รมว.ตปท.อินโดฯ-เมียนมาเยือนไทยทำไมไม่ต้องกักตัว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646362

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.รมว.ตปท.อินโดฯ-เมียนมาเยือนไทยทำไมไม่ต้องกักตัว?รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาเข้าพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย วันเดียวกับที่เดินทางถึงไทย โดยไม่กัตัว

จากกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เมียนมา อินโดนีเซีย พบปะหารือกันที่ทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) หลายคนอาจสังเกตว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาและอินโดนีเซียเข้าหารือกันภายในวันเดียวกับที่เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยไม่ผ่านการกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุม Covid-19

จากการติดต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยเพื่อสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวพบว่าไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ดี จากการรวบรวมข้อมูลของโพสต์ทูเดย์พบว่ามีประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 เรื่องข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหาราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 12) โดยมีรายละเอียดเกี่ยวการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคล 11 กลุ่ม ที่ได้รับการยกเว้นให้เข้าประเทศไทยได้ในข้อ 1 โดยมีรายละเอียดดังนี้

(3) บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว

ส่วนข้อ 2 มาตรป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อควบคุมดูแลให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรปฏิบัติตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา และหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้โดยเคร่งครัด และให้ผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานควบคุมโรคติดต่อสั่งหรือกำหนดหนดเป็นเงื่อนไขในการเดินทาง หรือการเข้ามาในราชอาณาจักร รับการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานที่ที่และตามมระยะเวลา ซึ่งทางราชการกำหนด หรือปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบการเดินทางในราชอาณาจักร หรือการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว เพื่อให้มาตรวจหาเชื้อเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการติดเชื้อก็ได้

สำหรับข้อสงสัยว่ากลุ่มข้อยกเว้นข้างต้นมีมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างไร

จากคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 เรื่องแนวปฏิบัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 6 ในข้อ 3 และ ข้อ 5 มีรายละเอียดดังนี้

ข้อ 3 บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว แบ่งมาตรการดังนี้

มาตรการก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

1)หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงหรือสถานที่ชุมชนไม่น้อยกว่า 14 วัน

2)ให้มีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้

  • หนังสือที่รับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้
  • ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง
  • ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางดังกล่าวไม่มีเชื้อโรคโควิด-19 โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
  • หน่วยงานต้นสังกัดมีหนังสือรับรองการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล หรือเอกสารหลักฐาน ซึ่งแสดงถึงหลักประกันที่ผู้เดินทางดังกล่าวสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล ซึ่งรวมถึงโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในราชอาณาจักร

3)ให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ผู้เดินทาง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศของประเทศต้นทางก่อนออกเดินทาง

มาตรการเมื่อเดินทางถึง/ระหว่างอยู่ในราชอาณาจักร

1)ให้คัดกอรงอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ที่ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

2)ให้ยื่นเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

3)ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

4)ให้เข้ารับการกักกันในพำนักของบุคคลดังกล่าวภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน

เมื่ออ่านกฎหมายทั้งสองฉบับพบว่า ข้อความในข้อ 2 ของประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และ มาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีข้อความขัดแย้งกัน

มาตรการสำหรับบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย กำหนดให้บุคคลเหล่านี้ต้องเข้ารับการกักกันในที่พำนักของบุคคลดังกล่าว ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน

ทว่าข้อ 2 ของประกาศราชกิจจานุเบกษาฯ กลับเปิดช่องให้เลือกว่าจะแยกกักกันตัว หรือปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบการเดินทางในราชอาณาจักร หรือการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว

ความขัดแย้งกันของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้อาจนำมาสู่ความสับสนของสาธารณชน และอาจเกิดความลักลั่นในการนำมาปฏิบัติ

ญี่ปุ่นพร้อมจ่าย 12.5 ล้านบาทถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646333

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 13:30 น.ญี่ปุ่นพร้อมจ่าย 12.5 ล้านบาทถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิตรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศจ่ายเงินชดเชย 12.5 ล้านบาท หากประชาชนฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แล้วเสียชีวิต

โนริฮิสะ ทะมุระ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยจำนวน 44,200,000 เยน หรือ 12,536,372 บาทให้แก่ครอบครัวหากฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แล้วเสียชีวิต และจ่ายค่าทำศพอีกไม่เกิน 209,000 เยน หรือ 59,275 บาท หลังพบชาวญี่ปุ่นตไม่กล้าฉีดวัคซีน เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วมีอาการเจ็บป่วยหรือได้รับผลข้างเคียงระยะยาว อาทิ พิการ จะได้รับเงินชดเชยปีละ 5 ล้านเยน หรือ 1,417,096 บาท

อันที่จริง รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายจ่ายเงินชดเชยผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอยู่แล้ว แต่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ

ทีม WHO ปัดโบ้ยไทยต้นตอโควิดแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646325

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 12:00 น.ทีม WHO ปัดโบ้ยไทยต้นตอโควิดแค่ยกตัวอย่างเฉยๆผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กชี้ข่าวบิดเบือนไม่ได้กล่าวหาไทยเป็นต้นตอโควิด-19

สืบเนื่องจากกรณีที่สื่อเดนมาร์กรายงานว่า เทอา โคลเซน ฟิเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสชาวเดนมาร์ก หนึ่งในทีมวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ลงพื้นที่สำรวจหาต้นตอโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่นระบุว่าตลาดนัดจตุจักรของไทยอาจเป็นต้นตอในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาก่อนที่จะแพร่ไปยังเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์

ภายหลังผู้เชี่ยวชาญรายนี้ได้ออกมาชี้แจงว่าตนไม่ได้กล่าวหาว่าตลาดนัดจตุจักรเป็นต้นตอของโควิด-19 เพียงแต่ระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์จากสัตว์สู่สัตว์ หรือสัตว์สู่มนุษย์ในตลาดค้าสัตว์บางแห่งที่มีความแออัด อย่างที่เคยเกิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยยกตัวอย่างตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร พร้อมตำหนิสื่อที่รายงานข่าวบิดเบือน

นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงประเด็นที่มีสื่อรายหนึ่งรายงานว่าเธอกล่าวหาค้างคาวไทยอาจเป็นต้นตอของไวรัสโคโรนา โดยเธอได้ออกมาชี้แจงว่าเธอเพียงแค่รายงานการค้นพบล่าสุดเท่านั้นว่าทีมวิจัยค้นพบไวรัสซึ่งใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนา (SARS-CoV-2) ในค้างคาวเกือกม้าในประเทศไทยแต่ไม่ได้กล่าวว่าค้างคาวไทยเป็นต้นตอของไวรัสแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเธอจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ยังคงมีชาวเน็ตจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติติงคำพูดของเธอว่าเป็นคำพูดที่สร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

Enig i at overskriften og indledning i denne artikel desv er m til at forvrænge indhold og budskab: at disse markeder m levende (eksotiske/vilde) dyr tæt stablet i små bure kan være udgangspunkt for pandemiske virus, som vi har set det tidligere fx #SARS i 2003. @torshammer50 https://t.co/uIA69D7DAk— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

Important notice: Im not pointing at that specific market only stating the there is a high chance that infections cross species animal to animal or animal to humans at such markets.— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

Hmm…faktisk ikke helt korrekt citeret. Vi peger blot på seneste fund fra bl.a. Thailand hvor hesteskonæse flagermus også har vist sig at være værter for virus m høj lighed m SARS-CoV-2…. https://t.co/0nab1XJKBY— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ผุดไอเดียหมักเบียร์ทางไกลโกยเงินทุนหลักสิบล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646306

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 10:30 น.สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ผุดไอเดียหมักเบียร์ทางไกลโกยเงินทุนหลักสิบล้านZymoscope สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ระดุมทุนได้กว่า 30 ล้านหลังเปิดตัวได้เพียงไม่กี่ปี

1. Zymoscope บริษัทคราฟต์เบียร์สัญชาติเดนมาร์ก สามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ถึง 960,000 ยูโร หรือราว 35 ล้านบาท แม้จะเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2019 เท่านั้น และคาดว่าจะสูงถึง 414,000 ล้านยูโร หรือราว 15 ล้านล้านบาทภายในปี 2025 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ถึง 20%

2. Zymoscope เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่จะใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเบียร์และตรวจสอบการหมักเบียร์แบบเรียลไทม์ในระยะไกลทำให้ผู้ผลิตเบียร์สามารถควบคุมและปรับกระบวนการหมักได้ดีขึ้น รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและปรับขนาดได้ด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ช่วยให้กระบวนการผลิตสิ้นเปลืองน้อยลง

3. Petros Venetopoulos ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Zymoscope เผยว่านี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่และ Zymoscope บรรลุเป้าหมายแล้ว ด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าสนใจของพวกเขาทำให้ดึงเงินลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนรายใหญ่ อาทิ Rockstart, Vækstfonden และ Mads Heine

4. นอกจากนี้ Zymoscope กำลังทำงานร่วมกับโรงเบียร์ในเดนมาร์ก 6 แห่ง และมีเป้าหมายที่จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในตลาดคราฟต์เบียร์ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเงินทุนที่ได้รับจะนำไปขยายทีมที่แข็งแกร่ง รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์และดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย

5. Mark Durno หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัท Rockstart AgriFood หนึ่งในนักลงทุนกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้เทคนิคการหมักเบียร์ที่มีมายาวนานหลายศตวรรษเป็นแบบดิจิทัล และสร้างปรากฏการณ์ให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มด้วยความหลงใหลในคราฟต์เบียร์ประกอบกับทีมงานที่มีทักษะจาก Zymoscope นั่นทำให้เขาตื่นเต้นที่จะได้ร่วมลงทุนด้วย

