เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

เสมา 1 สั่งเยียวยา 4 ล้านให้ทุนลูก ครูฟาตีเม๊าะ เหยื่อกระสุนปืนปัตตานีจนจบปริญญา

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

”เสมา1“ สั่งการ เลขาฯสช.ดูแลเยียวยาครอบครัว “ครูฟาตีเม๊าะ” เหยื่อคนร้ายรอบยิง        

จากกรณีสะเทือนขวัญ คนร้ายสวมชุดฮิญาบ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง ขณะขับรถ และกระสุนปืนสาดถูกนางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ภรรยา ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเสียชีวิต  ขณะกำลังอุ้มลูกที่ยังแบเบาะอยู่ในรถคันดังกล่าว โดยเหตุเกิดขึ้นใกล้โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

วันนี้ 27 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้หารือถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว โดยตนได้สั่งการให้ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นายมณฑล ภาคสุวรรณ์) ดำเนินการช่วยเหลือในนามกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเยียวยาเป็นเงินจำนวน 4 ล้านบาท และให้ทุนการศึกษาแก่บุตรของคุณครูที่เสียชีวิตจนจบปริญญาตรี อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุการที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทราบเพียงว่าคุณครูเดินทางไปกับสามีซึ่งเป็นตำรวจ แต่เหตุการดังกล่าวก็ไม่ควรเกิดขึ้น ตนยังไม่อยากสรุปเรื่องที่เกิดขึ้น เนื่องจากประเด็นอาจจะมีความซับซ้อน จึงขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลในเรื่องนี้ 

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาสั่งถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา ยักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (26 พ.ค.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ ๑/๒๕๖๘ หมายเลขแดงที่ ๒/๒๕๖๙ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง กับนายเอกราช ช่างเหลา ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ตนดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ และปกปิดอำพรางการกระทำของตนโดยร่วมกันปลอมสมุดบัญชี เงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้หลงเชื่อว่าสหกรณ์มียอดเงินคงเหลือ ตามที่ระบุในสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าวถือได้ว่า เป็นความผิดทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งและเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม และได้ดำรงตำแหน่งมาจนถึงวันยื่นคำร้อง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ ได้ถอนเงินของสหกรณ์ ๓๙๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้าน จากนั้นเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ ผู้คัดค้านกับพวกนำเงินของสหกรณ์ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๘๐๐, ๑๘๐๑, ๘๐๑๐, ๘๘๓๓ และ ๑๐๖๓๐ รวมเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๓๔.๙ ตารางวา ในราคา ๑๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้คัดค้านใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว แล้วนำที่ดิน ๓ แปลง มาจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์ เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดีซึ่งเป็นลูกหนี้ของสหกรณ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ทั้งยังปรากฏว่ายังคงมีเงินที่เป็นส่วนต่างของการซื้อที่ดินอีกเป็นเงิน ๒๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหายและเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรง จากนั้นตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึงปี ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านกับพวกแก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์ เพื่อแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์โดยตั้งแต่วันที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๒ ให้สมาชิกสหกรณ์เข้าใจว่ามีเงินคงเหลือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือประมาณ ๗๐,๐๐บาท จึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง โดยมีการกระทำครั้งสุดท้ายด้วยการแก้ไขให้ปรากฏว่ามีเงินในบัญชีคงเหลือ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ จำนวน ๔๓๑,๙๔๑,๙๘๔.๕๙ บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือ ๗๙,๗๑๔.๑๖ บาท ต่อมาผู้คัดค้านจึงส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ ภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ใช้บังคับแล้ว ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนจึงฟังได้แล้วว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในข้อหายักยอก ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงถือว่าผู้คัดค้านไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม และไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเจตนาและมีความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๗ วรรคสอง แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว

พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง (๑) วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๗ และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๓ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๗ ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๗ วรรคสอง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา

– 006

เท้ง ยืนกรานไม่ขอโทษ สว. กล่าวหายัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี

เท้ง ยืนกรานไม่ขอโทษ สว. กล่าวหายัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี

เท้ง ยืนกรานไม่ขอโทษ สว. กล่าวหายัดระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“เท้ง”ยืนกรานไม่ขอโทษ”สว.” กล่าวหายัด”ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี เมินโต้”พรรคน้ำเงิน”ทวงสำนึกบุญคุณ”ส้ม”แค่คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง ถามกลับเคยได้ยินคำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงชาติจากปากผมหรือไม่ ซัดมีแต่ทำ”นิติสงคราม”

27 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร โดยรัฐธรรมนูญปี 60 ก็มีช่องโหว่ และช่องว่าง เช่น กระบวนการเลือกได้มาซึ่งสว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่เรายังต้องมานั่งกังวลว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่ ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงินหรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งตนมองว่าสุดท้ายแล้วในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี

“จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และสว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่เป็นการสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคน จะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ ว่าสิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่าพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วนให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่าสิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภราดร ระบุว่าสำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนก็ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกของประเทศที่แท้จริงคือต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือเราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค ถึงมีการทำข้อตกลง MOA เพราะต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขณะนั้นก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชนและเดินหน้าต่อ ภายใต้ผลการเลือกตั้งและบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ ตนและพรรคประชาชนรวมถึงประชาชนคนไทย เราจะสร้างทางออกของประเทศอย่างไร พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างทางออกของประเทศให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า สว.ได้มีการแถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมด ก็เป็นข้อเท็จจริง และผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตัวของผม ก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”

เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส.กับ สว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ตนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดาในประเทศนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมือง ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ในขณะที่กลุ่ม สว.มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว. จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้น ตนอยากบอกว่าสิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์โยงการที่พรรคประชาชนพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะวิเคราะห์กันไปได้ ซึ่งตนคิดว่าการตัดสินใจในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับประเทศ อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง ซึ่งหากดูการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจของประชาชนอาจจะไม่ได้เหมือนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวตนมั่นใจในทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน รวมถึง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีไม่แพ้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เป็นโอกาสที่ดีของชาวกรุงเทพฯ ที่จะได้ตัวเลือกที่ดีที่สุดเข้าไปบริหาร

เมื่อถามว่า สว.มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาโดย ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชน และใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและสส.ของพรรค ฟ้องร้องการยุบพรรค ฉะนั้น หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม ไปเช่นก็อยากให้ถามกลับไปเช่นเดียวกันว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่”

พลภูมิ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย ลุยช่วย กลุ่มคนทำงาน สู้ศึกเลือกตั้ง กทม.

พลภูมิ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย ลุยช่วย กลุ่มคนทำงาน สู้ศึกเลือกตั้ง กทม.

พลภูมิ ลาออกสมาชิกเพื่อไทย ลุยช่วย กลุ่มคนทำงาน สู้ศึกเลือกตั้ง กทม.

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

27 พฤษภาคม 2569 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้ ผมได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพ ความเข้าใจ และความปรารถนาดีต่อกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย ทั้งในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการทำงานในฝ่ายบริหาร

ผมขอขอบคุณพรรคเพื่อไทย ผู้ใหญ่ทุกท่าน เพื่อนร่วมงาน และพี่น้องประชาชนทุกคนที่สนับสนุนและเดินร่วมกันมา ทุกช่วงเวลาคือประสบการณ์ที่มีคุณค่า และผมจะจดจำด้วยความเคารพและความรู้สึกที่ดีเสมอ

จากนี้ไป ผมจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานของ “กลุ่มคนทำงาน” อย่างเต็มที่

“กลุ่มคนทำงาน” เป็นการรวมตัวของคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน และพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนากรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

ผมเชื่อว่าการทำงานเพื่อคนกรุงเทพฯ ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความเข้าใจพื้นที่ และความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

จากวันนี้ ผมจะยังคงลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และทำหน้าที่ของ “คนทำงาน” อย่างเต็มกำลังเหมือนเดิม

ขอบคุณทุกกำลังใจครับ

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

บุญรวี บี้ รัฐบาล ปราบแก๊งสแกมเมอร์ตั้งล้งขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จับพิรุธล่าซื้อรางวัลที่ 1 ในราคาสูงเกินจริง ใช้เป็นแหล่งฟอกเงินดำเป็นเงินสะอาด พร้อมเร่งรัดแก้ปัญหา ควบคุมลอตเตอรีให้ขายราคา 80 บาท 

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครวมใจไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร แถลงเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งปราบสแกมเมอร์ที่เข้ามาตั้งล้งจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินว่า ขณะนี้กลุ่มสแกมเมอร์มีการตั้งล้งสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้ามาทำมาหากินในรูปแบบการตั้งบริษัทผ่านแพลตฟอร์มการขายสลากออนไลน์ ใช้วิธีกว้านซื้อสลากจากยี่ปั๊วในราคา 90 กว่าบาท  มาขายผ่านออนไลน์ราคา 80 บาท แม้จะขายในราคาขาดทุน แต่ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินที่โกงมา แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้มีหลายกลุ่ม

โดยเฉพาะเครือข่ายก๊ก อาน ที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินีค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำกันหลายรูปแบบ เช่น ล่าซื้อรางวัลที่1 จากเอเยนต์ในราคาที่สูงกว่ารางวัลจริง แม้จะไปขึ้นรางวัลได้แค่ 6ล้านบาท แต่ใช้ฟอกเงินดำเป็นเงินขาว จากนั้นไปเปิดแพลตฟอร์มฝากเงินสกุลดอลลาร์ สกุลเงินดิจิทัล เป็นคลิปโต ผ่านบล็อกเชน โอนเงินข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบยาก ส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย อย่างที่เคยได้ยินช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ตรวจพบเงินปริศนา 398,087ล้านบาท เข้ามาในประเทศไทย เป็นที่สงสัยว่า นำมาใช้ทำธุรกรรมการเลือกตั้ง เพื่อซื้อเสียงหรือไม่ เพราะมีการซื้อเสียงสูงมาก อยากเรียนรัฐบาลให้เร่งปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ในประเทศไทยให้เด็ดขาด เพราะมีบริษัทนอมินีแก๊งสแกมเมอร์เป็นร้อย เป็นพันบริษัทที่ทำมาหากินผ่านช่องทางการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล

นายบุญรวี กล่าวว่า ขณะเดียวกันขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา 80บาท ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภค และผู้ซื้อสลากจำนวนมาก รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้ราคาสลากอยู่ที่ 80บาท แม้ทุกรัฐบาลพยายามแก้ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุให้ครบวงจร สามารถทำได้ โดยกมธ.คุ้มครองผู้บริโภคจะไปคุยกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผลักดันให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมซื้อสลากราคา 80บาท รวมถึงการผลักดันเพิ่มรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อไป

ธนาธร ลุ้น! ศาลนัด 28 พ.ค. ตัดสินคดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลุ้น! ศาลนัด 28 พ.ค. ตัดสินคดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน

ธนาธร ลุ้น! ศาลนัด 28 พ.ค. ตัดสินคดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.) เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิด ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก วิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และการจัดหาวัคซีน

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว

ผ่าสมรภูมิ กทม. 69 หมัดต่อหมัด สแกนจุดแข็ง-จุดสลบ ใครรุ่ง ใครร่วง?

ผ่าสมรภูมิ กทม. 69 หมัดต่อหมัด สแกนจุดแข็ง-จุดสลบ ใครรุ่ง ใครร่วง?

ผ่าสมรภูมิ กทม. 69 หมัดต่อหมัด สแกนจุดแข็ง-จุดสลบ ใครรุ่ง ใครร่วง?

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สะท้อนความตื่นตัวของภาคประชาชนอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยว่า คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 85.9 ยืนยันจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแน่นอน ขณะที่สวนดุสิตโพลระบุว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 78.03 มีความเชื่อมั่นว่ากรุงเทพฯ จะ “ดีขึ้น” หลังได้ผู้ว่าฯ คนใหม่

ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ จะยึดโยงจากสวนดุสิตโพล ในหัวข้อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 2) และบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายท่านมารวมกัน โดยยึดหลัก “คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม.” ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันจากสวนดุสิตโพล มาเป็นแกนมาตรวัดผู้ท้าชิงแต่ละราย

อันดับ 1 มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที (ร้อยละ 36.39): สะท้อนความต้องการผู้บริหารที่สร้างผลลัพธ์เชิงปฏิบัติได้จริง ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้งานใหม่

อันดับ 2 คนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ (ร้อยละ 21.37): สะท้อนกลุ่มที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและมุมมองการบริหารเมืองที่ทันสมัย

อันดับ 3 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ร้อยละ 16.12): สะท้อนความต้องการมืออาชีพในการแก้ปัญหาเฉพาะทาง เช่น ผังเมืองหรือความปลอดภัย

อันดับ 4 นักบริหารมืออาชีพ (ร้อยละ 13.23): เน้นย้ำความคาดหวังด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง

อันดับ 5 ผู้นำในภาวะวิกฤต (ร้อยละ 8.31): สะท้อนมุมมองที่เห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหาซับซ้อนและต้องการผู้นำที่เด็ดขาด

 

วิเคราะห์ผู้ท้าชิง หมัดต่อหมัด

1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ผู้สมัครอิสระ) – แชมป์เก่าผู้กุมความได้เปรียบ

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 1 (ร้อยละ 57.68)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 1 (มีประสบการณ์ทำงานทันที) และ อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 2 คือ กลุ่มผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) โดยภาพลักษณ์ความเป็นอิสระของนายชัชชาติช่วยเกื้อหนุนและดึงคะแนนเสียงจากโหวตเตอร์ที่ไม่ต้องการผูกติดกับพรรคการเมือง ให้หันมาเลือก ส.ก. กลุ่มอิสระที่พร้อมทำงานตอบสนองนโยบายของผู้ว่าฯ ได้อย่างคล่องตัว

ความได้เปรียบ ชัชชาติมีความได้เปรียบสูงสุดจากการตอบโจทย์ความต้องการอันดับ 1 ของคนกรุงเทพฯ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าคะแนนนิยมที่ทิ้งห่าง แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติ สอดคล้องกับนิด้าโพลที่ระบุว่าคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 77 พอใจการทำงานของเขา โดยเฉพาะการแก้ปัญหา “เส้นเลือดฝอย” เช่น การเข้าถึงชีวิตประจำวัน และการลงสมัครในนาม “อิสระ” ยังช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมือง

ความท้าทาย การดำรงตำแหน่งมา 4 ปี ทำให้ต้องรับมือกับการตรวจสอบนโยบายที่ยังไม่สำเร็จ เช่น โครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน รวมถึงความเสี่ยงที่โหวตเตอร์อาจชะล่าใจไม่ออกมาใช้สิทธิเพราะเชื่อว่าชนะแน่นอน

2. ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) – ตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 2 (ร้อยละ 17.90)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 2 (คนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่) และ อันดับ 3 (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 1 คือ พรรคประชาชน (ร้อยละ 35.20) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคในระดับสภาเมืองหลวงนำลิ่วอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ วิเคราะห์ว่า พรรคประชาชนใช้กลยุทธ์ส่ง ดร.ชัยวัฒน์ ลงชิงผู้ว่าฯ เพื่อช่วยบิลต์บรรยากาศและรักษากระแสของพรรคเอาไว้ โดยหวังผลสูงสุดในการกวาดเก้าอี้เพื่อ “ยึดเสียงข้างมากในสภา กทม.” เป็นหลัก

ความได้เปรียบ ดร.ชัยวัฒน์ เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของโหวตเตอร์ที่ต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ชูแคมเปญ “กรุงเทพง่าย ๆ” และดึงเทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบทุจริตแบบถอนรากถอนโคน ข้อได้เปรียบสำคัญคือฐานเสียงพรรคประชาชนที่เคยกวาด ส.ส. กรุงเทพฯ 33 เขต พร้อมแรงหนุนจากอดีตผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล ที่เชื่อมั่นในกระบวนการคิดแบบวิศวกรที่มุ่งสร้างระบบใหม่ แทนการซ่อมแซมปัญหาเดิม

ความท้าทาย การเปิดตัวที่ล่าช้าและการเป็นอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทำให้คนกรุงเทพฯ ยังไม่คุ้นเคยผลงานในพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประเมินว่ากระแสคนรุ่นใหม่อาจพ่ายแพ้ต่อผู้ที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีในสมรภูมิท้องถิ่นนี้

3. ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (ผู้สมัครอิสระ) – มวยเก๋าเกมพื้นที่

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 3 (ร้อยละ 4.75)

การตอบโจทย์ มุ่งเป้าเจาะกลุ่ม อันดับ 1 (มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งแชร์ส่วนแบ่งคะแนนจากกลุ่มอันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) ด้วยฐานคิดที่ว่า ดร.คมสัน เป็นอดีต ส.ก. ที่มีฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่แน่นหนา กลยุทธ์ของเขาจึงเป็นการดึงคะแนนจากคนที่เลือก ส.ก. อิสระสายย้ำพื้นที่ ให้โหวตสนับสนุนตัวเขาในฐานะผู้ว่าฯ สายปฏิบัติการไปพร้อมกัน

ความได้เปรียบ ดร.คมสัน ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการคนทำงานจริงด้วยประสบการณ์การเมืองกว่า 20 ปี ทั้งในฐานะอดีต ส.ก. เขตบางพลัด และที่ปรึกษาระดับกระทรวง ทำให้เขาเข้าใจกลไกการทำงานของข้าราชการ กทม. และการจัดสรรงบประมาณอย่างลึกซึ้ง ชูสโลแกน “กรุงเทพฯ ต้อง Move on” โดยเน้นกลยุทธ์ “ซุ่มลงพื้นที่” เพื่อแก้ปัญหาจริงให้ชุมชน มากกว่าการสร้างกระแสบนหน้าสื่อ

ความท้าทาย การลงสมัครอิสระโดยขาดกลไกสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้กระแสความนิยมระดับมหภาคยังคงเป็นรองอย่างมีนัยสำคัญ

4. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ผู้สมัครอิสระ) – นวัตกรรมสายโซเชียล

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 4 (ร้อยละ 2.70)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 2 (คนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่) และ อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ)

การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งเจาะฐานเสียงกลุ่ม อันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานที่เบื่อหน่ายระบบพรรคการเมืองแบบเดิม ให้หันมาเลือกทั้งตัวเธอและทีม ส.ก. อิสระที่เป็นเครือข่ายคนทำงานนวัตกรรมร่วมกัน

ความได้เปรียบ ดร.มัลลิกา เสนอวิสัยทัศน์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ความต้องการนวัตกรรมเมือง ภายใต้แคมเปญ “Human Innovation” เช่น การใช้ระบบ AI Traffic จัดการจราจร เตือนภัยน้ำท่วมด้วยเรดาร์ และผลักดันเศรษฐกิจ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีประวัติการบริหารธุรกิจและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี จุดเด่นคือการใช้สื่อโซเชียลอย่าง TikTok และ Facebook ที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน เป็นอาวุธหลักในการสื่อสารตรงถึงประชาชน

ความท้าทาย ต้องแปลงยอดการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นคะแนนโหวตในคูหาให้ได้ เนื่องจากผู้ติดตามออนไลน์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร

5. อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) – นักบริหารมืออาชีพ

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 5 (ร้อยละ 1.87)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ) และฐานของ อันดับ 1 (มีประสบการณ์)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 4 คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 6.45) แม้คะแนนนิยมในตัวผู้ว่าฯ จะยังเป็นรอง แต่ ดร.เชษฐา วิเคราะห์ว่าพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ก. สายจัดตั้งที่ฝังรากลึกและคุ้นเคยกับชาวบ้านอยู่แล้วหลายเขต ทำให้นายอนุชาสามารถอาศัยฐานกลไก ส.ก. เหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนและดึงคะแนนนิยมกลับมาผูกโยงเข้าหาพรรคได้ในโค้งสุดท้าย

ความได้เปรียบ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการนักบริหารอย่างตรงจุด จากโปรไฟล์อดีต ส.ส. กรุงเทพฯ 3 สมัย และอดีตโฆษกรัฐบาลที่เคยผลักดันนโยบายระดับชาติ นำเสนอแคมเปญ “เมืองฟ้าอมร and more” เน้นความยั่งยืน การจัดการฝุ่น PM 2.5 และความสะอาด มีข้อได้เปรียบจากโครงสร้าง ส.ก. และฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ฝังรากลึกในบางพื้นที่

ความท้าทาย การประกาศตัวช้าส่งผลกระทบต่อการสร้างกระแสในภาพกว้าง นักวิชาการมองว่า แม้จะมีพรรคหนุน แต่ความนิยมส่วนตัวมีความสำคัญสูงสุดในสนามผู้ว่าฯ ซึ่งขณะนี้ยังต้องเร่งเครื่องดึงคะแนน

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (ผู้สมัครอิสระ) – แม่ทัพฝ่าวิกฤตเมือง

สถานการณ์โพล ครองอันดับ 6 (ร้อยละ 1.53)

การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 5 (ผู้นำในภาวะวิกฤต) และ อันดับ 3 (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งแชร์คะแนนจากกลุ่ม อันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐเดิมเปิดทางให้เขาลงสมัครในนามอิสระและไม่มีการส่ง ส.ก. ในนามพรรค ยุทธศาสตร์ของหม่อมกรจึงเน้นชูความเหนือกว่าในแง่วิสัยทัศน์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดึงดูดให้โหวตเตอร์ที่เลือก ส.ก. อิสระในแต่ละเขต หันมาเลือกเขาเป็น “แม่ทัพ” ในการบริหารโครงสร้างใหญ่ของเมือง

ความได้เปรียบ วางตำแหน่งการตลาดแตกต่างอย่างชัดเจนด้วยการประกาศตัวเป็น “แม่ทัพ ไม่ใช่แม่บ้าน” เพื่อเจาะกลุ่มโหวตเตอร์ที่มองว่าเมืองกำลังเผชิญวิกฤต มาพร้อม 6 ยุทธศาสตร์ “SAVE BKK – BKK SAFE” ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมและพลังงาน ชูนโยบายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลป้องกันการล้วงข้อมูล การจัดการขยะเพื่อสร้างรายได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี

ความท้าทาย คะแนนในโพลเบื้องต้นยังรั้งท้าย และแม้จะลงสมัครอิสระ แต่ต้องใช้เวลาสร้างภาพจำใหม่จากการเป็นอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อซื้อใจโหวตเตอร์สายอิสระ

สนาม ส.ก. – เสียงเงียบ ตัวแปรชี้ชะตา

มิติที่น่าสนใจที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “ความย้อนแย้งทางการเมือง” ในขณะที่คนกรุงเทพฯ เทใจให้ผู้ว่าฯ อิสระอย่างนายชัชชาติ แต่ในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โพลกลับระบุว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ร้อยละ 35.20 ผศ.มนตรี พานิชยานุวัฒน์ ชี้ว่า นี่คือแนวโน้มของคนเมืองที่ยังต้องการการเมืองแนวใหม่ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสภา

อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า ประชาชนร้อยละ 26.4 ต้องการ ส.ก. ที่ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการสังกัดพรรคเพียงร้อยละ 3.4 ชี้ให้เห็นว่าสนาม ส.ก. ยังเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครที่ขยันลงพื้นที่และเข้าใจบริบทชุมชนอย่างแท้จริง

บทสรุป

ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาสมรภูมิเมืองหลวงครั้งนี้ คือกลุ่มพลังเงียบที่ “ยังไม่ตัดสินใจ” ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 13.57 ในส่วนของผู้ว่าฯ และร้อยละ 22.82 ในส่วนของ ส.ก. ฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนสูง ท้ายที่สุด ผู้สมัครที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองมี “คุณลักษณะ” ตรงตามที่คนกรุงเทพฯ กำลังมองหา และเปลี่ยนนโยบายให้เป็นทางออกที่จับต้องได้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถกำชัยชนะในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ได้

มติ ปชน.โหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา-สอบปากคำระหว่างสมัยประชุม

มติ ปชน.โหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา-สอบปากคำระหว่างสมัยประชุม

มติ ปชน.โหวตส่งตัว ชนนพัฒฐ์ รับทราบข้อกล่าวหา-สอบปากคำระหว่างสมัยประชุม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

27 พฤษภาคม 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เพื่อสอบสวนในคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 28 พ.ค.นั้น ล่าสุด ที่ประชุม สส.พรรคประชาชน มีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเหตุผล ดังนี้

1.เจตนารมณ์ของความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในระหว่างเปิดสมัยประชุม มิให้ถูกกระบวนการใดๆ มาขัดขวางหรือเหนี่ยวรั้งการปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ

2.หลักการป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง บทบัญญัติเรื่องความคุ้มกันนี้ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือบุคคลใดใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง หรือสร้างอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างเปิดสมัยประชุม จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือองค์กรอื่นใดได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในกรณีนี้ พรรคเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรดำเนินไปตามปกติเพื่อความโปร่งใส

ทั้งนี้ พรรคประชาชน เห็นว่า เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศต่อสาธารณะในการสละความคุ้มกันดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด

นพรุจ ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง เท้ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาล

นพรุจ ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง เท้ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาล

นพรุจ ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง เท้ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาล

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งใน 10 สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนพาดพิงกลุ่มสีน้ำเงิน

นายนพรุจ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ดูคำสั่งของศาลฎีกาก่อนหน้านี้ ที่ศาลกำชับไว้ว่าห้ามกลุ่ม 10 สส.กระทำซ้ำ หรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมามีการโพสต์ข้อความของพรรคปชน.วันที่ 21 พฤษภาคม เกี่ยวกับการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และมีคำพูดของนายณัฐพงษ์ที่พูดว่าขณะนี้มีระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้ ข้อความล่าสุดที่นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ตนมองว่ามันเลยเถิดไปแล้ว และไม่ได้บอกว่าพรรคภูมิใจไทยคือระบอบสีน้ำเงินเพราะไปพูดว่าระบอบสีน้ำเงินที่ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ตนจึงอยากถามไปว่าหมายถึงอะไร เมื่อกลับมาดูคำสั่งศาลแล้วนายณัฐพงษ์ไม่ได้เคารพคำสั่งศาลใด ๆ เลย และตนเชื่อว่าคงไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในตอนที่ยุบพรรคก้าวไกล ถ้าตนเป็นนักการเมืองก็จะไม่พูดในสิ่งที่ศาลห้ามแน่นอน 

นายนพรุจ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย แต่บอกว่าพรรคเป็นด่านหน้าคนหนึ่ง และอยากบอกไปถึงนายอนุทินในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายความมั่นคงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายของแผ่นดิน ไม่อยากให้ประชาชนแตกแยกทางความคิด บางอย่างก็คิดผิด บางอย่่างก็คิดถูก ล่าสุดนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ปชน.ก็ออกมาเรียกร้องให้คน 21 ล้านคนออกมาสู้ระบอบสีน้ำเงิน วันนี้จึงนำหลักฐานทั้งหมดในวันที่ 19 พฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน และสิทธิตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญเข้ามาร้องเรียนต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาพิจารณาหยุดการกระทำเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันธ์ทุกองค์กร

“เมื่อศาลเมตตาให้ 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ไปทำประโยชน์ต่าง ๆ แต่ไม่ใช่นายณัฐพงษ์ ออกมาพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนเลย เมื่อมีคำสั่งออกมาแบบนั้นก็ควรที่จะพอได้แล้ว

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รับเอกสารคำร้องของนายนพรุจไว้และดำเนินการให้ผู้พิพากษาพิจารณามีคำสั่งต่อไป

ศธ. ลดภาระงาน ครู ยกเลิก 7 โครงการ เร่งคืนเวลาให้ห้องเรียน

ศธ. ลดภาระงาน ครู ยกเลิก 7 โครงการ เร่งคืนเวลาให้ห้องเรียน

ศธ. ลดภาระงาน ครู ยกเลิก 7 โครงการ เร่งคืนเวลาให้ห้องเรียน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

ศธ.ลดภาระงานครู ให้ครูมีเวลาดูแลเด็กดูแลตัวเอง พร้อมยกเลิกโครงการสถานศึกษาสีขาวแต่ไม่ลดความเข้มข้นดูแลปัญหายาเสพติด

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานกาาประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเดือน โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ศธ.

ศธ.

นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่สำคัญ เรื่องการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ห้องเรียน ตามนโยบาย ศธ. “Work Smart” ว่า ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้ สิ่งที่ครูควรได้ใช้เวลามากที่สุดคือการดูแลและพัฒนานักเรียนในห้องเรียน แต่จากการลงพื้นที่ของตน และ รมช.ศธ.พบว่าครูจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร งานประเมิน งานพัสดุ การเงิน และโครงการต่างๆที่ซ้ำซ้อน จนกระทบต่อเวลาและคุณภาพการเรียนการสอน โดยข้อมูลจาก กสศ. ยังสะท้อนว่า มีครูกว่า 47.7%  มองว่าภาระงานเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่า 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ หรือ Work Life Balanced ได้

“วันนี้ กระทรวงศึกษาฯ จึงจำเป็นต้องเดินหน้าแนวทาง “Work Smart” เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและคืนเวลาให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือ การดูแลนักเรียน ผมขอย้ำว่า เราไม่ได้ลดเป้าหมายของการพัฒนาเด็กตามหลักการ แต่เราจะลด “วิธีทำงานที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น”

ศธ.

รมว.ศธ. กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ครูสะท้อนมากที่สุด คือ ภาระด้านเอกสารและการประเมินของโครงการต่าง ๆโดยเฉพาะโครงการสถานศึกษาสีขาว ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานด้านความปลอดภัยที่โรงเรียนดำเนินการอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการรายงานผล การประเมิน คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)ที่มีความซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วนเช่นกัน ซึ่งควรจะปรับให้สะดวกต่อการประเมิน ทั้งเวลาและขั้นตอน โดยที่ผ่านมาทาง ปปช. ได้มีมาตรการในการรายงานนี้ในระดับกรมเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า เป้าหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันยาเสพติด การส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีต่างๆและการดูแลนักเรียนยังคงมีความสำคัญเช่นเดิม แต่แนวทางตามนโยบาย Work Smart คือการ “ลดภาระการดำเนินงานและการประเมินที่ตกอยู่กับโรงเรียน”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับ ติดตาม และประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงาน และดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสมมากขึ้น ได้พัฒนาตนเองสามารถและทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนของระบบประเมิน และโครงการอื่น ๆ กระทรวงศึกษาธิการจะทยอยทบทวนทั้งหมดตามแนวทาง Work Smart โดยพิจารณาว่าอะไรจำเป็น อะไรซ้ำซ้อน และอะไรเป็นภาระที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง พร้อมกันนี้ จะมีการบูรณาการระบบข้อมูล และตัวชี้วัดต่าง ๆเพื่อให้ครูบันทึกข้อมูลครั้งเดียว แต่สามารถใช้รายงานได้หลายระบบ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำตลอดปีการศึกษา รวมถึงจะทยอยโอนภารกิจด้านพัสดุ การเงิน และงานธุรการบางส่วนของโรงเรียนขนาดเล็ก ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาช่วยดำเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่มีความซ้ำซ่อน

ศธ.

“ผมขอยืนยันว่า การลดภาระครูไม่ใช่เพียงการลดงานเอกสาร แต่คือการปรับวิธีคิด และวิธีทำงานของระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนมีอิสระมากขึ้น และผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างแท้จริง“

ด้านนายอัครนันท์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ/กิจกรรม ที่จะยกเลิกใน ปี2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว 4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย 

ศธ.