รองโฆษกรัฐโต้ ไอซ์ รักชนก ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า

รองโฆษกรัฐโต้ ไอซ์ รักชนก ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า

รองโฆษกรัฐโต้ ไอซ์ รักชนก ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

“รองโฆษกรัฐบาล”โต้คลิป”รักชนก” ปม TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปขยะยุคเก่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย

27 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก เผยแพร่คลิปวิพากษ์วิจารณ์โครงการ “TH AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “รหัส ATM กดเงิน” และโยงกับยุค “งบทำแอป” ในอดีต ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อบทบาทของเทคโนโลยี AI ในเศรษฐกิจยุคใหม่

รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า การนำ AI ไปเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันภาครัฐในอดีต เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยี เพราะ Generative AI ไม่ใช่ “แอปพลิเคชันเฉพาะกิจ” แต่เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานใหม่ (General Purpose Technology) ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการทำงานในทุกภาคส่วน ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในอดีต

“AI ไม่ใช่เรื่องแฟชั่นหรือกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หากคนไทยเข้าไม่ถึง AI ก็เท่ากับเสียโอกาสในการแข่งขันทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และธุรกิจ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า โครงการ TH AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่รวบรวมเครื่องมือ AI ระดับโลกไว้ในจุดเดียว สอดคล้องกับแนวทาง National Super App ของรัฐบาล ที่มุ่งลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชน ไม่ใช่การสร้างแอปใหม่กระจัดกระจายเหมือนในอดีต

ในส่วนข้อวิจารณ์เรื่อง “ลดค่าครองชีพไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงดีอี” รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า ปัจจุบันค่าบริการ AI ระดับสูงมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 700–1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI จึงเป็นการลด “ต้นทุนทางดิจิทัล” และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่การ “แจกฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” แต่เป็นระบบ “Learn to Earn” ที่ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องผ่านการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro พร้อมมีระบบหมุนเวียนสิทธิ์อัตโนมัติสำหรับผู้ที่ไม่ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและงบประมาณของรัฐ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศทั่วโลก ต่างมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึง AI และยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน เพราะมองว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีทั่วไป

ในด้านความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า หากประชาชน 5 ล้านคนต้องซื้อบริการ AI ระดับ Pro ด้วยตนเอง จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึงประมาณ 36,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลใช้กลไกการจัดซื้อรวมระดับประเทศ ทำให้สามารถลดต้นทุนลงเหลือประมาณ 1,600 ล้าน ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพของการรวมอำนาจต่อรองในระดับรัฐ

“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกโครงการ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อเทคโนโลยีและบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะหากประเทศไทยยังมอง AI เป็นเพียง ‘แอป’ เหมือนในอดีต ประเทศก็อาจเสียโอกาสสำคัญในการแข่งขันระดับโลก” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทยอย่างจริงจัง และจะเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนเศรษฐกิจ AI ของโลก

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

การทูตเชิงรุก! อนุทิน ลุยฝรั่งเศส ถ่วงดุลความมั่นคง รุกกลับกัมพูชา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.15 น.

“อนุทิน”ลุยปารีส รุกกลับกัมพูชา พร้อมจับมือฝรั่งเศส Reposition ประเทศไทย ถ่วงดุลโลกใหม่ วางเกมไทยสู่ OECD

27 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การเยือนฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และการวาง Positioning ใหม่ของไทยในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

อาจารย์เชษฐา ระบุว่า การเดินทางเยือนกรุงปารีสครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชามาอย่างยาวนาน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปพบประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง จึงสะท้อนว่า ไทยกำลังใช้การทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจและถ่วงดุลในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

อีกจุดที่ถูกมองว่าเป็น หมากสำคัญ คือ การแต่งตั้ง นายนิกรเดช พลางกูร ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและชี้แจงสถานการณ์ไทยต่อประชาคมโลกในช่วงวิกฤตความขัดแย้งกับกัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ถูกมองว่าเป็นการส่งคนที่ใช่ ไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

ผศ.ดร.เชษฐา ยังชี้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีประกาศจากฝรั่งเศสอย่างชัดเจนว่า ไทยจะไม่เปิดด่านให้กัมพูชาในเวลานี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและความมั่นคง ที่ส่งสารไปยังนานาชาติว่า ไทยยืนยันจุดยืนเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างหนักแน่น

