สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา     (ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่ จำนวน 9 แห่ง ที่ผู้บริจาคจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับบุคคลธรรมดาและบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยให้หักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร สำหรับการบริจาคเพื่อกิจกรรมหรือโครงการ
สาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์ให้แก่หน่วยรับบริจาค ดังนี้

                1. มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

                2. มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

                3. มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี

                4. มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์

                5. มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

                6. มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

                7. มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

                8. มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

                9. มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

และยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่หน่วยรับบริจาคดังกล่าวที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570  สาระสำคัญของเรื่อง

                1. โดยที่ในปัจจุบันมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคด้านการแพทย์และการสาธารณสุขตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 795) พ.ศ. 2568 มีการกำหนดให้บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคหรือหักรายจ่ายการบริจาคได้ 2 เท่า สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์  (e-Donation) ของกรมสรรพากร เพื่อกิจกรรมหรือโครงการสาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์ให้แก่องค์การหรือมูลนิธิ จำนวน 27 แห่ง เช่น สภากาชาดไทย มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี มูลนิธิจุฬาภรณ์ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช มูลนิธิคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 25701

              2. กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า งบประมาณรายจ่ายด้านการพัฒนาการแพทย์การสาธารณสุข และการศึกษาในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาบริการการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษาของประเทศให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ เห็นควรเพิ่มเติมหน่วยงานรับบริจาคใหม่ จำนวน 9 แห่ง เพื่อให้ได้รับสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคหรือหักรายจ่ายการบริจาคเช่นเดียวกันกับมูลนิธิตามข้อ 1 ได้แก่

                1. มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

                2. มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

                3. มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี

                4. มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์

                5. มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

                6. มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

                7. มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

                8. มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

                9. มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

โดยให้ได้รับสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคหรือหักรายจ่ายการบริจาค และให้ยกเว้นภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่มูลนิธิดังกล่าว (การบริจาคทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น ที่ดิน รถยนต์ และทองคำ) และให้มีผลใช้บังคับสำหรับการบริจาคที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดมาตรการพร้อมกับมูลนิธิตามข้อ 1 ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาบริการการแพทย์และบริการสาธารณสุขของประเทศผ่านองค์การสาธารณกุศลต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมให้การสนับสนุนของภาคเอกชนครอบคลุมถึงการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของประเทศ และการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา

                3. กค. ได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ (บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) รวมกันปีละประมาณ 337,500 ราย จึงจะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีปีละประมาณ 280 ล้านบาท รวม 3 ปี ประมาณ 840 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การยกเว้นหรือลดภาษีอากรดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ สาธารณสุข อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มคุณภาพบริการการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยให้สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางมีโอกาสเข้าถึงการศึกษามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของประเทศเพิ่มขึ้น

                4. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นด้วยในหลักการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และจะดำเนินการตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป และสำนักงบประมาณเห็นว่า คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ และเห็นควรให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการภาษีดังกล่าวให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรก ตลอดจนติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์และรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการภาษีดังกล่าวเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการ ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ต่อไป

1 เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 795) พ.ศ. 2568

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พ.ศ. ….  รวม 2 ฉบับ

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ 1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาธีรราชเจ้า พ.ศ. …. และ 2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พ.ศ. …. ที่ กค. เสนอ รวม 2 ฉบับ
มีสาระสำคัญเป็นการ

                1. กำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ รวม 3 ชนิด ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์ทองคำ ชนิดราคาสามหมื่นบาท ประเภทขัดเงา 2) เหรียญกษาปณ์เงิน ชนิดราคาหนึ่งพันบาท ประเภทขัดเงา และ 3) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบ 100 ปีวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาธีรราชเจ้า ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรวงวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองเสือป่าและลูกเสือไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างระเบียบวินัยและความรักในชาติบ้านเมืองแก่เยาวชน ทรงเป็นกวีเอกและนักอักษรศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ รวมถึงเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งวรรณคดีไทยและการละครสมัยใหม่ นับเป็นวาระโอกาสสำคัญ

                2. กำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดง ผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ที่พระองค์ทรงได้ประกอบพระกรณียกิจต่าง ๆ ทรงอุปถัมภ์วชิราวุธวิทยาลัย มูลนิธิวชิรพยาบาลในพระอุปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทรงดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์ คณะลูกเสือแห่งชาติ ทรงรับค่ายลูกเสือเพชรรัชต์และสโมสรเนตรนารีเพชราวุธในพระอุปถัมภ์ พระองค์ทรงรับอุปถัมภ์งานสืบสานต่อจากพระบิดา ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 2 ในโอกาสดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวได้ และจะตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป 

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ 1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. …. 2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกสองปี ภายใต้การดำเนินงานของสหพันธ์กีฬาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South-East Asian Games Federation : SEAGF) ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee : IOC) และสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (Olympic Council of Asia : OCA) โดยการแข่งขันกีฬาซีเกมส์นับว่าเป็น 1 ใน 5 มหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นการแข่งขันมหกรรมกีฬาสำหรับนักกีฬาผู้พิการระดับนานาชาติของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกสองปีต่อเนื่องจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ โดยมีนโยบายให้ประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ในคราวเดียวกันด้วย กรมธนารักษ์ กค. จึงได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว

                2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. …. ที่กระทรวงการคลังเสนอ รวม 2 ฉบับ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 -20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และเพื่อเป็นที่ระลึกในการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม พ.ศ. 2569 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเผยแพร่พระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศ ทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาและนักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 2 ในโอกาสดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวได้และ
จะตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป

เศรษฐกิจ-สังคม

4. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง และกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง (พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และพื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของ
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง [พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) และพื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง] และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าวตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม.

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามนัยมาตรา 75 (6) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน จึงจะดำเนินการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์มูลค่าเกินสิบล้านบาทได้
ในครั้งนี้กระทรวงคมนาคม (คค.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.เช่าพื้นที่ของ รฟม. จำนวน 3 แห่ง ได้แก่

                        1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท

                        2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท

                        3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก. ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่17 มิถุนายน 2568 อนุมัติให้ ขสมก. เช่ารถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 – 30 ปี รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทางดังกล่าว

                2. การเช่าพื้นที่ รฟม. เพื่อใช้เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ดังกล่าว มีระยะเวลาการเช่ารวมทั้งสิ้น 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่

                3. รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไปโดยสิ้นเชิง เพราะ รฟม. ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ การอนุญาตให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่ รฟม. ประกอบกับวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV นั้น เป็นไปเพื่อให้บริการประชาชนและจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ รฟม. มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

                4. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเกี่ยวกับการอนุมัติให้ รฟม. ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทสรุปได้ ดังนี้

มติคณะรัฐมนตรีวัตถุประสงค์ในการเช่าพื้นที่ที่ให้เช่า(ตารางวา)ผู้เช่า
23 มกราคม 2550 เพื่อประโยชน์แก่การให้บริการกิจการ รถไฟฟ้า หรือให้เช่าเพื่อเป็นสำนักงานสถานที่ จัดแสดงสินค้า ติดตั้งป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ1,512.500เอกชน
27 มกราคม 2569เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ ร้านค้าและบริการ
การติดตั้งป้ายโฆษณา
1,091.803เอกชน
ข้อเสนอในครั้งนี้เพื่อใช้งานเป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ของ ขสมก. รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทางดังกล่าว8,943.200ขสมก.

