เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เท้งลองดีเมินคำขู่สว. ลั่นไม่ขอโทษ ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน ‘พิสิษฐ์’ฮึ่มเตรียมฟ้องแน่ กลุ่มพิราบขาวยื่นศาลฎีกา สั่ง‘ณัฐพงษ์’หยุดทำหน้าที่

“สว.พิสิษฐ์”ไม่คาดหวัง“เท้ง”ขอโทษปมยัดเยียดระบอบสีน้ำเงิน ขอคุยเพื่อนสมาชิก-ฝ่ายก.ม.เล็งเอาผิด ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร เชื่อไม่ขัดแย้งลามสภาล่าง แค่ความเห็นส่วนตัว ด้าน“เท้ง”ไม่ขอโทษสว.ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี ไม่โต้“น้ำเงิน”สำนึกบุญคุณ’ส้ม‘มองแค่คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง เคยได้ยินคำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงชาติจากปากหรือไม่ มีแต่คำพูดใส่ร้ายป้ายสีนำสู่นิติสงคราม ขณะที่’พรุจ’ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง’เท้ง’หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาลรธน.

เมื่อวันที่ 27พ.ค.2569 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิวภา) กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาวุฒิสภาทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองเป็นระบอบสีน้ำเงิน และ 89สว.ได้แถลงข่าวให้มีการขอโทษภายใน 3วันว่า ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่านายณัฐพงษ์จะมาขอโทษ แต่หลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว.และฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย

‘พิสิษฐ์’มึน’ระบอบสีน้ำเงิน’คืออะไร

เมื่อถามถึงการเชื่อมโยงวาทกรรมเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่ทราบว่า นายณัฐพงษ์ บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร และตนก็ไม่ทราบว่า ระบอบสีน้ำเงินคืออะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้คือ ชัดเจน ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ เพราะจะได้รู้ว่า หมายถึงใคร ซึ่งตนฟังวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า หมายถึงใคร แต่การที่นายณัฐพงษ์ โจมตี สว.ว่า มีการฉ้อฉล จึงทำให้สว.89 คน จึงต้องออกมาแถลงข่าว เพื่อให้มีการขอโทษ

วอนพูดให้ชัดเจน-อย่าทำสังคมสับสน

“ถามในมุมของระบอบสีน้ำเงิน ผมต้องตอบเลยว่า ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ระบอบสีน้ำเงินของท่านหมายถึงอะไร ท่านช่วยมาเคลียร์ให้ด้วย ท่านอย่าพูดอะไรในลักษณะที่ให้ประชาชนตีความ ท่านเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ทำอะไรขอให้ความชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เอาให้ชัด อย่ามาพูดให้ทุกคนต้องมาตีความ มันจะทำให้สังคมสับสน หรืออาจมองถึงขนาดที่ยุยง ส่งเสริม หรือปลุกปั่น ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมด้วยซ้ำไป“ นายพิสิษฐ์ กล่าว

แค่ความเห็นส่วนตัว-ไม่ใช่ทั้งพรรค

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูง กับสภาล่างหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่ วันนี้เราไม่ได้มองตรงนั้น เพราะความคิดเห็นของนายณัฐพงษ์ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว สว.ไม่ได้มองว่า นายณัฐพงษ์ ทำในฐานะของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำในฐานะส่วนตัว ตนยังมั่นใจว่า พรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีความคิดเดียวกันกับนายณัฐพงษ์ทุกคน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สส.กับ สว. ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เมื่อถามต่อว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อการพิจารณากฎหมายของ สว.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เราต้องแยกให้ออกว่า นายณัฐพงษ์ แสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว แต่ทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องของงาน ดังนั้นเราแยกแยะออกได้ว่า อันไหนคืองาน อันไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนการออกกฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจความรับผิดชอบของทั้ง 2 สภา

‘เท้ง’ชี้ต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่า เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมและสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงิน หรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ตนมองว่าสุดท้ายแล้วเรื่องทำรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี

รธน.ฉบับใหม่ต้องยึดโยงประชาชน

“จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่า สุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และสว.รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัด หรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ยันระบอบสีน้ำเงินไม่ใช่วาทกรรม

ถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่า ไม่ใช่การสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคนจะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ว่า สิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่า พร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วนให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่า สิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่

วอนอย่าใช้คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภราดร ระบุว่า สำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่า เป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่า หากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกที่แท้จริงคือ ต้องแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตามMOA

ลั่นไม่ขอโทษสว.-พร้อมถูกฟ้องสู้คดี

เมื่อถามว่า สว.ได้แถลงให้ขอโทษและอาจมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่า สิ่งที่พูดทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงและผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับผมก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมจะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”

