครว่างไปฟังกันนะ”

– 006

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล 'จึงรุ่งเรืองกิจ' รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติที่เกี่ยวพันกับบทบาททางการเมืองและข้อพิพาททางธุรกิจส่วนตัว เหตุการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งคดีสำคัญที่ศาลได้มีคำพิพากษาจนเป็นที่ยุติแล้ว และคดีที่ยังคงมีข้อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม วันนี้สำนักข่าว แนวหน้าออนไลน์ จะพาไปดูว่ามีคดีสำคัญอะไรที่ผ่านมาบ้าง

1. คดีถือครองหุ้นสื่อ (บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด)

จุดเริ่มต้นและข้อกล่าวหา

จุดเริ่มต้นของวิบากกรรมทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นจากคดีการถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด สาเหตุที่ประเด็นนี้กลายเป็นข้อพิพาทสำคัญ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 98 (3) ได้บัญญัติข้อห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งหากฝ่าฝืนจะถือว่ามีลักษณะต้องห้ามและเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ต้องสิ้นสุดลงทันที 

ประเด็นข้อสงสัยนี้ถูกจุดประเด็นขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 เมื่อมีรายงานข่าวระบุว่านายธนาธรเพิ่งดำเนินการโอนหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน 675,000 หุ้น ให้นางสมพร มารดา ก่อนหน้าวันเลือกตั้งเพียง 3 วัน แม้นายธนาธรจะออกมาชี้แจงอย่างหนักแน่น พร้อมนำหลักฐานชิ้นสำคัญกว่า 26 รายการ อาทิ ตราสารโอนหุ้นพร้อมลายเซ็นพยาน ทนายความโนตารี เช็คธนาคาร และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น มายืนยันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่า กระบวนการโอนหุ้นทั้งหมดได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 แล้วก็ตาม

กระบวนการพิจารณาและคำวินิจฉัย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทำการไต่สวนและมีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายธนาธร ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้อง และมีมติ 8 ต่อ 1 สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทันที ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 (ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธรสิ้นสุดลง เนื่องจากพิจารณาว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าการโอนหุ้นเสร็จสิ้นแล้วในวันสมัครรับเลือกตั้ง)

2. คดียุบพรรคอนาคตใหม่ (ปมเงินกู้ 191.2 ล้านบาท)

ที่มาของปมเงินกู้

คดีต่อมาที่ส่งผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างรุนแรงคือ คดียุบพรรคอนาคตใหม่จากปมเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เผยแพร่บัญชีทรัพย์สินของนายธนาธรในเดือนกันยายน 2562 ซึ่งพบข้อมูลการปล่อยกู้ยืมเงินแก่พรรคอนาคตใหม่จำนวน 2 สัญญา แม้นายธนาธรและแกนนำพรรคจะยืนยันมาตลอดว่าเงินกู้ดังกล่าวคือหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ของพรรค

การพิจารณาและบทสรุปชี้ชะตาพรรค

อย่างไรก็ตาม กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าพรรคมีเจตนาถ่วงเวลาในการจัดส่งเอกสารชี้แจง จึงมีมติตัดพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณายุบพรรค ฐานฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการกู้ยืมเงินดังกล่าวถือเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงมีมติสั่ง “ยุบพรรคอนาคตใหม่” พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี

3. คดีความผิดตามมาตรา 112 ของหลานสาวนายธนาธร (อั่งอั๊ง)

จุดเริ่มต้นและข้อกล่าวหา คดีนี้เกี่ยวข้องกับ น.ส.อัครสร โอปิลันธน์ หรือ อั่งอั๊ง บุตรสาวของนางชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และมีศักดิ์เป็นหลานสาวของนายธนาธร เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อ น.ส.อัครสร ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว พาดพิงถึงเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและตำรวจบริเวณหน้าศาลอาญา โดยมีเนื้อหาโจมตีและพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง แม้ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะลบข้อความดังกล่าวออกไป แต่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกภาพหน้าจอเอาไว้ได้ ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) จึงได้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

กระบวนการพิจารณาและบทสรุป น.ส.อัครสร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งฟ้องในวันที่ 21 ตุลาคม 2565 ต่อมาในชั้นศาลช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 น.ส.อัครสร ได้ตัดสินใจ “ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา” ทั้งนี้ ผู้พิพากษาพิจารณาเห็นว่าจำเลยยังเป็นเยาวชนและไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน ศาลจึงให้โอกาสโดยสั่งให้ไปทำแผนบำบัดฟื้นฟูร่วมกับสหวิชาชีพและนักจิตวิทยา เพื่อนำเสนอให้ศาลพิจารณาอนุมัติใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงตัวต่อไป

4. คดีที่ดินราชบุรี (ป่าสงวนแห่งชาติ) 

ข้อพิพาทและการชี้แจง

นอกเหนือจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ยังมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินของครอบครัวในคดีเพิกถอนที่ดิน น.ส. 3 ก. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัว ได้แก่ นางสมพร (มารดา), นายธนาธร และนางสาวชนาพรรณ (พี่สาวของนายธนาธร) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 59 ฉบับ ในพื้นที่อำเภอจอมบึง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร นางสมพรได้ออกมาชี้แจงว่า ตนไม่ใช่ผู้ซื้อมือแรก แต่ได้ซื้อที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ปี 2533 จากบริษัทมิตรผล ผ่านคำแนะนำของอดีตนักการเมืองใหญ่ โดยมีเอกสารสิทธิ์รับรองถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2521

คำพิพากษาและการชดใช้ค่าเสียหาย

ต่อมานายธนาธรในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่า คำสั่งเพิกถอนที่ดินของกรมที่ดินนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ศาลพิจารณาเห็นว่านายธนาธรเป็นบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้รับความเสียหายจากความไม่รอบคอบของเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิ์ ศาลจึงพิพากษาให้กรมที่ดินต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 4,912,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่นายธนาธร

ในส่วนของคดีทางอาญา (ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ) ในขณะที่คดีทางปกครองมีการชดใช้ค่าเสียหาย แต่ในส่วนของคดีอาญานั้น กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บก.ปทส. เพื่อดำเนินคดีกับ นางสมพร นางสาวชนาพรรณ และนายธนาธร ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ ฐานร่วมกันบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี)
สถานะปัจจุบัน คดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ โดยก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนเคยมีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากมองว่าขาดเจตนาบุกรุก (ซื้อมาตามเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. ที่รัฐออกให้) แต่ทางกรมป่าไม้ได้ทำหนังสือเห็นแย้งไปยังอัยการเพื่อขอให้ทบทวนและสั่งฟ้องต่อศาล ทำให้คดีอาญายังคงค้างอยู่ที่ชั้นอัยการและยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล

5. คดีจัดการชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์ค (ปี 2562)

การฟ้องร้องและข้อกล่าวหา

กลับมาที่มิติความเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง กับคดีการจัดการชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์คเมื่อปี 2562 คดีนี้นายธนาธรพร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายปิยบุตร แสงกนกกุล นางสาวพรรณิการ์ วานิช นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพวกรวม 8 คน ถูกพนักงานอัยการคดีศาลแขวง 6 ยื่นฟ้องจากกรณีจัดการชุมนุมบริเวณสกายวอล์ค สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ข้อกล่าวหาหลักประกอบด้วย การร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง การจัดการชุมนุมในระยะรัศมี 150 เมตรจากพระราชวังสระปทุม การกีดขวางทางเข้าออกสถานีรถไฟฟ้า และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

บทสรุปคำพิพากษา

ศาลแขวงปทุมวันได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สั่งจำคุกจำเลยทั้ง 8 คน คนละ 4 เดือน และปรับเงินคนละ 11,200 บาท แต่ด้วยเหตุที่พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อเสียง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง ศาลจึงมีเหตุอันควรปรานี โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมสั่งปรับทางพินัยเพิ่มเติมรวมเป็นเงิน 20,200 บาท

6. คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน 20 ล้านบาท (เช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯ)

พฤติการณ์แห่งคดีและการชี้แจง

ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการธุรกิจอย่างมากคือ คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน 20 ล้านบาทเพื่อเช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คดีนี้มีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของนายธนาธร และดำรงตำแหน่งประธานบริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตกเป็นจำเลย นายสกุลธรถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการมิชอบด้วยหน้าที่ กรณีมีพฤติการณ์จ่ายเงิน 20 ล้านบาทเพื่อหวังให้ได้สิทธิเช่าที่ดินทำเลทองในซอยร่วมฤดีและย่านชิดลม

ทางด้านนายสกุลธรได้ออกหนังสือชี้แจง 4 ประเด็น โดยระบุว่าตนตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและถูกเจ้าหน้าที่ปลอมแปลงเอกสาร เมื่อทราบความจริง ตนเองคือผู้ที่นำเบาะแสการทุจริตไปแจ้งต่อสำนักงานทรัพย์สินฯ จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่ในภายหลังกลับถูกร้องเรียนจนตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ทั้งที่ควรได้รับสิทธิ์คุ้มครองในฐานะผู้เสียหาย พร้อมยืนยันที่จะต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความสุจริตใจตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ระบุว่านายสกุลธรมีความผิดจริง และสั่งลงโทษจำคุก 8 เดือน แต่เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงเหลือจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ด้วยวงเงินประกัน 150,000 บาท

7. คดีความผิดตามมาตรา 112 (ปมไลฟ์สดวิจารณ์วัคซีนโควิด-19)

