ประเทศหิวแสง อยากเด่นจนโลกตกอยู่ในอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675744

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 20:31 น.ประเทศหิวแสง อยากเด่นจนโลกตกอยู่ในอันตราย

บทความทัศนะ – อังกฤษอยากเป็นเจ้าโลกอีกครั้ง และเมื่อญี่ปุ่น “อยากมีซีน” ในศึกชิงอำนาจโลก

ไม่มีใครไม่อยากเป็นใหญ่ และเพื่อให้เป็นใหญ่ บางคนทำได้ทุกอย่างแม้แต่เรื่องที่ไม่เข้าท่า

อังกฤษเคยเป็นมหาอำนาจในศตวรรษก่อน มาวันนี้เป็นแค่ลูกไล่ของสหรัฐ จนผู้นำบางคนเคยถูกปรามาสว่าเป็นแค่ “หมาพูดเดิล” ของประธานาธิบดีสหรัฐ

แต่อังกฤษก็มีมานะ ใครล่ะอยากจะถูกเย้ยว่าเป็นพูดเดิลของประเทศอื่น? ในระยะหลังอังกฤษจึงเผยท่าทีแบบไม่เหนียมอีกต่อไปว่าจะต้องทำให้ตนเองยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตให้จงได้

เราจะเห็นได้จากนโยบาย “Global Britain” ที่ผลักให้ตัวเองมาอยู่บนแถวหน้าเวทีโลกอีกครั้ง การทำเป็นรูปธรรมคือการส่งเรือรบ UK Carrier Strike Group มาทะเลจีนใต้บ้าง แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันบ้าง แวะที่ญี่ปุ่นบ้าง

ถามจริงๆ ว่าอังกฤษเกี่ยวกับความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกตรงไหน?

อังกฤษมีพฤติกรรมคล้ายๆ ญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศนี้ “เคยใหญ่” มาก่อน ญี่ปุ่นนั้นเคยกร่างจนทำร้ายเอเชียจนป่นปี้มาแล้ว กระทั่งถูกปราบจนเชื่องโดยสหรัฐครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ระยะหลังคงเกิดมานะแบบเดียวกับอังกฤษ ญี่ปุ่นจะแสดงออกทางทหารบ่อยครั้งขึ้นและเริ่ม “นอกลู่นอกทาง” มากขึ้น จากที่ควรจะเป็นเพียง “กองกำลังป้องกันตัวเอง” ก็เริ่มอยากจะแก้รัฐธรรมนูญตั้งกองทัพขึ้นมาอีก

แม้จะส่งทหารไปต่างประเทศเพื่อช่วย “ภารกิจด้านมนุษยธรรม” หรือ “เพื่อธำรงสันติภาพ” แต่ก็กลับไปซ้อมรบกับพันธมิตรต้านจีน

ทางการเมืองระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นเสนอหน้าท้าชนจีนโดยอาศัยอดีตนายกรัฐมนตรีออกมาใช้คำ “เตือน” แบบแรงๆ ว่าการรุกรานไต้หวัน จะเป็นการฆ่าตัวตายของจีน 

หากติดตามสื่อญี่ปุ่น จะทราบว่าบรรยากาศการเสนอข่าวเป็นไปในทางลบต่อจีนมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือยุทธวิธีหนึ่งในการปั่นอารมณ์ให้เกิดความพร้อมต่อการ “รุก” และบรรยากาศแบบนี้กำลังสุกงอมในโลกตะวันตก

ญี่ปุ่นแสดงตนชัดเจนว่ารับจีนไม่ได้ และโผไปซบกับพันธมิตรต่อต้านจีนที่ฟอร์มทีมโดยสหรัฐ พร้อมกับอ้าแขนรับเรือรบจากอังกฤษที่ข้ามทวีปมายุ่งกับจีนเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ญี่ปุ่นเหมือนกับอังกฤษตรงที่เสนอตัวไปยุ่งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิศาสตร์ที่ตัวเองไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย

ล่าสุดคือญี่ปุ่นพยายามไปเกี่ยวข้องกับกรณียูเครน

นายกฯ ญี่ปุ่นโทรไปหารือกับผู้นำยูเครนบ้าง ประกาศส่งก๊าซธรรมชาติไปช่วยยุโรปบ้าง ทั้งหมดนี้ถ้ามองด้วยเจตนาที่โลกสวยก็ดีไป

แต่ถ้ามองด้วยเจตนาที่ระแวงหน่อยก็คงต้องบอกว่า “ญี่ปุ่นมีความสามารถอะไรในการคลี่คลายปัญหานี้?”

เอาแค่เรื่องก๊าซธรรมชาติที่ญี่ปุ่นขันอาสาส่งให้ยุโรปนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะมันเหมือน “เตี้ยอุ้มค่อม”

ยุโรปซื้อก๊าซจากรัสเซียก็จริง แต่ความขัดแย้งยังแรงไม่ถึงกับปิดท่อส่งก๊าซเลิกคบเลิกค้ากัน ขณะที่ญี่ปุ่นนั้นยังต้องซื้อก๊าซจากชาวบ้านด้วยซ้ำ เพราะตัวเองไม่มีทรัพยากรอะไร

แล้วจะเสนอตัวไปช่วยคนที่ยังไม่มีปัญหาทำไม ทั้งๆ ที่ปัญหาตัวเองก็มี?

