ทร.เด้งฟ้าผ่า ผบ.นาวิกโยธินตราด สะพัดปมวิวาทะเขมร

ทร.เด้งฟ้าผ่า  ผบ.นาวิกโยธินตราด  สะพัดปมวิวาทะเขมร

ทร.เด้งฟ้าผ่า ผบ.นาวิกโยธินตราด สะพัดปมวิวาทะเขมร

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เด้งฟ้าผ่า! น.อ.ธรรมนูญ พ้น ผบ.ฉก.นย.ตราด คุม“ผู้กองโทนี่”เคยมีวิวาทะทหารเขมร ด้านกองทัพเรือ อ้างไม่ได้กลั่นแกล้งหรือลงโทษ แต่เป็นการโยกย้ายตามวาระกลางปี ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มีคำสั่งพ้นหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ราชการชายแดนนายทหารในสังกัด 17 นาย โดยหนึ่งในนั้นมี น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) โดยให้ย้ายไปหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ สำหรับคำสั่งดังกล่าวได้สร้างความแปลกใจให้สังคมอย่างมาก เนื่องจาก น.อ. ธรรมนูญ ถือเป็น ผบ.หน่วยรบคนสำคัญ มีผลงานตั้งแต่ไฟใต้จนถึงการสู้รบกับกัมพูชารอบที่ 2 ที่นำทัพบุกเข้ายึดแผ่นดินไทยคืนจากกัมพูชาบริเวณบ้าน 3 หลัง และกาสิโนทมอดา จ.ตราด

ผู้สื่อข่าวสอบถามน.อ.ธรรมนูญ เกี่ยวกับสาเหตุที่ถูกสั่งย้าย ซึ่งน.อ.ธรรมนูญ กล่าวยอมรับว่ามีคำสั่งย้ายจริง โดยคำสั่งส่งมาเมื่อคืนที่ผ่านมาซึ่งตนไม่ทราบมาก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บของและจะรับส่งการทำหน้าที่ในวันที่ 1เมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีคำสั่งย้ายดังกล่าวน.อ.ธรรมนูญ ได้ลงพื้นที่บริเวณตู้คอนเทนเนอร์แนวชายแดนบ้านทมอดา เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชา โดยผู้กองโทนี่ ผบ.ร้อยสนาม นาวิกโยธินสายบู๊ ซึ่งเป็นทหารคนสนิท น.อ.ธรรมนูญ ได้ไล่นายพลจัตวากึมโกะซอล ที่มาโวยวายใส่ ‘กัน จอมพลัง’ เพราะเข้าใจว่าจะมาขยับแนวรั้วตู้คอนเทนเนอร์ โดยตามข้อเท็จจริง ได้มาติดธงชาติไทย และธงราชนาวีไทย ทำให้เกิดวาทกรรม ‘ดูหน้ากูไว้’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคำสั่งย้ายดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของชาวบ้านในพื้นที่ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และพร้อมจะรวมตัวกันออกมาให้กำลังใจ น.อ.ธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กWassanaNanuamของ น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร อ้างแหล่งข่าวจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ว่าการย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายตามวงรอบการแต่งตั้งโยกย้ายของกองทัพเรือ ในวาระกลางปี เดือนเมษายน 2569 โดยตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดนี้ เป็นตำแหน่งสนาม ไม่ใช่ตำแหน่งปกติ แต่การไปเป็นผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ เป็นตำแหน่งที่มีขั้นให้สูงกว่า มีสวัสดิการที่ดีกว่า เพื่อเป็นการตอบแทนผลงานของ น.อ.ธรรมนูญ ที่ได้สู้รบยึดดินแดนอธิปไตยของไทยกลับคืนมา แต่ยังคงดูแลเรื่องการเก็บกู้ทุนระเบิดของกองทัพเรือ ที่มีกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังต่างๆ รวมถึงไปสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก และมาทำในบทบาทที่กว้างขึ้น ในการประสานและประชุมร่วมกับต่างประเทศ ในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด หลังจากที่ น.อ.ธรรมนูญได้มีประสบการณ์ทำงานที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงก่อนหน้านี้ก็อยู่ชายแดนภาคใต้มาแล้ว

“ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง หรือลงโทษใดๆ ไม่ได้ถือว่ามีความผิด แต่เป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่ผ่านมา และเป็นตำแหน่งที่มีความก้าวหน้า รับผิดชอบภาพรวมทั้งประเทศ รวมถึงความร่วมมือกับต่างประเทศด้วย” แหล่งข่าวกล่าวกับ น.ส.วาสนา