ขณะเดียวกัน ภารกิจหารือกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ก็ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปพลังงานของไทย โดยเฉพาะแนวคิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอนาคต ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแผนการใช้เม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นักวิชาการผู้นี้ยังมองว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาลไทยในการผลักดันประเทศเข้าสู่ OECD ซึ่งฝรั่งเศสถือเป็นหนึ่งในสมาชิกหลัก การสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศสจึงอาจเป็น กุญแจสำคัญ ในการสร้างพันธมิตรและแรงสนับสนุนต่อการยกระดับไทยสู่มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ประเทศขนาดกลางถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องการผูกติดกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีแนวโน้มที่จะสร้าง เครือข่ายพันธมิตรของประเทศขนาดกลาง เพื่อรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ด้านผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีทั้งการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการผลักดัน FTA ไทย – EU รวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด AI Data Center อวกาศ การบิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง ยังเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ไปสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ผ่านกรอบความร่วมมือ Joint Action Plan 2026 – 2028 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีในระยะยาว

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนว่า การเยือนฝรั่งเศสของรัฐบาลไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทางทางการทูตทั่วไป แต่คือการวางหมากทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างพื้นที่ยืนใหม่ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทของไทยบนเวทีโลก

เปิดใจ ‘บิ๊กเล็ก’ กับ 12 ปีที่แบกประเทศ และความลับชายแดนที่เคยบอกใครไม่ได้

เปิดใจ 'บิ๊กเล็ก' กับ 12 ปีที่แบกประเทศ และความลับชายแดนที่เคยบอกใครไม่ได้

เปิดใจ ‘บิ๊กเล็ก’ กับ 12 ปีที่แบกประเทศ และความลับชายแดนที่เคยบอกใครไม่ได้

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “พี่เล็ก” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าภาพของบุคคลสำคัญด้านความมั่นคงผู้นี้ได้ค่อยๆ หายไปจากหน้าสื่อ ล่าสุด พล.อ.ณัฐพล ได้ปรากฏตัวอีกครั้งและเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษแบบเจาะลึกผ่านรายการ “SAP Talk” ใน Episode ที่ 6 เมื่อเร็วๆ นี้ การสัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการถอดบทเรียนครั้งสำคัญตลอดระยะเวลา 12 ปีของการทำงานรับใช้บ้านเมือง พร้อมเปิดเผยมุมมองเชิงลึกด้านความมั่นคง การจัดการความเครียด และการเตรียมพร้อมรับมือโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยสงครามข้อมูลข่าวสาร

12 ปีบนเส้นทางความมั่นคง และบทเรียนจาก วิกฤตใหญ่

พล.อ.ณัฐพล เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางการทำงานในรัฐบาลตั้งแต่ปี 2557 ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยท่านเริ่มต้นจากบทบาทฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล คณะที่ 5 ซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ผลงานในช่วงแรกนั้นครอบคลุมตั้งแต่การเข้าไปแก้ปัญหาแฟลตดินแดง ปัญหามาตรฐานการบิน ICAO ไปจนถึงปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU

ทว่าในช่วง 5 ปีหลังสุด (ตั้งแต่ปี 2564-2569) ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบขีดความสามารถอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญกับ 3 วิกฤตใหญ่ของประเทศ ได้แก่ การแพร่ระบาดของโควิด-19, มหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปี 2567, และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อถูกถามว่าสถานการณ์ใดรับมือได้ยากที่สุด อดีต รมว.กลาโหม ยอมรับว่าปัญหาอุทกภัยที่แม่สายนั้น “เบาที่สุด” ในแง่ของความกดดันทางจิตใจ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดีและไม่มีเสียงตำหนิติเตียน แม้สภาพพื้นที่ตอนนั้นจะไม่มีใครสามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้และต้องอพยพไปอยู่ตามศูนย์พักพิงและวัดต่างๆ ก็ตาม

ในทางกลับกัน วิกฤตโควิด-19 และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กลับเป็นความท้าทายที่สร้างความกดดันอย่างมหาศาล พล.อ.ณัฐพล เล่าว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 การตัดสินใจล็อกดาวน์ในช่วงแรกทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าตัดหนทางทำมาหากินของประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงปลายปี 2563 ถึง 2564 และเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการ รัฐบาลกลับถูกประชาชนอีกกลุ่มตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบหากเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น มีความยากลำบากในมิติของการสื่อสารมวลชน

“ผมเองไม่สามารถที่จะชี้แจงอะไรได้ทุกเรื่องนะครับ เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความมั่นคงเนี่ย บางเรื่องถ้าพูดไปมันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของน้องๆ ทหารตามแนวชายแดน” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พร้อมขยายความว่า บางเรื่องเป็นการชิงไหวชิงพริบทางด้านการทหารระหว่างประเทศ บางเรื่องเป็นการชิงไหวชิงพริบทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เราก็ไม่สามารถที่จะพูดได้นะครับ อันนั้นคือความยากของการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา”

