ทูตญี่ปุ่น พบ บิ๊กดุลย์ หารือความมั่นคง/ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทูตญี่ปุ่น พบ บิ๊กดุลย์ หารือความมั่นคง/ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทูตญี่ปุ่น พบ บิ๊กดุลย์ หารือความมั่นคง/ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

“ทูตญี่ปุ่น”พบ”บิ๊กดุลย์” หารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน

22 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหม ศาลาว่าการกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ นาย Otaka Masato (โอตากะ มาซาโตะ) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

ทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร

ในการนี้ ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการสนับสนุนผ่านโครงการความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแบบให้เปล่า (Official Security Assistance : OSA) พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ไทยและญี่ปุ่นจะร่วมกันเป็นประธานคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus : ADMM-Plus) ในวงรอบถัดไป ระหว่างปี 2570 – 2573

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนแนวทางความร่วมมือในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่เสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป

– 006

ทบ.ยันมีแผนรับมือ ปม กัมพูชา นำนักโทษปฏิบัติหน้าที่ชายแดน

ทบ.ยันมีแผนรับมือ ปม กัมพูชา นำนักโทษปฏิบัติหน้าที่ชายแดน

ทบ.ยันมีแผนรับมือ ปม กัมพูชา นำนักโทษปฏิบัติหน้าที่ชายแดน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

ทบ.ยันมีแผนรับมือ กัมพูชานำนักโทษปฏิบัติหน้าที่ชายแดน ขอประชาชนอย่ากังวล

22 พฤษภาคม 2569 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีกัมพูชา นำนักโทษมาปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในปัจจุบัน กองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบก ยังไม่ได้รับรายงานการเข้ามาปฏิบัติงานของกลุ่มนักโทษดังกล่าว ในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด มีเพียงข้อมูลการนำเสนอข่าวภายในประเทศกัมพูชาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายนักโทษระหว่างเรือนจำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวภายในเขตแดนของกัมพูชา ทั้งนี้ กองทัพบกโดยหน่วยในพื้นที่ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองกำลังป้องกันชายแดนมีมาตรการและแผนเผชิญเหตุรองรับสถานการณ์​ตามขั้นตอนอยู่แล้ว

เปิดแฟ้ม 8 คดี ‘ความเชื่อ’ บทสรุปของคนที่หากินกับ ‘ศรัทธา’ ท้ายที่สุดจบลงอย่างไร?

เปิดแฟ้ม 8 คดี 'ความเชื่อ' บทสรุปของคนที่หากินกับ 'ศรัทธา' ท้ายที่สุดจบลงอย่างไร?

เปิดแฟ้ม 8 คดี ‘ความเชื่อ’ บทสรุปของคนที่หากินกับ ‘ศรัทธา’ ท้ายที่สุดจบลงอย่างไร?

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

เมื่อไม่นานมานี้ สังคมไทยได้เกิดข้อถกเถียงและตั้งคำถามตัวโตๆ ขึ้นอีกครั้ง จากกรณีข่าวการจับกุมผู้ที่อ้างตัวเป็น “อาจารย์แก้กรรม” ชื่อดัง ซึ่งตกเป็นประเด็นอื้อฉาวและถูกกล่าวหาว่าอาศัยความเชื่อของประชาชนเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ ภาพล่าสุดที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อคือผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงินประกันศาลจำนวน 150,000 บาท ภาพการเดินออกจากศาลเพื่อไปต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างข้อคำถามให้กับหลายฝ่ายว่า ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปทางกฎหมายสำหรับข้อพิพาทที่มีความทับซ้อนกับเสื้อคลุมของ “ความเชื่อ” ลักษณะนี้ จะมีบรรทัดฐานออกมาอย่างไร

วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ จะขอพาท่านผู้อ่านย้อนรอย 8 แฟ้มคดีดังระดับตำนาน ที่เคยสั่นคลอนศรัทธาของสังคมไทยจนพังทลาย เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนว่า แท้จริงแล้วอาชญากรรมในคราบนักบุญไม่เคยเลือนหายไปไหน เพียงแต่ผลัดเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ให้แนบเนียนไปกับยุคสมัยเท่านั้นเอง”

1. พระยันตระ อมโร วิกฤตศรัทธาแห่งยุค 90

ในช่วงปี พ.ศ. 2537 สะเทือนวงการพุทธศาสนาและสังคมไทยเพราะ “พระยันตระ อมโร” หรือ
นายวินัย ละอองสุวรรณ ที่ทำให้ความศรัทธานั้นพังทลายลง โดยอดีตภิกษุรูปงามผู้มีน้ำเสียงนุ่มนวลและวาทศิลป์ในการเทศนาที่จับใจ มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นหลามทั่วประเทศ ถึงขั้นที่มีคำกล่าวขานว่าผู้คนแย่งกันเพื่อขอ “ดื่มน้ำล้างเท้า” ของท่านเพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่เมื่อมีสีกาออกมาเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่การขุดคุ้ยเรื่องราวการล่วงละเมิดทางเพศจนถึงขั้นมีบุตรด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารและบัตรเครดิต ซึ่งขัดต่อสมณสารูปอย่างร้ายแรง มติมหาเถรสมาคมในเวลานั้นจึงสั่งให้ท่านสละสมณเพศ ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธที่จะเปล่งวาจาสึก และเลือกที่จะหันไปสวมจีวรสีเขียวแทน