แค่อยากได้ระบอบปชต.ที่ดีกว่านี้

เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศ ที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออก จากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดไม่มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมือง ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ขณะที่กลุ่ม ส.ว.มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว.จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้นอยากบอกว่า สิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้

โวยอย่าใช้นิติสงครามฟ้องปิดปาก

เมื่อถามว่า สว.มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชนและใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและสส.ของพรรค ฟ้องร้องให้ยุบพรรค ฉะนั้นหากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมอยากถามกลับไปว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่“

‘ปชน.’ชง2ร่ายแก้ไขรธน.เข้าสภา

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและสส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3ข้อ ย้ำว่า เราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักด้วยเช่นกัน คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ สว.

หวังอย่างน้อย1ฉบับผ่านมติรัฐสภา

สาเหตุที่ต้องเสนอ 2ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง หนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วนได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคปชน.ก่อนจะยุบสภาการเสนอ2ร่างเพื่อยืนยันว่า อย่างน้อยถ้าสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่า อย่างน้อยควรมี 1ร่างของพรรคปชน.ผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน ยืนยันว่า 2ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน

ยังกั๊กแก้ไขเนื้อหาหมวด1และ2หรือไม่

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ร่าง 2ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่อันเดียว คือกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทั้ง 2ร่าง ปลายทางจะมี สสร.ทั้งหมด 150คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่า จะไม่แก้ไขเนื้อหาในหมวด 1และหมวด2 นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาร่างที่เราเสนอเหมือนกับที่เราเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ครั้งที่แล้วคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐและสอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต่อข้อถามถึงการขอเสียงสนับสนุน1ใน3จาก สว.อีกครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามหลักการเราพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้วเพื่อที่จะทําความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่าง จึงหวังว่าในเมื่อร่างของเรามีหลักการในภาพใหญ่ และ 3 หลักการนั้นยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เราเคยเสนอเข้าสู่วาระ1ในครั้งที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงมีเสียงเพียงพอจาก สว.ด้วย หากสมาชิกรัฐสภาท่านใดมีความประสงค์ลงมติแตกต่างจากครั้งก่อน ตนก็อยากทราบหลักคิดและเกณฑ์การตัดสินใจเช่นกัน

‘นพรุจ’ยื่นศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งใน10สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีให้สัมภาษณ์พาดพิงกลุ่มสีน้ำเงิน

นายนพรุจ กล่าวว่า หลังจากได้ดูคำสั่งศาลฎีกาก่อนหน้านี้ ที่ศาลกำชับไว้ว่าห้ามกลุ่ม10สส.กระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมา มีการโพสต์ข้อความของพรรคปชน.วันที่ 21พฤษภาคม เกี่ยวกับการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาต่างๆและมีคำพูดของนายณัฐพงษ์ ที่พูดว่า ขณะนี้มีระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้ประชาชน ข้อความล่าสุดที่ นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์มองว่า มันเลยเถิดไปแล้ว ไม่ได้บอกว่า พรรคภูมิใจไทยคือระบอบสีน้ำเงิน เพราะไปพูดว่า ระบอบสีน้ำเงินที่ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย จึงอยากถามว่า หมายถึงอะไร เมื่อกลับมาดูคำสั่งศาลแล้ว นายณัฐพงษ์ ไม่ได้เคารพคำสั่งศาลและเชื่อว่า คงไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในตอนที่ยุบพรรคก้าวไกล ถ้าตนเป็นนักการเมืองก็จะไม่พูดในสิ่งที่ศาลห้ามแน่นอน

พูดในสิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อปชช.

นายนพรุจ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย แต่บอกว่าพรรคเป็นด่านหน้าคนหนึ่ง และอยากบอกไปถึงนายอนุทินในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายความมั่นคงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายของแผ่นดิน ไม่อยากให้ประชาชนแตกแยกทางความคิด บางอย่างก็คิดผิด บางอย่่างก็คิดถูก ล่าสุดนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ปชน.ก็ออกมาเรียกร้องให้คน 21 ล้านคนออกมาสู้ระบอบสีน้ำเงิน วันนี้จึงนำหลักฐานทั้งหมดในวันที่ 19 พฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน และสิทธิตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญเข้ามาร้องเรียนต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาพิจารณาหยุดการกระทำเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันธ์ทุกองค์กร เมื่อศาลเมตตาให้ 10สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ไปทำประโยชน์ต่างๆ แต่ไม่ใช่ นายณัฐพงษ์ ออกมาพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนเลย เมื่อมีคำสั่งออกมาแบบนั้น ก็ควรที่จะพอได้แล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รับเอกสารคำร้องของ นายนพรุจ ไว้และดำเนินการให้ผู้พิพากษาพิจารณามีคำสั่งต่อไป