ทหารผู้มีหัวใจรากหญ้า และมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องยุทโธปกรณ์

เมื่อตั้งคำถามว่า เหตุใดนายทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ณัฐพล จึงมักมีวิธีคิดแบบผ่อนปรนและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ท่านให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ประสบการณ์การทำงานในหลากหลายมิติเป็นตัวหล่อหลอมวิสัยทัศน์ หลังจากรับราชการทหารจนถึงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ในช่วง 5 ปีสุดท้ายท่านได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นอกจากนี้ยังเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และที่สำคัญคือในช่วงปี 2562-2563 ท่านได้มีโอกาสเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทเอกชนที่กำลังประสบภาวะขาดทุน ซึ่งประสบการณ์จากทั้ง 5 สายงานนี้ ทำให้ท่านเห็นภาพรวมของประเทศมากกว่าแค่มิติทางการทหาร

ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตมาจากครอบครัวชาวสวน ไม่ใช่ลูกนายพลหรือคหบดีใหญ่โต ทำให้ท่านมีความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนระดับรากหญ้า เวลาที่ประชาชนเดือดร้อนเนี่ย ผมก็จะห่วง” พล.อ.ณัฐพล ระบุ พร้อมเปิดเผยว่าแม้จะขึ้นเป็น รมว.กลาโหม แล้ว แต่ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกับกลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร และกลุ่ม P-move มาตั้งแต่สมัย คสช. จนถึงปัจจุบัน

ฝากถึงกองทัพ ปรับโครงสร้าง เลิกยึดติดคำว่า “บิ๊ก” และดูแลชั้นผู้น้อย

เมื่อก้าวลงจากตำแหน่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ฝากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ 2 ประการไปยังผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประการแรก คือการเร่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ โดยต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพงบประมาณของประเทศและกองทัพที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างเคร่งครัด

ประการที่สอง คือการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยเน้นย้ำไปที่การอุดหนุนและพัฒนาขีดความสามารถของ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต โดยไม่ต้องรอการส่งมอบยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสวัสดิการของ “กำลังพลชั้นผู้น้อย” โดยเสนอให้นำรายได้จากกิจการสวัสดิการของกองทัพมาจัดสรรดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาข้อครหาจากสังคมได้อีกหลายประเด็น

และสำหรับคำนำหน้าชื่ออย่างคำว่า “บิ๊ก” ที่สื่อมวลชนมักใช้เรียกนายทหารชั้นผู้ใหญ่นั้น พล.อ.ณัฐพล มองว่าไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ

 จริงๆ แล้วคำว่าบิ๊กเนี่ย มันเป็นการเรียกชื่อนำหน้า มันไม่ได้แสดงความที่มีอำนาจ ไม่ได้แสดงความที่ใหญ่โตกว่านะครับ มันคล้ายๆ กับคำว่าที่ภาคเอกชนเรียก เสี่ยเกม มาดามป่าน… ผมไม่ได้ให้ความสำคัญ จะเรียกก็ได้ จะไม่เรียกก็ได้ เราอย่าไปให้ความสำคัญกับคำนี้ครับ”

ขอบคุณภาพจาก SAP News

สงครามข้อมูลข่าวสาร” ภัยคุกคามแห่งโลกยุค 2569

สำหรับวิสัยทัศน์ในโลกยุคปัจจุบัน พล.อ.ณัฐพล แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหา “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ทั้งปัญหาข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวโคมลอยที่ไม่มีมูลความจริง ท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้กำลังทหาร แต่รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจและการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสาร ดังเช่นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมไปถึงแก๊งสแกมเมอร์ในชีวิตประจำวันที่หลอกลวงประชาชน

เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม พล.อ.ณัฐพล มักสอดแทรกแนวคิดนี้ในการสอนนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ที่เขาชนไก่กว่า 2 แสนคนต่อปีเสมอ โดยท่านได้ยกนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “หินถล่มใส่รถโดยสาร” มาเป็นกรณีศึกษา นิทานเล่าถึงสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ลงจากรถโดยสารก่อนถึงจุดหมายเพียงเล็กน้อย จากนั้นรถคันดังกล่าวได้ขับต่อไปอีก 50 เมตรและถูกหินถล่มทับจนตกเขา สามีภรรยาคู่นั้นคิดว่าตนเองโชคดีที่ลงจากรถก่อน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้กระตุกต่อมความคิดของเยาวชนว่า หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้ารถคันนั้นไม่จอดให้สองสามีภรรยาลง รถก็อาจจะขับผ่านจุดนั้นไปแล้วก่อนที่หินจะถล่มลงมาก็ได้ นี่คือการสอนให้เยาวชนหัดคิดวิเคราะห์ข้อมูลจากสองด้านเสมอเพื่อรับมือกับสงครามข่าวสารในอนาคต ทั้งนี้ ท่านยังแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสื่อมวลชนไทยว่าจะเป็นที่พึ่งทางข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับสังคมได้

ชีวิตหลังสลัดหัวโขน ธรรมะ ครอบครัว

ตลอด 12 ปีที่แบกรับความกดดัน พล.อ.ณัฐพล มีวิธีจัดการความเครียดที่เด็ดขาด นั่นคือการ “ไม่นำเรื่องเครียดกลับมาคุยที่บ้าน” ท่านใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย สวดมนต์ นั่งสมาธิ และมักเดินทางไปทำบุญตามวัดเก่าแก่ในต่างจังหวัด เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ช่วยปกป้องแผ่นดินไทยไว้ ซึ่งช่วยให้จิตใจของท่านเข้มแข็งขึ้น

เมื่อถูกถามถึงแผนการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ อดีต รมว.กลาโหม ในวัย 66 ปี ยอมรับว่าเคยรวบรวมข้อมูลไว้บ้างในช่วงโควิด-19 แต่ในช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา การรับมือกับสงครามข่าวสารทำให้ท่านรู้สึก “บอบช้ำ” ไปไม่น้อย จึงขอเวลาเก็บตัวเงียบๆ และขอพักเรื่องการเขียนหนังสือไว้ก่อน ตอนนี้ขอโฟกัสที่การดูแลสุขภาพตามวัย และใช้เวลาชดเชยให้กับภรรยาและลูกๆ หลังจากที่ทุ่มเทให้งานจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัวอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2557

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เข้ามาทักทายและให้กำลังใจตามสถานที่สาธารณะต่างๆ 

สิ่งที่ผมทำเนี่ย ทำเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็มีความเข้าใจแล้วก็ให้กำลังใจ… ผมก็ยอมรับคำตำหนิติติงที่ผ่านมาครับ ทีนี้พอจบภารกิจก็อยากที่จะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แบบประชาชนคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ” พล.อ.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย ปิดฉากบทบาทขุนพลฝ่ายความมั่นคง พร้อมก้าวเดินต่อไปในเส้นทางของ “ประชาชนธรรมดา” อย่างเต็มตัว 

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

เอ๊ะ!! ฝากถึงใครกัน? หมออ๋อง จัดหนัก โพสต์ฟาดสารพัดคำแรง

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีต สส.พรรคก้าวไกล และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เนรคุณ โกหก ซื้อเสียง หน้าด้าน คอรัปชั่น เลีย โลภ จองหองและกวนตีน”

ไทยยิงเตือน 1 นัด ทหารเขมรแต่งพลเรือนซิ่งจยย. ท้าทายหน้าด่านช่องจอม

ไทยยิงเตือน 1 นัด ทหารเขมรแต่งพลเรือนซิ่งจยย. ท้าทายหน้าด่านช่องจอม

ไทยยิงเตือน 1 นัด ทหารเขมรแต่งพลเรือนซิ่งจยย. ท้าทายหน้าด่านช่องจอม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

ทหารเขมรแต่งพลเรือนป่วนชายแดนช่องจอม โบกมือยั่วยุหน้าแนวลวดหนาม ไทยยิงเตือน 1 นัด ก่อนกำลังฝ่ายกัมพูชาคุมตัวกลับ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.69 เวลา เวลา 21.39 น. ที่ผ่านมา หน่วยทหารในพื้นที่ควบคุมบริเวณด่านช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ได้ตรวจพบทหารกัมพูชา 1 นาย แต่งกายด้วยชุดพลเรือน ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาจอดบริเวณหน้าแนวลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชา

รายงานระบุว่า บุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมโบกมือไป-มาในลักษณะยั่วยุและท้าทายเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้หน่วยปฏิบัติการตัดสินใจใช้อาวุธยิงขึ้นฟ้าเพื่อแจ้งเตือนจำนวน 1 นัด

ภายหลังการยิงเตือน ทหารกัมพูชารายดังกล่าวยังคงอยู่บริเวณหน้าแนวลวดหนาม กระทั่งต่อมาพบทหารกัมพูชาอีก 2 นาย เดินเท้าออกมาจากแนววางกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อเข้าระงับเหตุ ก่อนนำตัวทหารคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ชายแดน

เบื้องต้นสถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุม และไม่มีรายงานการปะทะหรือผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

โดยฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไปยังฝั่งกัมพูชา สำหรับพฤติกรรมการยั่วยุ ของทหารกัมพูชาดังกล่าว.

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.47 น.

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์ร่วมงานเมืองคานส์ ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าพันล้านบาท สะท้อนศักยภาพผู้ประกอบการภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวข้องของไทย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

27 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ผลสำเร็จของทีมไทยเลนด์ ในการเข้าร่วมงาน Marché du Film-Cannes Film Festival 2026 ระหว่างวันที่ 12 – 20 พ.ค.2569 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า การเข้าร่วมงานปีนี้มีการนัดหมายเจรจาการค้ารวม 296 นัดหมาย สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 1,082 ล้านบาท แยกเป็นการซื้อขายทันที 27.89 ล้านบาท มูลค่าคาดการณ์ภายใน 1 ปี จำนวน 202.06 ล้านบาท และมูลค่าคาดการณ์ภายใน 2 – 5 ปี จำนวน 852.23 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม และรัสเซีย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า งาน Marché du Film ถือเป็นตลาดภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้านการซื้อขายลิขสิทธิ์ การร่วมผลิต และการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยในปี 2569 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 16,000 คน จากกว่า 140 ประเทศ และมีผู้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์รวมกว่า 40,000 คน และภายในงานยังมีผู้ซื้อกว่า 1,700 ราย บริษัทจัดแสดงกว่า 600 บริษัท การฉายภาพยนตร์และโปรเจกต์กว่า 1,500 รายการ และกิจกรรมในอุตสาหกรรมกว่า 250 กิจกรรม รวมถึงการประชุมสัมมนากว่า 100 หัวข้อ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะศูนย์กลางสำคัญขออุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติ

“รัฐบาลชื่นชมความสำเร็จของทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมงานดังกล่าว สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 1,082 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดโลกได้ทั้งในด้านคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และมาตรฐานการผลิต รวมถึงแสดงให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและบริการภาพยนตร์ของภูมิภาค” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นายกฯพร้อมคณะถึงไทย บ่ายสองลุยเปิดงานสินค้าอาหาร THAIFEX 2026

นายกฯพร้อมคณะถึงไทย บ่ายสองลุยเปิดงานสินค้าอาหาร THAIFEX 2026

นายกฯพร้อมคณะถึงไทย บ่ายสองลุยเปิดงานสินค้าอาหาร THAIFEX 2026

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.33 น.

27 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในเวลา 14.00 น.นายกฯ มีกำหนดการเป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 (THAIFEX – ANUGA ASIA 2026) ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

– 006

โฆษก รบ. เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทย 27-28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์

โฆษก รบ. เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทย 27-28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์

โฆษก รบ. เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทย 27-28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.41 น.

โฆษกรัฐบาล เผย ปธน.เวียดนาม พร้อมภริยา เยือนไทยอย่างเป็นทางการประเทศแรกในอาเซียน 27 – 28 พ.ค.นี้ ร่วมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (His Excellency Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Repubilc of Viet Nam) และนางโง เฟือง ลี ภริยา มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2569 โดยนับเป็นการเยือนประเทศไทยครั้งแรกของนายโต เลิม ภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  และประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ผู้นำเวียดนามเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวียดนาม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “New Chapter of the 50th Thailand – Viet Nam Diplomatic Relations: Enhancing Comprehensive Strategic Partnership” เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP)  ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและการค้า ผ่านการดำเนินยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

สำหรับกำหนดการในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะให้การต้อนรับนายโต เลิม และนางโง เฟือง ลี ภริยา อย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และการหารือข้อราชการทั้งในวงเล็กและเต็มคณะ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานของไทยและเวียดนาม รวมทั้งร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และการแถลงข่าวร่วม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและนายโต เลิม จะร่วมเป็นประธานเปิดงาน Thailand – Viet Nam Business Forum ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเวียดนามได้หารือโดยตรงกับผู้นำเวียดนาม เพื่อสะท้อนข้อเสนอแนะ รับฟังแนวทางสนับสนุน และร่วมกันแก้ไขอุปสรรคทางธุรกิจ อันจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบ win-win partnership ระหว่างไทยและเวียดนามในระยะยาว

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและภริยาจะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำเวียดนามและภริยา ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

“การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระดับสูงระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต” นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“วันนี้มีสมาชิกวุฒิสภา 89 คน ยืนยันว่าไม่อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบที่ถูกกล่าวหาไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์”

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม จี้ยุติก้าวล่วง เตือนเข้าข่ายผิดม.112 ชี้คำพูดเท้งหมายถึงใคร ไอติมปลุกปั่น21ล้านเสียง

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯสว.เดือด จวกยับพรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตรปั้นวาทกรรม ก้าวล่วงองคมนตรี กระทบชิ่งลามสถาบันฯ ฉะพฤติกรรมตีวัวกระทบคราด” หวังสั่นคลอนความเชื่อมั่น ขู่เตือนเข้าข่ายผิด ม.112ซ้ำซาก ขณะที่ไอติมอ้าง ปลุก 21ล้านเสียงลุกขึ้นสู้ลุยแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนภราดรตอกเจ็บยันมีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตมาจากพรรคส้ม ยันเป็นเอเจนท์ของประชาชน สิริพงศ์เย้ยแค่หากิมมิกทางการเมือง

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญการพิทักษ์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำกมธ.แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าเสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรีภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรีประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.)ที่เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯสว.ซัดเท้ง-ปิยบุตร

โดยพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ในฐานะรองประธานกมธ.ฯกล่าวประกาศจุดยืนของกมธ.ว่าจากกรณีที่พรรคประชาชนมีการนำภาพองคมนตรี 9 คนที่เข้าร่วมประชุมฯ กับบกปภ.ช.พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคฯว่ารัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควรและละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯนอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ยังให้สัมภาษณ์ว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีนอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้นรวมถึงกรณีของนายปิยบุตรที่ให้ยกเลิกคณะองคมนตรีพร้อมระบุอีกว่าเรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรีและมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆและติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

ปั้นวาทกรรมก้าวล่วงองคมนตรี

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยมีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่าเป็นการลดสถานะและการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ

ไล่บี้พรรคส้มแสดงความรับผิดชอบ

“ดังนั้นกมธ.พิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กมธ.จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้นและพรรคประชาชนต่อไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

กล่าวหาระบอบสีน้ำเงินปชช.รู้หมายถึงใคร

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวอีกว่าภายหลังจากที่คณะองคมนตรีได้ร่วมประชุมกับบกปภ.ช.มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือหรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ที่โพสต์รำลึก 12ปีเหตุการณ์รัฐประหารปี2557ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า “ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ข้อความดังกล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษระบุอีกว่าตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่ามีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทยซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช.หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่าหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่าเป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่

ขู่เตือนเข้าข่ายผิดม.112ซ้ำซาก

“การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรีที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบถ

พฤติกรรมตีวัวกระทบคราด

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมืองและการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่าเป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ตีวัวกระทบคราด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา112โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่ามีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรีเป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44สส.ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาและศาลฯไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯมีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้”พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พริษฐ์กางชำแหละระบอบสีน้ำเงิน

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ให้สัมภาษณ์ถึงความหมายของ”ระบอบสีน้ำเงิน”ว่าหมายถึงกลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว.เป็นการเลือกกันเองและไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้เมื่อสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมดนำไปสู่การผูกขาดอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ

ปลุก21ล้านเสียงลุกขึ้นสู้ทำรธน.ใหม่

เมื่อถามว่าระบอบสีน้ำเงินจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีความท้าทายแน่นอน และตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ก็คือประชาชน ทั้ง 21 ล้านเสียงจากการทำประชามติ ที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะต้องการหลุดจากกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการฮั้วกันทั้งกระดานแบบนี้ และต้องการจะหลุดจากกลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ จึงหวังว่าเสียงของประชาชนจะเป็นแรงส่ง ให้เราสามารถนำพาประเทศหลุดออกจากรัฐธรรมนูญ 60 และการเมืองแบบนี้ได้

เมื่อถามว่า เสียงของประชาชน 21ล้านเสียงจะสามารถสู้กับระบอบสีน้ำเงินในรัฐสภาได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเสียงของประชาชนจะแปลมาเป็น 3 ด้านคือ1.ทำให้มีตัวแทนของพรรคประชาชนมาอยู่ในสภา และทำให้ตนมายืนในสภาในฐานะฝ่ายค้านเราจะตอบแทนสิ่งที่ประชาชนให้ด้วยการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว 2.เชื่อว่าเสียงประชามติ 21ล้านเสียงจะผูกมัดทุกฝ่ายว่าจะต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3. เสียงประชาชน 21ล้านเสียงยังมี ความหมายต่อการทำประชามติรอบ2 เพราะหากพรรคภูมิใจไทย จะอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256ให้เป็นไปตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเราได้วิจารณ์ไปแล้วว่าร่างดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะผูกขาดและกินรวบ ทำให้อำนาจในการชี้ขาดเนื้อหาไปตกอยู่กับ สว.

ท้าหนูรับผิดชอบถ้าร่างภท.ถูกคว่ำ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่าหากเป็นแบบนั้นจนรัฐสภาให้ความเห็นชอบและเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบอย่างไรเพราะหากดูตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดทำประชามติ แล้วรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน เมื่อผลประชามติออกมาไม่ตามนั้น เราก็มักจะเห็นนายกฯแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เช่นการทำประชามติในประเทศอังกฤษว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ซึ่งผลออกมาตรงกันข้ามกับรัฐบาลไม่เกิน 3 วันนายกฯก็ลาออก แสดงความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าหากในอนาคตเป็นเช่นนั้นจะมีโอกาสได้เห็นการทำประชามติรอบ2 และการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นายพริษฐ์กล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องนั้น เพราะขณะนี้เราเตรียมการเข้าสู่การแก้ไขในวาระที่1เป้าหมายคือทำอย่างไรให้ร่างมีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนและผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตนยืนยันว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย

“ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจว่าจะใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อให้ร่างปลายทางเหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทยทุกประการ ผมคิดว่าพรรคประชาชนเห็นด้วยกับร่างนั้นได้ยาก แล้วผมคิดว่าหากประชาชนโหวตไม่เห็นชอบ คาดหวังว่ารัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน” นายพริษฐ์ กล่าว

ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน/มีแต่พรรคน้ำเงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเย่นต์ของระบอบสีน้ำเงินว่าการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาล้วนเป็นเอเย่นต์ทั้งนั้น เป็นเอเย่นต์ของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจเลือกเข้ามาและพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเย่นต์ของพี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายและถูกใจจนได้รับเลือกเข้ามา เป็นเอเย่นต์ของพวกเขาเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนก็เป็นเอเย่นต์ของคนที่กากบาทเลือกเข้ามา เพื่อทำภารกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชน

นายภราดรยังกล่าวถึงระบอบสีน้ำเงินว่าตนไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่พรรคภูมิใจไทยมีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์และพวกเราก็ถูกเรียกว่า พรรค สีน้ำเงิน ดังนั้นยอมรับว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน เติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.

โตจากพรรคส้มหนุนตั้งรัฐบาล

“ก่อนหน้านั้นพรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม พรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้พวกผมได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตามMOA โดยใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายที่ได้สัญญากับประชาชน ทั้งกับพรรคประชาชน และพี่น้องประชาชน โดยใช้ระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ จนกระทั่งสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จนเกิดการเติบโตขึ้นของพรรคสีน้ำเงิน จนได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง”

ลั่นเป็นเอเจนท์ของประชาชน

เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาชนเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องการอะไร นายภราดรกล่าวว่า เป็นการสร้างวาทกรรม และดิสเครดิตรัฐบาล ตนจึงอยากเชิญชวนให้กลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้าง วาทกรรม ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผลโดยใช้กลไกของสภา มาท้วงติง ไม่ใช่จู่ๆ มาสร้างวาทกรรมใหม่ เป็นระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร ดังนั้น ตนขอย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้มีแต่ พรรคสีน้ำเงิน

เมื่อถามว่า จะเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคประชาชนออกมาระบุให้ชัดหรือไม่ว่าใครคือตัวการของระบอบสีน้ำเงิน นายภราดรกล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ และได้ย้ำแล้วว่า เอเย่นต์ของพรรคการเมืองคือพี่น้องประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จตามเจตนาที่พวกเขาได้เลือกเราเข้ามา

สิริพงศ์เย้ยเท้งแค่กิมมิกทางการเมือง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ผู้นำฝ่ายค้านฯระบุว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินจะกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ว่า ตนก็ไม่คิดที่เขาพูดอย่างนี้ปกติอยู่แล้ว คิดว่าก็น่าจะเป็นกิมมิกทางการเมือง เพราะเป็นปกติที่ฝ่ายค้านก็ต้องค้านและต้องหากิมมิกอะไรมา กลไกต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนที่บอกว่าระบอบสีน้ำเงินครองประเทศนั้น ไม่ได้จะทำให้พรรคภท.รู้สึกเสียหายเพราะพรรคภท.รอบนี้มาจากการเลือกตั้งและประชาชนเลือกเรามาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเขาจะตีความแบบไหนก็แล้วแต่ เป็นธรรมดาที่คนชอบ ถ้าสมมุติว่าเขาชนะ เขาก็บอกว่าประชาชนเลือกเขามา ถ้าคนอื่นชนะเขาก็บอกว่าโกงเขามา มันก็ธรรมดา

เมื่อถามว่าพรรคภท.มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีนัยอะไรใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่าไม่ได้มีนัยอะไร ซึ่งตนคิดว่าเรื่องที่เขาเอามาพูดเอามาโยงกันเยอะไปหน่อยเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่เขาปฏิบัติกันมาเป็นปกติ ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่จะต้องเอามาเป็นประเด็น ส่วนตัวตน

อนุชาชู5นโยบายสู้ศึกชิงผู้ว่ากทม.

บ่ายวันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ“เมืองฟ้าอมร… and more”ว่าวันนี้คือกรุงเทพฯ 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีปัญหาแบบหนึ่งจึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราจึงพยายามออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด จากพูดคุยกันมาทั้งหมดเราเห็นปัญหาและเราเห็นในสิ่งที่คิดว่าเราสามารถเดินหน้า เพื่อรณรงค์จากนี้ไปเพื่อให้ชาวกรุงเทพฯพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอตัวเข้ามาทำงาน ผ่านแนวคิด “And More” ที่วางนโยบาย 5 ด้าน คือ

เดินทางสะดวก-เมืองสะอาด

1.การเดินทางสะดวก โดยมุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ขสมก.โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกทม.โดยตรงเพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV)มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก2. เมืองสะอาด โดยปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม.โดยศูนย์กำจัดขยะหลักเช่นอ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบและกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯเหนือและตะวันออก

ใช้ชีวิตสบาย-มีรายได้เพิ่ม-ตรวจสอบได้

3. ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ให้เป็นคลินิกชุมชนที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่4. มีรายได้มากขึ้น คือผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัยโดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม พร้อมยกระดับกทม.สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆให้รวดเร็วเอื้อต่อการประกอบธุรกิจสนับสนุนเกษตรชานเมืองสร้างรายได้และ 5.ตรวจสอบได้หมด คือ ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์โดยจะนำแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”มาประยุกต์ใช้กับกทม.เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time

พระปกเกล้าเปิดชื่อเรียนTopFrom001

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต รุ่นที่ 1 (TopFrom001) จำนวน 63 คน พร้อมรายชื่อสำรอง 17 คน ซึ่งมีชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์หลายรายที่น่าสนใจ เริ่มต้นในส่วนของทายาทนักการเมืองและนักการเมือง

นักการเมือง-ลูกคนดังพาเหรดพรึ่บ

อาทิ นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือ เอิง ที่ปรึกษาทางการเมืองพรรคเพื่อไทย เพื่อนสนิท“อดีตนายกฯอิงค์”แพทองธาร ชินวัตร นายกุลเชษฐ์ เสงี่ยมพงษ์ นักวิเคราะห์ บริษัทบีซีพีจี จำกัด(มหาชน) บุตรชายของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯและรัฐบาลน.ส.แพทองธาร นายจุติพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด(มหาชน) บุตรชายของ นายสุพันธฺ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอดีตประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)

โดยยังมีชื่อนายสรวง สิทธิสมาน ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนไทยจีน บุตรชายของนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสว. นายอาชวิน อยู่บำรุง หรือ กาโม่ บุตรชายนายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.กทม. นายสกลภัทร ประยูรรัตน์ กรรมการบริหารบริษัทกฎหมายและธุรกิจอินเตอร์คอนซัลแตนท์จำกัดบุตรชายพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการป.ป.ง.,น.ส.สุจิตรา พรหมเลิศ ปลัดอำเภอปากเกร็ดจ.นนทบุรี บุตรสาวของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ หรือ ‘ปลัดฉิ่ง’อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนพรรคประชาชน ว่าที่พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ กลิ่นเกษร สารวัตรกองกำกับการ4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บุตรชายของพล.ต.ท.เรวัตร กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดและอดีตรักษาการผบช.น.เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีในส่วนคนดังวงการบันเทิง อาทิ“เต”ตะวัน วิหครัตน์ ศิลปินนักแสดง บริษัทจีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด รายต่อมาคือ“สกาย”วงศ์รวี นทีธร นักแสดงและนายแบบชาวไทย อดีตสังกัดจีทีเอชและนาดาวบางกอก ปัจจุบันเป็นนักแสดง บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัดและชนิตา ศรีดาเกษเครธอร์น เจ้าของมุงกุฎ Mrs.World 2025