                5. เดิม ขสมก. มีแผนการรับมอบรถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ในช่วงกลางปี 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ขสมก. ยังไม่สามารถหาพื้นที่ที่จะใช้เป็นอู่จอดรถโดยสาร ดังกล่าวได้ ขสมก. จึงต้องเลื่อนกำหนดการรับมอบรถออกไปสรุปได้ ดังนี้

งวดที่กำหนดการเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี(17 มิถุนายน 2568)กำหนดการใหม่ที่ ขสมก. แจ้ง จำนวน (คัน)
1กรกฎาคม 2568เมษายน 2570500
2สิงหาคม 2568พฤษภาคม 2570500
3กันยายน 2568มิถุนายน 2570520
รวมทั้งสิ้น1,520

                อย่างไรก็ตาม ขสมก. มีแผนลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดย ขสมก. แจ้งว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปีนับจากวันรับมอบพื้นที่ เช่น ปรับปรุงลานจอดรถ ก่อสร้างหลังคาคลุมรถ และติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกำหนดการรับมอบรถงวดที่ 1 ในเดือนเมษายน 2570

                6. กระทรวงพลังงานและสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นชอบ

5. เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณีเจ้าพนักงานของรัฐนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปอัดประจุไฟฟ้าของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยมิได้รับอนุญาต

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (1) รับทราบรายงานผลการศึกษาและการดำเนินการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณีเจ้าพนักงานของรัฐนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปอัดประจุไฟฟ้าของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐโดยมิได้รับอนุญาต ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป (2) ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้า/สถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับส่วนราชการ/อปท. ที่เป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุหรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ ที่กรมธนารักษ์ได้กำหนดไว้แล้ว (หนังสือกรมธนารักษ์ที่ กค 0312/ว 7 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2567 หนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค 0312/ว 8 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2567 และหนังสือกรมธนารักษ์ ที่ กค 0312/2709 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2567) รวมทั้งระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เช่น จริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ การใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในทางราชการ เป็นต้น อย่างเคร่งครัด และประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนรับทราบ ทั้งนี้ ให้หัวหน้าหน่วยงานดังกล่าวควบคุม กำกับ และดูแลข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดให้ถือปฏิบัติตามระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแนวทางของกรมธนารักษ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของราชการต่อไป 

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (4 มิถุนายน 2568) รับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณีเจ้าพนักงานของรัฐนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปอัดประจุไฟฟ้าของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยมิได้รับอนุญาต (ข้อเสนอแนะฯ)

ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอและมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ และให้สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ  (29 กรกฎาคม 2568) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และให้สำนักงาน ก.พ. เร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว ซึ่งสำนักงาน ก.พ. พิจารณาข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้วโดยได้ศึกษากฎระเบียบเกี่ยวกับจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ และการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในทางราชการ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน  สำนักงบประมาณ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เห็นด้วยที่จะสนับสนุนให้มีการกำหนดระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปอัดประจุไฟฟ้า รวมทั้งควรกำหนดมาตรการหรือแนวทางในการควบคุม กำกับดูแล และการลงโทษ กรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรการหรือแนวทางดังกล่าว

                2. สลค. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นข้อเสนอที่เห็นควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบกับการนำแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้า/สถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับส่วนราชการ/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุหรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ได้กำหนดไว้แล้วไปใช้บังคับกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ     ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้พิจารณาความผิดตามกฎหมายที่มีบทลงโทษกำหนดไว้เป็น
การเฉพาะแล้ว แนวทางดังกล่าวกรมธนารักษ์ได้มีการแจ้งเวียนไปยังส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐตั้งแต่วันที่
7 มีนาคม 2567 เพื่อรับทราบด้วยแล้ว ซึ่งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐสามารถนำไปถือปฏิบัติได้แล้วแต่กรณี

6. เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 เรื่อง มอบหมายหน่วยงานจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558   เรื่อง มอบหมายหน่วยงานจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

จากปรับเป็น
“(1) มอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) (ปัจจุบันคือ อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย”(2) มอบหมายสำนักงบประมาณ (สงป.) เป็นหน่วยตรวจสอบราคาของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามข้อ (1)รวมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย”“(1) มอบหมาย อว. โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) (สนช.) เป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และให้ สวทช. สนับสนุน การปฏิบัติงานเชิงเทคนิคแก่ สนช . ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป(2) มอบหมาย สงป. เป็นหน่วยตรวจสอบราคาของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามข้อ (1) รวมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย (คงเดิม)”

และให้ อว. รับความเห็นของ สำนักงบประมาณ (สงป.) ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมในบัญชีนวัตกรรมไทยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและผลักดันงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของไทยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมผลงานดังกล่าวให้สามารถผลิตสู่เชิงพาณิชย์ มีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ และสามารถทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศได้  ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของรัฐเป็นระยะเวลาสูงสุด 8 ปี และโดยเรื่องที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอนี้เป็นการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 เรื่อง มอบหมายหน่วยงานจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย จากเดิมที่มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เป็นมอบหมายให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ดำเนินการแทน โดยให้ สวทช. ทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงเทคนิคแก่ สนช. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากที่ผ่านมา สวทช. ได้ขับเคลื่อนบัญชีนวัตกรรมไทยในหลายบทบาท เช่น การเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี การเป็นผู้ร่วมวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า สวทช. ต้องการเพิ่มรายได้จากงานต่าง ๆ และอาจทำให้เกิดมุมมองด้านการขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of interest) ที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการ
การจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย ทั้งนี้ อว. ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สวทช. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และ สนช. ซึ่งที่ประชุมเห็นควรให้ สนช. เป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าวแทน สวทช. โดยมีเหตุผลสนับสนุน เช่น สนช. เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ดำเนินการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ และไม่มีภารกิจวิจัยและพัฒนาแข่งกับเอกชน จึงสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนได้อย่างไม่มีการขัดกันของผลประโยชน์ และสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) (ในขณะนั้น) เป็นประธาน ในการประชุมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 มีมติให้ อว. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวต่อไป

