กองทัพไทยเดือด! ปฏิเสธข้อกล่าวหา ฮุน เซน สิ้นเชิง ยันปราบสแกมเมอร์ตามหลักสากล ไม่ใช่ข้ออ้างยึดพื้นที่ชายแดน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:39 น.

28 สิงหาคม 2569 พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณี สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวหาฝ่ายไทยและกองทัพไทยว่า นำประเด็นขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) และแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาใช้เป็นข้ออ้างในการยึดครอบครองพื้นที่ตามแนวชายแดน โดย กองทัพไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และเห็นว่าประเด็นนี้ควรพิจารณาบนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการกล่าวอ้างทางการเมือง

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยยืนยันว่า กองทัพไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ในฝั่งกัมพูชา มิใช่ข้อมูลที่กองทัพไทยหรือประเทศไทยกล่าวอ้างขึ้นเอง หรือสร้างขึ้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางนโยบายแต่อย่างใด

หากแต่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากองค์กรระดับสากลอย่าง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงรายงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งได้ระบุอย่างชัดเจนว่า พื้นที่บริเวณชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษในกัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ มีการบังคับใช้แรงงาน กักขัง ทรมาน และหลอกลวงประชาชนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

กองทัพไทยเน้นย้ำว่า การวางกำลังและการปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ดำเนินการภายใต้กรอบถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคง ป้องกันการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน มิได้มีความเกี่ยวข้องกับการนำประเด็นสแกมเมอร์มาเป็นข้ออ้างเพื่อยึดครองพื้นที่ตามที่ถูกกล่าวหา

การนำสองประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงกันจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน รวมทั้งเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นภัยคุกคามที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญและกำลังร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง

กองทัพไทยจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชามุ่งดำเนินการตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนข้อเสนอแนะและข้อมูลจาก UNODC ในการปราบปรามและกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างวาทกรรมที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเพิ่มความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยและกองทัพไทยยังคงยึดมั่นในการดำเนินการตามหลักกฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันถอนรากถอนโคนอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อันจะนำไปสู่ความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบสุขของประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

กองทัพไทย,ฮุนเซน,กัมพูชา,สแกมเมอร์,ชายแดน,

ศาลยกคำร้อง ประกันตัว ไผ่-จตุภัทร์ คดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:18 น.

28 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “วันนี้ (28 ส.ค. 2569) ศาลอาญา “ยกคำร้อง” ประกันตัว ไผ่-จตุภัทร์ ในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

พร้อมทั้งระบุในคอมเมนต์อีกว่า วันนี้ (28 ส.ค. 2569) ศาลยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในคดี #มาตรา112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 หลังได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในวันนี้

เวลา 16.56 น. ศาลมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
นอกจากนี้ จำเลยที่ 7 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวมาแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 โดยให้เหตุผลไว้แล้ว อีกทั้งตามคำร้องฉบับนี้ อ้างเหตุขอปล่อยชั่วคราวไว้ในลักษณะเดียวกัน กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมแต่อย่างใด”

ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ ณัฐนันท์ ดุจดำเกิง

กรณีดังกล่าวจึงทำให้ไผ่ยังคงถูกขังพร้อมกับกำไล EM ต่อไป ถึงแม้ว่าจะได้รับประกันตัวจากศาลฎีกาในคดี ม.112 อีกคดีหนึ่งแล้วก็ตาม

ย้อนอ่านข่าว https://tlhr2014.com/archives/82300

ยกคำร้อง,ประกันตัว,ไผ่จตุภัทร์,มาตรา112,ชุมนุม,19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร,

รองเลขาฯ กกต. แจ้งความไอลอว์ ปมเผยแพร่ความเห็นคดีฮั้ว สว. ย้ำทำตามขั้นตอนกฎหมาย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 17:37 น.

28 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ออกเอกสารข่าวระบุว่า นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้าแจ้งความณกองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณี iLaw เผยแพร่เอกสารความเห็นของนายครรชิต ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่แทน นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เกี่ยวข้องกับคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว.

นอกจากนี้ ยังระบุว่า การดำเนินการแจ้งความเป็นไปเพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน กกต.โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง

อาสพลธ์ แฉยับ เครือข่ายตบทรัพย์สอบท้องถิ่น โยง DSI ระดับ พ.ต.ท. โชว์หลักฐานแชทไลน์มัด

28 สิงหาคม 2569 เวลา 16:13 น.

“อาสพลธ์”แฉยับ เครือข่ายตบทรัพย์สอบท้องถิ่น โยง DSI ระดับ “พ.ต.ท.” โชว์หลักฐานแชทไลน์มัด เตรียมลุยรับเรื่องร้องเรียน 11 ก.ย. นี้

28 สิงหาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand รายการข่าวเชิงวิเคราะห์ โดย “หมาแก่-แมวสาว” ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และ อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ถึงกรณีที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “ผู้ใหญ่เฮง” อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย หลังเรียกรับเงิน 650,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้อาจจะโยงไป “บิ๊กบอส” หรือ นักการเมือง หรือ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ก่อนหน้านี้มีหลักฐานจากแชทไลน์ที่ผู้เสียหายทวงเงินคืนจากอดีต ส.ส.สอบตก

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า เครือข่ายในจังหวัดศรีสะเกษพบว่ามี “ผู้ใหญ่เฮง” เป็นเบอร์หนึ่งในจังหวัด แต่จากเบอร์หนึ่งจะโยงไปที่ส่วนกลางใครนั้นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และในส่วนของจังหวัดขอนแก่นก็มีลักษณะเครือข่ายลักษณะเดียวกันแต่เป็นเครือข่ายอื่นที่ไม่ใช่ของ “ผู้ใหญ่เฮง” ส่วนที่ในแชทไลน์ที่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DSI ที่เชื่อมโยงกับ “ผู้ใหญ่เฮง” มีตำแหน่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ (ระดับ C8-C9 หรือยศพันตำรวจโท)

