โสภณ มอบนโยบาย ตำรวจสภา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด

โสภณ มอบนโยบาย ตำรวจสภา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด

โสภณ มอบนโยบาย ตำรวจสภา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

”โสภณ“มอบนโยบาย“ตำรวจสภา”เป็นข้าราชการต้องทำตัวให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เข้มดูแลความปลอดภัย สั่งห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติด พร้อมตรวจฉี่ตำรวจสภาก่อนเริ่มงาน

22 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา สำนักรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่กลุ่มงานยานพาหนะ สำนักการคลัง และงบประมาณ โดยนายโสภณ กล่าวว่า การเป็น ข้าราชการรัฐสภา เกียรติและศักดิ์ศรีไม่ได้แพ้ข้าราชการส่วนอื่น แต่ในมุมมอง ของตนเอง ข้าราชการรัฐสภาเหมือนหลบอยู่อีกมุมหนึ่ง เหมือนเป็นลูกจ้างพนักงานช่วยเหลือการประชุม แต่ความจริงแล้วข้าราชการรัฐสภามีศักดิ์ศรีไม่แพ้อัยการ ฉะนั้นเราจะมีเกียรติศักดิ์ศรีได้เราต้องทำตัวเราให้ดี ซึ่งปัจจุบันสภาของเรากำลังพัฒนา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเราต้องพร้อมเปลี่ยน เราจะพยายามออกจากวิถีเดิมๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องดูแลทั้งตัวอาคารรัฐสภา และบุคคลที่เข้ามาใช้พื้นที่ในอาคารรัฐสภา ซึ่งโครงสร้างอาคารรัฐสภาส่วนใดก็แล้วแต่ที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์กับประชาชนไม่ใช่เฉพาะที่ประชุมสภาก็ให้พัฒนาต่อไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนตัวบุคคลทั้งสมาชิกรัฐสภาและข้าราชการรัฐสภา เมื่อการประชุม คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภานัดแรก ตนได้ตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาระเบียบข้าราชการรัฐสภาที่ไม่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานและเพื่อให้เราทำงานอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เพื่อการทำงานที่มีความสุข ซึ่งในส่วนของสมาชิกรัฐสภา เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในฐานะประธานรัฐสภา ก็จะพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการทำหน้าที่ และส่งเสริมคนที่มีความรู้ความสามารถให้เติบโตในหน้าที่ได้

นายโสภณ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามข้าราชการตำรวจรัฐสภาต้องทำตัวให้เหมือนตำรวจ ถ้าเราลดเกียรติตัวเองลงเมื่อไหร่เกียรติเราก็ลดลงไปด้วย ให้ประชาชนเห็นแล้วน่าเชื่อถือ นอกจากนี้เราต้องฝึกอบรมการทำหน้าที่อยู่เสมอ อย่าให้เกิดเหตุวัวหายแล้วล้อมคอก เพราะเราให้ความสำคัญเรื่องรักษาความปลอดภัยในทุกด้าน เราต้องพร้อมในทุกสถานการณ์ พร้อมยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ตนเองเคยเจอตั้งแต่เป็นสส.จนถึงทุกวันนี้ เมื่อประธานสภาเชิญสส.ออกจากห้องประชุม ไม่มีตำรวจสภาคนไหนกล้าอุ้มสมาชิกออกจากห้องประชุมเลยสักครั้ง ดังนั้นตำรวจสภา จึงต้องทำตัวให้น่าเกรงขาม และต้องเป็นสภาตัวอย่างไม่ปล่อยปละละเลยในเรื่องของยาเสพติดด้วย

โสภณ ซารัมย์

ทั้งนี้ภายหลังการมอบนโยบาย ได้มีการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจรัฐสภาพร้อมย้ำว่า ไม่ได้มาจับผิด หรือทำลาย แต่เพื่อแก้ไขปัญหา และการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกมาทำการตรวจสอบ เป็นการยืนยันว่ารัฐสภาทำจริง เพื่อเป็นตัวอย่างการแก้ไขปัญหายาเสพติด

จากนั้น นายโสภณ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วันนี้มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาตรวจปัสสาวะของตำรวจสภาและพนักงานขับรถของสภาด้วย เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีทั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดและเรื่องความมั่นคง

โสภณ ซารัมย์

หลักการของตนคือต้องการพัฒนาประสิทธิภาพของข้าราชการทุกส่วนที่นี่ โดยเริ่มที่ตำรวจก่อน ซึ่งต้องพัฒนาทั้งสมรรถภาพทางกาย และระเบียบวินัยต่าง ๆ ฉะนั้น อันดับแรกที่จะพัฒนาให้มีสมรรถภาพได้คือต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนเรื่องระเบียบวินัยของตำรวจสภา ก็ต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำรวจ เพื่อเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ และสถานที่ตรงนี้ก็ถือเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ ฉะนั้นตำรวจสภา ต้องมีความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย ไม่ว่าดูแลความปลอดภัยของสถานที่และความปลอดภัยของบุคคล ซึ่งหลังจากนี้จะมีโปรแกรมการฝึกต่าง ๆ ตามมา

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม กำชับลดปริมาณขยะ แยก-ห้ามทิ้ง

วันที่ 22 พฤษภาคม 569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ​ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์น้ำฝนทะลักลงชั้นบี1 ในพื้นที่ห้องเก็บขยะ จนพบภาพขยะลอยเกลื่อน เมื่อ  21 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า อาคารรัฐเป็นอาคารเปิดรับน้ำ ซึ่งคนมองว่าการก่อสร้างเป็นปัญหา แต่ตนไม่ได้บอกว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ จึงไปดูด้วยตา ซึ่งพบว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำฝนไหลลงมาจากทางลงของรถยนต์จากชั้น1  ไหลลงมาชั้นบีหนึ่ง  ขณะที่ท่อระบายน้ำนั้นมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน นอกจากนั้นตนยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทุกชั้น โดยเฉพาะชั้น9 ที่เป็นพื้นที่เปิดรับน้ำ ขณะที่ท่อน้ำทิ้งมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดปัญหาว่าเมื่อมีฝนตกปริมาณมาก ท่อน้ำระบายไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นตนได้สั่งให้แก้ไข ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น เพราะบางเรื่องนั้นออกแบบไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ทางหนีไฟที่ไม่มีหลังคา ทั้งนี้จะพยายามไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

“ผมได้กำชับเรื่องขยะ โดยประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารของข้าราชกาสภาฯ ต่อไปจะใช้มาตรการคัดแยกขยะให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในวันประชุมสภาฯ และประชุมวุฒิสภา พบว่ามีปริมาณขยะจำนวนมาก ดังนั้นต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่การคัดแยกขยะ รวมถึงขอความร่วมมืออย่าทิ้งขยะ ซึ่งต่อไปจะเป็นมาตรการที่เข้มงวด” นายโสภณ กล่าว 

เมื่อถามถึงมาตรการประหยัดไฟของสภาฯ ได้ผลหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนจะมีรายงานตัวเลขให้ทราบ โดยเปรียบเทียบการใช้ไฟก่อนออกมาตรการและหลังออกมาตรการ เบื้องต้นพบว่าสามารถลดค่าไฟได้ 

จุลพันธ์ เผยเคาะแล้ว 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม

จุลพันธ์ เผยเคาะแล้ว 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม

จุลพันธ์ เผยเคาะแล้ว 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.44 น.

‘จุลพันธ์’ เผย 27 ก.ย.  69 เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม  ลงทะเบียนใช้สิทธิ 1 มิ.ย. – 15 ก.ค. 69

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมว่า มีการเคาะวันเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้ง คือ วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งจะมีใช้กติกาและรูปแบบการเลือกตั้งเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า การกำหนดวันเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด คณะกรรมการได้มีการกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียนการใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากขึ้นเป็น 45 วัน และจะมีการจัดหน่วยเลือกตั้งในระดับอำเภอ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่มีเพียงระดับจังหวัดเท่านั้น 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิหรือรับสมัครเลือกตั้งได้ตามรายละเอียดนี้

 1. การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการเลือกผู้แทนไปดูแลสิทธิประโยชน์และกองทุนของพวกเรา พี่น้องนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 สามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. – 15 ก.ค. 2569 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

1.1 เว็บไซต์ http://www.sso.go.th (ตลอด 24 ชั่วโมง)
 สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน

1.2 แอปพลิเคชัน SSO Plus (ตลอด 24 ชั่วโมง)
 เฉพาะผู้ประกันตน

1.3 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดหรือสาขาหรือพื้นที่
 สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน โดยมีเวลาทำการดังนี้ วันที่ 1 – 30 มิ.ย. และ วันที่ 1 – 15 ก.ค. 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ sso.go.th, แอปพลิเคชัน SSO Plus และ ณ สำนักงานประกันสังคมฯ

 2. การสมัครรับเลือกตั้ง (เป็นตัวแทนบอร์ด) สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นตัวแทนเข้าไปขับเคลื่อนระบบประกันสังคม สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)  ประกาศรายชื่อผู้สมัครและหมายเลขประจำตัว วันที่ 19 สิงหาคม 2569

พระปกเกล้าโพลชี้ คนกรุงตื่นตัว ตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง

พระปกเกล้าโพลชี้ คนกรุงตื่นตัว ตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.  คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง

พระปกเกล้าโพลชี้ คนกรุงตื่นตัว ตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ความสนใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ ความคาดหวังต่อ ส.ก. ชุดใหม่” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 21 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 8 – 11 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. หากเป็นคน กทม. ท่านจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. คนใหม่หรือไม่ (สำรวจโดย x Line Today)

• ผู้ตอบ 85.9% ระบุว่า หากเป็นคน กทม. จะไปอย่างแน่นอน

• รองลงมา คือ 9.2% น่าจะไป/ยังไม่แน่ใจ และ 4.9% น่าจะไม่ไป/ไม่ไปแน่นอน

การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เป็นสนามการเมืองท้องถิ่นที่ประชาชนให้ความสำคัญสูง เพราะผู้ว่าฯ กทม. มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการเดินทาง น้ำท่วม ฝุ่น ความปลอดภัย พื้นที่สาธารณะ และบริการของเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพหรือไม่ก็ตาม ความสนใจที่จะไปใช้สิทธิสูง อาจสะท้อนทั้ง “ความตื่นตัวทางการเมือง” และ “ความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่”

2. การติดตามข่าวเลือกตั้งยังแบ่งครึ่ง สะท้อนโจทย์การสื่อสารข้อมูลก่อนเข้าคูหา

• 49.2% ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. “ค่อนข้างมาก/มากที่สุด” ใกล้เคียงกันกับ 48.3% ที่ระบุว่า ติดตาม “ค่อนข้างน้อย/น้อยที่สุด” และ 2.5% ไม่ได้ติดตามเลย

แม้กระแสส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ระดับการติดตามข่าวสารกลับแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เกือบจะเท่าๆ กัน สะท้อนว่า “ความตั้งใจไปเลือกตั้ง” อาจยังไม่ได้หมายความว่า “มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ”

3. ประชาชนต้องการ ส.ก. “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง

• 26.4% ต้องการ ส.ก. ที่ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” สูงสุด

• รองลงมา 21.3% ต้องการคนที่ “ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้”, 19.3% ต้องการคนที่ “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้”, 13.3% “เข้าถึงประชาชนง่าย”, 9.5% “กล้าตรวจสอบและสะท้อนปัญหา”, 6.5% “มีผลงาน/ประสบการณ์ในพื้นที่” โดยมีเพียง 3.4% ที่ต้องการ ส.ก. “สังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ”และ 0.3% ระบุว่า เป็นคุณลักษณะอื่น

ประชาชนมองบทบาทของ ส.ก. ในฐานะ “ผู้แทนพื้นที่” มากกว่าการเป็นตัวแทนทางการเมืองของพรรค และประชาชนไม่ได้ต้องการเพียง ส.ก. ที่ “ทำงานเป็น” แต่ต้องการคนที่ “ทำงานอย่างน่าเชื่อถือ”

4. เขตชั้นนอกและชั้นกลางมองหา ส.ก. ที่รู้พื้นที่จริง เขตชั้นในต้องการคนที่ประสานงานและแก้ปัญหาเมืองซับซ้อนได้

• เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “เขตชั้นนอก” 30.7% ให้ความสำคัญกับ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” สูงสุดที่สุด รองลงมา คือ 22.9% “ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้” ส่วน “เขตชั้นกลาง” 29.3% ให้ความสำคัญกับ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” รองลงมา คือ 22.2% “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้” ขณะที่ “เขตชั้นใน” มีสัดส่วนค่อนข้างใกล้เคียงกันระหว่าง “ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้” (21.7%), “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” (21.1%) และ “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้” (20.3%)

การที่เขตชั้นนอกและเขตชั้นกลางให้ความสำคัญกับการ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” สูงกว่าเขตชั้นในอย่างชัดเจน อาจสะท้อนว่าพื้นที่รอบนอกและพื้นที่กึ่งเมืองยังมีปัญหาเชิงพื้นที่ที่ต้องการผู้แทนที่เข้าใจบริบทเฉพาะของชุมชน เช่น การเดินทาง การระบายน้ำ สาธารณูปโภค หรือการเข้าถึงบริการของเมืองส่วนเขตชั้นในให้ความสำคัญหลายมิติใกล้เคียงกัน สะท้อนลักษณะปัญหาที่ซับซ้อน ต้องอาศัย ส.ก. ที่ไม่เพียงแต่ลงพื้นที่ แต่ต้องจัดการกับหลายหน่วยงาน ประสานงานข้ามระบบ และทำงานภายใต้ความคาดหวังด้านความโปร่งใส

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 21

สนามเลือกตั้งกทม.ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในเชิงการเมืองแต่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ส่งสัญญาณถึงความต้องการผู้แทนที่เข้าใจปัญหาเมืองและแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ได้จริง ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนความสนใจและความตั้งใจไปใช้สิทธิที่สูง แสดงถึงความตื่นตัวและความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ระดับการติดตามข่าวสารที่ยังแบ่งครึ่งชี้ว่า ยังจำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลผู้สมัคร นโยบาย และบทบาทของตำแหน่งต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของ ส.ก. ซึ่งประชาชนให้ความสำคัญกับความใกล้ชิดพื้นที่ ความสามารถในการประสานงาน และความโปร่งใส มากกว่าการสังกัดพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว

ภราดร มั่นใจ ลงทะเบียน ไทยช่วยไทย พลัส จันทร์นี้ระบบไม่ล่ม

ภราดร มั่นใจ ลงทะเบียน ไทยช่วยไทย พลัส จันทร์นี้ระบบไม่ล่ม

ภราดร มั่นใจ ลงทะเบียน ไทยช่วยไทย พลัส จันทร์นี้ระบบไม่ล่ม

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

“ภราดร” เชื่อลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” จันทร์นี้ แอปฯ ไม่ล่ม ชี้ธนาคารกรุงไทยเคยทำแล้วหลายครั้ง

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 08.20 น.ที่ทำเนียบฯ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการเตรียมความพร้อมลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ว่า บัตรคนละครึ่งเดิม (ไทยช่วยไทย พลัส)  เป็นการลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ ครั้งที่ผ่านมาการลงทะเบียนเป็นไปด้วยดี และเชื่อว่าธนาคารกรุงไทย เคยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง ดังนั้น การลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ก็น่าจะราบรื่น ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 25-29 พฤษภาคม ย้ำว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร 

ส่วนการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของภาครัฐ จะมีการผลักดันเรื่องของประวัติอาชญากรรม เข้าไปเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุมวันนี้ หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลพยายามเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อยู่แล้ว  นายภราดร กล่าวว่า การประชุมในวันนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเนื้อหาสาระ แต่รัฐบาลมีการผลักดันอยู่ตลอด โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยได้เน้นย้ำ เรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ  ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มที่จะดำเนินการแล้ว และจะนำข้อมูลไปให้ภาครัฐนำไปใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในกระบวนการ 

‘ดร.นิว’ ซัด ‘เท้ง’ ไร้วุฒิภาวะ อ้าง ‘ประชาธิปไตย’ ไปเรื่อย แบบนกแก้วนกขุนทอง โดยที่ไม่ได้รู้จริงในระบอบนี้เลย

'ดร.นิว' ซัด 'เท้ง' ไร้วุฒิภาวะ อ้าง 'ประชาธิปไตย' ไปเรื่อย แบบนกแก้วนกขุนทอง โดยที่ไม่ได้รู้จริงในระบอบนี้เลย

‘ดร.นิว’ ซัด ‘เท้ง’ ไร้วุฒิภาวะ อ้าง ‘ประชาธิปไตย’ ไปเรื่อย แบบนกแก้วนกขุนทอง โดยที่ไม่ได้รู้จริงในระบอบนี้เลย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สืบเนื่องจาก เพจ ซึ่งต้องพิสูจน์ โพสต์ข้อความ ซึ่งเป็นคำ สัมภาษณ์ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เท้ง บอก “ทราบว่าองคมนตรีร่วมสังเกตการณ์การประชุมภัยแล้งฯ ตั้งแต่ปี60แต่เมื่อก่อนเป็น รัฐบาลคสช.อาจจะ ไม่ใส่ใจ เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยยุค นายกฯอนุทิน บอกจะจัดทำรธน.ให้ไทยเป็นประเทศ ประชาธิปไตยแต่นายกฯ ยังไม่เข้าใจ หลักการในข้อนี้”

ใน “ยุคนายกฯ เพื่อไทย” คือใน ปี 67 และ ปี68องคมนตรี ก็ร่วมสังเกตการณ์การประชุมภัยแล้งฯพรรคก้าวไกล พรรคประชาชน ทำไมถึงเงียบ?

ล่าสุด  ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า

เท้ง ตอบคำถามได้งี่เง่ามากๆ ไร้หลักการความรู้ ขาดวุฒิภาวะ มีแต่หลักกูที่บิดเบือน อ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” ไปเรื่อยแบบนกแก้วนกขุนทอง โดยที่ไม่ได้รู้จริงในระบอบนี้เลย

สุดท้าย เท้ง ก็เป็นแค่หุ่นเชิดที่ยอมขายวิญญาณให้ธนาธรใช่หรือไม่? เป็นเบี้ยที่ยอมออกหน้าเซาะกร่อนบ่อนทำลายใช่หรือเปล่า?

สุชาติ จัดหนัก! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี เที่ยงครึ่งวันนี้

สุชาติ จัดหนัก! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี เที่ยงครึ่งวันนี้

สุชาติ จัดหนัก! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี เที่ยงครึ่งวันนี้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 รายงานข่าวเปิดเผยว่า วันนี้ เวลา 12.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ทีมทนายความ แจ้งความดำเนินคดีอาญากับ นางสาวรักชนก  ศรีนอก หรือไอซ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร  ต่อ พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ เพิ่มอีก

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายสุชาติได้ให้ทนายความไปแจ้งความ น.ส รักชนก ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328   

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สุชาติ เดือด! ส่งทนายแจ้งความ ไอซ์ รักชนก ปมโพสต์แซะ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

ปปช.แฉข้อมูลฉาว อปท.แชมป์! ล็อกสเปกพุ่งอันดับ1

ปปช.แฉข้อมูลฉาว  อปท.แชมป์!  ล็อกสเปกพุ่งอันดับ1

ปปช.แฉข้อมูลฉาว อปท.แชมป์! ล็อกสเปกพุ่งอันดับ1

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปปช.แฉข้อมูลฉาว อปท.แชมป์! ล็อกสเปกพุ่งอันดับ1 สตง.เสนอใช้AIสกัด นายกฯสั่งผู้ว่า-ผู้การ พิฆาตพวกเหนือก.ม.

ป.ป.ช.ภาค 1 เผย อปท.ถูกร้องเรียนมากสุด โดยประเด็น “ล็อกสเปก”เป็นเรื่องที่ถูกร้องมากเป็นอันดับ 1 สูญงบอสังหาฯ กว่า 2.3 พันล้าน  ด้าน สตง.เสนอใช้ AI-โดรน ไล่บี้ทุจริต สกัดงบรั่วไหลนายกฯจัดเวิร์กช็อป “ผู้ว่าฯ-ผบก.”76 จังหวัด มอบนโยบาย มท.-ตร.ร่วมกันทำงานอย่าทำแบบ “พลุตะไล” วางแผนเชิงรุกทำงานเป็นทีมจังหวัด เพิ่มสโลแกน “พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”ซัดพวกอยู่เหนือกฎหมาย ชอบถาม “คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร”เป็นโรคความจำเสื่อม-ไร้ค่าต้องจับติดคุกไม่ให้หมด ให้ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องการเมือง ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้กฎหมายเคร่งครัด แก้ปัญหาบุกรุกที่ดินสาธารณะในพื้นที่ แนะส่วนกลาง กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีโครงการสื่อสัญจร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.)ครั้งที่ 1 มีการเสวนาประเด็น “มาตรการเฝ้าระวังการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ” โดย นายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ภาค 1, นายสุทธิ สุนทรานุรักษ์ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 1, นางแก้วใจ คดีธรรม คลังจังหวัดลพบุรี

‘อปท.’แชมป์ถูกร้องเรียนมากสุด

นายวิวัฒน์ กล่าวถึงสถิติเรื่องร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. ภาค 1 ว่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 666 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 เจ้าหน้าที่ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ รองลงมาคือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เนื่องจากมีบุคลากรในพื้นที่จำนวนมาก ส่วนหน่วยงานราชการที่ถูกร้องเรียน มีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รูปแบบ‘ล็อคสเปค’มาเป็นที่1

ส่วนการร้องเรียนเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างนั้น รูปแบบที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.การล็อคสเปค 2.การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซอยวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท 3.การฮั้วประมูล 4.การใช้นอมินี 5.การตรวจรับงานเป็นเท็จ ส่วนมูลค่าความเสียหาย แบ่งเป็นด้านอสังหาริมทรัพย์ 2,305 ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐาน 700 ล้านบาท เงินอุดหนุน 497 ล้านบาท คุรุภัณฑ์ยานพาหนะ/เทคโนโลยี 450 ล้านบาท พร้อมยอมรับว่าการคอร์รัปชั่นในปัจจุบันยังคงมีอยู่ และรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องเรียนมักจะไม่กล้าเปิดเผยตัวตน และเป็นการส่งข้อมูลแทน แม้ ป.ป.ช.จะมีกระบวนการคุ้มครองพยาน แต่ผู้ร้องเรียนก็ยังมีความเกรงกลัวอิทธิพล ผู้ใต้บังคับบัญชายังคงเกรงกลัวผู้บังคับบัญชา จึงทำให้การทุจริตยังมีเพิ่มมากขึ้น

เปิดขั้นตอนทุจริตตั้งแต่เริ่มโครงการ

นายสุทธิ กล่าวถึงการตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ ทีโออาร์ การเสนอราคา พบลักษณะความผิดปกติ เช่นกรณีการฮั้วหรือสมยอมราคากัน ซึ่งมี 2 รูปแบบหลัก คือเกี่ยวข้องกับผู้รับผิดชอบหรือจ้าหน้าที่ และระหว่างผู้เสนอราคาด้วยกันเอง ซึ่งจะนำไปสู่รูปแบบการเสนอราคา ประมูลใกล้เคียงกับราคากลางมากที่สุดหรือกันไม่ให้คนนอกกลุ่มฮั้วเข้ามา นอกจากนี้ยังพบการตรวจรับงานอันเป็นเท็จ ตรวจงานที่ไม่มีงานอยู่จริง เช่นก่อสร้างถนนไม่มีถนน หรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการก่อสร้างทั้งที่ไม่มีการอนุมัติ และโจทย์ใหญ่คือการใช้ไม่เต็มศักยภาพ เช่นก่อสร้างแล้วไม่ใช้หรือปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศไทยและทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบการทุจริตบางเรื่องไม่ต่างจากเดิมสามารถป้องกันได้ แต่บางเรื่องก็เปลี่ยนไปมาก ทำให้นวัตกรรมการจัดซื้อจัดจ้างก็เปลี่ยนไปด้วย แต่ในปัจจุบันมีการตรวจสอบแบบ real time audit ตรวจสอบและสามารถระงับได้ทันที พร้อมยกตัวอย่างในการตรวจสอบ ป.ป.ช.ก็มีการนำโดรนมาใช้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าไปถึงหรือเสี่ยงภัย พร้อมเห็นว่าการต่อต้านทุจริตจำเป็นต้องทำทั้งหน้างานและหลังบ้าน ต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต พร้อมเสนอแนะแนวทางการป้องกันการทุจริตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กระตุ้นภาคปชช.ร่วมตรวจสอบ

ทั้งนี้ในมุมมองของผู้ตรวจสอบ พยายามมองในมิติสร้างสรรค์ คือทำอย่างไรให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตอบโจทย์ทุกอย่าง ตั้งแต่ความโปร่งใส ความรับผิดชอบและตอบโจทย์การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่ง สตง.พยายามสื่อสารผลการตรวจสอบให้ประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนได้รับทราบ และหากต้องการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพหรือดีขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริต ต้องมีการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบ เช่นการใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจจับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจจับกลุ่มบุคคลว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่หรือมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองหรือไม่ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั้ง ป.ป.ช.และ สตง.ต้องทำงานร่วมกัน เพราะมีกลไกในการเฝ้าระวังตามอำนาจหน้าที่ สุดท้ายประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักในการมีส่วนร่วมเพราะคือเงินภาษีของประชาชนทุกคน

นายกฯเปิดเวิร์กชอปขับเคลื่อนความมั่นคง

เมื่อเวลา 10.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเมืองพัทยา และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วมในการรายงานถึงบทบาทของหน่วยงานในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า รู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน 2 หน่วยงานหลัก คือกระทรวงมหาดไทย(มท.)และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากกองทัพ กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานอิสระต่างๆ ซึ่งหากเราเชื่อมหรือบูรณาการการทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว สิ่งที่จะสะท้อนออกมาคือความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย โดยปัจจุบันสถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมความมั่นคงของประเทศให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากภายในประเทศหรือนอกประเทศ

ขอให้ทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ

นายกฯ กล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานความมั่นคงถือเป็น 4 เสาหลัก ในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ จึงขอมอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เพื่อให้องค์กรและหน่วยงานในสังกัดได้ทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ด้านการป้องกันขอให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันในการบริหารราชการ เรามีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอให้ทำงานในลักษณะทีมจังหวัดอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกในพื้นที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และภัยจากผู้มีอิทธิพลที่คอยข่มเหงรังแกประชาชน ทั้งสองท่านต้องทำงานอย่างจริงจัง อย่าทำเป็นพลุตะไล มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมา มีกระแส มีข่าวแล้วเราไปตอบสนองเป็นครั้งๆ อยากให้ทุกท่านได้วางแผนล่วงหน้าในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมเหล่านี้อย่างมั่นคง และยั่งยืนและมีความต่อเนื่อง

ชู‘พิฆาตยาเสพติด-พิชิตอันธพาล’

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สโลแกนบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของกระทรวงมหาดไทย และสโลแกนพิทักษ์สันติราษฎร์ ของตำรวจ ขอเพิ่มนิดเดียว พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล ทั้ง 4 เป้าหมายที่ตนได้กล่าว ขอให้ถือเป็นเป้าหมายหลักที่พวกเราจะร่วมงานกัน เพื่อให้ประชาชนได้มีความสุข และพื้นที่เสี่ยงเขตเศรษฐกิจต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวทั้งประเทศในประเทศและต่างประเทศ และขอให้เพิ่มความเข้มข้นในการประเมินอาชญากรรมทุกประเทศไม่ว่าจะภายในประเทศหรือนอกประเทศ และการกระทำผิดทุกเรื่องให้สอบสวนสืบสวน ขยายผลไปถึงผู้บงการและเครือข่ายรายใหญ่และเร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เช่น คอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์จะต้องมีการจับกุมและต่อเส้นทางการเงินอย่างเด็ดขาด ส่วนมาตรการเชิงรุกจะต้องปราบปรามผู้มีอิทธิพลอาวุธปืน

ซัดพวกทำผิดแล้วถาม‘รู้ไหมผมเป็นใคร’

“พวกอยู่เหนือกฎหมาย มักจะเป็นโรคความจำเสื่อมเวลาพวกท่านไปดำเนินการจับกลุ่ม จัดการเขาจะชอบถามว่าคุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร ในเมื่อมันยังไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ท่านก็ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นใคร ก็จัดการ ปราบปรามให้สิ้นซากคนความจำเสื่อม ถ้าเป็นความจำเสื่อมจากสภาพทางกายเราดูแลเขา แต่ถ้าความจำเสื่อมแล้วยังมาคุกคามมาทำผิดกฎหมายมาข่มเหงรังแกพี่น้องประชาชนของเรา คนเหล่านี้ไร้ค่าและต้องจัดการอย่างจริงจัง ให้เขาทบทวนความจำในคุกรับรองว่าเขาจะจำได้หมดว่าเขาจะทำอะไรมาบ้าง และเขาคงจะต้องรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เขาได้ทำ” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อาชญากรรมมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีการผสมทั้งคนในและคนนอกประเทศ เช่นธุรกิจนอมินี เป็นนายหน้า ตนมั่นใจว่าไม่เกินความสามารถของพวกท่าน เราต้องไม่ให้คนคนต่างชาติมาข่มเหงคนในบ้านเรา นี่เป็นประเทศของเรา เราต้องดูแลประชาชน ให้ความสำคัญกับเขาเหนือสิ่งอื่นใด

ไม่ต้องกังวลเรื่องการเมือง

“ผมให้ขอความมั่นใจ ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของการเมือง วันนี้ท่านได้รับนโยบายจากรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมให้คำยืนยันเลยว่า จะไม่มีรัฐมนตรีท่านไหนบอกว่า ฟังนายกฯ พูดไปแล้ว แล้วไม่ต้องทำตาม ตรงนี้พวกพวกผม ตรงนี้พี่น้องผม ท่านลุยได้เลย เพราะผมเปิดโหมดไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว คือโหมดปิดชื่อถือพฤติกรรม ถ้าท่านรู้สึกว่าตรงนี้จะไปโดนใคร ก็ไม่ต้องไปดูชื่อ ไม่ต้องบอกผม เอาพฤติกรรมมาเรื่อยๆ ก็จะมาถึงจุดที่เราช่วยเหลือเขาไม่ได้แล้วตรงนี้ทำได้หรือไม่ ซึ่งผมทำมาแล้ว ในเมื่อผมดูแลรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมยังต้องไม่ทำสิ่งเหล่านี้ หากมีคนอื่นมาสั่งท่าน มาขอท่าน ก็ถือว่าเป็นคำขอหรือคำสั่งที่ไม่ชอบ ในเมื่อมันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องปฏิบัติ”นายกฯ กล่าว

มั่นใจประสิทธิภาพการทำงานของทุกคน

นายอนุทิน กล่าวว่า ในฐานะรัฐบาล ตนมีความมั่นใจเป็นอันมากในประสิทธิภาพการทำงานของพวกทุกคน ตนอาจจะไม่มั่นใจว่า ใครจะวอกแวกหรือเปล่า แต่เรื่องฝีมือขอให้เชื่อมั่นว่า ท่านเป็นยอดฝีมือทุกคน ถ้าตัดความวอกแวกออกไป เรานึกถึงประชาชนก่อน มีผลงานก็จะเป็นอานิสงส์ที่จะทำให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข มีความเต็มใจที่จะเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ก็หวังว่าพวกเราทุกคน จะแลกเปลี่ยนความมั่นใจซึ่งกันและกัน สิ่งที่ทำ ถ้าทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ถ้าจะมีอะไรขึ้นมา ทุกท่านก็รู้สไตล์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ดี รับแทนหมดไม่มีโยน ถ้าท่านทำล้มเหลวก็คือความล้มเหลวของรัฐบาลเช่นกัน

ผู้ว่าฯภูเก็ตชี้แก้รุกที่ดินต้องใช้ก.ม.เข้ม

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงการนำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวสรุปปัญหาต่างๆ ที่พบในพื้นที่ จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ว่าต้องมีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม, การบริหารจัดการที่ดิน และการกระจายอำนาจ ซึ่งที่ดินที่เป็นการบุกรุกโดยนายทุน และใช้ประชาชนบังหน้า ต้องจัดการด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนปัญหาที่ดินสาธารณะในพื้นที่ทั่วๆ ไปที่ไม่ได้รุนแรง ในระดับจังหวัดน่าจะรับมืออยู่ แต่พื้นที่ที่มูลค่าสูง เช่น จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี มีความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อที่จะครอบครองสูง ตรงนี้หน่วยงานส่วนกลางต้องลงมาในพื้นที่ จะปล่อยให้หน่วยงานระดับจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปชนอย่างเดียว ตนก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงวันไหน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป่าไม้ รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องลงพื้นที่มาจัดการเองด้วย เพราะรายละเอียดทั้งหมดอยู่กับหน่วยงานดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจจะดำเนินการตามเอกสารหมายศาลของคดีได้เท่านั้น หากลงลึกกว่านั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาดู

ชี้ต้องนิยามคำว่า‘ผู้มีอิทธิพล’ให้ชัด

ส่วนปัญหาเรื่องผู้อิทธิพล ซึ่งฝ่ายตำรวจขอให้มีการอัปเดตคำนิยามของผู้มีอิทธิพลให้ชัดเจน เพื่อประกอบการจัดทำฐานข้อมูล และบัญชีแดง จะได้ดำเนินการต่อไป ที่สำคัญจะต้องไม่ให้โตไปกว่านี้ เพราะถ้าโตจะจัดการลำบาก จากนั้นจะเป็นขั้นตอนดำเนินการปราบปราม และคุ้มครองพยานตามขั้นตอนของฝ่ายความมั่นคง ในส่วนของปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคใต้อาจจะไม่หนักเท่าไหร่ แต่ต้องมีการจัดตั้งกลไกแก้ปัญหาให้ลึกลงไปถึงระดับอำเภอ ซึ่งฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครองเห็นตรงกันในเรื่องนี้

‘บิ๊กต่าย’รับไม่ได้ปมต่างชาติครองเมือง

ด้านพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการปราบปรามนอมินี ว่า ได้รายงานนายกรัฐมนตรีให้ทราบตลอด โดยได้มอบนโยบายและแนวทางให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพราะเรามีข้อมูลมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 แล้ว ซึ่งตนขอบอกว่า แผ่นดินไทยของเราจะให้คนอื่นมาถือครองได้อย่างไร ถ้าถือครองโดยความชอบธรรมและถูกกฎหมาย เราเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่กรณีที่คนต่างด้าวเข้ามา หลบหนีเข้ามาทำงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เทคนิคหลบหลีกกฎหมาย แล้วมาถือครองธุรกิจ หรือถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ดินต่างๆ แนวคิดของตนที่บอกไป ทางผู้บริหารของ ตร. ได้ยืนยันไปว่า ตนรับไม่ได้ ดังนั้น หากเราปล่อยเฉยไปในอนาคตจะยิ่งขยายโตขึ้นแล้วเราจะยิ่งทำงานลำบาก ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไร เราควรจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่จะรอจนตนเกษียณไปแล้วค่อยเริ่ม อย่างนี้ไม่ได้ ต้องเริ่มเลย และเมื่อเริ่มแล้วเราต้องมีข้อมูลก่อน พอมีข้อมูลก็เริ่มปฏิบัติการ อย่างที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

เตรียมเปิดปฏิบัติการอีกรอบเร็วๆนี้

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า อีกไม่นานจะมีปฏิบัติการอีกรอบหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในฐานข้อมูลที่เรามี อย่างครั้งที่แล้วออกหมายจับไป 3 ราย จับมาได้ 2 ราย หลบหนีไป 1 ราย ซึ่ง 2 รายที่จับมา เราพบความผิดปกติในเรื่องการจดทะเบียนบริษัทและได้เก็บข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ เอกสาร บัญชีการเงิน จากนั้นได้นำมาสู่การรวบรวมและพิสูจน์ทราบเพื่อขยายผล ยืนยันว่า จะเปิดปฏิบัติการอีกรอบหนึ่งในหลายพื้นที่ แต่ขออุบไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของเส้นทางการเงินจะสามารถขยายผลได้ถึงระดับไหน ผบ.ตร. กล่าวว่า หลายราย ซึ่งมันจะอยู่ในเร็วๆ นี้ ที่เราจะปฏิบัติการอีกรอบหนึ่ง ถือเป็นข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว โดยชุดปฏิบัติการที่ พล.ต.อ.สำราญ ดำเนินการ ตนเป็นคนออกคำสั่งเองโดยให้ พล.ต.อ.สำราญ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะการขยายผลจะเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงนอมินีทั้งหมด ซึ่งนโยบายของนายกฯในเรื่องนี้ ให้ปราบปรามอย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว แม้กระทั่งการทำเวิร์กชอปวันนี้ ก็มีประเด็นในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่จะนำไปสู่ความเคยชิน ความละเลย และปล่อยจนเป็นเหมือนมะเร็ง ตนขอบอกว่า เราจะตัดไฟแต่ต้นลม ดำเนินการ จะทำให้คนที่คิดจะทำผิดไม่กล้า และท้ายสุดจะลดลงไป เวลาเริ่มควรจะเริ่มเลย แต่เวลาสำเร็จ อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร

อนุทินสับไร้วุฒิภาวะ ดีดปาก‘เท้ง’ เย้ยเจ็บไร้ภูมิปัญญา

อนุทินสับไร้วุฒิภาวะ  ดีดปาก‘เท้ง’  เย้ยเจ็บไร้ภูมิปัญญา

อนุทินสับไร้วุฒิภาวะ ดีดปาก‘เท้ง’ เย้ยเจ็บไร้ภูมิปัญญา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินสับไร้วุฒิภาวะ ดีดปาก‘เท้ง’ เย้ยเจ็บไร้ภูมิปัญญา ปมพาดพิงองคมนตรี ศรีสุวรรณยื่นยุบปชน. เสี่ยงเซาะกร่อนสถาบัน