ขณะเดียวกันยังเป็นการเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับภารกิจและสถานการณ์ เพราะจากนี้คาดว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ของกองทัพเรือ ที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังไม่มีการสู้รบ แต่จะเป็นห้วงของการเจรจา จึงทำให้ น.อ.ปรัชญา โพธิ์ย้อย หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา มาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด แทน โดยเคยทำงานใน ฉก.นย.ตราด มาก่อน เคยเป็น เสธ.ฉก.นย.ตราด และอดีต ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี มีความสามารถในการเจรจา แต่ก็เป็นนักรบที่พร้อมชนหากคุยไม่รู้เรื่อง แต่จากการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.ตราด ทางฝ่ายกัมพูชายังไม่พร้อมรบ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การสู้รบครั้งใหญ่ และต้องมองภาพรวมพื้นที่ในส่วนของกองทัพบก ด้วย

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

“สีหศักดิ์” หารือทูต อิหร่าน ให้ช่วยติดตามสถานภาพ 3 ลูกเรือไทย บนเรือ “มยุรี นารี” พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี เอกอัครราชทูต อิหร่าน ประจำไทย ย้ำคำขอให้ฝ่ายอิหร่านช่วยติดตามสถานภาพของลูกเรือไทย 3 ราย บนเรือ “มยุรี นารี” ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ขณะที่ รมว.กต. ย้ำความสำคัญของความพยายามร่วมกันเพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคโดยเร็วด้วยการเจรจาและการทูต
 

ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.39 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า หนังสือเปิดผนึก

เรื่อง: ภารกิจที่ต้องตระหนักในภาวะวิกฤตของประเทศ และโจทย์สำคัญที่คณะรัฐมนตรีใหม่ต้องพิจารณา

เรียน: นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

ท่ามกลางสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กำลังจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลชุดนี้กำเนิดขึ้นภายใต้ข้อครหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งและการใช้เงินซื้อเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวของกลุ่ม “บ้านใหญ่” และระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกในพื้นที่ต่างๆ การรีบเร่งรับรองผลและจัดตั้งรัฐบาลถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ต้นทุนทางการเมือง” ให้สูงขึ้น เพื่อบีบคั้นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความยากลำบาก หากพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านก้าวเข้ามารับตำแหน่งแล้ว คณะรัฐมนตรีควรต้อง “สำเหนียก” ถึงวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองให้มากกว่าครั้งใดๆ  การบริหารราชการแผ่นดินหลังจากนี้ต้องกระทำอย่างใคร่ครวญในฐานะทีมเดียวกัน มิใช่เพียงเพื่อเกียรติยศหรือชื่อเสียงในฐานะ “มนตรีแห่งรัฐ” เท่านั้น

ในวาระที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงขอเสนอข้อคิดและโจทย์สำคัญที่ ครม. อนุทิน ต้องหาคำตอบให้แก่ประชาชนดังนี้:

๑. โจทย์เร่งด่วนท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย
สถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงต้นปี ๒๕๖๙ นี้ คือบททดสอบที่อาจฉุดรั้ง GDP ของไทยให้เหลือเพียง ๑.๐% – ๑.๓%  และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเกิน $120 ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องตอบโจทย์ ๓ ด้านหลัก:

• การบริหารสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: รัฐบาลจะหาแหล่งเงินกู้จากไหนมาอุดหนุน และจะตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตลงเท่าใดเพื่อช่วยประชาชน? 
รัฐบาลควรต้องยอมลดรายจ่ายของตนเองลงเมื่อรายรับน้อยลง ไม่ใช่อุดหนุนผ่านกองทุนฯและผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว 
ต้องกำหนด “มาตรการขั้นบันได” ที่ชัดเจนและโปร่งใสในการแทรกแซงราคา ว่าในสถานการณ์ราคาปิโตรเลียมเป็นอย่างไรรัฐจะนำเงินกองทุนหรือลดภาษีสรรพสามิตในอัตราเท่าใด   ประกาศเป็นตารางให้สาธารณะได้รับรู้ชัดเจน  จะได้ป้องกันการการทุจริตล่วงรู้ข้อมูลเพื่อเก็งกำไรของบางคน

• ความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนเกษตรกรรม: 
เมื่อปุ๋ยเคมีนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียมีราคาสูงขึ้น ๑๐% – ๑๕% รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการลดต้นทุนให้เกษตรกร เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) และสร้างความมั่นคงในปริมาณอาหาร

• การจัดการพลังงานสำรองและการประหยัดระดับชาติ: 
หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานกว่า ๓ เดือน รัฐบาลต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ (Diversification) และต้องบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐอย่างเข้มงวด ทั้งการ Work from Home เต็มรูปแบบ การใช้รถราชการ และการระงับงบดูงานต่างประเทศของทุกฝ่าย ไม่เว้นทั้งนิติบัญญัติและตุลาการ

๒. การใช้ “วิกฤต” เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Reinvent Thailand)
รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปโครงสร้างประเทศเพื่อหลุดพ้นจากวงจรความอ่อนไหวตามราคาน้ำมันโลก:

• ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน (Energy Transition): ปลดล็อก “โซลาร์เสรี” และ Direct PPA ให้ครัวเรือนผลิตและขายไฟฟ้าได้จริง 
ปรับปรุงแผน PDP 2026 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเกิน ๕๐% และพิจารณาเทคโนโลยี SMR (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) เพื่อความมั่นคงระยะยาว

• ยกระดับภาคการผลิตและเศรษฐกิจฐานชีวภาพ: 
สนับสนุน Smart Manufacturing ใน SMEs เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนและเคมีภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อลดการนำเข้า

• ปฏิรูปโครงสร้างการขนส่ง (Logistics Shift): 
เปลี่ยนงบประมาณจากการ “สร้างถนน” มาเป็นการ “สร้างระบบขนส่งมวลชน” อย่างจริงจัง 
เพราะการสร้างถนนคือการส่งเสริมการใช้น้ำมัน พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านรถขนส่งและรถบรรทุกให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนขนส่งอย่างยั่งยืน
????ภารกิจทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีต้องใส่ใจตั้งโจทย์และหาคำตอบที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ 
มิใช่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการพลังงานดังเช่นที่ผ่านมา 
ประชาชนกำลังจับตาดูว่าท่านจะเข้ามาเพื่อแก้วิกฤตของชาติ หรือเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ในยามวิกฤต
ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 

นักวิชาการ สื่อมวลชนอาวุโส

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙

อัษฎางค์ โนสนทัวร์ลง ปมพีระพันธุ์ ถามกลับเลิกติดตามเพราะ ผมบิดเบือน หรือ รับความจริงไม่ได้

อัษฎางค์ โนสนทัวร์ลง ปมพีระพันธุ์ ถามกลับเลิกติดตามเพราะ ผมบิดเบือน หรือ รับความจริงไม่ได้

อัษฎางค์ โนสนทัวร์ลง ปมพีระพันธุ์ ถามกลับเลิกติดตามเพราะ ผมบิดเบือน หรือ รับความจริงไม่ได้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.24 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บทความของผมบิดเบือน? จริงหรือ?

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

ก่อนเข้าเรื่อง ขอออกตัวก่อนว่า อย่าคิดว่า การทำแบบนี้คือการเอามาแขวน ผมเพียงต้องการทำคอมเมนต์ที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด มาโพสต์เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริงให้ตรงกับความเป็นจริงโดยทั่วกัน

สำหรับประเด็นรายการ “ยิ่งคุยยิ่งลึก” ที่คุณกล่าวถึง ขออนุญาตแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงแบบนี้นะครับ

สิ่งที่คุณบอกว่าท่านพีระพันธุ์พูดถึงเรื่อง “ไฟฟ้าและ กกพ.” นั้น “ถูกต้องครับ” ในรายการวันนั้น (ออกอากาศช่วง เม.ย. 2568) ท่านได้วิจารณ์โครงสร้างอำนาจของ กกพ. อย่างดุเดือดจริง

แต่… ข้อมูลที่คุณอาจจะตกหล่นไป (หรือจำได้ไม่ครบถ้วน) คือในรายการเดียวกันนั้น ท่านได้ยกตัวอย่างเรื่อง “อำนาจในการจัดการน้ำมัน” ควบคู่ไปด้วย

คุณพีระพันธุ์ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงข้อจำกัดของ รมว.พลังงาน ในเรื่องการกำหนดโครงสร้างน้ำมัน โดยยกตัวอย่างเรื่อง “สูตรน้ำมัน” ว่า

