นายกฯมอบอำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติฝุ่น ส่ง มท.-ทส. คุมสถานการณ์

นายกฯมอบอำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติฝุ่น ส่ง มท.-ทส. คุมสถานการณ์

นายกฯมอบอำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติฝุ่น ส่ง มท.-ทส. คุมสถานการณ์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

นายกฯ เผยให้อำนาจผวจ. ประกาศภัยภิบัติหรือไม่ หลังค่าฝุ่น PM.25 พุ่งหนัก มอบปลัดมท. ลงพื้นที่บ่ายนี้ สร้างความมั่นใจ- ช่วยเหลือปชช.ทุกด้าน 

วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติหลังจากค่าฝุ่น PM.25 เกินมาตรฐานหรือไม่ ว่าวันนี้ในช่วงบ่าย ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางไปในพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเรียกประชุมหน่วยงาน ซึ่งตนทราบมาเบื้องต้นว่า แต่ละจังหวัดจะดำเนินการตามดุลยพินิจ และความจำเป็นเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ 

ข่าวเพิ่มเติม : ฮอตสปอตพุ่งทะลุพันจุด เชียงใหม่ปรับแผนคุมเข้มไฟป่า ประกาศพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ

เมื่อถามย้ำว่ามีความจำเป็นในการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้ที่จะประกาศ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และให้คนอยู่หน้างานเป็นผู้ดู ซึ่งตนให้อำนาจและการตัดสินใจไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมย้ำว่าให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สร้างความมั่นใจ และเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน และเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) ยังมอบหมายให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ จะลงพื้นที่พร้อมอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หรือปภ. ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาในช่วงที่มีสถานการณ์ฝุ่น.

ปล่อยผมไปเถอะ! พิพัฒน์ ขอถอย ไม่ฝืนคุมพลังงาน วอนสังคมหยุดโยงธุรกิจ PT

ปล่อยผมไปเถอะ! พิพัฒน์ ขอถอย ไม่ฝืนคุมพลังงาน วอนสังคมหยุดโยงธุรกิจ PT

ปล่อยผมไปเถอะ! พิพัฒน์ ขอถอย ไม่ฝืนคุมพลังงาน วอนสังคมหยุดโยงธุรกิจ PT

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

1 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT) ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิดหรือความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ แต่ส่วนตัวมองว่าควรแยกส่วน โดยพิจารณาจากพฤติกรรม เนื่องจากตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี จะเข้าไปเพียงปีละครั้ง ในวันครบรอบบริษัท ช่วงเดือนมีนาคม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การตัดสินใจของบริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหารเป็นผู้ดำเนินการ และที่สำคัญ PT เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้น การจะเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีคณะกรรมการบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับฟังตนที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ทั้งนี้ ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะแทรกแซงหรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน นั้น ขอให้รอพิสูจน์จากผลประกอบการในไตรมาส 1 ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะดีกว่า

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้การชี้แจงใดๆ อาจไม่มีประโยชน์ แต่ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่เคยนำความลับราชการไปเปิดเผยให้คณะกรรมการบริษัท หรือบุคคลในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นในอัตราเท่าใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงจะปรากฏในภายหลัง ขอให้รอวันนั้น

เมื่อถามว่า จะทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการพลังงาน (ศบก.) ในรัฐบาลชุดใหม่ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีความรู้ด้านพลังงานอยู่บ้าง ส่วนด้านเทคโนโลยีและการกลั่นมีความรู้เพียงในส่วนการซื้อมาขายไปเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ด้านโรงกลั่นโดยตรง และหากมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมถอยไปเป็นผู้สนับสนุน

เมื่อถามว่า ยังจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่ได้แบ่งงาน แต่ยอมรับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีบุคลากรมืออาชีพจำนวนมาก ซึ่งทุกคนมีความสามารถ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จะเข้าไปหารือนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า เมื่อสังคมมีความกังวล ไม่ต้องการให้ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจขอถอย โดยกล่าวว่า หยุดเถอะ หากสังคมไม่ยอมรับ ก็อาจไปทำหน้าที่สนับสนุนกระทรวงอื่นแทน เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น และนายกรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยงานได้

ส่วนกรณีการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เคยเสนอ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้ว 2 ครั้ง ว่าหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เมื่อเกิดภาวะขาดทุนจะมีมาตรการชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า “ไม่ได้ต้องการเป็นผู้อำนวยการ ศบก. แต่ท้ายที่สุดต้องหารือกับนายกรัฐมนตรี หากมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ก็ปล่อยผมไปเถอะ”

พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

พริษฐ์ ลั่น พรรคส้ม ขอสู้ยิบตาเพื่ออนาคตประเทศ ทำงานเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ยัน 44อดีตสส.ก้าวไกล ไม่ควรถูกตัดสิทธิ์จากดาบ ป.ป.ช. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะยื่นฟ้องคดี 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกาว่า ยืนยันว่า สิ่งที่อดีต สส.พรรคก้าวไกลดำเนินการเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง พรรคประชาชนยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ ที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ผ่านการอธิบายแก่ประชาชนในเชิงสังคม ส่วนในเรื่องขั้นตอนตามกฎหมาย ขั้นตอนถัดไปทาง ป.ป.ช. จะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกา หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเว้นเป็นอื่นใด โดยนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ มีการเตรียมมาตรการและคำร้อง ว่าหากมีการรับคำร้องพิจารณาจะไม่มีการนำไปสู่หยุดปฏิบัติหน้าที่

“ผมขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หากจะมี” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเรื่องนี้ ไม่ใช่อนาคตของพรรค แต่เป็นอนาคตของประเทศ จึงต้องยืนยันหลักการร่วมกัน ว่าการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคการเมืองใด หรือยุคสมัยใด ควรที่จะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วเนื้อหาสาระเป็นเนื้อหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง ใช้พื้นที่นอกสภาพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระกฎหมายดังกล่าวก็จะตกไปตามกระบวนการ หากมีใครโต้แย้งเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีขั้นตอนกระบวนการในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้มีการตีความได้

“ต้องย้ำว่าการเสนอกฎหมายโดย สส. มันไม่ควรจะนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง หากเรายอมรับในหลักการนี้สิ่งที่น่ากังวลว่าในวันข้างหน้าอนาคตของประเทศเรา เราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหน ที่ต้องมีความกังวลใจเรื่องการทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาที่มีการเปิดเผยหากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านการเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตยจะมีข้อหักล้างหรือไม่ว่าผู้นำฝ่ายค้านสามารถเป็นคนอื่นได้นอกจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นที่นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ยื่นเข้าไป เป็นข้อต่อสู้ว่าจะมีคำสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ เราให้เหตุผลไปโดยยึดคำชี้แจงของนายแพทย์วาโยเป็นหลัก เพื่อให้แม่นยำและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีคำสั่งว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่คิดว่าภาพใหญ่ที่สังคมตั้งคำถามและจับตาว่าท้ายที่สุดแล้วกระบวนการนี้ จะไปจบที่การตัดสินว่า 44 สส. ได้กระทำความผิดหรือไม่ เราจึงต้องยืนยันว่าสิ่งที่ได้ทำไปแม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำความผิด และไม่ควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 

เมื่อถามถึงการเตรียมแผนรองรับในคดี 44 สส. เกี่ยวกับการเรียกประชุมเพื่อกำหนดทิศทางรองรับสถานการณ์ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า 44 สส. ถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้ไม่มีการตัดสิทธิ์ใดทั้งสิ้น เวลานี้ขอไปทีละขั้นตอน ขณะนี้กำลังยื่นคำร้องหากศาลรับ จะมีหรือไม่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้ศาลมีคำสั่งหรือไม่เห็นด้วยกับคำร้องพรรคประชาชน ก็ไม่ได้เป็นการสรุปว่า 44 สส. กระทำความผิดแต่จะต้องต่อสู้ในชั้นศาลที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา แต่ต้องการจะย้ำว่าหากใครกังวลเรื่องอนาคตพรรคประชาชน ยืนยันว่ามีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่กังวลมากกว่าคือไม่ใช่ อนาคตพรรคประชาชนแต่คืออนาคตของประเทศและระบบการเมืองไทย ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล หากเกิดขึ้นกับอดีตหรือ สส.ของพรรคอื่น ตนก็จะพูดเหมือนกันเพราะเป็นหลักการ ที่พรรคการเมืองควรจะยืนยันร่วมกัน

เมื่อถามว่าข้อต่อสู้มั่นใจแค่ไหนที่จะสามารถทำให้ผู้ถูกกล่าวหาปฎิบัติหน้าที่ต่อระหว่างการพิจารณาคดี นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทำอย่างเต็มที่ ยังไงก็สู้ยิบตาทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไรให้เป็นการตัดสินของศาลฎีกา และชี้แจงเพิ่มเติมว่าการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติแม้จะไม่มีคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อหารือกับสมาชิกพรรคในการทำงานขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่าขณะนี้พรรคประชาชนเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนจะมีการพิจารณาวาระอื่นหรือไม่ต้องรอ กระบวนการเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนก่อน ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งใดออกมา 

“คิดว่ามาตรการรองรับในฉากทัศน์เราพูดหลายรอบแล้ว เป็นที่รับรู้ของประชาชนอยู่แล้วว่ามีความเป็นไปได้แบบไหนบ้าง นายณัฐพงษ์ ก็พูดหลายครั้งเมื่อถูกสัมภาษณ์ในเรื่องนี้หลังจากการเลือกเลือก ขอใช้พื้นที่นี้ย้ำอีกรอบว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่อนาคตพรรค แต่คืออนาคตของประเทศ ณ เวลานี้อยากใช้พื้นที่สื่อสารเรื่องนี้เป็นหลัก” นายพริษฐ์ กล่าว

สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์

สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์

สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.58 น.

“นายกฯ”จ่อตั้ง”เอกนิติ”นั่งคุม ศบก.-พลังงาน แทน”พิพัฒน์” หลังดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน ยันฟังเสียงประชาชน เผยเรียก”กรมธุรกิจพลังงาน-กรมเจ้าท่า-เสธ.ทร.”เข้าพรรค ภท.วานนี้ หารือสกัดน้ำมันส่งออก ย้ำทุกหยดที่กลั่นในประเทศ คนไทยต้องได้ใช้ จ่อนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่งตรง สปป.ลาว

1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวว่าขอไม่คุมกระทรวงพลังงาน ว่า ในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมัน จะหมดไปกับรัฐบาล “หนู 1” และเมื่อ “หนู 2” มาก็ต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง ก็มีการสลับสับเปลี่ยน พร้อมยอมรับว่า คิดว่าจะให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชน และนายพิพัฒน์ เอง แต่อย่างไรก็ตาม ตนจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ซึ่งตนก็รับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้

เมื่อถามว่า จะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ตอนนี้ก็มีอยู่” ขณะที่การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวง จะให้นายเอกนิติ รับผิดชอบกระทรวงพลังงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนั้น เพื่อให้ประชาชน และนายพิพัฒน์ เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้มีการเรียก อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , กรมเจ้าท่า และ พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. , ตำรวจ , กรมเจ้าท่า และ กรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลักจากนี้ไปน้ำมันจะต้องสำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น ส่วนที่จะส่งไป สปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยัง สปป.ลาว เลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ พร้อมย้ำว่า เราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนได้มีการหารือกับเสนาธิการทหารเรือ เรื่อง MOU 2544 ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับตนจบแล้ว ก่อนย้ำว่าคำว่าจบของตนคือยกเลิก

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้วิกฤตพลังงาน-เปิดข้อมูลน้ำมัน

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้วิกฤตพลังงาน-เปิดข้อมูลน้ำมัน

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้วิกฤตพลังงาน-เปิดข้อมูลน้ำมัน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้ วิกฤตพลังงาน ให้ประชาชน จี้เปิดข้อมูลน้ำมัน-อำนวยความสะดวก ปชช.ช่วงสงกรานต์

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า พอมี ครม.ใหม่เป็นที่ชัดเจนแล้ว และจะมีการแถลงนโยบายเพื่อเริ่มปฎิบัติหน้าที่ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือให้ ครม.ใหม่ ทำงานเลย เพราะนอกเหนือจากปัญหาต่างๆ ที่เรื้อรังมานาน ทั้งปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องการทุจริต ซึ่งถูกพูดถึงเยอะในการนำเสนอนโยบายช่วงเลือกตั้ง แต่ตอนนี้มีวิกฤติเฉพาะหน้าคือเรื่องพลังงาน กระทบต่อปากท้องของประชาชน 

“โดยคิดว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังที่สุด ก็คือ ครม.ชุดใหม่ ต้องเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนทันที คงไม่มีเวลาทดลองงาน” นายพริษฐ์  กล่าว 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะเป็นเทศกาลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และสภาพจิตใจของประชาชน หวังว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ให้มีการจัดระบบข้อมูลที่มีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ขัดแคลนน้ำมัน และความชัดเจนว่าจะสามารถเติมที่ไหนได้บ้าง หรืออำนวยความสะดวกเรื่องขนส่งสาธารณะ ที่ประชาชนต้องการเดินทางกลับต่างจังหวัด รวมไปถึงการดูแลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน 

เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112

เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112

เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.53 น.

คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เดินมาถึงช่วงชี้ชะตา หลัง ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กฎหมายมาตรานี้อยู่ในลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ใช่กฎหมายทั่วไปที่จะหยิบมาปรับเล่นตามอารมณ์ทางการเมือง การเข้าไปแก้เท่ากับแตะโครงหลักของรัฐโดยตรง

ในจำนวนผู้ร่วมลงชื่อ มี 10 คนที่วันนี้ยังเป็น สส. พรรคประชาชน ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ซึ่งล้วนเป็นตัวหลักของพรรคในวันนี้

หากศาลรับคำร้อง สส.ทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากศาลวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โทษตามกฎหมายอาจไปถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

ลายเซ็นที่เคยเอาไว้โชว์จุดยืน วันนี้ถูกหยิบขึ้นมาสู่ชั้นศาลโดยตรง และเปิดให้เห็นชัดว่าการตัดสินใจในวันนั้นกำลังส่งผลถึงสถานะทางการเมืองในวันนี้

ตอนเสนอแก้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พรรคก้าวไกลวางตัวเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ ฝ่ายก้าวหน้า และอธิบายว่ากฎหมายลักษณะนี้ไม่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่

สาระของข้อเสนอไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปรับลดโทษ แต่ยังมุ่งปรับระดับของความผิดให้เข้าใกล้คดีหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา รวมถึงการกำหนดให้สำนักพระราชวังต้องเข้ามาเป็นผู้ร้องทุกข์เอง ซึ่งเท่ากับดึงสถาบันลงมาอยู่ในกระบวนการคดีโดยตรง

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะของกฎหมายที่ใช้คุ้มครองประมุขของรัฐ ไปสู่กรอบเดียวกับข้อพิพาทระหว่างบุคคลทั่วไป ทั้งที่ในหลายประเทศก็มีกฎหมายลักษณะคุ้มครองประมุขของรัฐในรูปแบบของตนเอง

การตีความว่ากฎหมายเดิมล้าหลัง และต้องถูกปรับให้ทันสมัย เป็นการวางตัวเองเหนือโครงสร้างเดิมของประเทศอย่างชัดเจน

วิธีคิดแบบนี้เป็นการอวดดีทางแนวคิด เชื่อว่ามาตรฐานของตัวเองสูงกว่า และสามารถกำหนดทิศทางใหม่ได้โดยไม่ต้องยึดโยงกับบริบทของประเทศ

โพสต์ของ รักชนก ศรีนอก แสดงให้เห็นชัดถึงวิธีอธิบายแบบเข้าข้างตัวเอง ไล่รายชื่อ สส. พรรคเดียวกันขึ้นมายกย่อง พร้อมระบุว่าคนกลุ่มนี้คือกำลังสำคัญของประเทศ

ในขณะเดียวกัน มีการพาดพิงนักการเมืองจากพรรคอื่นโดยระบุชื่อเปรียบเทียบในเชิงลดค่า ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นก็ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนตามกติกาเดียวกัน

ลักษณะการสื่อสารแบบนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องพวกเดียวกัน แต่เป็นการตั้งตัวเองเหนือกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน พร้อมกับกดคนอื่นให้ต่ำลงไปพร้อมกัน

ข้อเท็จจริงอีกด้านคือ รักชนก ศรีนอก เคยถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี จากการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

เมื่อมีข้อเท็จจริงลักษณะนี้อยู่ แต่ยังเลือกอธิบายเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และยกตัวเองเหนือผู้อื่น ภาพที่ออกมาจึงเป็นความจองหองและอวดดีที่เห็นได้ชัดจากการกระทำของตัวเอง

แนวคิดที่ปรากฏในสภาไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วน แต่มีความต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวก่อนหน้านั้น ทั้งม็อบบนท้องถนน การสื่อสาร และการพาดพิงสถาบันอย่างต่อเนื่อง

จากบริบทดังกล่าว แนวทางเหล่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่พื้นที่นอกสภา แต่ถูกยกเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ และเปลี่ยนรูปเป็นข้อเสนอแก้กฎหมาย

เมื่อรวมเข้ากับการวางตัวเป็นฝ่ายก้าวหน้า เป็นคนรุ่นใหม่ และการตีความกฎหมายเดิมว่าเป็นของล้าหลัง ภาพทั้งหมดจึงเชื่อมต่อกันเป็นแนวทางเดียว

การยืนอยู่เหนือกติกา พร้อมลดค่าคนอื่นลง เป็นวิธีคิดที่สะสมมา และสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในพฤติกรรมทางการเมือง

คดีของอดีต 44 สส. จึงเป็นผลต่อเนื่องจากการตัดสินใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกขาดออกจากกัน และในจุดนี้ แกนนำ 10 คนที่ยังดำรงตำแหน่ง สส. อยู่ในปัจจุบัน ต่างผูกสถานะของตัวเองไว้กับลายเซ็นในครั้งนั้นโดยตรง

เมื่อศาลรับคำร้อง ผลในชั้นต้นคือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ และในขั้นต่อไป หากศาลวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โทษตามกฎหมายอาจไปถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่กระทบต่อสถานะทางการเมืองโดยตรง

ลายเซ็นที่เคยใช้โชว์จุดยืนทางการเมือง วันนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอย่างเต็มรูปแบบ และกำลังเป็นตัวกำหนดชะตาทางการเมืองของเจ้าของลายเซ็นเองโดยตรง

เมื่อกระบวนการเดินมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่คำอธิบายหรือการยกเหตุผลเข้าข้างตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นผลทางกฎหมายที่จะตัดสินสถานะทางการเมืองของคนที่ลงชื่อในวันนั้น

ความจองหองที่เคยใช้ขับเคลื่อนการเมือง กำลังถูกคิดบัญชีผ่านกระบวนการศาล และผลลัพธ์ที่จะออกมา จะเป็นคำตอบสุดท้ายของลายเซ็นชุดนั้น

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘สันติ ปิยะทัต’ ขนเฟอร์นิเจอร์พ้นตึกบัญชาการ เปิดทางรับรัฐมนตรีใหม่

‘สันติ ปิยะทัต’ ขนเฟอร์นิเจอร์พ้นตึกบัญชาการ เปิดทางรับรัฐมนตรีใหม่

‘สันติ ปิยะทัต’ ขนเฟอร์นิเจอร์พ้นตึกบัญชาการ เปิดทางรับรัฐมนตรีใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.47 น.

สันติ ปิยะทัต เก็บของออกจากห้องทำงานทำเนียบฯ จนท.เตรียมเคลียร์ห้อง รอรับ ‘รองนายกฯ-รมต.สำนักนายกฯ’ ป้ายแดง

1 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง “ครม.อนุทิน 2” ทำให้รัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” ที่ไม่ได้ไปต่อ ทยอยเก็บของออกจากห้องทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ นายสันติ ปิยะทัต อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้เจ้าหน้าที่มาเก็บของที่ชั้น 4 ตึกบัญชาการ 1 โดยมีรถบรรทุกคันเล็กจำนวน 2 คัน และรถกระบะ 1 คัน มาขนของออกไป โดยของที่ย้ายออกไป ส่วนหนึ่งจะไว้ที่บ้าน และไว้ที่ออฟฟิศของนายสันติ ซึ่งในส่วนของรถกระบะเป็นโต๊ะหมู่บูชาและรูปภาพบางส่วน ขณะที่รถบรรทุกคันเล็กขนตู้ไม้ ชุดเฟอร์นิเจอร์โต๊ะทำงาน เก้าอี้ต่างๆ รวมถึงจานชาม

ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรองนายกฯ ซึ่งใน “ครม.อนุทิน 2” ดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงตำแหน่งเดียว ได้ให้เจ้าหน้าที่ขนของออกจากห้องทำงานชั้น 1 ไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาขนของออกจากตึกบัญชาการ 1 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะมีการเตรียมห้องทำงานเพื่อรองรับ รองนายกฯ และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประกอบด้วย ห้องทำงานของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และนางสุขสำรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง, น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะใช้ห้องทำงานเดิม 

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.41 น.