ก่อนที่ท้ายที่สุดจะตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศไปใช้ชีวิตเป็นฆราวาสที่สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งคดีความหมดอายุความลง (20 ปี) ในปี 2557 และได้มีรายงานการเสียชีวิตที่รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2568 ในวัย 73 ปี ปิดตำนานอดีตพระเกจิผู้เคยมีคนศรัทธามากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

2. พระภาวนาพุทโธ รอยด่างพร้อยและน้ำตาของผู้บริสุทธิ์

ถัดมาในปี พ.ศ. 2538 กับคดีของ “พระภาวนาพุทโธ” หรือ นายจำลอง คนซื่อ อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังระดับประเทศที่มีผู้คนให้ความเคารพกราบไหว้ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการฉวยโอกาสจากผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมอย่างชัดเจนที่สุด

อดีตพระภาวนาพุทโธได้อาศัยความศรัทธาของชาวบ้าน และใช้ข้ออ้างอันเป็นกุศลเรื่องการ “ทำบุญบวชเรียน” เป็นฉากหน้า ล่อลวงเด็กหญิงชาวเขาที่เดินทางมาพักอาศัยเพื่อศึกษาเล่าเรียนที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ไปกระทำการล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี กระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาลดำเนินไปอย่างยาวนาน ท่ามกลางความเจ็บปวดของเหยื่อ

จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในปี 2547 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 50 ปีเต็ม คดีนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผ้าเหลืองและสถานะทางศาสนา ไม่อาจปกปิดหรือเป็นเกราะกำบังให้กับอาชญากรรมที่กระทำต่อเด็กและสตรีได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยได้รับการลดหย่อนโทษตามวาระโอกาสต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และได้รับการปล่อยตัวไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจากรายการ เรื่องลับมาก 

3. อดีตเณรแอ จอมขมังเวทกับมนต์ดำลวงโลก

กระโดดมาในปี พ.ศ. 2548 สังคมได้รู้จักกับชื่อของ “เณรแอ” หรือ นายหาญ รักษาจิตร์ ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า เป็นจอมขมังเวทที่สามารถทำเสน่ห์ยาแฝด ปลุกเสกกุมารทอง และเชี่ยวชาญด้านคุณไสย

รูปแบบการหลอกลวงของอดีตเณรแอ คือการเล่นกับ “ความกลัว” และ “ความปรารถนา” ของมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องของความรักและความสัมพันธ์ เขาใช้ข้ออ้างเรื่องการ “ทำพิธีแก้กรรม” และ “การถอนคุณไสย” มาเป็นอุบายในการหลอกลวงหญิงสาวที่กำลังมีความทุกข์หรือมีปัญหาครอบครัว ให้มาร่วมประเวณีโดยอ้างว่าเป็นการแก้เคล็ด รวมถึงหลอกลวงเอาทรัพย์สินและเงินทองจากผู้เสียหายไปเป็นจำนวนมาก

ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกรวมเป็นเวลาถึง 100 ปี (แต่ตามประมวลกฎหมายอาญารับโทษสูงสุด 20 ปี) ต่อมาเขาได้รับพระราชทานอภัยโทษและถูกปล่อยตัวในปี 2558 แม้จะเคยผ่านการรับโทษมาแล้ว แต่ชื่อของเขาก็ยังคงวนเวียนและมีพื้นที่อยู่ในวงการสายมูเตลูและสื่อสังคมออนไลน์ตราบจนถึงปัจจุบัน

4. อดีตเณรคำ พุทธพาณิชย์และการหลบหนีข้ามทวีป

ในปี พ.ศ. 2556 เกิดคดีที่เรียกได้ว่าเป็นที่ซับซ้อนที่สุดคดีหนึ่ง นั่นคือกรณีของ “อดีตเณรคำ” หรือ
นายวิรพล สุขผล อดีตประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “พุทธพาณิชย์” ที่นำเอาความเชื่อมาแปลงเป็นเม็ดเงินมหาศาล

อดีตเณรคำสร้างเรื่องราวอ้างนิมิตว่าตนเองได้พบและสนทนากับพระอินทร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนโดยอ้างว่าจะนำไปสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เงินบริจาคเหล่านั้นกลับถูกนำไปใช้ปรนเปรอชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่าผิดวิสัยของสมณะ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว การใช้กระเป๋าแบรนด์เนม หรือการครอบครองรถหรูหลายคัน

เมื่อข่าวฉาวถูกตีแผ่ เขาได้ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้ทางการไทยต้องใช้ความพยายามและเวลาหลายปีในการประสานงานเพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จนสำเร็จในปี 2560 นำไปสู่การดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และพรากผู้เยาว์ ศาลพิพากษาจำคุกรวม 114 ปี (รับโทษจริงสูงสุด 20 ปีตามกฎหมาย) พร้อมสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 43 ล้านบาท ปัจจุบันเขายังคงชดใช้กรรมอยู่ในเรือนจำ

5. ลัทธิพระบิดา ศรัทธาที่ท้าทายสุขอนามัย

ในเดือนพฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังบุกตรวจสอบสำนักแห่งหนึ่งในอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ นำไปสู่การจับกุม นายทวี หนันลา ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำความเชื่อและอ้างตนเป็น “พระบิดา” ของทุกศาสนา