“จะผสมน้ำมันยังไง สูตรยังไง เท่าไร รัฐมนตรีไม่มีอำนาจ เป็นอำนาจอธิบดี เขาจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่ต้องขอรัฐมนตรี ทำได้เลย…” และสรุปรวมถึงโครงสร้างกฎหมายพลังงานทั้งหมดว่า

“บ้านเราวางระบบกฎหมายไว้ผิดพลาด ในกฎหมาย ผมไม่มีอำนาจอะไรสักอย่างเลย รัฐมนตรีไม่มีอำนาจอะไรเลย”

ประเด็นสำคัญที่บทความนี้ต้องการสื่อสาร จึงไม่ใช่การจับผิดคำพูดคำต่อคำ แต่คือ “ตรรกะและมาตรฐานการตรวจสอบ”

แก่นของเรื่องคือ คุณพีระพันธุ์เป็นผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สุด ว่าการบริหารงานระดับกระทรวงนั้น “ติดล็อกทางกฎหมาย” (ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย กกพ. เรื่องไฟฟ้า หรืออำนาจอธิบดีเรื่องสูตรน้ำมัน) จนรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจทุบโต๊ะสั่งการได้ตามใจนึก

คำถามคือ ในเมื่อท่านเข้าใจโครงสร้างที่ว่า “รัฐมนตรีถูกจำกัดอำนาจโดยกฎหมาย” เป็นอย่างดี…

เหตุใดท่านจึงเลือกใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อโจมตีรัฐมนตรีพาณิชย์ (คุณศุภจี) ว่าทำไมไม่ใช้อำนาจ ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์เองก็มีกรอบกฎหมายที่จำกัดอำนาจไว้แค่การดูแลปลายทางหน้าปั๊ม ตามที่ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาไว้เช่นเดียวกัน?

ผมนำเสนอเรื่องนี้เพื่อสะท้อนความย้อนแย้งทางการเมืองครับ ไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น

แต่การโพสต์พาดพิงถึงคุณพีระพันธ์มักจะจบลงด้วยทัวร์ชุดใหญ่ และจะมีคนมาบอกว่า ขอเลิกติดตาม

คำถามคือ เลิกติดตามผมเพราะ

1. ผมบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือ

2. ยอมรับความจริงเกี่ยวกับคุณพีระพันธ์ไม่ได้

วันวิชิต ชี้แจงเป็นข้อๆ ปมย้าย ผู้การธรรมนูญ ยันเป็นวงรอบปกติ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเขมร

วันวิชิต ชี้แจงเป็นข้อๆ ปมย้าย ผู้การธรรมนูญ ยันเป็นวงรอบปกติ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเขมร

วันวิชิต ชี้แจงเป็นข้อๆ ปมย้าย ผู้การธรรมนูญ ยันเป็นวงรอบปกติ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเขมร

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เห็นดราม่าถล่มกองทัพเรืออย่างหนักขออนุญาตชี้แจง ทุกท่านที่ห่วงใยผู้การธรรมนูญ กลัวจะเพลี่ยงพล้ำฝ่ายเขมร ขออย่าได้ปริวิตกจนเกินไปนะครับ และกองทัพเรือจะทำอะไรย่อมมีแบบแผนยุทธวิธีเฉพาะของตัวเอง ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจงเป็นข้อๆ ครับ 

1. การโยกย้ายของกองทัพเรือ เป็นลักษณะวงรอบประจำปีอยู่แล้วครับ ปีละ 2 ครั้งเพื่อรองรับ และจัดทัพให้นายทหารได้หมุนเวียนไปตำแหน่งสำคัญต่างๆ ตำแหน่งที่ผู้การธรรมนูญ ย้ายไป นั้น ไปแทนตำแหน่งรุ่นพี่ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งตำแหน่ง “รองนายพล” (ตำแหน่งถัดไปก็ขึ้นนายพล)  ซึ่งมีปรับย้ายครั้งนี้หลายตำแหน่งครับ ไม่ได้เจาะจงตำแหน่งของผู้การธรรมนูญ 
ผมจะขออธิบายว่า ตำแหน่ง ผบ.ฉก.นย.ตราด จะใช้นายทหาร ประจำ นายทหารระดับนาวาเอกพิเศษ ที่ประจำสำนักงานผู้บังคับบัญชา ของ กองบัญชาการนาวิกโยธิน มาดำรงตำแหน่ง ผบ.“ ภาคสนาม” ไม่ใช่ตำแหน่งหลัก ในที่ตั้งปกติ ซึ่งจะแตกต่างจากกองทัพบก  อย่างกองทัพบก จะทำหน้าที่หมวก 2 ใบ ตัวอย่างเช่น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ (คือตำแหน่งภาคสนาม) แต่ตำแหน่งที่ตั้งในยามปกติ ก็คือ ผู้บังคับการกรมทหราราบที่ 19 อย่างนี้เป็นต้น

