สหรัฐเชื่อ ‘ไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย’ รัสเซียจะบุกยูเครนเมื่อไรก็ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675694

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 12:30 น.สหรัฐเชื่อ 'ไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย' รัสเซียจะบุกยูเครนเมื่อไรก็ได้

“เราไม่เชื่อว่าจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย การปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเป็นไปได้อย่างยิ่งที่รัสเซียจะเคลื่อนไหวโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า” โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าว

วันนี้ (15 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐไม่เชื่อว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียจะ “ตัดสินใจขั้นสุดท้าย” ว่าจะบุกยูเครนหรือไม่ แต่เขาสามารถเคลื่อนไหวได้ทุกเมื่อโดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะรุกรานยูเครน “เรายังไม่เชื่อว่าจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย การปฏิบัติการทางทหารสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เขาจะเคลื่อนไหวโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า”

ด้านเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐเห็นว่าไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนของการลดระดับความรุนแรงที่ชายแดนรัสเซีย-ยูเครน

“เราเชื่อว่าการเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป เราเชื่อว่ายังคงมีหนทางในการแก้ปัญหานี้ผ่านการเจรจาและการทูต” ไพรซ์กล่าว

เคอร์บียังเปิดเผยว่า ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีแผนเดินทางไปยุโรปในวันอังคารนี้เพื่อเจรจาวิกฤต โดยจะจัดการประชุมที่สำนักงานใหญ่ของ NATO ในกรุงบรัสเซลส์ รวมถึงเยือนโปแลนด์ และลิทัวเนีย

ขณะที่แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่าสหรัฐมีแผนย้ายสถานทูตจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ไปยังลวิฟ เมืองทางตะวันตก โดยอ้างถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเมื่อรัสเซียระดมกำลังทหารประชิดชายแดนยูเครน

โดยบลิงเคนยืนยันว่าสหรัฐจะดำเนินการทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อลดความรุนแรงของวิกฤต และเรียกร้องให้พลเมืองสหรัฐออกจากยูเครนโดยทันที

Photo by Thibault Camus / POOL / AFP

ทหารรับจ้างรัสเซียปรากฏตัวในยูเครน หวั่นเป็นสัญญาณบุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675683

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 11:30 น.ทหารรับจ้างรัสเซียปรากฏตัวในยูเครน หวั่นเป็นสัญญาณบุก

แหล่งข่าวตะวันตกเผยทหารรับจ้างซึ่งเชื่อมโยงกับสายลับรัสเซียปรากฏตัวมากขึ้นในยูเครน

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าวตะวันตกระบุว่าทหารรับจ้างรัสเซียซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสายลับรัสเซียปรากฏตัวมากขึ้นในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความวิตกกังวลในหมู่สมาชิก NATO ว่ารัสเซียอาจพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการบุกรุกยูเครน

เช่นเดียวกับรายงานจากสหรัฐก่อนหน้านี้ซึ่งเตือนว่ารัสเซียอาจมีแผนที่จะสร้างสถานการณ์ว่าเป็นฝ่ายถูกโจมตี เพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่จะรุกรานยูเครน หลังจากที่ระดมกำลังทหารกว่า 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคงของตะวันตก 3 รายกล่าวกับรอยเตอร์สว่าความกังวลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเกรงว่าการรุกรานของรัสเซียอาจมาในรูปแบบสงครามสารสนเทศ (information war) หรือการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน อาทิ เครือข่ายไฟฟ้า และก๊าซ

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า มีแนวโน้มว่าทหารรับจ้างภายใต้การกำกับดูแลของรัสเซียจะมีส่วนร่วมในการสู้รบในยูเครน ซึ่งอาจรวมถึงข้ออ้างสำหรับการบุกรุก โดยกลุ่มทหารรับจ้างได้จัดหาอาวุธ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษที่มีประสบการณ์ และการฝึกทหาร ให้กับกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนรัสเซียในยูเครนตะวันออก

ทั้งนี้ แหล่งข่าวชี้ว่าทหารรับจ้างเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัททหารเอกชนของรัสเซีย (PMC) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหน่วยความมั่นคงกลาง (FSB) หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลประเทศรัสเซีย ที่ได้รับสืบทอดมาจากหน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียกล่าวกับรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาว่ารัสเซียไม่ได้เสริมความแข็งแกร่งในดินแดนยูเครน และไม่มีกองทัพรัสเซียประจำการอยู่ในประเทศยูเครน และยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีแผนที่จะบุกยูเครนแต่อย่างใด

รอยเตอร์สไม่สามารถติดต่อกับกลุ่มทหารรับจ้างในยูเครนเพื่อขอความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

หยุดขู่ได้แล้ว ผู้นำยูเครนเย้ยสื่อตะวันตกปั่นวันรัสเซียบุก 16 ก.พ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675674

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 10:23 น.หยุดขู่ได้แล้ว ผู้นำยูเครนเย้ยสื่อตะวันตกปั่นวันรัสเซียบุก 16 ก.พ.

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประกาศ ‘วันแห่งความสามัคคี’ ในวันที่ 16 ก.พ. โดยอ้างว่าเป็นวันบุกรุกที่เป็นไปได้

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เรียกร้องให้ชาวยูเครนโบกธงของประเทศจากอาคารบ้านเรือนและร้องเพลงชาติพร้อมกันในวันที่ 16 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สื่อตะวันตกบางส่วนอ้างว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นการบุกรุกของรัสเซีย 

เจ้าหน้าที่ยูเครนเน้นว่าเซเลนสกีไม่ได้คาดการณ์การโจมตีในวันนั้น แต่ตอบโต้ต่อรายงานของสื่อต่างประเทศ องค์กรสื่อตะวันตกหลายแห่งอ้างคำพูดของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่อ้างถึงวันที่กองทัพรัสเซียพร้อมสำหรับการโจมตี

“พวกเขาบอกเราว่า 16 ก.พ. จะเป็นวันโจมตี เราจะทำให้มันเป็นวันแห่งความสามัคคี” เซเลนสกีกล่าวในวิดีโอที่ส่งถึงประชาชนในชาติ

“พวกเขากำลังพยายามขู่เข็ญเราด้วยการตั้งชื่อวันที่สำหรับการเริ่มปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง” เซเลนสกีกล่าว “ในวันนั้น เราจะแขวนธงประจำชาติ สวมธงสีเหลืองและสีน้ำเงิน และแสดงให้โลกเห็นถึงความสามัคคีของเรา”

เซเลนสกีพูดมานานแล้วว่า แม้เขาเชื่อว่ารัสเซียกำลังคุกคามประเทศของเขา ความเป็นไปได้ที่การโจมตีที่ใกล้จะเกิดขึ้นนั้นเป็นการพูดเกินจริงจากพันธมิตรชาติตะวันตกของยูเครน 

มีคาอิโล โปดอลยัก ที่ปรึกษาเสนาธิการของเซเลนสกีบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ประธานาธิบดียูเครนกำลังตอบโต้ในรายงานของสื่อตะวันตกในทำนองประชัดประชันเรื่องที่สื่อเหล่านี้ปั่นกระแสการรุกราน

