ปูติน ‘ไร้เหตุผล’ จนเดากลยุทธ์ไม่ได้ หรือว่าจงใจมั่วเพื่อปั่นหัวชาวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676169

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 19:09 น.ปูติน 'ไร้เหตุผล' จนเดากลยุทธ์ไม่ได้ หรือว่าจงใจมั่วเพื่อปั่นหัวชาวโลก

เขาเป็นคนไร้ตรรกะโดยธรรมชาติ หรือว่าเจตนาจะทำให้เป็นแบบนั้นเพื่อซ่อนเจตนาที่แท้จริงไว้? ผู้นำโลกบางคนเริ่มแสดงอาการทนไม่ไหวกับการคาดเดาอะไรไม่ได้ขึ้นมาบ้างแล้ว

แม้แต่บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็ยังต้องยอมรับว่าเดาใจปูตินไม่ได้จริง ดูเหมือนว่า “ปูตินกำลังมีความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล” (Putin is possibly thinking illogically) เอาเลยในเรื่องยูเครน

คำว่า illogically มันแปลได้หลายอย่าง ทั้งไม่สมเหตุสมผล ไม่เป็นตรรกะ ไม่อยู่กับร่องกับรอย โดยสรุปก็คือ คนที่คิดแบบมีตรรกะจะคาดเดาปูตินอะไรไม่ได้เลย

แต่คนที่จะทำสงคราม (ไม่ว่าจะสงครามจริงหรือหลอก สงครามในรูปแบบหรือสงครามกองโจร สงครามที่ใช้การฆ่าฟันหรือสงครามการเมือง) ย่อมต้องคิดแบบมีตรรกะ การไม่คิดแบบมีตรรกะคือ “มั่ว” และความมั่ว “อาจจะ” ทำให้ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้

ข้อจำกัดก็คือเราไม่รู้วาตรรกะแบบปูตินนั้นคืออะไร กว่าจะรู้นั้นต้องรอผลสรุปของวิกฤตการณ์นี้เสียก่อนจึงจะบอกได้ว่าเขาคิดแบบไหนหรือเขาใช้กลยุทธ์ไหน?

เหมือนกับการแทงหวย ที่หลังจากประกาศเลขรางวัลประกาศออกมาแล้ว เรามักจะวิเคราะห์สาเหตุได้ทันทีว่าทำไมถึงถูกกินและตรรกะเบื้องหลังของเลขรางวัลนั้นคืออะไร (การวิเคราะห์หลังเกมแบบนี้คือความสามารถเฉพาะตัวของมนุษย์หวยชาวไทยล้วนๆ)

ดังนั้นในเวลาที่วิกฤตการณ์ยังไม่คลี่แถมยังออกลูก “มั่ว” แบบนี้ มีอย่างเดียวที่พอจะช่วยให้เราคลำทางได้ก็คือต้อง “เดา” โดยให้มีตรรกะที่สุด

ไม่เดาก็ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าปูตินคิดแบบไหน และจะมาบอกว่าเดาไปทำไมก็ไม่ควร เพราะนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาวโลก

ที่บอริส จอห์นสันบอกว่าปูตินนั้น illogical ไม่ว่าปูตินนั้น “มั่ว” หรือ “สมงสมองไปหมดแล้ว” แต่เป็นการกลบเกลื่อนความไม่สามารถของชาติตะวันตกเองที่จะวิเคราะห์ว่าเกมที่ยูเครนจะมุ่งไปทางไหน

หนึ่งนั้นเพราะเดาผิดมาหลายรอบแล้วว่าจะบุกวันนั้นวันนี้ อีกสาเหตุหนึ่งก็เพื่อสนับสนุนคำพูดของตัวองที่บอกว่าปูตินจะใช้วิธี “สับขาหลอก” ในการบุกยูเครน

พวกเขาใช้คำว่า False flag หรือปฏิบัติกรอำพรางเพื่อลวงคู่ต่อสู้ แต่เราก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้อีกชัดๆ ว่ามันหมายถึงอะไรและจะทำกันอย่างไร เพราะนี่ก็เหมือนกันที่เป็นการกลบเกลื่อนความไม่รู้แบบชัวร์ๆ ของชาติตะวันตกว่าปูตินจะทำอะไร

ถ้าเป็น False flag นั้นก็ยังเป็นการคิดแบบ logical คือมีเหตุมีผลเบื้องหลัง และยังคาดเดาได้วาจะเป็นการอำพรางแบบไหน เอาแค่ “36 กลยุทธ์” อันเป็นตำราพิชัยสงครามจีน ก็น่าจะรวมยุทธวิธีสับขาหลอกเอาไว้เกือบทุกแง่มุมแล้ว และปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์ไม่จำกัดเชื้อชาติ

ไม่วาจะเป็น “กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล” (คือการปิดบังเจตนาอย่างไม่มีลูกเล่นอะไรนัก พูดง่ายๆ คือซ่อนเป้าหมายเอาไว้ก่อนจะโจมตีจริง) “กลยุทธ์ส่งเสียงตะวันตกเข้าตีตะวันออก” (คือแสร้งทำเป็นโฆษณาว่าจะโจมตีตะวันออก แต่จริงๆ แล้วแอบไปตีทางตะวันตก) หรือ “กลยุทธ์อวดว่าเตรียมทางลำบาก อำพรางเข้าตีทางสะดวก” (คือทำให้อีกฝ่ายเห็นว่ากำลังเข้าตีทางที่ลำบากต้องใช้เวลาเตรียมการนานเพื่อให้ศัตรูตายใจ แต่ที่แท้เข้าตีทางที่สะดวกกว่าเสียอย่างนั้น)

ยังไม่นับกลยทธ์อีกกว่า 30 รูปแบบของพิชัยสงครามชุดนี้ ซึ่งปูตินอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ แต่มันยังถือเป็นการคิดแบบ logical อยู่ดี

แต่มันมีแนวคิดอย่างหนึ่งที่บอกว่า กลยุทธ์ที่ไม่สมเหตุสมผลนั้นเกิดจากการใช้อำนาจ ซึ่งหมายความว่ามันถูกชี้นำโดยคนๆ เดียว ไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ทั้งสิ้น

ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะโลกตะวันตกการบัญชาการในระดับมหภาคนั้นง่ายจะคาดเดา เพราะมีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบหลายชั้น แต่รัสเซียในเวลานั้นเหมือนปกครองด้วยคนๆ เดียว การสั่งการน่าจะมาจากคนๆ เดียว นี่คือที่มาของ illogical strategy

ยิ่งมีธรรมาภิบาลน้อยเท่าไร ควาฒโปร่งใสหายากเท่าไร ยิ่งเดายากขึ้นเท่านั้น 

ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงกรณีเกาหลีเหนือที่จู่ๆ จะเจรจาก็ยอมคุยอย่างโอภาปราศรัย แต่พอจะยิงขีปนาวุธขึ้นมาก็ยิงแบบรัวๆ โดยที่สหรัฐหรือเกาหลีใต้เองก็เดาไม่ถูกว่าเพราะอะไร นั่นเพราะพวกเขาไม่ใช่แค่เดายุทธวิธิของกองทัพหรือรัฐบาลเกาหลีเหนือที่ควรจะเป็นตรรกะ แต่ต้องเดาใจอำนาจที่ชี้นำเกาหลีเหนือ นั่นคือคิมจองอึน – นี่คือ illogical strategy แบบหนึ่ง

แต่คิมจองอึนเป็นผู้นำคนละชั้นกับปูติน ปูตินไม่ใช่คนที่คิด illogical strategy ที่ได้ผลมั่วๆ (random) เหมือนคิมจองอึน ผู้เขียนอยากจะเดาว่าปูตินใช้ความไม่สมเหตุสมผลนี่ซ่อนแผนการอันสมเหตุสมผลเอาไว้

ในการเล่นหมากรุกนั้นมีกลยุทธ์ที่ไม่สมเหตุสมผล มันไม่ใช่การเดินหมากแบบมั่วๆ แต่ซ่อนความมั่วเอาไว้เพื่อตบตาคู่ต่อสู้

หมากรุกสามารถคาดเดาตาที่เดินได้หากคิดแบบมีเหตุมีผล เพื่อทำลายการคาดเดานั้น ผู้เล่นจะต้องยอม “เสียตัว” (ซึ่งไม่ใช่ใช่แค่ยอมเสียหมากเพื่อแลกตาที่เหนือกว่าที่ภาษาหมากรุกเรียกว่า Gambit) เพื่อทำให้ดูมั่วก่อนที่จะตลบหลังด้วยความไม่มั่วเพื่อชิงชัยชนะ

แต่มันมีจุดอ่อนตรงที่หากตั้งใจ “มั่ว” จนเกินไปคู่ต่อสู้จะจับทางได้ว่าเรากำลังแสร้งมั่วเพื่อที่จะซ่อนกับดักเอาไว้ ดังนั้น ก่อนจะมั่วหรือชิงความได้เปรียบ หมากที่เดินจะต้องซ่อนตัวตนให้มิดชิดที่สุดด้วยการเสแสร้งให้เป็นธรรมชาติที่สุดว่า “มั่ว” หรือแม้แต่ยอมทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเรากำลังทำพลาดมหันต์แบบสมเหตุผล

ผู้เชี่ยวชาญและสื่อตะวันตกมักบอกว่าปูตินเดินเกมหมากรุกผิดพลาดแล้วในกรณียูเครน แต่ก็อย่างที่บอกไป การวิเคราะห์เหล่านั้นอาจจะคาดไม่ถึงว่าปูตินจะใช้วิธี illogical strategy/moves เพื่อสร้างกับดักขึ้นมา

บางคนบอกว่าปูตินไม่ได้เล่นหมากรุกในกรณีนี้ แต่กำลังคิดแบบคนเล่นโป๊กเกอร์ต่างหาก

เผอิญว่าเซียนหมากรุกเก่งๆ นั้นมักเป็นรัสเซี่ยน นี่อาจเป็นสาเหตุให้สื่อตะวันตกสนุกกับการโยงว่ากรณียูเครนคือการเดินเกมหมากรุกของปูติน

แต่ปูตินนั้นไม่ใช่แฟนหมากรุก และไม่เคยเห็นเล่นโป๊กเกอร์ออกสื่อ เพราะเขาเป็นนักยูโดตัวฉกาจ

อีกเรื่องที่พึ่งตระหนักไว้คือ ไม่ใช่ทุกครั้งที่การคิดแบบไม่สมเหตุผลทั้งในเกมการเมืองการทหารแลโดยเฉพาะในเกมหมากรุก จะเป็นการอำพรางเจตนาแผนการอันหลักแหลมเอาไว้ ตัวอย่างเช่น เซียนหมากรุกบางคนนั้นพลิกกลับมานำได้เพราะ illogical strategy/moves 

แต่ขณะเดียวกัน (และคนเดียวกันนั้น) ใช้ illogical strategy/moves ก็เพราะถูกกดดันจากเวลาที่กำลังงวดลงจนต้องเดินมั่วๆ

บางทีปูตินอาจจะซ่อนภาวะถูกกดดันอย่างหนักเอาไว้ก็ได้ จนทำอะไรรวนไปหมดดูเหมือนคนไม่มีตรรกะ

ถ้าเป็นแบบนั้นก็สมกับที่ แดเนียล บี. เบเออร์ (Daniel B. Baer) แห่งองค์กรเพื่อการศึกษาสันติภาพ CEIP บอกว่า “เขาไม่ใช่คนบ้าที่เก่งกาจและไม่อาจเข้าใจได้ เขาเป็นคนเลว—ไม่ใช่เพียงเพราะเขาขู่ว่าจะเริ่มต้นสงครามที่ไร้จุดหมายอีกครั้งในยุโรป เขาและพวกพ้องของเขาได้ขโมยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์จากคนรัสเซีย เขามีนักข่าวและนักการเมืองที่ถูกสังหาร เขาโจมตีศัตรูในประเทศของเขาอย่างโจ่งแจ้งกลางเมืองหลวงต่างๆ ของยุโรป”

และเป็นเบเออร์เช่นกันที่บอกว่าการเทียบกรณยุเครนว่ากับการเดินหมากรุก เป็นการเทียบแบบผิดฝาผิดตัว

เบเออร์กับ CEIP แม้จะเอียงไปทางสหรัฐ เพราะเขาและหน่วยงานนี้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐโดยตรง แต่คำกลาวของเขาก็น่ารับฟังอยู่ โดยเฉพาะที่บอกว่า ปูติน “ไม่ใช่คนบ้าที่เก่งกาจและไม่อาจเข้าใจได้”

ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งผู้เขียน สื่อต่างๆ หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม่แต่นายกรัฐมนตรีรสหราชอาณาจักร ก็ไม่มีทางรู้ว่าปูตินกำลัง “เดินหมากตัวไหน” สิ่งที่ทุกฝ่ายทำตอนนี้คือพยายามเข้าใจว่าสถานการณ์ยูเครนจะมุ่งไปทางไหน ให้มันดูสมเหตุสมผลที่สุด