มติปชน.ส่ง’ชนนพัฒฐ์’ไปดำเนินคดี

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษทำหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เพื่อสอบสวนคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนขออนุญาตสภาในวันที่ 28พ.ค.นั้น ล่าสุด ที่ประชุม สส.พรรคประชาชน มีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคเห็นว่า เพื่อสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศต่อสาธารณะในการสละความคุ้มกันดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด

ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

ดร.ประยูร ครองยศ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศ ขอโอกาส นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

“ดร.ประยูร ครองยศ” เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ประกาศ “ขอโอกาส” นำประสบการณ์บริหารพัฒนาเมืองหลวง

ดร.ประยูร ครองยศ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะผู้สมัครอิสระชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมประกาศขอโอกาสจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้นำประสบการณ์ด้านการบริหารราชการและการจัดการเมืองเข้ามาพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

การเปิดตัวจัดขึ้นที่โรงแรมอเล็กซานเดอร์ ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางสื่อมวลชน ผู้สนับสนุน และประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังอย่างคึกคัก โดย ดร.ประยูร ได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารเมือง ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การแก้ปัญหาจราจร สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และการพัฒนาระบบบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดร.ประยูร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในการรับราชการ ทั้งในสายงานการศึกษาและสายบริหารกรุงเทพมหานคร ทำให้มีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในทุกมิติ พร้อมยืนยันว่าจะนำประสบการณ์ที่มีมาทำงานอย่างเต็มความสามารถ หากได้รับโอกาสจากประชาชนในการเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร

“ผมขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ให้ได้เข้ามาทำงาน รับใช้ และแก้ปัญหาเมืองหลวงด้วยความตั้งใจจริง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตราชการ เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าอยู่สำหรับทุกคน” ดร.ประยูร กล่าว

ภายในงานยังมีการนำเสนอประวัติและผลงานที่ผ่านมา ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการเขตคลองสาน และรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร รวมถึงเปิดเวทีให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานร่วมซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางพัฒนากรุงเทพมหานครในอนาคตอีกด้วย.

นายกฯ ใจฟู สวมกอดยินดีผู้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก ชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

นายกฯ ใจฟู สวมกอดยินดีผู้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก ชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

นายกฯ ใจฟู สวมกอดยินดีผู้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก ชุบชีวิตกลับมาแข็งแรง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.23 น.

“อนุทิน” ใจฟู ผู้รับบริจาคอวัยวะภารกิจหัวใจติดปีก ดักรอขอบคุณกลาง THAIFAX ทำกลับมาแข็งแรง ก่อนนายกฯ สวมกอดแสดงความยินดี

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินเยี่ยมชมบูธในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFAX-ANUGA ASIA 2026) ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาดักรอนายกฯ เพื่อขอบคุณ เนื่องจากได้รับบริจาคอวัยวะ จากภารกิจหัวใจติดปีก หรือการสนับสนุนทีมแพทย์ บินรับส่งอวัยวะ เพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยที่รอการช่วยเหลือที่นายกฯ ทำอยู่

โดยทันทีที่เจอนายกฯ ผู้หญิงคนดังกล่าวเข้าไปขอบคุณนายกฯ พร้อมพูดว่า ในที่สุดก็ได้เจอท่าน รอมา 8 ปี ตอนนี้ตนแข็งแรงมาก โดยทันทีที่พูดจบนายกฯ ได้สวมกอด ก่อนที่ผู้หญิงกล่าวอีกว่า ขอบคุณท่านมากๆ ขณะนี้ตนพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ตนได้ตับอ่อนกับไตที่มาพร้อมกับหัวใจ หนูแข็งแรงก็คราวนี้

นายกฯ กล่าวตอบว่า โชคดี ดีใจด้วย ดูเพอร์เฟกต์เลย ไม่เอาแล้วนะ ไม่มีอะไหล่แล้ว ขณะที่ผู้หญิง กล่าวว่า ตนแข็งแรงมาก ๆ ขอบคุณมากๆจริงๆค่ะ และขอให้นายกฯ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนเคยขอบคุณนายกฯ ผ่านเฟซบุ๊กมาแล้ว

ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับบริจาคอวัยวะมา 8 ปีที่แล้ว จากภารกิจหัวใจติดปีกที่ตนทำ ซึ่งตนก็ไม่รู้จักคนไข้ หมอโทรศัพท์มาตนก็ไปบิน วันนี้ได้มาเจอกันก็ขนลุกเลย

‘ฝ่ายค้าน’ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติด่วน ตั้งกมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล. รองปธ.สภาฯ โยนวิป 2 ฝ่ายคุยกัน