6. Mads Heine นักลงทุนรายใหญ่กล่าวว่าแม้จะมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาไม่นาน แต่ Zymoscope สร้างความประทับใจด้วยความสามารถที่แข็งแกร่งของทีม และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าความตั้งใจของพวกเขาจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ นวัตกรรมและกระบวนการหมักเบียร์ที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างยิ่ง

Photo by Michele Spatari / AFP

ชนเผ่านาคาอดีตนักล่าหัวที่ปั่นป่วนอินเดียกับเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646278

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.ชนเผ่านาคาอดีตนักล่าหัวที่ปั่นป่วนอินเดียกับเมียนมาชนเผ่านาคาอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อินเดียไม่แสดงท่าทีชัดเจนกับการทำรัฐประหารในเมียนมา

ตอนนี้ในสายตาชาวเมียนมาส่วนใหญ่ จีนคือผู้สนุบสนุนการทำรัฐประหารของกองทัพเมียนมา และสถานการณ์ทางการเมืองของเมียนมายิ่งซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อหลายชนเผ่าในเมียนมาได้รับการสนับสนุนจากทางการจีน หนึ่งในนั้นก็คือชนเผ่านาคาที่อยู่ติดกับพรมแดนอินเดีย ทำให้อินเดียซึ่งมีกรณีพิพาทกับจีน ยังนิ่งเฉยกับการทำรัฐประหารในเมียนมา

โพสต์ทูเดย์จะพาไปรู้จักชนเผ่านากาที่สร้างปัญหาให้เมียนมากับอินเดีย

ในเวลานี้มีกระแสต่อต้านจีนที่เพิ่มมากขึ้นในขบวนประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหารในเมียนมาเพราะชาวเมียนมาเชื่อว่าจีนอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารหรืออย่างน้อยก็ช่วยเหลือกองทัพเมียนมา

แต่ก็มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าจีนอาจให้ความช่วยเหลือกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ต้องการอำนาจในการปกครองตนเองในเมียนมาและก่อเหตุปะทะอยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นคือ “สภาสังคมนิยมชาตินิยมแห่งนาคาแลนด์” (NSCN) ที่เคลื่อนไหวในอินเดียเป็นหลักและในเขตสะกายในเมียนมา และกลุ่ม NSCN (K) ที่เคลื่อนไหวในเมียนมาเป็นหลักและไม่ยอมที่จะเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพ

มีการกล่าวหาว่าจีน (ซึ่งมีเรื่องขัดแย้งกับอินเดีย) ให้เงินทุนอาวุธและกระสุนแก่ NSCN ในการต่อสู้เพื่อเอกราชกับรัฐบาลอินเดีย แต่ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้กลุ่มนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของอินเดียเพื่อบั่นทอนกำลังของกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนนาคาในอินเดียด้วยกันเอง

อินเดียพยายามเจรจาหยุดยิงกับนาคาและเมียนมาก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเมียนมาถือเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่กลุ่มติดอาวุธมาหลบซ่อนเพื่อเคลื่อนไหว และถึงแม้ว่าอินเดียจะพยายามเจรจากับนาคาแต่เมื่อปี 2019 มีรายงานว่าผู้บัญชาการ NSCN-IM ที่มีชื่อเสียงระดับสูงบางคนหลบหนีไปยังมณฑลยูนนานของจีนเพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน จีนจึงมีบทบาทมากเกี่ยวกับความมั่นคงในที่ชายแดนเมียนมาและอินเดีย

อาจเป็นสาเหตุนี้ที่ทำให้รัฐบาลอินเดียค่อนข้างเงียบเรื่องการทำรัฐประหารเมียนมา เพราะระยะหลังอินเดียร่วมมือกับกองทัพเมียนมาถี่ขึ้นและกองทัพเมียนมาใช้อาวุธของอินเดียมากขึ้นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจีนสนับสนุนกลุ่มนาคา

ชนเผ่านาคาเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย (รัฐนาคาแลนด์) ติดต่อกับตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา (เขตปกครองตนเองนาคา) มีประชากรรวมกันราว 2 ล้านคน และมีเผ่าย่อยๆ กว่า 40 เผ่า โดยในฝั่งเมียนมามีประมาณ 10 เผ่า

เดิมทีเผ่านาคาทั้งสองฝั่งไม่มีพรมแดนแยกจากกันชัดเจนจนกระทั่งราวปี 1971 ที่ทหารเข้ามาขีดเส้นแบ่งพรมแดนบนพื้นดิน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคิดว่าทั้งสองฝั่งต่างก็เป็นชาวนาคาเหมือนกัน บางคนยังใช้เงินรูปีของอินเดียซื้อข้าวของจากชาวนาคาฝั่งอินเดีย หรือส่งลูกหลานไปเรียนที่อินเดีย