                2. สำนักงบประมาณ (สงป.) และ สมช. เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ/เห็นชอบในหลักการการทบทวนมติดังกล่าว โดย สงป. มีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น เห็นควรให้ อว. โดย สนช. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีการผูกขาดทางการแข่งขันอันเนื่องมาจากนโยบายการสนับสนุนสินค้าที่ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย

7. เรื่อง โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2569 – 2582

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดำเนินโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 พ.ศ. 2569 – 2582 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

                สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการดังกล่าว เห็นควรให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยคำนึงถึงศักยภาพในการดำเนินการ สถานะการเงินการคลังของประเทศ ความประหยัด ความคุ้มค่า การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และประโยชน์ที่ทางราชการและประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งสำนักงบประมาณจะพิจารณาความเหมาะสมและจำเป็นตามวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

              สาระสำคัญของเรื่อง

                กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดทำโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (โครงการผลิตครูฯ) ระยะที่ 2 ปี พ.ศ. 2569 – 2582 โดยมีแผนการรับนักศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 – 2578 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตครูฯ ระยะที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ผลิตครูภายใต้ระบบจำกัดรับในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความต้องการของพื้นที่และหน่วยงานผู้ใช้ครู (2) ผลิตครูให้มีทักษะและสมรรถนะสูงมีความรู้ทางวิชาการ และบูรณาการกับความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพครู (3) ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูในการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอนและสร้างต้นแบบของหลักสูตรเชิงนวัตกรรมที่เน้นการสร้างชุดทักษะจากประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง และ (4) พัฒนาสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและกรุงเทพมหานครให้เป็นโรงเรียนนำร่องในการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา ฝ่ายผลิตครูและนักศึกษาทุนภายใต้โครงการและนำไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้เรียน รวมทั้งขยายเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการผลิตครูคุณภาพที่มีทักษะและสมรรถนะ (ทักษะวิชาชีพครู ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยี) รวม 9 รุ่น โดยจะเริ่มบรรจุตั้งแต่ พ.ศ. 2574 – 2582 (นักศึกษาที่เริ่มเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 จะเริ่มบรรจุในปี 2574) ทั้งนี้ โครงการผลิตครูฯ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2569 – 2582 จะก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น สถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูที่เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตครูคุณภาพให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครูจำนวน 16,033 คน สถาบันอุดมศึกษาฝ่ายผลิตครูมีหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนในการผลิตครูที่มีทักษะ สมรรถนะ และศักยภาพสูงโดยเน้นการปฏิบัติงานจริงในโรงเรียนฝึกหัดครูเพื่อร่วมพัฒนาวิชาชีพ เกิดการพัฒนาการศึกษาของผู้เรียนขั้นพื้นฐานในโรงเรียนฝึกหัดครูเพื่อร่วมพัฒนาวิชาชีพ โดยยกระดับทักษะ/สมรรถนะ และความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) ให้มีคะแนนไม่น้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในปีที่ 9 ของโครงการ

8. เรื่อง การดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 วรรคสอง (มติคณะรัฐมนตรีที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                1. ยืนยันให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป จำนวน 29 มติ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

                2. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 26 มติ โดยในจำนวนดังกล่าวมีจำนวน 12 มติ ที่มีกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้แล้วและอีก จำนวน 14 มติ ได้นำมาปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี

                3. ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีโดยรวบรวมมติที่มีลักษณะเดียวกันไว้ เพื่อถือปฏิบัติเป็นมติเดียวกัน เพื่อให้ส่วนราชการสามารถถือปฏิบัติได้อย่างสะดวกและถูกต้องต่อไปจำนวน 4 เรื่อง 14 มติ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติให้เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งหรือมีมติตาม (12) หรือ (13) พ้นจากตำแหน่ง ให้ สลค. รวบรวมคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดเดิมที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการชุดใหม่พิจารณายืนยันหรือยกเลิกภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ซึ่งจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

                2. สลค. ได้ตรวจสอบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดเดิมที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว สรุปได้ ดังนี้

                        2.1 ไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่มีลักษณะดังกล่าว

                        2.2 มีมติคณะรัฐมนตรีที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 55 มติ ซึ่ง สลค. ได้พิจารณาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีในปัจจุบัน ประกอบกับได้ประสานส่วนราชการผู้รับผิดชอบในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงาน ก.พ.ร. จึงเห็นควรดำเนินการ ดังนี้

                                2.2.1 เห็นควรยืนยันให้ถือปฏิบัติต่อไป จำนวน 29 มติ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีมีความชัดเจน ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน (คงไว้ตามเดิม)

                                2.2.2 เห็นควรให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 26 มติ เนื่องจากมีกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้แล้วหรือมีความซ้ำซ้อนไม่สะดวกในการถือปฏิบัติ

                                2.2.3 โดยในส่วนของการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 26 มติดังกล่าว ได้นำมติคณะรัฐมนตรีที่ยกเลิก จำนวน 14 มติ มาทบทวนและปรับปรุงเป็นมติคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยรวบรวมแนวทางปฏิบัติที่มีความช้ำซ้อนกันเพื่อให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติเป็นมติเดียวกัน จำนวน 4 เรื่อง ดังนี้

                                (1) แนวทางการเสนอเรื่องงบประมาณหรือเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี

                                (2) แนวทางการเสนอแผนงาน/โครงการพัฒนาของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนต่อคณะรัฐมนตรี

                                (3) แนวทางการเสนอแผนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

                                (4) แนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องความตกลงระหว่างประเทศความตกลงกับองค์การระหว่างประเทศ และหนังสือสัญญาต่าง ๆ ต่อคณะรัฐมนตรี

ต่างประเทศ

9. เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569-2574

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 -2574 ทั้งนี้หากมีการแก้ไขร่างแผนปฏิบัติการฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยขออนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดย
ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนามในร่างแผนปฏิบัติการฯ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

               1. ประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) เมื่อปี 2568

                2. กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนปฏิบัติการฯ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

                        2.1 ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะเดินหน้าความร่วมมือระหว่างกันให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยครอบคลุมสามเสาหลัก ได้แก่ (1) หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน (2) หุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และ (3) หุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

                        2.2 ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบและแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามในด้านต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแผนปฏิบัติการฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