‘ฝ่ายค้าน’ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติด่วน ตั้งกมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล. รองปธ.สภาฯ โยนวิป 2 ฝ่ายคุยกัน

‘ฝ่ายค้าน’ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติด่วน ตั้งกมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล. รองปธ.สภาฯ โยนวิป 2 ฝ่ายคุยกัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

‘ฝ่ายค้าน’ ไม่จบ! จี้ทบทวนญัตติตั้ง ’กมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้4 แสนล.‘ ด้าน ‘รองปธ.สภาฯ‘ โยน ’วิป2 ฝ่าย‘ คุยให้เรียบร้อย ชี้มีช่องทางเลื่อนญัตติอยู่แล้ว  ขณะที่ ’ประธานวิปรบ.‘ เหน็บยื่นตีความเอง ไม่เช่นนั้นพิจารณาเสร็จไปแล้ว  

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 17.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังที่ประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ… ในวาระ1 เสร็จสิ้น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นสอบถามกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ชี้แจงในที่ประชุมเมื่อช่วงเช้าว่าได้มอบให้คณะกรรมการพิจารณาว่าญัตติที่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านบาท ซึ่งทราบว่ารองประธานคนที่หนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ จึงขอให้ชี้แจงตกลงแล้วญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วนหรือไม่ ต่างจากญัตติแลนด์บริดจ์ที่ให้เป็นญัตติด่วนอย่างไร และในเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากรัฐบาลได้เดินหน้าใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้ไปแล้ว ท่านพร้อมจะทบทวนการวินิจจัยญัตติดังกล่าวหรือไม่

น.ส.มัลลิกา ชี้แจงว่า วันที่มีการเสนอญัตติพ.ร.ก.กู้เงินเข้ามา ทางสภาฯได้เสนอไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องรอว่าจะมีการวินิจฉัยอย่างไร ซึ่ง ณ วันนั้นทางครม.ยังไม่ได้ดำเนินโครงการใดๆ ทางคณะกรรมการฯให้ความเห็นว่ายังไม่ใช่เรื่องด่วน จึงต้องการรอคำวินิจฉัยดังกล่าวก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร  ส่วนญัตติแลนด์บริดจ์ไม่เหมือนกันถือว่าต่างกรรมต่างวาระ

ทำให้นายพริษฐ์ ลุกขึ้นแย้งว่า ตนก็สันนิษฐานว่าเป็นเช่นนั้น เพราะตอนที่คณะกรรมการฯวินิจฉัยรัฐบาลยังไม่มีการใช้พ.ร.ก.กู้เงิน แต่มาวันนี้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจริงอยู่ที่สภายังลงมติอนุมัติพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ได้เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องรอ 60 วัน แต่รัฐบาลก็เดินหน้าใช้เงินไปแล้ว ตนจึงเห็นว่าเป็นเหตุอันสมควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงิน ในเมื่อรัฐบาลไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาล ตนคิดว่าสภาก็ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย แต่ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงิน จึงอยากถามว่าในเชิงขั้นตอนสามารถทบทวนได้หรือไม่ หากทบทวนแล้วมีการวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นญัตติด่วนจะได้ไม่ต้องมาหารือกันระหว่างวิปฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นญัตติด่วนที่เข้ามาต่อคิวญัตติแลนด์บริดจ์ 

น.ส.มัลลิกา ชี้แจงว่า จากที่ฟังประธานสภาบอกว่าให้วิปทั้งสองฝ่ายไปคุยกัน และตัวญัตติสามารถเลื่อนขึ้นมาได้ จึงอยากให้วิปทั้งสองฝ่ายไปคุยกันก่อน ก็มีช่องทางในทางที่จะขอเลื่อนญัตติขึ้นมาได้ โดยเราก็เคยทำมาแล้ว ตนไม่อยากให้ฟันธงว่าประธานว่าอย่างไร แต่อยากให้ทำงานด้วยความประนีประนอมกัน 

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ชี้แจงว่าหากจะให้หารือกันก็สามารถมาคุยกันได้ว่าจะมีขั้นตอนอย่างไรในการนำญัตตินี้มาพิจารณาว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ด่วนอย่างไร  จริงๆแล้วพวกตนต้องการพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงินตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว แต่ฝ่ายค้านก็ใช้สิทธิ์ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกตนไม่ได้อยากให้ไปยื่น เพราะคิดว่าหากได้พิจารณาป่านนี้ก็คงเสร็จไปแล้ว  แต่เราก็เคารพสิทธิ์เมื่อมีการไปยื่นศษแล้ว หากคิดว่าเป็นเร่องเร่งด่วนก็มาหารือกันว่าเราจะพิจารณากันแบบไหน แต่สิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วก็ไม่มีเรื่องไหนที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะเมื่อพ.ร.ก.ออกมาแล้วก็ถือว่าเป็นกฎหมายรัฐบาลเดินหน้าได้  