ชนเผ่านี้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ในอดีตหากนักรบนากาทำสงครามกับศัตรูไม่ว่าจะเป็นชนเผ่านาคาต่างเผ่า ทหารอังกฤษ หรือทหารอินเดีย เพื่อปกป้องดิแดนของตัวเอง นักรบนาคาจะตัดหัวศัตรูแล้วใส่ตะกร้าที่เตรียมมาเพื่อนำกลับหมู่บ้าน เป็นเสมือนถ้วยรางวัลแห่งชัยชนะ

ศีรษะศัตรูเหล่านี้จะถูกนำมาประดับกำแพงและประตูบ้านของนักรบ ส่วนตัวนักรบเองจะได้รับการสักที่ใบหน้าและหน้าอกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกระทำที่เป็นฮีโร่ โดยการสักนี้จะทำโดยภรรยาของหัวหน้าเผ่า

Wangnao อดีตนักรบชาวนาคาเผ่าคอนยัคในอินเดียเผยกับ National Geographic เมื่อปี 2015 ว่า การล่าศีรษะมนุษย์ไม่ใช่เพียงวิธีหนึ่งในการทำสงครามเท่านั้น แต่ตามความเชื่อเรื่องวิญญาณของชาวนากา ศีรษะมนุษย์มีพลังที่ช่วยให้พืชพรรณธัญญาหาร มังสาหาร และเผ่าพันธุ์อุดมสมบูรณ์

ชาวนาคาจะถ่ายถอดทักษะการใช้มีดตัดศีรษะด้ามยาวจากรุ่นสู่รุ่น และผู้ชายทุกคนจะมีปืนที่ทำกันเองติดตัว

Ngon Pok วัย 80 ปีเล่าเหตุการณ์ที่พ่อและปู่ของเขากลับบ้านมาพร้อมหัวมนุษย์อย่างภาคภูมิใจ พวกเขาแลกความเจ็บปวดกับรอยสักเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะ เขาเล่าพร้อมโชว์รอยสักที่หน้าอกของเขา

เช่นเดียวกับภรรยาของเขาซึ่งเผยว่าเธอก็สักบริเวณแขน ขา และใบหน้า มันเจ็บแต่เธอบอกตัวเองว่าถ้าแม่และป้าของเธอทำได้เธอก็ต้องทำได้

Ku Myo วัย 35 ปีกล่าวว่าพ่อแม่ของเธอรู้สึกประทับใจไม่น้อยหลังจากที่เธอกลับบ้านเมื่ออายุ 15 ปีพร้อมกับรอยสักบนใบหน้า

การล่าศีรษะมนุษย์ดำเนินมาจนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่คณะมิสชันนารีจากอินเดียเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายแบ๊บติสต์ (ปัจจุบันชาวนาคาราว 95% นับถือศาสนาคริสต์) ชาวนาคาจึงเริ่มหยุดล่าศีรษะมนุษย์ และนำกะโกลกมนุษย์ที่ประดับไว้ในหมู่บ้านไปฝัง

ปัจจุบันนี้ แม้ว่าชาวนาคาจะไม่ได้ล่าศีรษะมนุษย์แล้ว แต่บางเผ่ายังมีเทศกาลที่ระลึกถึงประเพณีดังกล่าวอยู่ โดยจะขุดกะโหลกที่ฝังไว้ออกมาตั้งโชว์ และมีการถือปืนถือมีดเต้นรำ 

Pete Oxford ช่างภาพชาวอังกฤษเดินทางไปถ่ายรูปและพูดคุยกับชาวนาคาในนาคาแลนด์เขาเล่าว่า “ชาวนาคากลับบ้านพร้อมหัวมนุษย์อย่างน้อยหนึ่งหัวที่ได้จากศัตรูระหว่างการต่อสู้”

“พวกเขาไม่ใช่มนุษย์กินคน แต่หัวพวกนี้นำมาเพื่อแสดงชัยชนะ แสดงถึงความกล้าหาญของเขา นักล่ามีสิทธิ์ได้รอยสักบริเวณใบหน้าและหน้าอกเปรียบเสมือนตราเกียรติยศ”

“แม้ว่าการล่าหัวครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นช่วงปี 1980 แต่พวกเขายังใช้ชีวิตแบบชนเผ่าตามประเพณีดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย พกอาวุธ ใช้แรงงานควาย ต้มชาในกระบอกไม้ไผ่”

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า “ชาวนาคาเป็นมิตรและไม่ได้ทำให้คนนอกรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด”

ทับทิมที่ซื้อได้ทั้งประเทศ อัญมณีคู่บัลลังก์เมียนมาหายไปไหน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646269

