นายกฯ เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับนักตบลูกยางสาวไทย ชุดแชมป์เอเชีย-ตั๋วโอลิมปิก 2028 โชว์อันเดอร์-เซตลูกวอลเลย์ ก่อนมอบเงินรางวัลรวมกว่า 14 ล้านบาท

3 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

“นายกฯ”เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ”นักตบลูกยางสาวไทย” ชุดแชมป์เอเชีย-ตั๋วโอลิมปิก 2028 โชว์”อันเดอร์-เซตลูกวอลเลย์” ก่อนมอบเงินรางวัลรวมกว่า 14 ล้านบาท พร้อมกดปุ่มโอนตรงเข้าบัญชีนักกีฬา เจ้าตัวขอบคุณทีมวอลเลย์บอลหญิงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย พูดติดตลก”ช่วงความดีใจช่วยรัฐบาลไม่โดนด่า” พร้อมขอให้รักษาสภาพร่างกาย-อย่าประมาท เตรียมลุยโอลิมปิก

3 กันยายน 2569 ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านกีฬา นำนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุดแชมป์เอเชีย 2026 และเป็นชุดประวัติศาสตร์คว้าตั๋วโอลิปปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าพบนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความยินดี พร้อมทำพิธีกดปุ่มโอนเงินรางวัลเรียลไทม์ให้กับนักกีฬา ซึ่งรัฐบาล โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มอบเงินรางวัลรวมกว่า 14 ล้านบาท หลังคว้าแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 มาครองได้สำเร็จ

โดยมี นายเจริญ วรรธนะสิน รองประธานกรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) , นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย , จ่าอากาศเอก เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หรือ โค้ชอ๊อต หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย รวมถึงทีมสต๊าฟโค้ช เข้าร่วม

โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในนามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ตลอดจนนักกีฬา ผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย จอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัล และแสดงความยินดีแก่นักกีฬา และผู้เกี่ยวข้อง จากความสำเร็จในในการแข่งแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง จนสามารถสร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจในนามประเทศไทย ด้วยการคว้าอันดับ 1ในทวีปเอเชีย และได้รับสิทธิ์การเข้าร่วมแข่งขันกีฬากีฬาโอลิมปิก 2028 โดยอัตโนมัติถือเป็นความสำเร็จที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโควตาเข้าร่วมแข่งขันมีจำนวนจำกัดเพียง 12 ทีมจากทั่วโลก ความสำเร็จครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความปลาบปลื้ม ความภาคภูมิใจ และความสุขแก่ประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง

ขณะที่ นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กว่าจะถึงวันนี้เราใช้เวลาวางแผนต่อเนื่องมา 40 ปี มีการกำหนดแผนงานในการพัฒนาไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ทั้งระยะสั้นกลาง ยาว จากการกำหนดแผนงานส่งผลให้เรามีบุคลากร โดยเฉพาะนักกีฬาขึ้นมาเป็นตัวแทนอย่างมีศักยภาพได้มาก จนสามารถพัฒนานักกีฬาของเราเพิ่มสู่ระดับนานาชาติ

สำหรับการตั้งเป้าสู่โอลิมปิก เราตั้งเป้ามาแต่ปี 2540 โดยมีเป้าหมายไปโอลิมปิกที่เอเธนส์เมื่อปี 2547 แต่เราไม่สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ยังคงมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรามีโอกาสหลายครั้งที่จะได้ไปโอลิมปิก เสียน้ำตา เสียความรู้สึก แต่เราไม่เคยเสียความมั่นใจมีความพยายาม จนในที่สุดนักกีฬา และทีมของพวกเรารวมพลังไปสู่เป้าหมายสู่ฝันที่ตั้งไว้จนประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากนี้ต้องพัฒนากันต่อด้วยการสร้างนักกีฬารุ่นต่อรุ่น ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ริเริ่มโครงการ Prime Minister’s Youth ที่เป็นส่วนเติมเต็ม และเป็นส่วนสำคัญ ต่อการพัฒนาเด็ก และเยาวชนในระดับรากหญ้าสู่ระดับชาติ เราขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นในพลังครอบครัววอลเลย์บอลว่าจะทำหน้าที่ของพวกเรา และทำหน้าที่ตัวแทนของคนไทยให้ดีที่สุดต่อไป

ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากตั้งแต่รับทราบข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา เพราะพวกเรายังอยู่ต่างจังหวัดกันอยู่ได้รับข่าวดี ในสำนึกของพวกเราทุกคนมั่นใจว่าครั้งนี้ที่น้องๆ จะนำความปลาบปลื้มปิติมาให้แก่พี่น้องคนไทย ตนได้ติดตามข่าว และก็เห็นทรงแล้วว่าวันนั้นน่าจะชนะ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง เชื่อว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และนักกีฬาทีมชาติไทยได้ส่งความสุขให้กับคนไทยในประเทศ บรรยากาศเปลี่ยนเลยทันที บรรยากาศในร้านอาหาร บรรยากาศในโซเชียลมีเดีย และต้องขอบคุณมากช่วงนั้นไม่มีใครด่ารัฐบาลเลย ทุกคนใส่โค้ดว่ายินดีปรีดากับชัยชนะกับสิ่งที่น้องๆทำให้กับประเทศไทย ตนก็ยิ่งดีใจ ตอนแรกรู้สึกว่าจะทำอย่างไรดีที่จะแสดงความชื่นชมกับน้องๆ แต่ไม่ทันไร รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เหมือนรู้ใจ บอกว่า 2-3 วันนี้มีเวลาว่างหรือไม่จะพาน้องนักกีฬาวอลเลย์บอลมาพบ ตนก็บอกว่าตนไม่ว่างได้อย่างไร ตนรออยู่ และจะให้ไปไหนก็ไปไม่ต้องมาที่นี่ก็ยังได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การเป็นคนไทยโดยเฉพาะเวลาที่ไปต่างประเทศเขาเปิดเพลงชาติไทยต้อนรับ เรารู้สึกภาคภูมิใจ แต่ครั้งนี้เราเป็นคนเปิดเพลงชาติไทยของเราเองในแผ่นดินประเทศจีน ซึ่งน้องๆเป็นคนทำให้เพลงชาติไทยได้รับการบรรเลง ตนเชื่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของเรามีความเข้มแข็ง ของพวกนี้ต้องมากับใจ ฝีมือมีอยู่แล้ว แต่เวลาเล่นกีฬาบางวันเราเล่นคึกเหลือเกิน บางวันก็ถอยๆไป แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ใจสั่งมา ทุกคนพร้อมเป็นกำลังใจให้กับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกคนด้วยความใจจดจ่อ และต้องการเห็นน้องๆ นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย ซึ่งตั๋วโอลิมปิกที่ได้ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมีความพร้อม อย่าประมาท ทุกคนมีความเป็นนักสู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อมีความเป็นนักสู้แล้วจะมีแรงบวกมหาศาลที่ทำให้เราประสบชนะได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมให้การสนับสนุนทุกรูปแบบในการพัฒนาทักษะของนักกีฬาไม่ใช่เฉพาะกีฬาวอลเลย์บอลเท่านั้น แต่มีระบบอัปสกิลรีสกิลโดยเฉพาะนักกีฬาสมัยก่อนประเทศไทยไปเอเชียนเกมส์ โอลิมปิกไม่มีเหรียญเลยจนเริ่มมีกีฬามวย กีฬายกน้ำหนัก และกีฬาอื่นๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราเชื่อว่าเราต้องพัฒนาศักยภาพให้มากกว่านี้ โดยรัฐบาลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้เป้าหมายของพวกเราประสบความสำเร็จได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตน และคณะรัฐมนตรีในนามรัฐบาลต้องขอขอบคุณโค้ชอ๊อตเป็นพิเศษ ตนรู้สึกอินไปกับโค้ชด้วย สำคัญที่สุดคือน้องๆนักกีฬาทุกคนที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้เชื่อว่าน้องๅจะประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป ขอบคุณผู้มีส่วนในการสนับสนุนทุกทุกท่าน เราจะอยู่เคียงข้าง และพร้อมส่งกำลังใจให้อย่างเต็มที่ ให้น้องๆได้ก้าวไปสู่อีกขั้น และเชื่อว่าเราจะได้ชื่นชม และแสดงความยินดีเช่นนี้ยิ่งๆขึ้น ขอให้รักษาสุขภาพ ให้แข็งแรงรู้ลิมิตของตัวเอง อย่าเข้าไปในส่วนที่จะมีอันตรายต่อสภาพร่างกายของเรา เพราะเราต้องการให้น้องๆร่วมกันได้รับชัยชนะเพื่อประเทศไทย คำว่าไทยแลนด์ รัฐบาลต้องการให้คนพูดคำว่าไทยแลนด์สักประมาณ 1 ล้านครั้งทั่วโลก น้องๆก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของนานาชาติ ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นประเทศที่คนให้ความเชื่อมั่นได้

