ปธ.วุฒิสภา แถลงโต้ ฮุน เซน ซัด กัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง-เล่นบทเหยื่อ

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

“มงคล”ออกถ้อยแถลงโต้ข้อกล่าวหา “ฮุน เซน” ซัด “กัมพูชา”บิดเบือนข้อเท็จจริง-เล่นบทเหยื่อ ย้ำ “ไทย”ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง จี้ร่วมมือแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกถ้อยแถลงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ได้กล่าวพาดพิงประเทศไทยในระหว่างการประชุมสภาผู้นำระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (ISC-2) ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ในนามของประธานวุฒิสภา ขอชี้แจงว่า วุฒิสภาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยได้มีรายงานผลการศึกษาและได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา นำเสนอต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่ติดตามประเด็นสถานการณ์ไทย – กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ประธานวุฒิสภาขอกล่าวถ้อยแถลงเพื่อปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไร้ซึ่งมูลความจริงโดยประธานวุฒิสภากัมพูชาที่ได้กล่าวถ้อยแถลง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมผู้นำรัฐสภาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (ISC-2) ณ กรุงพนมเปญ นับเป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่งที่ประเทศซึ่งเป็นผู้เปิดฉากโจมตีผู้อื่นก่อน กลับมาเรียกร้องเรื่องการเคารพอธิปไตยเหนือดินแดนและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยพึงประสงค์ ในข้อเท็จจริงนั้น ไทยได้ใช้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และยังคงยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อแถลงการณ์ร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การหยุดยิงที่ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน กัมพูชาได้ใช้เวทีระหว่างประเทศอีกครั้งเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการนำเสนอตนเองในฐานะเหยื่อ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เป็นการบั่นทอนการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และไม่ส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญา

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ได้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมนี้อย่างเคร่งครัด ซึ่งระบุให้ทั้งสองฝ่ายคงการจัดวางกำลังทหารไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเพิ่มเติม ในระหว่างที่รอกระบวนการปักปันเขตแดน อีกทั้ง เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นการกระทำที่เป็นการยั่วยุ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อลดความตึงเครียดประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีอยู่และกฎหมายระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
ไม่ควรถูกยกระดับให้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ หรือถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริง การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชาไปสู่บริบทใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความอดทนอดกลั้น และความจริงใจจากทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาทำงานร่วมกับไทยด้วยความจริงใจ รวมถึงการจัดการกับความท้าทายร่วมกัน เช่น ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการเก็บกู้วัตถุระเบิด เพื่อส่งเสริมบรรยากาศและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้รุดหน้าต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมดังกล่าว ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้กล่าวหาประเทศไทยว่าเป็นฝ่ายยิงใส่กัมพูชา รวมถึงทำให้คนกัมพูชาจำนวนมากต้องพลัดถิ่น

กัมพูชามงคล สุระสัจจะฮุน เซน

ก.ตร.เคาะโผนายพลสีกากี ฉลุยตั้ง 163 นายพล เช็กชื่อ ผบช.-ผู้การใหม่ ได้ที่นี่

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:44 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ลงมาถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง นัดประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี รอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยใช้เวลาในการประชุมยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งจะนำรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาเข้าที่ประชุมก.ตร.เพื่อลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มการประชุมนายอนุทิน ได้แจ้งว่า วันนี้เจ็บคออาการไม่ดี ไม่สบาย พร้อมกับจับที่บริเวณลำคอ

ขณะที่เวลาประมาณ 17.00 น.หลังผ่านไปเกือบ 3 ชม. นายอนุทิน ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หารือคาดว่าเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายในบางตำแหน่ง

ต่อมาเวลา 17.57 น. นายอนุทิน ได้เดินทางกลับโดยมอบหมายให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์

มีรายงานว่าภายหลังนายกฯ เดินทางกลับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม 2 เพื่อพิจารณาในระดับผบช.ในบางตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว
ต่อมาเวลา 21.00 น.นายอนุทิน ได้เดินทางกลับเข้ามาร่วมประชุมอีกครั้ง โดยการประชุมแล้วเสร็จในเวลา 23.00 น. รวมระยะเวลาการประชุมยาวนานเกือบ 9 ชั่วโมง

มีรายงานว่าในส่วนของตำแหน่งผู้บังคับการมีผู้ที่ครองตำแหน่ง 4 ปี ได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง 5-6 ราย คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งว่าง

สำหรับปีนี้มีตำแหน่งว่าง 163 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับรอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. เลื่อนเป็นจตช. โดยโยกพล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตช. เป็น รอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นรอง จตช. โดยโยกพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับ ผบช. ตำแหน่งหลักอยู่ที่เดิม ได้แก่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 มือทำงาน ศอปส. ทีมปราบสแกรมเมอร์ คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 โยกเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ 8) โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผบช.สอท. นรต.46 มือปราบอาชญากรรมไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 มือทำงานปราบ นอมินีต่างด้าว ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ผบ.ตร. ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เลื่อนขึ้น เป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 นรต.รุ่น 42 โยกเป็น หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 เลื่อนเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.45 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ระดับรอง ผบช. อาทิ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รองผบช.สทส. เป็นรอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เลื่อนเป็น รอง ผบช.ตชด. พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. เป็น รอง ผบช.สทส. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เลื่อนเป็นรองผบช.สอท. พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็น รอง ผบช.ภ.2

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. โยกเป็น ผบก.รน. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. โยกเป็น ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผบก.อก.บช.สอท. โยกเป็น ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา จากตำเเหน่งเดิม ผบก.ตอท. โยกเป็น ผบก.สอท.5

พล.ต.ต.สุรชัย สุขใส ผบก.ฝรก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พล.ต.ต.เพลิน กลิ่นพยอม เลขานุการ ตร. อดีตนายเวรพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. โยกเป็นผบก.อก.บช.ส. พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 โยกเป็น ผบก.ภ จว.ฉะเชิงเทรา พล.ต.ต.ประสงค์ อานมณี ผบก.น.3 โยกเป็น ผบก.สปพ. 191 พล.ต.ต.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผบก.กยศ. โยกเป็น ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 โยกเป็น ผบก.น.6 พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 โยกเป็น ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.ชูตระกูล ยศมาดี ผบก.ศยก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.นครนายก พล.ต.ต.พงศกร รัศมีโรจน์สกุล ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร. โยกเป็น ผบก.สส.บช.ภ.5

พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช รอง ผบก.สปพ. นรต.รุ่น 52 นายเวร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ขึ้น เป็น เลขานุการ ตร. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. คนสนิทพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบก.ทล. พ.ต.อ.จักษ์ ยังให้ผล ผบก.ศพข.บช.ส. เลื่อนเป็นผบก.ส.3 พ.ต.อ.สุธี พรมมาลี รองผบก.น.9 เลื่อนเป็น ผบก.น.3 พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง รองผบก.น.6 เลื่อนเป็น ผบก.น.5 พ.ต.อ.เทพปทาน นิพิวรรณ์ รองผบก.อคฝ. เลื่อนเป็น ผบก.น.7

พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รองผบก.น.2 เลื่อนเป็น ผบก.น.8 พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.5 เลื่อนเป็นผบก.ตม.5 พ.ต.อ.เศรษฐนัณข์ ปิยะสมบูรณ์ รอง ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น ผบก.สอท.3

พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รองผบก.สอท.1 เลื่อนเป็น ผบก.อก.สอท. พ.ต.อ.พัฒน์เชษฐ์ อุ่นอนันต์ รองผบก ฯ ช่วยราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ บช.ก. พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม รองผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็นผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี

พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รองผบก.ภ.จว.จันทบุรี เลื่อนเป็นผบก.ภ.จว.จันทบุรี พ.ต.อ.เธียรธรรม์ กัลยาวัฒนาเจริญ รอง ผบก.อก.ภ.5 เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.ลำพูน พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น รอง ผบก.น.5 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.3 พ.ต.อ.รณภพ พัฒนา รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รองผบก.ตม.6 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.1พ.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรวิบูลย์สวัสดิ์ รอง ผบก.สอท. เลื่อนเป็น ผบก.สท.

นายพลสีกากีสำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุทิน ชาญวีรกูลโผตำรวจ

ผอ.JIC จับไต๋ ฮุนเซน เสนอตั้ง ‘คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภา’ ไกล่เกลี่ย หวังใช้พิพากษาเขตแดน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:25 น.

S__51601634_0

ผอ.JIC จับไต๋ ฮุนเซน เสนอตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภา”ไกล่เกลี่ย หวังใช้พิพากษาเขตแดน ถามกลไกที่อยู่ใช้เต็มที่ยัง หาก 2 ประเทศ จริงจังข้อตกลงหยุดยิง ก็ไม่ใช่แค่กระดาษ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ระบุถึงกรณีถ้อยแถลงของ ฮุน เซน เสนอคณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภาหยุดยิง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ชายแดนขยายตัวว่า ประเทศไทยสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ ซึ่งคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะตั้งคณะใหม่กี่คณะ แต่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้แล้ว ใช้ให้เต็มประสิทธิภาพหรือยัง

เรามีช่องทางทวิภาคี มีกลไกด้านชายแดน และมีกลไกผู้สังเกตการณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงเดียวกัน ใช้ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน และไม่พยายามให้กลไกสังเกตการณ์กลายเป็นเครื่องมือตัดสินข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้พิพากษาเขตแดน

เมื่อถามว่า ฮุน เซน บอกว่า “ข้อตกลงหยุดยิงอาจเป็นเพียงกระดาษหนึ่งแผ่น ที่ไม่สามารถรับประกันสันติภาพยั่งยืน เห็นอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนเห็นต่างในหลักการ ข้อตกลงหยุดยิงจะเป็นเพียงกระดาษ ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ลงนามไม่ปฏิบัติตาม แต่ถ้าทุกฝ่ายเคารพสิ่งที่ตกลงร่วมกัน กระดาษแผ่นนั้นคือคำมั่นระหว่างรัฐ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตประชาชนและกำลังพลของทั้งสองประเทศ

ดังนั้น แทนที่จะลดคุณค่าของข้อตกลง เราควรถามว่า เราทำตามสิ่งที่ลงนามไว้ครบถ้วนหรือยังสันติภาพไม่ได้เกิดจากการตั้งกลไกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรักษาคำพูดและสร้างความไว้วางใจผ่านการปฏิบัติ

ส่วนกรณีที่ ฮุน เซน ระบุถึง Salami Slicing หรือ การรุกคืบยึดพื้นที่ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกำลังพาดพิงประเทศไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ถ้าจะใช้ศัพท์ทางยุทธศาสตร์ เราก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะคำศัพท์ไม่ได้เป็นหลักฐาน สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ พื้นที่ใด พิกัดใด อ้างอิงเอกสารอะไร และผ่านกลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกันหรือยัง

การประกาศฝ่ายเดียวว่าพื้นที่หนึ่งเป็นของตน แล้วนำการปฏิบัติของอีกฝ่ายไปนิยามว่าเป็น Salami Slicing ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนได้รับการตัดสิน เรื่องเขตแดนต้องคุยกันด้วยแผนที่ เอกสาร หลักฐาน และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินกันบนเวทีสื่อ

เมื่อถามถึงประเด็นที่แรงที่สุดคือ ฮุน เซน ระบุว่า การใช้อาชญากรรมข้ามชาติ เช่น “หลอกลวงออนไลน์” เป็นข้ออ้างยึดครองดินแดนประเทศอื่น ถือเป็นสงครามยุคใหม่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า คิดว่าเราต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัด

1. ปัญหาเขตแดน ต้องแก้ด้วยกลไกเขตแดน
2. อาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ ต้องแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประเทศไทยไม่ได้ใช้คำว่า “สแกมเมอร์” เป็นเครื่องมือกำหนดเส้นเขตแดน แต่ในทางกลับกัน การมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องศูนย์หลอกลวงออนไลน์ คำตอบที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหาประเทศอื่น แต่คือ เปิดเผยข้อเท็จจริง ตรวจสอบอย่างโปร่งใส และร่วมกันปราบปราม เพราะเหยื่อของสแกมเมอร์ไม่ได้มีเฉพาะคนไทยหรือคนกัมพูชา แต่มีประชาชนจากหลายประเทศ

เมื่อถามว่า ฮุน เซน บอกว่าสงครามยุคใหม่รวมถึงสงครามบั่นทอนชื่อเสียง และการทำสงครามข้อมูล ไทยกำลังทำ Information Warfare ต่อกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่สงครามข้อมูล ถ้าฝ่ายใดเห็นว่าข้อมูลของไทยไม่ถูกต้อง สามารถนำหลักฐานมาโต้แย้งได้ และประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริง

สิ่งที่อันตรายกว่าคือการกล่าวข้อกล่าวหาเดิมซ้ำ ๆ จนสาธารณชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นนั้นยังอยู่ในกระบวนการหารือระหว่างสองประเทศ ข้อกล่าวหาที่ถูกพูดหนึ่งร้อยครั้ง ก็ยังเป็นข้อกล่าวหา จนกว่าจะพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

เมื่อถามว่า ไทยเห็นด้วยกับข้อเสนอเครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ยรัฐสภาระหว่างประเทศหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกข้อเสนอเพื่อสันติภาพสามารถรับฟังได้ แต่การเพิ่มผู้เล่นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าปัญหาจะง่ายขึ้นก่อนจะถามว่าใครควรเข้ามาไกล่เกลี่ย เราควรถามก่อนว่า กลไกที่ไทยและกัมพูชามีอยู่แล้ว ได้รับโอกาสให้ทำงานเต็มที่หรือยังถ้าเราต้องการสันติภาพจริง สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ลดถ้อยคำกล่าวหา ลดการตัดสินผ่านสื่อ รักษาข้อตกลง และนำประเด็นที่เห็นต่างกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่ผู้พิพากษา ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำตัดสินเขตแดน และสแกมเมอร์ไม่ใช่หลักเขตแดน เรื่องเขตแดนให้กลไกเขตแดนทำงาน เรื่องอาชญากรรมให้กฎหมายทำงาน ส่วนหน้าที่ของเราทั้งสองประเทศ คือทำให้สันติภาพทำงาน

“ถ้าเห็นว่าข้อตกลงหยุดยิงเป็นเพียงกระดาษ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ฉีกคุณค่าของกระดาษแผ่นนั้น แต่คือทำให้ทุกคำที่ลงนามไว้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพราะสันติภาพพิสูจน์กันด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยจำนวนเวทีที่เราพูดถึงสันติภาพ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ชายแดนไทยกัมพูชาผอ.JIC

คลองถมเซ็นเตอร์เสียหาย 100% ชัชชาติ ชี้ ต้องรื้อโครงสร้างทิ้ง สั่งเฝ้าระวังค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงกว่า 630 มคก.

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:17 น.

ชัช

29 ส.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีไฟคุกรุ่นและจุดความร้อนบางส่วนอยู่ภายในอาคาร ซึ่งอยู่ระหว่างการใช้รถแบ็กโฮเปิดทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงและดับไฟบริเวณด้านในได้ โดยต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก

“ความเสียหายขณะนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มพื้นที่ 4 ไร่ คลองถมเซ็นเตอร์ก็คงไม่มีแล้ว ก็ต้องรื้อเพราะโครงสร้างสภาพเสียหายค่อนข้างเยอะ ทีมโดรนของกทม. ได้ขึ้นสำรวจบริเวณรอบพื้นที่ บันทึกเหตุการณ์ และช่วยประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งจากภาพพบว่า ตัวอาคารยุบตัวทั้งหมดจากด้านใน ห้องแถวด้านข้างประมาณ 8-9 ห้อง มีไฟไหม้อยู่ 2 ห้อง โดยรถแบล็คโฮเข้าไปเจาะทาง เพื่อจะเข้าไปดับไฟในบริเวณด้านในแล้ว” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สำหรับข้อกังวลเรื่องควันและสารพิษ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า จากการตรวจวัดเบื้องต้น ขณะนี้ยังไม่พบค่าก๊าซหรือสารพิษที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง โดยตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ได้ประมาณ 0.4 ppm และบริเวณที่ตรวจวัดยังอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีควันและฝุ่นจากเหตุเพลิงไหม้ จึงต้องติดตามคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในขณะนี้คือ ฝุ่นละออง โดยเฉพาะ PM2.5 ซึ่งบริเวณจุดเกิดเหตุตรวจวัดได้ประมาณ 630 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุหากไม่มีความจำเป็น และหากอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควัน ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยเฉพาะ หน้ากาก N95 ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทั้งนี้ ทิศทางลมมีแนวโน้มพัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กทม. จึงอยู่ระหว่างติดตามทิศทางลมและตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมในพื้นที่ตามแนวลม เพื่อประเมินผลกระทบและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่า “แม้ขณะนี้ยังไม่พบค่าก๊าซหรือสารพิษที่น่าเป็นห่วง แต่ประชาชนควรติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของ กทม. โดยเฉพาะการป้องกันฝุ่นและหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุ”

นอกจากนี้ กทม. ได้นำ โดรนพร้อมกล้องอินฟราเรด เข้ามาช่วยตรวจสอบจุดความร้อนและสภาพพื้นที่จากมุมสูง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเข้าปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงจุดเสี่ยง จุดความร้อน และทิศทางลม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า กทม. จะติดตามทั้งสถานการณ์เพลิงไหม้และคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน และรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

PM2.5คลองถมชัชชาติ สิทธิพันธุ์ฝุ่นไฟไหม้

‘อนุทิน’ แชร์โพสต์ สรุปเหตุ ‘ไอติม’ แพ้น็อก ‘นภินทร’ กลาง ‘กรรมกรข่าว’

29 สิงหาคม 2569 เวลา 11:24 น.