“เครือข่ายการเรียกรับสินบนในจังหวัดศรีสะเกษ มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนแล้ว 19 คดี และมีคดีเพิ่มเติมรวมเป็น 20 คดี ซึ่งทาง DSI ลงมาสอบปากคำเอง 18 คดี ส่วนอีก 1 คดีทาง ป.ป.ช. ลงมาดำเนินการเอง และมีอีก 1 คดีที่ส่วนกลางเข้าบุกจับกุมเมื่อวันก่อน คดีนี้ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ทำกันเป็นกลุ่ม/แก๊ง ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร จะมีรับเรื่องร้องเรียนผ่านทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยจะเซ็นต์ MOU การทำงานร่วมกันเพื่อปราบปรามการทุจริตระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และ ภาคประชาสังคม ในวันที่ 11 ก.ย. นี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ช. และตำรวจดำเนินการขยายผลต่อไป” ประธาน กมธ. ป.ป.ช. กล่าว

อาสพลธ์สรรณ์ไตรภพ,พรรคภูมิใจไทย,แก๊งตบทรัพย์,สอบท้องถิ่น,DSI,

นภินทร ซัด การเมืองสกปรก กดดัน กกต. คดีฮั้ว สว. ถาม ไอติม เป็นถึง สส. มีวุฒิภาวะแค่ไหน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 16:01 น.

นภินทร ซัด การเมืองสกปรก เปิดหลักฐานซีกเดียว-จินตนาการไร้เหตุผล-กดดัน กกต. คดีฮั้ว สว. ถาม ไอติม เป็นถึง สส. มีวุฒิภาวะแค่ไหน พร้อม ขู่ ยิ่งชีพ เจอกันในศาล แจ้งความสน.ทองหล่อแล้ว ลั่น ไม่โง่ทำผิดกม.ต่อหน้า 8-9 คน บอก ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 ตั้งข้อหาแบบสุ่ม

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาโจมตีหลีกเลี่ยงตอบกระทู้สภาเรื่องคดีฮั้ว สว.ว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี รวม 5 จังหวัด

คณะอนุกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม สำนักงบประมาณ กรมชลประทาน และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาอุทกภัยจากสถานการณ์พายุฝนที่จะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางในช่วงเดือน ก.ย.

นายนภินทร กล่าวว่า ตนมีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ราชบุรีในวันที่ 27 ส.ค. และได้ทำหนังสือแจ้งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.ว่า จะไปราชการในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 ส.ค. มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาประชุมร่วมกันที่ จ.ราชบุรี ส่วนกรณีที่ได้รับแจ้งว่าจะมีกระทู้ถามสดนั้น ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ามีกระทู้ถามสด แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องใด และวันต่อมาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าในวันที่ 27 ส.ค. ตนมีภารกิจตรวจราชการที่ จ.ราชบุรี

นายนภิทร ยอมรับว่า การมาตอบกระทู้ถามและชี้แจงต่อสภาถือเป็นหน้าที่สำคัญ แต่เมื่อภารกิจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตนเห็นว่าต้องเลือกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน เพราะการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาร่วมกัน หากเลื่อนการประชุมออกไป อาจต้องรอถึงกลางเดือน ก.ย. เนื่องจากตนมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ และอาจไม่ทันต่อสถานการณ์พายุฝนที่จะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ตนมีจิตสำนึกต่อประชาชน ส่วนผู้ที่กล่าวหาว่าตนไม่มีจิตสำนึกนั้น มีวุฒิภาวะมากแค่ไหน ที่มองว่าตนขาดจิตสำนึกจากกรณีดังกล่าว

จากนั้นนายนภินทรกล่าวถึงประเด็นที่ถูกตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับนายเอโดยระบุว่า หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ทันที หากนายพริษฐ์และนายยิ่งชีพต้องการสอบถาม ตนพร้อมเปิด Speakerphone ให้ฟังต่อหน้ากันตรงนี้

นายนภินทร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งกระทู้ถามระบุว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.67 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ และในวันที่ 25 มิ.ย.ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าให้เซ็นใบลาออกจากการเป็น สว.ล่วงหน้า จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือน มิ.ย.67 เพื่อขอเข้าพบ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับภาคการเกษตรใน จ.ราชบุรี จึงมีการนัดหมายเข้าพบในวันที่ 24 มิ.ย.ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันดังกล่าว มีผู้แทนจากสภาเกษตรแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ รวมถึงผู้อำนวยการและประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี และนายเอเข้าร่วมการหารือ ตนจึงได้เชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

นายนภินทร กล่าวอีกว่า ระหว่างการพูดคุย นายเอได้กล่าวขึ้นมาว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว. และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. อีกทั้งในขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งหลังจากปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว การหารือจึงกลับเข้าสู่ประเด็นปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงที่ประสบปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่ายผลผลิต

นายนภินทร กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นมีหนังสือเกี่ยวกับปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงไปยังสภาเกษตรแห่งชาติ และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยที่ประชุมมีความเห็นให้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหนังสือออกเมื่อวันที่ 13 มี.ค.67 แต่หลังจากนั้นเรื่องไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อมาผู้ร้องเรียนได้ทำหนังสือถึงประธานสภาเกษตรแห่งชาติ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการประสานงานมายังตน

โดยมีการหารือถึงแนวทางจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการบริโภคไก่งวงและช่วยแก้ปัญหาตลาด โดยเนื่องจากตนมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ จึงมีการนัดหมายหารืออีกครั้งในวันที่ 25 มิ.ย.เพื่อเร่งจัดทำหนังสือเสนอเรื่องการจัดกิจกรรม กระทั่งวันที่ 25 มิ.ย.นายเอเดินทางมาพร้อมกับคณะ และได้ขอให้ตนช่วยสนับสนุนเรื่องการสมัคร สว. อีกครั้ง ซึ่งตนปฏิเสธอีกครั้งทันที และเชิญนายเอออกจากห้อง เนื่องจากได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่า ตนยังได้ตำหนิผู้ที่พานายเอมาด้วยว่า เหตุใดจึงนำมาพูดเรื่องนี้อีก ทั้งที่ได้ปฏิเสธไปแล้ว

นายนภินทร ยังชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนชี้แจงทั้งหมด

“ผมเองก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9 คน ถ้าบอกว่าจะช่วยอะไร ให้เซ็น ไม่ร้อง จะทำต่อหน้าคน 8-9 คนได้อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่ 26”

นายนภินทรตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.พรรคประชาชน ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่ามีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว

ส่วนกรณีวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว. ที่โรงแรมพูลแมน นายนภินทร กล่าวว่า มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว. และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหาร

นายนภินทรระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยซึ่งสำนักงานยังสร้างไม่เสร็จ ก็ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และพูดคุยกัน และหากมีเรื่องสำคัญก็สามารถใช้ห้องประชุมขนาดเล็กที่รองรับคนได้ไม่เกิน 10 คน ส่วนกรณีที่อ้างว่า สว. รวมตัวกันเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 100 คน หากเกิดขึ้นจริงก็ต้องใช้ห้องประชุมใหญ่

“การมีสัญญาณโทรศัพท์ของ สส.พรรคภูมิใจไทยอยู่ที่โรงแรมพูลแมน ถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ว่าอยู่ในห้องประชุมตรงนั้น”

นายนภินทร ยืนยันด้วยว่า ในวันที่ 4-5 ก.ค.67 ตนไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพูลแมน เนื่องจากเดินทางไปราชการที่ประเทศเยอรมนี โดยมีทั้งหนังสืออนุญาตเดินทางไปราชการที่เสนอถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ในขณะนั้น รวมถึงหลักฐานหนังสือเดินทางแสดงการเดินทางเข้า-ออกประเทศ โดยตนเดินทางออกจากประเทศไทยวันที่ 28 มิ.ย.67 และเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 8 ก.ค.67 ซึ่งได้นำหลักฐานทั้ง 2 ส่วนส่งให้ กกต. ชุดที่ 26 แล้ว

“นี่คือหลักฐานชัดเจน แล้วถามว่าตั้งข้อกล่าวหาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดที่ 26 ใช้วิธีการตั้งข้อหาแบบสุ่ม”

นายนภินทร กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน มีหลักฐานที่สามารถนำมาใช้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีกระแสกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน จึงตั้งคำถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการส่งฟ้องที่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะมีการเปิดหลักฐานเพียงไฟล์เดียว ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง ขณะที่หลักฐานที่ใช้ต่อสู้และเป็นคุณต่อผู้ถูกร้องกลับไม่ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งการที่ กกต. ดำเนินการพิจารณาคดีมากกว่า 400 คดีอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้อง แต่การกดดันให้ส่งฟ้อง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงด้านเดียวและกดดันการทำงานของ กกต. นั้น หากมองในทางการเมืองถือว่าเป็น “การทำงานการเมืองที่สกปรก”

นายนภินทร กล่าวต่อว่า การทำแบบนี้เป็นการกดดันที่ไม่ชอบธรรม เพราะคุณเปิดหลักฐานเพียงฝั่งเดียว ส่วนคนถูกร้องคุณไม่เปิด คุณเปิดเฉพาะหลักฐานที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง แต่หลักฐานที่เขาใช้ต่อสู้และเป็นคุณ คุณกลับไม่เปิดออกมาเลย และการกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงข้างเดียวเพื่อกดดันการทำงานของ กกต. ตนเชื่อว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม หากในทางการเมือง ตนถือว่าเป็นการทำงานทางการเมืองที่สกปรก ขอยืนยันว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่เหมือนตำรวจ อัยการ และศาล ในกรณีที่ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง เขาแจกใบแดงได้ เขาเป็นทั้งตำรวจ อัยการ และศาล แต่หากรับรองไปแล้ว เขาจะทำหน้าที่เหมือนตำรวจและอัยการในการสืบสวนไต่สวน และมีความเห็นส่งศาล

นายนภินทร กล่าวว่า มาตรฐานของ กกต. ต่างจากอัยการและตำรวจเล็กน้อย ตรงที่อัยการและตำรวจเป็นคดีอาญา ต้องมีหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัยว่ากระทำผิดจริง แต่ของ กกต. ลดลงมา เพราะเป็นเรื่องการตัดสิทธิการเลือกตั้ง ใช้คำว่า มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าผู้นั้นกระทำความผิด จึงใช้พยานหลักฐานเพียง 60% กกต.จึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจตรงนี้ คุณจะมาจินตนาการว่า สว. เลือก กกต. มา 3-4 คนแล้วจะลำเอียง คุณกำลังจินตนาการให้ร้ายกับสังคม คุณต้องให้โอกาสการทำงาน ฝ่ายการเมืองซีกไหนก็ตามที่พยายามเปิดเรื่องเหล่านี้มาเพื่อบีบกดดัน กกต. ตนถือว่าไม่ดี ไม่เหมาะสม เป็นการเมืองที่สกปรก

นายนภินทร กล่าวอีกว่า สำนวนถือเป็นความลับ เมื่อคุณมาเปิดเฉพาะประเด็นที่เป็นผลร้าย กกต. ก็ไม่สามารถเอาสำนวนมาชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้ เพราะเขาพูดไม่ได้ ออกมาโต้ตอบไม่ได้ คุณจึงไม่ควรทำแบบนี้ เปิดข้อเท็จจริงเพียงซีกเดียวในสิ่งที่ กกต. พูดไม่ได้ ส่วนตนมีข้อมูล ตนพูดได้ แต่ที่พยายามไม่พูดเพราะต้องการให้ กกต. มีอิสระในการทำงาน ถ้าพูดว่าตนบริสุทธิ์ ก็เหมือนไปกดดัน กกต. ว่าต้องสั่งไม่ฟ้องตน แต่เมื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาพูดแบบนี้ ตนจึงจำเป็นต้องพูด นายพริษฐ์หรือนายยิ่งชีพสงสัยอะไรถามมาได้เลย พร้อมตอบทุกคำถาม

นายนภินทร ระบุว่า มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า วันที่ 21-27 ก.ค.67 มี สว. ไปรวมกันที่โรงแรมพูลแมน และมีคนเห็นนายกฯ ไปที่นั่น มีสัญญาณโทรศัพท์ ขอถามว่า แค่นั้นพอหรือ นายกฯ ไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ ท่านจำไม่ได้หรอกว่าไปวันไหน การที่ท่านอยู่โรงแรมพูลแมนแล้ว สว.จะไปจริงหรือไม่จริง ตนไม่ทราบ แต่จะมาสันนิษฐานเชิงลบว่าท่านอยู่ในห้องประชุมกับ สว. ด้วยนั้น เป็นการจินตนาการให้ร้ายและนำสิ่งนี้มาแสดงต่อสังคม อยากฝากสังคมให้พิจารณาอย่างรอบด้าน ให้โอกาสคนที่ทำงาน ให้โอกาส กกต. และให้โอกาสผู้ถูกร้องได้พูดบ้าง

นายนภินทร กล่าวว่า นายพริษฐ์บอกว่ามีผู้สมัคร สว. ไปที่กระทรวงพาณิชย์ 4-5 คน มีสัญญาณโทรศัพท์ แล้วถามว่าเจอตนหรือไม่ ขอบอกว่า ตนไม่เจอ แล้วตนก็ถามกลับว่า นายพริษฐ์เอาเรื่องแบบนี้มาถามตนหรือ เป็นถึง สส. ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีคน 4-5 พันคน มีผู้สมัคร สว. หรือ สว. ไปที่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมาถามแบบนี้ เป็นการพยายามเชื่อมโยงแบบจินตนาการไร้เหตุผล ส่วนที่ระบุว่ามีเส้นทางการเงินนั้น คนที่จ่ายเงินอาจจะมีคำชี้แจงว่าจ่ายให้ใครอย่างไร แต่คนๆ นั้นเป็นเพียงคนรู้จักของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนหนึ่ง หรือเคยเป็นตัวแทนของภูมิใจไทย เท่านี้เพียงพอแล้วหรือที่จะกล่าวหาว่านักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนนั้นว่าจ้างให้เขาทำ หลักฐานเชื่อถือได้แล้วหรือ อยากให้สังคมค่อยๆ คิดตรึกตรองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

“ผมพยายามเงียบที่สุด เพราะผมส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต. หมดแล้ว แต่เมื่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าผมมีความผิด ก็ไม่เป็นไร ผมยังเชื่อใน กกต. ทั้ง 7 ท่านว่ามีเหตุและผลเพียงพอ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมไม่เชื่อคณะชุดที่ 26 จากหลักฐานที่ผมชี้แจง ผมไม่เชื่อว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคณะชุดที่ 26 ของ กกต.”นายนภินทร ระบุ

นายนภินทร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ตนแจ้งความนายยิ่งชีพไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่เอามาพูดว่า มีนายเอมาเจอตน และมีข้าราชการ 2 คนเห็น ทำไมคุณไม่พูดให้หมดว่า ข้าราชการ 2 คนนั้นก็อยู่ในห้องด้วยและรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดคุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดต่อสังคม การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงอคติให้ร้ายตน แล้วพบกันที่ศาล ทุกคดีที่คุณพูดถึงตน แจ้งความหมด และบางเรื่องตนจะฟ้องด้วยตัวเอง

รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เรื่องการตอบกระทู้ในสภา ยืนยันว่า ตนมีจิตสำนึกในการทำงานให้บ้านเมือง คุณต้องเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ เป็นถึง สส. ต้องเปิดหลักฐานทุกมุม อ้างว่ามีเอกสาร 9 หมื่นกว่าหน้า ก็เปิดให้ครบสิ ในสำนวนผู้ถูกร้องมีหลักฐานหักล้างเยอะแยะ ทำไมเปิดแค่ซีกเดียว ส่วนที่นายยิ่งชีพเคยพูดว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลพูดความจริงจะยอมกราบขอโทษ วันนี้ตนพูดความจริงหมดแล้ว คุณจะทำตามคำพูดหรือไม่ก็เรื่องของคุณ ตนไม่บังคับ ใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง กล่าวหาตนก็ต้องรับผิดชอบคำพูด ทั้งนี้ นายนภินทรได้ชี้นิ้วพร้อมกับบอกว่า “แล้วเจอกัน”

“ผมบอกเบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว สงสัยอะไรถามมาได้เลย ผมจะตอบในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าไปถามเรื่องคนอื่นผมตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงในสำนวน กกต. สังคมจึงต้องให้ความเป็นธรรม” นายนภินทร กล่าว

กกตนภินทรพริษฐ์ราชบุรีฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์

ยิ่งชีพ ดักคอ ถ้า กกต. ไม่ฟ้องยกชุด 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ระบอบสีน้ำเงินจะเฟื่องฟู

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:31 น.

28 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont ระบุว่า ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาเยอะจากประชาชนผู้เป็นห่วงเป็นใย และโดยเฉพาะสื่อมวลชนทุกสำนัก ถามว่า ถ้าหากกกต. สั่งไม่ฟ้องใครเลยในคดีการโกงเลือกสว. ที่มีผู้ต้องหา 229 คน แล้วจะทำอย่างไรต่อ ?? จะทำยังไงที่จะเอาผิดพวกเขาได้ ??

ผมคิดว่า นี่เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องตอบ

เพราะถ้าตอบตรงๆ ไม่ถนอมน้ำใจคนถามก็คือ “ไม่มีทาง” อะไรอีกแล้วครับ

สิ่งที่คาดหมายได้ว่า จะเกิดขึ้นหากกกต. สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 คน ผลที่จะตามมาเป็นดังนี้

1) ผู้ต้องหาทั้ง 229 คน ซึ่งมีทั้งแกนนำพรรคภูมิใจไทย สส. และสว. อีก 138 คน จะรอดตัวจากข้อกล่าวหานี้ ลอยตัวด้วยคำสั่งที่มีกฎหมายรองรับ หลังจากนี้หากใครขุดเรื่องการโกงเลือกสว. ขึ้นมาพูดอีก พวกเขาจะปฏิเสธอย่างหนักแน่นโดยมีหลังพิงคือ คำสั่งกกต. ถ้าใครไปวิจารณ์ว่า เขาโกงการเลือกมาอีก เขาจะปีกกล้าขาแข็งมากขึ้นอีกในการไปฟ้องเอาผิดหมิ่นประมาท เพราะกกต. สั่งไม่ฟ้องพวกเขาไปหมดแล้ว คดีที่ฟ้องคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์จะมากขึ้นแน่ๆ

2) ระบอบสีน้ำเงินจะยิ้มร่า ลอยตัวสบายใจได้ คราวนี้เมื่ออยู่ในสภาพวกเขาจะลงมติโดยแพ็คกันโหวตแบบ “ตามใจ” โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไรอีกแล้ว ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญจะผ่านได้ก็ต้องเป็นโมเดลที่พวกเขาพอใจเท่านั้น รัฐธรรมนูญใหม่จะเดินหน้าได้ก็ต้องเป็นแนวทางที่มอบอำนาจให้ สว. สีน้ำเงินแบบเต็มๆ ก่อน ถ้าเสนอแก้ไขที่มาสว. ให้เลือกตั้ง หรือเสนอยกเลิกสว. ไม่มีทางที่พวกเขาจะยกมือให้ผ่าน และไม่อาจจะแก้ไขระบบนี้ได้ ยังมองไม่เห็นหนทาง

3) สว. สีน้ำเงินจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ระหว่างทางข้างหน้าพวกเขาจะเลือกคนมาเป็นกกต. จนเต็มครบทั้ง 7 คน ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้งสส. เลือกสว. เลือกตั้งอะไรก็แล้วแต่เกิดขึ้นในภายภาคหน้า การเลือกตั้งก็จะอยู่ในการควบคุมโดยคนจากสีน้ำเงินทั้งหมด พวกเขาจะ “ทางสะดวก” รวมทั้งองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. สตง. กสม. อัยการ ศาลปกครอง ฯลฯ กลไกการตรวจสอบทุจริตจะถูกยึดกุมไว้ทั้งหมดเลย

4) ถ้าจะมีการเลือกสว. ใหม่ใครอยากเป็นสว. ก็วิ่งไปสยบยอมกับพวกเขา เพราะกกต. เป็นคนที่เขาเลือกมา และเขามีประสบการณ์รู้แล้วว่า วิธีการจัดการให้ได้สว. ต้องทำอย่างไร หลบกฎหมายหลบคดีอย่างไร แล้วก็ทำได้เต็มที่ เอาคนพวกเดียวกันไปสมัครก็จะไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติ วันเลือกพวกเขาจะแต่งตัวมาเหมือนกัน โหวตกันเอง ทำโพยกันโจ่งแจ้ง จ่ายเงินสดกันไม่มีรายการพร้อมเพย์ และไม่มีใครตรวจเพราะกกต. ก็เป็นคนของเขาหมดแล้ว ถ้าจะมีสว. อีกรอบหน้าทั้ง 200 คน และตัวสำรอง 100 คน จะเป็นคนกลุ่มเดียวกันสีน้ำเงินทั้งหมด ไม่ต้องไปแข่งขันกัน แข่งไม่ได้หรอก

5) สรุปว่า ระบอบสีน้ำเงินจะเฟื่องฟู มองไม่เห็นว่าจะเอาลงอย่างไร

ผมได้ยินหลายท่านถามมาว่า เราจะเอาผิดกกต. ได้ไหม ก็ไม่แน่ครับ อาจจะเอาผิดได้ก็ได้ แต่ถ้าฟ้องคดีสำเร็จเพื่อเอากกต. ติดคุกได้ 3-4 คน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ รัฐเสียเงินเพิ่มเลี้ยงดูคนเหล่านี้ให้กินฟรีในเรือนจำ แล้วก็จะเลือกกกต. ใหม่โดยสว. ชุดนี้อยู่ดี คนอาจเห็นกกต. ติดคุกแล้วสะใจ แต่ระบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ ยังเดินหน้าลงเหวกันต่อไป ดังนั้น การเอากกต. ติดคุกยังไม่ใช่เป้าหมายครับ

ผมได้ยินหลายท่านถามมาว่า ถ้ากกต. ไม่สั่งฟ้องเลย มีทางอื่นที่จะสั่งฟ้องคนเหล่านี้ได้ไหม ผมตอบว่า “ไม่มี” ครับ เพราะระบอบภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ “พวกเขา” เป็นใหญ่ที่สุด คดีการโกงการเลือกตั้งทั้งหมดมี กกต. เป็นใหญ่ที่สุดไม่มีองค์กรอื่นมาสั่งฟ้องแทนกกต. ได้ และถ้าหากมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” ยุติคดีไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปข้างหน้าการเมืองเปลี่ยนทิศ สีอื่นได้เป็นรัฐบาล มีรัฐธรรมนูญใหม่ การจะย้อนกลับมารื้อคดีเดิมขึ้นมาฟ้องร้องก็จะขัดต่อหลักการทางกฎหมาย ที่บุคคลไม่ควรถูกดำเนินคดีซ้ำหลายรอบจากการกระทำเดียว

ผมจึงคิดว่า นี่เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่จำเป็นต้องตอบในภาวะนี้ครับ

ตราบใดที่คำสั่งของกกต. ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แม้เราจะคาดเดาว่า พวกเขาอาจจะกล้าหาญสวนกระแสโดยสั่งไม่ฟ้องใครเลยก็ตาม แต่ตอนนี้เขายังไม่สั่ง ดังนั้นการรวมพลังประชาชนส่งเสียงไปยังกกต. เรียกร้องให้ #สั่งฟ้องสว และผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการฉ้อฉลขนาดใหญ่ทั้ง 229 คน จึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และควรทำมากที่สุดในภาวะนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน

ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาหาทาง และมาคิดเผื่อว่า ถ้า … เขาไม่สั่งฟ้องแล้วเราจะ … ผมไม่คิด ผมไม่มีทางเลือก และผมไม่มีทางออกอื่นให้ นอกจากทำให้ดีที่สุดในวันนี้ และชวนทุกคนส่งเสียงให้ดังที่สุดในช่วงสองสามวันที่เหลือนี้ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาเสียใจว่าไม่ได้ทำครับ

กกตยิ่งชีพอัชฌานนท์ยิ่งชีพไอลอว์ระบอบสีน้ำเงินฮั้วสว.ไอลอว์

ฐิติเชฏฐ์ สับเท้าหนีสื่อ ปัดตอบ คดีฮั้ว สว.จบสัปดาห์หน้าหรือไม่!? บอกต้องรีบไปประชุม กกต.

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:31 น.

Screenshot

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นปาฐกถาเปิด เวที นำเสนอ ยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการต่อสาธารณะของนักศึกษา หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 16 (พตส.)

โดยนายฐิติเชฏฐ์ บอกกับนักศึกษาที่มาร่วมฟังปาฐกถาว่า ในระหว่างที่ตนเองกำลังปาฐกถาอยู่ ที่สำนักงาน กกต. ก็มีการประชุม กกต. ดังนั้น เมื่อตนเองปาฐกถาจบก็จะต้องรีบไปร่วมประชุมด้วยเช่นเดียวกัน จึงไม่สามารถอยู่ฟังการนำเสนอยุทธศาสตร์ ของนักศึกษาได้

หลังจากที่กล่าวจบแล้ว นายฐิติเชฏฐ์ รีบลงจากเวทีทันที ก่อนจะออกประตูด้านข้าง ของห้องประชุม เนื่องจากมีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งรอสัมภาษณ์ นายฐิติเชฏฐ์ อยู่ที่ด้านหน้าห้องประชุม โดยมีเจ้าหน้าที่ กกต. เดินกันสื่อ ไม่ให้ตาม นายฐิติเชฏฐ์ ไป

โดยในระหว่างที่เดินหนี ผู้สื่อข่าวพยายามจะสอบถาม ว่าคดีฮั้วเลือก สว. กกต. จะพิจารณาแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายฐิติเชฏฐ์ ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ กับผู้สื่อข่าว ก่อนที่จะรีบเดินขึ้นรถไปทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับนายฐิติเชฏฐ์ เป็นหนึ่งใน กกต. ที่ถูกกล่าวหา และถูกจับตาว่าจะร่วมลงมติในคดีคำร้องเอาผิด กรณีฮั้ว สว. ขณะเดียวกัน มีการยื่นหนังสือ และเคลื่อนไหวจากภาคส่วนต่างๆ เช่น สว.สำรอง และนักกฎหมาย เรียกร้องให้นายฐิติเชฏฐ์ ถอนตัวจากการร่วมลงมติคดีฮั้ว สว. เนื่องจากไม้มั่นใจเรื่องความโปร่งใส รวมทั้งกระแสข่าวลือเรื่องมติภายใน กกต.

กกตฐิติเชฏฐ์ประชุมกกต.ฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์

เชาว์ ชี้ พ.ร.บ.สันติสุขเสี่ยงเปิดช่องเลือกปฏิบัติ จี้ตีความให้ชัด

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:18 น.

“เชาว์” ชี้ พ.ร.บ.สันติสุขเสี่ยงเปิดช่องเลือกปฏิบัติ จี้ตีความให้ชัด ทำไมกฎหมายให้สิทธิแล้วต้องรอกรรมการชี้ขาด

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad ตั้งข้อสังเกตต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยชี้ว่า ขณะนี้ยังมีความสับสนว่า ผู้ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายจะได้รับสิทธิทันที หรือจำเป็นต้องรอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาเป็นรายบุคคลและรายความผิดเสียก่อน

นายเชาว์ตั้งคำถามว่า “กฎหมายมีผลแล้ว แต่สิทธิยังต้องรอใครกดปุ่มอนุมัติอีกหรือ?” พร้อมยกบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ซึ่งที่ประชุมมีมติ “ตัดข้อความ” ท้ายมาตรา 7 ที่เดิมระบุว่า “…ทั้งนี้ นับแต่วันที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติเห็นชอบให้ผู้นั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป” ออกจากร่างกฎหมาย

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การตัดข้อความดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่า ผู้ร่างไม่ต้องการให้มติของคณะกรรมการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการพ้นผิดในทุกกรณี โดยตั้งคำถามว่า “ถ้ายังตั้งใจให้ต้องรอมติคณะกรรมการ แล้วกรรมาธิการจะตัดข้อความนี้ออกไปทำไม?” พร้อมเสนอว่า หากบุคคลหรือคดีเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายอย่างชัดเจน ผลของกฎหมายก็ควรเกิดขึ้นได้โดยตรง ส่วนคณะกรรมการควรทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาหรือข้อโต้แย้งว่า บุคคลหรือการกระทำนั้นเข้าเงื่อนไขหรือไม่

“ถ้ากฎหมายให้สิทธิแล้ว คณะกรรมการควรมีไว้แก้ ‘ข้อสงสัย’ ไม่ใช่สร้าง ‘ด่านใหม่’ ให้ทุกคนต้องรอ” นายเชาว์ระบุ

นายเชาว์ยังเตือนว่า หากตีความว่าผู้มีสิทธิตามกฎหมายทุกคนต้องรอคณะกรรมการวินิจฉัยก่อน เท่ากับทำให้คณะกรรมการไม่ได้มีเพียงอำนาจชี้ขาดข้อสงสัย แต่กลายเป็นผู้ “อนุมัติสิทธิ” ให้บุคคลเป็นราย ๆ ไป ซึ่งจะทำให้อำนาจดุลพินิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และอาจกระทบต่อหลักความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย โดยยกตัวอย่างว่า หากบุคคลสองคนกระทำความผิดลักษณะเดียวกันและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเหมือนกัน แต่คนหนึ่งได้รับการยุติคดีหรือปล่อยตัวทันที เพราะผู้ใช้อำนาจเห็นว่ากฎหมายมีผลโดยตรง ขณะที่อีกคนยังต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกคุมขังต่อ เพราะถูกตีความว่าต้องรอคณะกรรมการ ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานในการใช้กฎหมาย

“กฎหมายฉบับเดียวกัน ความผิดแบบเดียวกัน แต่คนหนึ่งได้สิทธิวันนี้ อีกคนต้องรอ ปัญหาดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดจากเจตนาเลือกปฏิบัติโดยตรง แต่การให้อำนาจดุลพินิจที่กว้างเกินไป หรือการตีความกฎหมายแตกต่างกัน ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เสมอกัน โดยเฉพาะเมื่อผลของการตีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินคดีและอิสรภาพของบุคคล”

นายเชาว์เห็นว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว หากคดีเข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ. ผู้มีอำนาจในแต่ละขั้นตอนก็ควรสามารถดำเนินการตามผลของกฎหมายได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในทุกกรณี

“ถ้ากฎหมายมีผลตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม แต่สิทธิของแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ตีความ หรือคณะกรรมการจะวินิจฉัยอย่างไร ก็ต้องถามว่า เรากำลังใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกำลังเปิดช่องให้เกิดการใช้กฎหมายคนละมาตรฐาน?” นายเชาว์ระบุ

ธาริณี วิเคราะห์เป็นฉากๆ ทำไม พริษฐ์ แพ้น็อก นภินทร กลางรายการดัง

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:12 น.

ธาริณี วิเคราะห์เป็นฉากๆ ทำไม พริษฐ์ แพ้น็อก นภินทร กลางรายการดัง

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ดิฉันสรุปให้สั้น ๆ ว่า เหตุใด “ไอติม” จึงแพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีพูดเก่งกว่าหรือใช้อารมณ์เสียงดังกว่าค่ะ แต่เป็นเพราะตลอดการสนทนา ฝ่ายหนึ่งตอบด้วยข้อเท็จจริง พยานบุคคล และเอกสารอ้างอิง ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงคำว่า

“มีคนบอกมา”

“ผมตั้งข้อสังเกต”

“ผมไม่ได้กล่าวหา”

และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”

พูดง่าย ๆ คือ ตอนตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่พอถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่งค่ะ

เริ่มจากการกล่าวหารัฐมนตรีว่า “ไร้จิตสำนึก” เพราะไม่เข้าสภาไปตอบกระทู้ ทั้งที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีนัดหมายล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ต้องประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 5 จังหวัดร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 คน

เมื่อถูกถามกลับตรง ๆ ว่า การไปจัดการความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้ตนเป็นคนไร้จิตสำนึกอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดคือการยอมรับว่า คำพูดก่อนหน้านี้อาจรุนแรงเกินไป

แต่ไอติมไม่ขอโทษค่ะ

กลับยืนยันเพียงว่า รัฐมนตรีต้องมาสภาเพราะเป็นหน้าที่

ดิฉันจึงอยากถามว่า แล้วการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีหรือคะ? หรือในความเข้าใจของฝ่ายค้าน หน้าที่ของรัฐมนตรีมีเพียงการมานั่งเป็นฉากให้ตนเองอภิปรายและตัดคลิปลงโซเชียลเท่านั้น?

จากนั้นเข้าสู่ประเด็นพยาน A ซึ่งไอติมอ้างว่าไปขอให้รัฐมนตรีช่วยเหลือเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรีไม่ได้ปฏิเสธว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ามาพบ แต่ชี้แจงว่าเมื่อทราบว่ามาขอความช่วยเหลือเรื่องใด ก็ให้ออกจากห้องและไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่ามีข้าราชการระดับ C8 และ C9 อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงมีหนังสือราชการเกี่ยวกับการประชุมเรื่องไก่งวงรองรับที่มาของการนัดหมาย

นี่คือคำชี้แจงที่มีทั้งชื่อพยานแวดล้อมและเอกสารซึ่งสามารถตรวจสอบต่อได้

แล้วฝั่งไอติมมีอะไรคะ?

คำตอบคือ ไม่มีเอกสาร และอาศัยเพียงคำบอกเล่าของบุคคล A ก่อนนำมาตีความต่อว่า “จึงทำให้เชื่อได้ว่า…”

การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านค่ะ แต่การนำคำกล่าวหาของบุคคลหนึ่งมาขยายผล แล้วใช้ถ้อยคำชวนให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ได้เรียกว่า “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์”

มันคือการตั้งธงก่อนหาหลักฐานค่ะ

ประเด็นถัดมา ไอติมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ถูกกล่าวหา 9 คนจึงใช้คำชี้แจงคล้ายกัน และเหตุใดจึงใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน

คำถามคือ แล้วมันผิดกฎหมายข้อไหนคะ?

ผู้ถูกกล่าวหาจะจ้างทนายคนเดียวกัน จ้างเป็นกลุ่ม หรือแยกกันจ้าง เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของแต่ละคน การใช้ทีมกฎหมายเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้แปลว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความจริง

ถ้าจะโยงให้ถึงรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรมีหลักฐานแสดงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้จ่ายเงิน หรือใครเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่เพียงเห็นเอกสารคล้ายกันแล้วค่อยวาดเส้นประโยงไปหาคนที่ตนเองอยากกล่าวหา

ยิ่งคำถามเรื่องมีผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์หลายคน ยิ่งสะท้อนวิธีคิดแบบ “ขอให้สงสัยไว้ก่อน”

รัฐมนตรีตอบชัดว่า ในแต่ละวันมีคนเข้าออกกระทรวงประมาณ 4,000–5,000 คน แล้วรัฐมนตรีต้องทราบหรือคะว่าใครเข้ามาพบหน่วยงานใด มาทำธุระเรื่องอะไร และมีสถานะเป็นผู้สมัคร สว. หรือไม่?

เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงพยายามโยงทุกอย่างมาหาตน ไอติมกลับตอบว่า “ไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ”

นี่แหละค่ะ เทคนิคการเมืองแบบคุ้นตา

ตั้งข้อกล่าวหาบนเวทีใหญ่ ปล่อยให้สังคมเชื่อมโยงและพิพากษา แต่พอเจ้าตัวถามหาหลักฐาน ก็ถอยกลับมาบอกว่าไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น

กล่าวหาเอง จุดไฟเอง แล้วถอยไปยืนดูคนอื่นเผาแทน อย่างนี้สะดวกดีนะคะ

ช่วงที่น่าฟังที่สุดคือเมื่อรัฐมนตรีถามกลับว่า เหตุใดไอติมจึงเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งที่เรื่องนี้มีทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจง เหตุใดจึงไม่วางข้อมูลทั้งสองด้านให้ประชาชนพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม

คำตอบของไอติมคือ ตนไม่ได้เสนอข้อมูลข้างเดียว แต่เสนอ “เฉพาะข้อมูลที่ตนมี”

ดิฉันฟังแล้วแทบอยากถามกลับว่า หากข้อมูลที่มีเป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่มีเอกสารยืนยัน และยังไม่ฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาให้ครบ แล้วรีบนำออกมาชี้นำสังคม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลมีน้อยอย่างเดียวนะคะ

แต่อยู่ที่รู้น้อย แล้วยังรีบกล่าวหาแรงเกินหลักฐานด้วยค่ะ

ท้ายที่สุด รายการนี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมเห็นหลักฐานใหม่ที่มัดตัวรัฐมนตรี แต่กลับทำให้เห็นข้อจำกัดของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อสงสัย” มากกว่า “ข้อพิสูจน์”

ถามได้ค่ะ ตรวจสอบได้ และควรตรวจสอบอย่างถึงที่สุดด้วย แต่ถ้าจะกล่าวหาผู้อื่นว่าไร้จิตสำนึกหรือพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง ผู้พูดก็ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานหลักฐานของตนเองเช่นกัน

เพราะการเรียนมาดี พูดคล่อง และเรียบเรียงประโยคสวย ไม่ได้ทำให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นข้อเท็จจริงค่ะ

และคำว่า “ผมไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ” ก็ไม่ใช่ยางลบวิเศษที่จะลบผลกระทบจากคำกล่าวหาที่ปล่อยออกไปแล้วได้

ครั้งนี้ไอติมไม่ได้แพ้เพราะถูกใครปิดปาก แต่แพ้เพราะเมื่อเปิดพื้นที่ให้พูดจนเต็มที่แล้ว สิ่งที่นำมาแลกกับคำชี้แจง กลับมีเพียงคำบอกเล่า การคาดเดา และข้อสงสัยที่เจ้าตัวยังไม่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน

สรุปตรง ๆ นะคะ

ตั้งใจจะขึ้นเวทีไปชำแหละรัฐมนตรี แต่พอถูกถามกลับทีละข้อ กลับกลายเป็นชำแหละมาตรฐานการตรวจสอบของตัวเองให้คนทั้งประเทศดูเสียอย่างนั้น

ใครยังคิดว่าดิฉันสรุปแรงเกินไป ลองฟังบทสนทนาเต็มแล้วตัดสินด้วยตัวเองได้ค่ะ เพราะครั้งนี้ไม่ต้องมีใครทำคลิปตัดต่อเพื่อช่วยรัฐมนตรีเลย

คำตอบของไอติมแต่ละช่วง ทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ

รับชมรายการต้นทาง : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ⁠

ข้อกล่าวหาที่อภิปรายในสภาก่อนหน้า : ข่าวการตั้งกระทู้ของพริษฐ์⁠”

การเมืองธาริณีนภินทรพริษฐ์แนวหน้าออนไลน์ไอติม

วัส ติงสมิทร ชี้ ระบบเลือก สว. พังพินาศ  กฎหมายปล่อยฮั้วกันได้ เขี่ย ‘อดีตนายกฯ-ผู้พิพากษา’ตกรอบ แนะเลิกใช้ไปเลย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:56 น.

‘วัส ติงสมิทร’ชี้ ที่มาสว.วิปริต หลังกฎหมายปล่อยฮั้วกันได้ เขี่ย ‘อดีตนายกฯ-ผู้พิพากษา’ ตกรอบ แนะเลิกใช้ไปเลย ดักคอกกต.ไม่ส่งศาลฟันขบวนการฮั้วสว. มีปัญหาแน่

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรีศ นายวิชา มหาคุณ อดีตปรธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ร่วมเสวนา

โดยนายวัส กล่าวว่า เวลานี้องค์กรอิสระ โดยรัฐธรรมนูญ 2560 เลือกองค์กรอิสระแบบวิบัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการให้ความเห็นชอบของวุฒิสภา มีข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเริ่มวินิจฉัย ฮั๊วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในบ่ายวันนี้ (28 ส.ค.) และ กกต. 4 ใน 7 คน เป็นความเห็นชอบของ สว. ทั้งนี้ กกต. ควรส่งเรื่องฮั๊ว สว.ให้ศาลพิจารณา หาก กกต.ยกคำร้องเชื่อว่า จะมีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “เหตุอันควรสงสัย” ก็สามารถส่งศาลได้ และนี่ผ่านมา 3 เดือนแล้ว จะมาบอกว่าไม่มีเหตุอันควรสงสัยไม่ได้แล้ว

นายวัส กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่มาขององค์กรอิสระนั้นตนมองว่า ยังควรใช้การสรรหา แต่ในใบสมัครควรกำหนดว่า มีคุณสมบัติ และยืนยันคุณสมบัติของตัวเอง มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ การแสดงวิสัยทัศน์ต้องมีการถ่ายทอดสด เช่น กรณีการสรรหาประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น ส่วนการให้ความเห็นชอบนั้นให้ดำเนินการผ่านรัฐสภา หรือวุฒิสภา

นายวัส กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ใช้อยู่นี้ มองว่ามีปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มา ของ สว.ถือว่าวิปริตที่ให้เลือกกันเองและฮั้วกันได้ ซึ่งตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่การมองว่าระบบการเลือกแบบนี้ใช้ไม่ได้

ดังนั้นตนจึงเห็นว่าระบบการเลือกสว.แบบนี้ควรเปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้พิพากษา ยังตกรอบการคัดเลือก สว.มาไม่ถึงระดับประเทศ ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ระบบเลือกสว.แบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน

วัส ติงสมิตรอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาฮั้วสว.