พร้อมกันนี้ ทางทีมวอลเลย์บอลได้มอบลูกวอลเลย์บอลที่มีลายเซ็นของนักกีฬาทุกคน ให้นายก​รัฐมนตรี​ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้เซต และอันเดอร์บอลกับนางสาวพรพรรณ เกิดปราชญ์ หรือ น้องชมพู่​ กัปตันทีม ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬารวมมูลค่าแล้วประมาณ 14 ล้าน 7 แสนบาท และได้กดปุ่มโอนเงินรางวัลแบบเรียลไทม์เข้าบัญชีนักกีฬาโดยตรงด้วย ซึ่งนักกีฬาที่ใช้ธนาคารกรุงไทยเงินได้เข้าสู่บัญชีทันที 6 แสนบาท ซึ่งน้องๆทุกคนก็ได้ส่งเสียงเฮแสดงความดีใจ และรีบเช็คบัญชีของตนเองทันที

อย่างไรก็ตาม การมอบเงินรางวัลครั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ และขอบคุณนักกีฬา สตาฟโค้ช และทีมงานทุกคน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างความสุขให้คนไทยทั้งประเทศ และเป็นการยืนยันนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันวงการกีฬาวอลเลย์บอลและนักกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ วิทยาศาสตร์การกีฬา และงบประมาณที่เกี่ยวข้องในทุกๆด้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้รับของที่ระลึก นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ทีมคณะทำงานทำกล่องครอบลูกบอลไว้เพื่อเป็นที่ระลึก และตั้งไว้ในทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นักกีฬาต้องการจะมอบถ้วยรางวัลให้กับรัฐบาลเพื่อเอาไว้ตั้งโชว์ ขณะที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเอาไว้ทำเป็นถ้วยจำลองมาดีกว่า เพราะถ้วยรางวัลอันนี้ถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ให้น้องๆ ได้เอากลับไปที่สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แลกคอนแทคกับนักกีฬา โดยระบุว่า “ขอภาพที่เซลฟี่ และถ่ายภาพร่วมกันมาให้ด้วย”

นักตบลูกยางสาวไทยนายกรัฐมนตรีวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยอนุทินแชมป์เอเชียโอลิมปิก2028

ไอติม เข้าแจง กมธ.ตำรวจ ยันพร้อมร่วมมือคดีฮั้ว สว. เต็มที่ ข้องใจ กมธ.เร่งไล่ล่าคนปล่อยเอกสาร มากกว่าหาตัวคนผิด

3 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ วาระพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ โดยได้เชิญ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และผู้บังคับการกองปราบปราม เข้าให้ข้อมูล

โดย นายพริษฐ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจง กมธ.ฯ ว่า จากเอกสารที่กรรมาธิการส่งเชิญมาระบุว่าจะเป็นการพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารคดีฮั้ว สว. ซึ่งตนถูกเชิญในฐานะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล จึงต้องถามกลับว่าเอกสารอะไร ซึ่งตั้งแต่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ไม่เคยนำเอกสารใดมาเผยแพร่ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในฐานะที่ถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ในสภา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็หวังว่าในอนาคตหากมี สส.คนใด พรรคไหนถูกกรรมาธิการชุดใดเชิญไปตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันนี้

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนาของกมธ. ไม่ขอก้าวล่วง แต่ต้องข้อสังเกตว่าคดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวโกงสว.เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน

“ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เป็นการไล่ตรวจสอบว่าข้อมูลต่างๆ มาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ว่า การจัดลำดับความสำคัญแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดี ให้ความร่วมมือ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.เพราะดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบปรามแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้วสว. พูดชัดเจนมาตลอด ก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่าได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกัน ว่าจะมีมูลความจริง จึงได้นำมาเสนอต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอชวนคิดตามในภาพรวมว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในทุกกรณี คือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่สส.และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐาน ในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งจะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีคุมประพฤติ หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีฮั้ว สว. ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่ง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ก็เปิดเผยว่า ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งใน 5 คนลงมติเสียงข้างมาก ของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36

“ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตัวเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

กมธ.ตำรวจ,พริษฐ์,ยิ่งชีพ,ดีเอสไอ,ฮั้ว สว.,

ปธ.กมธ.ตำรวจ เรียก พริษฐ์-ยิ่งชีพ แจงปมเผยแพร่เอกสารดีเอสไอ คดีโกง สว. ยันทำเพื่อหาข้อเท็จจริง ไร้เกมการเมือง

3 กันยายน 2569 เวลา 11:40 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ วาระพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ โดยได้เชิญ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และผู้บังคับการกองปราบปราม เข้าให้ข้อมูล

โดย นายวัชรพงศ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ฯ ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ไปร้องทุกข์ที่กองปราบ ปรามในกรณีที่บุคคลนำเอกสารไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งในข้อความที่ไปแจ้งความร้องทุกข์จะเป็นในลักษณะของการทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานของดีเอสไอ โดย กมธ.หยิบยกมาหารือว่าการทำงานของดีเอสไอขณะนี้เอกสารหลุดไปได้อย่างไร และต้องมาตรวจสอบเพราะเป็นการเปิดเผยเอกสารจากฝ่ายเดียว ซึ่ง กมธ.มีหน้าที่หาข้อเท็จจริง เพื่อที่จะให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า จะเป็นการเอาผิดผู้ที่เปิดเอกสารด้วยหรือไม่ นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า อยู่ที่กองปราบพิจารณาแล้ว ว่าบุคคลที่นำข้อมูลไปเปิดเผย มีความผิดตามมาตราใด

เมื่อถามว่า กมธ.ตำรวจ อยู่ในสัดส่วนของรัฐบาล การเชิญมาชี้แจงจะไม่ถูกมองว่าเป็นการสกัดทางการเมือง เพื่อปิดปากในการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้ว สว. นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ไม่ ตนอยากให้มองว่า กมธ.เราจะทำให้บุคคลต่อไปนี้ จะทำการเปิดเผยเอกสารอะไรต่างๆ ต้องมีที่มาที่ไปชัดเจนเพื่อที่จะได้ไม่เป็นการกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เมื่อถามว่า การที่ดีเอสไอแจ้งความจะต้องมีการตรวจสอบคนภายในหรือไม่ นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียดเอกสารที่ดีเอสไอหอบไปแจ้งความ กมธ.จึงได้มีการเชิญมาชี้แจง เพราะต่อไปนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน หากปล่อยให้มีเอกสารหลุดเช่นนี้ แล้วหลุดมาได้อย่างไร ดีเอสไอต้องหาตัวคนผิดให้ได้ เนื่องจากมีผลต่อรูปคดี และมีผลต่อการปฎิบัติงาน ซึ่งไม่ควรหลุดออกมา

เมื่อถามย้ำว่า จุดประสงค์ของ กมธ.คือการสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเอาผิดกับคนเปิดเผยเอกสารใช่หรือไม่ นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า จริงๆ วันนี้ตนเชิญนายยิ่งชีพที่เป็นคนเปิดเผยข้อมูลมาด้วย แต่นายยิ่งชีพไม่มา ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียใจอยู่ เพราะเราอยากได้ข้อเท็จจริง และเอกสารที่นายยิ่งชีพมีอยู่ก็ค่อนข้างชัด แต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว จึงอยากทราบว่านายยิ่งชีพ นำเอกสารต่างๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร เพราะหากยังจำกันได้มีเอกสารบางอย่างที่ถึงขนาดศาลแจ้งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น หยุดปฎิบัติหน้าที่และก้าวก่าย จึงคิดว่าประเด็นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ฉะนั้น เราต้องหาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้

เมื่อถามย้ำว่า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเกมทางการเมืองใช่หรือไม่ นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะ กมธ.ของเรา ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง และมีพรรคประชาชนด้วย

กมธ.ตำรวจ,พริษฐ์,ยิ่งชีพ,ดีเอสไอ,ฮั้ว สว.,

มัลลิกา แจง ปิดไมค์ ภัทรพงษ์ เหตุพูดเกินเวลา ปัดป้อง สว. ยันไม่ขัดแย้งส่วนตัวทั้งกับคน-พรรค

3 กันยายน 2569 เวลา 11:35 น.