คดีนี้สร้างความตกตะลึงให้กับสังคม เมื่อมีรายงานจากเจ้าหน้าที่พบว่ามีการให้สาวกรับประทานสิ่งปฏิกูลของตนเอง ทั้งปัสสาวะ เสมหะ อุจจาระ และขี้ไคล โดยอ้างว่าเป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค สภาพความเป็นอยู่ภายในสำนักเต็มไปด้วยความสกปรก และพบศพมนุษย์ที่ถูกเก็บไว้รอการประกอบพิธีกรรมถึง 11 ศพ

แม้ว่าสำนักเดิมจะถูกเจ้าหน้าที่กวาดล้างและรื้อถอน แต่ภายหลังศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วยวงเงิน 50,000 บาท ทำให้ปัจจุบันผู้นำกลุ่มพร้อมด้วยสาวกผู้ศรัทธาส่วนหนึ่ง ได้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคลบริเวณรอยต่อจังหวัดเลยและขอนแก่น เพื่อรอผลการพิจารณาคดีและพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลต่อไป

6. กลุ่มความเชื่อเชื่อมจิต ข้อพิพาทความเชื่อในยุคสังคมออนไลน์

คดีสุดท้ายคือภาพสะท้อนของการปรับตัวของประเด็นความเชื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัล กรณีกลุ่มความเชื่อเรื่อง “เชื่อมจิต” ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางตลอดช่วงปี 2566 ถึง 2567

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กลุ่มผู้ปกครองอ้างว่าบุตรชายวัย 8 ขวบของตน เป็นร่างอวตารขององค์เทพ มีความสามารถพิเศษในการสอนธรรมะด้วยวิธีการ “เชื่อมจิต” ส่งผลให้เกิดการจัดกิจกรรม คอร์สอบรม และถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมถึงเรื่องการระดมทุน เมื่อสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ได้เกิดข้อพิพาทและการฟ้องร้องดำเนินคดีกันไปมาหลายศาล

ท้ายที่สุด ศาลเยาวชนและครอบครัวได้มีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และสั่งห้ามผู้ปกครองนำเด็กมาทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอีก ในขณะที่ผู้ปกครองและทีมทนายความถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งคดีความทั้งหมดยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล โดยตามกฎหมายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

7. คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง (ทิดแย้ม) จากเงินทำบุญมหาศาลสู่เครือข่ายเว็บพนัน

ช่วงพฤษภาคม 2568 อีกหนึ่งคดีที่เพิ่งมีบทสรุปและสร้างความสะเทือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างรุนแรง คือกรณีของ “ทิดแย้ม” หรือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม วัดดังระดับประเทศที่มีผู้ศรัทธาหลั่งไหลไปทำบุญอย่างมหาศาลในแต่ละปี

เหตุการณ์นี้แดงขึ้นเมื่อมีการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยพบว่าอดีตเจ้าอาวาสได้สั่งการให้โอนเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัว ก่อนจะมีการโอนย้ายถ่ายเทไปยังบุคคลใกล้ชิด ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลพบว่าเส้นทางการเงินเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์รายใหญ่ การกระทำดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมและทำให้อดีตเจ้าอาวาสต้องสึกจากการเป็นพระเพื่อมาต่อสู้คดีในข้อหายักยอกทรัพย์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกทิดแย้มเป็นเวลาถึง 50 ปี ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกเงินวัดซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดและบุคคลที่รับโอนเงิน ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 8 ปี

8. อดีตพระอลงกต (วัดพระบาทน้ำพุ) วิกฤตศรัทธาและข้อพิพาทเงินบริจาค

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 เกิดกรณีการตรวจสอบการบริหารจัดการทรัพย์สินภายใน “วัดพระบาทน้ำพุ” จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศจากการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี (HIV) มาอย่างยาวนานจนได้รับความศรัทธาและเงินบริจาคสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมหาศาลตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์เริ่มเมื่อมีกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงินบริจาค รวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกใบอนุโมทนาบัตรที่มีความผิดปกติ นำไปสู่การขยายผลตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีรายงานข่าวการตรวจสอบเส้นทางการเงินมูลค่านับพันล้านบาทที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลใกล้ชิด ตลอดจนการเข้ายึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งโฉนดที่ดินรวมกว่า 7,200 ไร่ รถยนต์นับ 60 คัน เงินสด และของมีค่าอื่นๆ อีกหลายรายการ

ท้ายที่สุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เจ้าคณะจังหวัดลพบุรีได้มีหนังสือคำสั่งอนุญาตให้ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต) ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ เพื่อทำความจริงให้กระจ่างและพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึง

วัคซีนป้องกันวิกฤตศรัทธา

จากอดีตพระยันตระในยุคหน้าหนังสือพิมพ์ มาจนถึงประเด็นความเชื่อบนโลกโซเชียลความเร็ว 5G หรือกรณีอาจารย์แก้กรรมล่าสุดที่กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บทเรียนจากคดีในอดีตที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นที่สิ้นสุดแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการแสวงหาประโยชน์อาจเปลี่ยนหน้าฉากไปตามยุคสมัย ทว่าแก่นแท้มักอาศัยช่องว่างจาก “ความทุกข์” และความเปราะบางของมนุษย์ แม้กระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษได้ในท้ายที่สุด แต่กฎหมายก็ไม่อาจชดเชยหรือเยียวยาร่องรอยความเสียหาย ทั้งทรัพย์สินที่สูญเสียไป ร่างกายที่ถูกล่วงละเมิด และสภาพจิตใจที่บอบช้ำของเหยื่อได้ทั้งหมด