นายก

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 กลายเป็นกระแสฮืฮฮาบนโลกโซเชียล เมื่อ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แชร์โพสต์ของ ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ ที่ออกมา สรุปสั้น ๆ ว่า เหตุใด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จึงแพ้น็อก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

ซึ่งข้อความดังกล่าวมาจากเพจของ ธารินี วรินทรากุล ระบุว่า “ดิฉันสรุปให้สั้น ๆ ว่า เหตุใด “ไอติม” จึงแพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีพูดเก่งกว่าหรือใช้อารมณ์เสียงดังกว่าค่ะ แต่เป็นเพราะตลอดการสนทนา ฝ่ายหนึ่งตอบด้วยข้อเท็จจริง พยานบุคคล และเอกสารอ้างอิง ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงคำว่า

“มีคนบอกมา”

“ผมตั้งข้อสังเกต”

“ผมไม่ได้กล่าวหา”

และ “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี”

อนุทิน

พูดง่าย ๆ คือ ตอนตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่พอถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่งค่ะ


เริ่มจากการกล่าวหารัฐมนตรีว่า “ไร้จิตสำนึก” เพราะไม่เข้าสภาไปตอบกระทู้ ทั้งที่รัฐมนตรีชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีนัดหมายล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ต้องประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 5 จังหวัดร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ประมาณ 50 คน

เมื่อถูกถามกลับตรง ๆ ว่า การไปจัดการความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ทำให้ตนเป็นคนไร้จิตสำนึกอย่างนั้นหรือ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดคือการยอมรับว่า คำพูดก่อนหน้านี้อาจรุนแรงเกินไป
แต่ไอติมไม่ขอโทษค่ะ


กลับยืนยันเพียงว่า รัฐมนตรีต้องมาสภาเพราะเป็นหน้าที่

ดิฉันจึงอยากถามว่า แล้วการแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีหรือคะ? หรือในความเข้าใจของฝ่ายค้าน หน้าที่ของรัฐมนตรีมีเพียงการมานั่งเป็นฉากให้ตนเองอภิปรายและตัดคลิปลงโซเชียลเท่านั้น?

จากนั้นเข้าสู่ประเด็นพยาน A ซึ่งไอติมอ้างว่าไปขอให้รัฐมนตรีช่วยเหลือเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรีไม่ได้ปฏิเสธว่าบุคคลดังกล่าวเคยเข้ามาพบ แต่ชี้แจงว่าเมื่อทราบว่ามาขอความช่วยเหลือเรื่องใด ก็ให้ออกจากห้องและไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่ามีข้าราชการระดับ C8 และ C9 อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงมีหนังสือราชการเกี่ยวกับการประชุมเรื่องไก่งวงรองรับที่มาของการนัดหมาย

นี่คือคำชี้แจงที่มีทั้งชื่อพยานแวดล้อมและเอกสารซึ่งสามารถตรวจสอบต่อได้


แล้วฝั่งไอติมมีอะไรคะ?


คำตอบคือ ไม่มีเอกสาร และอาศัยเพียงคำบอกเล่าของบุคคล A ก่อนนำมาตีความต่อว่า “จึงทำให้เชื่อได้ว่า…”


การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านค่ะ แต่การนำคำกล่าวหาของบุคคลหนึ่งมาขยายผล แล้วใช้ถ้อยคำชวนให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ได้เรียกว่า “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์”


มันคือการตั้งธงก่อนหาหลักฐานค่ะ


ประเด็นถัดมา ไอติมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ถูกกล่าวหา 9 คนจึงใช้คำชี้แจงคล้ายกัน และเหตุใดจึงใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน


คำถามคือ แล้วมันผิดกฎหมายข้อไหนคะ?


ผู้ถูกกล่าวหาจะจ้างทนายคนเดียวกัน จ้างเป็นกลุ่ม หรือแยกกันจ้าง เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของแต่ละคน การใช้ทีมกฎหมายเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง และไม่ได้แปลว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความจริง


ถ้าจะโยงให้ถึงรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรมีหลักฐานแสดงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้จ่ายเงิน หรือใครเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่เพียงเห็นเอกสารคล้ายกันแล้วค่อยวาดเส้นประโยงไปหาคนที่ตนเองอยากกล่าวหา
ยิ่งคำถามเรื่องมีผู้สมัคร สว. เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์หลายคน ยิ่งสะท้อนวิธีคิดแบบ “ขอให้สงสัยไว้ก่อน”


รัฐมนตรีตอบชัดว่า ในแต่ละวันมีคนเข้าออกกระทรวงประมาณ 4,000–5,000 คน แล้วรัฐมนตรีต้องทราบหรือคะว่าใครเข้ามาพบหน่วยงานใด มาทำธุระเรื่องอะไร และมีสถานะเป็นผู้สมัคร สว. หรือไม่?


เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงพยายามโยงทุกอย่างมาหาตน ไอติมกลับตอบว่า “ไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ”


นี่แหละค่ะ เทคนิคการเมืองแบบคุ้นตา


ตั้งข้อกล่าวหาบนเวทีใหญ่ ปล่อยให้สังคมเชื่อมโยงและพิพากษา แต่พอเจ้าตัวถามหาหลักฐาน ก็ถอยกลับมาบอกว่าไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น


กล่าวหาเอง จุดไฟเอง แล้วถอยไปยืนดูคนอื่นเผาแทน อย่างนี้สะดวกดีนะคะ


ช่วงที่น่าฟังที่สุดคือเมื่อรัฐมนตรีถามกลับว่า เหตุใดไอติมจึงเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งที่เรื่องนี้มีทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจง เหตุใดจึงไม่วางข้อมูลทั้งสองด้านให้ประชาชนพิจารณาอย่างเที่ยงธรรม


คำตอบของไอติมคือ ตนไม่ได้เสนอข้อมูลข้างเดียว แต่เสนอ “เฉพาะข้อมูลที่ตนมี”


ดิฉันฟังแล้วแทบอยากถามกลับว่า หากข้อมูลที่มีเป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่มีเอกสารยืนยัน และยังไม่ฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาให้ครบ แล้วรีบนำออกมาชี้นำสังคม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลมีน้อยอย่างเดียวนะคะ
แต่อยู่ที่รู้น้อย แล้วยังรีบกล่าวหาแรงเกินหลักฐานด้วยค่ะ


ท้ายที่สุด รายการนี้จึงไม่ได้ทำให้สังคมเห็นหลักฐานใหม่ที่มัดตัวรัฐมนตรี แต่กลับทำให้เห็นข้อจำกัดของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อสงสัย” มากกว่า “ข้อพิสูจน์”


ถามได้ค่ะ ตรวจสอบได้ และควรตรวจสอบอย่างถึงที่สุดด้วย แต่ถ้าจะกล่าวหาผู้อื่นว่าไร้จิตสำนึกหรือพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง ผู้พูดก็ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานหลักฐานของตนเองเช่นกัน
เพราะการเรียนมาดี พูดคล่อง และเรียบเรียงประโยคสวย ไม่ได้ทำให้ข้อสันนิษฐานกลายเป็นข้อเท็จจริงค่ะ


และคำว่า “ผมไม่ได้โยง แค่พูดเฉย ๆ” ก็ไม่ใช่ยางลบวิเศษที่จะลบผลกระทบจากคำกล่าวหาที่ปล่อยออกไปแล้วได้


ครั้งนี้ไอติมไม่ได้แพ้เพราะถูกใครปิดปาก แต่แพ้เพราะเมื่อเปิดพื้นที่ให้พูดจนเต็มที่แล้ว สิ่งที่นำมาแลกกับคำชี้แจง กลับมีเพียงคำบอกเล่า การคาดเดา และข้อสงสัยที่เจ้าตัวยังไม่มีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน


สรุปตรง ๆ นะคะ


ตั้งใจจะขึ้นเวทีไปชำแหละรัฐมนตรี แต่พอถูกถามกลับทีละข้อ กลับกลายเป็นชำแหละมาตรฐานการตรวจสอบของตัวเองให้คนทั้งประเทศดูเสียอย่างนั้น
ใครยังคิดว่าดิฉันสรุปแรงเกินไป ลองฟังบทสนทนาเต็มแล้วตัดสินด้วยตัวเองได้ค่ะ เพราะครั้งนี้ไม่ต้องมีใครทำคลิปตัดต่อเพื่อช่วยรัฐมนตรีเลย


คำตอบของไอติมแต่ละช่วง ทำหน้าที่นั้นให้เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ


รับชมรายการต้นทาง : กรรมกรข่าว คุยนอกจอ⁠
ข้อกล่าวหาที่อภิปรายในสภาก่อนหน้า : ข่าวการตั้งกระทู้ของพริษฐ์”

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anake Chongsathien, เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ดรามาการเมืองธารินี วรินทรากุลนภินทร ศรีสรรพางค์พริษฐ์ วัชรสินธุอนุทิน ชาญวีรกูล

เปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ รุมสับเละสว. ซัดดุเดือดที่มาวิปริต ยกโกงฮั้วจุดชี้วิกฤติ นภินทร-ไอติมโต้นัว

29 สิงหาคม 2569 เวลา 06:02 น.

เปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ

รุมสับเละสว.

ซัดดุเดือดที่มาวิปริต

ยกโกงฮั้วจุดชี้วิกฤติ

นภินทร-ไอติมโต้นัว

“อภิสิทธิ์” กางต้นตอองค์กรอิสระเกิด “วิกฤตศรัทธา” เพราะ“นักการเมือง-สว.” ส่อเข้าข่ายใช้เสรีภาพ “ล้มล้างการปกครอง”ลั่นอยู่เฉยไม่ได้ ชง 2 โอกาสทองรื้อที่มาองค์กรอิสระ-วุฒิสภา เป็นทางออกหากมีการแก้รธน. ด้าน‘บวรศักดิ์’ซัดเชื่อมั่นองค์กรอิสระตำต่ำ หนุนแก้รัฐธรรมูญปรับ5ข้อ ยึดอำนาจจัดเลือกตั้ง กกต.ให้ส่วนราชการทำแทน กกต.แค่ออกกฎ จับคนทำผิด ปรับสรรหาองค์กรอิสระขณะที่‘วิชา’ชี้วิกฤติประเทศ หนุนแก้ รธน.ยกเครื่องที่มา ติงองค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่า’อิสระ‘ต้องทำงานให้ประชาชน ฟันธง‘ทุจริตสอบท้องถิ่น’ตัดจบที่ขรก.ประจำ สาวไปไม่ถึงนักการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.คณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก”

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.ฯ เปิดการสัมมนา และกล่าวในหัวข้อ“ถอดบทเรียน 30 ปี องค์กรอิสระ” ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 30ปีที่แล้วหลังจากที่ประชาธิปไตยไทยพัฒนาขึ้นมา เราก็เริ่มจะมีความมั่นใจว่า กลไกของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจตามหลักการของประชาธิปไตยแต่ตั้งแต่ปี2535 หลังจากนั้นมาเพียงไม่กี่ปี เสียงของสังคมก็เริ่มบ่นขึ้นแล้วว่า ได้กลไกขึ้นมา แต่เหมือนถูกใช้ในลักษณะเสียงข้างมากไป ตอนนั้นมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองเข้าไปอยู่ ฝ่ายบริหารทำอะไรก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยดูการเลือกตั้งก็มีข้อครหาว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งได้หรือไม่

รธน.ปี40ต้นเรื่องจัดตั้งองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระ ตนได้เห็นความเห็นของ นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ที่บอกว่า ในระบบของสังคมไทยเมื่อผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิดมีสถานะมีบารมีทางการเมือง เราต้องมีเครื่องมือที่มันแตกต่างไปจากความพยายามไล่จับขโมยเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตนรับแนวความคิดนี้มา และพยายามผลักดันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งเกิดการเรียกร้องให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี40 แนวคิดเรื่องนี้จึงเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดเป็นครั้งแรก มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน มีการสร้างระบบขึ้นมาเพื่อหวังว่า จะสามารถมาตรวจสอบนักการเมืองที่ใช้อำนาจหรือเข้ามาโดยมิชอบ

สุดท้ายถูกการเมืองเข้าไปแทรกแซง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า มาวันนี้เกิดวิกฤตมีคนจำนวนไม่น้อยมีความคิดว่า ขอลบทิ้งไปทั้งหมด แล้วให้ประชาชนเป็นคนชี้ขาดผ่านการเลือกตั้ง ตนไม่อยากให้ประเทศไทยเดินวนเป็นวัฏจักรแบบนี้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ40 เกิดขึ้นมีกลไกนี้เข้ามาช่วงแรกกองเชียร์เยอะมากและเห็นผล ปปช.เล่นงานนักการเมืองใหญ่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้นกกต.แจกใบเหลืองเป็นว่าเล่น เลือกแล้วเลือกอีก คนเชียร์ว่าให้ใบเหลืองไม่พอต้องให้ใบแดง ก็มีการไปแก้ให้ใบแดง ทุกคนก็เริ่มมีความหวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักการเมืองก็ไม่หยุดอยู่กับที่ หาวิธีการรเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ทั้งที่องค์กรอิสระในระบอบประชาธิปไตยด้านหนึ่งต้องมีอิสระ แต่อีกด้านหนึ่งคนเขียนกติกาต้องการให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ฉะนั้นในกรณีของรัฐธรรมนูญปี40 คือเชื่อมโยงผ่านวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะหวังว่า จะปลอดจากการเมือง แต่ถูกพิสูจน์ว่า ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีการเข้าไปแทรกแซง

ปัจจุบันมีการแทรกแซงครบวงจร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มารัฐธรรมนูญปี50 ก็พยามจะแก้เรื่องนี้ โดยมองว่าปัญหาเกิดจากวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงสร้างระบบวุฒิสภาลูกผสมขึ้นมา ระหว่างเลือกตั้งและสรรหา ดูเหมือนอาจจะลดปัญหาลงบ้าง แต่ในที่สุดก็ยังไม่พ้นข้อครหาเกี่ยวกับเรื่องเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากการที่คณะรัฐประหารเข้ามาเขียนกติกาเองแล้ว ยังเตรียมตัวมาเป็นผู้เล่นเองและเป็นคนให้คุณให้โทษกับองค์กรอิสระ ด้วยการทำระบบการเลือกวุฒิสภา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของโลก ตนไม่เชื่อว่า จะมีที่อื่นใช้ คิดว่าวันนี้มาถึงจุดที่เรียกว่าครบวงจรคือสามารถที่จะมีกลุ่มคนวางแผนที่จะเข้าไปยึดกลไกของวุฒิสภาเพื่อสามารถจะเป็นผู้คนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ และถ้าคนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองซึ่งเข้าไปมีอำนาจกับฝ่ายบริหารก็ครบวงจร ปัญหาและที่มาขององค์กรอิสระที่มีการแทรกแซง ยังมีปัญหาที่เพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อมีหน่วยงานไหนก็ตามอยู่ไปสักพักก็จะขยายอาณาจักรและปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ฉะนั้นนอกเหนือจากปัญหาที่อาจถูกยึดครองโดยกลุ่มแล้ว วันนี้เวลาเราจะใช้องค์กรอิสระ หรือเราจะตรวจสอบองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องยากมาก จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมวันนี้เราจึงมาพูดเรื่องวิกฤติขององค์กรอิสระ

หากทำรธน.ใหม่เปิดโอกาสให้แก้ไข

“เราต้องคิดถึงทางออก ที่ผมพอมองเห็นในขณะนี้คือ ถ้าเรามีกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นโอกาสทองที่เราจะมาทบทวนเรื่องนี้ แต่ผมเป็นคนที่พูดตั้งแต่ต้นและยังยืนยันเดิมจนถึงวันนี้ว่าผมยังเชื่อว่าเรายังต้องการเครือข่ายองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจนักการเมือง หากนักการเมือง และพรรคการเมือง ยังไม่สามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเราจะดูแลกันเองได้ แต่ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงมีอุปสรรคอีกมากมายทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความพยายามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติ ใน 2 ส่วน คือ 1.ที่มาขององค์กรอิสระ 2.ที่มาของวุฒิสภา ที่เชื่อว่าจะเป็นองค์กรที่คัดสรรองค์กอิสระ นอกจากนั้นคือ การแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว เช่น การกำหนดให้ ประธานสภาฯ ใช้ดุลยพินิจต่อการยื่นเรื่องตรวจสอบป.ป.ช.แต่หากการแก้ไขยังได้ยาก ต้องปรับปรุงกฎที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรอิสระทำงานโปร่งใส” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ปธ.สภาขวางตรวจสอบองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เราอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าเราอยู่เฉยวันนี้ ถ้าสมมุติเราบอกว่าพรรคการเมืองยึดครอง สว.และส่งคนเป็นองค์กรอิสะ ที่ช่วยเหลือไม่ให้ฝ่ายบริหาร สว.ผิด ไม่มีใครตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เพราะประธานสภาฯยืนขวางอยู่ ตนรู้สึกว่าคนเหล่านี้ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชน

‘บวรศักดิ์’ชี้อดีตให้อำนาจกกต.มาก

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกาและอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า

อดีตการจัดเลือกตั้งทำโดยกระทรวงมหาดไทย คนถึงอยากเป็น รมว.มหาดไทย เพราะชี้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอให้เข้าข้างตัวเองได้ ละซื้อเสียงด้วย ดังนั้นจึงแก้รัฐธรรมนูญ มีการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงกกต.แล้วมีการถ่ายโอนภารกิจเลือกตั้งมาให้กกกต.มีอำนาจ คือ ออกกฎเกณฑ์เลือกตั้ง จัดเลือกตั้งและวินิจฉัยชี้ขาด แต่ไม่เด็ดขาด โดยแรกๆกกต.มีอำนาจให้ใบเหลืองได้ แต่คณะรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ส่งสถาบันพระปกเกล้าวิจัยก็พบว่า จริงๆแล้วกกต.มีอำนาจให้ใบแดง จึงแก้กฎหมายให้ใบแดง เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ 1ปี ทั้งก่อนและหลัง ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ใบแดงหลังเลือกตั้ง กกต.ต้องให้เหตุผลพร้อมส่งศาล โดยกกต.ไต่สวนพบว่า มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า หรือคดีมีมูล ต้องส่งศาล ไม่ได้ให้ กกต.ใช้ดุลยพินิจ ส่วนศาลจะวินิจฉัยลงโทษต้องใช้พยาน หลักฐานจนสิ้นสงสัย ดังนั้นมาตรฐานต่างกัน

แต่ปัจจุบันปชช.มีความเชื่อมั่นตกต่ำ

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ มีผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และสว.ต่ำกว่า เมื่อสส.รวมไปถึงพรรคการเมือง ทั้งนี้ ตนขอเสนอทางออกให้อภิวัฒน์พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัติเวลาได้มาของ ครม.โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า ซึ่งเขียนเหมือน ปี 2475 เมื่อสภาสิ้นอายุ ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากสิ้นอายุยุบสภา เลือกตั้ง 45-60วัน ปี2560 ขยายให้ กกต.มีเวลาประกาศ 30วัน อีก 15วัน เรียกประชุมสภา กว่าจะได้ ครม.ใหม่ 5เดือน

ให้เลือกตั้งหลังยุบสภาภายใน30วัน

“หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30วัน หลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า ซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น สส.ส่วนหากสิ้นอายุเมื่อครบวาระ ให้เลือกตั้งภายใน 15วัน ให้เวลารับรอง 30วัน เพื่อ กกต.ให้ใบเหลือง ใบส้ม และเรียกประชุมสภา ภายใน 10 วัน ให้เลือกนายกฯให้เสร็จภายใน 30 วันเมื่อเกินครึ่งหนึ่ง หากไม่เกินครึ่งภายใน 15 วันใครได้เสียงสูงสุดได้เป็น ตอนนี้รัฐธรรมนูญไม่เขียนเวลาไว้ อย่านึกว่าไม่เกิดปัญหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว

แนะต้องแก้ต้นทางที่มาองค์กรอิสระ

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ2558 ที่ถูก สปช.ตีตกมาใช้ โดยมาจาก ศาลฏีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม.พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กอิสระที่เลือกกันเอง 1คน ส่วนคนให้ความเห็นชอบต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ลงคะแนนครั้งเดียว แต่คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มสว.หากใครได้เสียง 2 กลุ่มจาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น และต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ 3.อภิวัติระบบถอดถอนให้กลับมา หากไม่มีสว.ที่ดีต้องโยงไปถึงประชาชนให้ลงคะแนนได้ เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือ รัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ สส.หรือ สว.จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด

ห้ามกกต.จัดเลือกตั้ง-แค่ให้ออกกฎ

นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 4.อภิวัฒน์ สำนักงาน กกต.โดยไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้งโดยให้ใช้องค์กภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ ส่วนหน้าที่ของ กกต.จะมี 2ประเด็นคือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งตนเคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี2558และ5.อภิวัติการยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000คน หรือ มีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย

‘วิชา’อัดองค์กรอิสระอยู่ใต้การเมือง

ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า เหตุที่องค์กรอิสระมีปัญหาในปัจจุบัน ตนประเมินได้ว่า เพราะยอมตามผู้มีอำนาจอย่างไม่ขัดขืน และไม่ยอมขัดขืนต่ออำนาจรัฐ ที่ผ่านมาการตรวจสอบมีปัญหา เพราะไม่ยอมเปิดเผยอ้างกฎหมายกำหนด แต่กรณีของไอลอว์ โดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและจะเป็นตัวอย่างต่อความเพียรพยายามของมนุษย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครปิดหู ปิดตาประชาชนได้ ทั้งนี้ การตรวจสอบทุจริตเป็นหน้าที่ของพลเมือง ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามฟ้องร้องปิดปาก คือส่วนช่วยที่ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้

ต้องเป็นองค์กรทำงานรับใช้ปชช.

นายวิชา กล่าวต่อว่า องค์กรอิสระอย่าสำคัญตัวผิดว่าเป็นอิสระ แต่ต้องเป็นองค์กรของประชาชน ทำงานให้ประชาชน เพื่อประชาชน ตนเชื่อว่าหากออกนอกลู่นอกทางให้องค์กรที่ไม่ยึดโยงต่อประชาชน และปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนควรรู้ ถือว่าทำลายหลักการขององค์กรอิสระ ที่เป็นองค์กรธรรมาภิบาล โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ส่วนข้อกำหนดให้องค์กรรายงานต่อรัฐสภา ต้องถูกเอาใจใส่ สมาชิกรัฐสภาต้องทำหน้าที่ ไล่บี้ ไล่เบี้ย ว่าเกิดผลอย่างไรกับประชาชนต้องเอาผลลัพธ์ ไม่ใช่งานนับครั้งหรือนับคดีเท่านั้น องค์กรอิสระถูกทำให้ขยายตัวใหญ่ขึ้น ที่ทำผิดหลายเรื่อง เช่นในสิ่งที่เห็นอยู่ และยอมรับว่าผมไม่ได้แก้ไขจนออกมา คือ การตรวจสอบทรัพย์สินของข้าราชการ ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน หากไม่ยื่นถือว่าผิดจริยธรรม ลงโทษให้ออกจากราชการ ซึ่งระบบดังกล่าวไม่ต้องใช้คนจำนวนมาก เหมือนอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ และทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ดีของราชการ

หนุนแก้รธน.โกงสอบไม่ถึงตัวใหญ่

นายวิชา กล่าวต่อว่า ตอนที่เกิดทุจริตสอบท้องถิ่น ประธาน ปปช.โทรศัพท์หาตน เพื่อขอให้เป็นที่ปรึกษา ตนตอบไปว่า ไม่ไป เพราะหากให้เป็นที่ปรึกษา ไม่มั่นใจจะปรึกษาหรือไม่ หากเขาต้องการว่าไปถึงใคร ตนนึกในใจว่าจะจบลงแค่ข้าราชการประจำ ไม่ไปถึงนักการเมือง สำหรับปัญหาขององค์กรอิสระ ตนสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ เช่น ที่มาขององค์กรอิสระ ตอนที่พิจารณาอย่างตระหนักว่า สว.เป็นกรอบทำงานให้ แต่ใครจะนึกว่า มีการโกงตั้งแต่ตอนตั้ง กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของการตั้งวุฒิสภา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติประเทศ ทั้งนี้ตนมองว่าทางออกของวิกฤติอยู่ที่ประชาชนต้องออกมา และตนไม่ไว้วางใจนอกจากประชาชน

‘วัส’ชี้ต้องแก้ที่มาองค์กรอิสระ

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวว่า ประเด็นที่มาขององค์กรอิสระนั้นตนมองว่า ยังควรใช้การสรรหา แต่ในใบสมัครควรกำหนดว่า มีคุณสมบัติ และยืนยันคุณสมบัติของตัวเอง มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ การแสดงวิสัยทัศน์ต้องมีการถ่ายทอดสด เช่น กรณีการสรรหาประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น ส่วนการให้ความเห็นชอบนั้นให้ดำเนินการผ่านรัฐสภา หรือวุฒิสภา รัฐธรรมนูญปี2560 มีปัญหาการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาสว.ถือว่าวิปริต ที่ให้เลือกกันเองและฮั้วกันได้ ซึ่งตนเชื่อว่า คนส่วนใหญ่มองว่าระบบการเลือกแบบนี้ใช้ไม่ได้ ดังนั้นตนจึงเห็นว่าระบบการเลือกสว.แบบนี้ควรเปลี่ยนแปลงไปเลย เพราะขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้พิพากษา ยังตกรอบการคัดเลือก สว.มาไม่ถึงระดับประเทศ ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ระบบเลือก สว.แบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน

พท.เปิดกว้าง’ชลน่าน’ร่วมวงเสวนา

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เตรียมขึ้นเวทีเสวนาฝ่ายค้าน หัวข้อ“การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น”ในวันที่ 29สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นเวทีเสวนาของฝ่ายค้านว่าความจริงพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่เปิดกว้างอยู่แล้ว เราไม่ได้ห้ามสมาชิกไปดำเนินกิจกรรม ในเรื่องของการไปพบปะพูดคุยกับประชาชน หรือการไปเสวนาหรือสัมมนา ซึ่งตนได้มีการพูดคุย นพ.ชลน่าน เมื่อวานนี้ ทราบว่า การที่สำนักผู้นำฝ่ายค้านประสานไปก็เนื่องจาก นพ.ชลน่าน เป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน และได้เชิญเข้าไปร่วมในการเสวนาช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทราบว่านอกจาก นพ.ชลน่านแล้ว ยังมีอดีตผู้นำฝ่ายค้านคนอื่นด้วย อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน

ยันพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ๊ก

เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าโดยสภาพการเป็นรัฐบาลมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นี่คือกลไกของระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก ทุกคนในสภาต้องฟังการอภิปราย และใช้วิจารณญาณในการตัดสิน ว่ามีข้อมูลใหม่หรือไม่ หรือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม นอกจากนี้ในส่วนของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราขับเคลื่อนรัฐนาวาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นโดยสภาพแล้ว ถ้ามันไม่ได้มีอะไรที่ใหม่จนกระทั่งเป็นเรื่องที่เสียหาย ตนก็เชื่อว่าสุดท้ายเราต้องเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนความเป็นรัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า เสถียรภาพของรัฐบาลยังแน่นอยู่ใช่ไหม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “แน่นปึ้ก!”เมื่อถามว่าที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า”ไม่มี พูดคุยกันแต่เรื่องแรงงาน”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่านายกฯได้มีการแจ้งถึงการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยัง แต่ได้ข่าวว่าจะนัดอยู่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดเวลาสถานที่ โดยทราบว่าจะมีการแบ่ง เป็น2วง วงแรกเป็นของรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล วงที่2 เป็นสส.พรรคร่วมรัฐบาล

‘นภินธร’ปัดหนีกระทู้-ไปดูน้ำท่วม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาโจมตีหลีกเลี่ยงตอบกระทู้สภาเรื่องคดีฮั้ว สว.ว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง มีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ราชบุรีในวันที่ 27ส.ค.และได้ทำหนังสือแจ้งนายกฯตั้งแต่วันที่ 20ส.ค.ว่า จะไปราชการในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 ส.ค. มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาประชุมร่วมกันที่ จ.ราชบุรี ส่วนกรณีที่ได้รับแจ้งว่าจะมีกระทู้ถามสดนั้น ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ามีกระทู้ถามสด แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องใด และวันต่อมาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าในวันที่ 27 ส.ค. ตนมีภารกิจตรวจราชการที่ จ.ราชบุรี

ยันผู้สมัครสว.เข้าพบคุยเรื่องเกษตร

นายนภินทร กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งกระทู้ถามระบุว่า เมื่อวันที่ 24มิ.ย.67 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์และวันที่ 25มิ.ย.ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่า ให้เซ็นใบลาออกจากการเป็น สว.ล่วงหน้า จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งจุดเริ่มต้นการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือนมิ.ย.67 เพื่อขอเข้าพบ เนื่องจากมีปัญหาภาคการเกษตรใน จ.ราชบุรี จึงมีการนัดหมายเข้าพบในวันที่ 24มิ.ย.ที่กระทรวงพาณิชย์ วันดังกล่าวมีผู้แทนสภาเกษตรแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ รวมถึงผู้อำนวยการและประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี และนายเอเข้าร่วมการหารือ ตนจึงเชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

ขอตนช่วยแต่ไม่ได้เพราะพรรคห้ามไว้

นายนภินทร กล่าวอีกว่า ระหว่างการพูดคุย นายเอ ได้กล่าวขึ้นมาว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว.และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. อีกทั้งในขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งหลังจากปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว การหารือจึงกลับเข้าสู่ประเด็นปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงที่ประสบปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่ายผลผลิต

ไม่เกี่ยวฮั้วสว.ซัด’ไอติม’ไร้หลักฐาน

นายนภินทร ยังชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนชี้แจงทั้งหมด“ผมเองก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9คน ถ้าบอกว่าจะช่วยอะไร ให้เซ็น ไม่ร้อง จะทำต่อหน้าคน 8-9 คนได้อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่26”

สัญญาณมือถือที่รร.เป็นที่ทำงาน

นายนภินทร ยังตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.พรรคประชาชน ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่า มีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว ส่วนกรณีวันที่ 4-5กรกฎาคม2567 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว.ที่โรงแรมพูลแมน นายนภินทร กล่าวว่า มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว.และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหาร

แจง’อนุทิน’ก็ไปรร.พูลแมนทุกวัน

นายนภินทร ระบุว่า มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า วันที่ 21-27ก.ค.67 มี สว.ไปรวมกันที่โรงแรมพูลแมน และมีคนเห็นนายกฯไปที่นั่น มีสัญญาณโทรศัพท์ ขอถามว่า แค่นั้นพอหรือ นายกฯไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ ท่านจำไม่ได้หรอกว่าไปวันไหน การที่ท่านอยู่โรงแรมพูลแมนแล้ว สว.จะไปจริงหรือไม่จริง ตนไม่ทราบ แต่จะมาสันนิษฐานเชิงลบว่าท่านอยู่ในห้องประชุมกับ สว.ด้วยนั้น เป็นการจินตนาการให้ร้ายและนำสิ่งนี้มาแสดงต่อสังคม อยากฝากสังคมให้พิจารณาอย่างรอบด้าน ให้โอกาสคนที่ทำงาน ให้โอกาส กกต. และให้โอกาสผู้ถูกร้องได้พูดบ้าง

แจ้งความ’ยิ่งชีพ’แล้วเจอกันที่ศาล

“ผมพยายามเงียบที่สุด เพราะผมส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต.หมดแล้ว แต่เมื่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าผมมีความผิด ก็ไม่เป็นไร ผมยังเชื่อใน กกต.ทั้ง 7ท่านว่า มีเหตุและผลเพียงพอ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมไม่เชื่อคณะชุดที่ 26 จากหลักฐานที่ผมชี้แจง ผมไม่เชื่อว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคณะชุดที่26ของกกต.ขณะนี้ได้แจ้งความ นายยิ่งชีพ ไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่เอามาพูดว่า มีนายเอ มาเจอตนและมีข้าราชการ2คนเห็น ทำไมคุณไม่พูดให้หมดว่า ข้าราชการ 2คนนั้นก็อยู่ในห้องด้วยและรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดคุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดต่อสังคม การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงอคติให้ร้ายตน แล้วพบกันที่ศาล ทุกคดีที่คุณพูดถึงตน แจ้งความหมดและบางเรื่องตนจะฟ้องด้วยตัวเอง”นายนภินทร ระบุและกล่าวว่า

ปชน.เตรียมยื่นปปช.ฟันกกต.ยกก๊วน

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1,767 ราย จากปัญหาขาดคุณสมบัติและข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงานของ กกต.ว่า เหตุใดจึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา เนื่องจากคดีอาญาปกติไม่ได้ส่งผลให้ สว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการ “ซื้อเวลา” ทั้งที่กระบวนการเลือก สว.ครั้งนี้ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงการฮั้ว ทั้งเอกสาร โพยการลงคะแนน เส้นทางการเงิน และการประสานงานทางโทรศัพท์

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนเตรียมยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นรายบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จำแนกตัวเลขให้ชัดเจนว่าในกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี 1,767 รายนั้น เป็น สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงกี่ราย และเป็น สว. สำรองกี่ราย เพื่อดำเนินคดีและเรียกคืนเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายหากพบความผิดจริง เมื่อมีอะไรที่ไม่จริงก็ขอให้เถียงออกมา ใครที่ถูกกล่าวหาหรืออะไรที่ไม่เป็นจริง ก็หาหลักฐานมาหักล้าง ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. บางราย อย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์สว. ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ส่วนตัวก็เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาก็ค่อนข้างชี้ชัดว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง การที่มาพูดถึงเรื่องการหมิ่นประมาท หรือการปลุกปั่นประชาชน ก็ขอถามกลับว่า หากมีประเด็นอะไรที่ไม่เป็นความจริง ก็ขอให้แถลงออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ยิ่งตัวเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยิ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงเพื่อถูกตรวจสอบ

กกตสว.องค์กรอิสระ

‘เสธ.ปูด้วง’นั่งเลขาสมช. ลุยแก้ไฟใต้ นายกฯปรับยุทธศาสตร์ คุมเข้มรับถกครม.สัญจร

29 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

‘เสธ.ปูด้วง’นั่งเลขาสมช. ลุยแก้ไฟใต้ นายกฯปรับยุทธศาสตร์ คุมเข้มรับถกครม.สัญจร

ผบช.ภ.9 สั่งคุมเข้ม พร้อมรับ ครม.สัญจร จ.สงขลา แจงเหตุอ้าง ฮ.ยิงโจ๋ รอผลตรวจสอบกระสุนให้ชัดเจน ขณะที่ประชุม สมช. เคาะ‘เสธ.ปูด้วง’ นั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่ นายกฯ เผยปรับยุทธศาสตร์ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้าน “สุรเดช”คาใจเหตุป่วนใต้ รัฐบูรณาการทำงานจริงหรือไม่ แนะตั้งรางวัลนำจับจูงใจชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) กล่าวภายหลังประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 6/2569 ถึงการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.สงขลา ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายได้ประชุมและติดตามสถานการณ์ทุกวัน เพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และภารกิจของ ครม.โดยประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง ติดตามเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความเรียบร้อย พร้อมประสานการทำงานร่วมกับทหาร ผวจ.สงขลา และ ผวจ.ทั้ง 7 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวอีกว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีความกังวล แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เตรียมการและทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ ซึ่งตำรวจให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากนายกฯ เป็นผู้บริหารประเทศ จึงจำเป็นต้องดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รัดกุม

ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ระบุถึงการตรวจสอบกระสุนปืนที่ถูกอ้างว่าอาจถูกใช้ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ โดยตำรวจขอเวลา 3 วัน เพื่อพิสูจน์นั้น พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวว่า ขอรอผลการสอบสวนและการตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยตำรวจจะดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบหลักฐานอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ในที่ประชุม สมช.ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานฯ มีวาระสำคัญคือการเสนอชื่อ เลขาฯ สมช.คนใหม่ แทนนายฉัตรชัย บางชวด ที่ ครม.เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติให้โยกย้ายไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

มีรายงานว่าการประชุม สมช.วันเดียวกันนี้ มีการเสนอชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ ซึ่งตามขั้นตอน หลังจากที่ประชุม สมช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จะเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป ซึ่งก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทิน ว่าจะเคาะรายชื่อเลขาธิการ สมช.คนใหม่ เลยหรือไม่ โดยนายอนุทิน พยักหน้ารับ ก่อนจะเข้าประชุม

จากนั้นนายอนุทิน กล่าวภายหลังการประชุม ว่าที่ประชุมเคาะรายชื่อเลขาฯ สมช.คนใหม่ เมื่อถามว่าเป็นชื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือไม่ นายอนุทิน ตอบรับว่าครับ เมื่อถามว่าเป็นไปตามความเหมาะสมที่ต้องการนำทหาร มาดูแล สมช.ในสถานการณ์ปัจจุบันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าครับ เหมาะสม วันนี้เสียงไม่มี พูดได้แค่นี้ เรียบร้อยทุกอย่าง เมื่อถามอีกว่า เป็นการวางตัวคนเหมาะสมกับงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถูกต้อง นั่นเป็นหลักสำคัญที่สุดอยู่แล้ว

ต่อข้อถามถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ มีรายงานเข้ามาอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า มีการนำเสนอยุทธศาสตร์การบริหารจัดการสถานการณ์ ช่วงนี้เราได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การบริหารจัดการสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องความมั่นคง ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดี

ด้านนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว.และ สส.กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการก่อเหตุป่วนกว่า 51 จุด ว่ามีข้อสังเกตว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในพื้นที่ อย่างกล้องวงจรปิด ซึ่งรัฐจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก ทำไมยังมีปัญหากล้องเสีย ใช้งานไม่ได้ ใครเป็นผู้ดูแล และที่พูดกันเสมอ ว่ามีการทำงานแบบบูรณาการนั้น จริงหรือไม่

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า กล้องวงจรปิดในพื้นที่ เราใช้กันมานานแล้ว ตนเคยเสนอตั้งแต่ยังเป็น สว.ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก เจ้าหน้าที่สามารถดูกล้องวงจรปิดจากโทรศัพท์มือถือได้แล้ว มีการอัพเกรดเทคโนโลยีกันหรือไม่ หรือระดับปฏิบัติละเลยหรือไม่ ใครเป็นผู้ดูแล ต้องประสานกัน โดยเฉพาะท้องถิ่นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตรวจสอบว่ากล้องวงจรปิดใช้การได้จริงกี่ตัว

อย่างไรก็ตาม นายสุรเดช เสนอว่าควรต้องมีหน่วยงานแทรกซึมในมวลชน ซึ่งปัจจุบันในส่วนของทหารและตำรวจ มีอยู่แล้ว ที่ฝังตัวอยู่กับชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บางคนเป็นผู้ก่อการร้าย แฝงตัวเข้ามา เราต้องทันเกมคนพวกนี้ เพราะเขาโจมตีแบบใต้ดิน วางแผนซุ่มโจมตี เมื่อถึงเวลาก็ก่อเหตุร่วมกัน ทำให้ภาครัฐทำงานลำบาก ซึ่งหน่วยงานรัฐต้องอัพเกรดตัวเองตลอดเวลา ผู้ที่เจตนาก่อความไม่สงบบางครั้งปลอมตัวเป็นพลเมืองทั่วไป ข้อมูลตรงนี้ต้องได้ในเชิงลึก

นอกจากนี้ขอเสนอให้สร้างแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนเป็นแนวร่วมของรัฐ โดยให้รางวัลนำจับ หรือแจ้งเบาะแส ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ดี เพราะความไม่สงบ ช่วงที่ผ่านมา มีคนตกงานจำนวนมาก เมื่อตกงานจึงเสี่ยงที่จะถูกดึงไปร่วมกับฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย ดังนั้นรัฐต้องมีงบประมาณส่วนนี้สร้างแรงจูงใจ ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างจริงจังไห้ได้

“ส่วนการประกาศเคอร์ฟิว ไม่อยากให้ประกาศเฉพาะเวลาเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องคงไว้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐทำงานไม่ได้ อาจจะเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.00–06.00 น.ไม่ให้ออกจากบ้าน เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปูพรมตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบมากมาย แต่ต้องมีพื้นที่ให้เขาลงไป และไม่กระทบกับประชาชนผู้บริสุทธิ์” นายสุรเดช กล่าว

ครม.สัญจรชายแดนภาคใต้พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เลขาสมช.ไฟใต้

กกต. เผยนัดลงมติคดีฮั้วสว. จันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้

28 สิงหาคม 2569 เวลา 21:16 น.

กกต. เผยนัดลงมติคดีฮั้วสว. จันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. โดยวันนี้ กกต.ได้พิจารณารับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว และเนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนั้น เพื่อให้ การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวน เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569

กกตฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์

อนุทิน หัวโต๊ะ ก.ตร. เคาะโผนายพลสีกากี

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:53 น.

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ลงมาถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง นัดประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี รอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยใช้เวลาในการประชุมยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งจะนำรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาเข้าที่ประชุมก.ตร.เพื่อลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มการประชุมนายอนุทิน ได้แจ้งว่า วันนี้เจ็บคออาการไม่ดี ไม่สบาย พร้อมกับจับที่บริเวณลำคอ

ขณะที่เวลาประมาณ 17.00 น.หลังผ่านไปเกือบ 3 ชม. นายอนุทิน ได้เรียกพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หารือคาดว่าเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายในบางตำแหน่ง

ต่อมาเวลา 17.57 น. นายอนุทิน ได้เดินทางกลับโดยมอบหมายให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์

มีรายงานว่าภายหลังนายกฯ เดินทางกลับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม 2 เพื่อพิจารณาในระดับ รอง ผบช. ถึง ผบก. ในบางตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว

สำหรับปีนี้มีตำแหน่งว่าง 163 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับรอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. เลื่อนเป็นจตช. โดยโยกพล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตช. เป็น รอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นรอง จตช. โดยโยกพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับ ผบช. ตำแหน่งหลักอยู่ที่เดิม ได้แก่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐโยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 มือทำงาน ศอปส. ทีมปราบสแกรมเมอร์ คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 โยกเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ 8) โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผบช.สอท. นรต.46 มือปราบอาชญากรรมไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 มือทำงานปราบ นอมินีต่างด้าว ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ผบ.ตร. ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เลื่อนขึ้น เป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 นรต.รุ่น 42 โยกเป็น หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 เลื่อนเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.45 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ตร.นายกฯแนวหน้าออนไลน์โผตำรวจ

ชำเเหละเส้นทางชีวิต ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ ก่อนยื่นฟ้อง ‘พล.ต.ท.รุทธพล’ คดีหมิ่นฯ

28 สิงหาคม 2569 เวลา 18:47 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ประกาศจะฟ้องศาลในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาในไม่กี่วันข้างหน้า ต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม หลังจากทั้งสองได้ตอบโต้วิวาทะการสร้าง #ไอ้หอกหัก เเละ #ลูกไอ้ขี้คุก จนหลายฝ่าย เช่น กสม./นักวิชา การด้านการเมืองได้วิจารณ์คำพูดของรมว.ยุติธรรมที่กล่าวพาดพิงพฤติกรรมในอดีตของครอบครัวทนายอั๋นว่าไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ไม่เคยขัดเเย้งกับทนายอั๋น เเต่ทนายอั๋นพาดพิงว่า รมว.ยุติธรรม ดองคดีเขากระโดง จ.บุรี รัมย์  เเละในช่วงที่ รมว.ยุติธรรมรับราช การตำรวจ จ.บุรีรัมย์  พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่าเคยจับกุมพ่อของทนายอั๋นในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนแม่ของทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี

ส่วนทนายอั๋น อ้างล่าสุดว่าเพิ่งทราบว่ารมว.ยุติธรรม คือตำรวจที่จับพ่อของตนในปี 2541 เเละทราบว่าคดีที่ รมว.ยุติธรรมจับกุมพ่อของตนนั้นศาลมีคำสั่งยกฟ้อง เเต่ยอมรับว่าพ่อเเละเเม่ของทนายอั๋นติดคุกข้อหายาเสพติดจริง เเละเเม่ของทนายอั๋นเสียชีวิตในเรือนจำในช่วงต้องโทษคดีข้างต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาทนายอั๋นเดินสายร้องเรียนเเละตรวจสอบหลายหน่วยงานรัฐ/องค์กรอิสระ/พรรคภูมิใจไทย  โดยนอกเหนือจากคำพูดว่า “ไอ้หอกหัก” ที่ทนายอั๋นนำมาใข้เเละอ้างว่าคำๆ นี้ ไม่ได้หมิ่นประมาทเเละเป็นคำที่ใช้กันมานานในสังคมไทยนั้น เเต่พบว่า ทนายอั๋นมักเปรียบเปรยเเละกล่าวหาในช่วงไปร้องเรียนว่ามีการทุจริต เช่น กกต.กินกล้วยคนละ 200 กิโลกรัมให้ยกฟ้อง229คนในคดีฮ้้วสว. เป็นต้น  ซึ่งคำพูดของทนายอั๋นดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อสำนักงาน กกต. เป็นต้น

ส่วนการตรวจสอบการฮั้ว สว.ปี2567-ปัจจุบัน เเละการตรวจสอบการทำงาน-การทุจริตอื่นๆของพรรคภูมิใจไทย พบว่าทนายอั๋นอ้างว่ายังทำหน้าที่ต่อเเม้ไม่กี่วันก่อนจะท้อใจไปครึ่งวันกับสิ่งที่รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงประวัติพ่อเเม่ของทนายอั๋น เเต่ทนายอั๋นอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากเเฟนคลับ จึงกลับมาทำหน้าที่เพื่อสังคมต่อไป เพราะทนายอั๋นประกาศว่า“ตัวเอง คือบุคคลสาธารณะ ทำงานเพื่อประโยชน์สังคม พร้อมรับการตรวจสอบ เเละยืนยันไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองกับพรรค/กลุ่มใด“    

ทั้งนี้ มีภาพปรากฏในสังคมออนไลน์ว่า  ทนายอั๋นใกล้ชิดกับผู้ประสงค์จะทำงานการเมืองระดับชาติ  เช่นครอบครัวประเสริฐศรี จ.อำนาจเจริญ/อดีตผู้สมัครสว.เช่น นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ผู้สมัครสว. ,พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายขื่อ พรรคเสรีรวมไทย นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว. ซึ่งทนายอั๋นโพสต์โชว์ภาพบัตรประจำตัวผู้ติดตามสว.ปี 2569 (นางสาวนันทนา) ลงในสังคมออนไลน์ การยื่นร้องเรียนเเละส่งข้อมูลต่างๆให้พรรคประชาชน  เป็นต้น

เเละพบว่าบางครั้งทนายอั๋นจะเลี่ยงไม่ตอบคำถามกับบางฝ่าย เช่น  ทำไมทนายอั๋นไม่ตรวจสอบการรวมตัวของผู้สมัครสว.ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมเเพค เมืองทองธานี ในช่วงก่อนลงคะเเนนเลือก สว.ระดับประเทศ ตามที่พรรคภูมิใจไทยพาดพิงว่าคนใกล้ชิดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  เป็นคนชำระค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมคราวนั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าทนายอั๋นไม่ตรวจสอบกรณีหัวคะเเนนผู้สมัครสส.(นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี)เขต2 จ.อำนาจเจริญ พรรคพลังประชารัฐ ปี2566 ถูกตั้งข้อหาซื้อเสียงเเละติดคุก เเต่ต่อมาผู้สมัครสส.รายดังกล่าว กกต.ยกคำร้องนั้น  ปรากฏว่าทนายอั๋นอ้างว่าหากจะให้ตรวจสอบกรณีนี้กกต.มอบเงินเดือนครึ่งหนึ่งให้ได้หรือไม่ หากมอบให้ก็พร้อมไปตรวจสอบ เป็นต้น

สำหรับประวัติทางการเมืองของทนายอั๋นนั้นพบว่า เคยลงสมัคร สส. บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคอนาคตใหม่ ปี 2562 เเต่สอบตก ปี2563 ลงสมัครนายกอบจ.บุรีรัมย์ ผลปรากฏว่าสอบตก  จนครั้งล่าสุดปี 2564 ลงสมัครนายก อบต.ดอนกอก อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์  แพ้คู่แข่งอีก โดยทนายอั๋นได้284 คะแนน ส่วนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้ 2,142 คะแนน

หลังจากนั้นทนายอั๋นได้ปรากฏตัวในสังคมออนไลน์เเละสื่อมวลชนจนปรากฏเป็นข่าวเนืองๆ โดยเน้นวิจารณ์ และตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลเเละนโยบายพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดระบุว่าพร้อมเป็นรมว.ยุติธรรม ทำให้ตอนนี้มียอดติดตามเฟสบุ๊กทนายอั๋น มากถึง 5.6 เเสนคน พร้อมกันนี้ทนายอั๋นยังขอรับบริจาคเงินจากทุกฝ่ายในการตรวจสอบทุจริตอีกด้วย

ทนายอั๋นบุรีรัมย์ภัทรพงศ์ ศุภักษร