ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป

ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป

ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

ลดได้ลิตรละ10บาท! ‘ชัยชนะ’ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป 

5 เม.ย.69 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันว่า รัฐบาลต้องเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยตนขอเสนอ 3 แนวทางให้รัฐบาล เพื่อสามารถปรับลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณลิตรละ 10 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ 1.ปรับลดเงินภาษีกำไรส่วนเกิน หรือ ภาษีลาภลอย ลิตรละ 3 บาท 2.งดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 6 บาท และ 3.ขอความร่วมมือองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ทั่วประเทศงดจัดเก็บภาษีอีกลิตรละ 0.69 บาท

นายชัยชนะ กล่าวว่า หากรัฐบาลดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการอ้างปัจจัยจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศมากเกินไป ย้ำว่ารัฐบาลมีเครื่องมือในการบริหารจัดการภายในประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้มีประสิทธิภาพ

กระชับมิตรไมตรี! นายกฯ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ฉลองปีใหม่ลาว ณ สถานทูต สปป.ลาว

กระชับมิตรไมตรี! นายกฯ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ฉลองปีใหม่ลาว ณ สถานทูต สปป.ลาว

กระชับมิตรไมตรี! นายกฯ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ฉลองปีใหม่ลาว ณ สถานทูต สปป.ลาว

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

นายกฯ ร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว กระชับความสัมพันธ์ไทย–สปป.ลาว ผ่านวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม

5 เม.ย.69 เวลา 17.00 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เข้าร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว ประจำปี 2569 โดยมีนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว พร้อมนางวาดสะหนา พมวิหาน ภริยา และนายสีสะหวาด อินพะจัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ก่อนเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ห้องโถงสโมสร ซึ่งเป็นพิธีสำคัญตามขนบธรรมเนียมลาว โดยมีพิธีสวดเรียกขวัญ การเจิมและทำน้ำมนต์ และผูกสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเนื่องในเทศกาลปีใหม่ลาว ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเอกอัครราชทูต สปป.ลาว กล่าวต้อนรับ และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว กล่าวอวยพรเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมลาวจำนวน 8 ชุด อาทิ การรำอวยพร การแสดงพื้นบ้าน และการขับร้องเพลงลาว ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมลาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทูตานุทูต และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความร่วมมือไทย–สปป.ลาว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมรำวงปีใหม่ลาวกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความใกล้ชิดและความเป็นกันเอง ก่อนที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว มอบช่อดอกไม้แก่คณะนักแสดง และเชิญนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีถ่ายภาพร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ

อนึ่ง พิธีบายศรีสู่ขวัญและงานเลี้ยงปีใหม่ลาวในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยคณะทูตานุทูตและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนที่มีความร่วมมือกับ สปป.ลาว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในทุกมิติ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ระหว่างทั้งสองประเทศ 

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเข้าใจ ‘น้ำมันแพง’เพราะปัจจัยโลก แต่จี้รัฐเปิดข้อมูลเรียลไทม์ หยุดกักตุน!

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเข้าใจ 'น้ำมันแพง'เพราะปัจจัยโลก แต่จี้รัฐเปิดข้อมูลเรียลไทม์ หยุดกักตุน!

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเข้าใจ ‘น้ำมันแพง’เพราะปัจจัยโลก แต่จี้รัฐเปิดข้อมูลเรียลไทม์ หยุดกักตุน!

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.44 น.

ซูเปอร์โพล ชี้คนไทยมอง ‘น้ำมันแพง’ เกิดจากปัจจัยโลก มากกว่ารัฐบาล วอนเปิดข้อมูลราคาเรียลไทม์-ปราบกักตุน สร้างความมั่นใจ ‘น้ำมันมีพอและเป็นธรรม‘

5 เม.ย.2569 สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ปัญหาน้ำมันแพง อะไรคือต้นเหตุและทางแก้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมจำนวนตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งสิ้น 1,238 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 – 4 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยใช้วิธีสัมภาษณ์และออนไลน์ และมีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ ±2.8% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

1) “สาเหตุหลัก” ที่ทำให้น้ำมันแพงในขณะนี้คืออะไร

เมื่อถามประชาชนว่า “ท่านคิดว่า “สาเหตุหลัก” ที่ทำให้น้ำมันแพงในขณะนี้คืออะไร” พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอกประเทศมากกว่าปัจจัยเชิงตัวบุคคล โดยร้อยละ 34.8 ระบุว่า “สงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันตลาดโลก” เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสะท้อนการรับรู้ในระดับมหภาคว่าราคาพลังงานในประเทศผูกโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ รองลงมา ร้อยละ 23.6 เห็นว่า “โครงสร้างราคาพลังงานของไทย เช่น ภาษี กองทุน และต้นทุนสะสม” เป็นปัจจัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าประชาชนตระหนักถึงบทบาทของกลไกเชิงสถาบันและนโยบายภายในประเทศ ขณะที่ร้อยละ 17.9 ระบุว่า “การบริหารจัดการของรัฐบาล” เป็นสาเหตุหลัก สะท้อนมิติของความคาดหวังต่อรัฐ แม้จะไม่ใช่ปัจจัยอันดับหนึ่ง แต่ยังมีน้ำหนักเชิงการเมืองและนโยบายที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 12.4 มองว่า “ผู้ค้าน้ำมัน/โรงกลั่น/กลไกธุรกิจพลังงาน” เป็นสาเหตุหลัก บ่งชี้ถึงการรับรู้บทบาทของภาคเอกชนและโครงสร้างตลาดในระบบพลังงาน ส่วนร้อยละ 6.3 ที่ระบุ “ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย” สะท้อนการเชื่อมโยงกับตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค แม้จะอยู่ในระดับรอง และร้อยละ 5.0 ที่ระบุ “ข่าวลือ/ความตื่นตระหนกของสังคม” ซึ่งมีสัดส่วนต่ำสุด ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มองปัจจัยเชิงจิตวิทยาสังคมเป็นต้นเหตุหลัก เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมสามารถจัดกลุ่มการรับรู้ได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปัจจัยภายนอก (34.8%) ปัจจัยเชิงโครงสร้างภายใน (23.6%) และปัจจัยเชิงตัวแสดง ได้แก่ รัฐ (17.9%) และภาคธุรกิจ (12.4%) ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (6.3%) และข่าวลือ (5.0%) มีบทบาทรอง ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การรับรู้ของประชาชนมีลักษณะเชิงระบบ (systemic perception) มากกว่าการชี้โทษเชิงบุคคล และมีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและการสื่อสารสาธารณะของรัฐในภาวะวิกฤตพลังงาน

2) ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าราคาน้ำมันปัจจุบันสะท้อนต้นทุนจริง

ประชาชนร้อยละ 9.7 ระบุว่าเชื่อมั่นมากที่สุด และร้อยละ 18.5 เชื่อมั่นมาก รวม ร้อยละ 28.2 ที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูง ขณะที่ ร้อยละ 31.4 ระบุว่าปานกลาง ส่วน ร้อยละ 22.6 เชื่อมั่นน้อย และ ร้อยละ 17.8 เชื่อมั่นน้อยที่สุด รวม ร้อยละ 40.4 ที่ยังมีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสของโครงสร้างราคา

ผลข้อนี้ชี้ว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ได้โทษรัฐบาลโดยตรง แต่ยังมีช่องว่างด้านความเชื่อมั่นเรื่อง “ราคาสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่” ซึ่งเป็นโจทย์ของการสื่อสารและความโปร่งใสเชิงนโยบาย

3) หากรัฐบาลต้องเลือกมาตรการเร่งด่วนที่สุดเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง ควรทำอะไร

ประชาชนเห็นว่า มาตรการอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำคือ เปิดเผยโครงสร้างราคาทั้งหมดให้ตรวจสอบได้ ร้อยละ 29.1 รองลงมา ลดภาษีหรือปรับกลไกกองทุนน้ำมันร้อยละ 23.8 และ ตรวจสอบและปราบปรามการกักตุน/เอาเปรียบ ร้อยละ 18.7 ส่วน ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ร้อยละ 11.2 ควบคุมราคาชั่วคราว ร้อยละ 9.6 และ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ร้อยละ 7.6

ภาพรวมสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้คาดหวังแค่ “ให้รัฐลดราคาทันที” แต่ต้องการทั้งความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบมากกว่าและมองว่ารัฐบาลไม่ได้มีอำนาจควบคุมราคาน้ำมันโดยตรงทั้งหมด

4) ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการเปิดข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนตรวจสอบได้

ประชาชน ร้อยละ 47.9 เห็นด้วยมาก และ ร้อยละ 33.5 เห็นด้วย รวมเป็น ร้อยละ 81.4 ที่สนับสนุนการเปิดข้อมูลแบบเรียลไทม์ ขณะที่ ร้อยละ 10.2 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 4.9 ไม่เห็นด้วย และ ร้อยละ 3.5 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ผลนี้ชี้ชัดว่า ทางออกที่ได้รับแรงสนับสนุนสูงที่สุดคือ “ความโปร่งใส” ให้ประชาชนสามารถเกาะติดความจริงแบบเป็นปัจจุบันด้วยกระดานข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

5) หากเกิดสถานการณ์น้ำมันไม่พอใช้ สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคืออะไร

เมื่อเผชิญสมมติฐานวิกฤต “น้ำมันไม่พอใช้” กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงระบบและการบริหารจัดการทรัพยากรเป็นอันดับแรก โดยร้อยละ 30.6 ระบุว่า รัฐบาลควร “จัดสรรน้ำมันให้เพียงพอและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ” สะท้อนความคาดหวังต่อบทบาทรัฐในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพของทรัพยากรพื้นฐาน ขณะที่ร้อยละ 21.7 เห็นว่า “การสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อลดความตื่นตระหนก” เป็นสิ่งสำคัญ แสดงให้เห็นว่ามิติด้านข้อมูลข่าวสารและการบริหารการรับรู้ (information management) มีบทบาทรองลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ใกล้เคียงกับร้อยละ 20.9 ที่ให้ความสำคัญกับ “การปราบปรามการกักตุนและการตรวจเข้มทั่วประเทศ” ซึ่งสะท้อนความต้องการให้รัฐสร้างความเป็นธรรมและป้องกันพฤติกรรมฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต

ในขณะที่มาตรการแทรกแซงเชิงราคาและการควบคุมการบริโภคได้รับการสนับสนุนในระดับรอง โดยร้อยละ 14.3 เห็นว่าควร “ควบคุมราคาไม่ให้สูงเกินไป” และร้อยละ 8.8 เสนอให้ “จำกัดการซื้อ เช่น การกำหนดโควตาหรือวันเติมน้ำมัน” ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนมิได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเชิงปริมาณหรือราคาเป็นอันดับแรก ส่วนร้อยละ 3.7 ที่ระบุ “การสนับสนุนพลังงานทางเลือก” เป็นสัดส่วนต่ำสุด บ่งชี้ว่ามาตรการระยะยาวยังไม่ถูกมองว่าเป็นคำตอบเร่งด่วนในภาวะวิกฤตเฉพาะหน้า เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมสามารถจัดลำดับความสำคัญได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการทรัพยากรให้เพียงพอ (30.6%) (2) การสื่อสารและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมพฤติกรรมสังคม (21.7% และ 20.9%) และ (3) มาตรการแทรกแซงตลาดและแนวทางระยะยาว (14.3%, 8.8% และ 3.7%) ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนคาดหวังให้รัฐเน้น “เสถียรภาพและความเป็นธรรมของระบบ” มากกว่าการใช้นโยบายเชิงควบคุมราคาเพียงอย่างเดียวในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน

6) หากน้ำมันขาดแคลน ประชาชนควรทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก

ประชาชน ร้อยละ 32.8 เห็นว่า สิ่งแรกที่ประชาชนควรทำคือ ปรับพฤติกรรมการเดินทาง/การใช้ชีวิต รองลงมา ใช้น้ำมันเท่าที่จำเป็นร้อยละ 24.9 ใช้ขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกันร้อยละ 18.1 ติดตามข้อมูลจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดร้อยละ 12.0 ในขณะที่ ร้อยละ 10.7 ไม่กักตุน และร้อยละ 1.5 ระบุอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และ ต้องทำทุกทางให้พ้นวิกฤต

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมองแนวทางรับมือภาวะน้ำมันขาดแคลนในลักษณะ “การปรับพฤติกรรมเชิงรุก” มากกว่าการรอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนวิถีชีวิต (32.8%) การใช้น้ำมันอย่างจำเป็น (24.9%) และการใช้ทางเลือกในการเดินทาง (18.1%) เป็นแกนหลักของการปรับตัวทางสังคมในภาวะวิกฤตพลังงาน

สรุปภาพรวมเชิงนโยบาย

ผลสำรวจตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า “รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเป็นต้นเหตุหลักของน้ำมันแพง” แต่เห็นว่าปัญหาเกิดจากราคาตลาดโลก โครงสร้างพลังงาน และกลไกธุรกิจที่ซับซ้อนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลยังสูงมากใน 3 เรื่อง คือ การเปิดข้อมูลให้โปร่งใส การจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอ และการปราบปรามการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค

กล่าวอีกอย่างคือ ประชาชนอาจยอมรับได้ว่ารัฐบาล “ไม่ได้คุมทุกอย่าง” แต่รัฐบาลยังต้อง “ทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐกำลังคุมสถานการณ์อยู่” ซึ่งสังคมกำลังมองว่าวิกฤตนี้ไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่เป็นเรื่องการเมืองและความเข้าใจของสังคมด้วย

ข้อเสนอแนะการใช้ผลสำรวจในงานสื่อสารกับสังคมว่า “ประชาชนส่วนใหญ่มองน้ำมันแพงเป็นผลจากปัจจัยโลกและโครงสร้างพลังงาน มากกว่าความผิดของรัฐบาลโดยตรง แต่รัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบการเอาเปรียบ และบริหารปริมาณน้ำมันให้มั่นใจว่าเพียงพอ”

โจทย์ของประเทศไทยวันนี้ คือ ไม่ให้คนไปติดอยู่ที่ “แพง” อย่างเดียว แต่ให้เห็นว่า “มีพอ + ต้องปรับตัว + ต้องเข้าใจระบบ”

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล จึงขอเสนอทุกฝ่ายหันหน้ามาช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ว่า “วันนี้ น้ำมันอาจ ‘แพง’ แต่ยัง ‘พอ’ และคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ถามว่า เราจะทำให้น้ำมันถูกลงทันทีได้อย่างไรแต่คือ…เราจะทำอย่างไรให้ประเทศ ‘อยู่ได้อย่างมั่นคง’ ในวันที่น้ำมันยังพอ แต่ราคาไม่เหมือนเดิม”

นั่นคือ ต้องทำ 3 เรื่องพร้อมกัน

1) คุม “ระบบ” ให้พอ

2) ลด “แรงกระแทก” ต่อประชาชน และ

3) ปรับ “พฤติกรรมประเทศ” ระยะยาว

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

5 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ปมร้อน หลัง “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ในฝีมือการทำงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอกโควตาพรรคอนุทิน (ภูมิใจไทย) ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ระบุว่า “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม่ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
เนื้อหายาว แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คุณจะพลาด และคล้อยตามโพลที่สะท้อนเสียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ฟังเหมือนเป็นเสียงคนทั้งประเทศ

ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เห็นกันอยู่นี้ ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการเมือง” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวของตัวบุคคลหรือตัวเทคโนแครต
จุดยืนของผม ในการจะเขียนบทวิเคราะห์หรือทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายความจริงที่ซับซ้อนแบบนี้ให้คนทั่วไปเข้าใจและแยกแยะได้ โดยไม่ถูกโจมตีกลับว่าสื่อกำลัง “แก้ตัวแทนรัฐบาล” เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีคติและมีสติปัญญาพอสมควรก็จะเห็นจุดประสงค์และจุดยืนของผม

นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น
แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า
หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก
วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก
การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน
ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา
ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย
เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ
ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง
• อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building)
ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI
ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว
• ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ
ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน
• ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง
ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน
ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง
คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง
ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”
หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้
1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ
ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน
2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง
นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก
กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้
กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่
4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

สรุปภาพรวม
คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก
คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน”

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ศรชล.โต้เพจดังแพร่ข้อมูลคาดเคลื่อน แจงเป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันนับร้อยลอยลำ