มูลเหตุคดี

คดีสำคัญล่าสุดที่มีคำตัดสินออกมาคือ คดีความผิดตามมาตรา 112 ปมไลฟ์สดวัคซีนพระราชทาน คดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่นายธนาธรได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพจคณะก้าวหน้าและเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาล พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากมองว่าเนื้อหาการไลฟ์สดมีการพาดพิงสถาบัน

คำพิพากษายกฟ้อง

ทว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ศาลอาญาได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” โดยศาลให้เหตุผลอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาในการพูดผ่านไลฟ์สดของนายธนาธรนั้น เป็นการมุ่งวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าบทสรุปของคดีความที่ถาโถมเข้าใส่ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการต่อสู้ทางกฎหมายที่คาบเกี่ยวกันทั้งในมิติส่วนตัว การดำเนินธุรกิจ และอุดมการณ์ทางการเมือง หลายคดีได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีความชัดเจนในระดับศาลชั้นต้นไปแล้ว ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาในบางคดีก็ยังคงเดินหน้าใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเพื่ออุทธรณ์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลที่สูงขึ้นต่อไป

ชัชชาติ ยิ้ม! บอกได้เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ลั่นถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม

ชัชชาติ ยิ้ม! บอกได้เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ลั่นถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม

ชัชชาติ ยิ้ม! บอกได้เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ลั่นถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

“ชัชชาติ”ยิ้ม! บอกได้ เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ชูสโลแกน”เมืองแห่งโอกาสและความหวังของทุกคน” พร้อมลุยหาเสียงเน้นลงชุมชนดูปัญหา และดีเบตสื่อ ไม่เน้นป้าย ลั่น”ถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม”

28 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์ภายหลังจับสลาก ได้หมายเลข 9 ว่า การจับได้เบอร์ 9 ถือว่ามีพัฒนาการขึ้น 1 เบอร์ จากครั้งก่อนจับได้เบอร์ 8 ซึ่งก็คือก้าวต่อไปจะได้ทำงานด้วย เชื่อว่าคนที่เลือกเราไม่ใช่เพราะเบอร์ แต่เพราะเป็นที่ตัวเรา สำหรับตนแล้วอยากให้กรุงเทพฯ ก้าวหน้าต่อไป มีความหวังสำหรับทุกคน สำหรับรูปแบบหาเสียงจะกระจายลงชุมชนเขตพื้นที่ต่างๆ มีการพูดคุย และดูปัญหาต่างๆ มีการดีเบตตามสื่อ ซึ่งเป็นรูปแบบเดิมไม่มีอะไรใหม่ ป้ายหาเสียงมีน้อยมาก เพราะไม่อยากให้เกะกะเมือง จะเน้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ให้เกิดมลภาวะ รวมถึงพยายามใช้รถขนส่งสาธารณะให้มาก จะได้ไม่ต้องลำบากประชาชน

นายชัชาติ ยังได้ตอบคำถามว่าเข่ามาจะทำเรื่องอะไร ว่า เรื่องการปราบคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่ตนพูดตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งครั้งก่อน และครั้งนี้ยืนยันว่าจะต้องทำอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง เพราะเรื่องทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เฉพาะของกรุงเทพมหานครแต่รวมถึงประเทศไทย ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะไปต่อยาก และเราต้องช่วยกัน

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับกองเชียร์ที่ให้กำลังใจวันนี้ของทุกพรรค เป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย ที่จะไปให้กำลังใจคนที่ชอบและไว้ใจ ผมว่ากรุงเทพฯ มีความหวัง ถ้าดูจากสวนดุสิตโพลล่าสุด ระบุว่า 78% เชื่อว่าหลังเลือกตั้งกรุงเทพฯ จะดีขึ้น ไม่ว่าใครมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็ตาม ก็แสดงว่าเรามีความหวังว่าเมืองจะดีขึ้นในระบอบประชาธิปไตย และขอให้เป็นเช่นนั้น มีการเลือกตั้งที่โปร่งใส ทุกคนร่วมกันแข่งขันสิ่งที่ดีให้กับประชาชน เชื่อว่าเมืองของเราจะมีอนาคตไกลและแข่งขันกับเมืองต่างๆทั่วโลกได้

“เราไม่ได้คาดหวังอะไร หน้าที่เราก็ทำให้ดีที่สุด ทำสิ่งที่ดีที่สุด และเคารพการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งได้บอกกับทีมงานว่า อย่าไปหลงกับโพล อีก 30 วัน อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ ขอให้ทำในสิ่งที่ดีและนโยบายแม่นยำ สำหรับเส้นเลือดฝอยก็ทำต่อ โครงสร้างใหม่ก็ทำ แต่จะใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น ซึ่งใช้สโลแกน “เมืองแห่งโอกาสและความหวังของทุกคน” ก็ให้ดูจากผลงานและความสามารถของทีมงาน ถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม” นายชัชชาติ กล่าว