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอ ประเมินผลงาน ไม่เข้าเป้าขอทรงสิทธิ์พิจารณาปรับปรุง อุบตั้ง ครม. เพียง 35 ตำแหน่ง บางเรื่องขอถือเคล็ดเก็บไว้กับตัวเอง หลังสื่อถามมีนัยการเมืองหรือไม่ ปัดตอบเหตุสุชาติไม่ได้นั่งรองนายกฯ นัด เชน-หนิม กินข้าวกลางวันเชิญพรุ่งนี้ทำเนียบฯ ถกการทำงานร่วมกัน

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 เทคโนแครต ประกอบด้วย (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ไม่มีรัฐมนตรีช่วย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพราะเหตุใด นายอนุทินยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานแบบนี้ ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

เมื่อถามว่า กรณีที่ไม่ให้รัฐมนตรี 3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่ และไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว ซึ่งคำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนบัญญัติขึ้น เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนได้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มอบนโยบายและให้การสนับสนุนภารกิจที่รัฐมนตรีต้องการทำ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวม บ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เป็นเพราะต้องการให้เจ้ากระทรวงทำงานอย่างมีวันสต็อป

เมื่อถามว่า เดิมนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะมีการวัดเคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคลหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่าง ๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะทรงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ต้องถามคนที่รู้จักผมดี”

เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ก็อย่าให้ล้น

เมื่อถามว่า มีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ของบางอย่าง ขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง

เมื่อถามว่า รอใครเกษียณเพื่อมารับตำแหน่งหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2

เมื่อถามถึงการทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ว่ามีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร

เมื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจ เชื่อถือกัน โดยในวันพรุ่งนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามย้ำว่า นายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รวมด้วยสิ” 

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงเปิดให้สมาชิกหารือเพื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นหารือถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักทั่วประเทศ ว่า ปัจจุบันราคาพืชผลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูสวน ฟัก ฟักทอง ข้าว มะพร้าว และ แตงโม ต่างประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่ขยับสูงขึ้นรอบด้าน ที่ประกอบด้วย เคมีภัณฑ์และปุ๋ย มีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ค่าน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการเกษตรสูงขึ้น อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ล้วนมีราคาสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรขาดทุนซ้ำซาก

“ขอฝากถึงท่านผู้ที่เคยตื่นตัวและเบิกบานในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ให้เลิกมองฟ้าแล้วหันมาก้มมองดิน มองหน้าพี่น้องเกษตรกรรากหญ้าบ้าง ขอให้เร่งออกมาตรการเยียวยาและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นการเร่งด่วน ก่อนที่กระดูกสันหลังของชาติจะอยู่ไม่รอด เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เพราะส่งผลกระทบต่อปากท้องและความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหามากกว่าที่ผ่านมา” นายพิทักษ์เดช กล่าว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.31 น.

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ ย้ำ 5 เดือนแล้วยังไร้วี่แวว

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานได้เปิดให้สมาชิกได้หารือถึงปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้หารือว่า ณ วันนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้วที่พี่น้องชาวหาดใหญ่รอคอยเงินเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เขาฝากให้ตนมาช่วยทวงเงินให้เขา จึงขอให้สภาฯ แห่งนี้ ส่งต่อความเดือนร้อนผ่านประธานสภาฯ ไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายจูรี กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2568 ถือเป็นวิกฤตที่หนักที่สุดเท่าที่ตนและชาวหาดใหญ่เคยประสบมา บ้านเรือนราษฎรเสียหายเกือบทุกหลังคาเรือน ปัจจุบันเกษตรกรและชาวบ้านยังคงรอคอยเงินเยียวยาเพื่อมาซ่อมแซมบ้านเรือน

“คนที่พอมีเงินเขาก็ซ่อมไปก่อน บางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซ่อม แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ 5 เดือนผ่านมาแล้วยังไม่ได้ซ่อมบ้านเลย เพราะเขาไม่มีเงิน และกำลังรอคอยเงินก้อนนี้ที่เป็นความหวังเดียวของเขาตามกฎหมาย” นายจูรี กล่าว

นายจูรี กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีความล่าช้าในเรื่องการตรวจสอบเอกสาร มีการเรียกขอเอกสารซ้ำซ้อนหลายรอบ จนกลายเป็นอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณเยียวยา ดังนั้นจึงได้ฝากผ่านประธานสภาฯ ไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ให้เร่งรัดสั่งการเป็นกรณีพิเศษ

“อยากให้ท่านนายกฯ เข้าใจถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของการรอคอย อย่าปล่อยให้ความล่าช้าของระบบราชการไปซ้ำเติมบาดแผลของพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ผ่านมรสุมชีวิตมาหนักหนาแล้ว ขอให้เร่งจ่ายเงินก้อนนี้ให้ถึงมือประชาชนโดยด่วนที่สุด” นายจูรี กล่าว