จากนั้นน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่นายกรวีร์ระบุว่าตัวพ.ร.ก.ยังไม่มีการทำผิดกฎหมาย ซึ่งจริงๆ ได้เริ่มมีการทำผิดกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา มีการอนุมัติโครงการที่เป็นโครงการต้องใช้งบประมาณตามปกติอยู่แล้ว ในส่วนของกองทุนประชารัฐที่มีการสอดไส้ ในการจ่ายเงิน 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 69 ที่เป็นสวัสดิการตามปกติ ซึ่งไม่เข้าวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 ของพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ดังนั้น ต้องแจ้งว่าจำเป็นและเร่งด่วนมากจริงๆ หากประธานโอเค สามารถเสนอญัตติเลื่อนกันตอนนี้เลยก็ได้ ถ้าทางฝ่ายรัฐบาลพร้อม

นายพริษฐ์ กล่าวว่าพรรคประชาชนยื่นญัตติเรื่องตั้งกรรมาธิการ พ.ร.ก. เงินกู้ น่าจะหลังจากการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญแล้ว หรือถ้าไม่นับญัตติของพรรคประชาชนก็มีพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นญัตติดังกล่าวหลังมีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาแล้ว และคณะกรรมาธิการสามัญติดตามงบประมาณ ยังไม่มีการตั้งอนุขึ้นมาทำหน้าที่ ในการติดตามเรื่องพ.ร.ก. เงินกู้เป็นการเฉพาะ จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่วิปรัฐบาลชี้แจง อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าเป็นความเห็นต่างเรื่องประเด็นพ.ร.ก.เงินกู้ เราควรจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการสามัญหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญ เป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติ ที่เราจะเสนอให้มีการตั้งกลไกวิสามัญขึ้นมาสำหรับเรื่องใหญ่ๆ เช่น พ.ร.ก. เงินกู้ 

“ถ้าลองถาม เพื่อนสมาชิกจากพรรคท่านตอนที่มีพ.ร.ก.เงินกู้ สมัยโควิด ก็เห็นว่าเพื่อนสมาชิกท่านก็เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเช่นกัน เราก็ปฏิบัติไม่แตกต่างจากที่สภาแห่งนี้เคยทำในช่วงเวลานั้น” นายพริษฐ์กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่เข้าชื่อเสนอส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องแยกให้ออกเพราะขณะนี้เราพูด3 เรื่องปนกัน 1. การพิจารณาตัวร่างพ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งประกาศไปแล้วว่าสภาจะเห็นชอบหรือไม่ 2. การเสนอญัตติเพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวสอบการใช้เงินกู้เป็นญัตติด่วนหรือไม่ และ3. สมมติมีการพิจารณาแล่วจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการหรือไม่  อย่างที่ตนพูดไปแล้วเพราะหากวันนี้ประธานวินิจฉัยว่าไม่ใช่ญัตติด่วนแต่ฝ่ายรัฐบาลยอมให้เลื่อนขึ้นมาก็จะได้พิจารณา แม้ประธานวินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วนก็จะมีคนอื่นเสนอเลื่อนญัตติอื่นขึ้นมา ทำให้ญัตติดังกล่าวก็จะไม่ได้พิจารณา ดังนั้นจึงอยากให้ทบทวนวินิจฉัยใหม่เพราะข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าจะกรุณาวินิจฉัยเป็นญัตติด่วน ส่วนจะได้พิจารณาหรือไม่ และได้ตั้งคณะกรรมาธิการหรือไม่ก็น่าจะให้วิปทั้งสองฝ่ายไปคุยกันน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม 

ทำให้น.ส.มัลลิกา วินิจฉัยว่า อย่างไรก็ต้องไปคุยกันจึงอยากให้ทั้ง 2 ฝั่ง และตอนนี้เราตั้งคณะกรรมาธิการร่วมแล้ว ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เวลามีอะไรก็คุยกัน จากนั้นได้ปิดการประชุมในเวลา 17.56 น.