โคอิจิ ฮางิอุดะ รัฐมนตรีพาณิชย์ญี่ปุ่นอ้างว่าที่เสนอช่วยด้วยก๊าซ (ที่ตัวเองก็ต้องซื้อเขามา) ก็เพราะระลึกถึงน้ำใจที่ยุโรปและสหรัฐเป็นกลุ่มแรกเคยช่วยส่งก๊าซมาให้ญี่ปุ่นตอนแผ่นดินไหวและสึนามิที่โทโฮกุปี 2011 เมื่อยุโรปลำบาก ก็ถึงคราวที่ญี่ปุ่นจะต้องยื่นไมตรีช่วย

แต่อย่างที่บอกคือยุโรปไปลำบากเรื่องก๊าซตอนไหน? มันเลยดูเป็นการหาเหตุผลแบบพิกลๆ มากลบเจตนาที่แท้จริงทางการเมืองของญี่ปุ่นมากกว่า

นายกคิชิดะของญี่ปุ่นโทรหาประธานธิบดีเซเลนสกีวันที่โอลัฟ ช็อลทซ์นายกเยอรมนีบินไปหารือ (หรือเจรจา?) กับปูตินพอดี วันนั้นเองที่รัสเซียเเริ่มถอนทัพบางส่วน เรื่องนี้รัสเซียบอกว่าเป็นการถอนทหารตามแผน หลังจาก “ซ้อมรบเสร็จแล้ว”

แต่น่าสงสัยว่าเป็นความพยายามส่วนหนึ่งของนายกเยอรมนีด้วย ส่วนคิชิดะนั้นเข้าไปอยู่ในสป็อตไลท์โดยบังเอิญแท้ๆ

ว่ากันตามตรง ญี่ปุ่นมายุ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นผลดีนัก นอกจากจะไม่เกี่ยวโดยตรงแล้ว ตัวเองยังจะถูกรัสเซียตอบโต้เอาด้วย ด้วยการไปร่วมทีมต้านจีน-รัสเซีย

จีนไม่อยากจะยุ่งกับกรณียูเครน แต่ญี่ปุ่นนั้นยุ่งจนเกินหน้าเกินตา

แต่ญี่ปุ่นจะลืมไม่ได้ว่าพวกที่ไปยุ่งกับยูเครนคือพวกชาติตะวันตกนั้น แซะจีนไม่หยุดว่าจีนทำเฉยเรื่องรัสเซียขู่ยูเครนเท่ากับจีนรู้เห็นเป็นใจใช่ไหม หรือว่าจีนไม่ทำอะไรเท่ากับจีนสมรู้ร่วมคิด และไปถึงขนาดว่าการใกล้ชิดกับรัสเซียเป็นเรื่องน่ากังวล

การที่ประเทศที่มีพรมแดนติดกันเป็นพันๆ ไมล์จะใกล้ชิดกันมันน่ากังวลตรงไหน? นอกจากจะกลัวกันว่ามหาอำนาจแห่งเอเชีย-ยูเรเซียจะผนึกกำลังกันจนพวกตนต้านไม่ไหว

ญี่ปุ่นไปท้าทายจีนมากๆ ระวังรัสเซียจะปรี่เข้าไปช่วยจีนแล้วซัดญี่ปุ่นก็แล้วกัน แม้ว่าโอกาสที่จีน-รัสเซียจะรุมประเทศอื่นนั้นมีน้อย ไม่เหมือนพวก “พระเอกชาติตะวันตก” ทำกับจีนและรัสเซียตอนนี้

อย่าลืมว่าญี่ปุ่นต้องการให้รัสเซียคืนเกาะคูริลที่รัสเซีย (โซเวียต) ยึดไว้ตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อญี่ปุ่นแสดงอาการว่ารัสเซียเป็น “ผู้ร้าย” ก็ระวังรัสเซียจะไม่คืนของให้

ไม่คืนให้แถมยังส่งกองเรือ 24 ลำมาแสดงพลังแถวๆ ทะเลตอนเหนือและตะวันตกของญี่ปุ่นด้วยในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเจ้ากระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นบอกเหมือนไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป ว่าการปรากฏตัวของกองเรือรัสเซียนั้น “ผิดปกติมากๆ”

อย่าลืมว่าญี่ปุ่นอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขเพราะเกาหลีเหนือชอบยิงขีปนาวุธเฉียดไปเฉียดมา รัสเซียนั้นสนิทสนมกับเกาหลีเหนือ วันดีคืนดีถ้ารัสเซีย “สนับสนุน” เกาหลีเหนือขึ้นมาบ้าง ญี่ปุ่นจะอยู่ลำบากกว่านี้

นี่ไม่ใช่เดาไปเองว่าญี่ปุ่น “หิวแสง” ด้วยการยั่วยุรัสเซีย ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม มีการประชุมสุดยอดผู้นำญี่ปุ่น-สหรัฐ ญี่ปุ่นทำให้รัสเซียโมโหและ “ฉงนใจ” ที่บอกว่าจะใช้ “การกระทำที่แข็งกร้าว” ในกรณียูเครน

เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียบอกว่า “เราตรวจสอบรายงานด้วยความฉงนใจว่าในการประชุมสุดยอดญี่ปุ่น-สหรัฐฯ เมื่อวานนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นพยายามคุกคามรัสเซียด้วย ‘การกระทำที่แข็งกร้าว’ ‘ในการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ’ ในบริบทของยูเครน นี่ชัดเจนว่า (เรา) ไม่อาจยอมรับได้ถึงความไร้เหตุผลของข้อความดังกล่าวตลอดจนการเป็นปฏิปักษ์ต่อบรรยากาศของความสัมพันธ์และการเจรจาระหว่างรัสเซีย – ญี่ปุ่น”

ไม่ให้ฉงนใจได้ยังไง เพราะญี่ปุ่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย จู่ๆ ดันมาขู่รัสเซียว่า “จะทำรุนแรง” ด้วย

แต่อย่าลืมว่าญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งของกองทัพสหรัฐ กระนั้นประชาชนญี่ปุ่นกลับไม่ต้องการฐานทัพพวกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลของพวกเขาที่กระหายอยากมีกองทัพของตนเองมากขึ้น

การที่มีสหรัฐมาตั้งฐานทัพจ่อรัสเซียและจีน รวมถึงอาการอยากจะมีกองทัพ ทำให้เมื่อญี่ปุ่นแสดงท่าทีเอนเอียงไปทางกลุ่มที่ต้องการเผชิญหน้าเมื่อไร ญี่ปุ่นจะตกอยู่ในอันตรายเมื่อนั้น และทำให้โลกอันตรายไปด้วย

อย่างอังกฤษนั้นแม้จะเกี่ยวกับกรณียูเครนอยู่ (บ้าง) แต่มีส่วนในแบบที่น่าเอือมระอา เพราะเอาแต่เตือนแบบรายวันว่า “รัสเซียจะบุกแล้วนะ” ซึ่งรัสเซียก็ไม่ได้บุกเสียที จนกระทั่งผู้นำยูเครนต้องออกมาเย้ยให้พวกตะวันตกเลิกปั่นเสียที

อย่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เช้าขึ้นมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ คือ ลิซ ทรัสส์ บอกว่า “การรุกรานยูเครนของรัสเซียยังคงมีแนวโน้มสูงและอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า”

ในอีกไม่ถึงชั่วโมงต่อมา มีรายงานด่วนเข้ามาว่ารัสเซียถอนกำลังบางส่วนออกจากชายแดนยูเครน

ในอีกไม่กี่นาทีหลังจากข่าวนั้น ลิซ ทรัสส์บอกว่า “จำเป็นต้องรอดูการกำจัดกองกำลังรัสเซียทั้งหมดออกจากชายแดนเพื่อให้เชื่อว่าพวกเขาไม่มีแผนสำหรับการบุกรุก”

เราจะเห็นการบลั๊ฟของฝ่ายรัสเซียต่อการปั่นของอังกฤษแบบทันตาเห็นก็คราวนี้

ที่แปลกประหลาดพิสดารที่สุดคือวันเดียวกันนั้น นายกบอริส จอห์นสัน โพสต์ภาษาจีนในเวยปั๋ว (โซเชียลมีเดียของจีน) วอนให้รัสเซียหยุดคุกคามยูเครน ชาวจีนถึงกับไปไม่เป็น แต่ก็ช่วยชี้ทางสว่างให้ว่า “ปูตินไม่ได้อยู่ที่นี่ มาโพสต์อะไรตรงนี้”

จะเห็นว่าแนวโน้มนโยบาย “โหนกระแส” และ “อยากมีซีน” ของบางประเทศ มันไม่ใช่แค่ทำให้สถานการณ์ของโลกนั้นตึงเครียดขึ้น แต่ยังทำให้ชาวโลกงงเป็นไก่ตาแตกกันเป็นครั้งคราว

รัสเซียก็ฉงนใจกับนายกญี่ปุ่น ส่วนจีนก็มึนกับนายกอังกฤษ

ประเทศพวกนี้อาจจะแก้ตัวว่าทำเพื่อแก้ไขวิกฤตหรือเพื่อสร้างสันติ (บลาๆ ๆ) แต่ขอให้พฤติกรรมแวดล้อมที่ผ่านมา มันไม่ใช่เพื่อคนอื่น

แต่มันเป็นการกระทำเพื่อดันตัวเองให้เด่นดัง โดยเดิมพันกับเสถียรภาพของโลกต่างหาก

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

แค่อาวุธยังไม่พอ โซเวียตเคยวิจัยพลังจิตควบคุมมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675730

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 18:30 น.แค่อาวุธยังไม่พอ โซเวียตเคยวิจัยพลังจิตควบคุมมนุษย์

สหภาพโซเวียตพยายามอย่างหนักวิจัยอาวุธพลังจิตควบคุมคนและสิ่งของสู้สหรัฐในยุคสงครามเย็นในยุคสงครามเย็น

สหรัฐและสหภาพโซเวียตต่างแข่งขันกันเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีและประสบความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์ ที่โลกรับรู้กันทั่วไปก็คือ การส่งมนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศและเหยียบดวงจันทร์ แต่ยังมีสิ่งที่ทั้งสองประเทศนี้แข่งขันกันแต่ชาวโลกส่วนใหญ่ยังไม่รู้อีกมากมายหนึ่งในนั้นคือการวิจัยแหวกแนวอย่างปรจิตวิทยา (parapsychology) หรือที่โซเวียตเรียกว่า psychotronics เพื่อควบคุมจิตใจหรือควบคุมวัตถุที่อยู่ห่างออกไป

เรื่องราวการทดลองควบคุมจิตใจของสหรัฐเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ทั้งยังถูกนำมาเขียนหนังสือ สารคดี หรือแม้แต่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างเรื่อง The Men Who Stare at Goats

ทว่าเรื่องจากฝั่งโซเวียตไม่ค่อยมีใครรู้ จนกระทั่ง เซิร์จ แคร์นบาค (Serge Kernbach) จากศูนย์วิจัยวิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูงและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมในเมืองสตุตการ์ตของเยอรมนี นำเรื่องนี้มาตีแผ่เมื่อปี 2013 โดยอาศัยวารสารวิชาการของรัสเซียและเอกสารที่เคยปกปิดเป็นความลับ

แคร์นบาคบอกเล่าการวิจัยด้านจิตใจของรัสเซียตั้งแต่ปี 1917-2003 โดยมุ่งเน้นไปหลายด้านซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนโครงการวิจัยต่างๆ ของสหรัฐ เช่น โครงการ MKULTRA ของสหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่ CIA ใช้เวลา 20 ปีในการศึกษาวิธีจัดการกับจิตใจของผู้คนและปรับเปลี่ยนการทำงานของสมอง

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ MKULTRA ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการจิตใจของผู้คนโดยเปลี่ยนการทำงานของสมองโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาอาวุธจิตทรอนิก (psychotronic weapons) เพื่อใช้เปลี่ยนจิตใจของมนุษย์

โซเวียตมีโครงการคล้ายกันนี้เช่นกัน รวมทั้ง psychotronics ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่มีมาช้านานว่าสมองของมนุษย์สามารถรับและส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงบางชนิดได้ และอาจส่งผลต่อวัตถุอื่นๆ ด้วย โซเวียตจึงพยายามใช้วิธีต่างๆ ควบคุมจิตใจของคนที่เข้ารับการทดลอง

นักวิจัยหลายคนรายงานว่า พลังสมองของมนุษย์นี้สามารถเปลี่ยนนิวเคลียสของไฮโดนเจนที่ถูกทำให้เกิดสภาวะแม่เหล็ก และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของข้าวสาลี ต้นองุ่น หรือแม้แต่ร่างกายมนุษย์ได้

โซเวียตยังก้าวไปถึงขั้นคิดค้นอุปกรณ์ที่เรียกว่า cerpan ที่สามารถสร้างและกักเก็บพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อใช้ควบคุมวัตถุอื่นๆ

รายงานของแคร์นบาคระบุว่า “หากเครื่องกำเนิดได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม ก็สามารถสะสมพลังงานชีวภาพจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งสัตว์ พืช มนุษย์ แล้วปล่อยออกไปภายนอก”

โครงการนี้ของโซเวียตก็คล้ายๆ กับโครงการ MKULTRA ของสหรัฐคือ มีการศึกษาผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อมนุษย์ และการวิจัยที่ผิดกฎหมายนี้มีการใช้ยากับมนุษย์ เช่น LSD ซึ่ งมีฤทธิ์หลอนประสาท การสะกดจิต และสารเคมีและรังสี

ที่น่าตกใจคือ บางการวิจัยทำโดยผู้ที่ถูกวิจัยไม่รู้ตัว

แคร์นบาคเผยว่า การวิจัยทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และแม้ว่าการคำนวณออกมาเป็นตัวเลขจะยากแต่แคร์นบาคสรุปว่าอาจจะเป็นร้อยๆ ล้าน หรืออาจถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับโครงการ MKULTRA ของสหรัฐ

แคร์นบาคระบุว่า การวิจัยส่วนใหญ่ของโครงการนี้ยุติลงในปี 2003 ทว่าไม่ชัดเจนว่ารัสเซีย (หรือสหรัฐ) ยังเดินหน้าโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการควบคุมจิตใจนี้อยู่หรือไม่

แคร์นบาคบอกว่า มีนักวิจัยในรัสเซียที่ยังทำงานเกี่ยวกับ psychotronics มากถึง 500 คน (โดยวัดจากจำนวนที่ยังคงเข้าร่วมประชุมในหัวข้อนี้)

อย่างไรก็ดี สิ่งที่การตรวจสอบข้อมูลของแคร์นบาคไม่ได้บอกคือ ผลของการวิจัย

แคร์นบาคบอกอีกว่า ยังมีงานวิจัยแปลกๆ ในรัสเซียที่ยังถูกเก็บเป็นความลับอีกมาก เช่น เอกสารเกี่ยวกับการทดลองใน OGPU และ NKVD (OGPU คือ ตำรวจลับของสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922-1934 และพัฒนามาเป็น NKVD ซึ่งรวมถึงองค์กรที่กลายเป็นสายลับ KGB ในภายหลัง)

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเปิดเผยของแคร์นบาคเป็นเพียงการสะกิดผิวๆ เท่านั้น

AFP PHOTO / JEAN-PIERRE CLATOT

โลกจับตาสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน มีแนวโน้มคลี่คลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675738

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 18:15 น.โลกจับตาสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน มีแนวโน้มคลี่คลาย

วิกฤตยูเครนมีแนวโน้มคลี่คลาย รัสเซียถอนกำลังทหารบางส่วน-พร้อมเจรจาตะวันตก

ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกเข้าสู่จุดที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง โดยสหรัฐเตือนว่ารัสเซียอาจรุกรานยูเครนและโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศได้ทุกเมื่อ และอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่รัสเซียระดมกำลังทหารกว่า 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

แต่ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้น และความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนอาจลดระดับลง หลังจากที่รัสเซียประกาศถอนกำลังทหารบางส่วนที่ประจำการบริเวณชายแดนยูเครน เดินทางกลับฐานทัพหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมทางทหาร

โดยระบุว่าการถอนกำลังทหารบางส่วนที่อยู่ใกล้ชายแดนยูเครนกลับฐานทัพ เป็นก้าวสำคัญในการลดระดับความรุนแรงในวิกฤตระหว่างรัสเซียและตะวันตกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีจะเป็นผู้นำยุโรปคนล่าสุดที่ร่วมหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียในวันอังคารนี้ (15 ก.พ.) ซึ่งเยอรมนีเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งมีความสำคัญต่อมาตรการคว่ำบาตรที่ผู้นำตะวันตกกล่าวว่าจะบังคับใช้เพื่อตอบโต้หากรัสเซียรุกรานยูเครน

ด้านเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวก่อนหน้านี้ว่าการซ้อมรบของรัสเซียบางจุดใกล้จะจบลงแล้ว และเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเบลารุสและได้รับการรับรองว่าจะไม่มีภัยคุกคามต่อยูเครนจากดินแดนของเบลารุส จุดประกายความหวังว่าความรุนแรงกำลังจะลดระดับลง

ขณะที่ประธานาธิบดี ปูติน ยืนยันว่าพร้อมใช้แนวทางทางการทูตในการเจรจากับตะวันตกต่อไป เพื่อคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ NATO จะต้องให้การรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก

ทางการรัสเซียยังต่อว่าสหรัฐที่ออกคำเตือนว่ารัสเซียจะบุกยูเครนในวันที่ 16 ก.พ. นั้นเป็นการเพิ่มความตึงเครียดโดยไร้เหตุผล

แนวโน้มคลี่คลาย?

ดมีโทร คูเลอบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครนมองว่าวิกฤตดังกล่าวมีแนวโน้มคลี่คลาย โดยกล่าวว่า ความพยายามทางการทูตร่วมกับพันธมิตรตะวันตกสามารถยับยั้งความเคลื่อนไหวอันแข็งกร้าวของรัสเซียได้

“เราและพันธมิตรของเราพยายามป้องกันไม่ให้รัสเซียเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีก ตอนนี้ก็กลางเดือนก.พ. แล้ว และการเจรจายังคงดำเนินต่อไป” คูเลอบากล่าว

ความเห็นของคูเลอบามีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่รัสเซียเปิดประตูสู่การเจรจาเพิ่มเติมร่วมกับตะวันตกเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการที่ยูเครนอาจเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ซึ่งส่งผลให้รัสเซียไม่พอใจอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม คูเลอบาเน้นย้ำว่า “ความตึงเครียดตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในระดับสูง อย่าเชื่อในสิ่งที่คุณได้ยิน แต่จงเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น เมื่อเราเห็นการถอนกำลังทหาร เราจึงจะเชื่อในการลดระดับความตึงเครียด”

ด้านลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่า แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะบุกยูเครน แต่ต้องถอนกำลังทหารบริเวณพรมแดนติดกับยูเครนออกให้หมด จึงจะเชื่อได้ว่าวิกฤตคลี่คลายแล้วจริงๆ

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินยูโรและค่าเงินรูเบิลของรัสเซียปรับตัวแข็งค่าด้วย

Photo by Sergey BOBOK / AFP

หุ้นยุโรปขึ้นขานรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675736

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 17:45 น.หุ้นยุโรปขึ้นขานรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย

ตลาดหุ้นยุโรปรีบาวด์หลังรัสเซียถอนกำลังส่วนหนึ่งออกจากชายแดนยูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปเปิดตลาดดีดตัวกลับขึ้นมา หลังจากมีรายงานข่าวว่ากองกำลังรัสเซียส่วนหนึ่งที่ประจำการใกล้ชายแดนยูเครนถอนกำลังกลับฐาน

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปเปิดตลาดตกลงเล็กน้อย ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาบวก 1.1% หลังจากร่วงลง 1.8% ในช่วงปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในรัสเซียที่พุ่งขึ้น ส่วนค่าเงินรูเบิลแข็งค่าขึ้น

หุ้นฝั่งยุโรปรีบาวด์กลับขึ้นมาหลังจากมีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียที่อยู่ใกล้กับพรมแดนยูเครนถอนกำลังกลับฐานหลังจากฝึกซ้อมรบเสร็จสิ้น ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกได้

แดนนี ฮิวซัน นักวิเคราะห์ด้านการเงินจาก AJ Bell เผยว่า “การดัดตัวขึ้นมาสะท้อนให้เห็นถึงการผ่อนคลายความตึงเครียดเล็กน้อยที่ชายแดนยูเครน โดยขณะนี้กองทัพรัสเซียกลับฐานทัพแล้ว”

ปูนิต พาเทล ผู้จัดการกองทุนรวมตราสารทุนอาวุโสของ London and Capital เผยว่า “ยังมีความเสี่ยงแบบฉับพลันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์พัฒนาไปอย่างไร ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงรัสเซียด้วย จะกลายเป็นผลเสียต่อตลาดหุ้น เพราะสถานการณ์ทั้งหมดมีความอ่อนไหว”

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์อย่าง AstraZeneca พุ่งขึ้น 3.6% หลังจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของยารักษามะเร็งต่อมลูกหมากออกมาในทางบวก, Glencore ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษขึ้น 3.1% หลังประกาศขายหุ้นใน Russneft ของรัสเซีย และ Randstad ของเนเธอร์แลนด์ขึ้น 4.5%

REUTERS/Aly Song//File Photo

ลิ้มรสอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ Goji Kitchen + Bar

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/675545

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 09:41 น.ลิ้มรสอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ Goji Kitchen + Bar

บุฟเฟ่ต์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวชวนลิ้มรสอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่ “Goji Kitchen + Bar” ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติจากทั่วทุกมุมโลกของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

ตะลุยมื้ออาหารบุฟเฟ่ต์ครั้งนี้อยู่ที่ “Goji Kitchen + Bar” ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติจากทั่วทุกมุมโลกของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ดื่มด่ำไปกับหลากหลายโปรโมชั่นสุดพิเศษ ตื่นตาไปกับความหลากหลายจากกว่า 14 สเตชั่นอาหาร พร้อมเพลิดเพลินไปกับอาหารนานาชาติแสนอร่อยจากนานาประเทศ อาทิ อาหารตะวันตก อาหารอิตาเลียน อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารอินเดีย รวมไปถึงอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม

เพิ่มความพิเศษในมื้อบุฟเฟ่ต์สุดสัปดาห์ด้วยเมนูอาหารอิตาเลียนขึ้นชื่อจากแคว้นชื่อดังตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศอิตาลี เพื่อเปิดประสบการณ์ลิ้มลองอาหารนานาชาติแปลกใหม่ได้ตลอดปี 2565 โดยเริ่มต้นด้วยอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ตั้งแต่วันนี้ – 27 มีนาคม 2565

โดยเชฟมากประสบการณ์ของห้องอาหาร Goji Kitchen + Bar ได้ นำเสนอเมนูอิตาเลียนสไตล์ซิซิเลียน (Sicilian) แบบดั้งเดิม ผ่านการรังสรรค์สุดพิเศษ จากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับเมนูไฮไลท์ในโซนอิตาเลียน ไม่ว่าจะเป็น  Local Burrata :Marinated Orange Salad. ev olive oil, Chili and Basil สลัดบูราต้าแบบดั้งเดิม ต่อด้วย Arancini : Mozzarella and Green Peas, Spicy Arrabiata Sauce. เมนูข้าวทอดสไตล์อิตาเลียนแปลใหม่ที่อร่อยมาก และ Pesce Sparda alla Grila : Grilled Swordfish, Fresh Lemon, Vegetable Caponata เมนูปลากระโทงแทงดาบย่าง เสิร์ฟพร้อมกับสตูว์ผักและเลมอนสด ดูรักสุขภาพสุดๆ 

สำหรับใครที่ชอบทานพาสต้า พลาดไม่ได้กับพาสต้าโฮมเมดอย่าง Spaccatelle alla Norva : Roast Eggplant, Spicy Tomato Pepperonaino Sauce, Pecorino Cheese กัมเบโอรอสโซ่ (ราวีโอลี่กุ้งแดงราดด้วยซอสกุ้งล็อบสเตอร์) และพาสต้ามะเขือม่วงย่าง คลุกเคล้ากับซอสเปเปอรอนซิโน่รสชาติเผ็ดเล็กน้อยและชีสนมแกะ

ต่อที่พิซซ่าหลากหลายท็อปปิ้ง อาทิ Spicy Salami Roast Garlic Pizza พิซซ่าหน้าซาลามี่แบบเผ็ด และ Grilled Vegetable Caponata Pizza พิซซ่าคาโปนาต้า 

ตบท้ายด้วยของหวานที่สามารถเลือกทานได้หลากหลาย เช่น ทีรามิสุ ขนมแป้งทอด Cannoli แบบดั้งเดิมที่ทำสดใหม่ทุกวัน และเจลาโต้ ไอศกรีมอิตาเลียนแท้ๆ เสิร์ฟพร้อมกับบิสกิต พร้อมเติมเต็มความสุขในมื้ออาหารด้วยแพ็คเกจเครื่องดื่ม พิเศษ Bellini (เบลลินี) แบบไม่อั้นรวม ในราคาเพียง 990++บาทต่อท่านเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ ในไลน์บุฟเฟ่ต์อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ฟินกันยาวๆ ทั้งของความ ของหวาน จากนานาประเทศ พร้อมเมนูเนื้อตัวท็อป Tajimawagyu ที่กินแล้วปลื้มมม…กันอย่างแน่นอน

โปรโมชั่นอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี้นี้ ให้บริการเพิ่มเติมในไลน์บุฟเฟ่ต์อินเตอร์เนชั่นแนลทุกวันศุกร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้ – 27 มีนาคม 2565

· บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 17.30 – 22.00 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน

· บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันวันเสาร์ เวลา 12.00 – 14.30 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน

· บุฟเฟ่ต์มื้อบรันซ์วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 14.30 น. ราคา 2,500++ ต่อท่าน

สมาชิกแมริออท บอนวอย และคลับแมริออท รับส่วนลดตามสิทธิ์หน้าบัตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งโทร. +66 (0) 2 059 5999 อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com  เว็บไซต์ www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/GojiKitchenAndBar/ และไลน์ @gojikitchenbar

Skinny Fat รูปร่างผอมไม่ได้แปลว่าแข็งแรงเสมอไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675661

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 08:55 น.Skinny Fat รูปร่างผอมไม่ได้แปลว่าแข็งแรงเสมอไป

รูปร่างเล็กใหญ่อาจไม่ใช่ปัญหา คนรักสุขภาพดูแต่ค่า BMI (Body Mass Index) ไม่ได้แปลว่าแข็งแรง ฟิตเนส เฟิรส์ท ชวนเช็คเปอร์เซ็นต์ไขมันฟรี! ก่อนสายเกินแก้

ในปัจจุบันผู้คนคงเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “ดัชนีมวลกาย” หรือ BMI (Body Mass Index) คือค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) และส่วนสูง (เซนติเมตร) ที่แสดงถึงโครงสร้างเบื้องต้นของร่างกายแต่ละคน ว่าอ้วนเกินไปหรือ ผอมเกินไป และทุกคนสามารถตรวจวัดด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน นั่นคือ การนำน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายออกมา เพื่อให้เรารู้เกณฑ์ที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยค่าเฉลี่ยของ BMI ของ หญิงไทยคือ 24.4 และ ของชายไทยคือ 23.1 (อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโฟกัสที่น้ำหนักเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคนที่ต้องการจะลดความอ้วนเสมอไป แต่การรู้ “เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย” (Body Fat Percentage) ต่างหากที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากคนที่รูปร่างผอมเพรียว แต่อาจมีไขมันซ่อนอยู่ในส่วนอื่นๆ หรือในหน้าท้องส่วนล่าง จงรู้ว่านั่นคือ ไขมันสะสมในร่างกาย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เรียกว่า Skinny Fat ที่ดูภายนอกผอมแต่ว่าไม่ได้แข็งแรงเสมอไป เนื่องจากมีกล้ามเนื้อน้อยแต่มีระดับไขมันไม่น้อยตาม

ในทางกลับกันบางคนที่ดูเหมือนตัวใหญ่หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนอื่น เมื่อเช็คค่าในร่างกายแล้ว พบว่ามีมวลกล้ามเนื้อมาก มวลไขมันไม่สูง จึงมีความแข็งแรงและมีการเผาผลาญที่ดีกว่า ดังนั้นการรู้ค่าไขมันในร่างกาย จะช่วยให้ทุกคนสามารถเลือกออกกำลังกาย เลือกวิธีลดความอ้วนได้ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงทำให้รู้ว่ามีความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ตามมาหรือไม่ จะได้รีบแก้ไขให้ไวก่อนสายเกินแก้

ดังนั้น หากอยากรู้ค่าต่างๆ ในร่างกายแบบครบทุกมิติ ทุกคนสามารถเข้าไปทดลองเล่นฟรี พร้อมรับบริการตรวจร่างกายกับ Boditrax ซึ่งเป็รโปรแกรมที่มีเฉพาะที่ คลับฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First) เท่านั้น คุณจะได้ตรวจเช็คร่างกายของคุณแบบองค์รวม ทั้งมวลกล้ามเนื้อ ไขมัน น้ำ และกระดูก พร้อมด้วยค่า BMI, BMR, Metabolic Age ที่ให้ผลที่แม่นยำ เพียงเชื่อมต่อกับมือถือ ก็ช่วยให้คุณรู้จักร่างกายแบบรอบด้าน นำไปสู่การออกแบบการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและรายงานผลอย่างรวดเร็วให้แก่ทุกคน เปิดโอกาสให้คุณได้ทดลองแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายกับกิจกรรม CLUB OPEN WEEK ถึง 18 กุมภาพันธ์นี้ ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมและตรวจวัดร่างกายฟรีได้เลย

เมื่อเด็กดาวน์ซินโดรมถูกบูลลี่ ปธน.ออกโรงป้อง จูงมือไปส่งถึงรร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675717

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 16:30 น.เมื่อเด็กดาวน์ซินโดรมถูกบูลลี่ ปธน.ออกโรงป้อง จูงมือไปส่งถึงรร.

“อคติเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม…ผมมาที่นี่เพื่อสนับสนุนพวกเขา และสร้างความตระหนักว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม”

รายงานจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) และสภายุโรปเพื่อคนพิการ (European Disability Forum) ระบุว่าเด็กๆ ที่มีความผิดปกติทางร่างกายในมาซิโดเนียเหนือ ประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและโอกาส อีกทั้งยังต้องดผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการตีตราจากสังคมด้วย

เอ็มบลา เอเดมี เด็กหญิงวัย 11 ปีคือหนึ่งในนั้น เธอมักถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน เนื่องจากมีภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีปัญหาสุขภาพ และลักษณะใบหน้าที่โดดเด่น

ผู้ปกครองของเพื่อนๆ ในชั้นเรียนยังร้องเรียนให้โรงเรียนไล่เธอออกจากห้อง หรือจัดห้องเรียนพิเศษให้เธอ เพราะไม่ต้องการให้ลูกๆ ของพวกเขาเรียนร่วมห้องกับเอ็มบลา อย่างไรก็ตามโรงเรียนยังคงให้เอ็มบลาเข้าชั้นเรียนกับเพื่อนๆ ตามปกติ แต่ต้องมีผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือเธอในชั้นเรียน

ประธานาธิบดี สเตโว เพนดารอฟสกี แห่งมาซิโดเนียเหนือ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก หลังมีภาพเดินจูงมือเด็กหญิงวัย 11 ปีคนนี้ไปส่งถึงโรงเรียน เมื่อทราบว่าเด็กหญิงมีอาการดาวน์ซินโดรม และถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง

ภาพประธานาธิบดี เพนดารอฟสกี จูงมือเด็กหญิงเอ็มบลา เอเดมี ไปส่งที่โรเงรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองโกสติวาร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากทั่วโลก กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความเท่าเทียม และปัญหาการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ

“อคติเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม…เราทุกคนเท่าเทียมกันในสังคมนี้ ผมมาที่นี่เพื่อสนับสนุนพวกเขา และสร้างความตระหนักว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม” ประธานาธิบดี เพนดารอฟสกี กล่าว

“พฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิทธิเด็กเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ พวกเขาไม่เพียงแต่ควรได้รับสิทธิที่สมควรได้รับเท่านั้น แต่ต้องได้รับความเท่าเทียมและการยอมรับจากสังคมด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเรา ในฐานะรัฐ และในฐานะปัจเจกบุคคลด้วย”

“สิ่งสำคัญของภารกิจนี้คือความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ อย่างเอ็มบลา รวมถึงพวกเรา ได้เรียนรู้ถึงความสุข การแบ่งปัน และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างจริงใจ..พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราไม่สามารถทิ้งพวกเขาได้”

ไม่เพียงแต่เดินไปส่งเด็กน้อยคนนี้ที่โรงเรียนเท่านั้น แต่โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีเปิดเผยต่อ CNN ว่าประธานาธิบดีได้นำของขวัญมาให้ และพูดคุยกับผู้ปกครองของเอ็มบลา เพื่อรับฟังปัญหาที่เด็กหญิงและครอบครัวต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ตลอดจนหารือถึงแนวทางการแก้ไข ก่อนที่จะเดินไปส่งหนูน้อยคนนี้ถึงโรงเรียนด้วยตนเอง

สัญญาณดีหรือสัญญาณหลอก? รัสเซียถอนกำลังบางส่วนจากชายยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675721

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 15:47 น.สัญญาณดีหรือสัญญาณหลอก? รัสเซียถอนกำลังบางส่วนจากชายยูเครน

รัสเซียกล่าวเมื่อวันอังคารว่า กองกำลังบางส่วนที่ประจำการใกล้กับยูเครนเริ่มเดินทางกลับฐานทัพของตนแล้ว หลังจากที่กองทัพของรัสเซียก่อตัวขึ้นรอบพรมแดนยูเครน กระตุ้นให้เกิดความกลัวว่าจะมีการรุกรานมานานนับเดือนแล้ว

“หน่วยงานของเขตทหารทางใต้และตะวันตก หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วเริ่มเคลื่อนย้ายโดยทางรถไฟและรถขนส่ง และวันนี้พวกเขาจะเริ่มย้ายกลับไปยังกรมทหารของพวกเขา” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ไม่ชัดเจนในทันทีว่ามีกี่หน่วยที่เกี่ยวข้อง และการถอนกำลังจะส่งผลกระทบอะไรต่อจำนวนทหารโดยรวมที่อยู่รอบๆ ยูเครน แต่นี่เป็นการประกาศครั้งแรกของการถอนกำลังของรัสเซียในรอบหลายสัปดาห์

ทั้งนี้ มีทหารรัสเซียประมาณ 100,000 นายมาประจำการโดยรอบใกล้ชายยูเครนได้กระตุ้นให้ผู้นำยุโรปและสหรัฐแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่หากจะส่งกองกำลังเข้าประเทศยูเครน

ความตึงเครียดรุนแรงขึ้นจากการซ้อมรบของกองทัพรัสเซีย ซึ่งรวมถึงบริเวณใกล้ยูเครนและในเบลารุส ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่ามีทหารราว 30,000 นายเข้าร่วมในการฝึกซ้อมซึ่งจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์

การประชุมกับปูตินเมื่อต้นสัปดาห์นี้ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เซอร์เก ชอยกู กล่าวว่า การซ้อมรบของรัสเซียในบางจุดใกล้จะจบลงแล้ว

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของยูเครนกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเบลารุสและได้รับการรับรองว่าไม่มีภัยคุกคามต่อยูเครนจากดินแดนของเบลารุส

อย่างไรก็ตาม ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าจำเป็นต้องรอดูการกำจัดกองกำลังรัสเซียทั้งหมดออกจากชายแดนเพื่อให้เชื่อว่าพวกเขาไม่มีแผนสำหรับการบุกรุก

Photo by Alexandr BOGDANOV / AFP

รัสเซียจะโจมตีสับขาหลอกและไม่หยุดแค่รุกรานยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675712

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 14:44 น.รัสเซียจะโจมตีสับขาหลอกและไม่หยุดแค่รุกรานยูเครน

อังกฤษเชื่อหากรุกรานจะใช้เวลาไม่นานในการเข้ายึดกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน

ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวกับ Sky News ในช่วงเช้าของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ตามเวลาท้องถิ่นเกี่ยวกับโอกาสที่รัสเซียจะรุกรานยูเครน ต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญของการแสดงทัศนะของทรัสส์

1. รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวเมื่อวันอังคารว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียยังคงมีแนวโน้มสูงและอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และเสริมว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการตั้งค่าสถานะเท็จในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

2. ทรัสส์กล่าวว่าคาดว่าจะมีความพยายามแสร้งรุกรานเพื่ออำพรางเจตนาที่แท้จริง (false flag operation) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่ง false flag operation ในทางทหารหมายถึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาปกปิดเป้าหมายที่แท้จริง เช่นการทำเป็นบุกอีกจุดหนึ่งเพื่อรุกจริงอีกทางหนึ่ง หรือทำทีเป็นรุกแต่กลับไม่รุกเพื่อปั่นหัวอีกฝ่าย

3. ทรัสส์กล่าวว่ากองกำลังรัสเซียสามารถเคลื่อนที่ไปยังกรุงเคียฟได้อย่างรวดเร็วหากยูเครนถูกบุกรุก “ในแง่ของระยะเวลาของการโจมตี มันอาจจะใกล้เข้ามาแล้ว” และกล่าวว่ากองทหารรัสเซียสามารถไปยังเคียฟได้ “เร็วมากๆ” (very, very quickly)

4. ทรัสส์กล่าวกับ Times Radio ว่า “แน่นอนว่า (เคียฟ) เป็นเป้าหมายของรัฐบาลรัสเซีย” และกล่าวว่า “ฉันกลัวว่าสิ่งนี้ (การรุกรานของรัสเซีย) จะไม่หยุดที่ยูเครน” ซึ่งตีความได้ว่าหากรัสเซียรุกรานยูเครนแล้วอาจเป็นภัยคุกคามหรือรุกรานประเทศอื่นต่อไป

5. ทัสส์กล่าวว่า ผู้ที่มีเจตนารุกรานประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอาจมองว่านี่เป็นโอกาสในส่งเสริมเจตนาที่จะผลักดันความทะเยอทะยานของพวกเขา และเผยว่าสหราชอาณาจักรยังคงมีเจ้าหน้าที่เคียฟ แต่ได้ย้ายเจ้าหน้าที่บางส่วนไปยังภาคตะวันตกของยูเครน (ซึ่งไกลจากความเสี่ยงจากการรุกราน)

Photo by Thibault Camus / POOL / AFP

สหรัฐชี้การหนุนรัสเซียเงียบๆ ของจีนน่าเป็นห่วงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675697

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 13:00 น.สหรัฐชี้การหนุนรัสเซียเงียบๆ ของจีนน่าเป็นห่วงมาก

สหรัฐระบุว่าการแสดงท่าทีหนุนรัสเซียแบบเงียบๆ ในวิกฤตยูเครนของจีนน่าเป็นห่วงมาก

สำนักข่าว AFP รายงานว่า จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ท่าทีหนุนจุดยืนของรัสเซียแบบเงียบๆ ในกรณีความตึงเครียดยูเครนของจีนน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากมหาอำนาจตะวันตกเกรงว่ารัสเซียจะบุกยูเครนในเร็วๆ นี้

“การหนุนหลังรัสเซียแบบเงียบๆ หากคุณจะทำ เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง และยิ่งทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปแย่ลงไปอีก” เคอร์บีเผยกับผู้สื่อข่าว

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการติติงจีนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศความร่วมมือกับรัสเซียในทุกแง่มุมและคัดค้านการขยับขยายกลุ่มนาโตระหว่างหารือกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Photo by Kenzaburo FUKUHARA / POOL / AFP