‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’ขู่อีกแล้ว! บอกมีพยาน ‘ฮั้ว สว.’ ระดับเทียร์ 1 ยังไม่เปิดหน้าอีกเพียบ ที่เผยเป็นเบอร์รองแค่ 5%

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:36 น.

ยิ่งชีพ’ ขู่ ยังมีพยาน คดีฮั้วสว. ระดับเทียร์ 1 ยังไม่เปิดหน้าอีกเพียบ บอกที่เปิดไปเป็นเบอร์รองแค่ 5% ระบุ 2 ปีหายข้องใจผู้สมัครใส่เสื้อเหลืองเป็นแก๊ง ส่งสัญญาณ ‘คนกันเอง’ ขณะ ชยพล แฉ ชีวะภาพ- ภาณุพงษ์ เปิดดีลลับ แตงโมเงินหมื่น บอกภูมิใจไทยจ่าย 5 หมื่นให้โหวตเตอร์เลือก สว.ระดับประเทศ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” โดยในช่วงบ่ายเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังปัญหาข้อร้องเรียน

โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชน (iLaw) กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้จะเปิดข้อมูลอะไรใหญ่ๆ เพราะใหญ่สุดเปิดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงให้ตรงใจกันว่าข้อมูลที่เรามี ไม่ได้มี 9 หมื่นหน้า ซึ่งตนมีแค่ราวๆ 5,000-6,000 หน้า จริงๆ แล้วการโกงเรื่องสว.ใหญ่มากจริง ที่ตัวเองมีเอกสารมีคำให้การของพยาน แม้หลายคนไม่ตอบ หรืออาจจะโกหก อย่างไรก็ตามที่ข้อมูลที่เราเปิดมานั้นคิดเป็นแค่ 5% ของข้อมูล 5,000 กว่าหน้า ส่วนพยานมีหลายร้อยปาก ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ระดับ เทียร์ 2 เทียร์ 3 เท่านั้น ส่วนระดับเทียร์ 1 แบบ 10 เต็ม 10 ยังไม่ได้เปิดเลย และเขาก็ไม่มาด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรส่วนหนึ่งอาจกลัวความปลอดภัยของตัวเอง แต่พร้อมให้การในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม จากนี้ หากเราเรียบเรียงข้อมูลอะไรเสร็จก็จะทยอยเปิด จากคิดว่ากกต. จะ มีมติในวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. เลยรีบทำข้อมูล แต่สุดท้ายมีรายงานว่าจะสั่งในวันที่ 14 ก.ย.ซึ่งคิดว่าน่าจะชัวร์แล้ว น่าจะสั่งแล้ว หรือจะเลื่อนอีกก็ไม่รู้


นายยิ่งชีพ กล่าวพร้อมแสดงเอกสารฉบับหนึ่งว่า ตนมีเอกสารฉบับหนึ่ง เป็นรายงานการประชุมที่อ่านแล้วเจ็บปวด คือทำไมผู้สมัครจำนวนหนึ่ง ใส่เสื้อสีเหลืองเป็นแก๊ง รายงานชุดนี้ระบุว่า ผู้สมัครรายใดไม่ใส่เสื้อสีเหลือง หากมีการขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำหรือไปที่ไหน จะมีเจ้าหน้าที่กกต.เดินประกบตลอดเวลา แต่ถ้าใส่เสื้อสีเหลืองก็จะเข้าใจได้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน เหมือนเจ้าหน้าที่กกต. ดังนั้นผ่านแล้วความเจ็บปวดที่มีมา 2 ปีก็คลี่คลาย เพราะนอกจากคนเสื้อเหลืองจะได้ไปเข้าห้องน้ำโดยไม่มีคนตามแล้ว ก็ต้องรู้ลาวงหน้าว่าวันนั้นคนกกต.จะใส่เสื้อสีอะไร จึงใส่เหมือนกัน

นายชยพล สท้อนดี สส.กทม พรรคประชาชน กล่าวว่า จากการติดตาม คดีฮั้ว สว. พบว่าในจังหวัดสิงห์บุรี มีการข่มขู่คนที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องส.ว. โดยเป็นกลุ่มมือปืนจากอุทัยธานี ตระเวนหาคนที่รู้เรื่องนี้ ไม่ให้ออกมาพูด ซึ่งตนจะพูดถึง ดีลลับแตงโม เงินหมื่น โดยเป็นเรื่องของนายชีวะภาพ ชีวะธรรม และ นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ สว. สิงห์บุรี มีการนัดรับประทานอาหารและสัญญาว่าจะให้เงิน หาที่พักให้ จัดทำโพย โดยอ้างถึงผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย เป็นสปอนเซอร์ให้เงินมากถึง คนละ 50,000 บาท ซึ่งส.ว. ทั้ง2 คนก็ยอมรับว่ามีการนัดรับประทานอาหารจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นนัด ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีการทำโพย แต่ตนขอเปิดไทม์ไลน์ 4 วัน ก่อนเลือก สว. ระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย 2567 เริ่มจาก 21 มิ.ย มีการรับประทานอาหารระหว่าง 2 สว. และ ผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศ ที่ร้านบ้านสวนแม่ลาการ้อง อ. บางระจัน ชึ่ง นายชีวะภาพ เป็นเจ้าของร้าน และบอกกับทุกคนว่าในการเลือกระดับประเทศเราไม่รู้จักใคร ต้องมีคนช่วยดูแล โดยนายชีวะภาพ ไปหาผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทย และนายภาณุพงษ์ ก็ไปติดต่อด้วยกัน และบอกกับทุกคนว่า วันที่ 24 มิ.ย ตอนบ่าย พวกเรา ต้องไปนครนายก เพื่อเอาเอกสาร ไปให้คนของพรรคเขียนแนะนำตัว และในวันที่ 25 มิ.ย ถึงจะเดินทางไปพักใกล้เมืองทองธานี โดยพรรคภูมิใจไทยจะให้คนละ 5 หมื่นบาท วันแรกให้ 2 หมื่นบาท ส่วนวันเลือกให้ 3 หมื่นบาท