ดังนั้น ตราบใดที่โลกนี้ยังมีความกลัว ผู้ที่หากินกับความเชื่อก็ยังคงมีพื้นที่ให้หยัดยืนเสมอ “เครื่องราง” ป้องกันตัวที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในยุคที่ศรัทธากลายเป็นธุรกิจ จึงไม่ใช่ของขลังหรือบทสวดใดๆ หากแต่เป็น “สติและวิจารณญาณ” ที่เข้มแข็งของเราทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองและคนที่เรารัก ต้องกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปในหน้าประวัติศาสตร์ความเชื่อที่พังทลาย

โรม นำทีม กมธ.ยุติธรรมฯ เยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ดูสวัสดิภาพผู้ต้องขัง-การศึกษา-สิทธิประกันตัวต่อสู้คดี

โรม นำทีม กมธ.ยุติธรรมฯ เยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ดูสวัสดิภาพผู้ต้องขัง-การศึกษา-สิทธิประกันตัวต่อสู้คดี

โรม นำทีม กมธ.ยุติธรรมฯ เยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ดูสวัสดิภาพผู้ต้องขัง-การศึกษา-สิทธิประกันตัวต่อสู้คดี

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

โรม-ทวี-เนเน่ นำทีม กมธ.ยุติธรรมฯ รุดเข้า เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หารือแลกเปลี่ยนข้อมูลราชทัณฑ์ เยี่ยมสวัสดิภาพผู้ต้องขัง-การศึกษา-สิทธิประกันตัวต่อสู้คดี เล็งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ พร้อมจ่อตั้ง คณะอนุกรรมการฯ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และในฐานะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน นำโดย นายรังสิมันต์โรม ประธานคณะกรรมาธิการ นายปิยรัฐ จงเทพ รองประธานคณะกรรมาธิการ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองประธานคณะกรรมาธิการ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ กรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาข้อมูลประเด็นกระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำ และกระบวนการกลับคืนสู่สังคม

พร้อมตรวจเยี่ยมแดนแรกรับผู้ต้องราชทัณฑ์ แดน 1 (กลุ่ม 608 หรือกลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และเปราะบาง ประกอบด้วย ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง) แดน 8 ส่วนงานฝึกวิชาชีพ และส่วนงานสูทกรรม (โรงครัวในเรือนจำ) โรงผลิตอาหารของผู้ต้องราชทัณฑ์ และสถานพยาบาล ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายเกียรติกร ปัทมทัตต์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในประเด็นแนวนโยบายการบริหารงานกระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำ และกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวคืนสู่สังคม

โดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครว่า วันนี้เราได้เข้าไปเยี่ยมเยียนสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหลากหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด คดีการเมือง หรือแม้กระทั่งผู้ต้องขังสูงวัย ผู้ต้องขังชาวต่างชาติ เป็นต้น และคณะกรรมาธิการ ยังได้ร่วมกันดูเรื่องความเหมาะสมของอาหารแต่ละวันของผู้ต้องขัง ความเป็นอยู่ทั่วไปโดยรวมว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่พบเจอปัญหา หรือมีความประสงค์ในด้านใดเพิ่มเติมเพื่อให้ความช่วยเหลือได้หรือไม่

โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องขังรายนั้น ๆ ต้องรับโทษจำคุกมาอย่างยาวนานหลายปี อาจทำให้การรับรู้ข่าวสารข้อมูลต่อโลกภายนอกไม่ค่อยเท่าทันเพียงพอเมื่อถึงเวลาที่ผู้ต้องขังเตรียมพ้นโทษ เราจึงอยากให้ทางเรือนจำฯ ได้เพิ่มเติมการแจ้งข่าวสารให้ครอบคลุมเท่าทันสถานการณ์ภายนอกมากขึ้น เพื่อที่ผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษออกไป จะได้มีข้อมูลติดตัวพอสมควรในการใช้ชีวิต ประกอบอาชีพการงานในภายภาคหน้า รู้เท่าทันมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ประเด็นการขอใช้เงินกองทุนยุติธรรม เพื่อประกันตัวต่อสู้คดี เราก็อยากให้กองทุนยุติธรรมมีประสิทธิภาพครอบคลุมมากกว่านี้ จะได้เป็นโอกาสที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาสู้คดี

ทั้งนี้ ตนยังรับฟังด้วยว่าปัญหาการต่อสู้คดีในเรือนจำฯ ค่อนข้างเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเมื่อต้องมีการจัดหา รวบรวมเอกสารเพื่อใช้ต่อสู้คดี ก็ไม่ค่อยสะดวกเต็มที่มากนัก ทั้งที่การต่อสู้ชี้แจงคดีระหว่างพิจารณาคดีค่อนข้างเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งเราก็จะรับเอาปัญหานี้ที่สะท้อนจากผู้ต้องขังหลายราย ไปศึกษาหาวิธีการว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้ต้องขังอย่างไรได้บ้าง เพราะกระบวนการยุติธรรมคือเรื่องสำคัญที่สุด เราต้องหาจุดสมดุลให้ได้ 