5 เมษายน 2569 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ภาพสัญลักษณ์ในระบบติดตามเรือทางทะเล ตีความว่า “เป็นเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากลอยลำรวมกันในพื้นที่เดียวกัน” นั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงว่า การเผยแพร่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยข้อเท็จจริงภาพดังกล่าวเป็นการแสดงผลจากระบบ AIS (Automatic Identification System) หรือ UAIS (Universal Automatic Identification System) ในการแสดงตนอัตโนมัติของเรือและวัตถุทางทะเล ใช้เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ International Maritime Organization (IMO)

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลในระบบอย่างละเอียดจากภาพจุดที่ได้อ้างนั้น เป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล และเรือที่ปรากฏในบริเวณเป็นเรือที่ได้รับอนุญาตเฉพาะในการปฏิบัติการขนส่งวัตถุดิบจากกระบวนการผลิต (Fossil Resources) เท่านั้น มิใช่สถานีเติมน้ำมันหรือก๊าซเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการวาบไฟ จึงมีข้อกำหนดเข้มงวดควบคุมเรือที่เข้า-ออก โดยอนุญาตเฉพาะเรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเท่านั้น ทั้งนี้ ศรชล.ขอความร่วมมือประชาชน รู้เท่าทันข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนการเชื่อหรือเผยแพร่

– 006

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

“สว.นันทนา”เรียกร้อง”วิป 3 ฝ่าย” จัดสรรเวลาอภิปราย”นโยบายรัฐบาล”ให้เหมาะสม-กว้างขวาง แย้ม”พันธุ์ใหม่”เตรียมพร้อมแล้ว

5 เมษายน 2569 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาที ทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาแทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

เมื่อถามว่า สว.พันธุ์ใหม่ ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง น.ส.นันทนา กล่าวว่า เราได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลายเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

5 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค”

แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้

เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่

ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิมๆกลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.01 น.

จีนส่งเรือคอร์เวต Type 056 ถึงเรือฐานทัพเรือเรียมแล้ว กัมพูชา เตรียมรับมอบ 8 เม.ย. ด้าน ทร. ย้ำ ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเลไทย ลั่น มีกำลังทางเรือเหนือกว่า

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วานนี้ (4 เม.ย.) เวลาประมาณ 10.00 น. เรือคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056 จำนวน 1 ลำ ของกองทัพเรือกัมพูชา ซึ่งได้รับมอบจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือแห่งที่ 1 ฐานทัพเรือเรียม พร้อมกำลังพลประจำเรือครบชุด

พิธีรับมอบเรือจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน (สปจ.) จะจัดขึ้นในช่วง 09.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือด้านการทหารระหว่างสองประเทศ โครงการนี้รวมการจัดหาเรือคอร์เวต Type 056 จำนวน 2 ลำให้กองทัพเรือกัมพูชา เพื่อเสริมกำลังทางทะเลและยกระดับศักยภาพในการปฏิบัติการ

สำหรับความคืบหน้า การส่งมอบลำที่ 2 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยรายงานความคืบหน้าประมาณ 70% คาดว่าจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 2569

รายงานระบุว่า การตรวจรับเรือคอร์เวตได้จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยมีนายเตีย บัญ เข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว

การเสริมกำลังครั้งนี้สร้างความกังวลต่อภูมิภาค เนื่องจากกัมพูชาเสริมอาวุธทางทะเลท่ามกลางความตึงเครียดชายฝั่ง ทำให้ไทยและเพื่อนบ้านต้องจับตาการขยายกำลังทางทะเลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

สำหรับเรือคอร์เวต Type 056 (Jiangdao-class) เป็นเรือรบขนาดเล็ก–กลาง เน้นป้องกันชายฝั่งของจีน ระวางขับน้ำ 1,300–1,500 ตัน ติดขีปนาวุธนำวิถี YJ-83 ต่อต้านเรือผิวน้ำ และ HHQ-10 สำหรับป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้

โดยก่อนหน้านี้ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ระบุถึงกรณีนี้ว่า กองทัพเรือกัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือจากจีน ในการจัดหาเรือคอร์เวต แบบ Type 056 จำนวน 2 ลำนั้น ในเวลาอันใกล้นี้ กองทัพเรือ ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทยแต่อย่างใด และขอให้ประชาชนมั่นใจในขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย

ปัจจุบัน กองทัพเรือไทย มีขีดความสามารถด้านกำลังรบทางเรือที่มีความพร้อมรบสูง ทั้งในด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก บุคลากรและประสบการณ์ในการปฏิบัติการทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ทางทะเล การเฝ้าตรวจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ทั้งนี้ เรือคอร์เวต Type 056 เป็นเรือรบขนาดกลาง เหมาะสำหรับภารกิจลาดตระเวนและรักษาความมั่นคงในเขตน่านน้ำใกล้ฝั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว กองทัพเรือไทยยังคงมีศักยภาพโดยรวมที่เหนือกว่า ทั้งในด้านจำนวน ประเภทของเรือรบ ระบบอาวุธ และขีดความสามารถในการปฏิบัติร่วมหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือก็มิได้นิ่งนอนใจต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงในภูมิภาค และจับตามองการเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีแผนเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรืออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติมจำนวน 1 ลำ ภายในปีงบประมาณนี้ และมีแผนเสนอจัดหาเพิ่มเติมอีก 1 ลำในปีถัดไป เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังรบทางเรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตา เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้วยข้อความชวนคิด “ความจริงมีหนึ่งเดียว” พร้อมตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน คือ “DNA ลุง” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้”

ข้อความที่นายธนกร โพสต์ “ผมเคยบอกวันหนึ่งจะเข้าใจความจริงมีหนึ่งเดียว.DNAลุง”

ทั้งนี้ ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ “ถ้าลุงได้บริหารประเทศตอนนี้ คงไม่ใครกล้ากักตุนน้ำมัน , คนไทยส่วนใหญตามกระแส ไม่ค่อยยอมรับความจริง ความขัดแย้งภายในสังคมจึงเกิดครับ , คิดว่าใครทำอะไรอยู่ก็คงน่าจะรู้แก่ใจตัวเองกันทั้งนั้นแหละค่ะ , ก็ไม้ใช่หนูเหมือนกัน , DNAลุงตู่คือDNAของคนทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก พิมพ์แค่นี้น่าจะ เข้าใจ , แต่วันนี้ผมไม่เข้าใจทำไมไม่เฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุข” เป็นต้น

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.26 น.

ชัยวุฒิ เรียกร้อง นายกฯ เร่งกู้วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมเสนอแจกคูปอง-สินค้าราคาพิเศษ ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เร่งออกมาตรการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนจนทนไม่ไหว

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้ พร้อมชวนให้ทุกภาคส่วนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันสะท้อนปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะมีอำนาจเต็มในการบริหารงานหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรงจุด

‘อยากให้หลายคนที่ออกมาพูดกัน ช่วยกันนำเสนอแนวทางแก้ไขให้กับรัฐบาล รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาต่าง ๆ ก็ช่วยกันนำเสนอปัญหาไปที่รัฐบาล เพราะว่าต่อไป รัฐบาลก็จะมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบาย จะได้กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด’ นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้หัวหน้าพรรครักชาติ ได้เน้นย้ำด้วยว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด โดยได้เสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อาทิ การแจก “คูปองส่วนลด” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียม “สินค้าราคาพิเศษ” เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำโดยทันที

โดยเฉพาะการหาเงินเข้ามาน จากการกู้หรือการอะไรก็ตาม เพื่อมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งอาจจะแจกให้พี่น้องประชาชนในลักษณะของคูปองครับ เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง หรืออาจจะเตรียมสินค้าบางอย่างในราคาพิเศษให้พี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำโดยด่วน

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้าไปดูแลและเยียวยา “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งรวมถึงผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
‘​การเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง คนที่เดือดร้อน คนที่มีปัญหาจริง ๆ ทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรนะครับ ที่จะมีปัญหาได้แน่นอน ให้รีบเข้ามาช่วยดูแลโดยด่วน’ 
นายชัยวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังฝากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจไปยังรัฐบาลด้วยว่า ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งดูแลกระทรวงพลังงานนั้นไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของ นายกรัฐมนตรี

‘ใครมาดูแลเรื่องพลังงานไม่สำคัญ สำคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้าของรัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนเลยครับ ก่อนที่ปัญหาวิกฤตจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้วครับ’ นายชัยวุฒิ กล่าว