มัลลิกา แจง ปิดไมค์ ภัทรพงษ์ เหตุพูดเกินเวลา ปัด ป้องสว.หลังอภิปรายพาดพิง ยันไม่ขัดแย้งส่วนตัวทั้งกับคน-พรรค ลั่นประธานฯ ใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคน คุมการประชุมให้เรียบร้อย ชี้การสบถคำหยาบเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง แถลงชี้แจงกรณีปิดไมค์นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….(พ.ร.บ.อากาศสะอาด) โดยสบถคำหยาบคายออกมา ว่า เพื่อให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งแต่อย่างใด เรื่องเกิดขึ้นขณะพิจารณาพ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและสภาให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยมี สส.ลงชื่ออภิปรายหลายคนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และมีความเห็นตรงกันที่จะอภิปรายให้แล้วเสร็จภายในเย็นวันที่ 2 ก.ย.โดยให้กรอบเวลาการอภิปรายคนละ 5 นาที เพื่อให้การพิจารณาไม่ล่าช้า เนื่องจากมีการแก้ไขจากวุฒิสภาที่ส่งกลับมา และ สส.ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย จึงต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน จำนวน 20 คน แบ่งเป็น สส. 10 คน และสว.10 คน ซึ่งมีสส.หลายคนการอภิปรายพาดพิงถึง สว.แต่อยู่ในเวลาที่กำหนดคือ 5 นาทีก็สามารถอภิปรายได้

“หากมีสมาชิกอภิปรายเกินเวลาก็ถูกปิดไมค์ทุกคน การอภิปรายถือเป็นเอกสิทธิ์สส.แต่ก็เป็นหน้าที่ของประธานการประชุมเช่นกันที่จะต้องควบคุมกันประชุม ใช้วาจาให้สุภาพและการรักษาเวลาเพื่อความเรียบร้อยในการประชุม”น.ส.มัลลิกา กล่าว

น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวินัยการรักษาเวลาไม่ใช่ประเด็นเรื่องเนื้อหา และขอย้ำว่าส่วนตัวไม่ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างสส.กับประธานการประชุมหรือพรรคการเมืองใด ประธานมีหน้าที่ที่จะต้องควบคุมการประชุมให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ให้เสร็จภายในเวลาที่วิปทั้งสองฝ่ายกำหนดมา และข้อบังคับการประชุมก็กำหนดชัดเจนว่าสมาชิกต้องไม่ใช้คำที่ไม่สุภาพ หากฝ่าฝืนข้อบังคับ ประธานฯ ก็ให้ถอนคำพูดเพื่อรักษาความเรียบร้อยของประชุม เนื่องจากมีการถ่ายทอดสด มีประชาชนดูอยู่จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชนและประชาชนทั่วไป

เมื่อถามว่ามาตรการปิดไมค์นี้จะนำไปใช้ในการอภิปรายอื่นหรือไม่ น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า จริงๆ แล้วมีการกำหนดเวลาทุกครั้งอยู่แล้ว สส.ก็จะซ้อมมาก่อนเพื่อให้อยู่ในกรอบเวลา เหมือนเช่นการหารือที่ใช้เวลา 2 นาที ตนยืนยันว่าไม่ใช่ว่าพูดพาดพิง สว.ไม่ได้ เพราะสส.หลายคนก็พูด แต่เป็นเรื่องของการรักษาเวลา

เมื่อถามว่าการที่สมาชิกสบถคำหยาบออกมา จะมีการแสดงความกังวลไปถึงพรรคต้นสังกัดหรือไม่ น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า เมื่อคืน (2 ก.ย.) จึงต้องให้สมาชิกถอนคำพูด และอยากให้ใช้คำพูดที่สุภาพ เพราะเสียงออกไมค์ด้วย หากปล่อยปละละเลย หรือปล่อยผ่านก็จะหาว่าประธานฯไม่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมที่ถูกต้อง

ประชาชนประธานสภาฯปิดไมค์สส.ส้มภัทรพงษ์มัลลิกาสว.แนวหน้าออนไลน์

ดร.ณัฎฐ์ เข้าพบตำรวจ ปมแจ้งความ สมชัย ลั่นเอาคืนทุกดอก

3 กันยายน 2569 เวลา 11:31 น.

3 กันยายน 2569 หลังมีข่าวแพร่สะพัดว่า ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และมือกฎหมายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางเข้าพบพนักงานสวน สน.ทุ่งสองห้อง มีการเปิดเผยหนังสือเชิญให้ถ้อยคำ ตามหนังสือที่ ตช.0015 (บก.น.2 (7)(ทด.)/1753 สน.ทุ่งสองห้อง ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นั้น

ล่าสุด มีรายงานว่า ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม พร้อมทีมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนให้ปากคำ พร้อมพยานหลักฐานสำคัญให้แก่พนักงานสอบสวนคดีแล้ว

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม กล่าวยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง บุคคลที่นายสมชัยฯ อยากทราบนักหนาว่าใครไปกล่าวโทษกับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่ สน.ทุ่งสองห้อง วันนี้คือคำตอบแล้ว ไม่ต้องไปเดากัน เพราะคดีอยู่ในอายุความตามกฎหมายและเป็นคดีอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนตรวจสอบแล้ว คดีมีมูลตามข้อกล่าวหา จึงเรียกสอบสวน ยืนยันการกระทำความผิดของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก่อนส่งให้ เลขาธิการ ปปช.เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวน ปปช.ดำเนินคดีต่อไป

“คดีนี้ ตนกล่าวโทษขอให้ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แล้ว วันนี้ยืนยันได้ว่า พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายแล้ว คดีมีมูล ส่งต่อให้ ปปช.เชื่อดซ้ำ เป็นไปตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. ตนไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่พบเห็นเหตุการณ์โดยสุจริตที่ประสบพบเจอมาจริง” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวและว่า สิ่งที่นายสมชัยฯ ได้กระทำอะไรกับแผ่นดิน ในครั้งเป็น กกต. กรรมการในองค์กรอิสระ กระทำอะไรไว้ กฎแห่งกรรมย่อมยุติธรรมเสมอ ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งปมทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเครืองลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ใน กกต. กำลังรวบรวมตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ จะดำเนินคดีอาญาทุกดอก

ส่วนเรื่องที่ตำรวจเรียกให้ไปถ้อยคำในครั้งที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยาก อดีต กกต. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 เวลากลางวัน นายสมชัยฯ ขณะนั้นเป็น กกต.กรรมการในองค์กรอิสระ ปฏิบัติหน้าที่กำกับ ควบคุม สำนักงาน กกต.โดยสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.อีกตำแหน่งหนึ่ง โดยไม่ลาดออกจากกรรมการในองค์กรอิสระ เป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ว่าด้วยขัดผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป.มาตรา 126 เป็นบทต้องห้าม ขณะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สวมหมวก 2 ใบ และใช้อำนาจมาตรา 44 ได้ใช้อำนาจในการออกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2561 ให้นายสมชัย พ้นจากตำแหน่ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ประชาชนทั่วไปและตนเอง ย่อมสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อตนเห็นว่า ยังไม่ขาออายุความ เลยนำเรื่องมาขอให้ตำรวจตรวจสอบ ปรากฏว่า คดีมีมูลจริง และไม่ขาดอายุความ เพราะจะครบอายุความ 10 ปี ในปี 2571

ทั้งนี้ หากย้อนไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ประกาศใช้วันที่ 6 เมษายน 2560 มาตรา 219 , 235 มีผลใช้บังคับแล้ว ส่วนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 มีผลบังคับใช้แล้ว

หลังจากนั้น 27 วัน นายสมชัย อดีต กกต.รู้อยู่แล้วแต่จงใจใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบและฝ่สฝืน พ.ร.ป.ป.ป.ช.มาตรา 126(4) คำสั่ง คสช.ถือว่าเป็นการไล่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ออกจากราชการ มีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรง แต่ในกฎหมายเรียกว่า จริยธรรมร้ายแรง ตนเองไม่เคยตรวจสอบตนเอง แต่ยังหน้าด้านหน้าทนไปสมัคร สส. สมัคร สว.แต่ประชาชนไม่ไว้วางใจ

แต่พรรคประชาชนได้ใช้นายคนนี้เป็นเครื่องมือ ในการทำลายล้าง กกต.โดยเฉพาะในคดีทุจริตการเลือก สว.ตาม พ.ร.ป.สว.และแต่งตั้งเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการศึกษากการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป พ.ศ.2569 และการเลือก สว.เป็นการทั่วไป พ.ศ.2569 ต้องไปถาม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ไปสวมสิทธิ์จาก “พรรคร่วมพัฒนาชาติไทย” ปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ เป็น “พรรคก้าวไกล” หลังถูกยุบพรรค เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 สืบทอดมาเป็นพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล และในปี 2567 เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาชน ส่วนนายสมชัยฯ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย และในปี 2567 ลงสมัคร สว.กรุงเทพมหานคร ไม่ผ่านการคัดเลือกในระดับอำเภอรอบแรก โดยปกปิดคุณสมบัติตนเอง เพราะกระทำทุจริตในอำนาจหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งในกรรมการองค์กรอิสระ ตนจะยื่นคำร้องให้ กกต.ไต่สวนและดำเนินคดีอาญากับนายสมชัยฯ อีกคดีหนึ่งด้วย

ปม นายสมชัยฯ ในขณะเป็นกรรมการในองค์กรอิสระเข้าไปมีส่วนได้เสีย โดยสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 คือ เป็นทั้งพระ ทั้งเณร กินรวบคนเดียว ต้องถามพี่น้องสื่อว่า ทุจริตหรือไม่ แต่ ป.ป.ช.มีคำตอบแน่นอน คดีจะแยก 2 ส่วน คดีปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช.จะส่งฟ้องคดีอาญาทุจริตฯ ส่วนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ส่งศาลฎีกาเชือด