โดยหลังจากนี้เราก็ได้มีการเตรียมแต่งตั้งชุดคณะอนุกรรมการ กระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และกระบวนการกลับคืนสู่สังคม โดยจะมีผู้มาร่วมรายอื่น ๆ อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ทนายเเจม-ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ นายชัยชนะ เดชเดโช เป็นต้น

ด้าน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองประธานคณะกรรมาธิการ เผยว่า การเข้าไปตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทำให้เราได้พบกับผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งก็พบว่าเรือนจำฯ มีการจัดการเป็นระบบดี โดยแบ่งคนที่เเปลงเพศเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ข้อสังเกตอีกประการ คือ การแก้ไขกฎหมายที่มีปัญหา เพราะเราเล็งเห็นว่ามันมีกฎหมายหลายฉบับที่อาจต้องปรับปรุงเขียนใหม่ เพื่อให้โอกาสผู้ก้าวพลาดได้ใช้ชีวิตในสังคมปกติได้เมื่อเขาพ้นโทษไป

ขณะที่ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ กรรมาธิ การ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสไปดูเรื่องเมนูอาหารของผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ซึ่งก็พบว่าทางเรือนจำฯ มีการระบุรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับเมนูอาหารเป็นรายเดือนครบวัน และแยกชัดเจนระหว่างของคนมุสลิม มีฮาลาลชัดเจน ทั้งนี้ มีประเด็นเรื่องห้องสมุดหนังสือ ที่ตนพบว่าอาจมีหนังสือน้อย และทางผู้ต้องขังก็แจ้งความประสงค์ว่าอยากได้หนังสือเกี่ยวกับกฎหมายและกฎหมายฎีกาไว้อ่านในเรือนจำ เพราะอย่างน้อย ๆ จะได้มีความรู้เรื่องข้อกฎหมายไปในตัวได้ด้วย เข้าใจสิทธิการต่อสู้คดีของตนเอง และหากคนไหนมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เงินกองทุนยุติธรรมมาต่อสู้คดีได้ ก็อยากให้มีความชัดเจนเรื่องรายละเอียดและทำเป็นรูปธรรมครอบคลุม

นำรอยยิ้มสู่คนกรุง! อนุชา ลั่นพร้อมพากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

นำรอยยิ้มสู่คนกรุง! อนุชา ลั่นพร้อมพากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

นำรอยยิ้มสู่คนกรุง! อนุชา ลั่นพร้อมพากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

22 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมแอโรบิกที่สวนจตุจักรมาครับ สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่ภาพคนออกมาออกกำลังกายเรียกเหงื่อเพียงอย่างเดียว แต่ผมเห็น “เสน่ห์” และ “พลัง” ของคนกรุงเทพฯ ที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่น่าประทับใจคือ พี่น้องที่มาร่วมเต้นไม่ได้มาจากแค่พื้นที่รอบๆ จตุจักรเท่านั้น แต่เดินทางมาจากหลายที่ และที่สะดุดตาที่สุดคือ หลายคนไม่ได้ใส่แค่ชุดกีฬา แต่จัดเต็มด้วย “ชุดแฟนซี” มาสร้างสีสัน ภาพเหล่านี้บอกผมว่า คนกรุงเทพฯ พร้อมมากที่จะออกมามีส่วนร่วมและสร้างความสุขร่วมกันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หลายคนกังวล ทั้งเรื่องข้าวของแพงหรือเงินเฟ้อ การได้มาใช้เวลาสั้นๆ ในสวนแบบนี้มันช่วยสร้าง “ความสบายใจ” มันคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้พร้อมกลับไปสู้กับงานในวันพรุ่งนี้

สำหรับผมแล้ว นี่คือหัวใจสำคัญของการดูแลเมือง ที่ต้องดูแลทั้งร่างกาย (Physical) จิตใจ (Mental) และจิตวิญญาณ (Mind) ไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ผม ให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่านี้ ก็คือการเปิดเวทีให้กิจกรรมสร้างสรรค์แบบนี้เกิดขึ้นใน “ทุกหย่อมหญ้า” ทุกสวนทั่วกรุงเทพฯ โดยให้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติผ่านความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชน ไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐนำเพียงอย่างเดียว

ผมเชื่อมั่นว่า “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” และผมมุ่งมั่นที่จะนำรอยยิ้มและเสน่ห์แบบนี้กลับมาสู่คนกรุงเทพฯ อีกครั้งครับ

ติดตามช่องทาง : https://www.tiktok.com/@iamjamesanucha

#ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร #ผู้ว่ากทม #พรรคประชาธิปัตย์ #เจมส์อนุชา #กรุงเทพเมืองฟ้าอมรandmore #ประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #อนุชาบูรพชัยศรี

ผลิตสื่อโดย พรรคประชาธิปัตย์ 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้

– 006

ศึกนี้ยาว! สุชาติ แจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี พ่วงเช็กบิลเพจตัดต่อภาพ

ศึกนี้ยาว! สุชาติ แจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี พ่วงเช็กบิลเพจตัดต่อภาพ

ศึกนี้ยาว! สุชาติ แจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี พ่วงเช็กบิลเพจตัดต่อภาพ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

เดือด!!! “สุชาติ” ส่งทีมทนายแจ้งความเพิ่ม “ไอซ์ รักชนก” ปมโพสต์กล่าวหา “คนถ่อย กิริยาต่ำทราม” สุชาติฯยืนยันว่า มุ่งโจมตีทางการเมือง

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ สน.ทองหล่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบอำนาจให้ทีมทนายความ ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน,ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จ โดยกล่าวหาว่า “คนถ่อย กิริยาต่ำทราม” ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 91   

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติฯได้มอบอำนาจให้ทนายความกล่าวโทษต่อนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ปมโพสต์กล่าวหาว่าเป็น “คนชั่ว ครองเมือง-รับสินบน” โดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้รับคำร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน ต่อมา นายสุชาติฯตรวจสอบพบว่า นางสาวรักชนกฯ ไม่หยุดระทำ ได้กระทำซ้ำ ซึ่งนายสุชาติฯ ได้มอบให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมกับนางสาวรักชนกฯ ในการกระทำครั้งใหม่ 

โดยพบว่า นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ได้ทำการเผยแพร่ข้อความผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในระบบคอมพิวเตอร์ และแชร์รูปของนายสุชาติฯใต้ข้อความที่โพสต์ ทำให้ประชาชนตื่นนตระหนกตกใจ ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายสุชาติฯ มิใช่เป็นการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหาร และมิใช่การติชมด้วยความสุจริต อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เป็นการมุ่งโจมตีทางการเมือง ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายสุชาติฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่า นายสุชาติฯได้มอบให้ทีมทนายความดำเนินคดีอาญากับ เพจคุณม๊วฟ Chatter ในการจัดทำคลิปดัดแปลงรูปหน้าและมีการแชร์ต่อทำให้เกิดความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๖

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมพยานหลักฐานกรณีโพสต์ของนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ในการโพสต์ เชื่อมโยงบทละครเรื่อง “สอดสร้อยมาลา” เกี่ยวกับงบประมาณในการจัดทำบทละคร โดยการโพสต์หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือไม่ อย่างไร ทั้งนางสาวรักชนกฯ ยังแชร์โพสต์ของพรรคประชาชน ในการแถลงการณ์ของพรรคประชาชน ที่กล่าวหา องคมนตรี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ที่เข้าไปให้คำแนะนำ ปภ.กระทรวงมหาดไทย กระทำปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ อย่างไร เพื่อนำไปสู่การยื่นคำร้องถอนประกันต่อศาลอาญาในคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ โดยศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ 

รวมถึงการยื่นคำร้องต่อ ปปช.ให้ไต่สวนการกระทำของนางสาวรักชนกฯ กระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

เดินหน้าแลนด์บริดจ์ รฟท.ลุยรับฟังความเห็น รถไฟเชื่อมชุมพร-ระนอง

เดินหน้าแลนด์บริดจ์ รฟท.ลุยรับฟังความเห็น รถไฟเชื่อมชุมพร-ระนอง

เดินหน้าแลนด์บริดจ์ รฟท.ลุยรับฟังความเห็น รถไฟเชื่อมชุมพร-ระนอง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

22 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมอวยชัยแกรนด์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 โครงการก่อสร้างทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน (Standard Gauge) ขนาด 1.435 เมตร เส้นทางเชื่อมฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน ช่วงชุมพร-ระนอง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และการขนส่งของประเทศ

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นการศึกษาออกแบบรายละเอียด (Definitive Design) ของเส้นทางรถไฟมาตรฐาน ขนาด 1.435 เมตร จากฝั่ง จ.ชุมพร เชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมริ่ว และจากฝั่ง จ.ระนอง เชื่อมต่อท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง รวมถึงส่วนเชื่อมต่อโครงข่ายทางรถไฟช่วงชุมพร-ท่าเรือน้ำลึกระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

ภายในเวทีประชุม มีการนำเสนอข้อมูลสำคัญของโครงการ ทั้งรายละเอียดรูปแบบการก่อสร้าง ขอบเขตการศึกษา การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้มีความรอบด้านและครบถ้วน

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายภาคส่วน อาทิ ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด

– 006

นายกฯ ถึงฝรั่งเศส เริ่มภารกิจแรก หารือ ผอ.ทบวงการพลังงาน-ผอ.ใหญ่ยูเนสโก

นายกฯ ถึงฝรั่งเศส เริ่มภารกิจแรก หารือ ผอ.ทบวงการพลังงาน-ผอ.ใหญ่ยูเนสโก

นายกฯ ถึงฝรั่งเศส เริ่มภารกิจแรก หารือ ผอ.ทบวงการพลังงาน-ผอ.ใหญ่ยูเนสโก

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

นายกฯ และคณะ เดินทางถึงกรุงปารีสแล้ว พร้อมเริ่มภารกิจแรกทันที เตรียมหารือ ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ และ ผอ.ใหญ่ยูเนสโก สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน ผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 เวลา 07.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ออร์ลี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ดังนี้

1. วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เพื่อหารือส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เพื่อต่อยอดความร่วมมือจากการหารือร่วมกัน ผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก

2. วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569
นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพบปะชุมชนไทย ณ วัดพุทธนานาชาติ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในฝรั่งเศส ในอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหาร การรีไซเคิลและการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน และธุรกิจร้านอาหาร

3. วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569
นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในบริบทภูมิภาคยุโรป

4. วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569
ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน เครื่องมือแพทย์/ออปติคส์ การบินและอวกาศ

ในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ โดยนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ พร้อมพบหารือเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée)

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 และจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ โรงแรมดังพัทยา

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ โรงแรมดังพัทยา

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ โรงแรมดังพัทยา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ “โรงแรมดัง พัทยา เร่งดูแลนักท่องเที่ยวถึงที่ คุ้มครองสิทธิเยียวยาเต็มกำลัง

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งการให้ สคบ. เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจในพื้นที่เมืองพัทยาโดยด่วน เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรณีเหตุเพลิงไหม้โรงแรมซันเดย์ เจ.เอ. พลัส (Sunday JA Plus Hotel) ถนนพัทยาสาย 3 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติดค้างภายในอาคารจำนวนมาก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็นผู้ใช้บริการ 3 ราย และพนักงานโรงแรม 1 ราย โดยมอบหมายให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กำกับติดตามการดำเนินงาน

การสั่งการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดย สคบ. ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เมืองพัทยา และสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร้รอยต่อ

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มอบหมายให้กองคุ้มครองผู้บริโภคส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ร่วมกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเขต 2 สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดชลบุรี และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหามาตรการเยียวยาผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน โดยแบ่งการดูแลออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ได้รับบาดเจ็บที่เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งโรงแรมยินดีรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและชดเชยเยียวยา 2. กลุ่มผู้จองห้องพักภายหลังเกิดเหตุ หากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของอาคาร โรงแรมยินดีคืนเงินเต็มจำนวน ทั้งนี้ โรงแรมได้อพยพผู้เข้าพักทั้งหมด 240 ราย ไปยังโรงแรมใกล้เคียงเรียบร้อยแล้ว สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2

“ดิฉันขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับบาดเจ็บและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบทุกคน ผู้เข้าพักโรงแรมคือ ‘ผู้บริโภค’ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ที่มีสิทธิได้รับความปลอดภัยจากการใช้บริการ และสิทธิได้รับการชดใช้ความเสียหาย ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจลงไปประจำในพื้นที่ทันที เพื่อให้ผู้เข้าพักที่ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องและรับการดูแลถึงที่ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องรอนาน” นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจในพื้นที่จะทำหน้าที่รับคำร้องจากผู้เข้าพักทุกราย สอบข้อเท็จจริง รวบรวมความเสียหายทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน พร้อมประสานผู้ประกอบการให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยเยียวยาความเสียหาย และจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำด้านสิทธิผู้บริโภคแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งนี้ หากการเจรจาไม่เป็นผลและผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาตามสมควร สคบ. พร้อมใช้อำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคต่อไป โดยผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

“ดิฉันขอขอบคุณผู้ประกอบการที่แสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคตั้งแต่ต้น ทั้งการดูแลผู้บาดเจ็บ การคืนเงินผู้จอง และการอพยพผู้เข้าพักไปยังที่พักปลอดภัย และขอย้ำกับผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักทั่วประเทศว่า ความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และการซักซ้อมพนักงาน ต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้การกำกับของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมืองพัทยา คปภ. สภาองค์กรของผู้บริโภค และทุกหน่วยงานในพื้นที่ ที่ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างเต็มกำลัง” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ สามารถยื่นเรื่องได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจในพื้นที่เมืองพัทยา หรือแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

2 โจ ควงแขนหาเสียง! ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้

2 โจ ควงแขนหาเสียง! ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้

2 โจ ควงแขนหาเสียง! ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“พิจิตต”ควง”ชัยวัฒน์”หาเสียง ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้าน”ชัยวัฒน์”ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า

22 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียง ในถนนสายไม้ เขตบางซื่อ พร้อมกับ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ โดยมี ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย

โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่างๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงานคราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการมาของ ดร.พิจิตต ในวันนี้ ดร.พิจิตต กล่าวว่า ตนรู้จักกับนายชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม.คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจ ว่าการเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม.ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป แต่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง

จากการที่ตนได้พูดคุยกับนายชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่านายชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว ประการที่สอง จากการที่นายชัยวัฒน์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาจะพบว่าแทบทุกคน จะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก

“ผมจึงมองว่า คุณชัยวัฒน์จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชน ยังมีสิ่งที่ผมชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชน มีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อม แต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม.ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชน ยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชน และการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของผม จึงเป็นสาเหตุที่ผมอาสาเข้ามาช่วยคุณชัยวัฒน์” ดร.พิจิตต กล่าว

นายชัยวัฒน์ เสริมว่า นอกจาก ดร.พิจิตต และตน จะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของ ดร.พิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม.มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ดร.พิจิตต ต่อว่า คิดว่าในวันนี้คนกรุงเทพฯ อยากได้ผู้ว่าฯ แบบไหน ระหว่างผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรค กับผู้ว่าฯ ที่อยู่อิสระ ดร.พิจิตต กล่าวว่า สามารถมองได้ทั้งสองอย่าง ในอดีตก็มีผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดอะไรเลยก็ทำงานได้ดี แต่สำหรับผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรคการเมือง ก็ไม่ได้ถูกครอบงำขนาดนั้น บางทีผู้ว่าฯ สังกัดพรรคการเมืองก็มีความอิสระของตัวเอง ทั้งนี้ หากบางเขตมีผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ก็จะสามารถช่วยมีความคิดในการต่อเติมให้กับผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยสรุปตนคิดว่าก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กรุงเทพมหานครต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งตนทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็สามารถประสานและทำงานกับทุกคนได้

ระหว่างนี้ นายชัยวัฒน์ ได้กล่าวเสริมว่า การที่มีทีม ส.ก.ก็จะสามารถช่วยในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม.ได้ และจะทำให้สิ่งที่ประชาชนได้เลือกมาได้รับการผลักดันสอดคล้องอย่างเต็มที่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ ดร.พิจิตต มาลงเดินกับนายชัยวัฒน์ครั้งนี้ ได้มีการคุยกับนายชัชชาติ หรือไม่ และในปีนี้จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ หรือนายชัชชาติ ดร.พิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยกัน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนก็ได้สนับสนุนความตั้งใจของคุณชัชชาติ พอสนับสนุนให้ได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็ถือว่าได้สนับสนุนเสร็จแล้ว และปีนี้ตนจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับคุณชัยวัฒน์ และ ส.ก.ของพรรคประชาชน ซึ่งหลายคนเป็นลูกของกลุ่มมดงานด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชัชชาติ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงต่ออีกสมัยหนึ่งนั้น นายชัยวัฒน์ยังมีความมั่นใจเช่นเดิมหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนที่นายชัชชาติจะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็เป็นที่คาดหวังกันอยู่แล้วว่าจะมีการลงสมัครการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ครั้งนี้ต่อ จึงไม่อยากให้มองว่าเป็นการเลือกใครมาเป็นผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนกรุงเทพอยากเห็นกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร เป็นเมืองที่จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นเมืองที่ให้บริการกับคนกรุงเทพฯ เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร เป็นเมืองที่จะเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพฯ ได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอเป็นวาระของเมืองกรุงเทพ หากดูผู้สมัคร ส.ก.ในแต่ละเขต ก็จะมีวาระในแต่ละเขตที่ตนเองต้องการจะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสาธารณะ การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างถนนสายไหมที่มาดูในวันนี้ ตนอยากให้พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาวาระของเขตที่พวกตนนำเสนอ  และวาระของเมืองที่พวกตนนำเสนภาพอนาคตร่วมกันว่าอยากเห็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ปัจจุบันคนกรุงเทพส่วนหนึ่งมีความคิดว่า ยังไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า นายชัชชาติ ที่จะลงตำแหน่งผู้ว่าฯ นายชัยวัฒน์ จะทำอย่างไรที่จะทำให้คนกรุงเทพยอมรับว่าจะสามารถทำงานเทียบเท่ากับนายชัชชาติใน 4 ปีที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนคงไม่ได้มองแค่ว่าเทียบเท่า ในส่วนที่นายชัชชาติทำ ตนก็จะต้องทำให้ดีกว่า และจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรัง รวมถึงปัญหาที่ยังต้องแก้ไขอีกมากมาย อย่างเรื่องคอร์รัปชันในการบริหารกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องทำทั้งในระดับ กทม.และภาพใหญ่ ที่จะต้องให้ สส.ช่วยขับเคลื่อนในสภา เราได้นำเสนอเรื่องระบบ อย่าง “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง” เพราะเราไม่ได้เชื่อในคนดีอย่างเดียว แต่เราเชื่อในระบบที่ดีเข้ามาช่วยจับด้วย แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงไม่ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราคิดจะทำงานเป็นทีม สำหรับเรื่องที่ต้องผลักดัน นอกเหนือเขตอำนาจของ กทม.ก็สามารถทำงานสอดคล้องเป็นทีมได้ด้วย

ขณะที่ ดร.พิจิตต กล่าวเสริมอีกว่า หากไม่มีระบบที่ดี การทุจริตก็จะเป็นเหมือนแค่การซ่อม ที่ต้องไล่จับทุกวัน แต่หากระบบได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ก็จะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้พฤติกรรมการทำผิดปกติไม่เกิดขึ้นบ่อย การสร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่จะยกระดับการเมืองไทย ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ให้คนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาถึงพรรคประชาชน พวกตนได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในกรุงเทพมหานคร 2 ครั้งติด โดยครั้งแรก ขาดไปเพียง 4 คะแนน แพ้ไปเขตเดียว ส่วนครั้งที่สอง ได้ครบ 33 เขต แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร การชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้งใน กทม.ไม่ได้หมายความว่า ครั้งนี้เราจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ ให้โอกาสกับพรรคประชาชน

“พวกตนจึงขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านทางแคนดิเดต ผ่านทางทีมบริหาร และทีม ส.ก.เพื่อให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ เห็นว่ากรุงเทพมหานครดีกว่านี้ได้ และสุดท้ายก็จะอยู่ที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ว่าจะให้โอกาสกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งรอบนี้ หากพวกตนสามารถเข้าไปบริหารงบประมาณปีละกว่าแสนล้านบาท รวม 4 ปี กว่า 4 แสนล้านบาท จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯและคนทั้งประเทศเห็นว่า พรรคประชาชนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอย่างไร สุดท้าย ไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกตนคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้พิจารณา