วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วิโรจน์ เพ้อหนัก! แต่งนิทานภูมิ vs ประชา จิตวิทยาคนเนรคุณ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

27 พฤษภาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ จิตวิทยาคนเนรคุณ: เมื่อคำขอบคุณถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อโยนบาป ]

………………………………

ก่อนจะชวนกันเปิดตำราจิตวิทยา ผมขอเล่าเรื่องสมมติสั้นๆ เรื่องหนึ่งก่อนนะครับ ตัวละครทั้งหมดเป็นนามสมมติ แต่พฤติกรรมแบบนี้ เราอาจพบได้ในชีวิตจริงมากกว่าที่คิด เรื่องมันมีอยู่ว่า …

ภูมิ เป็นผู้รับเหมาที่กำลังว่างงานอยู่ ไม่มีคนจ้าง ชีวิตกำลังเดือดร้อน ประชา ที่พอจะรู้จัก ภูมิ อยู่บ้าง จึงให้โอกาส ภูมิ และชวนให้ ภูมิ มาทำงานรีโนเวทอาคารสโมสรหมู่บ้าน ที่หมู่บ้านที่ตัวเองเป็นนิติบุคคลฯ อยู่ ซึ่ง ภูมิ ก็รับปากอย่างดิบดีว่า จะรีโนเวทให้เป็นอย่างดี เสร็จตามกำหนด แต่ปรากฏว่า พอ ภูมิ ทำๆ ไป อยู่ดีๆ ก็ทิ้งงานไปดื้อๆ แถมงานที่ทำออกมาก็อยู่ในสภาพเละตุ้มเป๊ะ ทำให้ ประชา ต้องถูกลูกบ้านตำหนิว่า เอา ภูมิ มารับเหมาทำอาคารสโมสรหมู่บ้านได้ยังไง ส่วน ภูมิ ก็เอาเงินค่างวดที่ได้ไปสองงวดแรก ไปทำทุนรับเหมางานอื่นที่ใหญ่กว่าเดิม

เวลาที่ ภูมิ ถูกใครด่าทอต่อว่าที่ทิ้งงานสโมสรหมู่บ้าน ภูมิ ก็มักจะตอบว่า “ผมต้องขอบคุณ ประชา นะ ที่ให้โอกาสผม ไม่อย่างนั้นผมจะมีเงินที่ไหนมาทำทุนรับเหมาที่โครงการใหญ่ขึ้นได้ และถ้าผมทำงานไม่ดีอย่างที่ถูกด่า ผมจะมารับเหมาโครงการที่ใหญ่ขึ้นได้ยังไง”

จากเรื่องเล่าสนุกๆ นี้ ผมอยากจะชวนทุกท่านเปิดตำราจิตวิทยา แล้วแหวกเข้าไปในหัวใจของ ภูมิ กันครับ

ในทางจิตวิทยา ภูมิ มีพฤติกรรมหลอกใช้ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง (Exploitation) และจงใจใช้คำขอบคุณที่ถูกทำให้เป็นอาวุธทางจิตใจ (Weaponized gratitude) เพื่อสร้างบาดแผลทางศีลธรรม (Moral injury) ให้กับ ประชา เพื่อผลักให้ ประชา กลายเป็นแพะรับบาปทางสังคม

การที่ ภูมิ พูดขอบคุณ ประชา ในลักษณะนี้ ภูมิ ไม่ได้รู้สึกสำนึกบุญคุณอะไร ประชา เลย แต่มันสะท้อนว่า ในจิตใต้สำนึก ภูมิ ก็รู้ดีว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชั่วร้ายลงไป แต่ ภูมิ ไม่ได้มีความสำนึกผิดนะครับ เพราะคนเราถ้าสำนึกผิด ก็จะต้องยอมรับผิด แต่ ภูมิ แค่รับรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นความชั่วร้าย และต้องการที่จะหาทางบิดเบือน เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความรับผิดเท่านั้นเอง

พฤติกรรมของ ภูมิ ในทางจิตวิทยา เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า การโยนความผิด (Blame Shifting) และการปั่นหัวให้คนอื่นรู้สึกผิด (Guilt Tripping)

การโยนความผิด หรือ Blame Shifting คือ การที่ ภูมิ โยนความรับผิดในความเลวร้ายที่ตนก่อไปให้กับ ประชา เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด โดย ภูมิ พยายามจะบอกกับลูกบ้านในหมู่บ้านว่า ถ้าสิ่งที่ฉันทำมันชั่ว ก็ ประชา นั่นแหละคือคนที่เปิดประตูให้ฉันทำความชั่ว ถ้าอยากจะด่าก็ไปด่า ประชา สิ มาด่าอะไรฉัน เป็นการผลักความรับผิดไปให้กับ ประชา ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นคนก่อเรื่องชั่วๆ ทั้งสิ้น