“กินรวบทั้งองค์กร กกต.โดยไม่ลาออกก่อน ถึงโดนไล่ออก รู้อยู่แล้วว่า ตนกระทำผิดอาญา และฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ไปตรวจสอบคนนั้นที่ คนนี้ ไม่สมกับวุฒิภาวะ คนที่เคยดำรงตำแหน่ง กกต.มา ไม่ต่างจากกุ้ยข้างถนน อาศัยโลกโซเชี่ยลปั่นทำร้ายคนอื่นมาเยอะ” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวและว่า ตนมีข้อมูลทั้งหมด พักแถวคอนโดแห่งหนึ่ง ใกล้สถานทูตอินโดนีเซย ไม่แน่ใจว่า เลขที่ 456/104 เป็นแหล่งซุกซ่อนตัวของบุคคลใด และใกล้กับสำนักงานใหญ่ธุรกิจของตนพอดี ห่างไม่เกิน 500 เมตร จะไปลูกน้องไปจิบกาแฟ ที่คอนโดจุดเด่น เป็นสี ให้จับตาดูทุกวัน จะได้รู้ว่า คนอย่างตน มีศักยภาพต่ำหรือไม่ ตนไม่ได้เล่นโซเชียล ไม่ใช่คนว่างงาน แต่ตนมีข้อมูลหมด ปั่นไปไหน ขึ้นรถไฟฟ้าใกล้สำนักงานใหญ่ของตน จะให้ลูกน้องชายหน้าตาดี ไปชักชวนพูดคุย จะได้ไม่เหงา

เพราะบริษัทดอยคำฯ เป็นโครงการในพระราชดำริ อย่าดึงฟ้าให้ลงต่ำ ต้องถามนายสมชัยฯ ในร้านดอยคำ มีน้ำดื่มโปรดักส์สินค้ายี่ห้อเรียกขายน้ำดื่ม “สุกัญญา” หรือไม่ จะได้ไปดื่ม เพราะแว่วๆ ว่า หวานชื่น ดีต่อหน้า แต่ลับหลังประวัติไม่เบานะพ่อเสือใบ คุณได้เจอผมแน่นอน
ส่วน บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร ตนไปอุดหนุนบ่อย แต่ไม่ปากหวานเท่ากับนายคนนี้ เลยไม่ได้จีบผู้ช่วยผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ ต้องไปถามนายสมชัยฯ คบกันมาเพียง 8 ปี แต่ทำไมลูกของนายสมชัยฯ เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว อย่าโกหกสังคม

ตนจะเอาข้อมูลมาแฉให้หมด จะได้รู้จักตน และคั่นโฆษณาบ่อยๆ มากขึ้น จะเอาให้ยับเลย ทั้งคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน สมคบกันฟอกเงิน อย่าโกหกสังคมอีก เพราะมีเหยื่อหลงเชื่ออีกจำนวนมาก ความเสียหายจำนวนมาก ตรงนี้ เป็นอำนาจของ ปปง. ตนไม่ก้าวล่วง และพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ยึดเป็นของกลางในคดี เพราะเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ปปง.โดนยกแผง

ขนาดมีนักกฎมายและทนายความด้วย ให้ไปดูรายชื่อคณะกรรมการกองทุนเป็นใครบ้าง ตนให้พนักงานสอบสวน และ ปปง.ตรวจสอบหมด ให้ยึดทรัพย์คืนให้แก่พี่น้องประชาชน เท่าที่ทราบไม่น้อยกว่า 2,000 กรรม หมายความว่า โอนระดมทุน หนึ่งครั้งเป็นหนึ่งกรรม ปปง.มีเครื่องมือทันสมัยในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน เท่าที่ทราบ ตำรวจแจ้งอายัดเงินในบัญชีทั้งหมด ทำธุรกรรมการเงินไม่ได้ และส่งให้ ปปง.ตรวจเส้นทางการเงิน น่าจะมีผู้กระทำความผิดเพิ่ม จะเชื่อมโยงถึง สส.ไอติม พรรคประชาชนหรือไม่ ต้องติดตามดู

ยี่ห้อตน บอกได้เลย “กัดไม่ปล่อย” เล่นกลับทุกดอก พร้อมท้าชนทุกตัว จะมีการแจ้งความนายสมชัยฯ เพิ่มอีก ปมโพสต์ปล่อยเอกสารลับในสำนวน กกต.ในคดีฮั้ว สว. อย่าหาว่าตนรังแกนะ แต่คุณเคยเป็น กกต.มาก่อน ย่อมรู้ดีว่า เอกสารในสำนวนคดีไต่สวน กกต. “เป็นความลับ” และเป็นเอกสารราชการ คดียังไม่ชี้ขาดและไม่ถึงที่สุด เอามาเผปิดเผยได้งัย แต่นายสัมภเวสีคนนี้ มันช่างใจกล้าจริงๆ

ส่วนปมบานปลายไปยัง สส.ซีกฝ่ายค้าน กรณี สส.ผึ้ง พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน และเป็นรองประธาน กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน และเป็นรองประธานอนุ กมธ.คณะที่ 1 และแตกหน่อเพื่อประโยชน์ให้แก่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เพื่อแต่งตั้งและจัดตั้งมาเพื่อทำลายองค์กรของรัฐ อาทิ กกต. โดยไม่ตรวจสอบประวัติก่อน อย่าบอกนะว่าไม่รู้ แต่พอโดนดอกนี้เข้าไป พี่น้องประชาชนสมุทรปราการ เขต 1 เตรียมหาผู้แทนคนใหม่ได้เลย ตนไม่เอาไว้

ส่วนที่โพสต์ยอมรับและซัดทอด วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ตรงกับวันปิดประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 1/2569 ตนรอเปิดสมัยประชุม ครั้งที่ 2/2569 จะได้มาพร้อมหน้ากัน จะได้เชื่อดพร้อมกัน เพราะเป็นคดีอาญาและจริยะรรมร้ายแรง

นางสาวพนิดาฯ โยนความผิด โพสต์คำแถลงการณ์ ซัดทอด เป็นมติเห็นชอบ ของ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สภาผู้แทนยกชุด

หากตรวจสอบดู เป็นเทคนิค แตกหน่อ มาเป็นอนุ กมธ. และคณะ อนุกมธ. ถามว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไร กลไกระบบรัฐสภาให้ทำหน้าที่ตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่าบยบริหาร แต่กลับใช้ช่องทางนี้ จงใจใช้อำนาจทำลายองค์กรอิสระ ถามว่า พวกคุณเคยอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ไหม อย่าลืมว่า อำนาจ กมธ.และระเบียบข้อบังคับประชุม ต้องรายงานประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่กลุ่มนี้ กลับเปิดประชุมและเปิดห้องให้นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในวันหยุด ใช้ประโยชน์จากค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าเบี้ยประชุม ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

ทั้งมีอัยการเสื้อส้มคนหนึ่ง ปัจจุบันเป็นอธิบดีอัยการยาเสพติด มาให้คำปรึกษา ไม่เกรงใจพี่น้องอัยการทั้งประเทศเลย เพราะข้าราชการต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง แต่หารู้ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ห้ามเด็ดขาด อธิบดีคนนี้ ผมต้องเอาเรื่องแล้วล่ะ มานั่งที่ปรึกษาให้นักการเมือง

เมื่อแจ้งความดำเนินคดีอาญายกแผงแล้ว จะแจ้งให้อัยการสูงสุด ทราบเพื่อดำเนินคดีวินัยร้ายแรง จะดูว่า กอ.แปลว่า กูเอง อีกหรือไม่ ตนเคยโดนมาแล้ว ขาดความเป็นธรรม แถมโดยรีดไถเงิน ถึง 20 ล้าน ตกเป็นเหยื่อมาแล้ว นำไปสู่มติอัปยศ ทั่งที่ตนไม่เคยกระทำความผิดวินัย ไม่เคยกินสินบาทคาดสินบนและไม่เคยทุจริต ตนถึงไม่มีประวัติอาชญากรรมต้องตคดีอาญา ตนไม่ศรัทธาองค์กรนี้ ไปทำธุรกิจดีกว่า ต้องอยู่ภายใต้ความครอบงำของแก็งค์ กอ. หากมีความเห็นต่างกับคนที่มีอำนาจ มันเล่นคดีวินัยร้ายแรง บีบออกจากราชการ ส่วนศาลปกครองสูงสุด ตรวจสอบเพียงว่ากระบวนการของ กอ.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่วินิจฉัยว่า ตนกระทำความผิดหรือไม่ ยังไม่ได้พิสูจน์ ถือว่า ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ลูกสมุนคนไหนโปโผล่มาตอบโต้ จะเล่นงานกลับทุกคน ส่วนอดีตอธิบดีอัยการ สคช.คนหนึ่ง ชอบออกสื่อ สามารถกระทำได้หรือไม่ ใช่โฆษก นายคนนี้ รู้ทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องของตนเอง ถูกกล่าวหาคดีอาญาที่ สน.บางพลัด ปี 2568 มีผู้เสียหายให้ตนติดตามคดีอยู่

ส่วนที่ สน.ทองหล่อแ และ ปปง.ตนเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงกล่าวโทษกับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก รวม 6 คน ตามเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอมาจริง โดยมีพยานหลักฐานเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

ส่วนข้อหาความผิดฐานโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ , พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร ฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน แม้นายสมชัยฯ อ้างว่า ไม่ได้ถอนเงิน แต่มีพยานหลักฐาน เส้นเงิน โอนระหว่าง นายสมชัยฯ กับนาง ส.ผู้ช่วยผู้จัดการ อาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บจ.ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร บุคคลที่ใกล้ชิด โดยพบธุรกรรมทางการเงิน จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า มีการปกปิดการกระทำใช้วิธีทุจริตฉ้อฉลหลอกเงินของประชาบนเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ โดยตนตรวจสอบพบว่า นายสมชัยฯ และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ไม่ได้ประกอบอาชีพ และไม่มีรายได้ แต่อาศัยการดำรงชีพ จากการรับบริจาคเงินประชาชน และไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยอาศัยโซเชียลปั่นกระแส และเงินที่ได้มา ใช้ในการต่อสู้อำนาจรัฐ

โดยมี สองเกลอ ที่อ้างตน ชื่อเล่นว่า “ดร.เรือบิน” อ้างตนเป็น ผอ.ดีโหวต ม.ศรีปทุม ตนไม่แน่ใจว่าตำแหน่งนี้มีหรือไม่ เพราะเกิดมาไม่เคยได้ยิน เพราะตนบรรยายพิเศษมาแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน หลายสถาบัน ตนจะไปสอบถาม กับ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี ม.ศรีปทุม โดยตรง

ส่วน CEO จอมแฮก ลูกสมุนนายสมชัย อีกรายหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมชอบอารมณ์ทางเพศเดียวกัน รู้ทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องของตนเอง มีการทำธุรกรรมทางการเงิน เส้นเงินเชื่อมโยงกันหรือไม่ เพราะตนมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์เชื่อมโยงกัน จะให้ ปปง.ตรวจสอบและยึดทรัพย์เป็นของกลางในคดีด้วย

องค์กรกลางประชาธิปไตย ไม่มีอยู่จริง เพราะ พ.ร.ป.สส.และระเบียบการเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2566 กำหนดให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในการเลือกตั้ง สส.ในเขตใด มีสิทธิส่งตัวแทนไปเฝ้าสังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งได้ แต่ต้องแจ้งไม่น้อยกว่า 15 วันนับถึงวันเลือกตั้ง แล้ว

ที่เปิดชื่อในสมุดเงินฝากระดุมทุน เป็นเทคนิคตบตาให้พี่น้องประชาชนหลงเชื่อเท่านั้น จะอ้างว่าโปร่งใสได้อย่างไร เพราะไม่รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ส่วนคณะกรรมการกองทุน เป็นเพียงแบ่งหน้าที่กันทำ ตาม ปอ.มาตรา 83 สร้างความน่าเชื่อถือในการระดมทุน

ส่วนที่ตนให้สัมภาษณ์สื่อ เรื่องโอนเงินระดมทุนทั้งหมดให้กับหญิงรายหนึ่ง เป็นเพียงเทคนิคเซียนกฎหมายเหนือชั้น ให้นายสมชัยฯ ตกหลุมพรางเท่านั้น เป็นเทคนิคกลยุทธ์ ล่อเสือใบออกจากถ้ำ เป็นการยกตัวอย่าง แต่สื่อกลัยไปตัดคำว่า “ตัวอย่าง” ออก ทำให้นายสมชัยฯ ดิ้นหนัก และเด้งรับยอมรับเองว่า มีจริง ผ่านสื่อช่องหนึ่ง เป็นหลักฐานชั้นดี มัดตัวได้ ตนไม่ได้ไปกล่าวหาใคร เพระเป็นเชิงตั้งคำถาม ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ผิดกฎหมาย นายสมชัยฯ รู้จักตนน้อยไป

ส่วนที่บอกว่า ไม่ได้ยักยอกเงินบริจาค เป็นความไม่รู้กฎหมายของนายสมชัยฯ เพราะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.บ.ปปง.มาตรา 3 เป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน เมื่อกระทำผิดร่วมกันสองคนขึ้นไป เป็นการสมคบกันฟอกเงิน โทษหนัก

ส่วนคุณจะเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์หรือไม่ ตรงนี้ หากไม่ได้โอนจริง ปปง.จะได้ยึดเงินและคืนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ทำมาหากินโดยสุจริต รวมทั้งคืนให้แก่ตนเองด้วย

ส่วนมีนักกฎหมายประจำค่ายนี้ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 4 หากินกับนายยิ่งชีพฯ แล้วมาโพสต์อวดว่า ทนายผู้หญิง มาเป็นทนายส่วนตัว ก็ดี จะได้ตรวจสอบธุรกรรมการเงิน ว่า เงินจ่ายค่าทนายความมาจากแหล่งใด เพราะคนพวกนี้ ไม่มีอาชีพ อาศัย ม.ธรรมศาสตร์ เป็นแหล่งฟอกตัว จะได้ดำเนินคดีอาญาฐานสมคบกันฟอกเงินไปในคราวเดียวกัน ตำรวจจะได้ทำงานครั้งเดียว ไม่เป็นภาระของสังคมและต้นทุนในกระบวนกระบวนการยุติธรรม

แต่เน้นย้ำนะว่า คดีนี้ ตนในฐานะผู้เสียหาย ขอคัดค้านการประกันตัว ตาม ป.วิอาญา เพราะเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและคดีมีอัตราโทษสูง

ส่วนวันที่ นายสมชัยฯ กับพวก มา สน.ทองหล่อ เมื่อไหร่ ตนจะไปจิบกาแฟ สังเกตการณ์ที่ สน.ทองหล่อ พร้อมทีมทนายความ จะตรวจสอบอย่างละเอียดว่า นายสมชัยฯ กับพวก รวม 6 คน ถูกพิมพ์มือประวัติอาชญากรจริงหรือไม่ และจะยื่นคัดค้านประกันตัวซ้ำอีก ตนจะซื้อโอเลี้ยงไปฝาก ได้เจอตนเองอย่างแน่นอน

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม,สมชัย ศรีสุทธิยากร,รัฐธรรมนูญ,กรรมการในองค์กรอิสระ,

ทำหน้าที่แย่มาก! พิชาย อัด มัลลิกา ปิดไมค์ สส.ส้ม สกัดแฉสว. ซัดธาตุแท้นักการเมืองสีน้ำเงินถอดแบบกันมา

3 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

ทำหน้าที่แย่มาก! พิชาย อัด มัลลิกา ปิดไมค์ สส.ส้ม สกัดแฉสว. ซัดธาตุแท้นักการเมืองสีน้ำเงินถอดแบบกันมา

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อวานนางมัลลิกา จากพรรคภูมิใจไทย ทำหน้าที่ประธานสภาได้แย่มาก ใช้อำนาจปิดไมค์อย่างกระทันหันระหว่างคุณภัทรพงษ์อภิปรายร่าง พรบ.อากาศสะอาด ที่สว. แก้เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน ธรรมชาติธาตุแท้ของนักการเมืองสีน้ำเงินถอดแบบออกมาเป็นพิมพ์เดียวกันทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ”

นักการเมืองสีน้ำเงินประธานสภาฯปิดไมค์พิชายมัลลิกาแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ ชูไทย ฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต

3 กันยายน 2569 เวลา 10:32 น.