1.1 เพราะกองทัพเรือ ไม่ต้องการให้มีผลกระทบต่อการตัดสินใจ หาก “ผู้บังคับการ” จะมีหมวก 2 ใบ 2 หน้าที่ อาจจะทำหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่งไม่สมบูรณ์ หรือละที่ตั้งหน่วยปกติของตน เพราะกองทัพเรือ กำลังพลน้อยกว่า กองทัพบกมาก

1.2 ตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ ของนาวิกโยธิน จึงมาจากตำแหน่งนายทหารประจำระดับ นาวาเอก (พิเศษ)  ที่ต้องผลัดสลับหมุนเวียนการทำหน้าที่อยู่แล้ว คือ ใช้สอยกำลังพล ที่ยังไม่มีตำแหน่งหลักลง ไปสร้างผลงานภาคสนามให้เข้าตาผู้บังคับบัญชาเสียก่อน

2. การที่สื่อมวลชนรายงานข่าวว่า เป็นการย้ายแบบเจ้าตัวไม่รู้ตัวนั้น ถือเป็นเรื่อง “ปกติวิสัย” ของธรรมเนียมการแต่งตั้งโยกย้ายทหารอยู่แล้ว โดยทั่วไปเขาไม่บอกกันหรอกครับ ว่าเจ้าตัว หรือบุคคลที่ถูกคาดการณ์ว่าจะถูกปรับย้ายไปตำแหน่งไหน  การย้ายกำลังพลในหน่วยเป็นดุลยพินิจของหัวหน้างานนั้นๆ เป็นการปรับให้เหมาะสม อย่างเต็มที่อาจจะมี พี่ๆ มาแหย่ว่า “เดี๋ยวมีข่าวดี” ถือว่าเป็นที่รู้กันว่าจะมีการโยกย้าย อาจจะสูงขึ้น หรือในระนาบเท่าเดิม หลายๆคนกำลังเก็บของเตรียมย้าย แต่คำสั่งออกมาไม่มีชื่อ ก็ต้องอยู่ที่เดิม อย่างนี้เป็นเรื่องปกติของวิถีรับราชการทหาร ครับ

3. นายทหารที่มาดำรงตำแหน่งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ท่านใหม่ เป็นนายทหารรุ่นพี่ของ ผู้การธรรมนูญ คือ นอ.ปรัชญา โพธิ์ย้อย เตรียมทหาร 32 ส่วนผู้การธรรมนูญ เป็นเตรียมทหาร 34 เอาเข้าจริง ตำแหน่งที่ผู้การธรรมนูญจะไปนั่งก็คือ ผบ.หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ ถือว่ามีความสำคัญมาก 

4. เขมร ปรับย้ายนายทหาร โดยเฉพาะนายพลจัตวาคนใหม่ ไม่ใช่ทหารในพื้นที่ แต่เคยทำงานประสานงานกับ ผู้การ คนใหม่ อย่าง นอ.ปรัชญา มาก่อนหน้านี้แล้ว สมัยที่ ผู้การปรัชญา เป็นหัวหน้า หน่วยประสานงานชายแดนไทย/กพช. กองกำลังป้องกันชายแดน เลยรู้จักนายทหารกัมพูชาคนนี้ คือกองทัพเรือ เขาคิดแผนขั้นตอนละเอียด เพื่อ “รู้เขา” ว่าคนใหม่มามีวิธีคิดอย่างไร

5. ผู้การปรัชญา ผบ.ฉก.นย.ตราด คนใหม่ เคยผบ.ฉก.นย. เคยมีประสบการณ์ราชการสนาม ดังนี้
– เสธ.ฉก.นย.ตราด
– รอง ผบ.ฉก.นย.ตราด
– ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี
อาจจะถือว่า ท่านเสียสละด้วยซ้ำที่ความจริงอาจต้องสไลด์ขึ้นตำแหน่งระดับ ริงนายพลได้ เพราะต้องเอาคนมีประสบการณ์มารับมือการปรับทัพใหม่ของฝั่งเขมร เพราะทางโน้นเขาก็วางกำลังนายทหารชายแดนทางบ้านทมอดา เกือบยกแผง  ดังนั้นประสบการณ์ในพื้นที่ครบเครื่องแบบนี้ จะไม่ใช้งานได้อย่างไรครับ รอดูผลงานผู้การปรัชญาดีกว่าครับ

7. ตำแหน่งใหม่ของ ผู้การธรรมนูญ ถือว่าผู้บังคับบัญชาให้ความไว้วางใจ ให้ไปทำงานสำคัญมาก เพราะการเก็บทุ่นระเบิด หากปฏิบัติการต่อเนื่อง และมีตัวเลขจำนวนทุ่นที่เก็บได้ เป็นหลักฐาน จะถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบที่ไทยจะใช้เก็บรวบรวม เวลาท่านรองนายกแบะ รมว.ต่างประเทศ สีหศักดิ์ ใช้ไปตบหน้าเขมรที่ประชุมภาคีอนุสัญญาออตตาว่า ว่าไทยทำอย่างจริงจัง เรายิ่งมีความชอบธรรมดูดีในสายตาโลกมากขี้น งานปิดทองหลังพระนี้สำคัญมากนะครับ

ครับ ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพเรือครับ ผมเชื่อว่าบางเรื่องเขาไม่อยู่ในวิสัยที่ออกมาชี้แจงอะไรได้ เพราะฝั่งโน้นติดตามความเคลื่อนไหวเราตลอดเวลา รู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ทุกคนห่วงใยใส่ใจคนทำงาน ผมเชื่อว่าพี่ธรรมนูญได้เติบโตไปไกลกว่านี้แน่???????????? เพราะการทำงานทั้งบู๊ และบุ๋น จะกลายเป็นคุณสมบัติที่ได้เปรียบ ว่าท่าน “ครบเครื่อง” แล้ว ขอบคุณผู้การธรรมนูญ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ครับ
ป.ล. นายพลจัตวา ของฝั่งเขมร ไม่ได้ใหญ่มาจากไหนหรอกครับ ก็เทียบเท่าระดับ พันเอก (พิเศษ), นาวเอก (พิเศษ) บ้านเรานี่แหละครับ อย่าไปให้ค่าเขมรมาก ครับ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ครอบครัว อส.ทพ. ที่เสียชีวิต ณ จ.นราธิวาส

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ครอบครัว อส.ทพ. ที่เสียชีวิต ณ จ.นราธิวาส

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ครอบครัว อส.ทพ. ที่เสียชีวิต ณ จ.นราธิวาส

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่บ้านเลขที่ 109/10 หมู่ที่ 5 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ครอบครัวอาสาสมัครทหารพราน ดรุณ ดารอเฮง ที่เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพราน 4813 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ที่บริเวณบ้านเลขที่  34/9 หมู่ที่ 5 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลี้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวอาสาสมัครทหารพราน ดรุณ ฯ อย่างหาที่สุดมิได้

ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง

สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย

สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย

สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

วันที่ 31 มี.ค.2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.เขต 7 ชลบุรี โพสต์เฟชบุ๊ก สหัสวัต คุ้มคง ระบุว่า “วันพรุ่งนี้ (1 เมษายน )แรงงานข้ามชาตินับล้านกำลังจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย” เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่แค่เรื่องของ “นายจ้างกับลูกจ้างต่างด้าว” แต่มันคือ “ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ” ที่กำลังจะกระทบพวกเราทุกคนครับ ลองนึกภาพตามครับ ว่าชีวิตเราตั้งแต่เช้าจนเข้านอน เราล้วนแต่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติในแทบทุกมิติของชีวิต

อาหารทะเลที่เรากิน กุ้ง หอย ปู ปลา มากกว่า 98% มาจากแรงงานข้ามชาติ ผลไม้ไทยที่เราภูมิใจไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มะม่วง มะยงชิด  ถ้าไม่มีคนเก็บ ก็เน่าคาสวน ส่งออกไปขายไม่ได้ เงินไม่เข้าประเทศ โดยเฉพาะน้ำตาล น้ำมันปาล์ม ที่ถ้าแพงขึ้น อาหารทุกอย่างที่เราบริโภคก็จะขึ้นไปด้วย สินค้าทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแต่ผูกอยู่กับแรงงานข้ามชาติทั้งสิ้นครับ

สหัสวัต

หากเราขับรถออกไปแล้วมองไปยังถนนที่กำลังสร้าง ตึกที่กำลังขึ้นโครง คอนโดที่เรารอจะโอน ไปจนถึงบ้านที่เราจอง คนที่สร้างตึกรามบ้านช่องทั้งหมดนี้ทั้งหมดนี้ คือแรงงานข้ามชาติทั้งสิ้น คราวนี้ครับ ถ้าแรงงานหายไปจะทำให้งานเหล่านี้ล่าช้า 3–6 เดือนทันที บ้านที่รอจะโอนก็ช้า ค่าเช่าที่ดราต้องจ่ายเพือรอย้ายเข้าบ้านใหม่ก็เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็สะดุด

แล้วทำไมแรงงานถึงกำลังจะหายไปเป็นล้านคน? คำตอบคือระบบราชการที่ล้มเหลวครับ เพราะขั้นตอนที่ยุ่งยาก เอกสารจำนวนมาก ต้องเดินทางไปหลายที่ไม่มี one stop service ครับ

สหัสวัต

ถ้าถามว่ายุ่งยากขนาดไหน และเรื่องนี้สำคัญขนาดไหนผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูครับว่าวันนี้ เราเป็นเจ้าของร้านอาหารเล็กๆสักร้าน มีลูกจ้างข้ามชาติอยู่ 2-3 คนที่กำลังจะหมดอายุและต้องต่ออายุตามกฎหมาย เราจะต้องเจอต้องทำอะไรบ้าง

อันดับแรกเราต้องยื่นขอต่ออายุครับ โดยมีระยะเวลาให้ยื่นล่วงหน้าเพียงประมาณ 30-45 วันเท่านั้น กับจำนวนแรงงานนับล้านคน ยื่นเอกสารเสร็จแล้วก็ไปชำระเงินที่ร้านสะดวกซื้อ รอคิว บางคนชำระแล้วก็ไม่ได้คิว ระบบล่มเวียนหัวเพิ่มไปอีก ต่อมาก็ต้องพาแรงงานไปตรวจสุขภาพครับ ซึ่งโรงพยาบาลที่ให้บริการก็มีน้อยอีก คิวยาวเหยียด และก็ต้องเสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งจุด จากนั้นก็ต้องพาไปตรวจลงตรา ต่อวีซ่า ชำระค่าธรรมเนียมอีก ซึ่งปัญหาระหว่างนี้เยอะมากครับ เช่นไม่มีคิว ไม่ได้คิว ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมากมายเกิดขึ้นในช่วงนี้แหล่ะครับ แล้วเสร็จจากตรงนี้ถึงจะจ่ายเงินอีกรอบเป็นค่าธรรมเนียม รวมๆแล้วพี่น้องลองนับดูครับว่าต้องไปกี่ที่ เดินทางกี่รอบถึงจะได้ นี่ยังไม่รวมเวลารอเอกสารรอการดำเนินงานแต่ละรอบที่ช้าสุดๆแบบที่ไม่มีทางทำทันใน 30 วันครับ

สหัสวัต

ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาแต่มันสะสมมานับสิบปี ทุกรัฐบาลที่เข้ามาไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่แก้แบบเดิมคือพอเกิดวิกฤตก็ออก มติครมขยายเวลาผ่อนผันเป็นมาทุกรัฐบาล และที่มันหนักคือคนจำนวนมากที่หมดอายุวันนี้ไม่มีมจิครม.ออกมาผ่อนผัน ทำให้พรุ่งนี้จะมีคนกลายเป็นแรงงานเถื่อนทันทีนับล้านคนครับ และนั่นจะตามมาด้วยการเก็บส่วยและเรียกรับผลประโยชน์อีกมหาศาล

ถ้าเรายังปล่อยให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วส้งผลให้แรงงานหายไปประมาณ 10%จะทำให้ราคาอาหารทะเลอาจพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว ภาพรวมเศรษฐกิจ GDP จะหดตัวทันทีเพราะแรงงานข้ามชาติสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศถึง 4–6% ถ้าหายไปเพียงประมาณ 10% ของแรงงานอาจกระทบมูลค่าเกือบแสนล้านบาทต่อปี

สหัสวัต

เรื่องนี้ไม่ใช่วิกฤตจากภายนอกครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเช่นการขาดแคลนและข้าวของแพง ๆม่ได้มาจากสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งนั้นมาจากแต่วิกฤตที่รัฐสร้างขึ้นเอง แล้วปล่อยให้นายจ้างและแรงงานที่ไม่ได้ทำอะไรผิด กำลังจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเพราะระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ

และบทสรุปของเรื่องนี้คือคนที่ต้องจ่ายราคาค่าเสียหายคือประชาชนทุกคนที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่แพงขึ้น ของกินที่แพงขึ้นและ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เราลองจินตนาการดูครับว่าถ้าวันหนึ่ง ไม่มีคนหาอาหาร ไม่มีคนเก็บผลไม้ ไม่มีคนสร้างบ้าน สร้างถนนประเทศนี้จะเดินต่อไปอย่างไร คำถามคือรัฐบาลจะยังบอกว่าปัญหาเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นเพราะสงครามและโทษสงครามต่อไป หรือจะหันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ที่ตัวเองปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นวิกฤตกันแน่ครับ

สหัสวัต

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก สหัสวัต คุ้มคง

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม จากคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนายทักษิณได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน กับอีก 22 วัน และเตรียมจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยจะครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี หรือ 8 เดือน โดยนายทักษิณ จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 เพื่อคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน จากนั้นจะครบกำหนดโทษ 1 ปี พ้นโทษและเป็นอิสรภาพ ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้เรือนจำกลางคลองเปรมได้ดำเนินการนำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้ง จำนวน 2 คน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมวันนี้ คณะกรรมการฯ เห็นชอบมีมติให้ 10 รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักโทษเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเรือนจำกลางคลองเปรม เสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษทั้ง 10 รายไปยังกรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร คือ 1 ใน 10 รายชื่อที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า ส่วนในขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี

ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย และเมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร

นักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 ต่อไป

กรณีสำคัญเรื่องการติดหรือไม่ติดกำไล EM ของนายทักษิณ หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้นที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

“เท้ง ณัฐพงษ์” โพสต์ หลัง ปปช.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวกับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอแก้ไข ม. 112  ย้ำการเสนอแก้กฎหมายเป็นอำนาจของผู้แทนราษฎร 

 วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ -Natthaphong Ruengpanyawut  ระบุว่า 

จากรายงานข่าวที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้

ขอยืนยันอีกครั้งว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ – ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ – การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไปผ่านกระบวนการนิติสงคราม

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังคงเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่และสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินเป็นแบบใด 

เวทีที่สำคัญต่อจากนี้ คือ การอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล และญัตติสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือและใกล้พื้นที่เคียง ที่พวกเราเตรียมเสนอในสภาในวันพรุ่งนี้

ผมหวังว่าประชาชนคนไทยทุกคน จะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกันครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ!ป.ป.ช.เห็นชอบคำร้อง ยื่นศาลฎีกา ฟันคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดีเสนอแก้ ม.112

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 ‘บิ๊กดุลย์’ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 'บิ๊กดุลย์'ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 ‘บิ๊กดุลย์’ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

’พล.ท.อดุลย์‘ เข้าพรรคภูมิใจไทย คาดหารือ​ ปม​ MOU 44 – สถานการณ์ชายแดน​กับ นายกฯ ปัดตอบ ปม​ย้าย​ ‘น.อ.​ธรรมนูญ’​ บอกแค่ ’ไม่มีอะไรไปในที่ที่ดีกว่า ขณะที่‘เสธ.ทร.โผล่เข้ามาด้วย

เมื่อเวลา 16.15. น. วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​  รมว.กลาโหม เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโยกย้าย น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด  (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ​ โดยระบุสั้นๆ ว่า “ไม่มี​อะไร ไปในที่ที่ดีกว่า”

จากนั้นเวลา 16.25 น.​ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยคาดว่าจะมีการการหารือถึง MOU 44 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทับซ่อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งบริเวณดังกล่าว​เป็นแหล่งน้ำมัน​ และการยกเลิก MOU 44 ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลภูมิใจไทยใช้หาเสียงมาโดยตลอด​ รวมไปถึงอาจจะมีการหารือถึงสถานการณ์ชายแดนด้วย