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรวจ

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรว

นายกฯ เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“นายกฯ” เผยได้รับรายงานแล้ว เหตุอุกฉกรรจ์ยิงครอบครัวตำรวจ สั่ง มทภ.4-เลขา ศอ.บต.-ผู้ว่าฯ ดูแลครอบครัวแล้ว

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.25 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุอุกฉกรรจ์ โดยคนร้าย 4 คนยิงภรรยาตำรวจเสียชีวิต ขณะอุ้มลูกน้อย จ.ปัตตานี ว่า ได้รับรายงานแล้ว และให้แม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ไปดูแลครอบครัวตำรวจอย่างเต็มที่ เพราะมีลูกน้อยที่แม่เสียชีวิตไป 

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000 หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000  หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

อนุทิน เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไทย ยึด 1 ต่อ 50,000 หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

“อนุทิน” เมินกัมพูชาขอแผนที่ฝรั่งเศส ย้ำไม่มีผลต่อไทย ยึด 1ต่อ50,000  หากเป็น 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน  ยัน ไม่ได้ร้องขอ ยูเนสโก มาดูฝั่งไทยแต่ ถ้าทำรายงานสาธารณะ ต้องดูพื้นที่สองฝ่าย ชี้เจรจาต้อง จริงจังและมีผลลัพธ์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.25 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องสถานการณ์ไทยกับกัมพูชาด้วย ท่าทีของ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นอย่างไร ว่า ดีครับ เรามีการหารือกันอธิบายชี้แจง ในส่วนที่นานาชาติสงสัย ไม่ใช่แค่ตัวประธานาธิบดีมาครงเพียงอย่างเดียว เราได้ไปชี้แจงยูเนสโก และหารือกับเขา ในหลายประเด็น

ส่วนกรณีที่กัมพูชาขอแผนที่จากฝรั่งเศสไทยได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ไทยก็มีระบบที่เรายึดถืออยู่แล้ว ไม่ว่าจะขอจากใครไม่มีความหมายอะไร เรามีข้อตกลง มีข้อสรุปในระดับหนึ่ง ที่เราจะยึดถือ ถ้าตรงไหน 1 ต่อ 50,000 ไม่ได้ 1 ต่อ 200,000 ไม่มีแล้ว ถ้ายังใช้ 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย 1 ต่อ 50,000 ใช้ได้บางจุด ถ้าตรงไหนเป็นที่สงสัยก็ลิปดา 

เมื่อถามว่าเราได้ยืนยันเรื่องแผนที่อย่างไรนายอนุทินกล่าวว่า อย่าถามรายละเอียด ต้องเอาหลักการไว้ก่อน รายละเอียดต้องมานั่งแถลงกัน

ส่วนเรื่องมรดกโลกที่ทางยูเนสโกได้ให้ข้อมูล หรือรายละเอียดอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า เราได้ชี้แจงเขาไป และให้ข้อเสนอไปว่า ไหนๆมาแล้วก็มาดูทั้ง2 ประเทศเลย ว่ามันห่างกันอยู่ไม่กี่กิโลเมตร พร้อมที่จะจัดให้มีการสำรวจ เพื่อให้สิ้นข้อเคลือบแคลงสงสัย

เมื่อถามว่า ยูเนสโกตอบรับมาดู ความเสียหายในพื้นที่ฝั่งไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า consider (กำลังพิจารณา) เรายังไม่ได้ทำเรื่องไปขออะไร แต่มีคู่กรณีเราทำเรื่องไปขออย่างเป็นทางการ เขาก็บอกว่าจะไปดูและมี Report (รายงาน) การที่จะมีรายงาน จะต้องมาดูทั้งสองฝั่ง รับฟัง แม้ว่าขั้นตอนรายงานจะถูกขอจากคู่กรณี แต่ในฐานะที่เขาเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ก็ ควรต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว ในสถานะของเขา ถ้าไม่ Report เก็บไว้เฉยๆก็แล้วไปเราไม่ว่าอะไร แต่ถ้ามี Report ออกมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ เราก็แจ้งว่าต้องมา ให้โอกาสได้ชี้แจงด้วย

เมื่อถามว่ามีทหารเข้ามานั่งในคณะกรรมการเจบีซีจะทำให้เกิดความตึงเครียดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไรครับ คนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มีความอาวุโส และจากเจนเวทีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการเริ่มพูดคุยเจรจาเมื่อใด นายอนุทินกล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศและทหาร มีการเตรียมการของเขาอยู่ เจรจาแปลว่าอะไร คือการต้องพูดคุยกันทั้งสองฝั่ง การเจรจาในบริบทของรัฐบาลชุดนี้ หรือแนวทางที่ตนให้ไป คือการเจรจา แล้วต้องได้ผลกลับมา 

“ไม่ใช่ไปนั่งคุยเฉยๆ แล้วเลื่อนไปเรื่อยๆ ให้เขาได้เตรียมตัวกันนิดนึง มันเป็นรูปแบบใหม่ ผมคิดว่าการจะไปเจรจา ต้องมีผลลัพธ์และเจรจาอย่างจริงจัง และเจรจาแล้วต้องช่วยกันด้วย ไม่ใช่ว่าไปถึงแล้ว อาหารก็ไม่กิน กลัวเขาใส่ยาพิษ ก็ไม่ต้องคุยกัน ก็มาคุยกันให้รู้เรื่อง มาที่เราครั้งหนึ่ง2ครั้ง 3 ครั้ง แล้วกลับไปที่เขาบ้าง แบบนี้ถึงจะคุยได้ ถ้ามาแบบข้ามมา นัด 8.00น.มา 10.00 น. เที่ยงกลับไปมาอีกที 15.00 น. เสียเวลา” นายอนุทิน กล่าว

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

เห็นผลเร็ว ๆ นี้กวาดล้างมาเฟียภาคใต้ นายกฯ ย้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ รู้ ธงรัฐบาลดี

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

นายกฯ บอกเลิกพูดเรื่องมาเฟีย ‘ฝ่ายปกครอง-ตำรวจ’ รู้ธงรัฐบาลดี ยันเห็นผลเร็วๆนี้กวาดล้างผู้มีอิทธิพล – มาเฟีย แหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ เดินหน้าเอาผิดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล และมาเฟียในสถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ ว่า เราก็อยู่ระหว่างกวาดล้าง ซึ่งเมื่อครู่นี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานให้ตนทราบ ซึ่งเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากที่ภูเก็ต แม้กระทั่งฝ่ายราชการ เราก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ข้อเท็จจริง และจะเห็นผลในเร็ววันนี้

อนุทิน ชาญวีรกูล

“เลิกพูดได้แล้วเรื่องมาเฟีย ผมคิดว่าทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ เขาทราบธงของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างดี และธงนี้ก็ปักใกล้ๆ ไม่ใช่ไปปักไกลๆ ต้องให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว และดำเนินคดีกับทุกๆ ฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย เป็นหลักง่ายๆ แค่นี้เอง“ นายกรัฐมนตรี กล่าว.

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

อนุทิน ยัน ภท. ไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

อนุทิน ยันภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ระบอบสีน้ำเงิน  แต่เป็นผู้สร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ย้อน ปชน. ขอบคุณที่โหวตนายกฯ ให้ แต่ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณ จบที่ยุบสภาให้แล้ว มายืนตรงนี้ได้เพราะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 16.25 น. ที่อิมแพ็ก เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนท์ระบอบสีน้ำเงินว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเอเจนท์ แต่เป็น Manufacturer และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ระบอบสีน้ำเงิน หากจะกล่าวถึงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องรวมถึงความเป็นประเทศ หากเรามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าใครจะมาบัญญัติศัพท์นี้ ก็คือประเทศไทย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เอเจนท์ ไม่ต้องตั้งตัวแทนจำหน่าย

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมองท่าทีของนายณัฐพงษ์ที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เอาที่สบายใจ”

ส่วนกรณีที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ออกมาระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ไม่ควรมีองคมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในบริบทของพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อย ติดหนี้บุญคุณประชาชนเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าขอบคุณ แต่ไม่ได้ติดหนี้ และก็แล้วกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบอกว่าให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก และต่อมาหัวหน้าพรรคประชาชนก็ได้ร้องขอให้ตนยุบสภา ระหว่างการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ซึ่งตนก็ยุบสภาให้แล้ว ก็ถือว่าจบแล้วตรงนั้น และที่ตนมายืนอยู่ตรงนี้ ก็มาจากประชาชน จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับการลงคะแนนมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และการจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มี สส. ของพรรคประชาชนมาสนับสนุนตนสักคนเดียว ดังนั้น ตนไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไร

เมื่อถามว่า การเดินเกมครั้งนี้ของพรรคประชาชนถือว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “พอแล้วๆ”

เมื่อถามว่า มองกรณีนายณัฐพงษ์ไม่ยอมขอโทษตามข้อเรียกร้องของ 89 กลุ่ม สว. ที่กล่าวหาว่า สว. อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้เขามาขอโทษ เรื่องเป็นเรื่องระหว่างเขากับคู่กรณีของเขา ซึ่งตนไม่ใช่คู่กรณี

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

นายกฯ เปิดงาน ‘THAIFEX–ANUGA ASIA 2026’ดันไทยสู่ฮับอาหารโลก คาดเงินสะพัดกว่า 1.3 แสนล้าน ก่อนเดินชม-ชิมชิลๆตามบูธต่างๆ แวะบูธขายข้าวสาร ‘เจ้าของ’โอดราคาข้าวสูงขึ้น -ผลผลิตออกน้อย หลังเข้าสู่ฤดูแล้ง 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.19 น. พ.ค.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย 2569 (THAIFAX-ANUGA ASIA 2026) จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ระหว่างวันที่ 26–30 พ.ค.นี้ พร้อมดึงผู้ซื้อและผู้นำเข้าอาหารกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 130,000 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ พร้อมดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก

โดยนายกฯกล่าวว่า อนุทิน คล้ายกับชื่อ Anuga ซึ่ง Anuga เป็นแบรนด์ระดับโลก งานนี้ไม่เพียงเป็นหนึ่งในนิทรรศการแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลก ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาหารได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมงานอย่าง APAC และ Anuga Asia จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะเป็นเวทีที่รวบรวมภาครัฐ ภาคธุรกิจ พันธมิตร นวัตกรรม นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตร รวมถึงร่วมกันกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอาหาร

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของเรา ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากตลาดโลก จุดแข็งของเราไม่ได้อยู่เพียงแค่ทรัพยากรทางการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ขณะเดียวกัน เราก็กำลังลงทุนเพื่ออนาคต รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอย่างจริงจัง ด้านเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอาหาร ความพยายามเหล่านี้สอดคล้องอย่างเต็มที่กับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สำคัญของเรา ในด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสำหรับภูมิภาคและของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับงาน Thaifex Anuga Asia ในปีนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยพื้นที่จัดแสดงครอบคลุมถึง 12 ฮอลล์ และมีบริษัทผู้แสดงสินค้ามากกว่า 3,600 บริษัทจากทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ ฮอลล์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ แนวคิดที่ก้าวล้ำ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตรุ่นใหม่ ไม่เพียงสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอาหารอยู่ ณ จุดใดในปัจจุบัน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่กำลังมุ่งไปในอนาคต การเติบโตอย่างต่อเนื่องของงานนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างแข็งแกร่ง ที่ภาคธุรกิจทั่วโลกมีต่อประเทศไทย และต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย เรากำลังตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารชั้นนำของโลก พันธมิตรทางการค้า และผู้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมาก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เครือข่ายธุรกิจที่มีพลวัต และการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระหว่างประเทศชั้นนำ โดยเหนือสิ่งอื่นใด คนไทยรักอาหารอย่างแท้จริง และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น อาหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับของเรา เราให้ความสำคัญอย่างลึกซึ้งกับคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้อื่น ผมเชื่อว่าความหลงใหลนี้ คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก ผมมั่นใจว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากงานนี้ จะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆภายในงาน พูดคุยกับผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ และนักธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพอาหารและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร  โดยระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธนายกได้แวะบูธกาแฟโดยได้สั่งอเมริกาโน่ร้อนไม่หวาน โดยนายกฯได้หยิบเงินจ่ายเอง ก่อนจะเดินเยี่ยมชมและชิมผลิตภัณฑ์ตามบูธต่างๆ พร้อมบอกด้วยว่า “อิ่มมากแล้ว เดี๋ยวจะแอบมาเดิน”

ขณะเดียวกันนายกฯยังเดินมายังบูธขายข้าวสารโดยสนใจสอบถามราคาข้าวสาร ซึ่งทางเจ้าของบูธบอกว่า ขณะนี้ราคาข้าวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย และส่วนหนึ่ง เพราะเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้ราคาข้าวชนิดต่างๆเริ่มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกันนี้ระหว่างเดินเยี่ยมชมบูธได้มี ผู้ที่มาร่วมงาน ได้ตะโกนเรียกนายกฯด้วยว่า”ลุงหนู“ 

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

ส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียม จักรภพ-สุไพรพล ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พค นี้

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“จักรภพ–สุไพรพล” ชวนร่วมพาเหรด Pride 31 พ.ค. เดินหน้าส่งเสียงเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ชี้ไทยก้าวหน้าแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อสังคมเปิดกว้าง ยังต้องเดินต่อ

27 พฤษภาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุไพรพล เพ็ญแข คู่สมรส ออกแถงการณ์ เชิญชวนประชาชนผู้สนับสนุนสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ ร่วมกิจกรรมเดินพาเหรด “เพื่ออนาคตของทุกคน” ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ โดยจะเริ่มต้นขบวนบริเวณหน้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 15.00 น.

จักรภพ เพ็ญแข

โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านกฎหมายและความเข้าใจของสังคมต่อความหลากหลายทางเพศ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อสร้างสังคมที่ “สดใส ก้าวหน้า และน่าอยู่ยิ่งขึ้น”

แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนจุดยืนสนับสนุนความเท่าเทียมในทุกมิติ พร้อมเชิญชวนประชาชนที่มีอุดมการณ์ร่วมกันออกมามีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อส่งเสียงสนับสนุนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

“การร่วมต่อสู้ของท่าน จึงมีความหมายต่อเราทั้งสองคน และต่อพรรคการเมืองที่เราสังกัด“ นายจักรภพ และนายสุไพรพล ระบุ 

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศการเฉลิมฉลอง Pride Month ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา

จักรภพ เพ็ญแข