นายชยพล กล่าวว่า การนัดหมายในวันที่ 24 มิถุนายน ให้ทุกคนไปที่ วังยาวริเวอร์ไชด์รีสอร์ท โดยมีการทำโพยกันอยู่ที่นี่ และมีทีมงานชื่อแตงโม และภรรยา ของนายภาณุพงษ์ รอต้อนรับ และมอบเงิน 2หมื่นบาทให้พร้อมกุญแจห้องพัก ซึ่งพบว่าแตงโมเป็นทีมงานของนายชีวะภาพ ขณะที่ 25 มิ.ย ไปพักที่ โรงแรม ปาณิ บูติก รีสอร์ท จ.ปทุมธานี โดย แตงโมเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่าง จากนั้น 26 มิ.ย หลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. ได้ค่าตอบแทนคนละ 30,000 บาท บางคนได้เป็นเงินสด บางคนได้รับโอนผ่าน บัญชี ฟอร์เรส แอนด์ แลนด์ ซึ่ง แตงโม หรือ น.ส รุ่งรัฎฎิกาล โพธิ์ไกร เป็นหุ้นส่วนบริษัทดังกล่าว และยังเป็นที่ปรึกษากิติศักดิ์ คณะกรรมาธิการทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นายชีวะภาพเป็นประธานคณะกรรมาธิการ แต่แตงโมกลับปฎิเสธว่า ไม่สนิท กับนายชีวะภาพ ซึ่งนายชีวะภาพก็บอกว่าเป็นเพียงคนรู้จักกันเท่านั้น แต่ภายหลังพบหลักฐานเป็นวีดีโอที่ลงในโชเชียล ว่าทั้ง 2 คนมีความเกี่ยวข้องกัน

นอกจากนั้น นายชยพล ยังชี้ให้เห็นว่าเหตุผลที่ไปพัก ที่วังยาวรีสอร์ท เพราะเป็นของตระกูลกิตติธเนศวร โดยนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร เป็น ผู้ สมัคร สส. นครนายก พรรคภูมิใจไทย และยังพบว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร น้องชายนายวุฒิชัย เป็นส.ว. ชี้ให้เห็นว่า เป็นเครือข่ายเดียวกัน และที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย จะไปทำกิจกรรมที่โรงแรมนี้เป็นประจำ ทั้งนายกรัฐมนตรี และ นายโสภณ ซารัมย์ ก็เคยไปโรงแรมนี้ อีกทั้งนายโชคชัย ยังเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม และเป็นรุ่นน้องมหาวิทยาลัยเดียวกันของนายชีวะภาพ

พร้อมกันนี้ในเวทีดังกล่าวยังมีการเปิดเผยข้อมูลการทำงานในการค้นหาหลักฐานพยานต่างๆ เป็นรายจังหวัด ว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย เช่น อำนาจเจริญ อ่างทอง อุทัยธานี ภายหลังถูกเปิดเผยปิดบัญชีบัญชีโซเชียลมีเดีย ดังนั้น จึงขอฝากประชาชนช่วยกันอัพสกิลนักสืบโซเชียล หาความเชื่อมโยง ขบวนการฮั้ว สว.กับผู้เกี่ยวข้องรวมถึงพรรคการเมือง

ยิ่งชีพ ไอลอว์ฮั้ว สว.

‘วรศิษฎ์’ เตรียมชง ‘ครม.สัญจร’ ยกระดับสตูล เป็น World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia

29 สิงหาคม 2569 เวลา 18:05 น.

“วรศิษฎ์” เตรียมนำเสนอที่ประชุม ครม.สัญจร ยกระดับสตูลเป็น “World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia” ดันขยายเวลาเปิดด่านศุลกากรวังประจัน พร้อมจุดผ่อนปรนทางการค้า “Free Flow Zone” กระตุ้นการค้าไทย-มาเลเซีย ชูสตูลเป็นจุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวมุสลิม

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 13.15 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ในโอกาสตรวจราชการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/69 ณ ด่านศุลกากรวังประจัน และอุทยานแห่งชาติทะเลบัน อ.ควนโดน จ.สตูล โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล น.ส.ดุษฎี พฤกษเศรษฐ นายดำรงศักดิ์ แก้วดวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล น.อ.จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ร.น. รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบูรณาการการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ร่วมลงพื้นที่

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการตรวจติดตามโครงการยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลให้เป็น “World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นการขับเคลื่อนที่จะนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 1/69 (ครม.สัญจร) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 1 ก.ย. 69 นี้ เพื่อขออนุมัติหลักการในการยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลในหลากหลายมิติ

“เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้จังหวัดสตูลเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมุสลิม “Muslim friendly destination” โดยอาศัยจุดแข็งของสตูลที่มีประชากรเป็นมุสลิมร้อยละ 70-80 มีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น และมีทำเลที่ตั้งใกล้กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นทิศทางที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่ออำเภอมะนังกับอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง รวมถึงเส้นทางบาโร-ทุ่งตำเสา โดยคาดว่าเส้นทางบาโร-ทุ่งตำเสาจะได้รับการอนุมัติงบประมาณสำหรับการสำรวจ ออกแบบ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570″ นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เรื่องจุดผ่อนปรนทางการค้า (Free Flow Zone) และการขยายเวลาเปิดทำการ “ด่านศุลกากรวังประจัน” อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นด่านพรมแดนทางบกที่สำคัญที่เชื่อมต่อกับรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย และมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน รองรับทั้งการขนส่งสินค้ามูลค่าสูงและการเดินทางข้ามประเทศที่มีผู้คนและยานพาหนะผ่านเข้าออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและมาเลเซียต่างมีความเห็นพ้องตรงกันในหลักการ แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อจำกัดเรื่องกรอบเวลาที่ยังไม่สอดคล้องกัน เบื้องต้นทางจังหวัดสตูลเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ และจะมีการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียเพื่อหารือกับผู้กำหนดนโยบายต่อไป รวมทั้งได้มีการหารือร่วมกับ ศอ.บต. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ สามารถเดินเท้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกคล่องตัว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวชายแดน

“นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาด้านการคมนาคมเพิ่มเติมผ่านโครงการเครื่องบินทะเล “Sea plane” เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือรองรับเรือบรรทุกรถยนต์ (Ro-Ro Ferry) เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือระหว่างรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย และจังหวัดสตูล ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมากในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและประเทศ ลดความแออัดจากการขนส่งผ่านด่านสะเดาและปาดังเบซาร์ ตลอดจนช่วยสร้างงานและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับคนในพื้นที่ต่อไป” นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลมีศักยภาพในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกภายใต้แนวคิด “World Class Southern Border, Thailand. The Rivera of South East Asia” เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งเชิงนิเวศและธรณีวิทยา โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวฮาลาลและสังคมพหุวัฒนธรรม

จังหวัดสตูล ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สำคัญในระเบียงทางเศรษฐกิจที่ 2 (EC2) ภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงดินแดนฝั่งอันดามันระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และฮาลาล สอดรับกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดที่มุ่งสู่การเป็น “สตูลเมืองแห่งความผาสุกที่ยั่งยืน” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก กระจายความเจริญ และสร้างความสมดุลด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ธนกร ยก อนุทิน ติดดิน-จริงใจ-ให้เกียรติผู้อื่น ยึดมั่นสถาบันฯ ก่อน ‘พี่หนู’ คอมเมนต์ส่งหัวใจให้

29 สิงหาคม 2569 เวลา 17:51 น.

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้โพสต์ภาพเดินคู่ กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อข้อความระบุว่า “พี่หนู” ที่ผมรู้จัก

เป็นคนติดดิน ให้เกียรติผู้อื่น จริงใจกับคนทำงาน และยึดมั่นใน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาก

ผมรู้จักพี่หนูมานาน และมีโอกาสทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงวันนี้ ความเป็นกันเองและความจริงใจที่พี่หนูมีให้ผมไม่เคยเปลี่ยน

ผมยังเชื่อมั่นใน อนุทิน ชาญวีรกูล

ไม่ใช่เพราะคำพูดของใคร

แต่เพราะผมได้เห็นการทำงาน เห็นความมุ่งมั่น และเห็นความตั้งใจที่จะทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาตลอด

ความเชื่อมั่นของผมไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่ได้เห็นและสัมผัสมาตลอดหลายปี

วันนี้ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี เดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชนครับ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ส่งรูป GIF เป็นรูปหัวใจ ให้อีกด้วย

ธนกร วังบุญคงชนะพรรคภูมิใจไทยอนุทิน ชาญวีรกูล

พวกชอบเหน็บฟังไว้! ‘หมอเอก’ เผยความจริง ‘ศุภจี’ ตั้งใจทำงานแม้โดนด่า กางผลงานแก้เกมทุเรียนส่งออก

29 สิงหาคม 2569 เวลา 17:06 น.

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีต สส.พรรคก้าวไกล อดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอเอก Ekkapob Pianpises ระบุว่า ฟัง #พี่แต๋ม เล่าเรื่องการทำงานแล้วรู้สึกขอบคุณสำหรับการทำงานที่ท้าทายและอดทนต่อการเป็นเป้าโจมตี เพราะเป้าหมายอยู่ที่งาน

ทุเรียนที่ออกมา จาก 100% จะถูกส่งออกไป 70% แล้วขายในประเทศ 30%

ส่วนที่ส่งออกส่วนใหญ่ไปที่จีน 99% และที่ผ่านมาตลาดจีนรู้จักแต่หมอนทอง ให้ความสำคัญกับขนาดมากกว่าคุณภาพเนื้อ

แต่…. จากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ปีที่ผ่านมาทุเรียนมีขนาดเล็กออกมามาก จึงได้ทำการตลาดทุเรียนลูกเล็กให้มีช่องทางขายได้มากขึ้น ทั้งการสร้างกระแสการขายออนไลน์ของทุเรียน… ที่โดนด่านั่นแหละ !!!

ได้ไปเสนอขายเปิดตลาดใหม่ในจีน ฝั่งมณฑลที่ผ่านมายังมีการบริโภคทุเรียนไม่มาก

การส่งออกทุเรียนของเราใช้เส้นทางรถขนส่งผ่านเวียดนามแล้วเข้าไปจีน

ซึ่งเวียดนามก็ถือเป็นประเทศที่มีการส่งออกทุเรียนเหมือนกัน

กระทรวงพาณิชย์จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าที่ด่านทุกด่าน เพื่อให้ทุเรียนไทยไม่เจอปัญหาติดค้างที่ด่านเหมือนที่เคยเจอเมื่อปีที่ผ่านๆ มา

เท่านั้นไม่พอ พี่แต๋มได้วางแผนการขายทุเรียนล่วงหน้าให้กับตลาดใหม่ และขายให้ทุเรียนภาคใต้ที่ปีนี้ราคายังต่ำกว่าทุเรียนภารตะวันออก

ด้วยการนำคณะฑูตจากหลายประเทศไปตระเวณสวนทุเรียนใต้ ไปชิมทุเรียนเพื่อทดสอบว่าชอบทุเรียนแบบไหน

เช่น คณะฑูตอิตลาลี ชอบทุเรียนยะลา จึงได้พุ่งเป้าให้ฑูตประสานบริษัทนำเข้าของอิตาลีให้มาซื้อทุเรียนยะลา

ในวันที่พี่แต๋มไปขายทุเรียนล่วงหน้าเพื่อให้ไม่ต้องมาวิ่งขายตอนผลผลิตออกแล้ว

แต่… ก็มีคนมาด่าว่า มาทำไมตอนนี้ มาตอนที่เขาขายทุเรียนไปหมดแล้ว !!!!

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำ แต่ไม่เป็นข่าวเท่ากับเวลาที่มีคนด่า คนโจมตี

#ศุภจี ไม่ได้หายไปไหน แต่ไปทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่โลกปั่นป่วน ยอดส่งออกของไทยยังโตถึง 17%

ทุเรียนไทยพี่แต๋มศุภจีหมอเอกเอกภพ เพียรพิเศษ

อภิสิทธิ์ ฟันธง 14ก.ย. คดีฮั้วสว. ไม่จบแน่ ลั่นไม่ได้ขู่ ยันฝ่ายค้านใช้สิทธิตามกฎหมาย หาก กกต. ไม่ส่งศาล

29 สิงหาคม 2569 เวลา 16:05 น.

“อภิสิทธิ์”ฟันธง14ก.ย.คดีฮั้ว สว.ไม่จบแน่ ลั่น ไม่ได้ขู่ ยันฝ่ายค้านพร้อมใช้สิทธิตามกฎหมาย หาก กกต.ไม่ส่งศาลทั้งที่เห็นเป็นขบวนการ ยกคำพิพากษาก่อนหน้านี้ แค่พูดทำนองแลกเปลี่ยนก็ผิดแล้ว เตือนระวังฮั้ว สสร.หนักกว่าฮั้วสว. หากไม่เร่งแก้ รธน. เรื่ององค์กรอิสระ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการจัดเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ในหัวข้อ “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ“

โดยในช่วงที่สองของเวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 มีคำถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อการโกง สว. และคิดว่าจะเป็นอย่างไร หาก กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องออกตัวก่อนว่า การขึ้นเวทีด้วยกัน เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ดังนั้นต้องพูดไปก่อน เพราะสังคมไทยก็แปลก แม้แต่การขึ้นเวทีกับคนที่อาจเห็นไม่ตรงกัน ก็จะกลายเป็นว่าเห็นด้วยไปหมด ตนเห็นด้วยบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็มีความเห็นต่างในเชิงของการวิเคราะห์ ซึ่งเมื่อวานนี้การพูดถึงวิกฤตขององค์กรอิสระในงานของกรรมาธิการกิจการศาลฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เตือนไว้ว่า สภาพปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องย้อนกลับไปดูว่าก่อนปี 2540 ที่จะมีองค์กรเหล่านี้ ไม่เคยมีการเลือกตั้งที่ไหนที่ศาลสามารถตัดสินว่ามีการกระทำความผิด เพราะกว่าศาลจะตัดสินก็เลือกตั้งอีกรอบหนึ่งแล้ว และจำหน่ายคดี ตอนที่ยังไม่มีป.ป.ช.แทบไม่มีประวัติศาสตร์ของการที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลถูกลงโทษ และในวันที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมา ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ถูก ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตนไม่ได้บอกว่าสภาพปัจจุบันใช้ได้ แต่เพียงบอกว่าต้องระมัดระวังในการสรุปว่ามันไม่ควรมี อย่างที่บอกว่าที่มาก็คือนักการเมืองจัดการกันเองไม่ได้ ตนก็ยกตัวอย่างในต่างประเทศว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องมีองค์กรอิสระ หรือแม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแทบไม่มี เพราะกระแสสังคมทำให้ออกไปก่อน คนทำผิดมักจะถูกจัดการ แม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม เวลาที่ตนถูกถามเรื่องแบบนี้ ตนก็จะบอกว่าหากเป็นเรื่องในพรรคเราจะจัดการ แล้วหากเป็นในพรรคอื่นจะจัดการอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ตนเห็นด้วยอยู่แล้วว่าจะต้องขับเคลื่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ตอนนี้ที่ตนขอเตือนไว้คือระวังเจอ “ฮั้ว สสร.” มันจะลึกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือเขียนกติกาใหม่ให้รับรองสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้หนักขึ้นไปอีก แล้วที่ตนบอกว่าเขาอาจไม่กลัวกระบวนการยุติธรรม เพราะสุดท้ายหากไม่สำเร็จก็ยังมีสิ่งที่รองรับอยู่ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน และต้องขอให้ผู้นำฝ่ายค้านช่วยดำเนินการเพราะตนเป็นพรรคเล็กเสียงไม่พอ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญในรายมาตราระหว่างนี้ไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ และดึงสังคมเข้ามาช่วยกันหาทางเปลี่ยนแปลงให้ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากจะบอกอย่างนี้ว่า ตอนนี้มี 2 เรื่องเป็นบททดสอบสำคัญว่า เราจะสามารถเดินหน้าให้กลไกการตรวจสอบ ตรวจสอบได้ทุกคนจริงๆ หรือไม่ วันนี้ยังไม่ได้พูดเรื่องที่เราค้างในการยื่นขอให้ท่านประธานรัฐสภา ส่งเรื่องถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. ที่พิจารณาคดีนายศักด์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้นไปที่ศาลฎีกา ซึ่งเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาได้รับคำชี้แจงจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาว่า มีการตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญอยู่ แต่ขอให้เปิดเผยชื่อ เพราะต้องการความเป็นอิสระ ซึ่งเรื่องนี้ในเวทีเสวนาของกรรมาธิการกิจการศาลฯ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวว่า ในกฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้ามีเหตุอันควรก็ให้ส่งศาล ซึ่งในอดีตประธานสภาเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ แต่ตอนนี้ใช้คำว่าดุลยพินิจ ถ้ามีเหตุอันสงสัยก็ให้ส่งศาล ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 83 วันแล้ว แสดงว่ามีเหตุอันควรสงสัยแล้ว เพราะถ้าไม่มีเหตุอันควรสงสัยเรื่องก็จบไปแล้ว ฉะนั้น เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องติดตาม


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องฮั้ว สว. ล่าสุดก็มีความหวั่นไหวพอสมควร กับข่าวที่ออกมาว่ามีการไปเลี้ยงฉลองล่วงหน้าแล้ว ว่าวันที่ 14 กันยายนนี้จะรอดพ้นกันทุกคน และเมื่อสักครู่ได้พูดกันถึง ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ จึงอยากย้ำในประเด็นนี้ว่า จริงๆ แล้วกกต. ไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน เพราะกกต.ทำหน้าที่เหมือนกับการไต่สวนมูลฟ้อง และหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็ส่งให้ศาลพิจารณา คำถามคือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จะวัดอย่างไร ระดับไหน พอเจอโจทย์แบบนี้ตอนแรกตนคิดว่าจะถามปัญญาประดิษฐ์ แต่ถามไปก็ไม่มีคำตอบตนจึงไม่เอาทั้งปัญญาทั้งประดิษฐ์เลย แต่ดูจากคำพูดของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ซึ่งเคยพูดในการอบรมก่อนที่จะมีการเลือกสว.ไว้ว่า การที่จะโกงหรือฮั้วกัน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ขอเตือนผู้สมัครไว้ก่อนโดยมีการอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา ตนก็เอาคำพูดของนายแสวง ไปใช้บริการ AI พบว่า เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อนานมาแล้ว ว่า เพียงแค่ผู้สมัครพูดในทำนองแลกเปลี่ยนกัน ก็เป็นความผิดแล้ว

แล้วต่อมานายแสวง ก็ประดิษฐ์ปัญญา เปลี่ยนแนวว่าแลกได้ และล่าสุดก็เป็นผู้ชี้อีกว่า ความผิดต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ตนเลยไม่แน่ใจว่าจะถามใครดี จึงไปดูว่าตอนนี้สิ่งที่นายแสวงพูดเรื่ององค์ประกอบความผิดเป็นอย่างไร จะไปเน้นที่ว่าต้องมีความชัดเจนว่ามีการเสนอผลประโยชน์ให้ต่าง ๆ แต่เมื่อมีคำพิพากษา การเลือกตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2568 โดยผู้ร้องคือกกต. ผู้ถูกร้องหรือผู้คัดค้านคือ ผู้สมัคร 2 คน คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก็วินิจฉัยชัดเจนว่า ลำพังแค่บทสนทนา ผ่าน LINE Application ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 62 ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. แล้ว และตนก็พบคำพิพากษาศาลฎีกาอีกในเดือนกันยายนปี 2568 ซึ่งเหมือนกัน และในเดือนพฤศจิกายนปี 2568 มีการแลกคะแนนกันเฉยๆ ไม่ต้องมีพฤติกรรมอย่างที่เวทีฝ่ายค้านจัดงานมาตลอด

“ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ และมีข้อเท็จจริงอื่นๆที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธ หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจ เพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับสว. และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่านโดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เดี๋ยวนายศุภชัย ใจสมุทร จะเข้าใจผิด เพราะนี่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายสุจริตของพวกผม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่ออีกว่า เมื่อเคยมีบรรทัดฐานที่กกต.วางไว้เอง จากการกระทำของกกต. แล้วไปถึงศาลและศาลก็เชื่อตามท่านด้วยว่ามีความผิดจริง เหตุใดพฤติกรรมที่หนักหนาสาหัส และเป็นขบวนการมากกว่าทุกกรณี ทำไมจึงไม่มีการส่งศาลซึ่งตนก็ติดตามดูอยู่ และเป็นกำลังใจให้กับสังคมที่พยายามตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ถามว่าช่องทางที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร คงจะมีอุปสรรคอีก แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคน และต้องทำต่อไป เพราะฉะนั้นฟันธงว่า ถ้าใครคิดว่า วันที่ 14 กันยายน เรื่องนี้จบ ไม่จบแน่นอน

อภิสิทธิ์ฮั้ว สว.

ชลน่าน ร่วมเวทีผู้นำฝ่ายค้าน หยอดหวานมาเพราะ อภิสิทธิ์ ยก ปชป. อัจฉริยะเปลี่ยนหมาเป็นแมว ‘มาร์ค’โต้กลับต้องอยู่กับความจริง

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

“ชลน่าน” ร่วมเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ยันพรรคไม่ห้าม-นายกไม่ตำหนิ ชี้ กลไกตรวจสอบอ่อนแอพาเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตศรัทธา เตือนการเมืองยุคใหม่ ระวัง “โจรสมองเพชร” วางกลยุทธ์ลึกยึดฐานเสียง มองทุกอย่างต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้ หยอด บอกมาเพราะ “อภิสิทธิ์” ก่อนเหน็บ การเมือง ความเชื่อคือความจริง ยก “ปชป.” อัจฉริยะเปลี่ยนหมาเป็นแมว ขณะ “อภิสิทธิ์” โต้กลับต้องอยู่กับความจริง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” โดยในช่วงเช้า เป็นเวทีของอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ฯ 3 คน มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหร้า พรรคประชาธิปัตย์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.พรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตสส.พรรคก้าวไกล ร่วมเสวนา

นพ.ชลน่าน กล่าวตอนหนึ่งว่า ยืนยันว่าการเข้าร่วมเสวนาผู้นำฝ่ายค้านเพราะตนเคยเป็นฝ่ายค้าน และแจ้งทางพรรคเพื่อไทยแล้วไม่ได้คัดค้านอะไร อีกทั้งการขึ้นเวทีนี้ไม่ได้กระทบกับการเป็นะรรคร่วมรัฐบาลของเพื่อไทย เพราะตนให้มาให้ความคิดเห็นส่วนตัว เพื่อให้คนที่มีหน้าที่โดยตรงหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเอาความคิดเห็นเราไปทำต่อ

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า รัฐบาลเป็นองคาพยพหนึ่งในมิติทางการเมือง ในฝ่ายบริหาร ชัดเจนว่าระบบการเมืองเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ ทุกอำนาจเป็นอิสระต่อกัน แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ระบอบนี้ถึงจะไปรอด ข้อกังวลที่ห่วงใยที่สุดคือ ถ้าเราไม่ทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล ให้กลไกเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย เราอาจจะไม่มีระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

“ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ถูกทำให้อ่อนแอทำให้ไร้ประสิทธิภาพ ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อผลประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม ยิ่งไปเติมวิกฤตความเชื่อมั่น วิกฤตศรัทธา และอาจถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบ ฉะนั้นเราจะแก้จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ต้องไปทั้งระบบ ” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ระบบการตรวจสอบทุกอย่างให้ไปอยู่ในตัวบทกฎหมาย สุดท้ายมีการตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม เรามีหน้าที่อะไรก็ต้องทำไปตามนั้น กกต. มีหน้าที่ไปหาเหตุอันควรเชื่อได้ว่า และหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แต่สิ่งที่ปรากฏในบ้านเมืองขณะนี้จะเพียงพอหรือไม่กับคำว่าอันควร วิญญูชนพึงคิดได้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ระบบการตรวจสอบสมดุล เกิดความเชื่อมั่น ลดภาวะวิกฤตลง ก็ให้เป็นไปตามระบบ และดำเนินไปตามกฎหมายในสิ่งที่ควรจะเป็น สำหรับผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชน

“การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจและการตรวจสอบอำนาจ มันเป็นเรื่องที่เป็นวิกฤตทั้ง 3 ระบบ ไม่แปลกที่ทุกคน จะมุ่งตรงไปที่การเข้าสู่อำนาจของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส. สว. องค์กรอิสระหรือองค์กรตุลาการ แม้เราจะไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่ก็อยู่บนเงื่อนไขว่าต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้” นพ.ชลน่าน กล่าว

นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ มีความอัจฉริยะในการนำเสนอคือโน้มน้าวชักจูงให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ เพราะมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริงทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง นายอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว ทั้ง ๆ ที่เป็นหมา แต่ทำให้ทุกคนเชื่อว่านี่เป็นแมวได้และคนก็เชื่อว่าเป็นแมว เพราะฉะนั้นในมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริง และในระบบประชาธิปไตยต้องตัดสินด้วยเสียงข้างมาก แต่ในยุคนี้ถ้าไม่มาช่วยกันแก้ นโยบายผลงานการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนก็จะมีค่าเท่ากับศูนย์ ดังนั้นตนอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมือง เพราะนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ตำหนิตนที่มาพูดบนเวทีนี้ก็ถือว่าเปิดกว้างให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าเราช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นได้ ก็จะเป็นกฎหมายที่ทำให้ระบบการเมืองเราก้าวหน้าต่อไป การเข้าสู่อำนาจขณะนี้สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือผู้มอบอำนาจโดยไม่รู้สึกตัว ว่าอำนาจที่มอบให้นั้นเกิดจากอำนาจที่แท้จริงของเขาหรือไม่ และยังไม่รู้ว่าไม่ชอบ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคือการเข้าสู่ระบบอำนาจต้องมีความชอบธรรมด้วย ถ้าการเข้าสู่อำนาจถูกชี้นำให้เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้เป็นตามที่เขาวางไว้ โอกาสที่จะมีส่วนร่วมของประชาชนก็ค่อนข้างยากและบุคคลที่จะมาเป็นผู้ตรวจสอบถ่วงดุลก็ขอฝากไว้ด้วย

“คุณขนกระสุนไปเป็นร้อย กับอีกกลุ่มหนึ่งขนไปแค่ 30 แต่มีกระบวนการจัดการ การบริหารที่ดีเยี่ยม 30 ชนะ การสร้างบริบททางการเมือง สร้างสภาพแวดล้อมไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง เขาปูมาเรื่อยๆ ไม่ใช้เงินสักบาทเพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ร้อยนึงเขาก็เลือก เพราะบริบทการเมืองมันเอื้อมาแล้ว เพราะฉะนั้นการจัดการสำคัญที่สุดบริหารฐานคะแนน อย่างที่ทุกคนเห็นทำไมเขาถึงสร้างกลุ่มตัวแทนเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นเพราะความชาญฉลาดผมยอมรับนับถือความชาญฉลาดนี้ ถ้าเป็นโจรเรียกว่าโจรสมองเพชรน่ากลัวมาก สมองเพชรถ้าใช้ประโยชน์ในทางที่ดีกับประเทศชาติบ้านเมือง มันจะเจริญรุ่งเรืองมาก บ้านเมืองก็จะอยู่อย่างมีความสุข” นพ.ชลน่านมกล่าว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์​ ยังขอใช้สิทธิ์พาดพิง​ พร้อมหันไปแตะมือนพ.ชลน่าน และกล่าวว่า ต้องพูดไว้ล่วงหน้าเพราะหาตัวยาก ต.ค.นี้พรรคประชาธิปัตย์จะจัด homecoming รวบรวมศิษย์เก่า​ ที่เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตสมาชิก จึงขอเชิญล่วงหน้า เนื่องจากครบโอกาสที่พรรคครบ 80 ปีแต่ตนยังเป็นหัวหน้าพรรคที่อายุน้อยกว่าพรรค​ และขอชี้แจงคนเข้าใจผิดว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดแมวเป็นมา พูดหมาเป็นแมว คือจริง ๆ ฝ่ายค้านในอดีต ต้องยอมรับว่าเครื่องไม้เครื่องมือในการสื่อสารอยู่ในมือรัฐบาล เพราะฉะนั้นง่ายที่สุดคือฝ่ายรัฐบาล ก็บอกว่าแมวเป็นหมา หน้าที่เราก็คือใช้ความสามารถ ให้ถึงที่สุดในเวทีสภาให้คนเห็น จริงๆ แล้วมันคือแมว

ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะหัวเราะ และกล่าวต่อว่า “คุณหมอคงไม่ลืมว่า สัจจัง​ เว​ อมตา วาจา​ เราต้องอยู่บนความจริงครับ”

ชลน่านประชาธิปัตย์อภิสิทธิ์เพื่อไทยเวทีผู้นำผ่านค้าน

สั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ด! ‘อนุทิน’ ปล่อยวลีเด็ดเปรียบเทียบ หลังแชร์บทวิเคราะห์ศึก ‘นภินทร-ไอติม’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แชร์โพสต์เฟซบุ๊กของ กวีเหลวไหลแท้ วิเคราะห์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ที่เขียนโพสต์เอาไว้ว่า “นภินทร นักการเมืองโปรไฟล์ธรรมดาแทบจะไม่มีใครรู้จัก กลับสร้างชื่อเสียงขึ้นมาในเวลาชั่วข้ามคืน หลังจากสยบ พริษฐ์ ไอติม นักการเมืองดาวรุ่งผู้โด่งดังด้านฝีปาก ลงได้แทบไม่น่าเชื่อฟังคลิปแล้ว นภินทรคงมีความรู้ด้านงานวิจัยทางธุรกิจมาบ้าง แกจึงตอบเฉพาะที่อยู่ในสโคป ตอบตามความจริงเท่านั้น จึงดูธรรมชาติกลมกลืนน่าเชื่อถือ

ขณะที่ไอติม แม้จะมีสายเลือดวัวชน(นักพูด) อยู่ในยีน จากการเป็นหลานน้าของอภิสิทธิ์ แต่นิสัยได้ฟังอะไรมานิดหน่อยก็รีบไปขยายผลต่อโดยไม่ตรวจสอบให้แน่ชัดรอบด้านก่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมหมู่ของสมาชิกพรรคส้มมายาวนาน (รอมดอนเรื่องยิงจากคอปเตอร์, ไอซ์ นี่หลายเรื่อง ฯลฯ) ทำให้เขาทะเล่อทะล่าพ่ายแพ้คาเวทีซึ่งถือว่าได้เปรียบหลายช่วงตัวเพราะเป็นสนามเหย้า ชนิดพลิกล็อกมโหฬารจริงๆ การรับมือกับนักการเมืองฝั่งนี้ไม่มีอะไรยาก แค่แม่นยำในเรื่องที่ทำหรือรู้ ก็ตอบคำถามลมเพลมพัด หวังแต่ผลทางการเมืองได้สบายๆ”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ไม่เพียงแค่นี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ด้วยว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does.” ซึ่งแปลได้ว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย”

หลังจากที่โพสต์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“หมๆๆๆๆๆ”

“อุ๊ย”

“ถูกใจนายยก”

“แดกปากเบี้ยวเลย”

“เจอเข้าไป ละลายคาบ้าน..3 !!!”

“ผมนี่อยากยกนิ้วให้ท่านเลยครับ….”

“นายกฯ ค่ะ 5555”

“ตัวจริงรึเปล่าครับ ออกมาไลฟ์สดให้ดูหน่อย”

“เจ้าบทเจ้ากลอน นะท่าน ทุกสิ่งมีจุดหลอมเหลว ของมันนะท่าน”

“555 ไปเรื่อยอะเรา”

“ครับคุณอนุทินเจ้าของประเทศไทย”

“ทำไมประชาชนกดหัวเราะท่านนายกเยอะจังเลยครับ”

“แปลกนะครับท่านนายก แทนที่ท่านจะจับคนทำผิด ไปจับคนแจ้ง แบบนี้มันจะไม่บิดเบี้ยวไปหน่อยหรอครับ ผมจะสอนลูกสอนหลานยังไงครับ”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

Typography is the art and technique

Typography is the art and technique of arranging type to make written language legible, readable and appealing when displayed. The arrangement of type involves selecting typefaces, point size, line length, line-spacing (leading), letter-spacing (tracking), and adjusting the space within letters pairs (kerning).

กวีเหลวไหลแท้การเมืองนภินทร ศรีสรรพางค์พริษฐ์ วัชรสินธุยอนุทิน ชาญวีรกูล

กกต.ยัน 14 ก.ย. ชี้ขาดมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. หรือไม่

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:20 น.

กกต.ยัน 14 ก.ย. ชี้ขาดมติเอกฉันท์ ส่งศาลฎีกา คดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังพิจารณาครบทุกสำนวนแล้ว “ณรงค์” ลั่นไร้แรงกดดันตลอด 3 เดือน ขอ ประชาชนมั่นใจ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. จะมีมติส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาหรือไม่ในวันที่ 14 ก.ย. โดยยืนยันว่าจะมีมติในวันที่ 14 กันยายนจริง โดยเราพิจารณาไปหมดแล้วเมื่อวาน พิจารณาทุกสํานวน ที่เป็นปัญหาของ สว. และทาง กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ เพราะตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราทำ เราพิจารณามาโดยตลอด อาจจะมีบางสัปดาห์ที่ไม่ได้ประชุม เนื่องมาจากว่ามีภารกิจอื่น ก็เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้

เมื่อถามว่ามีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมบางประเด็น ที่ต้องสอบถาม

เมื่อถามว่ามีกลุ่มภาคประชาสังคมหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหว จำเป็นต้องมอนิเตอร์ด้วยหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อ๋อ ไม่หรอกครับ เป็นเรื่องที่สามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว เราก็ทำตามสํานวนของเรา พร้อมย้ำว่าต้องว่าไปตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผน มีข้อกฎหมายอยู่

เมื่อถามว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันอะไรใช่หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า ไม่เคยมีอะไรกดดัน

“ขอให้มั่นใจครับ มั่นใจพวกเรา กกต. ทั้ง 7 คน ขอบคุณครับ” นายณรงค์ กล่าว

กกตคดีฮั้ว สว.ศาลฎีกาฮั้ว สว.

อภิสิทธิ์ รับกังวลสภาพบ้านเมือง ระบบปัจจุบัน ตรวจสอบยาก เหน็บอดพิสูจน์อาหาร รร.พูลแมน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

’อภิสิทธิ์‘ ได้ทีเหน็บนึกว่าจะได้พิสูจน์ว่าอาหาร ‘โรงแรมพูลแมน’ อร่อยจริงตามที่ ’นายกฯ‘ บอกหรือไม่ รับกังวลสภาพบ้านเมือง-ระบบปัจจุบัน ตรวจสอบยากมาก กังขาใช้สิทธิเสรีภาพสมคบคิดล้มล้างการปกครองหรือไม่ ปลุก ’ฝ่ายค้าน‘ ใช้เครื่องมือ-สิทธิที่มีตามกม. ทำหน้าที่ให้เต็มที่ เชื่อไม่มีใครยอมปล่อยกับสิ่งไม่ถูกต้อง แซะ ’ศุภชัย‘ โร่ออกมาตอบ ไปกินอะไรมา ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการจัดเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ในหัวข้อ “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ“ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับเชิญมาร่วมเป็นวิทยากรเสวนา กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอเริ่มต้นด้วยการต่อว่า ผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ให้ประธานวิปฝ่ายค้าน มาเชิญตน ที่ตนตอบรับ เพราะนึกว่าจะได้พิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีพูดความจริงหรือไม่ว่าอาหารที่โรงแรมพูลแมนอร่อยหรือเปล่า ตนเลยตอบรับ ในที่สุดตนไม่ได้พิสูจน์ แต่ว่าตกปากรับคำไปแล้วก็ต้องมา ทางนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตสส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ แนะนำให้ตนสั่งอาหารจากโรงแรมพูลแมนมา แต่ตนว่าอย่าเลยดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนขอให้กำลังใจทุกคนที่เป็นฝ่ายค้าน ตนมักจะใช้คำหนึ่งว่า คือถ้าจะดูว่าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ มันไม่เกี่ยวกับรัฐบาล มันดูว่ามีฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีฝ่ายค้าน จะเป็นการรวบอำนาจ ที่ต้องให้ให้กำลังใจ เพราะว่าทุกวันนี้ในสังคมไทยเป็นสังคมที่น่ารัก ประนีประนอมต่อกัน สังคมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือยอมรับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน จะเห็นว่าเราจะได้ยินคำพูดว่าฝ่ายค้านทำไมค้านทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนี้ ถ้าใครมาดูเราทำหน้าที่ในสภาฯ กฎหมายต่างๆพวกเราก็ลงคะแนนให้ไม่ได้คัดค้าน แต่เวลาฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาลมันเป็นข่าวหรือไม่ มันก็ไม่เป็น ดังนั้นเราต้องรู้บทบาทฝ่ายค้านเวลาที่มีความเห็นต่าง เพราะนั่นคือคุณค่าของการมีฝ่ายค้านให้เห็นว่าเกือบทุกเรื่องที่เป็นปัญหาของสังคมมันมี2ด้านเสมอ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีคนถามตนว่ามีความกังวลหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ากังวลอย่างมากกับสภาพบ้านเมือง และระบบในปัจจุบัน สมัยหนึ่งเรากลัวเรื่องการรวบอำนาจในแง่เสียงข้างมากในสภาฯ ถ้าอยากทำอะไรทุกเรื่องเหมือนกับสภาฯดูไม่ค่อยมีความหมาย ความจริงระบบของเราแปลก เพราะในต่างประเทศรัฐบาลในระบบรัฐสภา เขามักจะมีการแบ่งประเด็น เรื่องที่คอขาดตาย กฎหมายงบประมาณ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาต้องขีดเส้นใต้สามเส้นว่า สส.รัฐบาลต้องเอาตามนั้น แต่อีกหลายๆเรื่องเขาจะบอกว่าถ้าเห็นต่างกับรัฐบาล หรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ฝ่ายฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาล มันไม่ต้องลงคะแนนกันเป็นพรรค หรือบังคับเป็นมติอย่างที่ปรากฏในประเทศไทยเกือบทุกครั้งที่มีการลงมติ เราเอากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลออกไปอยู่ข้างนอกสภาฯโดยใช้สิ่งที่เรียกว่าองค์กรอิสระ เพราะการตรวจสอบของนักการเมืองด้วยกันเองมันเข้มแข็งไม่พอ เราหวังว่าองค์กรอิสระจะเป็นกลางด้วยความให้ยึดโยงกับประชาชนทางใดทางหนึ่ง ก็ไปใช้บริการวุฒิสภาแต่ก็ประสบปัญหามาทุกยุคทุกสมัย เพราะเอาจริงวุฒิสภาก็ไม่ได้เป็นกลาง หรือเริ่มต้นอาจจะเป็นกลาง ทำไปทำมาก็ไม่เป็นกลาง แล้วก็ไปเริ่มสร้างเครือข่ายอำนาจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ที่น่ากลัวคือมันไปไกล จนเราเห็นปรากฏการณ์หลายอย่างปรากฏในกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบยากมาก มันเหมือนกับการใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ตนจึงไม่ทราบว่าทำไมนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบตน ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี เพราะมันเป็นอย่างนี้ ตนจึงกังวลกับสภาพบ้านเมือง แต่ตนในฐานะฝ่ายค้าน ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้าน ในอดีตที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย มีหลายสถานการณ์ที่ต้องบอกว่าใหญ่โตมากทั้งในสภาฯและหลายๆอย่าง แต่เราคงไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เราพูดเสมอ คือเราต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นตนไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่ เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ เราต้องใช้ ถึงที่สุดตนเชื่อว่ามันไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้อง

การเมืองไทยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

‘ธนพร’กาง 2 โพล ชี้’อนุทินหนังเหนียว’ 62%เชื่อรัฐบาลรอด แรงกดดันฝ่ายค้าน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

ธนพร-ศรียากูล

“ธนพร” อ่านตัวเลขนิด้าโพล-สวนดุสิตโพล ชี้สัญญาณ “อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก” 68% เชื่อรัฐบาลรับมือปัญหาได้ ขณะที่ 62% มองรัฐบาลยังรอด ด้านดุสิตโพล 54.30% ไม่เชื่อซักฟอกตรวจสอบรัฐบาลได้ผล มองฝ่ายค้านกดดันหนัก ต้องงัด “ของจริง-หลักฐานใหม่” พิสูจน์ตัวเอง หากโหมโรงหนักแต่สุดท้ายไม่มีอะไรใหม่ ระวังเสียเครดิต

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั้งนิด้าโพลและสวนดุสิตโพล โดยระบุว่า หากอ่านตัวเลขทั้งหมดอย่างครบถ้วน จะเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดว่า แม้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะกำลังเผชิญหลายประเด็นทางการเมือง และฝ่ายค้านเตรียมนำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสามารถรับมือและประคองตัวผ่านสถานการณ์ไปได้

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า นิด้าโพลได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ทั้งกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ประเด็นฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและสอดคล้องกับสิ่งที่ฝ่ายค้านเตรียมนำมาอภิปราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ มี 31.99% ที่มองว่ารัฐบาลไม่สามารถรับมือได้เลย แต่เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่ารัฐบาลสามารถรับมือได้ทั้งหมด รับมือได้เป็นส่วนใหญ่ และรับมือได้บางประเด็น กลับมีสัดส่วนรวมประมาณ 68%

ขณะที่คำถามว่ารัฐบาลจะ “รอดหรือไม่รอด” จากปัญหาที่กำลังเผชิญ มี 37.86% เชื่อว่าไม่รอด แต่เมื่อรวมผู้ที่ตอบว่า รอดแบบสบายๆ รอดแต่บอบช้ำน้อย และรอดแต่บอบช้ำมาก จะมีสัดส่วนรวมประมาณ 62%

รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า นี่คือเหตุผลที่เขาใช้คำว่า “อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก” เพราะไม่ได้เป็นการพูดจากความรู้สึกส่วนตัวหรือการเชียร์รัฐบาล แต่เป็นการอ่านจากตัวเลขของผลสำรวจ ซึ่งสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสามารถรับมือกับแรงกดดันและอยู่ต่อไปได้

“วันนี้เชื่อว่ารอดประมาณ 62% และเชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้ประมาณ 68% ผมไม่ได้เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตอบ แต่ตัวเลขโพลออกมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่านายกฯ อนุทินหนังเหนียว มันก็ดูจากตรงนี้” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

สำหรับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล รศ.ดร.ธนพร มองว่า ยิ่งสะท้อนโจทย์สำคัญที่ฝ่ายค้านต้องเผชิญ โดยเมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนต้องการให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องสูงถึง 80.58% ขณะที่ประเด็นฮั้ว สว. ซึ่งถูกผลักดันอย่างหนักทางการเมือง มีผู้ให้ความสนใจประมาณ 34.25%

ที่สำคัญ เมื่อถามว่าประชาชนเชื่อหรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ มีถึง 54.30% ที่ตอบว่าไม่เชื่อ

ส่วนคำถามว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด มี 50.28% มองว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และอีก 28.49% มองว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

รศ.ดร.ธนพร จึงประเมินว่า เมื่ออ่านผลสำรวจทั้งสองสำนักประกอบกัน แรงกดดันก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลมากที่สุด แต่กำลังย้อนกลับไปอยู่ที่ฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านได้สร้างความคาดหวังต่อสังคมไว้สูงว่าจะมี “หมัดเด็ด” และข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล

ดังนั้น หากถึงวันอภิปรายแล้ว สิ่งที่นำเสนอเป็นเพียงข้อมูลเดิม ข้อกล่าวหาเดิม หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจกลายเป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านเอง

โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว. รศ.ดร.ธนพร เห็นว่า หากฝ่ายค้านมีหลักฐานใหม่จริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน หลักฐานการสั่งการ หรือข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของบุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็ควรนำออกมาเปิดเผยให้สังคมตรวจสอบ เพราะประชาชนกำลังรอดูว่า “ของใหม่” ที่ฝ่ายค้านพูดถึงนั้นมีน้ำหนักเพียงใด

เช่นเดียวกับกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ หากมีหลักฐานว่ามีบุคคลระดับสูงหรือฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องนำหลักฐานออกมาแสดงอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการตั้งข้อสงสัยหรือกล่าวหาทางการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า หน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญและควรได้รับการสนับสนุน แต่เมื่อฝ่ายค้านเป็นฝ่ายกล่าวหา ภาระสำคัญก็คือการนำข้อมูลและพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาแสดงต่อประชาชน

“ฝ่ายค้านยิ่งตีปี๊บมากเท่าไร ตัวเองก็ยิ่งกดดันมากขึ้น เพราะสังคมคาดหวังแล้วว่าคุณต้องมีของ ถ้าถึงวันอภิปรายแล้วไม่มีอะไรใหม่ ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องเครดิตของฝ่ายค้านเอง”

รศ.ดร.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลสำรวจทั้งนิด้าโพลและสวนดุสิตโพลในเวลานี้จึงสะท้อนภาพเดียวกันว่า ประชาชนยังไม่ได้คาดหวังว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งใหญ่ และยังมีคนจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลสามารถผ่านสถานการณ์ไปได้

“ที่ผมบอกว่า ‘หนูหนังเหนียว อนุทินหนังเหนียว เคี้ยวยาก’ ไม่ใช่เพราะผมเชื่อว่าหนังเหนียว แต่ตัวเลขโพลมันชัดเจน วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่ารัฐบาลรับมือได้และยังรอด เพราะฉะนั้นแรงกดดันจริงๆ จึงอยู่ที่ฝ่ายค้านว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อว่า ข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่ในมือนั้นหนักพอ”

ธนพร ศรียากูลอนุทินชาญวีรกูล