3 กันยายน 2569 ที่ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World”

โดยงานนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดตัวรายงานธนาคารโลก “Building Thailand’s Future Today” เพื่อผลักดัน GDP ไทยให้เติบโต และก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ที่ประชุมยังจะหารือถึง “ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก” มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการมูลค่าสูงของอาเซียน เน้น 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

งานนี้มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นเวทีสำคัญก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยสู่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งและต้องปรับตัว เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่เข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ผ่านการดำเนินการ ดังนี้

ประการแรก การตอบสนองของไทยต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมกับโลก โดยไทยต้องกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจและเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาค

ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีต้องช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้

ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเป็นแหล่งการลงทุนและการเติบโตใหม่ โดยการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (climate finance) ควรนำทรัพยากรจากทั่วโลกมาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการแก้ไขปัญหาบนฐานธรรมชาติ

ประการที่สี่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้าง “Longevity Economy” ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ไทยไม่ควรเป็นเพียงเจ้าภาพ แต่ควรมีสิ่งที่มีความหมายเพื่อนำเสนอต่อประชาคมโลก โดยนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงทำเลที่ตั้ง บริษัทที่เข้ามาลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะไทยมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายดิจิทัล ตลอดจนจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้

ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับภูมิภาค โดยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปและเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล

นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรม บริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต รวมทั้งมีจุดแข็งในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถสร้างได้ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต การลงทุนระดับโลกย่อมมาพร้อมกับบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งไทยมีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เอื้อต่อการลงทุนและมีความแน่นอนสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย พัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ยกระดับทักษะบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ

“ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขาย แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต” พร้อมเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศว่า “อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย”

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อทั่วโลกมารวมตัวประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ไทยต้องการนำเสนอประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มีความมั่นใจในศักยภาพ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ดีให้ประสบความสำเร็จ โดยข้อเสนอของไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนจุดแข็งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับอาเซียนและประชาคมโลก

อนุทิน ชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,เศรษฐกิจ,การลงทุน,

ผอ.JIC ชี้กัมพูชา หากยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ เหมือนที่กล่าวต่อประชาคม ควรเข้าสู่กลไกทวิภาคี ย้ำเขตแดนไม่ควรตัดสินด้วยคำกล่าวอ้าง

3 กันยายน 2569 เวลา 10:20 น.

3 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์–กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชานำประเด็นปัญหาชายแดนขึ้นกล่าวบนเวทีการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) ที่ประเทศเซอร์เบีย พร้อมระบุว่า “การรุกรานของไทยไม่อาจถูกเพิกเฉยได้อีกต่อไป” ว่า ประเทศไทยเห็นด้วยกับหลักการสำคัญที่ว่า เขตแดนไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง แต่หลักการเดียวกันนั้นหมายความว่า เขตแดนก็ไม่ควรถูกตัดสินด้วยคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวบนเวทีระหว่างประเทศเช่นกัน

การเรียกพื้นที่ใดว่าเป็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลง และลวดหนาม สิ่งกีดขวาง หรือมาตรการรักษาความปลอดภัย ก็ไม่ใช่การปักปันเขตแดน โดยประเทศไทยยึดถือถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน

หากกัมพูชาเชื่อมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างที่กล่าวต่อประชาคมโลก สิ่งที่ควรทำคือ นำข้อเท็จจริงและข้ออ้างเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ประกาศข้อสรุปฝ่ายเดียว แล้วขอให้ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับตามนั้น

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมเจรจา และพร้อมเดินหน้าสู่สันติภาพ บนพื้นฐานของข้อตกลง กฎหมาย และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ดังประโยคที่ว่า

“Borders cannot be changed by force but neither can they be determined by unilateral claims.”

เขตแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลัง แต่ก็ไม่สามารถกำหนดได้ด้วยคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเช่นกัน

JIC,กัมพูชา,กฎหมายระหว่างประเทศ,ชายแดนไทย,

ล็อกเป้าถล่มซักฟอก หนู-ลูกเนวิน ฝ่ายค้านล่อของหนัก

3 กันยายน 2569 เวลา 06:17 น.

ล็อกเป้าถล่มซักฟอก หนู-ลูกเนวิน ฝ่ายค้านล่อของหนัก โรมแม่ทัพใหญ่คุมเกม ‘ภราดร’ลั่นไม่หวั่นไหว โค้งคำนับ4ครั้งเย้ยเท้ง พท.ออกตัวไม่ยุ่งฮั้วสว.

“ภราดร”ไม่หวั่นศึกซักฟอก ยันรบ.พร้อมถูกตรวจสอบ มั่นใจชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหา ย้ำ“ภท.”ไร้เอี่ยวคดีฮั้ว สว.กกต.มีมติอย่างไร พร้อมปฏิบัติตามกระบวนการ ยุติธรรม ด้าน“ไอติม”ฮึ่มล็อกเป้าซักฟอก “อนุทิน-ไชยชนก” เผยเริ่มคุยพรรคร่วมแล้ว แย้ม “โรม” หัวหอกจัดข้อมูลถล่ม ปัดตอบสอยนายกฯได้หรือไม่ ขณะที่ “จุลพันธ์” ยันวงดินเนอร์แกนนำรัฐบาล ไม่คุยปรับครม.แจงไม่ได้เตรียมรับศึกซักฟอก ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านถาม ชี้ฮั้วสว.ขึ้นอยู่กับหลักฐาน มั่นใจ “พท.” เสียงไม่แตก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า รัฐบาลยินดีหากฝ่ายค้านเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือเป็นอำนาจโดยชอบของฝ่ายค้านและเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ซักถาม หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกระบวนการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขัดข้อง และยินดีให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเต็มที่ ส่วนกรอบเวลาการอภิปราย ขณะนี้ยังไม่ทราบความชัดเจนว่าจะเป็นช่วงใด แต่รัฐบาลยังยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบข้อซักถาม รวมถึงข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

‘ภราดร’โวรบ.ตอบได้ทุกประเด็น

เมื่อถามว่า จะมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษหรือไม่ เนื่องจากอาจถูกฝ่ายค้านอภิปรายในประเด็นใด นายภราดรกล่าวว่า ต้องรอดูญัตติที่ฝ่ายค้านจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อมีการยื่นญัตติแล้วจึงจะทราบว่า โจทย์หรือประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายคืออะไร แต่รัฐบาลมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น และที่ผ่านมารัฐบาลเชื่อว่าไม่ได้ดำเนินการใดที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำการที่เข้าข่ายทุจริตประพฤติมิชอบ

นายภราดรกล่าวว่า ส่วนข้อสังเกตที่ฝ่ายค้านอาจตั้งธงที่จะล้มรัฐบาลให้ได้นั้น เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับข้อมูลและหลักฐาน รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย หากฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจนและรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะเป็นผู้ตัดสินใจทางการเมือง โดยที่ผ่านมาการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย

ปมสว.‘หนู’ห้ามแล้วอย่ายุ่งผิดก.ม.

เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านอาจเน้นอภิปรายพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. นายภราดรกล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และหัวหน้าพรรคได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกพรรคทุกคน ขอให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย โดยพรรคได้ยืนยันเรื่องนี้เป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้ง สว.และได้ออกหนังสือถึงสมาชิกทุกคน ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ส่วนหากฝ่ายค้านนำประเด็นคดีฮั้ว สว.มาเป็นหนึ่งในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะถือเป็นญัตติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในรูปแบบใด และมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพร้อมตอบข้อกล่าวหาตามกระบวนการ

พร้อมทำตามคำวินิจฉัยของกกต.

เมื่อถามว่า วันที่ 14 ก.ย.นี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. จำนวน 229 คน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรคและรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในรายชื่อ นายภราดรย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เคยเข้าไปแทรกแซง และจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หาก กกต.มีคำวินิจฉัยหรือมีแนวทางดำเนินการอย่างไร พรรคก็พร้อมปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กันนอกเหนือจากกระบวนการของศาล เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคได้หารือและมีการออกเป็นหนังสือแจ้งสมาชิกนั้น มีความชัดเจนว่าพรรคและสมาชิกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

คารวะ4ครั้ง‘เท้ง’คุยโค่นอนุทิน

เมื่อถามถึง กรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ระบุว่าตนเป็นคนเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็เอาลงได้เหมือนกัน อยากจะฝากอะไรหรือไม่ นายภราดรโค้งคำนับ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณมากครับ ขอบคุณ ขอบคุณและขอบคุณ”

‘ไอติม’ล็อกเป้าซักฟอก‘หนู-ไชยชนก’

ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านวันที่ 1 ก.ย. ว่า เมื่อวานนี้มีการประชุมกันแล้ว โดยสมัยนี้มีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้นคือ พรรคไทรวมพลัง โดยเรามีความเห็นตรงกัน ว่าเราจะเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 คือการอภิปรายทั่วไปที่มีการลงมติ ในเชิงกรอบเวลา เราจะดำเนินการโดยเร็ว และได้มีการพูดคุยว่าจะครอบคลุมถึงใครบ้าง ซึ่งเป็นการบ้านที่แต่ละพรรค ไปรวบรวมมา แต่ 2 รายชื่อที่มีอยู่แน่นอน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ซึ่งตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะตั้งคณะทำงานโดยหัวเรือหลักคือนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่จะพูดคุยกับพรรคร่วมทุกพรรค รวบรวมรายชื่อและจัดทำญัตติ เพื่อเตรียมยื่นญัตติโดยเร็วและคาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์

เตือนนายกฯอย่าเบี้ยวตอบคำถาม

เมื่อถามว่า จะมีหลักฐานเด็ดในการอภิปรายเพื่อให้สะเทือนรัฐบาลได้หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนไม่อยากคุยก่อนเกิด แต่คิดว่าเราทำงานเต็มที่ ให้ผลงานเป็นตัวบ่งบอกที่ดีและขอฝากว่า เห็นนายกฯบอกว่าพร้อมที่จะตอบทุกคำถาม หวังว่านายกฯ และพรรคภูมิใจไทย จะไม่พยายามหาช่องทางให้ประธานสภาวินิจฉัยไม่ให้พูดเรื่อง ฮั้วสว.และเรื่องโกงสอบท้องถิ่นได้ ไม่ใช้เทคนิคแบบนั้น

เย้ยรบ.นี้อยู่ไปทำประเทศเสียหาย

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคประชาชนทำให้นายอนุทิน เป็นนายกฯได้ก็สามารถทำให้เอาลงได้ จะทำได้เมื่อไหร่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เราทำเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เราประกาศชัดเจนว่า ยิ่งเราเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้อยู่ในประเทศต่อไป ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติกับประชาชน ฉะนั้นย้ำว่า เราทำเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล และหวังถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า หากเราทำหน้าที่ของเราได้ดีประชาชนเห็นพ้องกับเราว่า การมีพรรคอื่นมาเป็นแกนนำรัฐบาล น่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเสียงของพี่น้องประชาชน

ปัดล้มรบ.-เสนอความจริงให้สังคม

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเราคงไปคาดเดามติของ สส.ไม่ได้ แต่เราเข้าใจเสียงในสภาดีว่า ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก แต่เป้าหมายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนคิดว่าไม่ใช่แค่การมานับคะแนนของการลงมติ แต่คือการนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากประชาชนเห็นตามหลักฐานที่เรามี เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เขาก็ก็จะจะเปิดโอกาสให้มีพรรคอื่นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล

เมื่อถามว่า ไม่สายเกินไปหรือที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งครั้งหน้านายพริษฐ์กล่าวว่า เราทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าปลายทาง เราต้องมองเป็นขั้น เรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องวัดกันที่คะแนนลงมติ ซึ่งเมื่อเรายื่นญัตติเราก็อยากให้ สส.ส่วนใหญ่ ลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ย้ำว่าตนคงไปคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ว่าจะมี สส.รัฐบาลกี่คนที่จะมาลงมติไม่ไว้วางใจ หากเราชนะมติได้ก็จะทำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งเร็วขึ้น แต่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นำไปสู่การลงมติที่เสียงข้างมากลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลมีมากขึ้นด้วย

‘จุลพันธ์’ยันดินเนอร์ไม่คุยปรับครม.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกฯจะเปิดบ้านพักนัดรัฐมนตรีและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 6 ก.ย. เพื่อเลี้ยงอาหาร จะหารือเรื่องการปรับ ครม.หรือไม่ว่า ไม่มี เราเป็นรัฐบาลร่วมกัน รัฐบาลเดียวกันทำงานเพื่อประชาชน ส่วนเรื่องที่สื่อและสังคมเป็นห่วงเสถียรภาพภายในรัฐบาลนั้น ยืนยันไม่มี เพราะเราพูดคุยกันตลอด อย่างการประชุมครม.สัญจร ที่จ.สงขลา ก็ทำงานและประชุมร่วมกัน การทำงานของเราสอดประสานกัน ส่วนนัดกินข้าว เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้นั่งพูดคุยกันในบรรยากาศที่รีแล็กซ์ขึ้น ไม่ใช่การประชุมเพียงหน้างานเท่านั้น หรือรมช.บางคน อาจไม่มีโอกาสไปพูดคุยกับนายกฯ มากนัก จะได้ไปเล่าต่อหน้าว่า งานมีอะไรที่ติดขัดบ้าง หรือขับเคลื่อนอะไรอยู่ เพื่อให้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น

เชิญฝ่ายสภาฯเพราะขับเคลื่อนก.ม.

เมื่อถามว่า สาเหตุที่เชิญฝ่ายสภาฯ ร่วมรับประทานอาหารด้วยเพื่อเตรียมรับศึกซักฟอกหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่ได้เตรียม ตนก็ไม่ได้เตรียมอะไร ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านที่จะซักถามข้อสงสัย เรายินดีที่จะตอบอยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่ต้องเชิญฝ่ายสภาฯไปด้วยนั้น การทำงานในส่วนของรัฐบาล สภาฯต้องขับเคลื่อนเพราะกฎหมายต้องส่งเข้าสภาฯ

ฮั้วสว.พท.ไม่เกี่ยวทำเต็มที่ไปแล้ว

เมื่อถามว่า เรื่องฮั้ว สว.อาจเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก จะวางบทบาทของพรรคเพื่อไทยอย่างไร ในฐานะที่เคยผลักดันและขับเคลื่อนเรื่องนี้สมัยเป็นแกนรัฐบาล แต่วันนี้เป็นร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีก็เป็นบทบาทหนึ่งในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และตนก็มีสถานะเป็นสส.ด้วย ซึ่ง สส.มีหน้าที่ตรวจสอบและกำกับการทำงานของรัฐ ดังนั้น การรับฟังข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ แล้วมาตัดสินใจว่าเราจะเดินหน้าอย่างไร มีข้อมูลใหม่หรือไม่มี อะไรที่ฟังได้หรือฟังไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย กรณีฮั้ว สว. พรรคเพื่อไทย เคยเป็นแกนนำรัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเราเดินไปจนสุดทางแล้ว ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรอิสระ เราต้องเชื่อมั่นในกลไกการตรวจสอบ วันนี้ไม่ได้อยู่ในมือพรรคเพื่อไทย หรืออยู่ในมือของ สส.การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน

ไม่มีข้อมูลพิเศษ-ปล่อยไปตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจะส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนหรือไม่ เนื่องจากถูกมองว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีข้อมูลเรื่องฮั้ว สว.ในระดับหนึ่ง นายจุลพันธ์ตอบกลับทันทีว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ พรรคเพื่อไทยดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบ ขั้นตอนทั้งหมดมันผ่านไปแล้ว และข้อมูลทั้งหมดอยู่ในขบวนการของหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพิ่มเติม หรือมีข้อมูลลับที่ยังไม่ได้เปิดเผย เพราะทุกอย่างส่งดำเนินการไปหมดแล้ว ต้องปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าต่อ

เมื่อถามว่าที่มีเสียงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยยกมือไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลถูกซักฟอกเรื่องนี้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ใครเรียกร้องอะไรเราก็รับฟังทุกฝ่าย แต่ยังไม่มีคนมาพูดกับตนในประเด็นนี้

ลงมติเสียงไม่แตก-ขอเวลาทำงาน

ส่วนการลงมติของพรรคเพื่อไทย จะยึดมติพรรคหรือให้เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่กำหนด แต่คิดว่าไม่น่ามีอะไร เพราะในพรรคก็พูดคุยกันและอยู่ในหลักการของพรรค คงไม่มีเสียงแตก เราทำงานเป็นทีม อยู่ในเส้นเดียวกัน เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยเรื่องปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่มี หากติดตามการทำงานรัฐมนตรีของพรรค ตนเชื่อมั่นว่าพยายามทำงานเต็มที่และสามารถส่งมอบนโยบายให้กับประชาชน มองว่ารัฐมนตรีของพรรคทำงานอยู่ในเกณฑ์บรรลุเป้าหมายขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้นเท่านั้นเป็นรัฐบาลมา 4 เดือนเท่านั้น ต้องให้เวลาพิสูจน์ตนเองและผลงานว่า จะแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ประชาชนได้หรือไม่

ศาล รธน.รับคำร้องฟัน‘ก้องเกียรติ’

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ กกต. (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.2561 มาตรา 54 เพื่อมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ (ผู้ถูกร้อง) เนื่องจากผู้ถูกร้องสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิดหรือไม่แจ้งข้อความจริงว่าผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง (1) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (13) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54

ฝ่ายค้านล็อกเป้าซักฟอกพร้อมถูกตรวจสอบภราดรยันรัฐบาลไม่หวั่นไหวอนุทิน ไชยชนกโรมแม่ทัพนำถล่มไอติม พริษฐ

จ่อฟัน2ดีเอสไอ โยงโกงสอบท้องถิ่น เอี่ยวแก๊งนายกเฮง

3 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

จ่อฟัน2ดีเอสไอ โยงโกงสอบท้องถิ่น เอี่ยวแก๊งนายกเฮง

รมว.ยุติธรรม เผยดีเอสไอตั้งคณะกรรมการสอบวินัย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีเอี่ยวทุจริตโกงสอบท้องถิ่นร่วมแก๊งนายกเฮงศรีสะเกษ ขณะที่ “โรม” ตามยำรายวันแฉ ทำเป็นหลักฐานชัดโยงฝ่ายการเมือง–ขรก.ระดับสูง ยังอุบ เปิดชื่อ อ้างเดี๋ยวตื่นกันหมด อัดรัฐบาลปล่อยคนที่แฉการทุจริตโดนข่มขู่

เมื่อเวลา 10.45 น.วันที่ 2 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงกรณีที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ“นายกเฮง”อดีตผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย หลังเรียกรับเงินโดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้อาจจะโยงไปถึงเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตามข่าวที่ได้รับการรายงานเบื้องต้นมีสองนาย ซึ่งในส่วนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินคดีในภาพรวมไปแล้ว ส่วนดีเอสไอนั้นทางอธิบดี จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องวินัยร้ายแรง

เมื่อถามว่า จะตรวจสอบเสร็จภายในกี่วัน พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่ารายการตรวจสอบเบื้องต้น จะเป็นอำนาจของอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งท่านก็ชี้แจง

เมื่อถามว่าในการสอบของดีเอสไอ จะขยายผลไปถึงคนอื่นหรือสอบเพียงแค่ 2 คนที่ถูกพาดพิง พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่าในส่วนของเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ดีเอสไอต้องเป็นเรื่องการสืบสวน แต่คดีหลัก ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ต้น ก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ดำเนินคดีในส่วนนี้ไปแล้ว

โรมยำแก๊งอาชญากรรม

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การประชุมกรรมาธิการครั้งที่แล้วพบข้อมูลหลักฐาน การทุจริตสอบท้องถิ่น ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบคล้ายกับองค์กรอาชญากรรม ซึ่งการทำอย่างเป็นระบบไม่ได้มีการตัดตอนที่ข้าราชการแน่นอน แต่ที่ผ่านมารัฐบาล พยายามให้ข้อมูลว่าไม่มีฝ่ายการเมืองคนไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งที่หลักฐานและคำบอกเล่าจากพยานที่น่าเชื่อถือ ชี้ชัดว่ามีฝ่ายการเมืองและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพราะฉะนั้นการตัดจบที่ข้าราชการไม่กี่คน ตนคิดว่าเรื่องนี้รับ ไม่ต่างอะไรจากการจำกัดความเสียหาย ให้ข้าราชการรับแทน และนักการเมืองลอยนวลพ้นผิด โดยขณะนี้เรามีข้อมูลที่สำคัญที่ต้องตรวจสอบว่ามีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อนับดูแล้วน่าจะมีมากกว่าเดิม ดังนั้นจึงต้องเสาะแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรื่องการสอบทุจริตท้องถิ่นจริงๆ แล้ว อาจจะอยู่ที่ฝ่ายการเมืองด้วยซ้ำ

ยังเผยข้อมูลไม่ได้

เมื่อถามว่า ข้อมูลในชั้นกรรมาธิการขณะนี้สามารถชี้ชัดไปถึงฝ่ายการเมืองได้แล้วหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มีข้อมูลหลายอย่างแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากข้อมูลเป็นความลับ ซึ่งได้มาจากผู้มาชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ แต่ ณ วันนี้ที่ตนเห็นข้อมูล มันชัดจริงๆ แต่อยากจะสื่อสารว่าการสอบท้องถิ่น โดยทั่วไปจะเป็นฝ่ายข้าราชการกับคู่สัญญาที่ต้องบริหารจัดการ แต่อยู่ๆ มีฝ่ายการเมืองเข้าไปพูดคุย นัดเจอ และเจรจากัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นและส่อไปในทางทุจริตอยู่แล้ว ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายการเมืองเท่านั้นยังมีข้าราชการที่เป็นคนของนักการเมือง ซึ่งหากยึดถือข้อมูล ของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้สอบสวนเรื่องนี้ และมีการชี้มูลไปแล้ว พบว่าหลายคนถูกชี้มูล พร้อมทั้งส่งเรื่องให้กับนายกรัฐมนตรี ตนก็มีคำถามว่า นายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้

ไม่คาดคิดมีบิ๊กมาเกี่ยวข้อง

ส่วนที่รัฐบาลออกมาบอกว่าไม่มีบิ๊กกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น นายรังสิมันต์ ย้อนกลับว่า บิ๊กแค่ไหน เรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นมีผู้เกี่ยวข้องเยอะมาก และทำเป็นระบบ ตอนนี้เราอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลซึ่งบางรายชื่อก็เป็นคนที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะมาเกี่ยว เพราะไม่ได้อยู่ในกระทรวงที่ถูกจับตามองในการเป็นตัวเชื่อมและแนะนำ ซึ่งการจะทำให้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ไปรู้จักบิ๊กเนมการเมืองจะมีข้อต่อซึ่งข้อต่อนั้นก็จะอยู่ในฝ่ายการเมือง

เมื่อถามถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยบูรพา ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการฯ เพื่อขอความคุ้มครองในการเข้าให้ข้อมูลนั้น มีประเด็นอะไรที่สื่อถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ด้วยการเมืองวันนี้ เรามีเรื่องทุจริตเยอะ จึงขอถามว่า สิ่งที่รัฐบาลทำคือ การปราบทุจริต หรือปราบคนแฉทุจริต ซึ่งตนคิดว่า เราควรพูดคุยด้วยความเป็นมนุษย์ ตกลงประเทศนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้ใช่หรือไม่ ซึ่งเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือ เรื่องทุจริต แต่คนกลับบอกว่า คนที่ออกมาแฉทุจริต ผิดมากที่สุด

เตือนอย่าข่มขู่พยาน

“ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และเป็นคนหนึ่งที่จบด้านนิติศาสตร์ บางทีผมก็อยากเรียกร้องไปถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด บางส่วนเป็นรุ่นพี่ของผม บางส่วนถูกปลูกฝังในเรื่องของความยุติธรรม แต่กลับปล่อยให้มีการข่มขู่ พยานที่สำคัญที่สุด ข่มขู่คนที่รู้เรื่องทุจริตที่สุด ที่เขาออกมาแฉ แต่กลับปล่อยให้มีการข่มขู่แบบนี้ดำเนินอยู่ ดำรงในสังคม ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะทำให้ทุกคนที่ให้ข้อมูล เขาไม่กล้าที่จะให้ข้อต่อ นั่นคือ จุดประสงค์ของเขาที่ข่มขู่ เพราะหากเขายังให้ข้อมูลอยู่ ก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะไม่มีทางรู้เลยว่า องค์กรอาชญากรรมนี้ ถึงที่สุดแล้ว จะสามารถใช้อำนาจ ใช้เส้นสาย ในการรังแกคนทั่วๆ ไป ได้ขนาดไหน ผมอยากเรียกว่า นี่คือองค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงิน ที่พวกเราคงต้องต่อสู้กับเรื่องนี้ต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า ทางคณะกรรมาธิการฯมีข้อมูล และหลักฐานชัดเจนหรือไม่ที่จะโยงไปถึงฝ่ายนักการเมือง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า “มี แต่ขอไม่ยกตัวอย่างไม่เช่นนั้นก็ตื่นกันหมด”

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยเบื้องต้นชุดสืบสวนได้พูดคุยสอบถามเจ้าหน้าที่ DSI ยศ พ.ต.ท. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ซึ่งถูกนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” นำชื่อ-สกุลและตำแหน่งไปกล่าวอ้างกับนายพิบูลผ่านแชตไลน์แล้ว จากการสอบถามเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว ยืนยันว่าไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกับนายกเฮงเป็นการส่วนตัว และไม่ทราบเรื่องการนำชื่อไปแอบอ้าง โดยยืนยันความบริสุทธิ์ 100% ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงสอบท้องถิ่น และไม่เคยเดินทางเข้าไปในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ พร้อมขอความเป็นธรรมต่อกรณีที่ถูกนำชื่อไปกล่าวอ้าง

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ DSI อักษรย่อ “ว.”ซึ่งถูกนายกเฮงกล่าวถึงในแชตไลน์เช่นกัน ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นการแอบอ้างชื่อโดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง หรือมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกับขบวนการโกงสอบท้องถิ่นจริงหรือไม่ โดยดีเอสไอ ระบุว่าต้องให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานให้รอบด้านก่อน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและสามารถชี้แจงต่อสังคมได้

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจาก ดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนปากคำพยานในคดีดังกล่าว พบข้อมูลเกี่ยวกับนายประยูร เดชหาญ หรือ“นายกยูร” อดีตนายก อบต.ผือใหญ่ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ และนางนวพร ปรือปรัง เจ้าหน้าที่ อบต.แห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ โดยข้อมูลจากการซักทอดระบุว่า ทั้งสองรายมีความใกล้ชิดและทำหน้าที่เสมือนมือขวาของนายกเฮง มีพฤติการณ์เข้าไป “เก็บกินค่าหัว” ก่อนส่งเงินและจัดทำยอดบัญชีรายงานต่อให้นายกเฮง ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยาน
หลักฐานของดีเอสไอ

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า หากผลการสืบสวนของ DSI พบว่ามีประเด็นใดเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาในสำนวนของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการดีเอสไอ จะต้องสรุปผลเรื่องสืบสวนของตนเองและส่งต่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป ตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

คดีโกงสอบนายกเฮงรมว.ยุติธรรมรุทธพล เนาวรัตน์เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