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.ทับทิมที่ซื้อได้ทั้งประเทศ อัญมณีคู่บัลลังก์เมียนมาหายไปไหนย้อนตำนานทับทิมหงามุก อัญมณีคู่บัลลังก์เมียนมาที่ทุกวันนี้ก็ยังคงไม่กระจ่าง

ทับทิมหงาเม่าก์/หงามุก (Padamyar Ngamauk) หรือ Royal Ruby เป็นทับทิมสีแดงสดงดงามขนาดประมาณ 82 กะรัตหรือเทียบเท่ากับไข่นกพิราบถูกค้นพบที่เมืองโมก๊อก ประเทศเมียนมา โดยนาย “หงามุกคยี” คหบดีในเมืองแปร ต่อมาได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินในเวลานั้นจนกลายเป็นอัญมณีคู่บัลลังก์นับตั้งแต่นั้นมา

ทับทิมดังกล่าวตกทอดมาจนถึงราชวงศ์คองบอง ในรัชสมัยพระเจ้ามินดง พระองค์ได้นำทับทิมหงามุกให้คณะทูตการค้าชาวฝรั่งเศสตีราคา ซึ่งได้คำตอบว่าทับทิมเม็ดนี้มีค่าควรเมืองหรือมูลค่าเทียบเท่า “ประเทศหนึ่งประเทศ” เลยทีเดียว

และนั่นเหมือนจะเป็นเรื่องจริง ทับทิมหงามุกอยู่คู่บัลลังก์พม่ามาจนถึงสมัยพระเจ้าสีป่อ จนกระทั่งปี 1885 พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ พระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต พระมเหสี ถูกเนรเทศไปยังประเทศอินเดีย

ขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนอยู่กับการเก็บสมบัติข้าวของที่จะนำไปอินเดีย พันเอกสลาเดน นายทหารชาวอังกฤษทำทีเข้ามาขอดูทับทิมหงามุกและอาสาดูแลพระราชทรัพย์ให้ เมื่อเดินทางไปถึงอินเดียทั้งสองพระองค์ก็พบว่าเครื่องเพชรต่างๆ รวมถึงทับทิมหงามุกหายไป

พระเจ้าสีป่อไม่ได้นิ่งนอนใจ พระองค์ทรงร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่อังกฤษครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็เหมือนจะไม่มีหวัง แม้กระทั่งในปี 1911 พระเจ้าสีป่อทรงเขียนพระราชหัตเลขาไปถึงสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ที่เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์อังกฤษพระองค์ใหมว่าทับทิมหงามุกของราชวงศ์พม่าหายไปโดยกล่าวหาพันเอกสลาเดนว่ามีส่วนกับเรื่องนี้

พระเจ้าสีป่อทรงทำสำเนา 5 ฉบับและส่งให้พระเจ้าจอร์จที่ 5 ราชเลขาส่วนพระองค์ สภาสูงและสภาล่างของอังกฤษ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ของอินเดีย) จดหมายต้นฉบับของพระเจ้าสีป่อไม่สามารถหาพบได้ในขณะนี้แต่ข้อมูลย่อสามารถดูได้ในบันทึกของ อู ซาน ชเวซึ่งบันทึกไว้ว่าพระเจ้าสีป่อเสียพระทัยไม่ได้รับอนุญาตให้พบกับพระเจ้าจอร์จที่ 5 และพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทับทิมหงามุกและต่างหูเพชรเต็มสองกล่องใหญ่ที่ฝากไว้ให้สลาเดนดูแลยังไม่ได้ส่งคืนให้พระองค์ ซึ่งสลาเดนรับปากว่าหลังจากสรุปข้อตกลงที่จำเป็นแล้วจะส่งคืนไปให้

พระเจ้าสีป่อทรงไม่รู้ว่า พ.อ. สลาเดนเสียชีวิตไปแล้วเมื่อพระองค์เขียนจดหมาย และจดหมายดังกล่าวยังไม่ได้ถึงมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายก็ได้รับคำตอบเพียงว่า “พ.อ. เอ็ดเวิร์ด สลาเดน ถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี 1890 แล้ว”

ประมาณ 26 ปีหลังจากการเสียชีวิตของสลาเดน พระเจ้าสีป่อสวรรคตถึงแก่กรรมในปี 1916 พระราชินีศุภยาลัตและพระธิดาทั้งสองกลับไปเมียนมาและประทับที่เลขที่ 24 ถนนโคมินโคชิน ในกรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 14 กันยายน1924 นักข่าวจาก Bandoola Journal ไปถามพระราชินีกับพระธิดาเกี่ยวกับทับทิมหงามุก ราชินีตอบว่าไม่ได้นำทับทิมไปอินเดียด้วย แต่มอบให้สลาเดน และทรงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เก็บรักษาไว้