                ประโยชน์และผลกระทบ

                แผนปฏิบัติการฯ จะช่วยขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย

10. เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ วาระปี พ.ศ. 2568-2574 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเรื่องการดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ (INTOSAI Working Group on Environmental Auditing: INTOSAI WGEA) วาระปี พ.ศ. 2568 – 2574 (ประธานและเลขาธิการ INTOSAI WGEA) ของ สตง. และพิจารณามอบหมายหน่วยงานภายในประเทศที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเชิงเทคนิคและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจและงบประมาณของ สตง. ในการดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการ INTOSAI WGEA วาระปี พ.ศ. 2568-2574 ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. สตง. ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการ INTOSAI WGEA วาระปี พ.ศ. 2568-2574 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นคณะทำงานภายใต้ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการแลกเปลี่ยนและการให้บริการความรู้ขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ (International Organization of Supreme Audit Institutions: INTOSAI) ที่มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศสมาชิก ผ่านการพัฒนาแนวทางตรวจสอบ การจัดทำงานวิจัย การประชุมเชิงวิชาการ และการฝึกอบรมผู้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดย สตง. ได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการ INTOSAI WGEA อย่างเป็นทางการ ณ ที่ประชุมสมัชชาองค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ ครั้งที่ 25 เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ณ เมืองชาร์มเอลเชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เป็นเวลา 6 ปี (ตั้งแต่ปี 2568-2575)

                2. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (27 มกราคม 2569) รับทราบนโยบายตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ด้านการต่างประเทศ โดยในการดำเนินการด้านความร่วมมือ ความโปร่งใสและการประชาสัมพันธ์ที่ได้กำหนดให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ สตง. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งการดำรงตำแหน่งหรือการทำหน้าที่ประธานและเลขาธิการคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นหนึ่งในการดำเนินการเพื่อพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดินตามนโยบายดังกล่าว

โดยภายหลังจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว สตง. จะต้องดำเนินการขับเคลื่อนแผนงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเป็นเวลา 6 ปี เช่น การจัดประชุมสมัชชาการจัดทำรายงานและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งต้องบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนงานดังกล่าวโดยเฉพาะการสนับสนุนข้อมูลด้านต่าง ๆ เช่น ข้อมูลสถิติ ข้อมูลงบประมาณ ข้อมูลเชิงพื้นที่และการสนับสนุนภารกิจเรื่องอื่น ๆ ของ สตง. ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงพลังงาน (พน.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความเหมาะสม/เห็นควรสนับสนุน/ไม่ขัดข้อง/รับทราบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนภารกิจของ สตง. โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น (1) อว. เห็นว่า ควรเพิ่มเติมแนวทางความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) ด้านสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทั้งด้านการดูดซับและปลดปล่อยคาร์บอน ไฟป่า หมอกควัน และมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นภารกิจของ สทอภ. ด้วย (2) สงป. เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ควรให้ สตง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับจัดสรร โดยคำนึงถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงินความประหยัด ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ (3) สศช. เห็นว่า การให้การสนับสนุนตามแนวทางความร่วมมือตามที่ สตง. เสนอ ต้องไม่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องที่ สตง. เสนอเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถรับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องให้การสนับสนุน สตง. ได้ตามที่เห็นสมควร

11. เรื่อง ร่างปฏิญญาดูชานเบและร่างถ้อยแถลงหัวหน้าคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมระดับสูงว่าด้วยทศวรรษระหว่างประเทศแห่งการดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ค.ศ. 2018-2028 ครั้งที่ 4

               คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบร่างปฏิญญาดูชานเบ (ร่างปฏิญญาฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ สทนช. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                2. เห็นชอบให้เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ

                3. เห็นชอบร่างถ้อยแถลงหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569  แจ้งบัญชานายกรัฐมนตรีมอบหมายเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเข้าร่วมการประชุมระดับสูงว่าด้วยทศวรรษระหว่างประเทศแห่งการดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ค.ศ. 2018-2028 ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงดูชานเบ สาธารณรัฐทาจิกิสถาน โดยมีร่างปฏิญญาฯ เป็นเอกสารผลลัพธ์การประชุม ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการสะท้อนทิศทางและข้อเสนอแนะด้านการดำเนินงานด้านน้ำของประชาคมโลก และเป็นไปเพื่อร่วมเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำก่อนการประชุม UN Water Conference ในปี ค.ศ. 2026 และ 2028

                2. ร่างปฏิญญาฯ มีสาระสำคัญ เช่น ยืนยันความมุ่งมั่นต่อการดำเนินการตามมติสมัชชาสหประชาติและเจตนารมณ์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 6 ซึ่งมุ่งสร้างหลักประกันให้ทุกคนเข้าถึงน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล รวมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2030 และเน้นย้ำว่าน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การขจัดความยากจนและความหิวโหย และเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และการพัฒนามนุษย์

                3. สทนช. ได้จัดทำร่างถ้อยแถลงของเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย สำหรับกล่าวในการประชุมระดับสูงฯ โดยมีสาระสำคัญ เช่น (1) ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงสะท้อนถึงความสำคัญพื้นฐานของน้ำต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน (2) ประเทศไทยมุ่งยกระดับการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยทรัพยากรน้ำถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อความสำเร็จประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างให้มีความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเร่งรัดการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านน้ำ

                ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า ร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามนัยมาตรา  4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

12. เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน และสมาชิกในครอบครัว

        คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกรณีการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว (International Convention on the Protection of the Rights of All Migrant Workers and Members of Their Families: ICRMW) ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และให้กระทรวงแรงงานสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

              สาระสำคัญของเรื่อง

        1. กสม. ได้ติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิของแรงงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พบว่าแรงงานยังประสบปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานในหลายมิติ ดังนี้

                1.1 แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานในหลายด้าน แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคในการใช้เสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม อีกทั้งภาครัฐยังไม่ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มและการจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่างเพียงพอ

                1.2 แรงงานข้ามชาติซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ยังคงประสบข้อจำกัดทั้งในการเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม กระบวนการบริหารจัดการที่ซับซ้อน และความเสี่ยงต่อการถูกแสวงหาประโยชน์ โดย กสม. ยังคงได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีแรงงานข้ามชาติถูกแสวงหาประโยชน์จากนายหน้าจัดหางาน นอกจากนี้ยังพบกรณีครอบครัวของแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ต้องเผชิญอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยาจากปัญหาการพิสูจน์ตัวตน การเตรียมเอกสารและการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางและปัญหาการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติ

        2. การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICRMW ของประเทศไทยไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่โดยสิ้นเชิง แต่เป็นการยืนยัน และทำให้พันธกรณีด้านสิทธิแรงงานภายใต้ตราสารระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีความชัดเจน และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

        3. การรับรองเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมไม่กระทบต่ออำนาจของรัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านความมั่นคง โดยรัฐยังคงสามารถกำหนดข้อจำกัดที่ชอบด้วยกฎหมายตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วนได้ ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้แรงงานใช้สิทธิภายใต้ระบบกฎหมายจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวนอกระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพ ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการแรงงาน

        4. การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICRMW ไม่ได้กระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐในการกำหนดนโยบายด้านการเข้าเมือง และไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการเข้าหรือพำนักในราชอาณาจักร หากแต่เป็นการกำหนดมาตรฐานใน
การปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์เชิงระบบ ทั้งในด้านการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน การลดการแสวงหาประโยชน์ และการส่งเสริมความเป็นธรรม ในตลาดแรงงาน รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

        5. กสม. จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

                5.1 ประเทศไทยควรเร่งรัดการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 โดยสามารถดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายภายในอย่างเป็นลำดับ พร้อมทั้งกำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการส่งเสริมเสรีภาพในการรวมตัว และการเจรจาต่อรองร่วมให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม

                5.2 ประเทศไทยควรพิจารณาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ICRMW โดยใช้กรอบกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่เป็นฐานในการดำเนินการ และปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็น การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะรัฐที่เคารพสิทธิมนุษยชน เสริมสร้างความเชื่อมั่นของคู่ค้าและนักลงทุน และมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าหรือแรงกดดันระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงกับประเด็นสิทธิแรงงาน

13. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างแนวทางปฏิบัติสำหรับความร่วมมือของฝ่ายกลาโหมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างแนวทางปฏิบัติสำหรับความร่วมมือของฝ่ายกลาโหมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล

                2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมรับรองร่างแนวทางปฏิบัติฯ ในลักษณะการแถลงข่าวร่วมกันต่อสื่อมวลชน ในห้วงการประชุม IISS Shangri-La Dialogue  ครั้งที่ 23 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

                3. หากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างแนวทางปฏิบัติฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม

                สาระสำคัญของเรื่อง       

  1. กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์เสนอร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้าน

ความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใต้ทะเล (Declaration of intent (DOI) for Defence Cooperation on Critical Underwater infrastructure (CUI) Security) ให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาในฐานะที่ได้ร่วมกับกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ และกระทรวงกลาโหมบรูไนดารุสซาลาม นำเสนอเอกสารแนวความคิดว่าด้วยมุมมองด้านการป้องกันประเทศต่อความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล (Concept Paper on CUI Security from a Defence Perspective) ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรีกลาโหม อาเซียน (ASEAN Defence Ministers’ Meeting: ADMM) ครั้งที่ 19 เมื่อปี พ.ศ. 2568 ณ มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา กระทรวงกลาโหมได้รับการประสานจากกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ขอแก้ไขชื่อเรื่อง จากเดิม“ปฏิญญาแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใต้ทะเล” เป็น “แนวทางปฏิบัติสำหรับความร่วมมือของฝ่ายกลาโหมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล” โดยที่เนื้อหาสาระสำคัญของร่างแนวทางปฏิบัติฯ  ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากร่างปฏิญญาฯ

                2. ร่างแนวทางปฏิบัติฯ เป็นข้อริเริ่มในการขยายความร่วมมือด้าน CUI ข้ามภูมิภาคโดยมุ่งเน้นการนำความเชี่ยวชาญของประเทศพันธมิตรจากภูมิภาคยุโรปมาบูรณาการความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อีกทั้งเป็นความร่วมมือพหุภาคีที่ไม่มีผลผูกพัน (Non-Binding) ทางกฎหมายเป็นไปโดยความสมัครใจ (Voluntary) ไม่มีข้อผูกพันด้านงบประมาณ และการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ

                3. สาระสำคัญของร่างแนวทางปฏิบัติฯ เป็นการกำหนดกรอบแนวทางความร่วมมือของฝ่ายกลาโหมในการสนับสนุนฝ่ายพลเรือนเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่อ CUI โดยมีเนื้อหาประกอบด้วย 1) ความเป็นมา (Background) 2) วัตถุประสงค์ (Aim) 3) แนวทางปฏิบัติ (Guiding Principles) และ 4) ขอบเขตความร่วมมือ (Potential Areas of Cooperation) ซึ่งประกอบด้วย (1) การสนับสนุนการหารือและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี     (2) การตระหนักรู้ด้านกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ (3) การแบ่งปันข้อมูล (4) การแลกเปลี่ยนด้านเทคนิค (5)  การตอบสนองต่อเหตุการณ์และวิกฤต และ (6) การส่งเสริมการตระหนักรู้เกี่ยวกับร่างแนวทางปฏิบัติฯ

อนุชา ปชป. กาง 5 นโยบายสู้ศึกชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมส่งทีม ส.ก.ลุยแก้ปัญหาตามความต่าง พื้นที่ทั้ง 50 เขต

อนุชา ปชป. กาง 5 นโยบายสู้ศึกชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมส่งทีม ส.ก.ลุยแก้ปัญหาตามความต่าง พื้นที่ทั้ง 50 เขต

อนุชา ปชป. กาง 5 นโยบายสู้ศึกชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมส่งทีม ส.ก.ลุยแก้ปัญหาตามความต่าง พื้นที่ทั้ง 50 เขต

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

‘อนุชา ปชป.’ กาง 5 นโยบายสู้ศึกชิงเก้าอี้ ’ผู้ว่าฯกทม.‘ เน้น ‘เดินทางสะดวก-เมืองสะอาด-ใช้ชีวิตสบาย-มีรายได้เพิ่ม-ตรวจสอบได้’ ยันพร้อมส่งทีม ส.ก.ลุยแก้ปัญหาตามความต่างของพื้นที่ทั้ง 50 เขต มุ่งสกัดปัญหา ’นอมินี-กัญชาเสรี‘ เมินผลโพลยกให้เป็น ’มวยรอง‘ ชี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ลั่นขอทำงานหนัก เหลืออีก30วัน เร่งนำเสนอสิ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวกรุงฯ

วันที่ 26 พฟษภาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร… and more” ว่า จากการพูดคุยปัญหาของส.ก.เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนพื้นที่ไหนควรต้องทำอะไร สิ่งหนึ่งที่ตนสังเกตและตระหนัก ณ วันนี้คือกรุงเทพฯ 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีปัญหาแบบหนึ่งจึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง ขณะที่กรุงเทพฯ ชั้นนอกมีความคิดและความต้องการอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเราจึงพยายามออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้ที่นโยบายที่เรานำเสนอจากครอบคลุมทุกคน ทุกเขตในพื้นที่กรุงเทพฯ  นี่จึงเป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครส.ก.ทั้ง 50 เขตในนามพรรค เพราะเรายังมีนโยบายเฉพาะแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย นโยบายวันนี้เราจะดูว่าปัญหาอะไรที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ หรืออะไรที่จะสามารถดำเนินการเพื่อตอบสนองทุกคนให้ได้มากที่สุด ถ้าให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์เราจะทำได้มากกว่านี้แน่นอน

เบื้องต้นหลังจากพูดคุยกันมาทั้งหมดเราเห็นปัญหาและเราเห็นในสิ่งที่คิดว่าเราสามารถเดินหน้า เพื่อรณรงค์จากนี้ไปเพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ พิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอตัวเข้ามาทำงาน ผ่านแนวคิด “And More” ที่วางนโยบาย 5 ด้าน คือ 1.การเดินทางสะดวก โดยมุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. โดยตรง เพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรหนาเน่น เพื่อกำหนดเส้นทางเดินรถ รวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางน้ำด้วยเรือ EV นอกจากนี้ จะเร่งประสานรัฐบาลและเอกชนเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และพิจารณาสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

2. เมืองสะอาด โดยปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยศูนย์กำจัดขยะหลัก (เช่น อ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯ เหนือและตะวันออก เพื่อลดระยะเวลาและมลพิษจากการขนส่ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์งานก่อสร้าง และการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 

3. ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ให้เป็นคลินิกชุมชนที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากนี้ จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของรัฐและเอกชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space สำหรับศิลปิน รวมถึงจัดระเบียบทางเท้าและกำหนดโซนนิ่ง (Zoning) การค้าขายและสถานบันเทิงให้ชัดเจน

4. มีรายได้มากขึ้น คือผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ จะยกระดับ กทม. สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้าเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อสร้างรายได้

นายอนุชา กช่าวต่อว่า ปัญหากัญชาควรเป็นสิ่งที่ต้องมีการควบคุม ให้ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น จากที่เรามองที่ป้ายโฆษณาดูแล้วเป็นเพื่อสันทนาการทั้งนั้นไม่มีใครมองเข้าไปว่าทำเพื่อการแพทย์เลยมองจากการตกแต่งก็ทราบดีดูจะ relax เกินไปแสงสีมากเกินไป ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจกทมเราจะเปิดกว้าง ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจต่างๆแต่ต้องไม่เสี่ยงต่อเยาวชนมีมาตรฐานที่ชัดเจนว่าอยู่ในระเบียบกฎหมายหรือไม่” นายอนุชากล่าว และว่า ตนและผู้สมัครส.ก. คงไม่ลงพื้นที่เพื่อไปขอคะแนนเสียงอย่างเดียว แต่ถ้าประชาชนเจอพวกเราก็สามารถเดินเข้ามาบอกเราได้เลยว่า ท่านอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร เราจะนำมา เพื่อนำเสนอให้คนในพื้นที่ได้เห็นภาพด้วยกัน

และ 5. ตรวจสอบได้หมด คือ ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time รวมถึงเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

“อีกเรื่องที่คนกังวลคือนอมินี ใช้ชื่อคนไทยมาเป็นนอมินีให้คนต่างชาติ แม้จะไม่ใช่ความรับผิดชอบหลัก แต่เรารู้ว่าเป็นความกังวลของพี่น้องประชาชนชาวกทม.เป็นลำดับต้นๆ เมื่อเราทราบความกังวลแล้วเราจะไม่นิ่งเฉย แต่จะนำมาเพื่อประสานงานและตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ว่าเป็นของคนไทยจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นของนอมินี ถ้าเจอก็จะส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนั้นกรุงเทพฯ ในยุคพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตถ้ามีโอกาสได้เข้าไป เราจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เราพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพในการที่จะนำปัญหาทั้งหมดมาแก้ไข ขณะเดียวกันเราไม่เพียงแค่ดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเดียว แต่เราจะสร้างความหวังสร้างโอกาสให้กับคนกทม.ด้วย คนกทม.ไม่ใช่คนป่วย ไม่ใช่คนทำผิดระเบียบทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้วเราจะต้องมีนโยบายให้เป็นแพลตฟอร์มที่ก้าวกระโดดอย่างเป็นสเต็ป เพื่อช่วยกันทำเมืองของเรา เป็นเมืองที่สะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น มีรายได้ดีขึ้นและสุดท้ายก็คือโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกเมื่อ” นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามถึงโพลที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรอง นายอนุชา กล่าวว่า เพิ่งเปิดตัวและอาจจะยังไม่ถึงประชาชนว่าตนเป็นตัวแทนพรรค ต้องประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อให้คนกทม. ทราบว่ามีตัวแทนว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต รวมถึงลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อนำเสนอ ดังนั้นต้องทำการบ้านและทำหน้าที่หนักมากขึ้น

“เหลืออีก 30 วัน จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ตอบไม่ได้ว่าคนกทม.จะไว้วางใจหรือไม่ เพราะต่างโพลต่างผลลัพทธ์ ทั้งนี้การสำรวจจะเป็นส่วนหนึ่งพิจารณา แต่คนกทม. ดูความมุ่งมั่น ผู้สมัคร นโยบายด้วย ไม่ใช่ดูแค่โพลเท่านั้น” นายอนุชา กล่าว

ครม.เห็นชอบให้ ขสมก. ใช้ 3 พื้นที่โครงการรถไฟฟ้า รฟม. จอดรถโดยสารประจำทาง

ครม.เห็นชอบให้ ขสมก. ใช้ 3 พื้นที่โครงการรถไฟฟ้า รฟม. จอดรถโดยสารประจำทาง

ครม.เห็นชอบให้ ขสมก. ใช้ 3 พื้นที่โครงการรถไฟฟ้า รฟม. จอดรถโดยสารประจำทาง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ครม.เห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง และกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง (พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และพื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง)

วันที่ 26 พฤาภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าวตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม. ดังนี้

1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร 
สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท

2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว 
ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท

3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก. ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่17 มิถุนายน 2568 อนุมัติให้ ขสมก. เช่ารถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 – 30 ปี รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทาง ดังกล่าว ซึ่งการเช่าพื้นที่ รฟม. เพื่อใช้เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ดังกล่าว มีระยะเวลาการเช่ารวมทั้งสิ้น 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไปโดยสิ้นเชิง เพราะ รฟม. ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ การอนุญาตให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่ รฟม. ประกอบกับวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV นั้น เป็นไปเพื่อให้บริการประชาชนและจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ รฟม. มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ขสมก. มีแผนลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดย ขสมก. แจ้งว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปีนับจากวันรับมอบพื้นที่ เช่น ปรับปรุงลานจอดรถ ก่อสร้างหลังคาคลุมรถ และติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะแล้วเสร็จ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกำหนดการรับมอบรถงวดที่ 1 ในเดือนเมษายน 2570

นันทนา บี้บริษัทดัง รับผิดชอบ สภาฯ น้ำรั่ว-ขังท่วม กังขาเรื่องเงียบ เหตุผู้รับเหมา โยง รัฐบาล หรือไม่

นันทนา บี้บริษัทดัง รับผิดชอบ สภาฯ น้ำรั่ว-ขังท่วม กังขาเรื่องเงียบ เหตุผู้รับเหมา โยง รัฐบาล หรือไม่

นันทนา บี้บริษัทดัง รับผิดชอบ สภาฯ น้ำรั่ว-ขังท่วม กังขาเรื่องเงียบ เหตุผู้รับเหมา โยง รัฐบาล หรือไม่