แต่เผอิญว่าผู้ที่เดินหมากนั้นใช้วิธีการที่เหนือมนุษย์ที่มีตรรกะจะเข้าใจเสียนี่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Mikhail Klimentyev / Sputnik / AFP

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประชวรโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676172

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 19:02 น.สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประชวรโควิด

พระบรมราชวงศ์พระองค์ล่าสุดของสหราชอาณาจักรที่ประชวรด้วยโควิด ก่อนหน้านี้คือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พระชนมายุ 95 พรรรษา ทรงได้รับการตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวันอาทิตย์ แต่อาการของพระองค์”ไม่รุนแรง” และพระองค์ตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เบาๆ ที่ปราสาทวินด์เซอร์

“พระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่าวันนี้สมเด็จพระราชินีได้ตรวจพบเชื้อโควิด” พระราชวังบักกิงแฮมกล่าวในแถลงการณ์ “พระองค์จะได้รับการรักษาพยาบาลต่อไปและจะปฏิบัติตามแนวทางที่เหมาะสมทั้งหมด” 

ข่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระโอรสองค์โตและรัชทายาทของพระราชินี ทรงตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ สองวันหลังจากพบกับพระมารดาที่วินด์เซอร์

ตอนนั้นยังไม่มีข้อมูลว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงได้ทำการตรวจพระโรคหรือไม่ พระองค์เสด็จกลับมาพบปะบุคคลต่างๆ ที่ปราสาทเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่บ่นกับผู้เข้าเฝ้าคนหนึ่งว่ามีอาการตึงพระองค์

“สมเด็จพระราชินีนาถกำลังมีพระอาการกับอาการคล้ายไข้หวัดเล็กน้อย แต่คาดว่าจะปฏิบัติหน้าที่เบาๆ ที่วินด์เซอร์ในสัปดาห์หน้า” แถลงการณ์กล่าว

แม้จะปกปิดความลับเรื่องพระพลานามัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มาโดยตลอดแต่ก่อนหน้านี้พระราชวังได้ยืนยันว่าพระองค์ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างครบถ้วนแล้ว

คำเตือนจากผู้ดูแลการเงินโลก “คริปโตคือภัยเสี่ยงเสถียรภาพ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676157

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 14:46 น.คำเตือนจากผู้ดูแลการเงินโลก "คริปโตคือภัยเสี่ยงเสถียรภาพ"

สรุปเนื้อหาจากรายงานของ Financial Stability Board เรื่อง Assessment of Risks to Financial Stability from Crypto-assets

1. คณะกรรมการเสถียรภาพการเงิน หรือ Financial Stability Board (FSB) เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่คอยตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการเงินทั่วโลก ตั้งขึ้นโดยกลุ่ม G20 ถือกันว่าเป็น “เสาหลักที่สี่” ของธรรมาภิบาลเศรษฐกิจโลก นอกจากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และองค์การการค้าโลก (WTO)

2. FSB ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง “การประเมินความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินจากสินทรัพย์เข้ารหัส” (คริปโต) หัวใจหลักคือการแสดงความกังวลว่าขนาดและช่องโหว่ของโครงสร้างของตลาดคริปโต กับความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม จนมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

3. รายงานระบุว่า “ธนาคารที่มีความสำคัญอย่างต่อระบบและสถาบันการเงินอื่นๆ เต็มใจที่จะทำกิจกรรมและรับความเสี่ยงต่อสินทรัพย์คริปโตมากขึ้น ความหลากหลายของกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงอนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจอื่น ๆ ที่อ้างอิงสินทรัพย์คริปโตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

4. ด้วยความพัวพันกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมนี่เอง FSB จึงเตือนว่า “หากวิถีการเติบโตในปัจจุบันของขนาดและความเชื่อมโยงระหว่างสินทรัพย์คริปโตกับสถาบันเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งนี้อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินทั่วโลก”

5. รายงานคาดการณ์ว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของสินทรัพย์คริปโตเพิ่มขึ้น 3.5 เท่าในปี 2021 เป็นมูลค่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่าสินทรัพย์เข้ารหัสลับยังคงเป็นส่วนเล็กๆ ของระบบการเงินโดยรวม แต่เปรียบเสมือนความเสี่ยงที่เดกับความเสี่ยงจากการจำนองซับไพรม์ที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2007 – 2008

6. FSB ระบุว่า “หากสถาบันการเงินยังคงมีส่วนร่วมในตลาดสินทรัพย์คริปโตมากขึ้น เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่องบดุลและสภาพคล่องของพวกเขาในรูปแบบที่ไม่คาดคิด ในกรณีของวิกฤตซับไพรม์ซับไพรม์ของสหรัฐความเสี่ยงเท่าที่ทราบเพียงจำนวนเล็กน้อยไม่ได้หมายความว่ามีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขาดความโปร่งใสและการครอบคลุมด้านกฎระเบียบไม่เพียงพอ”

7. ความเสี่ยงเหล่านี้มาช่องโหว่ของตลาดสินทรัพย์คริปโต 3 ข้อ คือ 1. ถึงสกุลเงินคริปโตที่ไม่มีการสำรองหนุนไว้ เช่น Bitcoin 2. คริปโตที่มีการสำรองหนุนไว้หรือสเตเบิลคอยน์ เช่น Tether ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์สำรอง 32. การกระจายอำนาจทางการเงิน (DeFi) และแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์คริปโตทั้งหมดมีอยู่ทางออนไลน์เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ควบคุมโดยหน่วยงานที่รวมศูนย์ เช่น ธนาคารกลางหรือหน่วยงานรัฐ

8. ในส่วนของข้อจำกัดที่ผูกมัดกับระบบออนไลน์เท่านั้น รายงานระบุว่า “ความเสี่ยงเหล่านี้บางส่วนเริ่มปรากฏชัดเจน เช่น ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในแง่ของโปรโตคอลและเทคโนโลยีที่ใช้ภาคส่วนนี้ เห็นได้จากเหตุการณ์ด้านปฏิบัติการและความปลอดภัยทางไซเบอร์มาแล้วมากมาย และความล้มเหลวในการกำกับดูแล การแฮ็กที่เกี่ยวข้องกับ DeFi คิดเป็นมากกว่า 75% ของปริมาณการแฮ็กและการขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทราบทั้งหมด 481 ล้านดอลลาร์จนถึงเดือนกันยายน 2021”

9. รายงานสรุปว่า “ตลาดสินทรัพย์เข้ารหัสลับมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและสามารถถึงจุดที่พวกมันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินทั่วโลกเนื่องจากขนาด ความเปราะบางของโครงสร้าง และความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วและลักษณะระดับสากลของตลาดเหล่านี้ยังเพิ่มศักยภาพสำหรับช่องว่างด้านกฎระเบียบ การกระจายตัว หรือการเก็งกำไร … ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินการตอบสนองนโยบายที่เป็นไปได้ในเวลาที่เหมาะสม”

10. รายงานชี้ถึงแนวโน้มของการควบคุมตลาดคริปโต โดยระบุว่า “ในปี 2022 FSB จะสำรวจผลกระทบด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแลที่อาจเกิดขึ้นของสินทรัพย์เข้ารหัสลับที่ไม่ได้สำรอง ซึ่งรวมถึงประเภทของการกระทำที่เขตอำนาจทางการกฎหมายของสมาชิก FSB ได้ดำเนินการหรือวางแผนที่จะดำเนินการ เพื่อจัดการกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางการเงินที่เกี่ยวข้อง” นั่นหมายความว่าจะต้องจับตาว่าสมาชิก FSB หรือนัยหนึ่งคือ G20 จะเข้ามาจัดการตลาดคริปโตอย่างไรในปีนี้

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

8 เหตุผลที่บอกว่าคนควรทานโปรตีนจากพืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676133

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 12:20 น.8 เหตุผลที่บอกว่าคนควรทานโปรตีนจากพืช

ชีวิตที่เลือกได้ของสายวีแกน มารู้ให้ชัด 8 เหตุผลที่ควรทานโปรตีนจากพืช

เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นเหมือนด่านแรกในการดูแลตัวเองที่ตรงจุด โดยปัจจุบันคนไทยหันมาศึกษาและสนใจสูตรอาหาร “วีแกน” มากขึ้น ซึ่งเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ นอกจากผักและผลไม้ที่เลือกรับประทานได้แล้ว  โปรตีนที่ได้จากพืชนั้นยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงต่อร่างกาย โดยมีเกร็ดความรู้ 8 เหตุผลที่ควรทานโปรตีนจากพืชมาบอกต่อ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง และได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ

1. เพราะวัตถุดิบที่เลือกทานอย่างพืชตระกูลถั่ว เช่น ถัวเหลือง และถั่วลันเตา ให้ปริมาณโปรตีนเข้มข้นสูง ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดเทียบเท่าโปรตีนจากไข่ขาวและนม ซึ่งเป็นโปรตีนจากสัตว์ โดยการทานโปรตีนจากพืชในชนิดไอโซเลทเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่แยกไขมันและน้ำตาลออก แตกต่างจากน้ำเต้าหู้ทั่วไปทำให้มีโปรตีนเข้มข้นสูง ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สามารถดูดซึมและย่อยง่าย ซึ่งระบบการย่อยอาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ภายในระบบย่อยอาหารทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และดูดซึมสารอาหารให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน ควรคำนึงถึงการทานอาหารที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ทำงานหนักเกินไป ทำให้คนรักสุขภาพหันมาเลือกทานโปรตีนจากพืชแทนที่จะทานโปรตีนจากสัตว์ที่ย่อยยากเพราะเมื่อยิ่งอายุมากขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้

3. โปรตีนจากพืชมีไขมันน้อย ใยอาหารสูง จึงมีแคลอรี่น้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์

4. ไขมันดีมากกว่า

5. ไม่มีคอเลสเตอรอล

6. อุดมด้วยคุณค่าของพฤกษเคมี ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบในพืช มีส่วนช่วยหลายด้านทั้งการช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

7. มีงานวิจัยว่าโปรตีนจากพืชมีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้

8. สามารถทานได้ทุกกลุ่ม ทุกวัยทั้งเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์

การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ยิ่ง “โปรตีน” เป็นสิ่งที่สำคัญต่อร่างกาย ยิ่งควรใส่ใจโดยโปรตีนช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีกทั้งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ แต่หากร่างกายได้รับ

โปรตีนไม่เพียงพอจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยข้อมูลจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า การขาดโปรตีนจะทำให้ทั้งร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันต่ำ ผิวหนังไม่แข็งแรง ระบบฮอร์โมน เอนไซม์ทำงานผิดปกติ เสี่ยงที่จะเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

ชีวิตใหม่ไร้พุง!! มากกว่าความมั่นใจ คือการมีสุขภาพที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676134

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 09:55 น.ชีวิตใหม่ไร้พุง!! มากกว่าความมั่นใจ คือการมีสุขภาพที่ดี

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคอ้วนมากถึงประมาณ 9% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 6 ล้านคน สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน แพทย์เผยผลเสียของโรคอ้วน พร้อมบอกวิธีการลดน้ำหนักที่ทำได้จริงตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงขั้นผ่าตัดกระเพาะอาหาร

รู้หรือไม่ว่า โรคอ้วนเป็นโรคอย่างหนึ่ง เป็นโรคเหมือนกับโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคเอดส์หรือ โรคอื่น ๆ แต่ที่น่าเห็นใจคือ คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังไม่เห็นว่าผู้ป่วยโรคอ้วนเป็นโรค ดังนั้น เราจะมารู้จักกับโรคอ้วนกันค่ะ

พญ.ขวัญนรา เกตุวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ อธิบายว่า โรคอ้วน หมายถึง สภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ สำหรับในคนเอเชียนั้น เราจะถือว่าอ้วน เมื่อมีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป และถ้าสูงกว่า 30 จะถือว่าเป็นโรคอ้วนอันตราย โดยค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI สามารถคํานวณได้จากอินเทอร์เน็ต โรคที่สัมพันธ์กับความอ้วน ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ ข้อเข่าเสื่อม โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง เสี่ยงต่อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย อัมพฤกษ์อัมพาต และอาจเสียชีวิตได้ โดยผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ทุก ๆ ค่าดัชนีมวลกายที่เพิ่มขึ้นครั้งละหนึ่ง จะทําให้ผู้ป่วยมีอายุขัยเฉลี่ยลดลง 8-10 ปีเทียบกับคนน้ำหนักปกติ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคอ้วนมากถึงประมาณ 9% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยสาเหตุนั้นมาจากลักษณะการใช้ชีวิตที่มีการขยับตัวน้อย ไม่ค่อยได้ออกกําลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง

สำหรับการรักษาโรคอ้วน ได้แก่

  • การคุมอาหาร โดยเน้นการทานโปรตีนเป็นหลัก หลีกเลี่ยง แป้ง น้ำตาล น้ำหวาน ของทอด และของมัน
  • การออกกําลังกายแบบการ์ดมากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือการเดินให้เกิน 10,000 ก้าวต่อวัน
  • การใช้ยาลดน้ำหนัก ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อันตรายของโรคอ้วน

สำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนอันตรายนั้น จะมีฮอร์โมน สารเคมีและระบบการควบคุมความหิวอิ่มในร่างกายแตกต่างจากคนน้ำหนักปกติ  ทําให้การลดน้ำหนักด้วยการปรับลักษณะการใช้ชีวิต เช่น การออกกําลังกายและคุมอาหาร มีโอกาสสำเร็จเพียงแค่ 3% เท่านั้น สำเร็จในที่นี้หมายถึง คนที่น้ำหนัก 150 กิโลกรัม จะลดลงเหลือ 75 กิโลกรัมได้ในระยะเวลาหนึ่งปีนั้นทําได้ยากเพราะน้ำหนักเยอะ หัวเข่ามีปัญหาไม่สามารถออกกําลังกายหนัก ๆ ได้ แค่เดินก็เหนื่อยแล้วและระบบควบคุมความหิวอิ่มของร่างกาย เป็นต้น

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาชัดเจนว่าคนที่เป็นโรคอ้วนอันตรายที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 32.5 ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคประจําตัว หรือผู้ที่ไม่มีโรคประจําตัว แต่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 37.5 ขึ้นไป ที่ได้พยายามออกกําลังกายและคุมอาหารแล้ว แต่ว่าน้ำหนักไม่ลดลงหรือลงเพียงเล็กน้อย จะสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินลงได้ 50 – 60% จากการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วนอันตราย

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วนอันตราย

เป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารและหรือลดการดูดซึมสารอาหาร และยังมีการตัดกระเพาะอาหารส่วนที่คอยสร้างฮอร์โมนหิวออกไปด้วย ทําให้หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อยลง โดยที่ไม่รู้สึกหิวหรือรู้สึกหิวน้อยลง ทําให้น้ำหนักลดลงได้ด้วยการ  การผ่าตัดแบบส่องกล้อง แผลเล็กและฟื้นตัวไว

อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดก็ต้องอาศัยนิสัยของผู้ป่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และออกกําลังกายเป็นประจํา เพื่อให้น้ำหนักลดลงได้เป็นอย่างดีจนกลายเป็นน้ำหนักของคนปกติและสุขภาพดี โดยการผ่าตัดจะสามารถรักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเกาท์ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็นต้น ทําให้หลังการผ่าตัดผู้ป่วยส่วนใหญ่ สามารถหยุดยาโรคประจําตัวหรือลดยาที่รับประทานลงได้  สุดท้ายนี้การเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การออกกําลังกายเป็นประจําและการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก และทําให้มีสุขภาพดีแบบยั่งยืน

จีนจี้กรณียูเครน ต้องเลิกทำให้ตื่นตระหนก-ปั่นสงครามเกินจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676144

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 12:01 น.จีนจี้กรณียูเครน ต้องเลิกทำให้ตื่นตระหนก-ปั่นสงครามเกินจริง

รมว.กต.จีน เรียกร้องทุกฝ่าย มุ่งทำงานเพื่อสันติภาพในประเด็นยูเครน

ปักกิ่ง, 20 ก.พ. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (19 ก.พ.) หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบและพยายามมุ่งสู่สันติภาพในประเด็นยูเครน แทนที่จะเป็นการเพิ่มความตึงเครียด สร้างความตื่นตระหนก หรือกระทั่งย้ำถึงภัยสงครามมากเกินจริง

หวังอี้กล่าวคำปราศรัยข้างต้น ผ่านทางวิดีโอลิงก์ ขณะตอบคำถามเรื่องการขยายขอบเขตสู่ตะวันออกขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) หรือ นาโต รวมถึงเรื่องความมั่นคงของยุโรป และประเด็นสถานการณ์ในยูเครน ระหว่างร่วมการประชุมความมั่นคงมิวนิก (MSC) ครั้งที่ 58 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

สำหรับประเด็นการขยายอาณาเขตของนาโต หวังอี้ระบุว่ามิตรสหายชาวยุโรปควรไตร่ตรองอย่างจริงจัง ว่าการขยายตัวสู่ฝั่งตะวันออกอย่างต่อเนื่องของนาโตนั้น จะเป็นการดีต่อการรักษาและสร้างสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในยุโรปหรือไม่

สำหรับประเด็นยูเครน หวังอี้กล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับสู่ข้อตกลงกรุงมินสก์ ฉบับที่ 2 โดยเร็วที่สุด เนื่องจากข้อตกลงนี้มีผลผูกพันผ่านการเจรจาระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นทางออกเดียวในการแก้ปัญหายูเครน

หวังอี้เรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกันอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงจัดทำแผนงานและกำหนดการสำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงข้างต้น พร้อมเสริมว่ายูเครนควรจะเป็นสะพานเชื่อมการสื่อสารระหว่างตะวันออกกับตะวันตก มิใช่แนวรบเพื่อการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

ส่วนประเด็นความมั่นคงของยุโรป หวังอี้กล่าวว่าทุกฝ่ายสามารถหยิบยกข้อกังวลของตนเองขึ้นมากล่าวได้ และข้อกังวลด้านความมั่นคงอันชอบด้วยกฎหมายของรัสเซียนั้น ควรได้รับการเคารพและดำเนินการอย่างจริงจัง

“จีนหวังให้ทุกฝ่ายหาทางแก้ที่เอื้อต่อการพิทักษ์ความมั่นคงของยุโรปอย่างแท้จริง ผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือกัน” หวังอี้กล่าวเสริม

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by ISHARA S. KODIKARA / AFP

เรือรบจีนยิงเลเซอร์ไส่เครื่องบินสอดแนมออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676141

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 11:26 น.เรือรบจีนยิงเลเซอร์ไส่เครื่องบินสอดแนมออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียกล่าวหาว่าจีน “กระทำการข่มขู่” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียกล่าวว่าเรือของกองทัพเรือจีนลำหนึ่งส่องเลเซอร์ที่ “เครื่องบินทางทาร” ลำหนึ่งของออสเตรเลีย

เรือลำนี้เป็นหนึ่งในเรือของกองทัพเรือจีน 2 ลำที่แล่นผ่านน่านน้ำนอกชายฝั่งทางเหนือของออสเตรเลียเมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียระบุเรือลำดังกล่าวยิงเลเซอร์ใส่เครื่องบินตรวจการณ์ในเหตุการณ์จน “มีโอกาสเสี่ยงต่อชีวิต”

“ผมมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากการข่มขู่” นายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน กล่าว พร้อมเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “ไม่ชอบธรรม” และฝ่ายออสเตรเลียก็ “ไม่ได้มีการยั่วยุ”

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างออสเตรเลียและจีนได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสันมีกรณีขัดแย้งกับจีนบ่อยครั้ง เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกับสหรัฐในการต่อต้านจีน โดยในเดือนกันยายน 2021 สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรได้ลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ หรือ AUKUS เพื่อช่วยกองทัพเรือออสเตรเลียในการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจีนได้โจมตีเป็นความพยายามที่จะบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค ออสเตรเลียกับจีนยังขัดแย้งอยางหนักในเรื่องการค้า ความมั่นคง และเจ้าหน้าที่รัฐบาลออสเตรเลียยังคว่ำบาตรการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 ที่ปักกิ่งด้วย

สำหรับกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลีย ปีเตอร์ ดัตตัน ก็กล่าวแสดงความกังวลโดยกล่าวว่าการกระทำของเรือจีนเป็น “การกระทำที่ก้าวร้าวมาก”

“ผมคิดว่ารัฐบาลจีนหวังว่าจะไม่มีใครพูดถึงการรังแกที่ก้าวร้าวเหล่านี้” ดัตตันบอกกับ Sky News ในวันอาทิตย์

ในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ กองทัพออสเตรเลียอ้างว่าเครื่องบินสอดแนม P-8A Poseidon ลำหนึ่ง “ตรวจพบเลเซอร์ที่ยิงมายังเครื่องบินขณะบินเหนือแนวเหนือของออสเตรเลีย”

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียระบุในเว็บไซต์ว่า “P-8A Poseidon เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวนทางทะเลของออสเตรเลียในอนาคต P-8A Poseidon ประจำการอยู่ที่ฐาน RAAF Base Edinburgh (เอดินบะระประมาณ 28 กม. ทางเหนือของแอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย) เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การลาดตระเวนทางทะเลและการตอบสนองในอนาคตของออสเตรเลีย”

กระทรวงกลาโหมระบุว่า เรือของจีนกำลังแล่นไปทางตะวันออกผ่านทะเลอาราฟูรา ทางเหนือของออสเตรเลีย ซึ่งไม่ใช่น่านน้ำของออสเตรเลีย

รัฐบาลจีนไม่ตอบสนองต่อข้อกล่าวหาจากออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม จีนเคยเผชิญข้อกล่าวหาในการใช้เลเซอร์ทางการทหารกำหนดเป้าหมายไปยังเครื่องบินของออสเตรเลียโดยในปี 2019 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของกองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลียขณะบินผ่านทะเลจีนใต้

Photo by Handout / Australian Defence Force / AFP

เมื่อยอดติดเชื้อพุ่งพรวด แต่ประเทศเหล่านี้กลับเปิดพรมแดนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676137

วันที่ 20 ก.พ. 2565 เวลา 10:42 น.เมื่อยอดติดเชื้อพุ่งพรวด แต่ประเทศเหล่านี้กลับเปิดพรมแดนเต็มที่

การติดเชื้อกลับมาสู่ระดับพีคอีกครั้งจนเกือบจะแซงหน้าการติดเชื้อช่วงเดลตาระบาดหนัก แต่บางประเทศเลิกข้อจำกัดจนหมดสิ้น

สัปดาห์นี้ สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นประเทศล่าสุด ซึ่งตอนนี้มีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นในโลก ที่จะยกเลิกข้อกำหนดในการเข้าประเทศทั้งหมด ในขณะที่ประธานาธิบดีของประเทศยอมรับว่าพวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19

ในเว็บไซต์รัฐบาลของ Federal Council ระบุว่า “การเปลี่ยนแปลงกฎการเข้าประเทศดังนี้ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสำหรับบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศจะถูกยกเลิก ไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน การฟื้นตัวจากการติดเชื้อ หรือการทดสอบเชิงลบ หรือกรอกแบบฟอร์มการเข้าประเทศอีกต่อไป” โดยสรุปก็คือ ผู้เดินทางไม่ต้องกักกันเมื่อเข้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นเพียงประเทศที่ 4 ในโลกที่ใช้มาตรการดังกล่าว ร่วมกับเม็กซิโก เอลซัลวาดอร์ และนอร์เวย์ ซึ่งวงการท่องเที่ยวขานรับการตัดสินใจนี้เพราะเช่อว่าจะนำรายได้เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง

การยกเลิกของสวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างน่าแปลกใจ หากจะลองดูตัวเลขการติดเชื้อที่ยังสูงมากที่ 36,101 คน ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ แม้ว่าจะลดลงตามลำดับจากช่วงพีควันที่ 31 มกราคม 89,462 ราย แต่การลดลงนี้ก็ยังต่างแบบหน้ามือเป็นหลังมือจากช่วงปีที่แล้วที่ตัวเลขน้อยมากในหลักร้อยคนหรือไม่กี่พันคน (หรือหลักหมื่นไม่กี่วัน) และบางช่วง เช่นในเดือนตุลาคมมีเพียง 0 รายก็ยังมีมาแล้ว

นี่คือการตัดสินใจของอีกหนึ่งประเทศที่จะ “อยู่ร่วมกับโควิด” แบบจริงๆ จังๆ อย่างที่ อิกนาซิโอ แคสซิส ประธานาธิบดีของประเทศกล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงเบิร์นว่า “สวิตเซอร์แลนด์กำลังก้าวไปสู่ความปกติอย่างมีนัยสำคัญและเด็ดขาด ไวรัสยังอยู่ เรากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับไวรัส”

สาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องการอยู่ร่วมกับโควิดและตัดสินใจเปิดเประเทศแบบไร้เงื่อนไข อาจเป็นเพราะพบว่าอการการติดเชื้อไม่ได้เลวร้ายมากแล้ว โรงพยาบาลในสวิสมีอัตราการเข้าใช้ 81.9% ในสัปดาห์นี้ โดยะมีเพียงประมาณ 8% เท่านั้นที่เกิดจากโควิด-19 ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการโดยเฉลี่ย 7 วันลดลงเหลือ 250 ต่อประเชากร 100, 000 คนตามข้อมูลของรัฐบาล มากกว่า 70% ของประชากรสวิสได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส

นอร์เวย์มีเหตุผลคล้ายๆ กัน สัปดาห์ที่แล้ว นอร์เวย์กลายเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ในโลกที่เปลี่ยนข้อกำหนดในการเข้าประเทศกลับไปสู่สถานะก่อนเกิดโรคระบาด โดยเหลือเงื่อนไขการเข้าประเทศเพียงเล็กน้อย เช่น แนะนำให้ตรวจเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีอาการเท่านั้น

การประกาศเปิดประเทศเกิดขึ้นหลังจากนอร์เวย์ยกเลิกข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ในท้องถิ่น เช่น การสวมหน้ากากในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่ตัวเลขการติดเชื้อยังคงสูง ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ มี 15,248 ราย จากหลักร้อยเกือบตลอดครึ่งปี 2021 และจากหลักพันในดือนธันวาคม 2021 แต่พุ่งขึ้นมาหลังเกิดโอมิครอน

นายกรัฐมนตรี โยนาส กาฮ์ร สโตร์ ของนอร์เวย์กล่าวว่า “เราสามารถผ่อนปรนมาตรการได้ เนื่องจากโอมิครอนไม่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงเท่ากับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังน้อย เราได้รับการคุ้มครองอย่างดีด้วยวัคซีน”

ประเทศในยุโรปดูเหมือนจะมีเหตุให้มั่นใจกับการเปิดประเทศ เพราะเชื่อว่าโอมิครอนไม่ร้ายแรง อัตราการรักษาพยาบาลต่ำ และการฉีควัคซีนครอบคลุม แต่ใน 4 ประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศเสรีนี้มีมียุโรปเพียง 2 ประเทศเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงมีท่าทีไม่มั่นใจแม้แต่การยุติมาตรการควบคุมโรคภายในประเทศตัวเอง

สำหรับเม็กซิโก ได้ยกเลิกข้อกำหนดในการเข้าประเทศของทั้งหมด ณ วันที่ 1 มกราคม 2022 ส่วนเอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกของโลกที่ยกเลิกข้อกำหนดในการเข้าประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2021

แต่เม็กซิโกไม่เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก ที่ยังคงเปิดพรมแดนตลอดการระบาดใหญ่ จึงทำให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2020 เพียงแต่ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2022 เม็กซิโกยังคงมีแบบสอบถามด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่เดินทางมากับเที่ยวบินทั้งหมด รวมทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและเที่ยวบินภายในประเทศ

แบบฟอร์มดังกล่าวจะถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น หากผู้โดยสารได้สัมผัสใกล้ชิดกับใครก็ตามที่มีผลตรวจเป็นบวกในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้าหรือไม่ แบบสอบถามยังจะถามผู้เดินทางว่ามีอาการไอ มีไข้ และมีอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 หรือไม่ เมื่อนักเดินทางกรอกแบบฟอร์มดิจิทัลเสร็จแล้ว พวกเขาจะได้รับรหัส QR เพื่อสแกนที่สนามบิน จะช่วยให้ผู้โดยสารผ่านการรักษาความปลอดภัยได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการนำตัวตรวจคัดกรองเพิ่มเติม แม้แต่ในกรณีนี้คำตอบในแบบสอบถามขัดแย้งกับมาตรการด้านสุขอนามัยของหน่วยงานที่กำกับดูแล

ตัวเลขการติดเชื้อของเม็กซิโกนั้นอยู่ในช่วงพีค ณ เดือนกุมภาพันธ์เหมือนประเทศส่วนใหญ่ในโลก จาก 0 เคสในเดือนธันวาคม มาเป็นหลัก 30,000 กว่าในช่วงต้นเดือนมกราคม และตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 ราย

Photo by Menahem KAHANA / AFP

เปิด 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสุดปัง โพสท่ายังไงก็ดูไฮแฟชั่น ที่เซ็นทรัล วิลเลจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676118

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 18:40 น.เปิด 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสุดปัง โพสท่ายังไงก็ดูไฮแฟชั่น ที่เซ็นทรัล วิลเลจ

สายไหนก็ถูกใจ! เช็คอิน 10 จุดแลนด์มาร์กถ่ายรูปสุดปังที่ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรีเอาต์เล็ตสวรรค์ของนักช้อปแบรนด์เนม

กลายเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวสุดฮิตและสุดชิลของคนเมืองไปแล้ว กับ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรีเอาต์เล็ตแห่งแรกของไทย สวรรค์ของขาช้อปแบรนด์เนม! ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ที่ทุกคนมาใช้ชีวิตสุดชิคทั้งช้อป กิน เที่ยว พบปะสังสรรค์ หรือพาสัตว์เลี้ยงแสนรักมาเปลี่ยนบรรยากาศแล้ว เซ็นทรัล วิลเลจ ยังมี 10 ไฮไลต์แลนด์มาร์คจุดถ่ายภาพ แสงสวย มุมปัง ที่คนรักการถ่ายรูปต้องไม่พลาด จะสายมินิมอล, สาย Portrait สวยๆ, สาย Fashion Blogger เก๋ๆ หรือจะสายสตรีทคูลๆ ก็ได้รูปสวยถูกใจไว้โพสต์ลงโซเชียลกันรัวๆ เลย

1. สายสตรีทสุดฮิป ต้องที่หน้า FOOD VILLAGE โลเคชั่นสุดชิคที่ต้องถ่ายแบบมุมเสย เพียงโพสท่าเบาๆ วางมือถือลงบนพื้น ปรับมุมให้ได้ Compose เพียงเท่านี้ก็จะได้ถ่ายภาพมุมเสยที่เราดู ผอม เพียว หน้าไม่บานแล้ว

2. สายสวยแพง ต้องที่ผนังหมู่บ้านช่างเงินช่างทอง อีกหนึ่งเทรนด์มาแรง ที่สายถ่ายรูปไม่ควรพลาด คือ Sun Kissed Style เพียงรอจังหวะให้แสงอาทิตย์ยามบ่ายตกกระทบกับ Texture บนผนังของหมู่บ้านช่างเงิน ช่างทอง จากนั้นโพสต์ท่าบังแดดเก๋ๆ จะได้ภาพโทนวอร์ม ๆ และเงาสะท้อนอารมณ์สุดอาร์ต

3. สายจัดจ้าน ต้องย่านหมู่บ้านช่างทอ หากคุณเป็นอีกคนที่แต่งตัวเริ่ดเต็มสิบ แมตช์เสื้อผ้าที่ตัดกันออกมาได้เก๋ชิคคูลสุดๆ เราขอแนะนำมุมนี้เลยเพราะภาพที่ออกมาให้มุมเผลอๆ แบบไม่ได้ตั้งใจ แถมยังได้รูปร่างที่เรียว แขน-ขายาวอีกด้วยเพียงแค่ ตั้งกล้องมุมเสย ยืนขาห่างกันนิดหน่อย และจัดองค์ประกอบภาพตามความเหมาะสม ก็จะได้ภาพปังๆไว้โพสต์ลงโซเชี่ยลแล้ว

4. สายมินิมอล ต้องที่กำแพง (ลับ) สำหรับใครที่อยากได้รูปเรียบง่ายแต่ดูดี สไตล์เกาหลี เราขอแนะนำ กำแพง (ลับ) สุดเท่ โดยตั้งกล้องจัดองค์ประกอบภาพให้มินิมอลที่สุด ให้เส้นกราฟิกของสีผนัง ตัดกับสีท้องฟ้า โพสท่านิ่งๆ เท่ๆ เดินเผลอๆ จะเพิ่มมูฟเม้นต์ให้ภาพมีความเท่ๆ ที่ลงตัวพอดี

5. สายแฟชั่น ต้องที่มุมเขามอสีสันสดใส รูปนี้สวยชนะขาดด้วยเทคนิคการเล่นสีส้มของเขามอ ฉากหลังที่สดใส โดยเลือกคู่สีเสื้อที่เรียบตัดกันกับพื้นหลัง จัดองค์ประกอบภาพให้ท่าโพสมีเส้นนำสายตา ก็จะได้ภาพแฟชั่นช็อตที่ลงตัว

6. สายเท่ ต้องที่จอดรถหน้าทางเข้าประตู H ใครที่เน้นถ่าย Outdoor ให้เห็นแบ็กกราวนด์เรียบๆเท่ๆ บอกเลยว่าต้องชอบมุมนี้ตอนบ่ายสามแน่นอน เพราะรูปถ่ายจะได้แสงตั้งแต่สีเหลืองอ่อน ๆ ไปจนถึงโทนสีส้มอมแดงในตอนเย็น บวกกับมุมของแสงเงา ทำให้รูปที่ออกมาดูสมบูรณ์แบบและลงตัวมาก

7. สายชิล ต้องที่ลานน้ำพุตรงประติมากรรมปลากัด ถ้าอยากถ่ายรูปให้ดูชิลๆแต่ยังคงลุคคูลอยู่ ลองเปลี่ยนมาโพสท่าพิงปลากัดชิลๆ แอคหน้าคูลๆ ก็จะได้ลุคบอยๆ เรียกยอดไลค์ได้รัวๆ

8. สายซิกเนเจอร์ ต้องที่ทางเข้าประตู H มา เซ็นทรัล วิลเลจ ทั้งที ก็ต้องมีทั้งรูปซิกเนเจอร์โพสต์สักหน่อย ตรงทางเข้าประตูโซนใหม่ (ประตู H) บอกเลยว่าปังมาก เหมือนอยู่เอาต์เลตเมืองนอกเลย

9. สายคิ้วท์ ต้องที่ Playground โซนหมู่บ้านช่างทอ เอาใจคนชอบถ่ายรูปเล่นด้วย PLAYGROUND สีสันสดใส จุดไฮไลต์อยู่ที่บริเวณบันไดสไลเดอร์นก Magpie ที่มีความโค้งบวกกับสีสันที่สดใส ทำให้รูปที่ออกมาดูมีความสดใส น่ารัก

10. สายฮิปสเตอร์ ต้องที่ตู้ไปรษณีย์ ซอยข้างร้าน Pasaya อีกหนึ่งมุมฮิตที่ไม่เน้นพร๊อพ แต่เน้นความสวยแบบโมเดิร์น โพสท่าคูลๆนิดๆ ด้วยการยื่นขาออกมาเพื่อให้ดูเรียวยาว และปรับมุมกล้องให้เสยนิดๆ ก็จะได้รูปโพสต์เก๋ๆ ไม่ซ้ำใคร

มาถ่ายรูปเช็คอินแลนด์มาร์กแล้ว ก็ห้ามพลาดโปรโมชั่นเด็ดจากแบรนด์เนมดังที่ลดทุกวัน โปรปังตลอดทั้งปี NEW VIBES ลดสูงสุดถึง 90% จัดเต็มทุกสไตล์กว่า 300 แบรนด์ดังระดับโลก จัดเต็มครบทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมช้อปสุดคุ้มกับโปรโมชั่นบัตรเครดิตมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Central Village

คนรัก Black Truffle ห้ามพลาด เทสติ้งเมนูใหม่ฝีมือการรังสรรค์ของเชฟคริสเตียน แฮม @Red Sky Bangkok

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/676119

วันที่ 19 ก.พ. 2565 เวลา 19:10 น.คนรัก Black Truffle ห้ามพลาด เทสติ้งเมนูใหม่ฝีมือการรังสรรค์ของเชฟคริสเตียน แฮม @Red Sky Bangkok

ห้องอาหาร Red Sky Bangkok โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ชวนลิ้มรสเทสติ้งเมนูราชาแห่งเห็ด สัมผัสกลิ่นหอมละมุนซับซ้อนเป็นเอกลักษณ์ของ Black Truffle เต็มคำ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2565

เชฟคริสเตียน แฮม หัวหน้าพ่อครัวชาวฝรั่งเศส ห้องอาหารเรดสกาย ชั้น 55 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ยกขุมทรัพย์ความอร่อย หนึ่งในวัตถุดิบอันล้ำค่าจากเห็ดทรัฟเฟิลดำในฤดูหนาวที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก ด้วยกลิ่นหอมละมุนซับซ้อนเป็นเอกลักษณ์ จนทุกคนยกให้เป็นราชาแห่งเห็ด

ครั้งนี้เชฟคริสเตียน แฮมได้นำเอาแรงบันดาลใจและประสบการณ์ในการทำอาหาร มาเนรมิตความอร่อยเป็นเมนูชั้นเลิศให้คุณได้ลิ้มลองหลากหลายเมนู ในราคาเริ่มต้นเพียง 950 บาท++ อาทิ สลัดทรัฟเฟิลดำ, มะเขือเทศอบและทรัฟเฟิลดำราดซอสบัลซามิค, หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างเสิร์ฟพร้อมต้นหอมญี่ปุ่นและเพสโตทรัฟเฟิลดำ, เนื้อฮิตาชิวากิวเซอร์ลอยด์ A4 เสิร์ฟพร้อมกับคาปาชิโอทรัฟเฟิลดำกระเทียม, พาสลีย์, บีทรูทบดและมันฝรั่งทอด, ทรัฟเฟิลดำเสิร์ฟพร้อมกับชีสบรี และไอศกรีมทรัฟเฟิลดำ

มาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งความอร่อยของการรับประทานอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเห็ดทรัฟเฟิลดำ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2565 mujห้องอาหารเรดสกาย ชั้น 55 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17.00 – 24.00 น. (รับออเดอร์สุดท้าย 23:00 น.)

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร 02-100-6255 หรือ E-mail: diningcgcw@chr.co.th ติดตามข่าวสารของห้องอาหารเรดสกายได้ที่เว็บไซต์: https://www.bangkokredsky.com/ เฟซบุ๊ก: Red Sky Bangkok และอินสตาแกรม: redskybkk_centara