“เป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าทำไมชาวยูเครนในปัจจุบันถึงสงสัยเกี่ยวกับ ‘วันที่เฉพาะเจาะจง’ ต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่า ‘การเริ่มต้นของการบุกรุก’ ที่ประกาศในสื่อต่างๆ” เขากล่าว “เมื่อ ‘การเริ่มต้นของการบุกรุก’ กลายเป็นกำหนดวันแบบลอยไปลอยมา เราจึงสามารถตอบโต้การประกาศของสื่อดังกล่าวด้วยการประชดเท่านั้น”

ทำเนียบของเซเลนสกีออกคำสั่งกฤษฎีกาเรียกร้องให้ทุกหมู่บ้านและเมืองในยูเครนชักธงของประเทศในวันพุธ และให้คนทั้งประเทศร้องเพลงชาติในเวลา 10.00 น. นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้เพิ่มเงินเดือนของทหารและเจ้าหน้าที่รักษาชายแดน

เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้คาดการณ์ถึงการโจมตีโดยประธานาธิบดีรัสเซียวลาดิมีร์ ปูตินในวันใดวันหนึ่ง แต่เตือนซ้ำ ๆ ว่าอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“ผมจะไม่ระบุวันที่แน่นอน ผมคิดว่ามันคงไม่ฉลาด ผมจะบอกคุณว่ามันเป็นไปได้ทั้งหมดที่เขาสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า” จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวกับผู้สื่อข่าว ก่อนหน้านี้ เคอร์บีกล่าวว่ารัสเซียยังคงเพิ่มขีดความสามารถทางการทหารที่ชายแดนยูเครน

Photo – REUTERS/Gleb Garanich

ตลาดหุ้นจะ ‘พัง’ และน้ำมันจะ ‘พุ่ง’ แค่ไหนถ้าเกิดสงคราม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675635

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 20:39 น.ตลาดหุ้นจะ 'พัง' และน้ำมันจะ 'พุ่ง' แค่ไหนถ้าเกิดสงคราม?

บทความทัศนะ – การทำสงครามเพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี เป็นสงครามของพระราชายุคโบราณ

กับผู้นำยุคใหม่ การทำสงครามคือการแย่งชิง “ทุน” และ “ทรัพยากร” มันอาจจะอยู่ในรูปของดินแดนหรือผู้คนก็ได้

นักทฤษฎีสมคบคิดอาจจะเชื่อว่าสงครามยุคใหม่เป็นการยั่วยุของนักอุตสาหกรรมอาวุธที่มีอิทธิพลเหนือบางประเทศ คนพวกนี้กระหายสงคราม เพราะสงครามจำเป็นต้องใช้อาวุธ

บางทฤษฎีสมคบคิดเชื่อว่าผู้นำบางคนก่อสงครามเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดในบ้านตัวเอง

ไม่ว่าจะอย่างไร สงครามยุคนี้เกี่ยวพนกับเศรษฐกิจโลกจนแยกออกแทบไม่ได้ อย่างที่เห็นว่าข่าวการรเกิดสงครามทำให้ “ทุน” ในตลาดสะดุ้งอยู่เรื่อยๆ ทั้งทุนในตลาดเงินและทุนที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์

แต่ก็ดูเงื่อนไขหลายๆ อย่างด้วย ไม่ใช่ว่าพอเกิดสงครามขึ้นมาจะทำให้เศรษฐกิจโลก-ตลาดทุนถึงกาลล่มสลาย

อย่างรัสเซียเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกส่วนยูเครนอยู่ในอันดับ 6 ของโลก กลิ่นของสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจึงทำให้ราคาข้าวสาลีทะยานขึ้นมา

แต่ในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันมีความเปราะบางที่สุด นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าน้ำมันก็จ่อจะถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและบางคนว่าอาจจะไปถึง 120 ดอลลาร์

นั่นพราะรัสเซียคือผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก หากมีการคว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา การส่งออกน้ำมันจะมีปัญหาแน่นอน รวมถึงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัสเซียเป็นผู้ส่งออกมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก

แต่เพราะทุกประเทศในโลกต้องการน้ำมันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยุหลังโควิด (ที่เชื่อว่าน่าจะใกล้ปิดฉากแล้ว) การคว่ำบาตรน้ำมัน-ก๊าซจากรัสเซียจึงเป็นการฆ่าตัวตายกันเห็นๆ

ดังนั้นเราจึงเห็นชาติตะวันตกขู่รัสเซียโดยใช้คำว่า ถ้าบุกยูเครนล่ะก็ รัสเซียจะเจอกับผลกระทบที่หนักหน่วง แต่ไม่ยอมบอกตรงๆ ว่าจะคว่ำบาตร เพราะมันเป็นคำที่สุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะ “เข้าตัว”

เหมือนสำนวนภาษาอังกฤษว่า “ปืนลั่นเข้าใส่ตีนตัวเอง”

ชาติตะวันตกอาจจะคว่ำบาตรรัสเซียจริง แต่ต้องคิดดีๆ ไม่ให้กระทบต่อความต้องการน้ำมันของโลก

น้ำมันยังมีผลต่อตลาดหุ้นโดยตรง ตลาดหุ้นนั้นตามปกติก็หวั่นไหวกับความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาตร์สำคัญอยู่แล้ว แต่มันจะยิ่งผวาหนักหากพื้นที่ขัดแย้งเกี่ยวข้องกับน้ำมันโลกโดยตรง

ต่อไปนี้คือตรรกะพื้นฐานในเชิงเศรษฐศาสตร์ – นั่นก็เพราะหากน้ำมันพุ่งขึ้น ผู้บริโภคจะต้องใช้จ่ายมากขึ้น จนต้องลดการใช้จ่ายด้านอื่นๆ เมื่อผู้บริโภคใช้จ่ายลดลง ผลประกอบการภาคธุรกิจก็จะลดลง ทำให้ตลาดหุ้นซบเซาไปด้วย

อีกแง่หนึ่ง น้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้น และอีกแง่หนึ่ง น้ำมันที่แพงขึ้นทำให้นักลงทุนหวั่นไหวกับอนาคต ทำให้แบกรับความเสี่ยงด้านการลงทุน (ERP) เพิ่มขึ้น แรงกดดันจึงไปตกลงกับราคาหุ้น

ว่ากันตามหลักการแล้ว น้ำมันที่แพงขึ้นจะส่งผลต่อตลาดหุ้นแบบนี้ ดังนั้น หากเกิดตูมตามขึ้นในแถวๆ ยูเครนแล้วชาติตะวันตกเกิดหน้ามืดไปคว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา ตลาดหุ้นก็จะต้องรับวิบากกรรมในลักษณะนี้

ไม่ใช่ทุกครั้งที่มันจะเป็นไปตามตรรกะนี้ และมีงานวิจัยของ Fed ออกมาว่าแล้วยอมรับว่าเดาไม่ถูกว่าราคาน้ำมันกระทบต่อราคาหุ้นแค่ไหน แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าราคาน้ำมันมีผลต่อราคาหุ้นแค่เล็กน้อย 

ดังนั้นเราจึงขออนุมานตามตรรกะคลาสสิกไปก่อนว่า “น้ำมันแพง หุ้นจะตก”

นอกจากน้ำมันแล้ว หุ้นยังสั่นไหวกับการทำสงครามหรือไม่? (สมมติว่าสงครามยูเครน-รัสเซียไม่เกี่ยวกับน้ำมันเลย)

ลองดูการวิจัยโดย LPL Financial เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อดัชนีหุ้น ตั้งแต่การโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ปี 1941 (สงครามโลกครั้งที่ 2) เรื่อยมาจนถึงความขัดแย้งกึ่งๆ สงคราม คือการสังหารนายผลของอิหร่าน (ปี 2020) พบว่า ตลาดหุ้นมีความต้านทานต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ – พูดสั้นๆ ก็คือ “ตลาดหุ้นไม่สะเทือน”

เมื่อดูสถิติของดัชนี S&P 500 ในช่วงที่เกิดสงคราม/ความขัดแย้งต่างๆ จะพบว่ามันไม่ได้ตื่นตระหนกจนตกลงเกินกว่า 6% เลย เฉลี่ยแล้วดัชนีจะตกลง 1.2% เท่านั้น

แล้วสมมติว่าถ้ากรณียูเครนกลายเป็นสงครามโลกขึ้นมา (อย่างที่บางคนหวั่นใจ)?

พิจารณาจากสงครามใหญ่ๆ ครั้งที่ผ่านมา เบน คาร์ลสัน (Ben Carlson) ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการสินทรัพย์สถาบันที่ Ritholtz Wealth Management บอกว่า “ตั้งแต่เริ่มสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1939 จนถึงสิ้นสุดในปลายปี 1945 ดาวโจนส์เพิ่มขึ้นทั้งหมด 50% มากกว่า 7% ต่อปี ดังนั้น ในช่วงสงครามครั้งเลวร้ายที่สุดสองครั้งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตลาดหุ้นสหรัฐก็ขึ้น รวมกัน 115%”

พูดสั้นๆ คือตลาดหุ้นไม่สะเทือน อาจจะมีผวา มันอาจจะตกลงมากกว่าอัตราเฉลี่ย 1.2% แน่นอน แต่มันจะไม่ลากยาวจนถึงกับล่มสลาย

ที่ต้องจับตาไม่ใช่เมื่อเกิดสงครามแล้ว เพราะจากประสบการณ์ในอดีตตลาดจะไม่ตื่นตูม ให้จับตา “ก่อน” จะเกิดสงครามมากกว่า เพราะมันง่ายที่สถานการณ์จะถูกปั่นให้ตื่นตระหนก (จนเกินจริง)

และอย่าลืมว่า ตลาดทุนเป็นสมรภูมิแห่งการเก็งกำไรสู้กัน มันมีกลเม็ดเด็ดพรายมากมายที่จะสร้างกำไรจากข่าวร้าย และทำให้ข่าวดีเป็นฝันร้ายของบางคนก็ได้

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Russian Defence Ministry/Handout via REUTERS

‘กังวลแต่ไม่ตื่นตระหนก’ ชาวยูเครนคิดอย่างไรกับสงครามที่อาจเกิดขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675633

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 19:15 น.'กังวลแต่ไม่ตื่นตระหนก' ชาวยูเครนคิดอย่างไรกับสงครามที่อาจเกิดขึ้น

คำบอกเล่าจากชาวยูเครน ใช้ชีวิตอย่างไรหลังทั่วโลกจับตารัสเซียเตรียมบุก

แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีแผนที่จะบุกยูเครนแต่อย่างใด แต่บรรดาสื่อต่างประเทศกำลังเกาะติดสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่ารัสเซียจะบุกยูเครนพร้อมที่จะบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ หลังระดมกำลังทหารมากกว่า 100,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน ขณะที่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น

The Guardian เปิดเผยคำบอกเล่าจากชาวยูเครน ซึ่งพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ โดยมองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะยูเครนมีความขัดแย้งกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง

มันก็น่ากังวล

“สัปดาห์ที่แล้วฉันไปซูเปอร์มาเก็ตและตุนอาหารบางอย่างเอาไว้ สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดคือสิ่งที่ทำตอนเกิดโรคระบาดเลย ฉันตุนอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เช่น พาสต้า น้ำมันมะกอก อาหารกระป๋อง ข้าว แต่ฉันก็ไม่เห็นใครตื่นตระหนกตุนข้าวของกันนะ” จูเลีย วัย 34 ปี จากคิโรโวหราด เมืองในภาคกลางของยูเครน

“มันก็มีความรู้สึกไม่สบายใจเป็นปกติ บางครั้งก็ต้องใช้ยานอนหลับ” จูเลียกล่าวต่อ “ฉันอยู่ในภาคกลางของยูเครน กึ่งกลางระหว่างกรุงเคียฟกับไครเมีย มันยังห่างไกลภาคตะวันออกและเคียฟซึ่งสถานการณ์แย่กว่านี้มาก”

จูเลียเล่าว่าผู้คนที่นั่นรู้สึกตื่นตระหนกกว่าเธอมาก เพราะพวกเขารู้สึกว่าเป็นเป้าหมายหลัก เธอมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในเคียฟกล่าวว่าหลายคนที่นั่นสมัครเรียนหลักสูตรการป้องกันตัว หรือแม้แต่ซื้อปืนไรเฟิลล่าสัตว์

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

“ฉันอาศัยอยู่กับลูกสาววัย 3 ขวบครึ่งและพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว ลูกสาวของฉันและฉันมีหนังสือเดินทางยุโรป เพราะสามีของฉันเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ฉันทนไม่ได้ที่จะทิ้งพ่อแม่ไว้ข้างหลัง”

ถ้ายูเครนบุก เราก็จะสู้

ดิมิโทร วัย 27 ปี จากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเผยว่า “หลายคนคิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรในกรณีที่เกิดการบุกรุก จะหนีไปที่ไหน หรือไปกับใคร แต่ผมไม่ต้องการหนีไปไหน ผมไม่ต้องการออกจากยูเครน ถ้ามีการบุกรุกผมจะร่วมมือกับกองทัพ” เช่นเดียวกับชาวยูเครนอีกหลายคนที่พร้อมจับอาวุธเพื่อปกป้องประเทศจากการรุกรานของรัสเซีย

หากถามว่ารัสเซียจะบุกจริงไหม ดิมิโทรมองว่ายังไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ “การบุกรุกอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ อาจจะ 50/50 แต่ 50 ก็เยอะนะ”

“ทุกคนดูกังวลนะ แต่ไม่ตื่นตระหนก สงครามและการคุกคามทางทหารจากรัสเซียมันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา”

“แต่ตอนนี้มันกลายเป็นประเด็นหลักสำหรับสื่อ และกลายเป็นเรื่องปกติที่ชาวยูเครนนำมาพูดคุยกัน ผู้คนคุยกันว่าจะสู้หรือไม่สู้ หรือจะหนีไปที่ไหนสักแห่งในยุโรป…คลิปวิดีโอแนะนำบนยูทูบก็เต็มไปด้วยคลิปแนว “วิธีเตรียมตัวสำหรับการเอาตัวรอดในสงคราม”…บางคนกำลังกักตุนข้าวของบางอย่าง แต่ก็ไม่เยอะนะ ร้านค้าก็ยังเต็มไปด้วยสินค้า”

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

ความตึงเครียดที่น่ากลัว

“ฉันดูข่าวทุกๆ 30-40 นาที และมันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตมากๆ แต่ฉันหยุดไม่ได้ และคิดอะไรไม่ออก…ฉันเป็นห่วงครอบครัวมาก ลูกสาววัย 4 ขวบและสามี พวกเราต้องการใช้ชีวิตในประเทศที่รัก ในเมืองที่รัก อยู่ในสังคมประชาธิปไตยแบบยุโรป ฉันต้องการวางแผนสำหรับอนาคต มีลูกอีกคน ไปเที่ยวรอบโลก”

“แต่ตอนนี้ฉันวางแผนอะไรไม่ได้เลย แม้แต่การเดินทางไปเยี่ยมญาติ เพราะฉันไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” อนาสตาเซีย วัย 34 ปี จากโอเดสซา หนึ่งในสมรภูมิสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

“ทุกอย่างเงียบสงบบนท้องถนน คุณอาจคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนต่างพยายามใช้ชีวิตของพวกเขา แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่น่ากลัว ผู้คนพยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงการโจมตีของรัสเซียที่อาจเกิดขึ้น แม้แต่ที่บ้านเราก็พยายามไม่พูดถึงมัน”

“แต่ทุกคนอ่านข่าวทุกวัน แล้วฉันก็เห็นความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นในสายตาเพื่อน เพื่อนบ้าน และครอบครัว” อนาสตาเซียกล่าว “สามีบอกกับฉันว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ให้ฉันและลูกหนีออกนอกประเทศ ส่วนเขาจะอยู่เพื่อต่อสู้”

ไม่มีใครตื่นตระหนก

ในทางกลับกันโรเดียน วัย 37 ปี จากโอเดสซา กล่าวว่า ผู้คนต่างพูดคุยกันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครตื่นตระหนก ทุกคนใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป ผู้คนยังคงช้อปปิ้ง ไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปธนาคารเหมือนเคย โดยไม่มีวี่แววสิ้นหวังหรือไม่ไว้วางใจ

“แม้ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีความตึงเครียดขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่สถานทูตอเมริกันสั่งให้เจ้าหน้าที่กลับบ้าน แต่ก็อย่างที่ประธานาธิบดียูเครนกล่าว เราต้องไม่ลืมว่าสงครามเริ่มตั้งแต่ปี 2014 เมื่อรัสเซียผนวกไครเมีย เพียงเพราะยูเครนไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสื่อทั้งหมดในโลก ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสงคราม มีคนเสียชีวิตไปราว 14,000 รายแล้ว…ผมคิดว่าสำหรับครอบครัวของผมและคนอื่นๆ พวกเขาไม่รู้สึกว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นเรื่องใหม่”

โรเดียนเสริมว่า เมืองโอเดสซาเป็นศูนย์กลางของกองทัพเรือในยูเครน ดังนั้นจึงมีเรือของกองทัพเรืออยู่รอบๆ รวมถึงเรือของ NATO ด้วย ซึ่งเขามองว่าสิ่งนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการปกป้องมากขึ้นเล็กน้อย

“คนที่นี่สนับสนุนยูเครนอย่างมาก พวกเขาสนับสนุนความเป็นอิสระ พวกเขาสนับสนุนความช่วยเหลือจากอเมริกาและอังกฤษ” โรเดียนกล่าว พร้อมเล่าว่าเขาอาศัยอยู่ที่อังกฤษมา 8 ปีแล้ว แต่กลับมาที่โอเดสซาในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเยี่ยมครอบครัว ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่เขาได้กลับบ้านเพราะโควิด-19 ระบาด

Photo by REUTERS/Umit Bektas

Lee Cooper กลับมาสร้างตำนานความท้าทายบทใหม่ให้เหล่า New Gen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675627

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 17:34 น.Lee Cooper กลับมาสร้างตำนานความท้าทายบทใหม่ให้เหล่า New Gen

ครีเอทสไตล์ที่ใช่ไปพร้อมกันอีกครั้งกับ Lee Cooper ยีนส์ระดับตำนานจากอังกฤษ ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น My Denim My Rules

แลนดิ้งถึงไทยอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งกับสุดยอดไอคอนิคยีนส์แบรนด์ดังจากประเทศอังกฤษ Lee Cooper (ลี คูเปอร์) จัดจำหน่ายโดย บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ที่พร้อมกลับมาสร้างตำนานความท้าทายบทใหม่ให้เหล่า New Gen ได้ครีเอทลุคที่ใช่แบบไร้ขีดจำกัดในสไตล์ของตัวเอง ด้วยคอนเซ็ปต์ “My Denim My Rules ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น” โดยคว้าตัว 2 หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของ young generation อย่างชัดเจน แอลลี่ อชิรญา และ มาร์ช จุฑาวุฒิ มาร่วมเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เปิดตัว 2 คอลเลคชั่นแรก Spring Summer 2022 ซึ่งเปิดให้ช้อปทุกไอเทมพร้อมกันได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ และเตรียมสัมผัส The Cooper Collection ในเดือนเมษายนนี้ ที่ร้าน Lee Cooper ทุกสาขา และสามารถช้อปออนไลน์ได้ที่ www.leecooper.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Lee Cooper แฟชั่นเดนิมแบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1908 โดย Mr. Morris Cooper (มร.มอร์ริส คูเปอร์) ในฐานะเดนิมยีนส์แบรนด์แรกของฝั่งยุโรป จากจุดเริ่มต้นการเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานที่มีชื่อเสียง ในด้านความทนทาน จวบจนยุคหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 Mr. Harold Cooper (มร.ฮาโรลด์ คูเปอร์) ลูกชายของเขา ได้เข้ามารับช่วงต่อและเริ่มต้นผลิตยีนส์แฟชั่นขึ้นเป็นครั้งแรกจนได้รับความนิยมอย่างสูงในอังกฤษภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ต่อมา Lee Cooper ยังเป็นแบรนด์แรกที่สร้างความโดดเด่นด้วยการผสานแฟชั่นและดนตรี (British rock ‘n’ roll) เข้าไว้ด้วยกัน โดยร่วมทำงานกับศิลปินระดับโลกอย่างวง The Rolling Stones, UB40, Serge Gainsbourg และ Rod Stewart จนสามารถครองใจวัยรุ่นและทำให้แบรนด์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยสไตล์ที่โดดเด่นครองความนิยมจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 114 ปี

สำหรับการกลับมาในประเทศไทยของ Lee Cooper ครั้งนี้ แบรนด์ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์และตัวตนตั้งแต่เริ่มต้น อย่างชัดเจน ผ่านคอนเซ็ปต์ “My Denim My Rules ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น” ที่พร้อมจะพาทุกคนฉีกทุกกฎไปค้นพบสไตล์ที่ใช่ของตัวเอง ด้วยการนำเสนอแฟชั่นเดนิมและหลากหลายไอเทม ในมุมมองที่แตกต่าง โดยผสานกลิ่นอายคลาสสิกและดีเทลสุดประณีตในแบบลอนดอนเนอร์ เข้ากับความสดใหม่ของดีไซน์ที่ฉีกกรอบไอเทมเดนิมเดิมๆ เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์และไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ของแต่ละคน และตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ที่ต้องการสนับสนุนความแตกต่างและความหลากหลายของทุกคนอย่างแท้จริง 

จากความเชื่อของแบรนด์สู่การลงมือทำ Lee Cooper ขอพาทุกคนฉีกทุกกฎไปค้นพบสไตล์ที่ใช่ เพื่อดึงอัตลักษณ์ ของแต่ละคนออกมาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยไอเทมที่สะท้อนความโดดเด่นในตัวเองและสามารถสวมใส่ได้จริงในทุกๆ วัน กับ 2 คอลเลคชั่นแรก Spring Summer 2022 แฟชั่นเดนิมฟิตที่มีให้เลือกหลากหลายเหมาะกับทุกสไตล์ พร้อมกับเอกลักษณ์บนกระเป๋าหลัง Back Pocket ที่เรียกว่า “Arcuate”  ซึ่งนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อที่มีดีไซน์ที่โดดเด่นของแบรนด์ และ The Cooper Collection อีกหนึ่งคอลเลคชั่นไฮไลท์ที่พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกใช้ผ้า Selvedge ซึ่งช่วยทำให้ยีนส์ เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ จนไปถึงขั้นตอนการตัดเย็บอย่างประณีต สำหรับคอลเลคชั่น Spring Summer 2022 พร้อมให้ทุกคน เข้าไปสัมผัสได้แล้ววันนี้ และเตรียมพบกับ The Cooper Collection ในเดือนเมษายนนี้

นอกจากคอนเซ็ปต์ My Denim My Rules ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น Lee Cooper ยังได้เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ มากความสามารถที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของเหล่า New Gen อย่าง แอลลี่-อชิรญา นิติพน และ มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และสไตล์ของแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผ่านคอลเลคชั่น Spring Summer 2022 และ The Cooper Collection และนอกจากนี้ เตรียมพบกับอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ ครั้งแรกของการเปิดตัวแบรนด์ Lee Cooper ไอคอนิคยีนส์ ระดับตำนานจากอังกฤษ ที่จะปลุกความมันส์ ระเบิดความสนุก วาดสีสันด้วยสไตล์แฟชั่นในแบบที่คุณเป็น ผ่านประสบการณ์ Live event ที่อลังการที่สุดที่เคยมีมา ซึ่งผสานสีสันแห่งแฟชั่น ดนตรี และการเต้นเข้าไว้ด้วยกัน ในคอนเซ็ปต์ My Denim My Rules ถ่ายทอดออกมาด้วยความเป็นคุณ และพิเศษที่สุดสามารถช้อปได้ทันทีจากรันเวย์ ในเดือนมีนาคมนี้

Lee Cooper Spring Summer 2022 Collection

ร่วมค้นหาและครีเอท My Denim My Rules ในสไตล์ของคุณได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Lee Cooper ทุกสาขา ณ ห้างสรรพสินค้า ชั้นนำทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ที่ http://www.leecooper.co.th พร้อมรับบริการ “BUY TRY EARN” หรือ BUY ONLINE, TRY AT STORE, EARN REWARD POINTS ที่สามารถลองสวมใส่สินค้าจริงจนกว่าจะพอใจ บริการเปลี่ยนคืนสินค้า ที่หน้าร้าน เมื่อสั่งซื้อผ่านออนไลน์ และอีกหนึ่งความพิเศษ Membership Program สำหรับสมาชิก Lee Cooper Club จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ คะแนนสะสมจากยอดซื้อ ส่วนลดเดือนเกิด สิทธิพิเศษเมื่อเลื่อนระดับสมาชิก และกิจกรรมพิเศษเฉพาะสมาชิกเท่านั้น

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: LeeCooperTH

Instagram: LeeCooperTH , Line Official: LeeCooperTH

Twitter: LeeCooperTH , Tiktok: LeeCooperTH

และ Shop online ได้ทาง www.leecooper.co.th

PIAGET เผย 2 เรือนเวลาแห่งปีที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675579

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 13:50 น.PIAGET เผย 2 เรือนเวลาแห่งปีที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์

PIAGET เปิดภาพให้ชมกันชัดๆ ก่อนเผยโฉมจริงในงาน WATCHES & WONDERS 2022 กับ 2 เรือนเวลาแห่งปีที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ที่บ่มเพาะมาอย่างยาวนาน อย่าง PIAGET POLO SKELETON และ LIMELIGHT GALA AVENTURINE

WHEN MASTER WATCHMAKERS WORK WITH MASTER JEWELLERS

เมื่อมาสเตอร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกามาคอลลาบอเรชั่นกับช่างฝีมือด้านอัญมณีประจำเมซง ผลลัพธ์ที่ได้คือกลไกที่บางเฉียบราวกับแผ่นเวเฟอร์ผสานการฝังเพชรอันละเมียดละไม เรียกได้ว่าเป็นอีกชิ้นงานที่หลอมรวมศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูงและอัญมณีศิลป์ได้อย่างไร้ที่ติ และนี่คือ Piaget Polo Skeleton ล่าสุดประจำปี 2022

หากคุณคิดว่าเพชรบริลเลียนต์คัตน้ำงามกว่า 1,746 เม็ดต่างดึงดูดสายตาให้จับจ้องเรือนเวลาชิ้นนี้แล้วหล่ะก็ กลไก 1200S1 Self-winding แบบสเกเลตันที่บางเฉียบใจกลางตัวเรือนคือ คีย์พีซอีกชิ้นที่ทำให้คุณแทบละสายตาไม่ได้เช่นกัน

A WATCH FOR THE PRESENT TIME

ย้อนกลับไปปี 1979 เมื่อเมซงท้าทายขีดจำกัด ด้วยการเปิดตัว Piaget Polo นาฬิกาลุคสปอร์ตสุดหรูที่ตอบโจทย์เอเวอรี่เดย์ลุคและหลวมรวมดีไซน์ โค้ดของแบรนด์อย่าง Style, Casual elegance และ Freedom ไว้อย่างครบครัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า Piaget Polo คือเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ เป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์แห่งยุค ทั้งยังสะท้อนคาแรคเตอร์ของเหล่าเกม เชนเจอร์ผู้สวมใส่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ผู้ที่กล้าจะเป็นตัวของตัวเองในแบบไม่ตามใคร

ALWAYS INNOVATING, ALWAYS IMPROVING

กว่าจะเป็นกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจาก 1200S1 จะมาพร้อมกับความบางแบบสุดขั้วเพียง 2.4 มิลลิเมตรแล้ว ยังมาในสไตล์ Skeleton ศิลปะแสนวิจิตรบนเครื่องบอกเวลา ที่ผสานชั้นเชิงของเหล่าช่างนาฬิกาชั้นสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แหวกขนบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และนี่คือเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ทุกคนต่างรอคอย

เมซงใช้เวลามากกว่า 2 ปี ในการพัฒนากลไก 1200S สไตล์ Skeleton จากกลไกต้นแบบเลื่องชื่อ 1200P โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การลดทอนชิ้นส่วนโลหะขนาดใหญ่และคงไว้เพียงชิ้นส่วนที่จำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำ จากนั้นใช้เวลาอีก 2 ปีครึ่ง ในการศึกษาและปรับแต่งกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ 1200S ไปจนถึงรายละเอียดอื่น ๆ ให้สมบูรณ์แบบ อาทิ เพิ่มความต้านทานสนามแม่เหล็กให้สูงขึ้นเพื่อการทำงานที่เที่ยงตรงสูงสุด ก่อนส่งมอบเวอร์ชั่น 1200S1 ที่เพรียวบางสุดขั้วสู่ผู้ใช้งานตัวจริง

โรเตอร์สลักตราสัญลักษณ์ของเพียเจต์ยังคงวางในตำแหน่งเยื้องศูนย์ที่ 8 นาฬิกา เช่นเดียวกับกลไก 1200S และ 1200P รุ่นก่อนหน้า เพื่อไม่ให้บดบังทิศทางของแสงขณะส่องผ่านกระจกหน้าปัดและฝาหลังตัวเรือนแบบแซฟไฟร์คริสตัล ขณะที่ชิ้นส่วนกลไกอื่นๆ ที่วางไล่ระดับตามเลเยอร์ต่างก็มอบมิติแสงเงาที่งดงามไม่แพ้กัน

แม้จะเป็นรุ่นล่าสุดของตระกูล แต่เมซงการันตีเรื่องความแม่นยำ เที่ยงตรงและทนทานว่าสเป็กไม่แพ้รุ่นอื่นแน่นอน โดยสามารถสำรองพลังได้ยาวนาน 44 ชั่วโมง ทั้งยังกันน้ำมาตรฐานระดับ 3 ATM หรือเทียบเท่าความลึก 30 เมตร

HIGH JEWELLERY EXPERTISE

ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มิลลิเมตร ตกแต่งด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 268 เม็ด และถึงแม้จะเป็น คอลเลคชั่นสายสปอร์ตแต่ตัวเรือนกลับมีความหนาเพียง 7.35 มิลลิเมตร เท่านั้น จับคู่สายนาฬิกาไวท์โกลด์ขัดเงา โดยข้อต่อแต่ละข้อมาในดีไซน์รูปตัว H ขัดผิวซาติน ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 1,478 เม็ด ซึ่งเพชรแต่ละเม็ดถูกเจียระไนใหม่ชิ้นต่อชิ้น เพื่อให้แน่ใจว่ารูปทรงและสัดส่วนเข้ากับการสร้างสรรค์เรือนเวลาชิ้นนั้นอย่างแท้จริง ก่อนนำมาประดับบนตัวเรือนตามแพทเทิร์นที่ออกแบบไว้ใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 61 ชั่วโมง

ทั้งหมดนี้คือเครื่องสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ที่บ่มเพาะมาอย่างยาวนาน เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานที่นำเสนอแนวคิดนอกกรอบ ทั้งยังหลอมรวมศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูงและอัญมณีศิลป์ได้อย่างไร้ที่ติ

THE SPARKLE OF EXTRAVAGANCE

ปลดปล่อยตัวเองทะยานสู่หมู่ดาวระยิบระยับไปกับ Limelight Gala Aventurine เรือนเวลาไอคอนที่หยิบเอามนต์เสน่ห์แห่งท้องฟ้าสีครามยามค่ำคืนมาถ่ายทอด

หากเอ่ยถึงชื่อเพียเจต์แล้ว แน่นอนว่านาฬิกาถือเป็นชิ้นงานจิวเวลรี่ที่เป็นหัวใจหลักอันดับหนึ่ง ที่ช่างฝีมือของเมซงไม่เคยหยุดท้าทายขีดจำกัดในการรังสรรค์ ทุกชิ้นส่วนตั้งแต่ตัวเรือนไปจนถึงหน้าปัด หรือแม้แต่สายนาฬิกาไปจนถึงการประดับอัญมณี ล้วนถูกปลุกให้มีชีวิตด้วยเหล่าช่างฝีมือชั้นเลิศทั้งสิ้น และนี่คือเรือนเวลา Limelight Gala Aventurine ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และแฝงศาสตร์ที่เมซงเชี่ยวชาญไว้อย่างครบครัน

A FEMININE ICON

ทุกวันนี้ชื่อของคอลเลคชั่น Limelight Gala ยังชวนให้นึกถึงเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ที่มีชื่อเสียงและบรรยากาศปาร์ตี้สุดฮอตที่เหล่าคนดัง ศิลปิน ลูกค้า หรือแม้แต่ Friends of the brand มารวมตัวเพื่อแบ่งปันและดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันเปี่ยมสุขอยู่เสมอ นั่นก็เพราะย้อนกลับไปช่วงราวทศวรรษที่ 1970s ยุคเรืองรองแห่งการเข้าสังคมที่เหล่าอิสตรีต่างเฉิดฉายไปด้วยเครื่องประดับ ขณะเดียวกันการเปิดตัวของเรือนเวลาจิวเวลรี่ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์อันสุดขั้ว ณ ขณะนั้น อย่าง Limelight Gala ก็ดึงดูดความสนใจของเหล่าสุภาพสตรีไม่ใช่น้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตาของดีไซน์ขาแบบอสมมาตร จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองที่เคียงข้างสุภาพสตรีมาจนถึงทุกวันนี้

THE BEGINNING OF A NEW STORY

แม้รูปร่างของ Limelight Gala จะชวนสะดุดตา แต่ดีไซน์ที่น่าสนใจนี้กลับมีดีเทลมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือนโค้งเว้า ขาตัวเรือนแบบอสมมาตรที่ยื่นจากแต่ละฝั่งของตัวเรือนไปยังสายนาฬิกาเพื่อสร้างเส้นสายที่เย้ายวน ไปจนถึงเพชรแต่ละเม็ดที่ถูกฝังอย่างประณีตด้วยช่างฝีมือของเมซง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นซิกเนเจอร์ สไตล์ของคอลเลคชั่นนี้ทั้งสิ้น ถ่ายทอดนิยามของอิสตรีผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการที่สร้างสรรค์ ผู้ที่กล้าเผชิญหน้าและมาดมั่นในความอิสระ มากกว่าเรือนเวลา เพราะ Limelight Gala เป็นดั่งถ้อยแถลง มากกว่าจิวเวลรี่ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ที่แต่ละชิ้นงานหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้สวมใส่และเปล่งประกายเจิดจรัสไปพร้อมกัน

THE ART OF THE BRACELET

สีน้ำเงินของอเวนเจอรีนกับประกายงามของเพชร หากนำมาเข้าคู่กับสายรัดข้อมือแบบเมลานีส ยิ่งชวนให้หลงใหลเป็นทวีคูณ สายรัดข้อมือแบบเมลานีสหนึ่งเส้นใช้เวลาในการรังสรรค์มากกว่า 100 ชั่วโมง และอาศัยช่างทำทองมากฝีมือไม่ต่ำกว่า 8 คน หากเปรียบแล้วก็เหมือนดั่งช่างตัดเย็บ Haute-Couture ที่แต่ละขั้นตอนค่อยๆ รังสรรค์อย่างวิจิตรบรรจง โดยเริ่มต้นจากนำทองคำที่ผ่านกระบวนการบัดกรีจนได้เส้นสายที่บางเบาราวกับเส้นไหมมาทำให้อยู่ในลักษณะเกลียว จากนั้นถักทอทีละเส้นเข้าด้วยกัน จนครบ 366 เส้น ก่อเกิดผลลัพธ์ที่เบาสบายเมื่อยามสวมใส่ ทั้งยังหลอมรวมเข้ากับตัวเรือนและขาแบบอสมมาตรได้อย่างกลมกลืน

นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่สง่างามแล้ว ภายใน Limelight Gala Aventurine ยังบรรจุกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ Calibre 501P1 ตัวล่าสุดที่ผลิตขึ้นในโรงงานของเมซงเองอีกด้วย ทั้งยังผลิตจำกัดเพียง 300 ชิ้นเท่านั้น

GET LOST IN STARRY NIGHTS

ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ประดับเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 62 เม็ด โดดเด่นด้วยหน้าปัดอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้ม โดยชื่อของ อเวนเจอรีน ‘Aventurine’ มาจากภาษาอิตาลี ‘Avventura’ ซึ่งก็คือ ‘Adventure’ ที่สื่อถึงการค้นพบ อเวนเจอรีนโดยบังเอิญในช่วงศตวรรษที่ 17 ระหว่างกระบวนการผลิตแก้วที่โรงงานบนเกาะมูราโน่ เมืองเวนิส โดยปัจจุบันสีน้ำเงินของอเวนเจอรีน เกิดจากการเติม Copper Oxide ลงไปในแก้วนั่นเอง

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร . 02-610-9678

Save Doctors’ Heart อาสาดูแลหัวใจหมอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675630

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 17:57 น.Save Doctors’ Heart อาสาดูแลหัวใจหมอ

ครั้งแรกในประเทศไทยที่แพทย์จะเข้าร่วมอาสาดูแลหัวใจแพทย์ โดยโรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม “อาสาดูแลหัวใจหมอ (Save Doctors’ Heart)”

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม “อาสาดูแลหัวใจหมอ (Save Doctors’ Heart)” โดยเปิดโอกาสให้แพทย์ไทยสามารถเข้ารับการการตรวจวินิจฉัย คัดกรอง เพื่อค้นหาปัญหาของหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวผิดปกติ และให้การรักษาหากตรวจพบ ที่ศูนย์หัวใจ (Cardiology Center) โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดยไม่มีค่าใช้จ่ายของแพทย์ผู้ใช้บริการ ระยะเวลาโครงการทั้งหมด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 – 12 สิงหาคม 2565

จากการรวบรวมข้อมูลของแพทยสภา จำนวนแพทย์ที่เสียชีวิตด้วยโรคต่างๆในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2560-2564) มีจำนวน 297 คน ในจำนวนนี้มีแพทย์ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและโรคที่ไม่ระบุสาเหตุโรคชัดเจน ถึง 60% (เฉพาะที่ระบุว่าเกิดจากโรคหัวใจ 10%) ทั้งนี้ มีแพทย์ที่เสียชีวิตโดยมีอายุน้อยกว่าอายุขัยเฉลี่ยถึง 118 คนคิดเป็น 40% ของแพทย์ผู้เสียชีวิตทั้งหมด (อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยเพศชาย 73 ปี และเพศหญิง 77 ปี) โดยแพทย์ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจอายุน้อยที่สุดในรายงานมีอายุเพียง 31 ปี นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า

ในปัจจุบัน อัตราส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรในประเทศไทยยังมีจำนวนน้อยอยู่มาก เมื่อเทียบกับภาระงานที่ต้องทำแต่ละวัน เราเห็นได้ว่าแพทย์ที่ยังปฏิบัติงาน 40,000 คน ต้องตรวจผู้ป่วยนอกท่านละ 10,000 คนต่อปี และดูแลผู้ป่วยในอีกประมาณ 250 คนต่อปี หากหายไปหนึ่งท่าน ปริมาณงานในการรักษาก็จะแบ่งถ่ายไปอยู่กับคนที่เหลือ ทำให้เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่นการเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่อย่างเช่นโรคจากเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้แพทย์มีภาระงานมาก มีเวลาใส่ใจตัวเองน้อย ไม่ได้ดูแลและตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะหัวใจ ทำให้เมื่อมีภาวะหัวใจล้มเหลวขึ้นมาแล้วไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทัน แม้ว่าจะเกิดเหตุภายในโรงพยาบาลก็ตาม ทำให้เราพบแพทย์ที่อายุไม่มากเสียชีวิต การสูญเสียเช่นนี้ถือเป็นการสูญเสียที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิน อนุราษฎร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า โรงพยาบาลเมดพาร์คได้ริเริ่มแคมเปญ Save Doctors, Save People, Save Thailand ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราเร่งทำการฉีดวัคซีนโควิดเพื่อรักษาชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้ได้เร็ว และมากที่สุด และในปีนี้ทางโรงพยาบาลก็มีความภูมิใจที่ได้เปิดตัวโครงการเพื่อสังคมใหญ่อีกโครงการหนึ่งภายใต้ชื่อ ‘อาสาดูแลหัวใจหมอ’ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกชีวิตของแพทย์ที่เราช่วยเหลือจะสามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อีกหลายหมื่นคน

ภายในงานได้มีการนำเสนอรายละเอียดของโครงการและศักยภาพรวมถึงความพร้อมของศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดย ศาสตราธิคุณ นายแพทย์วสันต์ อุทัยเฉลิม หัวหน้าศูนย์หัวใจ และแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า ด้วยโรงพยาบาลเมดพาร์คมีความพร้อมในการรักษาโรคหัวใจที่มีความซับซ้อน ทั้งในส่วนของแพทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจทุกสาขา รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง โรงพยาบาลเมดพาร์คเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงริเริ่มโครงการ “อาสาดูแลหัวใจหมอ” ขึ้น อันจะมีส่วนร่วมพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพของแพทย์ในประเทศไทยให้มีอายุยืน และ สุขภาพดี เพื่อให้แพทย์เหล่านั้นสามารถดูแลประชาชนต่อไปได้อีกมากเพราะโดยปกติอาชีพแพทย์สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้แม้จะมีอายุมากเกินเกณฑ์เกษียณแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีเสวนาเจาะลึก ภายใต้หัวข้อ Heart Attack รู้ทัน ป้องกันได้: ‘หัวใจวายเฉียบพลัน’ ภัยเงียบร้ายแรงไร้สัญญาณเตือน โดยมี นายแพทย์ประดิษฐ์ชัย ชัยเสรี ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านหัวใจและทรวงอก นายแพทย์ชาติ วานิชสวัสดิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด และ แพทย์หญิงจิรภา แจ่มไพบูลย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค มาแบ่งปันข้อมูลความรู้เรื่องโรคหัวใจ

นพ.ประดิษฐ์ชัย ชัยเสรี ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านผ่าตัดหัวใจและทรวงอก กล่าวว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวายเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการตีบตัน ซึ่งมีสาเหตุอยู่ที่การเสื่อมของเส้นเลือดที่ปกติจะมีการเสื่อมถอยตามวัย และมีปัจจัยเสี่ยงที่มีทั้งควบคุมได้ เช่นพฤติกรรมการใช้ชีวิตรวมถึงความเครียด และความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่นผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง คนอายุเยอะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า และกรรมพันธุ์ที่อาจถ่ายทอดทางครอบครัว ซึ่งทำให้เกิดภาวะนี้ได้

นพ.ชาติ วานิชสวัสดิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาเป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติทำให้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากโรคหัวใจชนิดนี้ในคนที่มีอายุน้อย สำหรับผู้ที่มียีนส์ที่ผิดปกติที่ทำให้มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมาก มีโอกาสทำให้เส้นเลือดตีบเร็วกว่าวัย ควรเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อลดความเสี่ยง ดังต่อไปนี้ ควบคุมน้ำหนัก (ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 30) งดการสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์และมีกากใยเยอะ หากทำได้ตามนี้ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายก็จะลดลง

และ พญ.จิรภา แจ่มไพบูลย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริมว่า อยากเน้นย้ำถึงประโยชน์ของการฟื้นฟูหัวใจด้วยการออกกำลังกายแก่ผู้ป่วยโรคหัวใจทุกท่าน เนื่องจากมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการออกกำลังกายสามารถที่จะลดโอกาสในการกลับมานอนโรงพยาบาล ลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วยทุกท่านได้ ทั้งยังมีความปลอดภัยหากผู้ป่วยได้รับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

แพทย์ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของโครงการ ‘อาสาดูแลหัวใจหมอ’ และลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ DoctorsHeartProject หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ แผนกศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เบอร์โทรศัพท์ 02-090-3104 เวลาทำการ 08.00 – 20.00 น.

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม เป็นได้ก็หายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675572

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 11:45 น.กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม เป็นได้ก็หายได้

ในปัจจุบันลักษณะการทํางานของผู้คนส่วนใหญ่ มักเป็นงานที่นั่งทําอยู่ในออฟฟิศ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือสมาร์ทโฟน เป็นระยะเวลานานๆ รวมถึงปัจจุบันมีการทํางานในลักษณะ Work from Home มากขึ้น ซึ่งบางคนอาจไม่ได้เตรียมสถานที่ โต๊ะ และเก้าอี้ ไว้สําหรับนั่งทํางานเป็นระยะเวลานานๆ ส่งผลกระทบให้เกิดอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อจากการทํางานได้มากขึ้น

นพ.เฉลิมพล ชีวีวัฒน์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนวเวช กล่าวถึงรายละเอียดของกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม กลุ่มอาการที่พบมากในคนทำงานออฟฟิศ พร้อมถ่ายทอดข้อมูลอันเป็นประโยชน์ผ่านบทความให้ความรู้ เริ่มตั้งแต่การอธิบายลักษณะอาการ รวมไปจนถึงคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและบรรเทาอาการความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

“ออฟฟิศซินโดรม” (Office syndrome) นับเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการทํางานอย่างหนึ่ง ในที่นี้คือ กลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในคนที่มีรูปแบบ หรือลักษณะที่ต้องนั่งทํางานในออฟฟิศ ซึ่งกลุ่มอาการส่วนใหญ่ที่พบ จะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ คอ บ่า ไหล่ สะบัก และบางรายอาจมีอาการปวดหลังปวดเอวได้ แต่ก็อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่พบได้น้อยกว่า เช่น ปวดข้อมือ เอ็นข้อศอกอักเสบ เอ็นข้อมืออักเสบ พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ เป็นต้น

การดูแลเพื่อช่วยป้องกัน หรือบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมนั้น

อย่างแรก คือ การปรับสภาพแวดล้อม และที่ทํางานให้เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์

  • การจัดโต๊ะทํางานให้เป็นระเบียบ ของที่จําเป็นต้องใช้ จัดอยู่ในระยะเอื้อมของมือทั้งสองข้าง
  • โต๊ะและเก้าอี้ทํางานมีความสูงพอดี เก้าอี้ทํางานปรับระดับให้เหมาะสมได้และอาจมีที่ดันหลัง เพื่อให้หลังอยู่ในท่าธรรมชาติมากที่สุดระหว่างนั่งทํางาน
  • ปรับจอมอนิเตอร์ให้อยู่ระยะที่เหมาะสม ไม่ไกล หรือใกล้สายตาเกินไป ขอบบนของจออยู่ในระดับสายตาพอดี หน้าจอเอียงรับระดับสายตาประมาณ 7 องศา
  • โต๊ะทํางานมีชั้นแยกสําหรับวางแป้นพิมพ์และเมาส์ ในกรณีที่ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ใช้แป้นพิมพ์ได้อย่างสบายไม่ต้องเกร็งหรือยกไหล่
  • แสงสว่างที่โต๊ะทํางานเหมาะสม เพื่อลดการเพ่งของดวงตา

การปรับพฤติกรรมการทํางานให้เหมาะสม

  • ท่านั่งที่เหมาะสม ตัวตรงไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เท้าสองข้างวางแนบพื้น เข่า สะโพก ศอก งอประมาณ 90 องศา หัวไหล่ผ่อนคลาย
  • มีช่วงพักเบรกเป็นระยะ ควรพักอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อพักสายตา ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ รวมทั้งพักยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเองเป็นระยะๆ

กรณีที่อาการปวดรบกวนมากจนเป็นอุปสรรคในการทํางาน การรักษาทางกายภาพบําบัดด้วยเครื่องมือทางกายภาพ เช่น การให้ความร้อนผ่านทางเครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องเลเซอร์ยืดกล้ามเนื้อ การฝังเข็มลดปวดคลายกล้ามเนื้อ เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทํางาน และกลับไปใช้ชีวิตประจําวันได้ดีขึ้น

ชาวยูเครนพร้อมรบกองโจร ต่อต้านรุกรานของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675622

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 17:39 น.ชาวยูเครนพร้อมรบกองโจร ต่อต้านรุกรานของรัสเซีย

ภาพชุดการฝึกพลเรือนเพื่อรับการรุกรานและสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในยูเครน

ภาพชุดการฝึกอบรมดำเนินการโดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์การต่อสู้ซึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการ “Total Resistance” ของชาวยูเครน ที่เตรียมพร้อมรบแบบกองโจรโดยกองกำลังพลเรือนทั้งชายและหญิงเพื่อต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย

ตามการสำรวจของ Kyiv International Institute of Sociology (KIIS) เมื่อวันที่ 3-11 ธันวาคม พ.ศ. 2564 และรายงานโดย Ukrinform พบว่า ชาวยูเครนทุกๆ 1 ใน 3  หรือ 33.3% พร้อมที่จะจับอาวุธเพื่อปกป้องประเทศจากการรุกรานของรัสเซีย ในขณะที่อีก 21.7% พร้อมที่จะขับไล่การรุกรานด้วยการเข้าร่วมขบวนการต่อต้านด้วยสันติวิธี

1

 1. ครูฝึกทหารและพลเรือนเข้าร่วมการฝึกซ้อมที่โรงงานร้างในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ท่ามกลางกระแสเตือนอย่างต่อเนื่องว่ารัสเซียอาจจะรุกรานยูเครนได้ทุกเมื่อ (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP)

2

 2. ครูฝึกทหารสอนพลเรือนให้ใช้โมโลตอฟค็อกเทลหรือระเบิดเพลิง ระหว่างการฝึกที่โรงงานร้าง ในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP)

2

 3. ครูฝึกสอนพลเรือนให้ยิงปืนไรเฟิล AK-47 และปืนลูกซองแบบปั๊มแอ็คชั่นระหว่างการฝึกยิงนอกเมืองคาร์กิวเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Sergey BOBOK / AFP)

4

 4. สาวๆ ชาวยูเครนตรวจสอบปืนลูกซองแบบปั๊มแอ็คชั่นระหว่างการฝึกยิงสำหรับพลเรือนนอก เมืองคาร์กิวของยูเครนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Sergey BOBOK / AFP)

5

 5 ครูฝึกการรบสอนพลเรือนให้ทำการลาดระเวนพร้อมรถหุ้มเกราะ ในการฝึกซ้อมที่กรุงเคียฟ (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP)

6

 6. พลเรือนฝึกเพื่อถือปืน AK-47 จำลองที่ทำจากไม้ ขณะที่พวกเขาเข้าร่วมการฝึกอบรมที่โรงงานร้างในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP)

7

7. ครูฝึกทหารสอนให้พลเรือนซ้อมรบแบบทฟาร ขณะที่พวกเขาเข้าร่วมการฝึกที่โรงงานร้างในเมืองหลวงเคียฟ ของยูเครนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP)

8

8. ครูฝึกทหารสอนพลเรือนหญิงถือปืนที่ทำจากไม้ ขณะที่เธอเข้าร่วมการฝึกอบรมการรบที่โรงงานร้างในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022  (ภาพโดย Sergei SUPINSKY / AFP)