“อนุทิน” ดีดปาก “เท้ง-พรรคส้ม” ไร้ภูมิปัญญาวุฒิภาวะ ปมวิจารณ์องคมนตรีร่วมประชุมกับปภ.ระบุปฏิบัติมานานนับ 10 ปี ไม่ได้ก้าวก่ายแทรกแซง ด้าน “ศรีสุวรรณ” บุก กกต.ร้องยุบ “ปชน.” เสี่ยงละเมิดหลักประชาธิปไตยเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฝ่าย “เท้ง” ยังไม่หยุดห้าว จี้นายกฯทบทวนกรณีองคมนตรีเข้าประชุม

เมื่อวันที่ 21พฤษภาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนกล่าวหาบทบาทองคมนตรีที่ร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่าไม่เหมาะสม และให้นายกฯ ทบทวนเรื่องดังกล่าว ว่า เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งหลาย ซึ่งตนก็เชื่อว่าคณะองคมนตรีแต่ละท่านต้องไปรับผิดชอบดูแลประชาชนในส่วนของแต่ละภูมิภาค ท่านก็มาขอและมารับทราบข้อมูล หลายท่านก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ท่านก็เห็น และถือเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ดีด้วย ที่ได้นำเสนอและรับฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ

สับ”เท้ง”ไร้วุฒิภาวะ

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าต่ำ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่เคย มีแต่คนพูดเท่านั้นมั้ง พยายามอยู่เรื่อย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์ พี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ” นายกฯ กล่าว

ปภ.แจงวาระปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใยในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น

ปภ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางในการรับมือสาธารณภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการปกติ โดยคณะองคมนตรีได้มาสังเกตการณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของ บกปภ.ช.และถ่ายทอดข้อมูลสาธารณภัยที่ท่านองคมนตรีหลายท่านได้ประสบในพื้นที่ให้แก่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทราบ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการทำงานเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ศรีสุวรรณร้องยุบปชน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนหรือไต่สวนเอาผิดพรรคประชาชน กรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหรือกฎหมาย เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวหารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งข้อความดังกล่าวดูผิวเผินตามหัวข้อของการโพสต์จะดูเหมือนเป็นการตำหนิรัฐบาล แต่หากพิจารณาเนื้อหาในข้อความทั้งหมดแล้ว จะเป็นการกล่าวในเชิงพาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของ “องคมนตรี” ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือไม่มากกว่า

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตนจึงนำความมาร้องเรียนต่อ กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ใช้อำนาจในการสอบสวนและไต่สวนเรื่องดังกล่าว หากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือเข้าข่ายความผิดให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาพิพากษายุบพรรคดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 92 ต่อไป

เท้งจี้อนุทินทบทวนใหม่

ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีและการทำงานฝ่ายบริหารในการเข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า เราต้องการสิ่งที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในส่วนนี้ ซึ่งเราเองมีการสื่อสารไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าจริงๆการกระทำแบบนี้ของตัวนายกฯ อาจจะไม่มีความเหมาะสม ตนเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองค์การมนตรีเข้าร่วม ดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ตนคิดว่าต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หลักการที่ไม่ถูกต้อง

”มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าทางพรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็นความเป็นห่วงก็ตามแต่ แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง แล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง

มีอำนาจจะหลีกเลี่ยงแบบนี้

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนมีโอกาสเป็นรัฐบาล จะใช้กลไกปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสามารถตัดสินใจดำเนินการได้อยู่แล้ว ถ้าสมมติว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตัวแทนจากพรรคประชาชนเองเป็นนายกรัฐมนตรีเราคงจะวางบทบาทของเราให้มีความเหมาะสม

“หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่าจะยกเลิกเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน”

เมื่อถามว่าเป็นอำนาจพิเศษหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในมุมหนึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำลงไป เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดแบบนี้

“คริส”ชี้เป็นเรื่องปกติ

ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองคมนตรีร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า เรื่องนี้ในสายตาของพวกเรา ตนไม่เห็นว่า การที่องคมนตรีมาประชุมร่วมกับทางรัฐบาลนั้นจะเป็นการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในสายตาของพวกเรามองว่าระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันรวมถึงองคมนตรีสามารถที่จะให้คำแนะนำ สามารถมีความเป็นห่วง อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นการบริหารของรัฐบาลอยู่แล้ว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์มีการเจอกันอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องถามกลับไปที่พรรคที่นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาบนสังคม ว่าวันนี้ท่านนำมาตรฐานใด จากประเทศใดมากล่าวหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหาของการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตย เพราะในสายตาของพรรคเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมาก” นายคริส กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการร้องเรียน ไปยังหน่วยงานอื่นๆ หรือไม่ นายคริส กล่าวว่า ทางพรรคเศราฐกิจคิดว่าเรื่องแบบนี้มีวิธีการจัดการอยู่ 2-3 วิธี ตนมองว่า ส่วนสำคัญไม่ใช่เรื่องของศาล แต่เป็นเรื่องของประชาชน วันนี้แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาแล้วให้ประชาชนตัดสิน ว่าประชาชนไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งในมุมมองพรรคเศรษฐกิจก็เป็นแบบที่กล่าวไปแล้ว

‘เท้ง’ย้ำแก้รธน.ต้องยึด3หลักการ

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียงฝ่ายค้าน 20% หลายฝ่ายจึงมองพรรคกล้าธรรมอาจโหวตให้กับร่างของพรรคภูมิใจไทยว่าขณะนี้หน้าที่ของพวกเราคือพยายามเรียกร้องหลักการ 3 ข้อ คือ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ 2.ไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง 3.ไม่เพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเราต้องส่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ไปให้ทุกพรรคการเมืองและพรรคประชาชนก็พร้อมที่จะลงชื่อให้กับทุกร่างของทุกพรรคที่สอดคล้องกับ 3 หลักการดังกล่าว แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะต้องใช้สัดส่วนของฝ่ายค้าน 20%แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่าพรรคกล้าธรรมที่อยู่ฝ่ายค้านและเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ ผมก็ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์แทนพรรคกล้าธรรมได้ แต่ก็ขอส่งข้อเรียกร้องไปถึงพรรคกล้าธรรมเช่นเดียวกันเหมือนกับทุกพรรคการเมืองอยากให้คงหลักการ3ข้อนี้

สับร่างรธน.ภท.ขัดหลักการ3ข้อ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วอ้างว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนคิดว่าไม่ถูก เจตจำนงของประชาชนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือกติกาสูงสุดที่สร้างความโปร่งใสประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นถ้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปตาม 3 หลักการนี้จึงจะเป็นการเดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยเข้ากับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นรายละเอียดของร่างภูมิใจไทยบ้างแล้ว ต้องบอกว่าขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ เช่น การที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่าง ส่วนที่บอกว่าไม่มีการผูกขาดแม้จะเขียนไว้ว่าเป็นไปตามสัดส่วนพรรคการเมือง แต่แยกสัดส่วน สส. และสว.

ซัดล็อกสเปกเปิดทางผูกขาด

“ตั้งคำถามได้ว่าตอนนี้มีกลุ่มการเมืองใดกำลังครอบครองเสียงข้างมากในสว.อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น 2 ใน 7ก็จะเป็นคนของก็จะเป็นคนของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง บวกกับเสียงของกลุ่มนั้นในสภาล่าง จาก 500 คน ซึ่งบวกเลขออกมาก็เกินครึ่ง จึงเท่ากับว่านี่เป็นการผูกขาดหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าวและว่าสิ่งที่ขัดหลักการไม่เพิ่มอำนาจให้ สว.ต้องบอกว่ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การแก้ไขร่างเพราะฉะนั้น ไม่ได้ตัดอำนาจสว.แต่ปฏิเสธการเพิ่มอำนาจใหม่ ซึ่งในร่างของพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ขัดหลักการทั้ง 3 ข้อ กังวลว่าจะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อถามว่ามีโอกาสเซ็น MOA ฉบับที่ 2 หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าตอนนี้เราคงไม่มีอำนาจไปต่อรองให้ใครมาเซ็นMOAด้วยจากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันทุกคนแสดงความเป็นห่วงว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจอยู่ในสถาบันการเมืองในระบบที่ค่อนข้างที่จะแผ่อิทธิพลได้ครอบคลุม ทั้งสส. สว. และองค์กรอิสระดังนั้นวิธีการเดียวของพวกเราคือเอาหลักอิงประชาชนให้ได้มากที่สุด เอาข้อเรียกร้องสู่สาธารณะทำความเข้าใจกับประชาชน กระบวนการร่างธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการยื่นแก้ไขมาตรา 256 หมวด 15/1 สุดท้ายก็ต้องไปทำประชามติดังนั้นร่างที่จะผ่านสภาส่อให้เห็นว่า จะเป็นร่างที่ผูกขาดไม่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินสามารถคว่ำร่างได้ในอนาคต

คาดยื่นร่างแก้รธน.ใน1-2สัปดาห์

เมื่อถามถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลไม่ต้องเสียเวลา แต่ให้แต่งตั้งนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวมาเขียนรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงความเห็นของนายปดิพัทธ์ที่หลายคนอาจมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนั้น แต่ตนขอย้ำใน 3 หลักการ เรื่องใดๆ ก็ตามที่สอดคล้องกับ 3 หลักการนี้ รวมถึงร่างพรรคประชาชนจะเป็นการการันตีได้ว่าจะเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ไม่ได้ผูกขาดกับมือคนใดคนหนึ่ง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ตาม ทั้งนี้คาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนจะแล้วเสร็จและจะยื่นต่อประธานสภาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

พท.อยากเห็นภท.จริงใจแก้

นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย อดีตโฆษกคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นชัดเจนว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะโยนให้สภาเป็นผู้ดำเนินการซึ่งทุกพรรคมีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยว่ามีความจริงใจแค่ไหนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60หรือเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่ประชาชนลงมติ 21 ล้านเสียงให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ต้องวัดใจสว.ไฟเขียวแก้ม.256

นายสมคิดย้ำว่า ทราบกันดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60ทำได้ยากมาก เพราะติดเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียง สว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญปี60มาโดยตลอด แต่ก็เป็นไปได้ยากส่วนหนึ่งเป็นกับดักที่คนเขียนรัฐธรรมนูญสร้างปัญหาไว้ให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยากทำให้การแก้ไขไม่ได้ไปต่อ มาจนถึงครั้งล่าสุดที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยสุดท้ายก็เป็นมวยล้มต้มคนดูในที่สุด

“ครั้งนี้ต้องวัดใจกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถโน้มน้าวใจ สว.ให้เห็นด้วยหรือไม่หรือผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญจะจริงใจแค่ไหนในการกดปุ่มไฟเขียวให้มีการแก้ไขได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ การแก้ไขมาตรา 256เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)จะมาจากที่ไหนก็ให้ไปกำหนดกติกากันในที่ประชุมรัฐสภา ที่สำคัญคือต้องแก้มาตรานี้ก่อน ซึ่งในครั้งนี้หากรัฐบาลจริงใจสามารถฝ่าด่าน สว.ได้ก็สามารถนับหนึ่งการแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างแน่นอน” นายสมคิด กล่าว

“อนุทิน”ย้ำไม่เกี่ยวที่เขากระโดง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเอกสาร ให้ไปดูในเอกสารยืนยันว่าตนไม่ได้ เป็นเจ้าของที่ดินตรงนั้น พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10ปีที่แล้ว ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560ได้บัญญัติว่าการเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ต้องมีภูมิลำเนาในเขตนั้นด้วยซึ่งตอนนั้นตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว แม้จะอยู่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ก็ต้องมีการเตรียมการทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

บอก‘ภาคภูมิใจเป็นคนบุรีรัมย์’

“เมื่อได้รับความไว้วางใจจากชาวบุรีรัมย์ เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้บริหารราชการแผ่นดิน ผมอยู่ที่นั่นมาระยะหนึ่งใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบุรีรัมย์ไปไหนมาไหน ผมก็บอกว่าเป็นคนบุรีรัมย์ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง การที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตรงนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผม ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดศีลธรรมและไม่ได้ผิดจรรยาบรรณใดๆ”นายอนุทิน ย้ำเมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าประเด็นนี้จะกระตุกแขนกระตุกขานายกฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “กระตุกผมน่ะเหรอ กระตุกจนมาอยู่ตรงนี้ กระตุกจนมาอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลนี่แหละครับ”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้ชิดประชาชน มีหน้าที่ดูแลความสงบสุขและความเรียบร้อย ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนที่มีต่อตำรวจ และจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ จากอาชญากรรม”

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)