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

นันทนา-สุนทร บี้บริษัทดัง รับผิดชอบ รัฐสภา ปล่อยน้ำรั่ว-ขังท่วม เร่งซ่อมก่อนหมดประกัน ก.ค.นี้ ลามอัดรั่วเหมือน รธน. กังขา ผู้รับเหมา โยง รัฐบาล เรื่องเลยเงียบกริบหรือไม่ แฉเจ้าหน้าที่โทรขอร้องอย่าอภิปราย

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมด้วยนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. แถลงกรณีน้ำท่วมอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยน.ส.นันทนา กล่าวว่า ตลอด 1 ปี 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตน นายสุนทร หรือคนอื่น ๆ ที่พยายามจะปรึกษาหารือเรื่องการหารอยรั่ว ปัญหาต่าง ๆ ในสภาแห่งนี้ มักถูกเจ้าหน้าที่โทรมาขอว่าไม่อภิปราย ไม่หารือได้หรือไม่ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ สื่อมวลชนมีการรายงานกันเยอะ แต่พอตนจะมาปรึกษาหารือเพื่อหาทางออก แต่กลับไม่มีการเปิดให้มีการปรึกษาหารือ ซึ่งอาคารแห่งนี้มีมูลค่าสูง เป็นหน่วยงานราชการที่ใหญ่ที่สุด แต่เรากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตเลยเพราะไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อไหร่ หรือฝ้าจะถล่มตอนไหน จึงอยากเรียกร้องให้ผู้รับเหมา ซึ่งมีการรับงานกันไปเรียบร้อยแล้วว่าผู้รับเหมาจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรในเรื่องของการก่อสร้าง หากบอกว่าเป็นเรื่องของการออกแบบ ก็ต้องมีการปรับแก้ก่อนการก่อสร้าง แต่เมื่อก่อสร้างไปแล้วผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบ

“ดิฉันมองว่าอาคารรัฐสภาแห่งนี้มีรูรั่ว เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีรูรั่วมากมาย แต่กลับไม่มีใครที่พยายามจะพูดถึง หรือผู้รับเหมาบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีความสัมพันธ์กับฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติในนี้จึงไม่มีการออกมาพูดให้เห็นปัญหาของเรื่องราวของอาคารรัฐสภา ทั้งที่มีชีวิตผู้คนอยู่มากมาย ย้ำว่าขอเรียกร้องให้ผู้รับเหมาออกมารับผิดชอบ รวมถึงผู้บริหารในอาคารแห่งนี้ก็ต้องออกมาพูดด้วยว่าเราจะแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาฝนรั่ว ฝ้าถล่ม และขยะต่าง ๆ อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แต่กลับเงียบกริบไม่สื่อสาร ในเรื่องที่ไม่ควรจะส่งเสียง” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้านนายสุนทร กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นสถาปนิก ตนรู้สึกเป็นกังวล เพราะอย่างที่ทุกท่านทราบข่าว แล้วมีผู้ใหญ่ออกมาบอกว่าน้ำไม่ได้ท่วม น้ำขังเฉย ๆ และขยะก็เป็นการบิ๊กคลีนนิ่ง แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ซึ่งที่ตนเป็นห่วงคือหากไม่ยอมรับหรือรับฟังข้อมูลแค่บางส่วนก็จะเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนแบบเสียเปล่า เพราะจะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างไม่ตรงจุด ตนไม่ได้อยากมองว่ามีฝนตกแล้วขยะลอย แต่เป็นเรื่องของการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน

“ประกันของรัฐสภากำลังจะหมดในเดือนกรกฎาคม ทำไมที่ผ่านมาสองปีไม่ได้รับการซ่อมแซม ต้องรอให้หมดประกันแล้วเราจึงค่อยจ่ายเงินเรียกช่างมาหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของระบบความปลอดภัยต่างๆ เช่น บันไดหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหา แสงสว่างไม่เพียงพอ อยากให้แก้ไข และอยากให้ท่านรับฟังอย่างรอบด้านเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด ขออย่าให้รัฐสภาเกรงใจผู้รับเหมามากเกินไป แต่ขอให้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ” นายสุนทร กล่าว

ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัด แนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางเมือง

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า “อภิรัฐมนตรี” เป็นคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ การถวาบคำปรึกษา แนะนำข้อราชการแผ่นดิน และพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพระมหากษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะการปกครองสยามสมัยนั้น อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการจนถึงคณะราษฎร์ อภิวัฒน์สยาม นำไปสู่เปลี่ยนแปลงปกครองในระบอบใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยรูปแบบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2475 ไม่ได้นำ “อภิรัฐมนตรี” มาบัญญัติไว้ ต่อมาได้นำมาบัญญัติไว้  ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492  โดยเปลี่ยนชื่อจาก อภิรัฐมนตรี เป็น องคมนตรี โดยรูปแบบองค์คณะ ปรากฏใน มาตรา 13 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคน  ประกอบคณะองคมนตรี”

“คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

สาระสำคัญ “องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองและต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ” ปรากฏในมาตรา 15 ทั้งบัญญัติให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรี การให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ดี  “เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”  โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรากฏหลักคุ้มครองพระพระมหากษัตริย์ ในมาตรา 5 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้  สืบเนื่องถึงปัจจุบัน”

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกี่ยวกับคณะองคมนตรี ได้บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้แก่ มาตรา 6 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า มีแนวคิด ยกเลิก “องคมนตรี” โดยให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์แทนคณะองคมนตรี ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 เพราะสถานะผู้ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจ จะต้องมีความกลางทางการเมือง เพราะสถานะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจบริหารประเทศ เพราะระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ทั้งในมาตรา 12 คำว่า องคมนตรี ต้องไม่เป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น” หมายรวมถึง คณะรัฐมนตรีด้วย

ข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ เพราะการให้เสนอแนวคิดให้นำ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน “คณะองคมนตรี” ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะระบอบการปกครองไทย เป็นลักษณะ “ระบบไฮบริด” ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ระบอบประชาธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ทั้งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคแรก

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า คำว่า “ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจทั้งปวง” หมายถึง เฉพาะพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ มิใช่การบริหารราชการรแผ่นดิน ดังนั้น การมอบหมายให้คณะองคมนตรีติดตามภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม จาก กรม ภป.กระทรวงมหาดไทยและร่วมเข้าฟังติดตามและให้ข้อสนอแนะ มิใช่ เป็นการแทรกแซงในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล แต่เพื่อปัดป้องมิให้ประชาราษฎร์ พสกนิกร ตระหนักถึงภัยและเตรียมความพร้อมภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ในโครงการพระราชดำริ มาประยุกต์ใช้และแนะนำ ประจำทุกปี  เป็นพระราชกรณียกิจหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ มิใช่ เข้าไปกำกับ แทรกแซงและบังคับให้ปฏิบัติตาม ข้อเสนอให้ยกเลิก “คณะองคมนตรี” และให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน ย้อนแย้งหลักการปกครองในระบบรัฐสภา ฝ่าฝืนและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12

แม้สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทั้งกลไกรัฐธรรมนูญ  ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญ มีกฎเหล็กไว้ถึง 2 ชั้น ในมาตรา 256(3) และ (8) ต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งในสามหรือจำนวน 67 คน และผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนด่านสุดท้าย เพราะเป็นบทบังคับหากแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ จะต้องจัดออกเสียงประชามติและผ่านความเห็นชอบจากประชาชน     

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ท. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ท. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ให้ พล.ท. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้ นายทหารสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์ 

ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลโท พงษ์ศักดิ์ เปรมทองสุข ตำแหน่ง เจ้ากรมฝ่ายกำลังพล (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ภราดร เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน

ภราดร เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน

ภราดร เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ภราดร เผยรัฐบาลพร้อมส่งคำชี้แจงออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ตามกำหนด เผย คลัง ยังไม่ได้ส่งคำขออนุมัติใช้งบฯ เงินกู้เพิ่มเติม ต้องรอ ปลัดคลัง กลั่นกรองโครงการก่อน  

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งคำชี้แจงและเอกสารเพิ่มเติม เรื่องการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่ารัฐบาลมีความพร้อมจะส่งเอกสารให้กับศาลรัฐธรรมนูญตามกำหนดระยะเวลา 7 วันซึ่งคือในวันนี้

นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมา ครม.ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รวบรวมคำชี้แจงในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านจากหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ และจัดส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนต่อไป 

นายภราดร กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าเรื่องการอนุมัติโครงการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.4 แสนล้านบาท ในส่วนของวงเงินที่ยังเหลืออยู่ในส่วนแรก 2 แสนล้านบาท ที่เหลืออยู่ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอขอการใช้เงินกู้ในส่วนนี้มายัง ครม. เนื่องจากเพิ่งผ่านไปเพียงโครงการเดียว ซึ่งต้องรอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน เนื่องจากต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการกรองโครงการใช้เงินกู้ฯ ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

บุญยอด จี้ เท้ง พูดให้ชัด ระบอบสีน้ำเงิน สื่อถึงใคร สถาบันไหน !?

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ที่ปรึกษากรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่าา ” เท้ง” ถ้าแน่จริง พูดให้ชัด “ระบอบสีน้ำเงิน” คือใคร? สถาบันไหน? “

ภราดร เผย พ.ร.บ.โอนงบปี69 ได้แค่ 2 หมื่นล้าน เหตุมีบางโครงการผูกพันงบไว้แล้ว

ภราดร เผย พ.ร.บ.โอนงบปี69 ได้แค่ 2 หมื่นล้าน เหตุมีบางโครงการผูกพันงบไว้แล้ว

ภราดร เผย พ.ร.บ.โอนงบปี69 ได้แค่ 2 หมื่นล้าน เหตุมีบางโครงการผูกพันงบไว้แล้ว

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“ภราดร​” เผย​ พ.ร.บ.โอนงบฯ​69  ได้แค่​ 20,000 ล้าน​ เหตุ​ มีบางโครงการผูกพันธ์งบประมาณไปแล้ว​ บอก​ ไม่คืบชงโครงการใช้งบฯกู้เฟส​ 2 

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา​ 12.50 น.​ นายภราดร​ ปริ​ศ​นาน​ั​ท​กุล​  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ ในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำขอใช้งบฯในพ.ร.ก.กู้เงิน​ 4 แสนล้านบาท​ ของหน่วยงานต่างๆ หลังจากที่เฟสแรกเพิ่งอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปแล้ว​ ว่า​ ขณะนี้ยังไม่มีการขอโครงการใดเข้ามา​ เนื่องจากเพิ่งผ่านไปเพียงโครงการเดียว ซึ่งต้องรอนายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน เนื่องจากต้องเสนอให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีนายลวรณ​ แสงสนิท​ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง​ 

นายภราดร​ ยังปฏิเสธว่า​ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงการทำคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีแต่เพียงการหารือนอกรอบ โดยเรื่องกล่าว นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะทำร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐ​กิจ​ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการเสนอ  พ.ร.บ.​โอนงบประมาณ​ ปี 2559 ได้จำนวนตัวเลขเท่าใด นายภราดร​ กล่าวว่า​ ขณะนี้ตนยังไม่เห็นรายละเอียดแต่คาดเดาว่าจะได้ราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากก่อนหน้านี้ที่มีการประเมินไว้

เมื่อถามว่าพรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกต​ว่าหากรัฐบาลตั้งใจทำพ.ร.บ.โอนงบประมาณ​ จะได้จำนวนมากกว่านี้ รวมไปถึงตั้งคำถามถึงสาเหตที่ไม่โอนงบประมาณกลับมาเพราะอะไร​ นายภราดร​ ยอมรับว่า​ มีเงื่อนไข​ว่าแบบใดโอนได้หรือไม่ ซึ่งหากโครงการใดมีการผูกพันงบประมาณไปแล้วก็ไม่สามารถโอนงบประมาณได้

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. เดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี ชิ่ง สถาบันฯ

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. เดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี ชิ่ง สถาบันฯ

กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. เดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี ชิ่ง สถาบันฯ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

พฤติกรรมตีวัวกระทบคราด! กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. ถึงกับเดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี กระทบชิ่งลาม สถาบันฯ หวังสั่นคลอนความเชื่อมั่น ขู่เตือนเข้าข่ายผิด ม.112 ซ้ำซาก โยงคดี 44 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไล่บี้แสดงความรับผิดชอบ ชี้ข้อกล่าวหา ระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศ ปชช.รู้หมายถึงใคร 

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำกมธ.ฯ แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรี ประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ กล่าวประกาศจุดยืนของ กมธ.ฯว่า จากกรณีที่พรรคประชาชนมีการนำภาพองคมนตรี 9 คน ที่เข้าร่วมประชุมฯ กับบกปภ.ช. พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคฯว่า รัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควร และละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯ นอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยังให้สัมภาษณ์ว่า บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้น รวมถึงกรณีของนายปิยบุตร ที่ให้ยกเลิกคณะองคมนตรี พร้อมระบุอีกว่า เรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฎิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยมีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะ และการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ 

“ดังนั้นกมธ.ฯพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กมธ.ฯจะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากที่คณะองคมนตรีได้ร่วมประชุมกับ บกปภ.ช มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือ หรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ ที่โพสต์รำลึก 12 ปีเหตุการณ์รัฐประหารปี2557 ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า ”ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ ข้อความดังกล่าว ตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริจ ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่า มีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทย ซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช. หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่า เป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่ 

“การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรี ที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบถ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่า เป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ตีวัวกระทบคราด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112 โดยเฉพาะ การสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่า มีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลฯ ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว