อนุทิน เตรียมถกนัดแรกปม ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน 4 ก.ย. นี้ ยันทุกคนรู้บทบาท-วิธีการ

3 กันยายน 2569 เวลา 20:29 น.


อนุทิน เผยเตรียมถกนัดแรกปม ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน 4 ก.ย. นี้ ยันทุกคนรู้บทบาท-วิธีการ

วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 16.20 น. ที่วัดอรุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่มีการลักลอบติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่จนทำให้ประชาชนกังวลจะมีแนวทางอย่างไรบ้างว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ดูแลแล้ว และรับทราบปัญหาทุกอย่าง

ส่วนจะมีความชัดเจนในเร็ววันนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในวันพรุ่งนี้(4ก.ย.)จะมีการประชุมครั้งแรก แต่จะมีการสั่งการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนทราบบทบาท และทราบวิธีการอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ผู้สื่อข่าว เอ่ยชื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่ ออกมาวิจารณ์ว่าครม.สัญจร ไม่กล้าลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้ ตัดบททันทีโดยกล่าวว่า “ตอนนี้อยู่ในวัดนะครับ” ก่อนจะเดินทางออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ดาต้าเซ็นเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อนนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

จับตาโผ รองอธิบดี DSI เปิด 4 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ว่าง

3 กันยายน 2569 เวลา 19:00 น.

สะพัดโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จับตาอาจมีการสลับเก้าอี้ระดับอธิบดีฯ พร้อมจัดแถวรองอธิบดีใหม่ หลังตำแหน่งว่างลง 1 อัตราโยกนั่งรองอธิบดีราขทัณฑ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่แคนดิเดต ‘ร.ต.อ.เขมชาติ’ และ‘พ.ต.ต.ณฐพล’ หรือ’ผอ.ยักษ์’ ซึ่งมีบทบาทในคดีสำคัญของ DSI

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ในการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งว่าง 1 ตำแหน่งนั้น จะต้องดำเนินการโดยปลัดกระทรวงยุติธรรม เพราะตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ในระดับข้าราชการ C9 ซึ่งขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องนำรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เหมือนกับการปรับโยกย้ายตำแหน่งอธิบดีกรมแต่อย่างใด ซึ่งในปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องมีคุณสมบัติทั้งเป็นผู้ที่มีลำดับอาวุโสสูงที่สุด ประกอบกับผลงานที่ผ่านมาต้องเคยเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองคดีมาก่อน

ปัจจุบันมีรายชื่อผู้ที่อยู่ในโผแคนดิเดตจะได้รับการคัดเลือกมาเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในอนาคต ประกอบด้วย

1) นายเกรียงไกร สืบสัมพันธ์ หรือ ‘ผอ.เกรียง’ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ

2)พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ หรือ ‘ผอ.เอ็กซ์ ‘ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ

3)ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี หรือ ‘ผอ.เขม’ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศและ

4)พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ ‘ผอ.ยักษ์’ ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยระหว่างนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมกำหนดวาระการสอบคัดเลือกให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งที่ว่าง

ส่วนกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสลับตำแหน่งระดับอธิบดีระหว่าง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข่าวลือดังกล่าวมาจากบุคคลที่ไม่ได้เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี เพราะการย้ายข้าราชการระดับ C10 ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นผู้เสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอความเห็นชอบภายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงจะมีการปรับโยกย้ายอธิบดีกรมฯ นอกจากนี้ ตามหลักการแล้วกรมคุมประพฤติมีขนาดใหญ่กว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทั้งในแง่ของงบประมาณ กำลังคน และอำนาจหน้าที่ ดังนั้น หากย้ายอธิบดีกรมคุมประพฤติไปเป็นอธิบดีดีเอสไอ ก็ถือเป็นการลดตำแหน่ง หรือลงโทษ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติคนปัจจุบัน ดังนั้น สถานะตอนนี้จึงยังไม่มีการสลับตำแหน่งอธิบดีทั้ง 2 หน่วยงานแน่นอน

DSIกรมสอบสวนคดีพิเศษรองอธิบดีDSI

กมธ.กฎหมายมีมติใช้อำนาจเรียก ‘ไชยชนก-วรศิษฎ์’ แจงปมสินบน ‘ดีอี’ 40 ล้าน 17 ก.ย. นี้

3 กันยายน 2569 เวลา 16:43 น.

‘กมธ.กฎหมายฯ’ มีมติใช้อำนาจเรียก ‘ไชยชนก-วรศิษฎ์’ แจงปมสินบน 40 ล้านบาท 17 ก.ย. นี้ ด้าน ‘รังสิมันต์’ เปิดไทม์ไลน์ ชี้หากไร้หลักฐาน ‘รมว.ดีอี’ เสี่ยงเข้าข่ายแจ้งความ-อภิปรายเท็จ หลัง ‘นายคิว’ ให้การปฏิเสธ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ เรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเสนอสินบน 40 ล้านบาท เกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์หรือ ว่า มี 2 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรกคือการติดสินบนรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้เรื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในส่วนของการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นที่ 2 คือเว็บพนันจำนวน 4,000 เว็บซึ่งเชื่อมไปยังนายคิว ผู้ถูกกล่าวหาว่าพยายามติดสินบนนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ผ่านทางผู้ช่วย สส. คนหนึ่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ซึ่งวันนี้ได้ข้อเท็จจริง ว่า การพูดคุยระหว่างผู้ช่วยสส. ที่ชื่อนายฉัตรมงคล รังสรรค์พันธุ์ ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. พรรคภูมิใจไทย กับนายคิว เกิดขึ้นวันที่ 20 ก.ย. 2568 ที่ร้านขายกระเบื้องแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นมีการประสานงานไปที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ 25 ก.ย. 2568 จากนั้นนายวรศิษฎ์ไปประสานงานกับนายไชยชนก ในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งยังไม่เคยมีการออกหมายเรียกตัวนายคิว หรือสอบปากคำใด ๆ ทั้งสิ้น

นายรังสิมันต์ กล่างอีกว่า ทางพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ก็บอกว่าจะมีการดำเนินการเรียกตัวนายคิวมา ปรากฏว่าเมื่อวานได้มีการทำหนังสือเชิญ และสอบปากคำนายคิว ก่อนมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันนี้ ซึ่งนายคิว ให้การปฏิเสธว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่มีการกล่าวหาโดยนายไชยชนก เราจึงมาเจอว่า ตกลงแล้วเราไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงที่นายไชยชนกเอามาอภิปรายในที่ประชุม แล้วไปร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นข้อเท็จจริงที่มีมูลความจริงหรือไม่ เพราะตัวนายคิวเขาก็ปฏิเสธ ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) รวมถึงสอบสวนกลาง ก็ไม่มีการดำเนินการอะไรกับนายคิวก่อนหน้านี้

“มีความเป็นไปได้ว่า นายไชยชนก จะเป็นการอภิปรายเท็จเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ปี 68 ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง ๆ ถ้าไม่ได้เป็นการอภิปรายเท็จและเป็น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง ๆ ก็แสดงว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบจากการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในฝั่งของตำรวจ หรือแม้กระทั่งกระทรวงดีอีก็ตาม” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการได้สอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าจนถึงตอนนี้ 4,000 กว่าเว็บนั้น มีข้อเท็จจริงใดที่จะใช้สนับสนุนคำกล่าวอ้างของนายไชยชนก แต่ปรากฏว่าทั้งในส่วนของ สอท. สอบสวน กลาง และ กระทรวงดีอีเอง ไม่มีข้อเท็จจริงใดสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของนายไชยชนกเลย จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหากไม่พบหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมนายไชยชนก อาจเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อสภา และอาจจะแจ้งความอันเป็นเท็จต่อกองปราบได้ด้วยเช่นกัน หากปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องเว็บพนัน 4,000 เว็บจริงตามคำกล่าวอ้าง ทางตำรวจเองต้องรับผิดชอบเพราะปล่อยให้เรื่องนี้ล่าช้า ไม่มีการดำเนินการใด ๆ มาเกือบ 1 ปี ทางกรรมาธิการโดยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 มีมติ ออกคำสั่งเรียกนายไชยชนก และมีมติ 8 ต่อ 2 ใช้อำนาจเรียกนายวรศิษฎ์ มาชี้แจงในวันที่ 17 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ตนหวังว่าทั้งสองคนจะให้ความร่วมมือในการมาตอบข้อซักถาม เพราะข้อเท็จจริงที่เราได้มาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คำกล่าวอ้างที่นายไชชนกพูดต่อสภาและไปแจ้งความดำเนินคดีจะเป็นคำกล่าวอ้างที่มีมูลความจริง

เมื่อถามว่าหากครั้งนี้ยังไม่เข้าร่วมประชุมจะมีผลอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะต้องมีการชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร และต้องไปพิจารณาว่าการไม่มาในลักษณะดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายก็อาจจะเป็นอำนาจของเราในการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป แต่นายไชยชนกและนายวรศิษฎ์ ผูกพันตามกฎหมาย ในการมาตอบข้อซักถามซึ่งเรามีกฎหมายรองรับทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ทั้ง พ.ร.บ. อำนาจเรียกของกรรมาธิการเพื่อมาชี้แจงต่อกรรมาธิการต่อไป

กมธ.กฎหมายวรศิษฎ์ไชยชนก

นายกฯ เผย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ บอก แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสวยงาม-ความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ

3 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

นายกฯ เผย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ บอก แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสวยงาม-ความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ เชื่อร้านอาหารริมน้ำไม่ ฉวยโอกาสฝขึ้นราคาอาหาร

วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 14.30 น. ที่ท่าวาสุกรี เขตดุสิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาติดตามการซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

ทันทีที่เดินทางถึงท่าวาสุกรี นายกรัฐมนตรีรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพเรือ ภายในโรงเรือพระราชพิธี สรุปการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และความพร้อมฝีพายจำนวน 2,000 นาย จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินตรวจความพร้อมของเรือพระที่นั่ง 2 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงษ์ ซึ่งเป็นเรือทรง (เรือพระที่นั่ง) และเรือนารายณ์ทรงสุบรรณ ซึ่งเป็นเรืออัญเชิญผ้าพระกฐิน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ขึ้นเรือของกองทัพเรือ ที่แล่นขนาบขบวนเรือไปตลอดเส้นทางเพื่อติดตามความพร้อม และดูกระแสน้ำ ก่อนจะขึ้นเทียบท่าที่วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยนายกรัฐมนตรีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สักการะพระพุทธธรรมิศราชโลกธาตุดิลก และพระพุทธนฤมิตร ณ พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม โดยพระราชวชิรรัตนาภรณ์ รองเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ได้มอบครุฑยุดนาค ให้นายกฯ ซึ่งมีความหมายมีมหาอำนาจเหนืออุปสรรคพลังแห่งบารมี คุ้มครองป้องกันศัตรูพ่ายแพ้ การงานรุ่งเรือง ก่อนนายกฯเดินทางกลับ มีประชาชนเข้ามาทักทายและเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย

ต่อมา เมื่อเวลา 15.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจติดตามการซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ว่า ตอนนี้ขบวนเรือ เส้นทาง และรูปแบบวิธีการในพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันที่ 6 พ.ย. มีความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ การฝึกกระบวนเรือก็ยังมีการฝึกอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามและปลอดภัย ซึ่งครั้งนี้เป็นการฝึกครั้งที่ 4 และยังต้องฝึกอีกหลายครั้งจนกว่าจะถึงวันพระราชพิธี สิ่งที่เรามีความมั่นใจก็คือ การแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันสวยงามของประเทศไทยเราแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทุกคนมีความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ

เมื่อถามว่า มีการกำชับนักท่องเที่ยวเรื่องความปลอดภัยระหว่างขบวนพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารคอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยในเส้นทางก็เป็นการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถไปอยู่ตามจุดริมแม่น้ำ ทั้งวัดทั้งโรงเรียน ซึ่งตนจะสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ที่สามารถจ่ายค่าความสะดวกสบาย สามารถไปนั่งตามภัตตาคารหรือคาเฟ่ และร้านอาหารริมน้ำที่ทุกครั้งก็จะมีการให้บริการเพื่อให้ประชาชนได้ชมได้อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า จะต้องมีการกำชับราคาค่าอาหารในร้านอาหารตามริมแม่น้ำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าในวันนั้น ถ้าตนเป็นเจ้าของร้านก็อยากให้ประชาชนมีโอกาสได้ชม ตนคิดว่าไม่มีเรื่องของการเอาเปรียบหรือฉวยโอกาส

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารควัฒนธรรม

คมนาคม ปั้น สตูลโมเดล สนามบินน้ำของรัฐแห่งแรก เชื่อม หลีเป๊ะ-อันดามัน

3 กันยายน 2569 เวลา 16:17 น.

คมนาคมปั้น “สตูลโมเดล” สนามบินน้ำของรัฐแห่งแรก เชื่อมเกาะหลีเป๊ะ–อันดามัน สั่งศึกษาพื้นที่เหมาะสมให้ได้ข้อสรุปใน 30 วัน

วันที่ 3 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมเพื่อเปิดเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและพื้นที่เกาะสำคัญ โดยกระทรวงคมนาคมเริ่มขับเคลื่อน “สตูลโมเดล” ศึกษาการจัดตั้งสนามบินน้ำหรือจุดขึ้นลงอากาศยานบนผิวน้ำโดยหน่วยงานของรัฐ เพื่อเชื่อมการเดินทางไปยังเกาะหลีเป๊ะและแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และกระจายรายได้เข้าสู่จังหวัดและชุมชนในพื้นที่

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานเปิดการหารือเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ หรือ Seaplane ในพื้นที่จังหวัดฝั่งอันดามัน พร้อมมอบหมายให้จังหวัดสตูลจัดตั้งคณะทำงานและเร่งศึกษาความเป็นไปได้ กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม และรายงานผลการศึกษาเบื้องต้นต่อกระทรวงคมนาคมภายใน 30 วัน เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดสำคัญของแนวทางนี้ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการให้ภาครัฐเป็นผู้จัดตั้งสนามบินน้ำหรือจุดขึ้นลงชั่วคราว และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางอากาศรูปแบบใหม่ที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย และสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Seaplane ในอนาคต หากดำเนินการได้สำเร็จจะเป็นต้นแบบสำหรับการเชื่อมโยงพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ ต่อไป

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการสายการบินเอกชนอยู่ระหว่างดำเนินการขอใบอนุญาตจุดขึ้นลงสนามบินน้ำ ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุญาตและการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำรายงาน IEE ขณะที่การศึกษาของภาครัฐจะพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ควบคู่กัน โดยต้องไม่กีดขวางเส้นทางคมนาคมและขนส่งทางน้ำ มีมาตรฐานความปลอดภัย และไม่สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับคณะทำงานระดับจังหวัด จะเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว กรมเจ้าท่า หน่วยงานด้านการบิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันพิจารณาพื้นที่และรูปแบบที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของฝั่งอันดามัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่า Seaplane ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านการท่องเที่ยว แต่ยังสามารถต่อยอดการเดินทางไปยังพื้นที่เกาะและพื้นที่ที่เข้าถึงยาก รวมถึงสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข ตลอดจนสร้างงานและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ หากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน

“รัฐบาลต้องการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้สตูลเป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษา Seaplane เชื่อมเกาะหลีเป๊ะและฝั่งอันดามัน แต่การพัฒนาต้องเดินไปพร้อมกับความปลอดภัย การรับฟังประชาชน และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เป้าหมายคือให้นักท่องเที่ยวเดินทางสะดวกขึ้น ขณะที่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจต้องกระจายกลับไปถึงคนในพื้นที่ด้วย” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน Seaplane เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางรัฐบาลในการยกระดับประเทศไทยสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-Value Tourism) โดยเชื่อมโยงระบบคมนาคมกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รัฐบาลสตูลโมเดลสนามบินน้ำ

สภาฯเดือดอีกแล้ว! ฝ่ายค้าน โวย ‘ซีกรัฐบาล’ ปาดหน้า ชงญัตติไฟใต้ ก่อนถกรายงาน ‘กกต.’

3 กันยายน 2569 เวลา 15:59 น.

สภาฯเดือดอีกแล้ว! ‘ซีกรัฐบาล’ ชิงปาดหน้าชงญัตติด่วน ‘สางแก้ไฟใต้’ แทนถก ’รายงาน กกต.‘ ด้าน ’ไอซ์ รักชนก‘ จับไต๋โวยแหลกตั้งใจป้อง ‘กกต.’ ไม่ให้ถูกอภิปรายกลางสภาฯ เหน็บแรง ‘ครม.ภท. รักตัวกลัวตาย ไม่กล้าเหยียบลงไปจชต.’ เจอระดมประท้วงวุ่น ก่อนสุดท้ายต้องสั่งพักประชุมเซ็ตระบบลงคะแนนใหม่ก่อนลงมติตัดสิน

วันที่ 3 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผูัแทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ภายหลังเสร็จสิ้นช่วงกระทู้ถาม นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อขอให้สภาฯ พิจารณาปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสนอแนะไปยังรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการเสนอแล้วพบว่าสส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นทักท้วงเพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ทักท้วงว่า การพิจารณาญัตติความขัดแย้งในภาคใต้ จะภายหลังจากที่พิจารณารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และ ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และ รายงานนกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพราะได้ตกลงแล้วว่า จะมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อรับฟังช่วงที่สภาฯ จะพิจารณาในญัตติด่วน

ทั้งนี้สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นคัดค้านเพราะมองว่ารายงานทั้ง 2 ฉบับไม่ใช่เรื่องจำเป็นรีบด่วน เมื่อเทียบกับญัตติที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนภาคใต้ และขอให้ใช้มติโหวตตัดสิน อย่างไรก็ดีบรรยากาศในการประชุมเริ่มเป็นไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนยอมรับว่าปัญหา3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องนำมาพูดกันที่สภาฯ หากจะใช้การโหวตเสียงข้างมากย่อมชนะ และมีรัฐมนตรีนั่งรอโหวตด้วย ดังนั้นหากเห็นชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สำคัญจริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.สัญจร ทำไม่ไปในพื้นที่ ไปแค่ จ.สงขลา และให้ส่วนราชการขึ้นมารายงาน หากเห็นความสำคัญต้องลงไปในพื้นที่

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คือ การเอาความเดือดร้อนของ มาอ้างเพื่อปกป้อง กกต. เพราะรัฐบาลไม่อยากให้อภิปรายรายงาน ของ กกต.” น.ส.รักชนก อภิปราย

ทำให้ สส.พรรคร่วมรัฐบาล ลุกขึ้นประท้วงคำพูดของน.ส.รักชนก พร้อมเรียกร้องให้ถอนคำพูด ทั้งนี้ น.ส.รักชนก อภิปรายต่อว่า เหตุที่ไม่ลงไปในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพราะรัฐมนตรีรักตัวกลัวตาย มีเหตุให้ประท้วงต่อไป แม้ว่านายเลิศศักดิ์ จะวินิจฉัยให้ถอน ทำให้ น.ส.รักชนก กล่าวย้ำและขยายเป็นว่า “ครม. รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตาย” ทำให้มีการประท้วงคำพูดดังกล่าวและขอให้ถอนคำพูด ซึ่ง น.ส.รักชนก กล่าวถอนคำพูดในเชิงเสียดเสีว่า ตนขอถอนคำพูดที่ว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย รักตัวกลัวตายไม่ลงไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอภิปรายต่อว่า เหตุที่ยื่นญัตติด่วน เพราะต้องการปกป้อง กกต. ไม่ให้ถูกอภิปราย ตนจึงไม่สนับสนุน อย่างไรก็ดีการอภิปรายยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่ง นายเลิศศักดิ์ วินิจฉัยว่าการอภิปรายตามญัตติด่วนด้วยวาจาที่เสนอ เมื่อดูผู้อภิปรายและเวลาแล้ว จะใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง 30 นาที และอาจจะจบพิจารณาประมาณ 18.00 น. ดังนั้นหากไม่มีใครเสนอญัตติเป็นอย่างอื่นจะเข้าสู่การพิจารณา

ทั้งนี้นายพริษฐ์ ลุกขึ้นขอความชัดเจนจาก วิปรัฐบาล ต่อการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่เกิดขึ้น และร้องขอให้สภาฯ ไม่เร่งปิดประชุมสภา เพื่อสกัดการอภิปรายรายงานของ กกต. โดยนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงว่า เป็นความจริงที่มีการหารือจากฝ่ายค้าน ที่จะขอให้อภิปรายญัตติปัญหาชายแดนภาคใต้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ตนได้หารือกับพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล แต่จากการพูดคุยวิปฝ่ายรัฐบาลขอให้พิจารณาเรื่องน้ำท่วมน่าน ทำให้ตนต้องแบกหน้ามาเจรจา และในการเสนอญัตติด่วนในวันนี้ เป็นสิ่งที่สภาฯ ต้องพิจารณาร่วมกัน ดังนั้นอย่าใช้สภาบอกฝ่ายรัฐบาลว่าปิดปากไม่ให้พูด

ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผูัแทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามใช้กลไกสภาฯ ปิดปากคนข้างนอก และยังใช้กลไกสภา ปิดปากสภา ไม่ให้พูดถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ดังนั้นจึงเสนอญัตติให้พิจารณาตามระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในท้ายสุดที่ประชุมต้องใช้การลงมติตัดสิน ทั้งนี้หลังจากเช็คองค์ประชุมแล้ว ก่อนที่จะใช้การลงมติ พบว่าระบบลงคะแนนขัดข้อง ทำให้ต้องรีเซ็ตระบบใหม่ แม้จะใช้เวลารีเซ็ตระบบแล้ว แต่ระบบลงคะแนนไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ขอให้พักการประชุมก่อน พวกเราจะได้ไปทำการละหมาด ทำให้ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งพักการประชุม

ประชุมสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านภูมิใจไทยรัฐสภา

สว.เปรมศักดิ์ แฉรัฐบาลรีบร้อนเสนอเรื่องตั้ง ประธาน กสทช. ทั้งที่คดียังค้างศาล-ขัดหลักปฏิบัติ จี้ นายกฯ-รบ. รับผิดชอบ-ขอโทษปชช.

3 กันยายน 2569 เวลา 15:45 น.

สว.เปรมศักดิ์ แฉรัฐบาลลุกลี้ลุกลนรีบร้อนเสนอเรื่องตั้ง ประธาน กสทช. ทั้งที่คดียังค้างศาล-ขัดหลักปฏิบัติ จี้ นายกฯ-รบ. รับผิดชอบ-ขอโทษประชาชน บี้ ปกรณ์ ตอบให้ชัดเหตุใดมาตรฐานต่างจากกรณี ยุบสภา

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไว้พิจารณาว่า กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้องกลับมาทบทวนความเหมาะสมในการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งที่ข้อพิพาทยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เคยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอเรื่อง ที่ต้องนำความกราบบังคมทูลไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 กำหนดให้มีการตรวจสอบและกลั่นกรองอย่างรอบคอบว่า การดำเนินการนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยเฉพาะหากเรื่องใดยังมีข้อร้องเรียนหรือมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและยังไม่เป็นที่ยุติ ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานปฎิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และเป็นการมิบังคาร

“ในกรณีนพ.สรณ เมื่อศาลมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงควรทบทวนว่า เหตุใดจึงเร่งดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนที่ข้อพิพาททางกฎหมายจะได้ข้อยุติ การดำเนินการดังกล่าวเกิดจากเหตุผลใด และมีความจำเป็นเร่งด่วนเพียงใด เรื่องนี้ละเอียดอ่อน นายกรัฐมนตรีควรพิจารณาทบทวนการบริหารราชการแผ่นดินของตนเองว่า เหตุใดจึงรีบร้อนดำเนินการ ทั้งที่เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับท่าทีของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องดึงเรื่องกลับ เพราะศาลเพียงมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาและยังไม่มีคำพิพากษา ซึ่งท่าทีดังกล่าวอาจถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการให้ความเห็นทางกฎหมาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี เคยมีประเด็นเกี่ยวกับการเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งขณะนั้นนายปกรณ์มีการตั้งข้อสังเกตถึงสถานะและอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี และฝ่ายกฎหมายเคยแสดงความเห็นถึงความไม่เหมาะสมในการดำเนินการ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้เมื่อผู้ให้คำแนะนำทางกฎหมายมีสถานะเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ยิ่งต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เหตุใดหลักการที่ใช้กับทั้งสองกรณี จึงดูแตกต่างกัน และจะทำให้สังคมมองว่าเป็นการใช้ สองมาตรฐาน หรือไม่ วันนี้ท่านไม่ได้อยู่ในสถานะเลขาธิการกฤษฎีกา แต่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย การให้ความเห็นทุกอย่างส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล จึงต้องตรงไปตรงมาและไม่เลือกปฏิบัติ

“ถ้าถามถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีที่เสนอเรื่องนี้ทำให้ระคายเคืองทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติ ท่านนายกฯ มักบอกว่าเป็นคนตรงไปตรงมา หากเรื่องนี้มีความเข้าใจผิดในขั้นตอน ก็เพียงออกมาชี้แจงและขอโทษประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นกดดันให้ลาออก แต่ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายก็ควรมีความรับผิดชอบสูงเช่นกัน เพราะมีหน้าที่โดยตรงในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรี และต้องตระหนักว่าคำแนะนำแต่ละครั้งอาจสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลและประเทศได้ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ใช่นักกฎหมายแต่เป็นนักร้องเพราะชอบร้องเพลง เล่นดนตรี จึงต้องอาศัยนักกฎหมายที่อยู่ข้างกายให้คำแนะนำ ฉะนั้นคนที่ทำหน้าที่แนะนำด้านกฎหมายยิ่งต้องรอบคอบว่า ความเห็นที่ให้ไปจะกระทบต่อรัฐบาลและบ้านเมืองอย่างไร อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ควรเป็นบทเรียน ของทั้งนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายว่า การเสนอเรื่องสำคัญขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นยังมีข้อพิพาททางกฎหมายที่รอการวินิจฉัยจากศาล

กสทช.เปรมศักดิ์แนวหน้าออนไลน์

ค่าไฟพุ่ง-น้ำแห้ง-ฟ้องร้องฉ่ำ! “สนธิ คชวัฒน์” ถอดบทเรียน “Data Center” สหรัฐฯ อุทาหรณ์ที่ไทยต้องรีบอุดช่องโหว่

3 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนถึงผลกระทบจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI และคลาวด์ โดยยกกรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนอย่างหนัก พร้อมเสนอแนะแนวทางอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเตรียมรับมือกับการขยายตัวของ Data Center ในเขตเมือง

วิกฤตการณ์และผลกระทบ บทเรียนจากสหรัฐอเมริกา

การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นในหลายมิติ ได้แก่

  • ค่าไฟพุ่ง-เสี่ยงไฟดับ ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่าราคาค่าไฟขายส่งใกล้พื้นที่ Data Center ในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 267% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาระต้นทุนถูกผลักมาที่ภาคครัวเรือน นอกจากนี้ยังเกิดภาวะ “Ghost Demand” ที่ทำให้สายส่งไฟฟ้าตึงตัวและเสี่ยงต่อการเกิดไฟดับในชุมชน
  • วิกฤตแย่งน้ำ ระบบหล่อเย็นของ Data Center ต้องใช้น้ำหลายล้านลิตรต่อวัน สร้างความตึงเครียดในพื้นที่แห้งแล้ง ตัวอย่างในรัฐออริกอน Data Center ของ Google ดึงน้ำประปาของเมืองไปใช้ถึง 25% ส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร
  • มลพิษทางเสียงและอากาศ เสียงหึ่งจากพัดลมระบายความร้อนที่ดังเกิน 85-90 เดซิเบลตลอด 24 ชั่วโมง รบกวนการนอนหลับของชาวบ้าน ขณะที่เครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองก็ปล่อยมลพิษและฝุ่นควัน เพิ่มความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ
  • กว้านซื้อที่ดิน การขยายตัวของ Data Center ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลง และหลายแห่งตั้งอยู่ใกล้ชุมชนเปราะบางโดยขาดความโปร่งใส นำไปสู่การประท้วงในหลายรัฐ
  • การจ้างงานต่ำ แม้จะสร้างรายได้จากภาษีท้องถิ่นมหาศาลและเกิดการจ้างงานช่วงก่อสร้าง แต่เมื่อเปิดใช้งานจริงกลับมีการจ้างงานเฉลี่ยเพียง 25-150 คนต่อแห่งเท่านั้น

แนวโน้มและข้อขัดแย้งปัจจุบัน (ปี 2026) ในสหรัฐอเมริกา

ในขณะนี้ สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างรัฐบาลกลางที่ต้องการเร่งรัดการอนุมัติ (Streamlining) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI กับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. นโยบายผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของ EPA (ปี 2026) องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US.EPA) ได้ออกกฎผ่อนปรนพิเศษ โดยอนุญาตให้ “โรงไฟฟ้าที่เป็นระบบแยกอิสระ” (Islanded Power Plants) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อจ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ได้รับการยกเว้นและไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของโครงการควบคุมฝนกรด (Acid Rain Program) ทั้งนี้เพื่อเอื้อให้กลุ่มทุนสามารถตั้งระบบและก่อสร้างอาคารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. การระงับการก่อสร้างชั่วคราว (Moratoriums) ในระดับรัฐ สวนทางกับนโยบายส่วนกลาง หลายรัฐ อาทิ เท็กซัส, นิวยอร์ก และเมน เริ่มใช้มาตรการสั่งระงับหรือชะลอการออกใบอนุญาตสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ชั่วคราว เพื่อขอเวลาตรวจสอบและประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและปัญหาน้ำแล้งในชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ EPA ได้แถลงชี้แจงว่า จะไม่มีการออกข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรม AI เพื่อบังคับใช้ทั่วประเทศ (Nationwide) แต่จะส่งผ่านอำนาจการพิจารณาเกณฑ์ที่เหมาะสม ให้เป็นหน้าที่ของรัฐและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินใจแทน
  3. การลุกฮือฟ้องร้องทางกฎหมาย (Litigation) ความกังวลเรื่องมลพิษทางเสียงและอากาศ ทำให้กลุ่มสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น หันมาใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อฟ้องร้องผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีการฟ้องร้องบริษัท xAI ในรัฐมิสซิสซิปปี ในประเด็นการลักลอบติดตั้งเครื่องปั่นไฟที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะ 4 มาตรการอุดช่องโหว่กฎหมาย Data Center กลางเมือง

เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น นายสนธิได้เสนอแนวทางบริหารจัดการและอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ดังนี้

  1. การปรับปรุงกฎหมายและการผังเมือง (Regulatory & Zoning)
  • แยกนิยาม “Data Center” ออกจากอาคารคลังสินค้าทั่วไปให้ชัดเจน
  • บังคับให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • จัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้สร้างเฉพาะในเขตอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรมที่ไม่หนาแน่น ห้ามสร้างใกล้ชุมชนหรือโรงพยาบาล
  1. การจัดการทรัพยากรและความปลอดภัย (Resource & Hazard Management)
  • คุมเข้มการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรอง มีระบบป้องกันอัคคีภัยขั้นสูง และป้องกันน้ำมันรั่วไหล
  • แยกสายส่งไฟฟ้าและท่อประปา ของ Data Center ออกจากระบบสาธารณะของประชาชนอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการแย่งทรัพยากร
  • บังคับหรือสนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อลดภาระสายส่งหลัก
  1. การควบคุมมลพิษ (Environmental Controls)
  • บังคับใช้ระบบหล่อเย็นแบบปิด (Closed-Loop Cooling) และต้องบำบัดน้ำก่อนปล่อยทิ้ง
  • ติดตั้งช่องระบายความร้อนขึ้นสู่แนวดิ่ง ไม่พ่นใส่ชุมชน พร้อมสร้างพื้นที่สีเขียว (Green Buffer Zone) โดยรอบ
  • ติดตั้งกำแพงกั้นเสียงและวัสดุซับเสียงบริเวณเครื่องจักรและหอหล่อเย็น
  1. ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม (Transparency & Engagement)
  • ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมก่อนเริ่มโครงการ
  • ตั้งคณะกรรมการร่วม (ชุมชน ท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญ) เพื่อตรวจสอบมลพิษทางเสียง อากาศ และความร้อนอย่างเป็นระยะ

การจัดระเบียบ Data Center อย่างรัดกุมตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถเติบโตควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ดาต้าเซ็นเตอร์พลังงานสนธิ คชวัฒน์

กมธ.สาธารณสุข จี้ สธ.-ตร. ทำงานเชิงรุก ลุยล้างขบวนการพ่อทิพย์ หวั่นต่างด้าวถือครองสิทธิ์

3 กันยายน 2569 เวลา 15:13 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม กมธ. กรณีพ่อทิพย์ ว่า วันนี้ได้เชิญ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.ค. กทม.มาชี้แจงว่ามีการตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี พบประมาณ 500 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ซึ่งมาถึงวันนี้ตรวจย้อนไปตั้งแต่ 2560 – 2569 พบจำนวน 879 ราย ใน 29 เขต และสำรวจมาแล้วว่าเป็นเท็จ และเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 810 ราย โดยก็มีการดำเนินการทั้งการตรวจดีเอ็นเอ และบางคนก็สารภาพเอง ขณะที่ข้าราชการมีอยู่ประมาณ 3 – 4 เขต ซึ่งเขตธนบุรี มีการให้ออกจากราชการก่อน และมีการสอบสวน ส่งคดีไปยัง สน.ท้องที่

นายสกลธี กล่าววา ขณะที่กรมการปกครอง พบตัวเลขที่น่ากลัวกว่านั้น ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2555 ถึง 2569 พบตัวเลขบุคคลที่น่าสงสัย มีความน่าจะเป็นว่ามีพ่อเป็นคนไทย และมีแม่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งเป็นคนจีนประมาณ 10,000 กว่าราย ซึ่งได้ขอเอกสารไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบต่อ โดยน่ากลัวตรงที่ว่าปัจจุบันเป็นดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการให้พ่อ หรือแม่ตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งกรรมาธิการให้ข้อเสนอแนะไปว่าควรจะต้องออกระเบียบให้มีการตรวจให้ชัดเจน เพราะกระบวนการดังกล่าว หากพ่อแม่ไม่ยินยอมให้ตรวจ ก็จะแขวนเอาไว้ในทะเบียนราษฎร์เท่านั้น แต่ในธุรกรรมอื่น เด็กที่เกิดมา หากดูข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบตั้งแต่ 2555 และอีก 5 ถึง 6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงนี้ ก็จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ในสภาพบังคับ หากพ่อแม่ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องแขวนไว้เฉย ๆ แต่ธุรกรรมที่เด็กทำก็สามารถทำได้

นายสกลธี กล่าวอีกว่า ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ที่ตรวจชัด มี 10 โรงพยาบาลเอกชน อย่างในโรงพยาบาลเขตธนบุรีพบถึง 164 ราย ที่ต้องสงสัย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และขอติงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เพราะ 10 โรงพยาบาลที่เข้าไปตรวจ เพราะตำรวจส่งเอกสาร และหลักฐานให้ไปตรวจ แต่อีกหลายโรงพยาบาล ยังไม่มีการตรวจสอบ ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก แต่เป็นเชิงรับ จึงมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่าให้สั่งการให้หน่วยงานต้องทำงานเชิงรุก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

“หากมองย้อนกลับไป มี 10,000 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตด้านหน้า หรือย้อนหลังไปมากกว่านั้น เด็กที่สามารถบรรลุนิติภาวะ และสามารถทำธุรกรรม เราอาจจะมี สส. เป็นต่างด้าวที่เราไม่รู้ หรือเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตก็ได้ เป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้น อยากให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานเชิงรุกมากกว่านี้เพราะมีอำนาจในการเข้าไปตรวจตรวจสอบอยู่แล้ว” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวว่า ส่วนตำรวจดำเนินการสืบสวนขยายผล ทางพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เป็นผู้ดูเรื่องนี้ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถขยายผลไปได้ เพราะขณะนี้เท่าที่ดูจับเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเท่านั้น เช่น เงินยังไม่ถึงตัวการอื่น จึงอยากขอให้ละเอียดกว่านี้ และเชื่อว่าขบวนการนี้ต้องมีเอเจนต์ หรือชาวจีนที่เข้ามาดำเนินการอย่างแน่นอน และยังสาวไม่ถึงโรงพยาบาล เพราะเส้นเงินอยู่แค่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่เขต โดยต้องให้ตำรวจขยายผลต่อ และ กมธ. ขอข้อมูลเพิ่มเติม

นายสกลธี กล่าวอีกว่า บางโรงพยาบาลในช่วงไม่กี่ปี มีเหตุการณ์พ่อทิพย์ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยเกือบ 200 กรณี ซึ่งผิดปกติ โดยทางกรมการปกครองได้ให้ข้อมูลมาว่าน่าตกใจว่าตัวเลขในวันนี้เป็นแค่พ่อทิพย์ชาวไทย และแม่ชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลว่ายังมีสัญชาติอื่นด้วย อาจเป็นอินเดีย หรือเมียนมา ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบ จึงอยากให้มีคณะทำงานในการขยายผลที่ใหญ่กว่านี้ และขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ทำเพื่อถือครองสิทธิ์ หรือได้สิทธิ์คนไทยในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดถึงว่าโรงพยาบาลรัฐเก็บข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนยังใช้การจดบันทึกอยู่นั้นถือเป็นช่องโหว่ในการทุจริตหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีโอกาส เพราะโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ ระบบการแจ้งเกิด หรือฐานข้อมูล เป็นอิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว แต่ของโรงพยาบาลเอกชน ยังเป็นการเขียนด้วยลายมืออยู่ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอแนะที่กรมการปกครอง เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทำระบบให้เหมือนโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลรัฐไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ตรวจเท่านั้น
นายสกลธี กล่าวว่า หากตรวจทั้งหมด แทบจะมีเกือบทุกโรงพยาบาลก็ว่าได้ เพราะตอนนี้เป็นการทำงานเชิงรับของฝ่ายรัฐ และมั่นใจว่ามีมากกว่า 10 โรงพยาบาลแน่นอน ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริง

สกลธี ภัททิยกุล,พรรคประชาธิปัตย์,กมธ.การสาธารณสุข,พ่อทิพย์,

กรณ์ กาง 7 มิติความเสี่ยง ดาต้าเซ็นเตอร์ ชี้รัฐมองไม่รอบด้าน หวั่นคนไทยแบกรับต้นทุน

3 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เมื่อกี้ที่สภา มีการตั้งกระทู้สดถามกระทรวงพลังงานเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ มีสื่อมวลชนหลายท่านโทรมาสอบถามความเห็นและมุมมองของผมต่อเรื่องนี้
ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับยุทธศาสตร์ชาติที่ผมกังวลใจมาตลอด การสนับสนุนการลงทุนเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนว่ารัฐบาลยังมองไม่รอบด้าน และยังมีคำถามสำคัญอีก 7 มิติที่รัฐยังตอบสังคมไม่ครบถ้วน

1 เรื่องธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล

ดร.เอกนิติ นั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดกำกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ควบคู่กับการเป็นประธาน BOI ที่อนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งแต่ต้น กลายเป็นว่าคนกำกับกับคนอนุมัติคือคนเดียวกัน และมีคำถามว่าที่ผ่านมาเหตุใดจึงมุ่งเน้นตัวเลขการลงทุน แต่ไม่ตั้งประเด็นคำถามในเรื่องประโยชน์ของการลงทุนที่คนไทยควรได้รับ

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 42 แห่ง แต่เรากลับยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ และไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างแท้จริง วันนี้สิ่งที่ควรรีบดำเนินการคือการสรุปข้อมูลให้ชัด ว่าไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ประเภทใด อยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งในส่วนที่สร้างแล้ว กำลังสร้าง และที่จริงอนุมัติการสร้าง

2 ไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนและภาระของประชาชน

ภาครัฐมักอ้างว่าไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเหลือ จึงชวนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาใช้ไฟ แต่ความเป็นจริงนี่คือความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การขายไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ดาต้าเซนเตอร์จะนำไปสู่การนำเข้าก็าซ LNG เพิ่มเติม
ซึ่งเมื่อพลังงานสะอาดในระบบไม่พอ การต้องเร่งนำเข้า LNG มารองรับโหลดไฟฟ้า 24 ชั่วโมงของเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ ยังเสี่ยงผลักภาระค่าไฟผันแปรหรือค่า Ft ไปตกอยู่กับภาคครัวเรือนและ SMEs ทั่วประเทศ ผมเคยเตือนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคมว่า รัฐต้องมีข้อกำหนดเรื่องแบงก์การันตี และการคิดอัตราค่าไฟเฉพาะกลุ่มที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมาร่วมแบกรับต้นทุน

3 การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ

ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ hyperscale ใช้น้ำหล่อเย็นสูงสุดถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 19 ล้านลิตร เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากร 50,000 คน ภาพรวมทั้งประเทศ ปริมาณน้ำหล่อเย็นถูกประเมินว่าจะพุ่งขึ้นจาก 10.68 พันล้านลิตรในปี 2568 เป็น 15.62 พันล้านลิตรในปี 2573

นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ที่ย่านพระราม 9 ชายแดนฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบ้านฉาง ระยอง ชุมชนเริ่มร้องเรียนเรื่องน้ำกันแล้ว เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียวใน EEC อาจดึงน้ำไปใช้ถึง 9,000 ถึง 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบเท่าน้ำที่ประชาชน 36,900 คนใช้ทั้งปี ในขณะที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนต้องการน้ำ 100 ถึง 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และหากขาดน้ำเพียง 3 ถึง 5 วันสวนจะเสียหายทั้งหมด เกณฑ์ใหม่ของรัฐจึงต้องบังคับเปลี่ยนไปใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดหรือของเหลว และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีน้ำส่วนเกินจริงก่อนจะอนุญาตให้ตอกเสาเข็ม

4 มลพิษ

ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ถูกจัดว่าเป็นโรงงานตามกฎหมาย จึงหลุดพ้นจากข้อบังคับการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA บางแห่งเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็นโกดังสินค้าแทน นี่คือช่องว่างทางกฎหมายที่บอร์ดชุดใหม่ต้องรีบอุดและปรับปรุงกติกาโดยด่วน ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบจนยากจะเยียวยา

5 อธิปไตย AI หรือ AI Sovereignty

เราพูดกันมากเรื่องการพัฒนา AI ของประเทศ ปัจจุบันไทยมี ThaiLLM แต่รันอยู่บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ซึ่งมี GPU A100 เพียง 704 ตัว ถือเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่าชิปประมวลผลที่ Big Tech นำมาติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์บนแผ่นดินเราเองเสียอีก คำถามคือเรากำลังเปิดบ้านให้เขาเข้ามาใช้ทรัพยากร แต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเราเองกลับล้าหลังกว่าเขาใช่หรือไม่

6 ประโยชน์และการเข้าถึงโดยผู้ประกอบการไทย

เกณฑ์ของ BOI มีการพูดถึงเรื่องการเปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงระบบคอมพิวต์ในราคาย่อมเยา แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดโควตาที่ชัดเจน ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีกลไกบังคับใช้ ในขณะที่โครงการถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่เกณฑ์ส่งเสริมเหล่านี้จะมีความชัดเจนด้วยซ้ำ

7 ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยมีข้อสังเกตเรื่อง Moonshot AI จากจีนที่อาจใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพื่อเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของ Nvidia ที่ติดข้อจำกัดด้านการส่งออก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีมาตรการตอบสนองเรื่องการควบคุมการส่งออกชิปอย่างทันท่วงทีตั้งแต่กลางปี 2568 แต่จนถึงวันนี้ ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจนในระดับเดียวกันเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก
การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจครับ และดาต้าเซ็นเตอร์ก็จำเป็นต้องมี แต่เราจะบริหารจัดการการลงทุนอย่างไรให้คนไทยและประเทศชาติได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยเป็นเพียงผู้แบกรับความเสี่ยงและต้นทุนทรัพยากรแทนกลุ่มทุนข้ามชาติ

กรณ์ จาติกวณิชกระทรวงพลังงานพรรคประชาธิปัตย์