ตั้งแต่นั้นมารัชทายาทแห่งราชวงศ์พม่ายังคงไม่ลดละความพยายามที่จะตามหาทับทิมหงามุกแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพม่าจะได้ทับทิมหงามุกกลับคืน

อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่าสลาเดนอาจถวายหงามุกแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย และทุกวันนี้หงามุกอาจกลายเป็นทับทิมเม็ดเล็กเม็ดน้อยที่ประดับตกแต่งอยู่บนมงกุฎของราชวงศ์อังกฤษก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีคนตั้งข้อสังเกตถึงมงกุฎของจักรพรรดิแห่งอินเดียซึ่งขณะนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์หอคอยแห่งลอนดอน มงกุฎแพรวพราวด้วยอัญมณีไม่แพ้ของราชวงศ์อังกฤษ ประดับด้วยเพชรกว่า 6,100 เม็ด แล้วยังมีอัญมณีอื่นๆ อีกจำนวนมากรวมถึงทับทิม ซึ่งระบุเพียงแต่ว่าเป็น “ทับทิมอินเดียน้ำงาม” ไม่ปรากฏชื่อหรือแหล่งที่มาแต่อย่างใด ผิดกับอัญมณีสำคัญอื่นๆ ของโลกที่มักมีชื่อเรียกขานและระบุแหล่งที่มาของอัญมณี

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1925 พระราชินีศุภยาลัตสวรรคต พระราชธิดาองค์ที่ 4 ของพระเจ้าสีป่อส่งจดหมายถึงรัฐบาลอังกฤษลงวันที่ 15 ธันวาคม 1931 ขอส่งคืนอัญมณีของราชวงศ์แต่ไม่เป็นผล แถมพระองค์ยังถูกส่งไปควบคุมตัวที่เมืองมะละแหม่ง พระธิดาสิ้นพระชนม์ในเมืองมะละแหม่งในปี 1936 ต่อมาโอรสของพระธิดายังคงขอให้อังกฤษคืนทับทิมและเครื่องเพชรพลอยจนถึง 1959 

สุดท้ายแต่เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำเมียนมาในนั้นคือ อาณ์. เอช. แอลเลน ตอบในจดหมายลงวันที่ 9 พฤษภาคม 1959  ว่ารู้สึกเสียใจที่ต้องแจ้งว่าไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

ปัจจุบันยังคงไม่มีคำตอบว่าทับทิมหงามุกอยู่ที่ใด ขณะที่รัชทายาทและชาวเมียนมายังคงตามหาทับทิมเม็ดนั้นและหวังลึกๆ ว่าจะสามารถนำกลับคืนมาได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วอาจไม่เหลือร่องรอยของหงามุกอยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม

จากประเทศที่เคยเป็นเจ้าของอัญมณีที่ทั่วโลกจับตามองมาวันนี้ธุรกิจอัญมณีของเมียนมากลับถูกแบนจากต่างประเทศ โดยนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้นานาประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรกองทัพเมียนมาและการลงทุนที่อาจนำเงินไปสู่กองทัพเมียนมา

ล่าสุดสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตรและห้ามนำเข้าทับทิมจาก 3 บริษทเมียนมา ได้แก่ Myanmar Ruby Enterprise, Myanmar Imperial Jade Co. และ Cancri (Gems and Jewellery) Co.

บิล เกตส์ทิ้งหุ้น Alibaba หมด ซื้อหุ้นซอฟแวร์ยาอนาคตไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646267

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 18:03 น.บิล เกตส์ทิ้งหุ้น Alibaba หมด ซื้อหุ้นซอฟแวร์ยาอนาคตไกลบริษัทซอฟแวร์แห่งนี้ออกแบบยาและกำลังมีอนาคตไหลจนถูกมองว่าเป็น Tesla รายที่สองของวงการธุรกิจ

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ระบุว่ามูลนิธิของบิล เกตส์และภรรยาของ คือ Bill and Melinda Gates Foundation ได้ขายหุ้นของบริษัท Alibaba ที่ก่อตั้งโดยแจ็ค หม่าทั้งหมดมูลค่าหุ้นละ 232.73 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งหมด 128.56 ล้านเหรียญสหรัฐ

การขายหุ้นทำให้มูลนิธิของตระกูลเกตส์รวยขึ้น 21.13 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2020 แต่ยังไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงขายทิ้งหุ้น Alibaba ทั้งหมด

กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัท Alibaba และแจ็ค หม่ากำลังประสบกับปัญหาอย่างหนัก จากการถูกรัฐบาลตรวจสอบการทำธุรกิจว่าเป็นการผูกขาดหรือไม่ และการที่แจ็ค หม่าหายหน้าหายตาจากวงการเป็นเวลานานหลังจากที่บริษัทที่เขาปั้นขึ้นมาคือ Ant Group ถูกรัฐบาลขวางไม่ให้เปิดขายหุ้นครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นจีนยังมีบรรยากาศไม่ดีนักในวันพุธเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้มาตรการควบคุมภาคธุรกิจมากขึ้น

นอกจากหุ้นของ Alibaba ที่ถูกขายทั้งหมดแล้ว มูบลนิธิของเกตส์ยังขายหุ้นของ Uber และลดการถือหุ้นของ Apple และ Amazon แต่หันมาซื้อหุ้นของบริษัท Schrodinger ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟแวร์ผลิตยาและเป็นบริษัทที่มาแรงมากโดยมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่าแล้วในปีงบประมาณ 2021

ธุรกิจของ Schrodinger คือการขายซอฟต์แวร์ที่จะช่วยบริษัทเวชภัณฑ์และนักวิจัยด้านวิชาการสามารถพัฒนายาต่างๆ ขึ้นมาได้ และยังร่วมในการคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ด้วย ทำให้บริษัทชีวเวชภัณฑ์ส่วนใหญ่ในตอนนี้เป็นลูกค้าของ Schrodinger

อาจเป็นเพราะอนาคตที่สดใสของ Schrodinger และด้วยโมเดลทางธุรกิจที่น่าสนใจทำให้บริษัทนี้ถูกขนานนามว่าเป็น Tesla หมายเลขสอง และมูลนิธิของเกตส์ซื้อหุ้นของบริษัทนี้ถึง 40.15% รวมแล้วมูลค่า 316.13 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Ludovic MARIN / AFP

แม่บ้านจีนใจกล้าฟ้องหย่าสามีเรียกค่าทำงานบ้านเหยียบแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646243

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.แม่บ้านจีนใจกล้าฟ้องหย่าสามีเรียกค่าทำงานบ้านเหยียบแสนจีนออกกฎหมายให้คู่สมรสจ่ายค่าชดเชยหากปล่อยให้อีกฝ่ายทำงานบ้านอยู่คนเดียว

ประเทศจีนบังคับใช้กฎหมายใหม่ระบุว่าภรรยาหรือสามีเมื่อหย่าร้างมีสิทธิฟ้องร้องขอค่าชดเชยจากคู่สมรสได้หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องรับผิดชอบในการทำงานในบ้านอยู่ฝ่ายเดียวไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน การเลี้ยงดูบุตรหรือญาติผู้สูงอายุ เพื่อลดการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบช้างเท้าหลังซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมจีน

โดย China Women’s News เปิดเผยเรื่องราวของ “หวัง” ซึ่งฟ้องหย่าต่อสามี “เฉิน” เมื่อปีที่แล้ว เธอระบุว่าสามีของเธอไม่เคยสนใจหรือให้ความช่วยเหลืองานบ้านใดๆ เลยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และเธอต้องอยู่บ้านดูแลลูกทุกวันขณะที่สามีออกไปทำงานข้างนอก

ศาลเขตฝางซานในกรุงปักกิ่งติดสินให้เฉินจ่ายเงินชดเชยให้ภรรยาจำนวน 50,000 หยวน หรือประมาณ 232,000 บาทฐานละเลยการทำหน้าที่ในบ้าน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีฝ่ายใดคัดค้านคำตัดสินหรือไม่

เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับกฎหมายนี้และมองว่าจะช่วยให้คู่สามีภรรยาตระหนักถึงหน้าที่ภายในบ้าน ขณะที่ส่วนหนึ่งมองว่าค่าชดเชยจำนวนนั้นน้อยเกินไปสำหรับการทำงานบ้านคนเดียวมาตลอด 5 ปี

ด้าน จาง เหยียน เลขาธิการคณะกรรมการกฎหมายการแต่งงานและครอบครัวของสมาคมทนายความเสิ่นหยาง ชี้ว่ากฎหมายนี้จะช่วยปกป้องสิทธิของแม่บ้านได้ดีขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องทำงานบ้านมากมาย แต่การเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านทำให้พวกเขาขาดการติดต่อกับสังคมภายนอก

แม้จะเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวแต่จางมองว่ายังมีช่องโหว่ในการคำนวณค่าชดเชย เพราะไม่มีการระบุว่าควรคำนวณเงินอย่างไร และคู่สมรสจะสามารถแสดงหลักฐานเป็นปริมาณของงานบ้านได้อย่างไร

ระยะหลังมานี้บทบาทของแม่บ้านเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากในโซเชียลมีเดียของจีน จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในเจนีวาพบว่าอัตราการจ้างงานหญิงในจีนลดน้อยลงจาก 63.9% ในปี 2010 เหลือ 59.8% ในปีที่แล้ว

ในขณะเดียวกันการวิจัยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนชี้ให้เห็นว่าในปี 2018 ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วทำงานบ้านวันละ 3 ชั่วโมง 20 นาทีโดยเฉลี่ยมากกว่าสามี 1 ชั่วโมงครึ่ง

ส่งผลให้ผู้หญิงชาวจีนสมัยใหม่นิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องการแต่งงานมีลูกและก้าวสู่บทบาทของการเป็นช้างเท้าหลัง

Photo by Joaquin SARMIENTO / AFP

แค่หนึ่งทวีตทำให้เอลอน มัสก์สูญเงิน 1.5 หมื่นล้านในวันเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646258

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.แค่หนึ่งทวีตทำให้เอลอน มัสก์สูญเงิน1.5หมื่นล้านในวันเดียวขณะที่สถานการณ์ของ Bitcoin ยังไม่น่าไว้ใจค่อนข้างที่จะขึ้นแรงและลงแรงจนนักลงทุนเริ่มหวั่น

หุ้นของ Tesla Inc. สูญเสียอย่างหนักจนหักลบผลกำไรตลอดท้ังปี จากการซื้อขายเมื่อวันองัคารตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ โดยหุ้นลดลงมากถึง 13% สู่ระดับ 619 เหรียญสหรัฐในตลาดนิวยอร์กซึ่งเป็นการลดลงระหว่างวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2020

หุ้น Tesla ได้รับผลกระทบจากจากความเห็นของประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคือ เอลอน มัสก์เมื่อในช่วงสุดสัปดาห์ที่ว่าราคาของคริปโตเคอเรนซี่ยอดนิยมคือ Bitcoin และ Ether ที่เป็นคู่แข่งกันนั้นดูเหมือนว่าจะสูงเกินไป (ทวีตบอกว่า That said, BTC & ETH do seem high lol)

มีช่วงหนึ่งของการซื้อขายหุ้นของ Tesla ที่ตกหนักจนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเอลอน มัสก์หายไปถึง 15,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยังไม่นับผลกระทบจากทวีตของเขาที่ทำให้ราคาของ Bitcoin ปรับลดลงมาต่ำกว่าระดับ 50,000 เหรียญสหรัฐเมื่อวันอังคาร

โดยสกุลเงินดิจิทัลนี้ดิ่งมากถึง 18% ในวันอังคารและมีการซื้อขายที่ประมาณ 47,145 เหรียญสหรัฐ ณ เวลา 15:37 น. ในนิวยอร์ก การเทขายทำให้ราคา Bitcoin มีมูลค่าต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ มีช่วงหนึ่งที่ราคาตกลงเหลือ 45,000 เหรียญสหรัฐ

นักลงทุนเริ่มสงสัยว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการถดถอยถอยครั้งใหญ่ของ Bitcoin หรือเป็นเพียงแค่ความผันผวนในตลาดที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้

ผลของความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้มัสก์หล่นลงจากตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกมาอยู่อันดับที่ 2 แล้วปล่อยให้เจฟ เบสซอส แห่ง Amazon.com, Inc กลับมาครองเจ้ายุทธภพเจ้าสัวชั้นแนวหน้าของโลกอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธมูลค่าของ Bitcoin กระเตื้องขึ้นมามากถึง 7.2% เป็นประมาณ 51,393 เหรียญสหรัฐในการซื้อขายในเอเชียวันพุธ เมื่อวานนี้ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความทนทานของการเพิ่มขึ้นห้าเท่าที่น่าทึ่งและผันผวนในปีที่ผ่านมา

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวมได้รับแรงหนุนจากความคิดเห็นเมื่อวันอังคารจากเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ซึ่งส่งสัญญาณว่าเฟดยังคลายนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งคริปโตฯ ได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากนโบายการเงินแบบผ่นคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

สิงคโปร์เล็งใช้วัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นฟื้นท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646235

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 15:10 น.สิงคโปร์เล็งใช้วัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นฟื้นท่องเที่ยวสิงคโปร์กำลังหารือการใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีน Covid-19 กับประเทศอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว

นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุงของสิงคโปร์เผยในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คว่า แม้ว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วสามารถซื้อวัคซีนต้าน Covid-19 ได้เพียงพอ แต่เรายังต้องร่วมมือกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้ทุกประเทศ รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงวัคซีน

นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า สิงคโปร์กำลังหารือเรื่องการยอมรับใบรับรองการฉีดวัคซีน Covid-19 หรือวัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นๆ แต่ไม่ได้ระบุว่าหารือกับประเทศใดบ้าง และเอ่ยว่าวัคซีนพาสปอร์ตเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของโลก

นอกจากสิงคโปร์ กรีซ สเปน และอังกฤษ เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ให้ความสนใจกับวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ แม้ว่าสิงคโปร์จะเริ่มฉีดวัคซีนทั้งจากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) และโมเดอร์นา (Moderna) ไปเมื่อราว 2 เดือนก่อน แต่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ก็ยังไม่ฟื้นตัวจากการถดถอยหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นการกลับมาดำเนินธุรกิจและเปิดการท่องเที่ยวจึงถือเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของสิงคโปร์