แวดวงนักปกครอง : 23 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 23 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 23 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯ เปิดทำเนียบมอบนโยบาย ผู้ว่าฯ-ผบก.76 จังหวัด ขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) ขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ณ ตึกสันติไมตรี มอบนโยบาย “4 เสาหลักความมั่นคง” มหาดไทย ตำรวจ ยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ให้ปลอดจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมกำชับ จับมือทำงานเชิงรุก ป้องกัน ปราบปราม และช่วยเหลือ เพื่อสร้างความสงบสุข ปลอดภัย โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามประกาศห้ามการออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย 1 ปี (จนถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570) มาตรการนี้ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อตัดวงจรการเพิ่มขึ้นของปืนพกพาในที่สาธารณะอย่างตรงจุด หากฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท แล้วแต่กรณี

วาตภัยพังบ้าน แต่ไม่พังน้ำใจ! นายอำเภอค่ายบางระจันนำทีมซ่อมบ้านผู้สูงวัย มอบเงินช่วยเหลือ นายแสน สุรวิญญูวรนายอำเภอค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี นำกิ่งกาชาดอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ส่งมอบบ้านที่ได้รับการซ่อมแซมให้แก่ผู้สูงอายุในพื้นที่ หลังได้รับความเสียหายจากเหตุวาตภัย พร้อมมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภคและเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แสดงถึงความร่วมมือและน้ำใจของทุกภาคส่วนที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต

นายแสน สุรวิญญูวร

นายอำเภอค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี

นายประสงค์ จันทร์หยู

นายอำเภอท่าศาล จ.นครศรีธรรมราช

บุกจับ “พ่อค้ายานรก ยึดไอซ์–ปืนเถื่อน พบเงินหมุนเวียนกว่า 5 ล้านบาท” นายประสงค์ จันทร์หยู นายอำเภอท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชนำฝ่ายปกครองและสมาชิก อส. เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเชิงรุก “Quick Big Win” บุกจับพ่อค้ายานรก พร้อมของกลางไอซ์ ยาบ้า อาวุธปืนสั้นพร้อมกระสุน และโทรศัพท์มือถือ ตรวจสอบพบเงินสด สมุดบัญชีและยอดเงินหมุนเวียนสูงกว่า 5 ล้านบาท นำส่งดำเนินคดี ย้ำเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดเข้มข้น

“ชัยภูมิลุยแก้ปัญหากลิ่นฟาร์มหมู! ฝ่ายปกครองลงพื้นที่เร่งสั่งปรับปรุงภายใน 30 วัน“ ว่าที่ร้อยตรีเอกพล เรืองเพชร นายอำเภอหนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ มอบหมายปลัดอำเภอร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีกลิ่นเหม็นจากฟาร์มสุกรในพื้นที่ ต.โคกสะอาด หลังชาวบ้านร้องผ่านศูนย์ดำรงธรรม พบปัญหาการจัดการน้ำเสียไม่เป็นระบบและเลี้ยงสุกรหนาแน่น จึงกำหนดมาตรการเร่งด่วนทั้งลดจำนวนสุกร ปรับปรุงบ่อบำบัด และทำความสะอาดพื้นที่ภายใน 30 วันพร้อมให้เทศบาลติดตามผลต่อเนื่องทุก 7 วัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นาย..อำเภอน้อย

กกพ. เปิด 4 ทางเลือกค่าไฟใหม่ ใช้น้อยจ่ายถูกลง ใช้มากเตรียมจ่ายแพง

กกพ. เปิด 4 ทางเลือกค่าไฟใหม่ ใช้น้อยจ่ายถูกลง ใช้มากเตรียมจ่ายแพง

กกพ. เปิด 4 ทางเลือกค่าไฟใหม่ ใช้น้อยจ่ายถูกลง ใช้มากเตรียมจ่ายแพง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้

บรรเทาค่าครองชีพ: ช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าน้อย โดยกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
จูงใจให้ประหยัดพลังงาน: ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นตามขั้นบันได เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟอย่างรู้คุณค่า
ทุกคนได้สิทธิประโยชน์ร่วมกัน: ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน ไม่ว่าจะใช้ไฟมากหรือน้อย จะได้สิทธิคิดค่าไฟใน 200 หน่วยแรกในราคาที่ถูกลง (ไม่เกิน 3 บาท) เหมือนกันหมด ก่อนที่จะไปคิดในอัตราที่แพงขึ้นในหน่วยที่เกิน

รูปแบบทางเลือก กรณี และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า

ทาง กกพ. ได้แบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และได้เสนอทางเลือกในการคิดค่าไฟ 4 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นโดยมีรายละเอียดของแต่ละกลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน (มิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์)

  • ใช้ไฟ 0-25 หน่วย: อัตราค่าไฟเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทั้ง 4 กรณี
  • ใช้ไฟ 26-200 หน่วย: ปรับลดลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วยในทั้ง 4 กรณี (จากเดิมที่เคยจ่ายประมาณ 3.24 – 4.22 บาทต่อหน่วย)
  • ใช้ไฟ 201-400 หน่วย: กรณีที่ 1 และ 2 จ่ายราคาเดิม ส่วนกรณีที่ 3 และ 4 ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.49 – 0.54 บาทต่อหน่วย
  • ใช้ไฟ 401 หน่วยขึ้นไป: ค่าไฟจะถูกปรับแพงขึ้นในทั้ง 4 กรณี โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.54 – 1.03 บาทต่อหน่วย

กลุ่มที่ 2 ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน (มิเตอร์เกิน 5 แอมป์)

  • ใช้ไฟ 0-200 หน่วย: ปรับลดลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วยในทั้ง 4 กรณี
  • ใช้ไฟ 201-400 หน่วย: กรณีที่ 3 และ 4 ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.49 – 0.54 บาทต่อหน่วย
  • ใช้ไฟ 401 หน่วยขึ้นไป: ค่าไฟจะถูกปรับแพงขึ้นในทั้ง 4 กรณี โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.54 – 1.03 บาทต่อหน่วย

ข้อสังเกตสำคัญ: > หากใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป จะต้องรับภาระจ่ายค่าไฟแพงขึ้น โดยจะตกอยู่ที่ประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้มีข้อเสนอแนะว่า ทางเลือกกรณีที่ 4 น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด และได้เสนอต่อ กกพ. แล้ว

กำหนดการและขั้นตอนต่อไป

  • ช่วงรับฟังความคิดเห็น: ประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อทั้ง 4 ทางเลือกนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ของ กกพ. (www.erc.or.th)
  • การเริ่มบังคับใช้: หลังจากรวบรวมความคิดเห็นและผ่านการพิจารณาแล้ว คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในรอบบิลค่าไฟเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • การทบทวนในอนาคต: การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างค่าไฟรอบ 5 ปีพอดี (ของเดิมใช้ช่วงปี 2564-2568) และหากในอนาคตผู้ที่ใช้ไฟมากมีการลดการใช้ไฟฟ้าลง ทาง กกพ. ก็อาจจะมีการนำโครงสร้างนี้กลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง

นักวิชาการ มธ.ชง นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส คุย มาครง-ยูเนสโก-IEA

นักวิชาการ มธ.ชง นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส คุย มาครง-ยูเนสโก-IEA

นักวิชาการ มธ.ชง นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส คุย มาครง-ยูเนสโก-IEA

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอ”นายกฯ”ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส หารือ”มาครง-ผอ.ยูเนสโก”ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย เปลี่ยนประเทศสู่ Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์”ผอ.IEA”เปิดทางหาแหล่งน้ำมันใหม่ พร้อมชง 3 เรื่องถึง”ศุภจี” เดินหน้าดีลในวง”APEC MRT”หนุนไทยร่วมซัพพลายเชน

22 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค.2569 ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

“พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade : MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22 – 23 พ.ค.2569 ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ 2.การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก และ 3.การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

“การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกมองเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่มีความวุ่นวายในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

ฝ่ายค้าน จี้ ประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เปิดทางตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรวางตัวเป็นกลาง และไม่ขัดขวางการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา โดยเฉพาะการเสนอญัตติด่วนเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก. เงินกู้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้งบจากเงินกู้ไปแล้ว กว่า 170,000 ล้านบาท และกำลังจะเริ่มกู้เงินจริง โดยเงินช่วยเหลือจะเริ่มถึงมือประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ หรืออีกเพียง 8 วันข้างหน้า ทั้งที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงต่อรัฐสภาและสังคมอย่างเพียงพอว่า การกู้เงินดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรหลังมาตรการเยียวยาระยะเวลา 4 เดือนสิ้นสุดลง และเงินเยียวยาหมดลง     

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ารัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้สนับสนุนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ อาจเข้าข่ายใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์และขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการกู้เงินในสถานการณ์พิเศษ     

“ในเมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินการกู้เงินและใช้งบประมาณแล้ว เหตุใดการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงจะไม่ถือเป็นญัตติด่วน หากไม่ถูกบรรจุเป็นญัตติด่วน ก็ต้องรอคิวตามระเบียบวาระปกติซึ่งมีญัตติค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นไม่ทันต่อสถานการณ์” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ยังตั้งข้อสังเกตต่อเหตุผลของประธานสภาที่ระบุว่า ควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยตนเห็นว่า ในเมื่อรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ไม่ควรชะลอการทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน

“ฝ่ายค้านต้องต่อสู้กับความพยายามของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่แล้ว แต่กลับต้องถูกประธานสภาขัดขวางด้วยการไม่รับรองความเป็นญัตติด่วนอีก กลไกตรวจสอบของสภากำลังถูกจำกัดตัดตอน และนี่คือการเปิดช่องให้รัฐบาลหนีการตรวจสอบจากสภา” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

เลขาฯ ป.ป.ช.ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจ สั่งไล่บี้จนสุดสาย

เลขาฯ ป.ป.ช.ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจ สั่งไล่บี้จนสุดสาย

เลขาฯ ป.ป.ช.ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจ สั่งไล่บี้จนสุดสาย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

เลขาฯ ป.ป.ช. ลุยสระบุรี ประชุมติดตามคดีฮุบ ส.ป.ก.ไร่ภูนับดาว-วัดป่าชนะใจสร้างอาคารรุกพื้นที่ป่า เจาะบาดาลโดยมิชอบ จ่อชง ครม. ขอเวนคืนที่ดิน ลั่น ใครผิดต้องดำเนินการ ไล่บี้จนสุดสาย

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสระบุรี นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุมติดตามการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ และกรณีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ป่าไม้ ในเขตพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรี และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เป็นต้น

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีที่จังหวัดสระบุรีเป็นประเด็นสำคัญ เพราะปรากฏเป็นข่าว จึงมาติดตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อดูว่ามีการขับเคลื่อนไปถึงไหน และจะทำอย่างไรให้พื้นที่ ส.ป.ก. กลับมาเป็นของประชาชนที่มีคุณสมบัติเป็นเกษตกร เพื่อทำประโยชน์ได้จริง และจะต้องมีการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการป้องกันการบุกรุกป่า เพื่อลดข้อร้องเรียนการทุจริต

ด้านว่าที่ร้อยตรีคทาวุธ คลังนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในส่วนกรณีภูนับดาวที่เป็นกระแสพูดถึงจำนวนมาก ป.ป.ช.สระบุรี ได้ดำเนินการกับผู้ออกเอกสารที่ดิน ส.ป.ก.ให้กับผู้ที่ไม่ใช่เกษตกรแล้ว ส่วนกรณีที่วัดป่าชนะใจ ที่มีการบุกรุกที่ป่านับพันไร่ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการ 2 ส่วน คือเฝ้าระวังและขับเคลื่อนหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดการร้องเรียนและโอกาสที่จะเกิดช่องว่างการทุจริต

จากนั้น ตัวแทนสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระบุรี กล่าวเสริมในรายละเอียดว่า ในส่วนกรณีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.โดยมิชอบที่ไร่ภูนับดาว เนื่องจากผู้ที่ได้รับไม่ได้เป็นเกษตรกร รวมถึงการออกโฉนด ส.ป.ก.ทับที่ป่าไม้ ป.ป.ช.สระบุรีได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท.เขต 1 สำนักงาน ส.ป.ก. และตํารวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบไร่ภูนับดาว และอยู่ระหว่างการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช.

ในส่วนการเฝ้าระวัง ป.ป.ช.สระบุรีได้จัดกิจกรรมเสวนารับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก เพื่อนํามาจัดทำมาตราการป้องกันการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.โดยมิชอบ

ส่วนกรณีการออกโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ทับที่ป่าไม้ บริเวณวัดป่าชนะใจ ป.ป.ช.สระบุรีได้ร่วมมือกับ ป.ป.ท.เขต 1 กรมป่าไม้ และตำรวจ สำนักพุทธฯ และ ส.ป.ก.จังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวสอบข้อเท็จจริงที่วัดป่าชนะใจ และได้มีการติดตามเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกัลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการดำเนินการตามหน้าที่ เช่นทาง ส.ป.ก.สระบุรี ได้มีการแจ้งความกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว

ขณะที่หน่วยงานรัฐพื้นที่เกี่ยวข้องกลับกรณีการบุกรุกที่ดินและการออก ส.ป.ก.โดยไม่ชอบได้ชี้แจงความคืบหน้า การบังคับใช้กฎหมาย  เช่นมีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 โดยไม่ชอบให้กับไร่ภูนับดาว โดยผู้ได้รับเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีการออก ส.ป.ก. 4-01 ทับพื้นที่สวนป่า  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ส่วนกรณีวัดป่าชนะใจ ได้มีการแจ้งความกระทำความผิดต่อผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว 

ด้านผู้แทนของกรมป่าไม้  ระบุว่าในพื้นที่ของวัดป่าชนะใจ เดิมเคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่ปี 2507 แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการเพิกถอนแพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  และออกประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน  แต่ที่กรมป่าไม้ต้องเข้าไปดูแลเนื่องจาก ส.ป.ก.ยังไม่มีแผนการดำเนินการหรือยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ 4-01  ซึ่งกรมป่าไม้ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรวังม่วง ต่อเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม ขณะนี้คดีอยู่ในการดูแลของสำนักงานสอบสวนกลาง กองกำกับการ 2 โดยอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานสอบสวน ขณะที่การจะนำพื้นที่ดังกล่าวคืนนั้นจะต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงมติคณะรัฐมนตรีปี 2502  

ด้านตัวแทนหน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี  ชี้แจงว่าวัดป่าชนะใจ เจาะบ่อน้ำบาดาล 3 บ่อ โดยได้มีการไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแลัว อยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ปรากฏผู้ครอบครอง  ส่วนอีก 2 บ่อ  พบว่ามี 2 คนมีรายชื่อครอบครองใน ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไปกรณีการเจาะหัวน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้ง 3 บ่อทำการเจาะน้ำบาดาลลึกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 15 เมตร

ทั้งนี้พื้นที่วัดป่าชนะใจ จำนวน 13 ไร่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยอมรับรู้ว่ามีการก่อสร้างและอยู่ระหว่างการขออนุญาต ซึ่งผู้ครอบครองสิทธิ์ไม่มาขอโดยตรง จึงมีการออกคำสั่งห้ามใช้พื้นที่ ส่วนแปลงข้างเคียงอีก 3 แปลงนั้น ได้ติดประกาศให้ผู้ครอบครองเดิมต้องรายงานกับท้องถิ่นหากไม่ดำเนินการก็จะติดประกาศห้ามใช้พื้นที่เช่นกัน และจะดำเนินการสั่งให้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่อไป 

ตัวแทนฝ่ายปกครอง นายอำเภอมวกเหล็ก ระบุว่าได้มีการประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายโดยตรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งป่าไม้และส.ป.ก.รวมถึงหน่วยงานกำกับดูและ อปท. กรณีการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร  ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากเจ้าของสิทธิ์เดิมมีการสละสิทธิ์ และวัดอยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่ ปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วก็จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารต่อไป ขณะที่ ปปท. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการปัญหาวัดป่าชนะใจ วัดป่ารักษาใจ หมู่บ้านอารยะหรือผาชนะใจ เฝ้าระวังไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม และดำเนินการกับอาคารที่มีการก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาต และขอให้แจ้งความคืบหน้าไปยังป.ป.ช.และปปท.ให้รับทราบเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นปัญหาที่มีความกังวลใจ กรณีมาตรา 157 รู้ว่าผิดแต่ไม่ดำเนินการ

ขณะที่  ป.ป.ช.จังหวัดสนะบุรี ได้สรุปว่าในพื้นที่ อำเภอมวกเหล็กและอำเภอวังม่วงมีพื้นที่ ส.ป.ก. 20,000 ไร่ ไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาปฏิรูป จำเป็นต้องมีการแยกออกเป็น 2 ส่วนคือพื้นที่ที่เหมาะสมทำเการกษตร และพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเช่นพื้นที่บนเขา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเพิกถอนก็จะต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีในการเวนคืนที่ดินและพัฒนาเป็นพื้นที่ป่าชุมชน ส่วนพื้นที่ภูนับดาวนั้น มีปัญหาแต่เรื่องของใบจอง code 0-3 จำนวนหมื่นกว่าไร่ที่สามารถแปลงเป็นส.ป.ก. 4-01 ซึ่งคนที่มีโค้ด 0 ถึง 3 ไม่ระบุจำนวนการครอบครอง ถือไว้ขาย

ด้าน เลขา ป.ป.ช.ได้แสดงความเป็นห่วงและให้ข้อเสนอแนะ กรณีการที่จะให้สิทธิ์เกษตรกรเข้าไปทำกินในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในเขต ส.ป.ก. ที่รับโอนมาจากป่าไม้  ควรจะมีนโยบายจำกัดการถือครองหรือทำประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องถือครอง 50 ไร่ทั้งหมด และการทำประโยชน์จะต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้มีการแปรสภาพพื้นที่ทำประโยชน์ไปเป็นของเอกชนในการลงทุนด้านอื่นๆ ย้ำว่าในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่ายนั้น จำเป็นต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ดินและป่าไม้ เพื่อจำกัดการใช้ประโยชน์โดยไม่จำเป็น และบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ หากใครทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยขอให้หน่วยงานตรวจสอบกำกับติดตามความคืบหน้าของคดี และขอให้ตามต่อจนสุดสายว่ามีการฟ้องร้อง และความคืบหน้าของคดี พร้อมเห็นว่ากรณีการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ได้มีการเชิญหน่วยงานไปพูดคุยที่สำนักงาน ป.ป.ช.ส่วนกลาง วันนี้จึงลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางลงท้องที่  ซึ่งการใช้มาตรการป้องกันการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติโดยลดข้อร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐถือว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเห็นความตั้งใจจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนมาตรการในเชิงบริหารและเชิงปกครองนั้นก็จะต้องพิจารณาอีกครั้ง อาจจะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขอให้มีการเคาะว่าจะต้องมีการเวนคืนพื้นที่หรือไม่

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

กกต.การันตี! บัตรเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ปลอดภัย-ลงคะแนนลับ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.28 น.

กกต.แจงมาตรการรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯ กทม.-สก.” และ”นายกเมืองพัทยา-สมาชิกเมืองพัทยา” ยืนยันหลักการลงคะแนนโดยลับ ประทับตราบนบัตรป้องกันนำไปใช้เลือกตั้งท้องถิ่นอื่น

22 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่าการเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์ ควบคุมการพิมพ์ และกำหนดวิธีการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และมาตรา 77 บัญญัติให้หีบบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้ง ให้มีลักษณะตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

ทั้งนี้ ข้อ 134 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้กำกับ ควบคุมการจัดพิมพ์ และการจัดส่งบัตรเลือกตั้ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้ง โดยให้โรงพิมพ์ที่ กกต.มอบหมายเป็นผู้จัดพิมพ์ให้มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ประกอบกับข้อ 133 กำหนดให้ก่อนนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งใด เมื่อใด ให้มีการประทับตราหรือเครื่องหมายตามแบบที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำหนด

โดยมาตรการป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าว เป็นมาตรการด้านการควบคุมการจัดพิมพ์และรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีความแตกต่างในการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติแต่ละครั้ง นอกจากนี้ บัตรเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนนำไปใช้ในการเลือกตั้งจะมีการประทับตราบนบัตรเลือกตั้งบริเวณรอยปรุ เพื่อป้องกันการนำบัตรเลือกตั้งไปใช้ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ไม่สามารถตรวจสอบหรือเชื่อมโยงไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้และไม่กระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามที่กฎหมายกำหนด

– 006

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

กสม.ตรวจสอบ 'ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง' จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

กสม.ตรวจสอบ ‘ป่าสงวนฯ ป่าหมาก-ป่าพัง’ จ.สุราษฎร์ธานี ยังไม่พบการละเมิดสิทธิ์ แนะ 2 หน่วยงานร่วมกับประชาชนกำหนดแนวเขตและการใช้ประโยชน์พื้นที่ยังไม่ได้จัดสรร 6,500 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร้องเรียนกรมป่าไม้ว่าไม่จัดสรรที่ดิน ‘ป่าสงวนแห่งชาติป่าบ้านหมากและป่าปากพัง’ เนื้อที่ 13,000 ไร่ ให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเข้าใช้ประโยชน์ หลังจากที่กสม.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าปัจจุบันที่ดินดังกล่าวถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยที่ดินส่วนแรกประมาณ 6,300 ไร่ อยู่ระหว่างการจัดสรรที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด หรือ คทช. ซึ่งมีการจัดสรรไปแล้ว 868 ราย และส่วนที่ 2อยู่ระหว่างรอจัดสรรเพิ่มเติมอีก 200 ราย เป็นที่ดินที่ยังมิได้จัดสรร 6,500 ไร่ กรมป่าไม้อนุญาตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าเก็บหาผลปาล์มน้ำมันเป็นการชั่วคราว ในลักษณะการเช่าสัญญารายปี

นางสาวศยามล กล่าวอีกว่า กสม.พิจารณาเห็นว่า การดำเนินการของกรมป่าไม้เป็นการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงมีข้อเสนอแนะต่อกรมป่าไม้ และ คทช.สุราษฎร์ธานี ให้ร่วมกันกำหนดแนวเขตพื้นที่ส่วนกลาง ในพื้นที่หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 8 ให้ชัดเจน โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากป่า พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบและแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ยังมิได้จัดสรรจำนวน 6,500 ไร่ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

จี้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เน้นสร้างความเป็นธรรมให้คนตัวเล็ก กันไม่ให้เอื้อกลุ่มทุน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

2 ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง ชงปฏิรูปกฎหมายผังเมือง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนตัวเล็กและป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว “รศ.ดร.พนิต”ย้ำการวางผังเมืองที่ยั่งยืน ต้องยึดหลักการสร้างสมดุลเพื่อการพัฒนาใน 3 มิติ ด้าน“ก้องศักดิ์”เน้นสิทธิผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

22 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานเสวนา “Reimagining Urban Green: ผังเมืองใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้ผังเมืองเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานครอย่างรอบด้าน

โดยการเสวนาในครั้งนี้ มี 2 ท่านวิทยากร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางผังเมือง ได้แก่ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยสภาองค์กรของผู้บริโภค มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้ลงสมัครว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สก.ของพรรค โดยมี ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ เป็น Moderator

ทั้งนี้ รศ.ดร.พนิต ได้นำเสนอแนวคิดในระดับมหภาคว่า การวางผังเมืองที่ยั่งยืนจะต้องยึดหลักการสร้างสมดุลแห่งการพัฒนาใน 3 มิติ (The Balance of 3E) ได้แก่ เศรษฐกิจ (Economy) สิ่งแวดล้อม (Environment) และความเท่าเทียม (Equity)

นอกจากนี้ รศ.ดร.พนิต ยังชี้ให้เห็นว่าวิกฤตหลายอย่างในเมือง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นผลสะท้อนมาจากความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของผังเมือง มากกว่าที่จะเป็นเพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล (Human Error) การแก้ไขปัญหาจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การจัดการโครงสร้างเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน ด้านนายก้องศักดิ์ ได้สะท้อนมุมมองที่เน้นสิทธิผู้บริโภคและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งยังมีข้อบกพร่องสำคัญ 3 ประการ คือ มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเพียงร้อยละ 0.4 ใช้ฐานข้อมูลที่ไม่อัปเดตตั้งแต่ปี 2562 และมีแผนการขยายถนนรวมถึงผังน้ำหลายร้อยสาย ที่เสี่ยงต่อการเวนคืนที่ดินกระทบสิทธิของประชาชนวงกว้าง

ในช่วงท้ายทั้งของเวทีเสวนาได้ร่วมกันตั้งคำถามเพื่อหา “กระดุมเม็ดแรก” ในการแก้ปัญหาเมือง การปรับปรุงมาตรการ FAR Bonus ที่ต้องสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายผังเมืองเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนตัวเล็กตัวน้อย และป้องกันไม่ให้การพัฒนาเมืองเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว

– 006

สภาฯ แจงตรวจปัสสาวะตำรวจสภาฯ ไม่พบฉี่ม่วง แต่เจอ สารมอร์ฟีน ในร่างกาย 2 คน อยู่ระว่างหาสาเหตุ

สภาฯ แจงตรวจปัสสาวะตำรวจสภาฯ ไม่พบฉี่ม่วง แต่เจอ สารมอร์ฟีน ในร่างกาย 2 คน อยู่ระว่างหาสาเหตุ

สภาฯ แจงตรวจปัสสาวะตำรวจสภาฯ ไม่พบฉี่ม่วง แต่เจอ สารมอร์ฟีน ในร่างกาย 2 คน อยู่ระว่างหาสาเหตุ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

สภาฯ แจงตรวจปัสสาวะตำรวจสภาฯ ไม่พบฉี่ม่วงโยง ยาบ้า แต่เจอ สารมอร์ฟีน ในร่างกาย  2 คน 1 คนมี ใบรับรองแพทย์ มายัน ขณะที่อีกคนอ้าง กินยารักษาโรค หลายขนาน เผยอยู่ระว่างหาสาเหตุ ยังให้ปฏิบัติงานตามปกติ จนกว่าจะทราบผล

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีมีรายงานผลตรวจหาสารเสพติด กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา สำนักรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานยานพาหนะ ตามนโยบายของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยพบผลปัสสาวะเป็นสีม่วง 1 คนว่า ข้อเท็จจริงจากการตรวจสารเสพเสพติด โดยเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) พบว่าผลตรวจไม่ได้มีปัสสาวะม่วงที่เป็นการบ่งบอกถึงยาเสพติดให้โทษประเภทยาบ้า ตามที่มีการเข้าใจผิด แต่ทาง ป.ป.ส. ยืนยันว่าเป็นการตรวจพบสารมอร์ฟีน (Morphine) ในร่างกาย 2 คน โดย 1 คน มีใบรับรองแพทย์การใช้ยาระงับปวด ประเภทมอร์ฟีน ชัดเจน ส่วนอีก 1 คนไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่มีโรคประจำตัวที่กินยารักษาหลายขนาน 

“เบื้องต้นได้ส่งยาที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวทานประจำให้ ทาง ป.ป.ส. ตรวจแล้ว ขณะเดียวกันได้ประสานสำนักการแพทย์ สภาฯ เพื่อวางแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และจะต้องส่งตรวจสอบเชิงลึกหรือไม่” นายเจษ กล่าว

ผอ.สำนักรักษาความปลอดภัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังคงให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวปฏิบัติงานตามปกติ เพราะได้สอบสวนเบื้องต้นแล้ว และยังไม่มีการส่งบำบัดจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ขอย้ำว่ากรณีนี้ไม่ใช่ฉี่ม่วง แต่ทาง ป.ป.ส. ยืนยันว่า เป็นสารมอร์ฟีนเท่านั้น ซึ่งต้องหาที่มาที่ไปให้ชัดเจน ว่าเกิดจากอะไร

ผบ.ทร.ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์ จับตากัมพูชาขยับกำลังชายแดนตราด

ผบ.ทร.ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์ จับตากัมพูชาขยับกำลังชายแดนตราด

ผบ.ทร.ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์ จับตากัมพูชาขยับกำลังชายแดนตราด

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

ผบ.ทร.ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์ จับตากัมพูชาขยับกำลังชายแดนตราด ซ้อมอพยพ-ช่วยประชาชนรับทุกมิติ

22 พฤษภาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายกำลังบริเวณชายแดน จ.ตราด ว่า กองทัพเรือมีการเตรียมกำลังและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทะเล ซึ่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยันดูแลพื้นที่แนวชายแดนเข้ม ทั้งการรักษาแนวและตรวจการณ์ในพื้นที่วางกำลัง พร้อมเตรียมรับทุกสถานการณ์ ทั้งการฝึกใช้อาวุธ การช่วยเหลือและอพยพประชาชน

“ผมชื่นชมและขอส่งกำลังใจถึงประชาชนในพื้นที่จันทบุรี และตราด ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี เห็นได้จากการเข้าร่วมการฝึกต่างๆ อย่างพร้อมเพรียง ถือเป็นส่วนสำคัญในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ฝึกให้ทราบว่าตัวเองจะต้องทำอะไร” ผบ.ทร.กล่าว

ส่วนกำลังพลทหารเรือ นั้น ผู้บัญชาการทหารเรือ ย้ำว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นให้ความห่วงใยกำลังพลอย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่พบปะพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจด้วยตนเองทุกครั้ง

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ พร้อมด้วย พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝึกกองทัพเรือ 2569 ได้ร่วมชมการฝึกอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤติ และการฝึกบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้การฝึกกองทัพเรือ 2569 (รหัส ทร.69) ที่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อทดสอบความพร้อมด้านกำลังพล ระบบบัญชาการ และการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยพิบัติในพื้นที่ชายแดนต่อไป