การปั่นหัวให้คนอื่นรู้สึกผิด หรือ Guilt Tripping คือ การที่ ภูมิ จงใจใช้คำว่า “ขอบคุณ” ปั่นหัวให้ ประชา รู้สึกละอายใจว่า ตัว ประชา เองนี่แหละที่พาคนชั่วๆ อย่าง ภูมิ เข้ามาในหมู่บ้าน โดยมุ่งหวังที่จะปิดปาก ประชา ให้จมอยู่กับความรู้สึกผิด จนไม่กล้าโต้แย้งอะไร

ต้องยอมรับว่า ภูมิ มี Spectrum ของการเป็นคนในกลุ่มบุคลิกด้านมืด (Dark Triad) และมีความ Toxic มากพอสมควร เบื้องต้นเลยคือ ภูมิ มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย Machiavellianism ที่ชัดเจนมาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมบงการ และหลอกใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตัวเองต้องการ และ ภูมิ ยังเข้าข่ายการมีอุปนิสัยหลงตัวเอง หรือที่เรียกว่า Narcissistic traits อีกด้วย เพราะการที่ ภูมิ มักจะพูดขอบคุณ ประชา ว่า “ต้องขอบคุณที่ ประชา ให้โอกาส ก็เลยมีวันนี้” นั้น เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Narcissistic Defense คือ แทนที่ ภูมิ จะยอมเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าละอายว่า ตนเองเป็นคนเนรคุณ ที่เอาความไว้วางใจของคนอื่นไปทำเรื่องชั่วๆ ภูมิ กลับปฏิเสธ และบิดเบือนความจริง โดยโยนความผิดทั้งหมดไปให้กับ ประชา เพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเอง

ภูมิ เป็นคนที่รู้ดีถึง “จุดอ่อนทางศีลธรรม” ของคนว่าอยู่ตรงไหน และรู้ว่าจะกดปุ่มความรู้สึกผิดของ ประชา ได้อย่างไร ภูมิ รู้ดีครับว่า ประชา ต้องแบกความละอายมากขนาดไหน ที่เป็นคนพา ภูมิ ให้เข้ามาทำงานก่อสร้างที่หมู่บ้าน แล้วงานที่ทำออกมาดันเป็นงานที่ด้อยคุณภาพ แถมยังถูก ภูมิ ที่เป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน ถ้า ภูมิ เป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ภูมิ ควรเลือกที่จะอยู่เงียบๆ แต่ ภูมิ กลับสามารถพูดโยนความผิดให้กับ ประชา ได้ทุกวี่ทุกวัน โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความละอายใจใดๆ ในประเด็นนี้ล่ะครับ ที่พอจะสันนิษฐานได้ว่า ภูมิ เป็นคนที่มีภาวะไซโคพาธ (Psychopathy)

สิ่งที่ ประชา ต้องทำ เพื่อให้ตัวเองหลุดจากความ Toxic ของ ภูมิ และกลับมาทำหน้าที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม ก็คือ

ประชา ต้องกำหนดกรอบแนวคิดให้ชัดๆ ครับว่า การที่ ประชา ให้โอกาสกับ ภูมิ ถือเป็นความรับผิดชอบของ ประชา แต่การทรยศต่อโอกาสนั้นเป็นความรับผิดชอบของ ภูมิ ประชา ควรคิดด้วยซ้ำว่า การที่ ประชา ให้โอกาสกับ ภูมิ นั้นเป็นไปด้วยเจตนาที่ดีต่อหมู่บ้าน คนที่หักหลังต่อเจตนาที่ดีนั้น ก็คือ ภูมิ แต่เพียงผู้เดียว

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านนั้น มาจากการตัดสินใจของ ภูมิ ประชา ไม่ได้เป็นคนบอกให้ ภูมิ ทำงานห่วยๆ ไม่ได้บอกให้ ภูมิ ทิ้งงาน

ความผิดของ ประชา คือ “ความผิดพลาดในการไว้ใจ” ไม่ใช่ “ความผิดในการไปสมรู้ร่วมคิดทำความเลวร่วมกันกับ ภูมิ”

ประชา ควรยอมรับว่าการตัดสินใจในการให้งานกับ ภูมิ นั้นส่งผลกระทบต่อลูกบ้าน ขอโทษลูกบ้าน พร้อมกับอธิบายว่า การตัดสินใจที่เกิดขึ้นเป็นการตัดสินใจจากข้อมูลที่มี ณ เวลานั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำอันเลวร้ายของ ภูมิ และในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้าน ก็ควรจะเร่งคัดเลือกผู้รับเหมารายใหม่ ให้มารีโนเวทอาคารสโมสรหมู่บ้านให้เสร็จโดยเร็ว ดำเนินกระบวนการคัดเลือกให้โปร่งใส เปิดให้ลูกบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วม และวางกลไกในการตรวจสอบคุณภาพงาน และป้องกันไม่ให้ผู้รับเหมารายใหม่ทิ้งงานอีก ตลอดจนจะต้องเร่งหารือกับทนายความ เพื่อฟ้องร้องให้ ภูมิ กลับมารับผิดชอบในทางแพ่งต่อความเสียหายของหมู่บ้านอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ลูกบ้านมั่นใจว่า ประชา ไม่ได้หลงเหลือความเกรงอกเกรงใจกับ ภูมิ อีกแล้ว

ที่สำคัญ เวลาที่ ภูมิ ใช้คำขอบคุณจอมปลอม มาเป็นอาวุธในการทิ่มแทง ประชา ประชา ไม่ต้องรู้สึกละอายใจอะไร และควรตอบโต้ ภูมิ ไปในทันทีว่า “ไม่ต้องมาขอบคุณผมหรอก ไปขอโทษลูกบ้าน แล้วก็ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผลงานห่วยๆ และการทิ้งงานของคุณดีกว่า” หรือ

“ถ้าคุณมีความสำนึกบุญคุณจริง ไม่ต้องมาขอบคุณ กลับมาตอบแทนพระคุณด้วยการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผลงานห่วยแตกที่คุณก่อไว้ดีกว่า และผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณคุณนะ เพราะคุณทำให้ทั้งตัวผม และสังคมได้รับรู้ว่า คนอย่างคุณไม่ควรได้รับโอกาสใดๆ จากสังคมอีก”

Chin up and move on ครับ ประชา! อย่างน้อยก็ได้ทำให้ลูกบ้านทั้งหมู่บ้านรู้ว่า ภูมิ เป็นคนยังไง เพื่อจะได้ไม่เผลอไปหลงเชื่อ และให้โอกาสคนแบบนี้อีก

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

สว.พิสิษฐ์ เมินคาดหวัง เท้ง ขอโทษปมยัดเยียด ระบอบสีน้ำเงิน แต่ขอคุย เพื่อนสมาชิก-ฝ่ายกม. เล็งเอาผิดกล่าวหา ฉ้อฉล ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร ยัน ไทย มีระบอบเดียว เชื่อไม่ขัดแย้งลามลง สภาล่าง แค่ความเห็นส่วนตัว 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิวภา) กล่าวถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาวุฒิสภาทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองเป็นระบอบสีน้ำเงิน และ 89 สว.ได้แถลงข่าวให้มีการขอโทษภายใน 3 วันว่า ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่านายณัฐพงษ์จะมาขอโทษ แต่หลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว. และฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย 

เมื่อถามถึงการเชื่อมโยงวาทกรรมเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่ทราบว่า นายณัฐพงษ์ บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร และตนก็ไม่ทราบว่า ระบอบสีน้ำเงินคืออะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้คือ ชัดเจน ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ เพราะจะได้รู้ว่า หมายถึงใคร ซึ่งตนฟังวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า หมายถึงใคร แต่การที่นายณัฐพงษ์ โจมตี สว.ว่า มีการฉ้อฉล จึงทำให้สว.89 คน จึงต้องออกมาแถลงข่าว เพื่อให้มีการขอโทษ

“ถามในมุมของระบอบสีน้ำเงิน ผมต้องตอบเลยว่า ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ระบอบสีน้ำเงินของท่านหมายถึงอะไร ท่านช่วยมาเคลียร์ให้ด้วย ท่านอย่าพูดอะไรในลักษณะที่ให้ประชาชนตีความ ท่านเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ทำอะไรขอให้ความชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เอาให้ชัด อย่ามาพูดให้ทุกคนต้องมาตีความ มันจะทำให้สังคมสับสน หรืออาจมองถึงขนาดที่ยุยง ส่งเสริม หรือปลุกปั่น ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมด้วยซ้ำไป“ นายพิสิษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูง กับสภาล่างหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่ วันนี้เราไม่ได้มองตรงนั้น เพราะความคิดเห็นของนายณัฐพงษ์ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว สว. ไม่ได้มองว่า นายณัฐพงษ์ ทำในฐานะของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำในฐานะส่วนตัว ตนยังมั่นใจว่า พรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีความคิดเดียวกันกับนายณัฐพงษ์ทุกคน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สส.กับ สว. ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน 

เมื่อถามต่อว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อการพิจารณากฎหมายของ สว.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เราต้องแยกให้ออกว่า นายณัฐพงษ์ แสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว แต่ทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องของงาน ดังนั้นเราแยกแยะออกได้ว่า อันไหนคืองาน อันไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนการออกกฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจความรับผิดชอบของทั้ง 2 สภา 

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำไทยมีแค่ระบอบปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำไทยมีแค่ระบอบปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำไทยมีแค่ระบอบปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

ทรงศักดิ์ มึนคนปั่น ระบอบน้ำเงิน ย้ำประเทศไทยมีแค่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ชี้ ห้ามคนคิดไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชนออกมาพูดถึงระบอบสีน้ำเงิน ว่า ตนไม่ทราบว่าเขาหมายถึงระบอบอะไร แต่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น เป็นระบอบที่คนไทยปลูกฝังกันมา ไม่รู้ใครไปเรียกระบอบอะไรตนไม่เข้าใจ 

เมื่อถามว่ามีการใช้วาทกรรมโจมตีกัน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เราห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ส่วนจะต้องชี้แจงไปยังพรรคประชาชนหรือไม่นั้น มันไม่เกี่ยวกัน เราต้องไปชี้แจงอะไร และทำไมเราถึงต้องไปชี้แจง 

เมื่อถามว่าแต่สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ว่ากันไปเอง เมื่อถามว่าการออกมาพูดเช่นนี้จะกลายเป็นการปลุกปั่นคนไทยและสร้างความสับสนวุ่นวายในบ้านเมืองหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนไปตอบแทนคนที่คิดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่บ้านเราเป็นประเทศที่สงบสุขมาตลอด เราก็ต้องรักษากันไว้ต่อไป 

กทม.ซ้อมใหญ่เสมือนจริง พร้อมเปิดรับสมัคร ‘ผู้ว่าฯ-ส.ก.’ 28 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ ย้ำโปร่งใสเป็นกลาง

กทม.ซ้อมใหญ่เสมือนจริง พร้อมเปิดรับสมัคร ‘ผู้ว่าฯ-ส.ก.’ 28 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ ย้ำโปร่งใสเป็นกลาง

กทม.ซ้อมใหญ่เสมือนจริง พร้อมเปิดรับสมัคร ‘ผู้ว่าฯ-ส.ก.’ 28 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ ย้ำโปร่งใสเป็นกลาง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

กทม.ซักซ้อมเสมือนจริง เตรียมพร้อมก่อนเปิดรับสมัคร ผู้ว่าฯ กทม. / ส.ก. 28 พ.ค.นี้ ย้ำโปร่งใส เป็นกลาง อำนวยความสะดวกทุกฝ่าย 
 

27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. (ดินแดง) นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร นายขจิต ชัชวานิชย์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะ กกต.ทถ.กทม. และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ โถงชั้น 1 อาคารไอราวัตพัฒนา

โดยนายณรงค์ กล่าวว่า การจัดเลือกตั้งในครั้งนี้ ยึดมั่นในการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรมและถูกต้องตามข้อกฎหมายต่างๆ หากมีข้อกฎหมายใดๆ ที่ต้องหารือในการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร และ กกต.ทถ.กทม. คอยดูแล และที่ผ่านมาเราได้มีการเตรียมความพร้อมซักซ้อมข้าราชการ บุคลากร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยที่รับผิดชอบในเรื่องของเจ้าหน้าที่รับสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่บุคลากรที่ดูแลเรื่องของการอำนวยความสะดวกต่างๆ  ทั้งการสัญจรและความปลอดภัยในทุก มิติ รวมถึงการดูแลสื่อมวลชนที่เข้ามาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆในการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม. กำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 1  มิ.ย.  เวลา 08.30 – 16.30 น. ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา โดยเปิดให้ผู้สมัครลงทะเบียนแสดงตนตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกและเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและขั้นตอนการสมัคร  หากท่านใดมาก่อนเวลารับสมัครก็จะมีการดำเนิยขั้นตอนให้จับรายชื่อ เพื่อจับฉลากรับหมายเลขต่อไป

นายณรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้มาสมัครวันแรก ใช้การทบทวนบทเรียนจากครั้งที่ผ่านมาปี 65 มีผู้มาสมัครประมาณ 31 ท่าน  โดยมีการประสานงาน กับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สน. ดินแดง ที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจจับวัตถุระเบิด และ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเข้ามาภายในอาคาร ซึ่งสถานที่รับสมัคา ห้องบางกอก ชั้น B2 สามารถบรรจุได้ 1,000 กว่าคน  ในปีนี้สามารถทำให้การเลือกตั้งต่างๆ สะดวกและรวดเร็ว เพราะกทม. สามารถที่จะมอบให้คณะอนุกรรมการประจำเขต  ทั้ง 50 เขต ไปดำเนินการรับสมัครคัดเลือกได้ด้วย

ปลัดกทม. กล่าวอีกว่า ได้มีการหารือร่วมกันในการจัดระเบียบความเรียบร้อยของเส้นทางการจราจรของกองเชียร์ที่เข้ามาในพื้นที่รับสมัครต่างๆ รวมถึงรับส่งออกจากพื้นที่ไป ซึ่งได้มีการจัดพื้นที่พักคอยไว้ในด้านทิศตะวันออกของอาคารไอราวัตพัฒนา ถนนประชาสงเคราะห์ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หมายเลขเรียบร้อยแล้ว ก็ให้กลับไปด้านเดียวกัน

นอกจากนี้ได้มีการแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ในห้วงของฤดูฝน มีการเตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ให้ดีที่สุด สำหรับหน่วยเลือกตั้งมีทั้งหมด 6,629 หน่วย ส่วนที่อยู่กลางแจ้งมีประมาณ 60% หรือ 4,270 หน่วย ได้มีการประชุมให้ทางเขตหาทางรับมือปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำขังหรือปัญหาที่ประชาชนมาใช้สิทธิ์ไม่สะดวก เส้นทางเดินเข้าไม่ถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงหน่วยได้ ส่วนการใช้เครื่องขยายเสียงก็สามารถใช้ได้แต่ต้องใช้ให้มีความเหมาะสม 

“อยากให้ประชาชนมาเลือกตั้ง เพราะเป็นวันสำคัญอยากให้คนกรุงเทพฯ มาเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มาแก้ปัญหา ตั้งเป้าว่าให้มามากกว่าครั้งที่แล้วซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิ์ร้อยละ 60.73 สำหรับงบประมาณในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใช้งบไม่เกิน 49 ล้านบาท ส่วนสก. ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ซึ่งพื้นที่น้อยก็ใช้น้อยพื้นที่มากก็ใช้มาก อยู่ระหว่าง 820,000 ถึง 1,150,000 บาท ส่วนผู้ช่วยหาเสียงไม่จำกัดจำนวนคน  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กทม. ได้มีศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร อยู่ที่อาคารศาลาว่าการกทม. เสาชิงช้า มีเจ้าหน้าที่บุคลากรรับเรื่องต่างๆซึ่งจะต้องมาวินิจฉัยเป็นเรื่อง ๆ” ปลัดกทม. กล่าว 

ด้านนายขจิตต์ ชัชวานิชย์ ประธาน กกต.ทถ.กทม. กล่าวว่า สำหรับการแจ้งเรื่องร้องเรียนหากประชาชนพบเห็นการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้สามารถร้องเรียนไปได้ที่กกต.กลางหรือสำนักงาน กกต.กทม. และที่ชั้น 5 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของศาลาว่าการกทม. เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วทางคณะกรรมการฯ จะนำข้อมูลมาวินิจฉัยก่อนจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องของความเที่ยงธรรม สุจริต และโปร่งใสพร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้ได้คนที่ตนเองต้องการเข้ามาเป็นตัวแทนพัฒนา กรุงเทพฯ ของเรา

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว ได้มีการซักซ้อมเสมือนจริงระบบการรับสมัคร ตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียน การตรวจสอบเอกสาร การจัดคิว การจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สมัคร สื่อมวลชน และประชาชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรม และกระบวนการรับสมัครทุกขั้นตอนถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามกฎหมาย

ห้ามคนคิดไม่ได้! ทรงศักดิ์ มึน ปชน.ปั่นกระแสระบอบสีน้ำเงิน

ห้ามคนคิดไม่ได้! ทรงศักดิ์ มึน ปชน.ปั่นกระแสระบอบสีน้ำเงิน

ห้ามคนคิดไม่ได้! ทรงศักดิ์ มึน ปชน.ปั่นกระแสระบอบสีน้ำเงิน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

27 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาพูดถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ตนไม่ทราบว่าเขาหมายถึงระบอบอะไร แต่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เท่านั้น เป็นระบอบที่คนไทยปลูกฝังกันมา ไม่รู้ใครไปเรียกระบอบอะไร ตนไม่เข้าใจ

เมื่อถามว่า มีการใช้วาทกรรมโจมตีกัน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เราห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ส่วนจะต้องชี้แจงไปยังพรรคประชาชน หรือไม่นั้น มันไม่เกี่ยวกัน เราต้องไปชี้แจงอะไร และทำไมเราถึงต้องไปชี้แจง

เมื่อถามว่า แต่สีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า “ว่ากันไปเอง” เมื่อถามว่า การออกมาพูดเช่นนี้จะกลายเป็นการปลุกปั่นคนไทยและสร้างความสับสนวุ่นวายในบ้านเมืองหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนไปตอบแทนคนที่คิดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่บ้านเราเป็นประเทศที่สงบสุขมาตลอด เราก็ต้องรักษากันไว้ต่อไป

วัชรพล-สุภา ได้ประกันตัว ศาลตีราคาคนละ 4 แสน-ห้ามออกนอกประเทศ

วัชรพล-สุภา ได้ประกันตัว ศาลตีราคาคนละ 4 แสน-ห้ามออกนอกประเทศ

วัชรพล-สุภา ได้ประกันตัว ศาลตีราคาคนละ 4 แสน-ห้ามออกนอกประเทศ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.38 น.

27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อท.95/2567 คดีแดง อท.60/2569 ที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 , นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีการไม่ปฏิบัติตามตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

รายชื่อจำเลยทั้ง 12 คน ประกอบด้วย 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

โดยศาลฯ พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตทั้งสองมีประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดี ตีราคาประกันวงเงินคนละ 400,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

(อ่านข่าวประกอบ : ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม)

จี้เลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน! อรรถวิชช์ แฉบิ๊ก ก.พลังงาน ชงข้อมูลไม่ครบ ทำ สมช.ตัดสินใจผิด

จี้เลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน! อรรถวิชช์ แฉบิ๊ก ก.พลังงาน ชงข้อมูลไม่ครบ ทำ สมช.ตัดสินใจผิด

จี้เลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน! อรรถวิชช์ แฉบิ๊ก ก.พลังงาน ชงข้อมูลไม่ครบ ทำ สมช.ตัดสินใจผิด

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“อรรถวิชช์”จี้รัฐบาลยกเลิกส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ย้ำข้อมูลชัด น้ำมันไม่ได้ล้นโรงกลั่น ซ้ำอยู่ในภาวะสงคราม ต้นทุนพลังงานสูง แฉข้าราชการ ก.พลังงาน สวมหมวก 2 ใบ นั่งบอร์ดบริษัท ให้ข้อมูลไม่ครบ-ไม่ถูกต้อง เข้า สมช.เคาะส่งออกน้ำมัน นายทุนโกยเงินเข้ากระเป๋า คนไทยเสียประโยชน์ เตือนหยุดพฤติกรรมก่อนแฉหมดเปลือก

27 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงข่าวคัดค้านมาตรการการส่งออกน้ำมัน แถลงข่าวคัดค้านการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A 1 เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วโดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประกาศส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A 1 อ้างว่า คลังน้ำมันล้นเก็บน้ำมันประเภทนี้ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เราขอให้ยุติการส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุชยังปิด วันนี้ JET A 1 จะกลั่นน้ำมันได้หลายประเภท ตั้งแต่ ดีเซล เบนซิน น้ำมันก๊าด จนกระทั่งน้ำมันเครื่องบิน ขณะนี้หลายโรงกันในประเทศไทยมีการปรับสูตรน้ำมันไปแล้ว แต่ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานชี้แจง ให้ข้อมูลต่อ สมช.ไม่ครบถ้วนและไม่จริง

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ประการแรกที่บอกว่าคลังน้ำมันล้น ข้อเท็จจริงคือบริษัท ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ชื่อ BAF เป็นคลังน้ำมันที่เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจที่มีคลังน้ำมันที่สุวรรณภูมิและดอนเมือง ปัจจุบันยังเก็บน้ำมันได้เกือบครึ่ง และน้ำมัน Jet A1 ไม่ได้ล้นประเทศจริง ประการที่ 2 ฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เนื่องจากปัจจุบันน้ำมันในหอก่อนที่กลั่นออกมาได้หลายประเภทนั้นได้มีการปรับสูตรไปแล้วในหลายโรงกลั่น ซึ่งมีต้นทุนในการปรับสูตร คือลดปริมาณการได้น้ำมันเครื่องบินลงแล้วกลายเป็นน้ำมันดีเซล ทำให้โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ท่านไม่รายงานต่อสมช.และพูดไม่หมด

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตามมาคือการอนุมัติให้มีการส่งออกนั้นเพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้เอาไว้ใช้ในประเทศไม่ว่าจะรูปแบบใด ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยเจรจากับสายการบินในประเทศ ซึ่งเขายินดีจะลดค่าตั๋วลง ถ้าลดราคาน้ำมันลง โดยคิดว่าเลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ และทุบราคาหน้าโรงกลั่นลงก็จะทำให้น้ำมันมีราคาถูกลง เมื่อตั๋วเครื่องบินถูกลงก็จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นด้วย แต่กลับกันกลับพบความพยายามในการขายน้ำมันเครื่องยินนี้ให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งการท่องเที่ยวของไทย เอาจุดแข็งของไทยที่มีความมั่นคงทางพลังงานไปให้กับเวียดนามที่มีปัญหาพลังงาน ไฟติดๆ ดับๆ การท่องเที่ยว การลงทุนของเขาจึงยังน้อยกว่าเขา วันนี้กลับนำจุดแข็งไปให้เขา ดังนั้นขอให้รัฐบาลทบทวนการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน JET A 1 ไปยัง 2 ประเทศคือเวียดนามและประเทศฟิลิปปินส์ และขอให้ฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ

ทั้งนี้ ตนได้โทรศัพท์คุยกับรมว.พลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะออกเรื่องนี้แล้วว่า จริงๆ แล้ว ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน ผมก็บอกเขาว่าให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องบินลงมาดีกว่า เพราะเห็นท่านกล้าทุบราคาหน้าโรงกลั่น ตนจึงบอกท่านว่าทำไมไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วเอาไปให้กับสายการบินในประเทศ ก็เรียนท่านแล้ว ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเข้า สมช. กลับกลายเป็นนำเสนอให้ส่งออกได้ เท่ากับว่าโดนหลายเด้ง กำไรรวมกันกำไรหลายเด้ง ได้ทั้งเด้งคือการปรับสูตร ค่าปรับสูตรยังไม่ต้องจ่าย กลั่นธรรมดา แถมเอาไปขายได้ในราคาตลาดโลกที่แพง ว่านี่ไม่แฟร์เป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่น้ำมันยังขาดแคลน

“คิดว่าท่านรัฐมนตรตรีก็ทำสุดความสามารถ แต่เราเคยบริหารกระทรวงนี้มาก่อน ที่น่ากลัวที่สุดของกระทรวงพลังงานคือ ข้าราชการเขาสวมหมวก 2 ใบ ใบหนึ่ง เป็นฝ่ายกำกับตรวจสอบระบบราชการ แต่อีกใบนึงเขานั่งเป็นบอร์ดบริษัทรวมกัน การตัดสินใจคราวนี้ให้ส่งออก Jet A1 ได้คือทำให้โรงกลั่นกำไร ไม่กำไรได้ไง เมื่อลดราคาค่าปรับสูตร แล้วก็แถมเอาไปขายในต่างประเทศได้ที่เขาต้องการในราคาสูงขนาดนี้ และยังขายขายคู่แข่งทางการท่องเที่ยวของเรา คือเวียดนาม มันต้องมองหลายมิติ ผมคิดว่าการส่งข้อมูลแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้วข้อมูลมาไม่ครบครับ” นายอรรวิชช์ กล่าว และว่า ทั้งนี้ ตนเคยเสนอให้เก็บภาษีลาภลอย เพราะตอนนี้คนไทยต้องร่วมกันแพบรับราคาพลังงานสูงมาก ซึ่งไม่แฟร์ และขอเตือนข้าราชการประจำ ถ้าท่านไม่ยกเลิกเรื่องนี้ เราจะตรวจสอบต่อไป และเปิดเผยว่าใครนั่งบอร์ดไหน เสนอเรื่องใดบ้าง

ฝ่ายค้าน จี้ทบทวนญัตติตั้ง กมธ. ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้า 1 มิ.ย. ไม่รอศาลรธน.

ฝ่ายค้าน จี้ทบทวนญัตติตั้ง กมธ. ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้า 1 มิ.ย. ไม่รอศาลรธน.

ฝ่ายค้าน จี้ทบทวนญัตติตั้ง กมธ. ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังรัฐเดินหน้า 1 มิ.ย. ไม่รอศาลรธน.

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.46 น.

‘ฝ่ายค้าน’ จี้ทบทวนเปลี่ยน ‘ญัตติตั้งกมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน’ เป็นเรื่องด่วน หลังรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินทำโครงการ 1 มิ.ย.นี้ ไม่หยุดรอฟังคำวินิจฉัย ’ศาลรธน.‘ ด้าน ’ปธ.สภาฯ‘ แนะ ‘วิป2ฝ่าย’ หารือร่วมกัน ยันทำตามขั้นตอน ไม่ได้ใช้อำนาจสั่ง ชี้หากรัฐบาลเดินหน้าแล้วพลาด ต้องรับผล

27 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.35 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือเพื่อขอให้ประธานสภาฯ ทบทวนการวินิจฉัยให้ญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ ไม่เป็นเรื่องด่วน

โดยกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมจะกู้เงินที่จะใช้จ่ายในโครงการที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งรัฐบาลเองไม่หยุดการทำงานเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็น ก่อนหน้านี้สภาฯ ได้พิจารณาในญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์ซึ่งได้วินิจฉัยให้เป็นญัตติด่วน ดังนั้นขอให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

ประธานสภาฯ ชี้แจงว่า การพิจารณาญัตติใดว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ตนไม่ได้ใช่ดุลยพินิจแต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่มีคณะกรรมการส่วนของข้าราชการที่พิจารณาและเสนอมาให้ตนบรรจุวาระ ส่วนเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นเป็นเพราะวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ทั้งนี้การบรรจุญัตติในวาระหากจะเลื่อนพิจารณานั้นขอให้วิปทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือร่วมกัน และประธานสภาฯ พร้อมดำเนินการ  ส่วนกรณีที่ตนไม่ใช้อำนาจวินิจฉัยเอง อาจถูกมองตัดสินเข้าข้างฝ่ายใด และ ฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจ ดังนั้นจึงใช้วิธีปฏิบัติตามหลักราชการ ไม่ได้ใช้อำนาจตรงของประธานสภาฯ โดยมอบให้กรรมการเสนอเรื่องพิจารณา เมื่อเสนอมาแบบใดตนต้องบรรจุตามนั้น อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ตนเข้าใจการทำงานแต่ละฝ่าย บทบาทต่างกัน แต่ทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งตนเคารพทุกฝ่ายในสภา

“ผมขอสมมติว่าเป็นญัตติด่วน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย ผมไม่มีความประสงค์ใช้มติโดยเกินความจำเป็น หากปรึกษาหารือไม่ได้ จำเป็นต้องใช้มติ แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย กรรมาธิการคงไม่เกิด ดีที่สุดควรพูดคุยผ่านวิป และผมไม่ขัดข้อง” นายโสภณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตัวแทนของวิปฝ่ายค้าน ได้ลุกหารือเพิ่มเติมเพื่อขอให้ทบทวนให้ญัตติตั้งกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่สภาฯต้องเร่งพิจารณา พร้อมกับถามหาหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกว่าญัตติใดเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ 

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความพ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนแล้วรัฐบาลควรหยุดกู้เงิน เพราะหากชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้ววกฎหมายนั้น จะใช้บังคับไม่ได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่หยุด และขณะนี้บริบทเปลี่ยนแปลงไปของให้กรรมการของสภาฯ ทบทวนการวินิจฉัย

ทำให้ นายโสภณ ชี้แจงว่า “กระบวนการของฝ่ายบริหาร ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก้าวล่วงไม่ได้ เมื่อฝ่ายบริหารดำเนินการไป หากผิดพลาด บกพร่อง ฝ่ายบริหารต้องรับว่ากระบวนการนั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องถูกตรวจสอบแน่นอนไม่ว่าช่องทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นขอให้วิปไปเจรจา ซึ่งมีวาระประชุมนัดพิเศษอยู่ ผมพร้อมจะปฏิบัติตาม”

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก วัชรพล-สุภา คนละ 3 ปี คดีปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

ด่วน!ศาลอาญาคดีทุจริตฯสั่งจำคุกคนละ 3 ปี อดีต 2 ป.ป.ช. วัชรพล-สุภา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่เปิดเผยข้อมูลการยืมนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดส่วนที่เหลือยกฟ้อง

27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อท.95/2567 คดีแดง อท.60/2569 ที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 , นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2 พร้อมพวกรวม 12 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีการไม่ปฏิบัติตามตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

โจทก์ฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เมื่อระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมาก และแหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ คือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตร ดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท

การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ในที่สุด ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

ทั้งนี้ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… มีอำนาจฟ้อง…” ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปีไม่รอลงอาญา

ภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 12 คน ประกอบด้วย 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

– 006

เสรีพิศุทธ์ เคือง ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว

เสรีพิศุทธ์ เคือง ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว

เสรีพิศุทธ์ เคือง ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

เสรีพิศุทธ์ เคือง สส.ฝ่ายค้าน เมินร่วมลงชื่อสอยจริยธรรม อนุทิน-ไชยชนก เหน็บอยากรอ ร่วมรัฐบาล อย่างเดียว เล็งเปลี่ยนช่องทางยื่นผ่าน กกต. ส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดแทน พ่วงยื่น ป.ป.ช. สอบฟัน นายกฯ พร้อมพวก ผิด ม.157 ไม่เพิกถอนที่ดิน เขากระโดง

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงถึงความคืบหน้าการล่าชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขาดคุณสมบัติสส.และรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีการครอบครองพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีสส.ฝ่ายค้านร่วมลงชื่อในคำร้องดังกล่าว ยกเว้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เพียงคนเดียว ทั้งพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทรวมพลัง ไม่มีใครลงชื่อให้ แม้จะไปยื่นเอกสารให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเฉย ไม่ลงชื่อให้ อยากรอร่วมรัฐบาลอย่างเดียว

ดังนั้นจะเปลี่ยนช่องทางถอดถอนไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทน เพื่อวินิจฉัยส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญต่อไป โดยไม่ต้องใช้รายชื่อ สส.ประกอบคำร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 จะไปยื่นในวันที่ 28 พ.ค. แม้ความหวังจะลดลง แต่เชื่อมั่นในพยานหลักฐานหนักแน่นชัดเจน ถ้ากกต.เบี้ยวไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จะยื่นฟ้อง กกต. ด้วย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในช่วงบ่ายวันนี้ (27พ.ค.) จะไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายอนุทิน นายไชยชนก รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083ไร่ ที่มีคำพิพากษายืนยันว่า อยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่ยังไม่มีการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว จึงขอให้ป.ป.ช.ไต่สวน